สรุป 20 ข้อคิดจากหนังสือ Ego Is the Enemy เขียนโดย Ryan Holiday

คนเรามักคิดว่าศัตรูของความสำเร็จคือคู่แข่ง เงินไม่พอ โอกาสไม่มา เจ้านายไม่เห็นคุณค่า หรือจักรวาลมีแผนกกลั่นแกล้งส่วนบุคคล
.
แต่ Ryan Holiday เสนอว่า ตัวการซึ่งทำลายเราได้แนบเนียนที่สุดอาจอยู่ใกล้กว่านั้นมาก มันอยู่ในหัว ใช้เสียงของเราเอง และมักเริ่มประโยคด้วยคำว่า “ฉันสมควรได้รับมากกว่านี้”
.
ใน Ego Is the Enemy คำว่า Ego ไม่ได้ใช้ในความหมายเชิงจิตวิเคราะห์ของ Sigmund Freud แต่หมายถึงความเชื่อในความสำคัญของตัวเองเกินความเป็นจริง ความทะนง ความหมกมุ่นกับภาพลักษณ์ และความต้องการให้โลกยืนยันว่าเราพิเศษอยู่ตลอดเวลา
.
มันเปลี่ยนความมั่นใจให้กลายเป็นความหลงตัวเอง เปลี่ยนความเด็ดเดี่ยวให้กลายเป็นความดื้อ และเปลี่ยนความทะเยอทะยานให้กลายเป็นละครมหากาพย์ที่เรารับบทนำ เขียนบท และยืนปรบมือให้ตัวเองพร้อมกัน
.
Ryan รู้จัก Ego ผ่านชีวิตของตัวเอง เขาออกจากมหาวิทยาลัยตั้งแต่อายุสิบเก้า กลายเป็นผู้บริหารหนุ่ม ทำงานกับศิลปินชื่อดัง เป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของ American Apparel และมีหนังสือขายดีตั้งแต่อายุยังน้อย
.
ภาพภายนอกดูเหมือนชีวิตกำลังพุ่งขึ้น แต่ข้างในกลับเต็มไปด้วยความเครียด การเสพติดงาน ความโกรธ และความรู้สึกว่าต้องควบคุมทุกเรื่อง จนวันหนึ่งสัญญาณ Wi-Fi ขัดข้องก็เพียงพอจะทำให้เขาเกือบแตกสลาย ปรัชญาที่ศึกษามาหลายปีจึงต้องลงจากชั้นหนังสือมาช่วยเจรจากับเราเตอร์
.
หนังสือแบ่งชีวิตออกเป็นสามช่วงซึ่งหมุนเวียนกลับมาเสมอ ได้แก่
.
Aspire ตอนที่เรากำลังไล่ตามบางสิ่ง
.
Success ตอนที่เราได้สิ่งนั้นมาแล้ว
.
และ Failure ตอนที่มันพัง หลุดมือ หรือไม่เป็นไปตามหวัง
.
Ego ปรากฏอยู่ทุกช่วง ก่อนสำเร็จมันทำให้เราพูดมากกว่าทำ เมื่อสำเร็จมันทำให้หลงว่าตัวเองไร้เทียมทาน และเมื่อพ่ายแพ้มันทำให้เราขมขื่น โทษโลก หรือทำลายตัวเองซ้ำอีกครั้ง
.
Ryan ไม่ได้สอนให้เราดูถูกตัวเอง เพราะการคิดว่าตนไร้ค่าก็ยังเป็นการหมกมุ่นกับตัวเองอีกรูปแบบหนึ่ง เขาเสนอความถ่อมตัวที่แข็งแรง ซึ่งมองความจริงตรงๆ รู้ทั้งความสามารถและข้อจำกัด ทำงานโดยไม่ต้องแสดง และยืนได้โดยไม่ต้องมีเสียงปรบมือคอยพยุง
.
เป้าหมายของหนังสือจึงไม่ใช่ให้เราเลิกทะเยอทะยาน แต่ช่วยให้ความทะเยอทะยานไปถึงปลายทางโดยไม่ถูกเจ้าของขับรถตกข้างทางเสียก่อน
.
ต่อไปนี้คือ 20 ข้อคิดสำคัญจาก Ego Is the Enemy เรียงตามสามช่วงของหนังสือ ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีอะไร, ตอนที่เริ่มมีทุกอย่าง, และตอนที่บางอย่างถูกพรากไป
.
เพราะไม่ว่าเราจะยืนอยู่ตรงไหน Ego ก็มักมาถึงก่อนและจองเก้าอี้หัวโต๊ะไว้เรียบร้อยแล้ว
.
.
================
.
Aspire ทะเยอทะยานไปสู่บางสิ่ง
.
Ego ในช่วงนี้มักมาในรูปของการพูดมากกว่าทำ อยากมีภาพลักษณ์ก่อนมีฝีมือ อยากได้รับการยอมรับก่อนสร้างสิ่งที่ควรค่าแก่การยอมรับ และหลงรักเรื่องราวความยิ่งใหญ่ของตนเองเร็วกว่าความเป็นจริงหลายปี มันทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังเดินทางไกล ทั้งที่บางวันเพียงหมุนเข็มทิศไปมาแล้วถ่ายรูปลงโซเชียล
.
.
1. ความมั่นใจที่แท้จริงต้องเติบโตจากผลงาน ไม่ใช่จินตนาการ
.
Ryan เริ่มต้นด้วยเรื่องของ William Tecumseh Sherman นายพลคนสำคัญในสงครามกลางเมืองสหรัฐฯ Sherman ไม่ได้พุ่งขึ้นสู่ชื่อเสียงอย่างฉับพลัน ชีวิตของเขาเติบโตช้า ผ่านการเดินทาง การรับราชการ และงานซึ่งในเวลานั้นดูธรรมดา
.
เขาเรียนรู้ภูมิประเทศ ผู้คน และระบบทหารทีละน้อย จนข้อมูลซึ่งสะสมไว้ในปีที่ยังไม่มีใครสนใจ กลายเป็นพื้นฐานของยุทธศาสตร์สำคัญในเวลาต่อมา
.
ช่วงต้นสงคราม Sherman เคยมีอาการเครียดและหวาดระแวงจนพูดกับสื่ออย่างไม่ระมัดระวัง เขาถูกปลดจากหน้าที่ชั่วคราวและต้องพักฟื้น ประสบการณ์นี้ทำให้เขารู้ว่าความรู้สึกของตัวเองไม่ได้แม่นยำเสมอ
.
เขาจึงค่อยๆสร้างความเชื่อมั่นจากความสามารถจริง เมื่ออยู่ในตำแหน่งซึ่งมียศสูงกว่า Ulysses S. Grant เขาก็ยอมสนับสนุน Grant โดยไม่แย่งอำนาจ เพราะเป้าหมายคือชัยชนะ ไม่ใช่การจัดตำแหน่งชื่อบนโปสเตอร์
.
