สรุป 15 ข้อคิดจากหนังสือ Company of One เขียนโดย Paul Jarvis

ในเช้าวันหนึ่งบนเกาะแวนคูเวอร์ ที่ซึ่ง Paul Jarvis ซึ่งเคยเป็นนักออกแบบและที่ปรึกษาออนไลน์ให้แบรนด์อย่าง Mercedes-Benz และ Microsoft ตัดสินใจขายคอนโดกลางเมือง ทิ้งข้าวของเกือบทั้งหมด แล้วย้ายไปอยู่เมืองเล็กชื่อ Tofino ที่มีประชากรไม่ถึงสองพันคน
.
เมื่ออยู่ท่ามกลางป่าและสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่เลวร้าย เขาเริ่มมองเห็นบางอย่างที่ทำมาตลอดยี่สิบปีโดยไม่รู้ตัว นั่นคือการสร้างธุรกิจที่ตั้งคำถามกับการเติบโต แทนที่จะวิ่งตามมันอย่างไม่ลืมหูลืมตา
.
Company of One คือธุรกิจยอมเติบโตในสิ่งที่ควรเติบโต คือรายได้ ความสุข ลูกค้าที่ภักดี อิสระ และประสบการณ์ ในขณะที่ปฏิเสธการเติบโตในสิ่งที่ฉุดรั้ง คือเงินเดือนพนักงาน ค่าใช้จ่าย และความเครียด
.
หัวใจไม่ได้อยู่ที่การใหญ่ขึ้น แต่อยู่ที่การเก่งขึ้น เพราะเมื่อคุณรู้ว่า "พอ" ของตัวเองอยู่ตรงไหน คุณก็เลิกวิ่งในเส้นทางที่ไม่มีเส้นชัย เมื่อคุณสร้างธุรกิจที่เล็กเกินกว่าจะล้ม คุณก็เล็กพอที่จะเลือกได้ คุณได้อิสระในการปฏิเสธสิ่งที่ไม่ใช่ตัวคุณ อิสระในการกำหนดว่าวันของคุณจะเต็มไปด้วยงานแบบไหน และลูกค้าแบบใดที่คุณอยากรับใช้
.
เริ่มจากเล็กๆ นิยามการเติบโตของตัวเอง และเรียนรู้ไม่หยุด
.
และต่อไปนี้คือ 15 ข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้ครับ
.
.
======================
.
1. ถามตัวเองให้ชัดก่อนว่าอยากทำงานเองจริง หรือแค่อยากได้ตำแหน่ง
.
ทุกบทความบนอินเทอร์เน็ตชอบขายภาพการทำงานเองว่าเป็นการสลัดโซ่ตรวนของงานประจำ ออกไปนั่งทำงานบนหาดทรายทั่วโลกพร้อมแล็ปท็อปบนตักและค็อกเทลในมือ
.
Jarvis ซึ่งทำงานเองมานานกว่าคนส่วนใหญ่กลับเตือนตรงๆ ว่ามันไม่เหมาะกับทุกคน ไม่ใช่เพราะบางคนเก่งไม่พอ แต่เพราะมันไม่สมเหตุสมผลสำหรับทุกคน
.
เมื่อคุณเป็นนายของตัวเอง ไม่มีฝ่ายบุคคลคอยจัดการเงินเดือนและสวัสดิการ ไม่มีฝ่ายบัญชีคอยตามทวงลูกค้าที่ยังไม่จ่าย ไม่มีทีมขายคอยหาลูกค้าให้ นอกจากทักษะหลักที่ใช้หาเงิน คุณต้องทำงานอื่นทั้งหมดด้วยตัวเอง
.
Austin Kleon พูดประโยคที่ Jarvis ชอบยกมาว่าคนเราอยากเป็นคำนามโดยไม่ยอมทำกริยา พวกเขาอยากได้ตำแหน่ง founder หรือ CEO อยากมีนามบัตรกับเว็บไซต์สวยๆ และโลโก้ใหม่ แต่ลืมหรือมองข้ามความลำบากในแต่ละวันของการบริหารธุรกิจตัวเอง
.
คนที่ทำ company of one จริงๆ ใช้เวลาทำทักษะหลักที่ตัวเองรัก ทั้งเขียน ออกแบบ เขียนโปรแกรม แค่ครึ่งเดียวหรือน้อยกว่านั้น เวลาที่เหลือหมดไปกับการไล่หาลูกค้า ทำบัญชี สื่อสารกับลูกค้า