คนบางประเภทเชื่อมั่นในตัวเองก่อนมีหลักฐาน, ส่วนอีกประเภทให้ความเชื่อมั่นค่อยๆเติบโตตามสิ่งที่ทำสำเร็จ
.
แบบแรกดูน่าตื่นเต้นกว่าและเหมาะกับการทำคลิปเปิดตัว ส่วนแบบหลังเหมาะกับโลกซึ่งผลลัพธ์ต้องรับน้ำหนักจริง ความถ่อมตัวของ Sherman จึงไม่ใช่การทำตัวเล็ก แต่คือการวัดตัวเองด้วยไม้บรรทัดตรงๆ แทนการยืนเขย่งแล้วประกาศว่าโตขึ้นแล้ว
.
.
2. พูดถึงเป้าหมายน้อยลง แล้วใช้พลังนั้นทำให้มันเกิดขึ้น
.
Upton Sinclair ลงสมัครผู้ว่าการรัฐ California ในปี 1934 ก่อนการเลือกตั้ง เขาตีพิมพ์หนังสือชื่อ I, Governor of California and How I Ended Poverty เล่าเรื่องราวราวกับตนได้รับเลือกและแก้ปัญหาความยากจนสำเร็จแล้ว
.
หนังสือขายดี แต่การหาเสียงกลับค่อยๆหมดแรง Sinclair เหมือนได้ใช้ชีวิตในชัยชนะผ่านจินตนาการไปเรียบร้อย จึงเหลือแรงน้อยลงสำหรับงานซึ่งต้องพาเขาไปถึงชัยชนะจริง
.
การพูดถึงสิ่งที่กำลังจะทำสร้างความรู้สึกคืบหน้าโดยแทบไม่ต้องลงแรง เราประกาศว่าจะเขียนหนังสือ เปิดธุรกิจ ลดน้ำหนัก หรือเปลี่ยนชีวิต แล้วรับคำชื่นชมล่วงหน้า สมองได้รับรางวัลบางส่วนก่อนงานเริ่ม
.
จากนั้นเมื่อถึงเวลานั่งเผชิญความน่าเบื่อ ความไม่แน่นอน และความยาก ความกระตือรือร้นก็เหมือนพนักงานซึ่งรับโบนัสแล้วเงียบหายจากกรุ๊ปบริษัท
.
ความเงียบจึงเป็นพื้นที่สะสมพลัง Bo Jackson บอกเป้าหมายเรื่อง Heisman Trophy กับแฟนสาวเพียงคนเดียว แล้วกลับไปฝึก
.
Ryan ไม่ได้ห้ามเราปรึกษาหรือสื่อสารเรื่องงาน เขาเตือนการใช้คำพูดแทนการทำ ความตั้งใจที่ยังอ่อนควรได้รับการปกป้องเหมือนต้นกล้า ไม่ใช่ยกออกไปตั้งกลางตลาดแล้วเปิดให้ทุกคนชมราก เมื่อผลงานแข็งแรงพอ มันจะพูดแทนเราเอง และมักพูดกระชับกว่าคำประกาศเปิดตัวหลายหน้า
.
.
3. ตัดสินใจให้ชัดว่าจะเป็น “คนสำคัญ” หรือทำ “สิ่งสำคัญ”
.
John Boyd เป็นนักบินขับไล่และนักยุทธศาสตร์ผู้มีอิทธิพลอย่างมากต่อกองทัพสหรัฐฯ แนวคิดของเขามีส่วนต่อการพัฒนาเครื่องบิน F-15 และ F-16 รวมถึงยุทธศาสตร์สงครามสมัยใหม่ ทว่าเขาไม่เคยได้ยศสูงกว่าพันเอก ไม่มีฐานทัพตั้งชื่อตาม และใช้ชีวิตค่อนข้างเรียบง่าย
.
ชื่อของเขาไม่โด่งดังเท่าคนที่ผลงานได้รับอิทธิพลจากเขา ซึ่งในโลกของ Ego ฟังคล้ายความล้มเหลว แต่ในโลกของผลลัพธ์ เขาเปลี่ยนทั้งวงการ
.
Boyd มักถามนายทหารรุ่นน้องว่า ต้องการ “เป็นใครสักคน” หรือ “ทำบางสิ่งให้สำเร็จ”
.
เส้นทางแรกพาไปสู่ตำแหน่ง การยอมรับ และการเป็นสมาชิกวงใน แต่ต้องประนีประนอม พูดสิ่งที่ผู้มีอำนาจอยากฟัง และหันหลังให้บางหลักการ เส้นทางที่สองอาจทำให้ถูกมองข้าม ไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง และไม่มีโต๊ะทำงานวิวสวย แต่ผลงานมีโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลงจริง
.
คำถามนี้ปรากฏอยู่ในทุกอาชีพ เราอยากเขียนหนังสือที่ดี หรืออยากมีภาพเป็นนักเขียน อยากแก้ปัญหาลูกค้า หรืออยากได้ตำแหน่งผู้บริหาร อยากรับใช้สังคม หรืออยากให้สังคมเห็นว่าเรากำลังรับใช้
.
การมีชื่อเสียงไม่ใช่ความผิด ตำแหน่งก็ไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย ปัญหาเริ่มเมื่อป้ายชื่อสำคัญกว่างาน จนเราขัดรองเท้าสำหรับขึ้นเวทีทุกวัน แต่ลืมสร้างสิ่งที่จะทำให้ได้รับเชิญขึ้นไป
.
.
4. รักษาสถานะนักเรียนไว้ โดยเฉพาะวันที่คนอื่นเริ่มเรียกเราว่าเก่ง
.
วันที่ Dave Mustaine ถูกไล่ออกจาก Metallica วงได้เลือก Kirk Hammett เข้ามาแทน
.
Hammett อาจตีความว่า ตนได้รับเลือกเพราะเก่งอยู่แล้ว และเริ่มใช้ชีวิตเหมือนร็อกสตาร์ก่อนอัลบั้มจะออก แต่เขากลับไปเรียนกีตาร์กับ Joe Satriani ต่อ เขายอมเป็นนักเรียนทั้งที่เพิ่งได้ตำแหน่งซึ่งคนจำนวนมากคงใช้เป็นหลักฐานว่าการเรียนจบลงแล้ว
.
Dave Mustaine เองนำความเจ็บปวดไปสร้างวง Megadeth และประสบความสำเร็จอย่างสูง ทว่ายังคงเปรียบเทียบตนกับ Metallica อยู่เป็นเวลานาน ต่อให้ขายอัลบั้มได้หลายล้านชุด เขาก็รู้สึกเหมือนแพ้ เพราะใช้คะแนนของคนอื่นมาตัดสินชีวิตตนเอง
.
เรื่องของนักกีตาร์ทั้งสองจึงแสดง Ego คนละแบบ คนหนึ่งรับโอกาสแล้วกลับไปฝึก อีกคนสร้างความสำเร็จมหาศาลแต่ปล่อยให้ความแค้นเขียนคำบรรยายใต้ภาพ
.
เมื่อเชื่อว่าตนมาถึงแล้ว เราจะหยุดถาม หยุดฟัง และป้องกันตัวจากคำวิจารณ์ นักเรียนตัวจริงมองหาจุดอ่อน ขอความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมา และรู้ว่าทุกระดับมีวิชาใหม่รออยู่
.
Epictetus เตือนว่า เราเรียนสิ่งที่คิดว่ารู้แล้วไม่ได้ ประโยคนี้เรียบง่ายมาก จน Ego มักอ่านผ่านเพราะมั่นใจว่าหมายถึงคนอื่น
.
.
5. ความมุ่งมั่นที่สงบพาไปได้ไกลกว่าความหลงใหลที่ร้อนแรง
.
สังคมชอบบอกให้เราตามหา Passion ราวกับมันเป็นสัตว์หายากซึ่งเมื่อจับได้แล้วจะทำงานแทนเรา Ryan กลับระวังคำนี้ เพราะ Passion มักมาพร้อมความเร่งร้อน ความคิดว่าตนถูกลิขิตมา และความเต็มใจจะกระโดดข้ามขั้นตอน
.
ผู้มี Passion สามารถพูดเรื่องอนาคตได้งดงามมาก ขณะที่แผนงาน งบประมาณ และทักษะยังอยู่ในสภาพกำลังเดินทาง
.
John Wood นักยุทธศาสตร์ในยุคสงครามกลางเมืองแตกต่างจากคนที่ขับเคลื่อนด้วยความฮึกเหิม เขาศึกษาสถานการณ์ วางแผน และทำงานตามความเป็นจริง
.
Eleanor Roosevelt ก็เปลี่ยนจากหญิงสาวขี้อายและเจ็บปวดมาเป็นนักกิจกรรมผ่านความตั้งใจระยะยาว เธอไม่ได้ตื่นมาพร้อมไฟในดวงตาทุกวัน แต่ยอมทำงานซ้ำๆ พบผู้คน อ่านรายงาน และเดินทางไปยังพื้นที่ซึ่งคนอื่นไม่อยากเห็น
.
Purpose หรือจุดหมายช่วยให้เราอดทนกับงานที่ไม่น่าตื่นเต้น ส่วน Passion อย่างเดียวมักต้องการความรู้สึกเข้มข้นตลอดเวลา เมื่อความตื่นเต้นลดลงก็คิดว่าเลือกทางผิด
.
งานสำคัญส่วนใหญ่เต็มไปด้วยแบบฟอร์ม การแก้ไขรอบที่เจ็ด และช่วงเวลาที่ไม่มีใครปรบมือ ความมุ่งมั่นจึงคล้ายเตาไฟซึ่งให้ความร้อนต่อเนื่อง ขณะที่ความหลงใหลบางชนิดเหมือนพลุ สวยมาก สว่างมาก และหายไปก่อนเราจะหาถังขยะเจอ
.
.
6. ช่วยปูทางให้คนอื่น แล้วใช้ทางนั้นฝึกฝีมือของตัวเอง
.
แนวคิด Canvas Strategy ของ Ryan มาจากระบบ Anteambulo ในสมัยโรมัน ศิลปิน นักเขียน หรือผู้มีความสามารถรุ่นใหม่จะคอยช่วยเหลือผู้มีอำนาจ เปิดทาง จัดการงานเบื้องหลัง และเชื่อมต่อโอกาสให้คนเหล่านั้น
.
ฟังดูเหมือนบทบาทซึ่ง Ego ไม่ค่อยสมัคร เพราะชื่อไม่ได้อยู่ตัวใหญ่ตรงกลาง แต่บทบาทนี้เปิดให้เราเข้าถึงประสบการณ์ เครือข่าย และปัญหาจริงเร็วกว่าการยืนรอให้คนค้นพบพรสวรรค์
.
Benjamin Franklin ใช้วิธีคล้ายกัน เขาเขียนงานสนับสนุนผู้อื่น สร้างเครือข่าย และร่วมทำโครงการโดยไม่จำเป็นต้องเอาชื่อขึ้นก่อนทุกครั้ง Bill Belichick ในช่วงต้นอาชีพยอมศึกษาฟิล์มเกมและทำงานละเอียดที่คนอื่นไม่สนใจ เขาค่อยๆกลายเป็นคนซึ่งองค์กรขาดไม่ได้ เพราะมองเห็นสิ่งที่คนต้องการและเติมเต็มช่องว่างก่อนมีใครออกคำสั่ง
.
การช่วยให้คนอื่นดูดีไม่ได้ทำให้เราเล็กลง หากงานนั้นสอนทักษะและเพิ่มคุณค่าให้ทีม มันเหมือนการปูผืนผ้าใบให้คนอื่นวาด พร้อมเรียนรู้ว่าภาพใหญ่ถูกสร้างอย่างไร
.
Ego อยากเป็นศิลปินเอกตั้งแต่ยังจับพู่กันไม่คล่อง ส่วนคนฉลาดยอมล้างพู่กัน จัดแสง และดูอาจารย์แก้ภาพใกล้ๆ วันหนึ่งเมื่อได้ผืนผ้าใบของตัวเอง เขาจึงไม่ต้องเสียเวลาค้นหาว่าด้านไหนหงายขึ้น
.
.
7. การควบคุมตนเองสำคัญกว่าการแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเราควบคุมสถานการณ์ได้
.
Jackie Robinson ต้องเผชิญการเหยียดเชื้อชาติอย่างรุนแรงเมื่อเข้าสู่ Major League Baseball เขาถูกด่า ข่มขู่ ปาลูกใส่ และยั่วยุให้ตอบโต้
.
Branch Rickey ผู้บริหารซึ่งเลือกเขาเข้าทีมรู้ดีว่า Robinson มีความกล้า แต่สิ่งที่ต้องการมากกว่านั้นคือความกล้าชนิดที่ไม่ตอบโต้ เขาต้องแข็งแรงพอจะยอมถูกมองว่าอ่อนแอชั่วคราว เพื่อไม่ให้ปฏิกิริยาของตนทำลายเป้าหมายใหญ่กว่า
.
การไม่สวนกลับไม่ได้แปลว่าไม่เจ็บหรือยอมรับความอยุติธรรม Robinson กำลังเลือกสนามและเวลา
.
เขารู้ว่าทุกการระเบิดอารมณ์จะถูกใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนอคติของคนที่ต่อต้าน การยับยั้งตนเองจึงเป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์ เขาทนสิ่งที่คนทั่วไปแทบไม่มีวันถูกขอให้ทน และใช้ผลงานกับความมั่นคงค่อยๆเปลี่ยนสถาบัน
.
Ego ต้องการเอาชนะการปะทะตรงหน้า แม้ต้องเสียสงครามทั้งก็ตาม มันกลัวว่าความเงียบจะถูกตีความว่าแพ้ จึงตอบข้อความทันที แก้ตัวในที่ประชุม และออกแถลงการณ์ยาวกว่าปัญหาต้นเหตุ
.
การควบคุมตนเองทำให้เราถามได้ว่า เป้าหมายจริงคืออะไร และการตอบสนองนี้ช่วยหรือเพียงทำให้รู้สึกสะใจ การกลั้นคำพูดหนึ่งนาทีอาจรักษางานหลายปี ส่วนการชนะคอมเมนต์หนึ่งครั้งยังไม่มีพิพิธภัณฑ์ไหนขอรับไปจัดแสดง
.
.
8. ออกจากเรื่องราวในหัว แล้วกลับมาดูข้อเท็จจริงตรงหน้า
.
คนทะเยอทะยานมักสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับชีวิตตัวเอง เราเป็นตัวเอกซึ่งถูกมองข้าม กำลังฝ่าฟันอุปสรรค และวันหนึ่งทุกคนจะเสียใจที่ไม่เห็นความยิ่งใหญ่ตั้งแต่แรก
.
เรื่องเล่านี้ช่วยปลอบใจในช่วงยาก แต่หากหลงเข้าไปอยู่เต็มตัว เราจะเริ่มตอบสนองต่อบทภาพยนตร์แทนโลกจริง คำวิจารณ์ธรรมดากลายเป็นการสมคบคิด ความล่าช้ากลายเป็นบททดสอบจากโชคชะตา และทุกความสำเร็จเล็กๆ กลายเป็นฉากเปิดของจักรวรรดิ
.
Katharine Graham เข้ามาบริหาร The Washington Post หลังสามีเสียชีวิต เธอรู้สึกไม่พร้อมและอยู่ท่ามกลางผู้ชายซึ่งมั่นใจมากกว่า
.
แต่แทนที่จะสร้างบุคลิกผู้นำผู้รู้ทุกอย่าง เธอฟัง เรียนรู้ และตัดสินใจตามข้อมูล ความไม่มั่นใจบางส่วนกลับช่วยให้เธอไม่ติดกับภาพลวงของตนเอง จนสามารถพาองค์กรผ่านการตัดสินใจสำคัญอย่างการเผยแพร่ Pentagon Papers และคดี Watergate
.
การออกจากหัวไม่ได้หมายถึงเลิกฝัน มันคือการแยกระหว่างความหวังกับหลักฐาน ถามว่าเกิดอะไรขึ้นจริง สิ่งใดอยู่ในอำนาจ และคนอื่นเห็นสถานการณ์อย่างไร
.
Ego ชอบระบบปิดซึ่งทุกเหตุการณ์ยืนยันเรื่องเดิมของเรา ข้อเท็จจริงกลับไม่ค่อยสุภาพ มันเดินเข้ามาโดยไม่อ่านบท และบางครั้งบอกว่าตัวเอกยังต้องกลับไปแก้ฉากแรกใหม่ทั้งหมด
.
.
9. ความภูมิใจที่มาเร็วเกินไปทำให้การเติบโตหยุดก่อนเวลา
.
Alexander the Great ขึ้นสู่อำนาจตั้งแต่อายุยังน้อยและพิชิตดินแดนมหาศาล ความสำเร็จอย่างรวดเร็วทำให้เขาค่อยๆ มองตนเองสูงกว่ามนุษย์ธรรมดา
.
เขารับธรรมเนียมให้ผู้อื่นหมอบกราบ ดื่มหนัก โกรธรุนแรง และฆ่าคนใกล้ชิดบางคน ชายซึ่งสามารถชนะกองทัพมากมายกลับไม่สามารถหยุดการขยายตัวของภาพตัวเองได้
.
ความภูมิใจในงานที่ดีเป็นเรื่องปกติ ปัญหาเกิดเมื่อความสำเร็จกลายเป็นหลักฐานว่ากฎทั่วไปใช้กับเราไม่ได้
.
เราเริ่มเชื่อว่าคำแนะนำมีไว้สำหรับคนธรรมดา การเตรียมตัวเป็นเรื่องของผู้มีพรสวรรค์น้อย และความผิดพลาดครั้งก่อนเกิดจากคนอื่น การมองตนเองสูงเกินจริงจึงทำให้ระบบเรียนรู้ปิดตัว เพราะไม่มีเหตุผลต้องปรับปรุงสิ่งที่เชื่อว่าสมบูรณ์อยู่แล้ว
.
Ryan แนะนำให้มองตนเองจากระยะห่าง งานเพิ่งเริ่ม ความสำเร็จวันนี้ยังไม่รับประกันพรุ่งนี้ และชื่อเสียงอาจโตเร็วกว่าความสามารถได้มาก
.
การได้รับเชิญขึ้นเวทีครั้งหนึ่งไม่ได้แปลว่าเรากลายเป็นปราชญ์ เพียงแปลว่าผู้จัดงานมีช่องว่างหนึ่งช่วงและหาเบอร์โทรเราเจอ ความถ่อมตัวรักษาช่องว่างระหว่างสิ่งที่เป็นกับสิ่งที่ยังต้องเรียน ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวกับที่การเติบโตสามารถเกิดขึ้นได้
.
.
10. งานจริงมักธรรมดา หนัก และไม่มีผู้ชม
.
หลังจากตัดเสียงพูด ความหลงใหล และภาพลักษณ์ออก สิ่งที่เหลือคือการทำงาน
.
Ryan ยกเรื่องของผู้คนซึ่งสร้างผลงานผ่านความสม่ำเสมอ ไม่ใช่แรงบันดาลใจชั่วครู่ งานชั้นยอดมักเกิดจากการกลับมาโต๊ะเดิม ฝึกท่าเดิม แก้ประโยคเดิม และทำส่วนซึ่งคนภายนอกไม่มีวันเห็น
.
Bill Clinton เคยกล่าวถึงการทำงานอย่างต่อเนื่อง ส่วน Lou Gehrig สร้างสถิติลงเล่นต่อเนื่องผ่านการดูแลตัวเองและยอมทำหน้าที่ทุกวัน
.
ความยิ่งใหญ่ของเขาไม่ได้อยู่เฉพาะเกมโดดเด่น แต่มาจากการปรากฏตัวครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่มีวันใดวันหนึ่งซึ่งสร้างอาชีพทั้งหมด แต่ทุกวันมีสิทธิ์ทำลายความต่อเนื่องได้ หาก Ego เริ่มบอกว่างานพื้นฐานต่ำกว่าสถานะของเรา
.
Ego รักคำนาม เช่น นักเขียน ผู้ก่อตั้ง ศิลปิน ผู้นำ ส่วนงานจริงอยู่ในคำกริยา เขียน ขาย ฝึก ฟัง แก้ไข คนจำนวนมากอยากมีตำแหน่งโดยไม่อยากทำกิจกรรมซึ่งสร้างตำแหน่งนั้น
.
เราจึงควรถามให้น้อยลงว่าตัวเองเป็นใคร และถามให้มากขึ้นว่าวันนี้ทำอะไรเสร็จแล้วบ้าง เพราะนามบัตรทนฝนได้ไม่ดีนัก แต่ทักษะยังทำงานได้แม้เครื่องพิมพ์เสีย
.
.
Success เมื่อความสำเร็จมาถึง
.
ความสำเร็จไม่ได้ทำให้ Ego หายไป มันเพียงให้งบประมาณ ห้องทำงาน และผู้ช่วยเพิ่ม เมื่อยังไม่มีอะไร Ego บอกว่าเราสมควรได้รับ เมื่อได้มาแล้วมันบอกว่าทุกอย่างเกิดจากเรา และควรได้มากกว่านี้อีก ภาค Success จึงว่าด้วยการรักษาความสัมพันธ์กับความจริงในเวลาที่โลกเริ่มช่วยเล่าเรื่องเกินจริงแทนเรา
.
.
11. ยิ่งประสบความสำเร็จ ยิ่งต้องรักษาตัวตนของนักเรียน
.
Genghis Khan พิชิตดินแดนมหาศาล ส่วนหนึ่งเพราะเขาเรียนรู้จากทุกชนชาติที่พบ เขารับเทคโนโลยีการล้อมเมือง ระบบการปกครอง การสื่อสาร และทักษะจากศัตรู
.
เขาไม่ได้คิดว่าชัยชนะพิสูจน์ว่าชาว Mongol รู้ทุกอย่าง ตรงกันข้าม ทุกอาณาจักรใหม่คือห้องเรียนซึ่งมีอาจารย์บางคนเพิ่งถูกกองทัพของเขาจับตัวมา บรรยากาศการปฐมนิเทศอาจไม่อบอุ่นนัก แต่กระบวนการเรียนรู้จริงจังมาก
.
หลังประสบความสำเร็จ เรามักถูกเลื่อนจากผู้เรียนไปเป็นผู้รู้ คนอื่นเริ่มถามความคิดเห็น เชิญไปพูด และหัวเราะกับมุกที่เมื่อก่อนต้องอธิบายสองรอบ
.
อันตรายคือเราค่อยๆ เสพบทบาทอาจารย์จนลืมว่าความรู้เดิมพาเรามาถึงจุดนี้ แต่ไม่จำเป็นต้องพาไปต่อ โลกเปลี่ยน คู่แข่งปรับตัว และปัญหาใหม่ไม่ได้เคารพประวัติผลงานเก่า
.
คนสำเร็จจึงต้องสร้างพื้นที่ซึ่งตนยังเป็นมือใหม่ เรียนทักษะใหม่ ฟังคนหนุ่มกว่า และขอข้อมูลจากแนวหน้า ผู้นำที่ไม่มีใครกล้าแก้ไขจะได้รับรายงานซึ่งสวยขึ้นเรื่อยๆ พร้อมความจริงที่แย่ลงเรื่อยๆ
.
ความรู้สึกว่า “ฉันมาถึงแล้ว” จึงเป็นป้ายบอกทางที่น่าเป็นห่วง เพราะสถานที่ซึ่งมาถึงแล้วจริงๆ และไม่ต้องเรียนอะไรต่อ มักมีบรรยากาศเงียบกว่าที่คนทะเยอทะยานคาดไว้มาก
.
.
12. อย่าเขียนตำนานของตัวเองจนลืมคนและโชคที่ช่วยพามาถึงตรงนี้
.
เมื่อประสบความสำเร็จ มนุษย์ชอบแก้ไขอดีต เราตัดโชค ความช่วยเหลือ จังหวะเวลา และความผิดพลาดออก เหลือเรื่องเล่าของอัจฉริยะผู้มองเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็นมาตั้งแต่แรก
.
Ryan ยอมรับว่าเขาเองเคยเล่าเรื่องชีวิตในลักษณะนี้ ความยากบางอย่างถูกขยาย ส่วนความบังเอิญและผู้สนับสนุนถูกลดขนาด จนชีวิตจริงกลายเป็นภาพยนตร์ซึ่งตัวเอกเขียนบทให้ตัวเองได้รับรางวัลทุกสาขา
.
Bill Walsh พา San Francisco 49ers จากทีมท้ายตารางไปสู่แชมป์ด้วยมาตรฐานการทำงานละเอียด เขาเรียกสิ่งนี้ว่า Standard of Performance โดยเน้นการแต่งกาย การฝึก การสื่อสาร และหน้าที่เล็กๆ
.
เมื่อทีมเริ่มชนะ ผู้เล่นบางคนกลับเชื่อว่าความสำเร็จเกิดจากความพิเศษของพวกเขา Walsh เรียกอาการนี้ว่า Disease of Me เมื่อทุกคนมองว่าตนเป็นเหตุผลหลักของชัยชนะ ทีมซึ่งเคยทำงานเป็นระบบก็เริ่มกลายเป็นงานรวมดาวที่แต่ละคนต้องการห้องแต่งตัวส่วนตัว
.
การเล่าเรื่องอย่างซื่อสัตย์ช่วยให้เราจำได้ว่า ใครเปิดประตู ใครสอน ใครแก้ปัญหา และจังหวะใดเป็นของขวัญจากโชค ความถ่อมตัวไม่ได้ปฏิเสธแรงงานของเรา เพียงไม่ยักยอกผลงานของคนอื่นมาใส่ในชีวประวัติทั้งหมด
.
เมื่อรู้ว่าความสำเร็จเกิดจากเครือข่าย เราจะดูแลเครือข่ายนั้นต่อ ส่วนคนที่เชื่อว่าสร้างทุกอย่างลำพังมักพบความจริงในวันที่ต้องการให้คนอื่นช่วยเป็นครั้งที่สอง
.
.
13. ต้องรู้ว่าความสำเร็จมีไว้รับใช้อะไร ก่อนมันจะกลายเป็นเจ้านาย
.
หลังมีชื่อเสียง เงิน หรืออำนาจ ทางเลือกใหม่จะเข้ามาไม่หยุด ทุกโครงการดูน่าสนใจ ทุกคำเชิญให้ความรู้สึกสำคัญ และทุกโอกาสมาพร้อมคนอธิบายว่าครั้งนี้พิเศษจริงๆ หากไม่รู้ว่าอะไรสำคัญ เราจะตอบรับสิ่งซึ่งเสริมภาพลักษณ์ และค่อยๆ ทิ้งสิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จมาตั้งแต่แรก
.
Ulysses S. Grant เป็นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ แต่หลังสงครามเขาเข้าสู่การเมืองและธุรกิจซึ่งไม่เข้ากับจุดแข็งของตน เขาไว้ใจคนผิด มีปัญหาทางการเงิน และถูกดึงเข้าสู่เรื่องยุ่งยากหลายอย่าง
.
ความสำเร็จในสนามรบทำให้ผู้คนรวมทั้งตัวเขาเองเชื่อว่าความสามารถนั้นครอบคลุมทุกพื้นที่ ชัยชนะประเภทหนึ่งจึงออกบัตรเครดิตให้ความมั่นใจไปใช้ในธุรกิจอีกประเภท โดยไม่มีใครตรวจวงเงิน
.
เราควรกำหนดคะแนนของตัวเองว่าอะไรคือพอ งานใดสอดคล้องกับเป้าหมาย และอะไรเป็นเพียงเครื่องประดับของความสำเร็จ
.
เงิน ตำแหน่ง และโอกาสไม่มีทิศทางในตัวมันเอง หากเราไม่กำหนด มันจะลากชีวิตไปในทางซึ่งเพิ่มมากขึ้นแต่มีความหมายน้อยลง การขึ้นบันไดสูงมากแล้วพบว่าพาดอยู่ผิดกำแพงยังนับเป็นการออกกำลังกาย แต่ไม่ค่อยช่วยเรื่องจุดหมาย
.
.
14. ความรู้สึกว่าตนมีสิทธิ์เหนือคนอื่น จะค่อยๆเปลี่ยนโลกให้เต็มไปด้วยศัตรู
.
Ego มักพัฒนาความรู้สึกสามอย่างหลังความสำเร็จ ได้แก่ Entitlement หรือฉันสมควรได้รับ Control หรือทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่ฉันต้องการ และ Paranoia หรือใครก็ตามที่ไม่ทำตามคงกำลังต่อต้านฉัน
.
Howard Hughes แสดงวงจรนี้อย่างชัดเจน เขาเป็นนักธุรกิจและนักประดิษฐ์ผู้มีความสามารถสูง แต่ค่อยๆ หมกมุ่นกับการควบคุม แทรกแซงทุกรายละเอียด และระแวงผู้คน จนความมั่งคั่งมหาศาลกลายเป็นกำแพงซึ่งขังเขาไว้กับความกลัวของตัวเอง
.
เมื่อเชื่อว่าตนสมควรได้รับการปฏิบัติพิเศษ ความล่าช้ากลายเป็นการดูหมิ่น การปฏิเสธกลายเป็นการทรยศ และคำแนะนำกลายเป็นความพยายามลดทอนอำนาจ
.
เราจึงเริ่มควบคุมสิ่งที่ไม่ควรควบคุม ตั้งแต่การตัดสินใจของทีมไปจนถึงสีของปากกาบนโต๊ะ คนรอบข้างค่อยๆเลิกเสนอความเห็นจริง เพราะพบว่างานหลักคือเดาอารมณ์ผู้นำให้แม่น
.
อำนาจที่ไม่มีความถ่อมตัวทำให้ข้อมูลเดินทางขึ้นบนได้ยาก ผู้นำจึงเห็นโลกผ่านรายงานซึ่งผ่านการแต่งหน้าแล้วทุกชั้น
.
วิธีป้องกันคือยอมรับว่าคนอื่นมีสิทธิ์คิดต่าง ระบบไม่ต้องหมุนรอบความสะดวกของเรา และบางเหตุการณ์ไม่มีผู้ร้าย เพียงมีข้อผิดพลาดกับวันจันทร์ร่วมมือกันอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อหยุดตีความทุกอย่างเป็นเรื่องส่วนตัว โลกจะมีศัตรูน้อยลงอย่างน่าตกใจ
.
.
15. เมื่อองค์กรโตขึ้น เราต้องเปลี่ยนจากคนทำทุกอย่างเป็นคนสร้างระบบ
.
ช่วงเริ่มต้น ผู้ก่อตั้งหรือผู้นำมักลงมือเองแทบทุกเรื่อง ความคล่องตัวนี้ช่วยให้งานเกิดเร็ว แต่เมื่อองค์กรใหญ่ขึ้น วิธีเดิมกลายเป็นคอขวด หากยังต้องอนุมัติทุกข้อความ ตรวจทุกงาน และเข้าทุกประชุม เราไม่ได้เป็นผู้นำองค์กรแล้ว เรากลายเป็นระบบแจ้งเตือนซึ่งมีชีพจร
.
Dwight D. Eisenhower แสดงความสามารถในการบริหารตนเองและระบบ เขารู้ว่าหน้าที่ไม่ได้อยู่ที่แสดงความเก่งที่สุดในทุกด้าน แต่ต้องรวบรวมคน วางโครงสร้าง และทำให้ข้อมูลสำคัญไหลไปยังจุดตัดสินใจ
.
เขาไม่จำเป็นต้องเป็นนายพลที่เก่งที่สุดในทุกสมรภูมิ เพราะงานของเขาคือทำให้นายพลหลายคนซึ่งมี Ego ของตนเองร่วมมือกันได้ ถือเป็นงานที่อาจยากกว่าการรบกับศัตรูเพียงฝ่ายเดียว
.
Ego ทำให้เรากลัวการมอบหมาย เพราะหากคนอื่นทำได้ดี เราอาจดูไม่จำเป็น แต่การเป็นคนจำเป็นในทุกขั้นตอนหมายความว่าเราออกแบบระบบซึ่งโตไม่ได้
.
ผู้นำที่ดีสร้างคน สร้างกระบวนการ และยอมให้ผลงานเกิดโดยไม่มีลายนิ้วมือตัวเองทุกหน้า การควบคุมทุกเรื่องอาจให้ความรู้สึกทรงพลังมาก จนกว่าจะพบว่าทั้งบริษัทกำลังรอเราอนุมัติขนาดโลโก้ตอนตีหนึ่ง
.
.
16. ระวังโรค “ฉัน” ซึ่งทำให้ชัยชนะของทีมกลายเป็นทรัพย์สินส่วนตัว
.
Pat Riley ใช้คำว่า Disease of Me อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับทีมแชมป์
.
หลังจากชนะ ผู้เล่นเริ่มสนใจสถิติส่วนตัว เงินเดือน เวลาในสนาม และการได้รับเครดิตมากขึ้น แต่ละคนคิดว่าตนมีส่วนสำคัญกว่าที่ได้รับการยอมรับ ความสำเร็จซึ่งเกิดจากความร่วมมือจึงเริ่มแจกเชื้อโรคให้สมาชิกแยกตัวออกจากกัน
.
โรคนี้เกิดในองค์กรและความสัมพันธ์เช่นกัน พนักงานเริ่มพูดว่า “ลูกค้าของฉัน” ผู้บริหารพูดว่า “วิสัยทัศน์ของฉัน”
.
ผู้ก่อตั้งเล่าประวัติบริษัทโดยเพื่อนร่วมทีมค่อย ๆ หายจากเรื่อง ทุกคนอยากได้ส่วนแบ่งชื่อเสียงมากกว่าส่วนแบ่งความรับผิดชอบ เมื่อเกิดปัญหาจึงแปลกใจว่า “เรา” หายไปไหน ทั้งที่ก่อนหน้านั้นใช้เวลาหลายเดือนผลักคำนี้ออกจากห้องประชุม
.
วิธีรักษาคือแจกเครดิตขึ้นและออก รับความรับผิดชอบลงและเข้า ขอบคุณคนเบื้องหลัง เตือนตนว่าความสำเร็จต้องพึ่งเงื่อนไขมากมาย และถามว่าทีมต้องการอะไรจากเรา
.
Ego นับแต้มว่าใครเห็นผลงานของฉันบ้าง ส่วนคนมีวุฒิภาวะนับว่าผลงานส่วนรวมเดินหน้าเพียงใด ถ้วยรางวัลอาจมีชื่อคนเดียวสลักอยู่ แต่ตอนยกขึ้นจริงยังต้องใช้กล้ามเนื้อของคนทั้งทีมมาเป็นเวลาหลายปี
.
.
17. มองความยิ่งใหญ่ของจักรวาล เพื่อจัดขนาดความสำคัญของตัวเองให้พอดี
.
John Muir ใช้เวลาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติและมองมนุษย์เป็นส่วนเล็กๆ ของระบบกว้างใหญ่ Marcus Aurelius ก็เตือนตนเองให้มองโลกจากเบื้องบน เห็นอาณาจักร เมือง การทะเลาะ และความทะเยอทะยานของมนุษย์ย่อส่วนลง
.
เมื่อเทียบกับเวลาและจักรวาล ชื่อเสียงซึ่งเรากำลังปกป้องอย่างจริงจังอาจมีอายุสั้นกว่ารอยน้ำบนโต๊ะประชุมเสียอีก
.
การตระหนักว่าตนเล็กไม่ได้ทำให้ชีวิตไร้ความหมาย กลับช่วยให้เราเลือกความหมายได้ดีขึ้น
.
เมื่อไม่ต้องรักษาตำแหน่งศูนย์กลางจักรวาล เราสามารถชื่นชมผลงานคนอื่น ยอมรับข้อผิดพลาด และทำสิ่งถูกต้องโดยไม่ถามว่าจะกระทบภาพลักษณ์อย่างไร ความผิดหวังบางเรื่องเบาลงทันทีเมื่อจำได้ว่าโลกยังหมุนต่อ แม้อีเมลของเราจะไม่ได้รับคำตอบภายในยี่สิบนาที
.
Ego ทำให้ทุกอย่างใกล้ใบหน้าจนมองไม่เห็นสัดส่วน ความสำเร็จหนึ่งครั้งจึงดูเหมือนเราเปลี่ยนประวัติศาสตร์ ส่วนคำวิจารณ์หนึ่งประโยคดูเหมือนอารยธรรมล่มสลาย
.
การเดินในธรรมชาติ อ่านประวัติศาสตร์ หรือมองท้องฟ้าช่วยปรับเลนส์ให้กว้างขึ้น ดาวไม่ได้รู้ว่าเรามีผู้ติดตามกี่คน และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่การมองดาวทำให้ใจสงบกว่าการมองยอดผู้ติดตามทุกห้านาที
.
.
18. รักษาความมีสติในวันที่ทุกอย่างกำลังไปได้ดี
.
Angela Merkel อดีตนายกรัฐมนตรีเยอรมนี ซึ่งดำรงตำแหน่งยาวนานถึง 16 ปี เติบโตมาในเยอรมนีตะวันออก เป็นนักวิทยาศาสตร์ และเข้าสู่การเมืองโดยไม่มีบุคลิกแบบผู้นำซึ่งชอบแสดงพลัง
.
เธอใช้ชีวิตค่อนข้างธรรมดา แต่งตัวเรียบง่าย และไม่เปลี่ยนความสำเร็จให้กลายเป็นการแสดงตลอดเวลา ความสุขุมช่วยให้เธอจัดการวิกฤตหลายครั้งโดยไม่ต้องเพิ่มเสียงของตนให้ดังเท่าความวุ่นวายรอบข้าง
.
Ryan เรียกสิ่งนี้ว่า Sobriety หรือความมีสติซึ่งทำหน้าที่ถ่วงน้ำหนักความสำเร็จ
.
วันที่ทุกอย่างแย่ เราระวังตัว แต่วันที่ชนะต่อเนื่อง เราเริ่มใช้เงินง่าย รับความเสี่ยงมาก และเชื่อว่าการตัดสินใจครั้งต่อไปคงถูกเหมือนเดิม ความรุ่งเรืองโจมตีการตัดสินใจได้เงียบกว่าความล้มเหลว เพราะมันเข้ามาพร้อมแชมเปญและคนกล่าวคำยินดี
.
ความมีสติหมายถึงรักษากิจวัตร คนเก่า มาตรฐานเดิม และการรับฟังข้อเท็จจริง ไม่ใช้ความสำเร็จเป็นใบอนุญาตให้ชีวิตทุกส่วนฟุ่มเฟือยขึ้น
.
คนบางคนรับมือกับความยากได้ดีมาก แต่พังเมื่อได้รับสิ่งที่ต้องการ เพราะไม่เคยฝึกแบกน้ำหนักของชัยชนะ การยืนบนยอดเขาต้องใช้สมดุลเช่นเดียวกับการปีน เพียงบนยอดมีคนถ่ายรูปมากขึ้น จึงล้มแล้วอาจได้ภาพคมชัดกว่าปกติ
.
.
Failure เมื่อความล้มเหลวมาถึง
.
ไม่มีความสำเร็จใดคงอยู่ตลอด และไม่มีเส้นทางใดปราศจากการถูกปฏิเสธ การสูญเสีย หรือความผิดพลาด เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิด Ego จะพยายามรักษาภาพของตัวเองด้วยการโทษผู้อื่น จมอยู่กับความอับอาย หรือทำลายทุกอย่างก่อนใครจะมีโอกาสเห็นว่าเราเจ็บ ภาคสุดท้ายจึงไม่ได้สอนให้ชอบความล้มเหลว แต่สอนวิธีไม่มอบสิทธิ์ให้มันนิยามชีวิตทั้งหมด
.
.
19. เปลี่ยนช่วงเวลาที่ถูกบังคับให้หยุด ให้กลายเป็นเวลาซึ่งยังมีชีวิต
.
Malcolm X ถูกส่งเข้าคุกในช่วงวัยหนุ่ม เขาสามารถใช้เวลานั้นโกรธโลก นับวันรอ และออกมาเหมือนเดิม ซึ่ง Ryan เรียกว่า Dead Time เวลาที่มนุษย์เพียงรอให้บางอย่างผ่านไป
.
แต่ Malcolm X เปลี่ยนคุกเป็นโรงเรียน เขาอ่านอย่างหนัก คัดลอกพจนานุกรม ฝึกเขียน ศึกษาประวัติศาสตร์ ศาสนา และสังคม ช่วงเวลาซึ่งดูเหมือนชีวิตถูกหยุดจึงกลายเป็นช่วงสร้างคนใหม่ขึ้นมา
.
Alive Time กับ Dead Time ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานที่ แต่อยู่ที่ท่าที
.
เราอาจอยู่ในมหาวิทยาลัยแต่ใช้เวลาแบบตาย หรืออยู่ในงานต่ำกว่าความสามารถแต่ยังสังเกต เรียน และเตรียมตัว
.
ช่วงว่างงาน การพักฟื้น หรือโครงการที่ล้มเหลวสามารถเป็นหลุมดำ หรือเป็นห้องทดลอง ขึ้นอยู่กับว่าเราถามว่า “ทำไมต้องเป็นฉัน” อย่างเดียว หรือเพิ่มคำถามว่า “ตอนนี้ยังทำอะไรได้บ้าง”
.
Ego เกลียดสถานการณ์ซึ่งสถานะลดลง จึงใช้พลังรักษาความขุ่นเคืองมากกว่าสร้างทางออก มันมองงานเล็กว่าไม่คู่ควรและบทเรียนพื้นฐานว่าต่ำเกินไป
.
คนที่ใช้ Alive Time ยอมเริ่มจากสิ่งตรงหน้า อ่าน ฝึก ช่วยงาน และเตรียมพร้อมให้โอกาสครั้งถัดไป เมื่อประตูเปิด เขาจึงเดินออกไปพร้อมทักษะใหม่ ส่วนคนที่ใช้เวลาทั้งหมดเตะประตูอาจออกไปพร้อมรองเท้าพังและเรื่องเล่ายาวขึ้นเท่านั้น
.
.
20. พยายามให้เต็มที่ รักษามาตรฐานของตัวเอง และอย่าปล่อยให้ความเจ็บเปลี่ยนเป็นความเกลียด
.
Belisarius เป็นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่งจักรวรรดิ Byzantine เขาชนะสงครามสำคัญหลายครั้ง แต่กลับถูกจักรพรรดิ Justinian ระแวง ลดอำนาจ และปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรม
.
แม้มีเหตุผลมากมายให้ก่อกบฏหรือแก้แค้น เขายังคงรับใช้ตามหน้าที่ Ryan ใช้เรื่องนี้ชี้ว่า เราควบคุมผลตอบแทนไม่ได้ทั้งหมด แต่ควบคุมคุณภาพของความพยายามและเส้นซึ่งตนจะไม่ข้ามได้
.
John Wooden วัดความสำเร็จจากความพอใจที่เกิดหลังรู้ว่าตนพยายามเต็มความสามารถ มาตรฐานนี้ไม่ได้รับประกันชัยชนะทุกเกม แต่ป้องกันไม่ให้ชีวิตถูกผลลัพธ์ภายนอกยึดไปทั้งหมด
.
เมื่อทำงานเต็มที่แล้ว การถูกปฏิเสธ ความล้มเหลว หรือการตัดสินของผู้อื่นยังทำให้เจ็บได้ ทว่ามันไม่สามารถย้อนกลับมาพิสูจน์ว่าแรงงานนั้นไร้ค่า คนที่ใช้คะแนนของโลกเพียงชุดเดียวจะไม่มีวันสงบ เพราะกรรมการเปลี่ยนอยู่เสมอและบางคนยังลืมใส่แว่น
.
Ryan จบด้วยคำแนะนำให้ตอบความเกลียดด้วยความรัก Martin Luther King Jr. และคนอื่นๆ ในขบวนการสิทธิพลเมืองเข้าใจว่า ความเกลียดทำให้ผู้ต่อสู้ค่อยๆมีหน้าตาเหมือนสิ่งที่กำลังต่อต้าน
.
การรักไม่ได้หมายถึงยอมแพ้หรือปล่อยคนผิดลอยนวล มันคือการปฏิเสธไม่ให้ศัตรูเลือกสภาพจิตใจแทนเรา
.
เมื่อพ่ายแพ้ เราจึงต้องเรียน ทำสิ่งที่ควรทำต่อ และรักษาหัวใจไม่ให้กลายเป็นโกดังเก็บใบเสร็จความแค้น เพราะวันหนึ่งอาจชนะคดีทั้งหมด แล้วพบว่าไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับชีวิต
.
.
====================
.
#บทส่งท้าย
.
Ego Is the Enemy จบลงด้วยความจริงว่า Aspire, Success และ Failure ไม่ได้เรียงต่อกันเพียงรอบเดียว เราอาจประสบความสำเร็จในเรื่องหนึ่ง ขณะกำลังเริ่มต้นอีกเรื่อง และล้มเหลวในเรื่องที่สาม
.
ทุกเช้าจึงมี Ego หลายแผนกเปิดทำการพร้อมกัน แผนกหนึ่งอยากประกาศเป้าหมาย แผนกหนึ่งอยากรับเครดิต และอีกแผนกกำลังเตรียมรายชื่อคนที่จะโทษหากทุกอย่างพัง
.
Ryan ไม่คาดหวังว่าเราจะกำจัด Ego ได้เด็ดขาด มนุษย์เป็นไม้ที่คดโดยธรรมชาติตามภาพเปรียบเทียบของ Aristotle
.
เราทำได้เพียงค่อยๆ ออกแรงดัดไปอีกทาง สร้างนิสัยซึ่งพาเรากลับสู่ความจริง ได้แก่ พูดให้น้อย เรียนต่อ ทำงานจริง แจกเครดิต รับผิดชอบ และวัดตัวเองด้วยมาตรฐานที่ไม่เปลี่ยนตามเสียงปรบมือ
.
ก่อนความสำเร็จ เราต้องถ่อมตัวพอจะเรียน ระหว่างความสำเร็จ เราต้องมีวินัยพอจะรักษาสติ และหลังความล้มเหลว เราต้องเข้มแข็งพอจะเริ่มใหม่
.
Ego จะเสนอทางเลือกที่สบายกว่าเสมอ ให้พูดแทนทำ หลงแทนเรียน และเกลียดแทนเยียวยา ข้อเสนอเหล่านี้ให้ความรู้สึกดีรวดเร็ว เพียงมีเงื่อนไขตัวเล็กด้านล่างว่าอาจเรียกเก็บอนาคตทั้งหมดภายหลัง
.
Ego ไม่ได้เป็นศัตรูเพราะมันเกลียดเรา ตรงกันข้าม มันเอาใจเรามากเกินไป บอกเฉพาะสิ่งที่อยากฟัง ปกป้องเราจากความจริง และทำให้ทุกเหตุการณ์มีเราเป็นศูนย์กลาง จนชีวิตซึ่งควรใช้สร้างบางสิ่ง กลายเป็นโครงการประชาสัมพันธ์ตัวเองตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
.
ศัตรูที่แท้จริงอาจอยู่ในตัวเราเสมอ แต่โชคดีอย่างหนึ่ง คนเฝ้าประตูก็คือคุณ
.
.
.
.
#SuccessStrategies

Pond Apiwat Atichat

บัณฑิตศิลปศาสตร์เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 8 หลักกลางๆ และเจ้าของเพจ Success Strategies กลยุทธ์แห่งความสำเร็จ

https://www.facebook.com/pond.atichat
Previous
Previous

สรุป 20 ข้อคิดจากหนังสือ Wisdom Takes Work เขียนโดย Ryan Holiday

Next
Next

สรุป 20 ข้อคิดจากหนังสือ Stillness Is the Key : ความนิ่งคือกุญแจ เขียนโดย Ryan Holiday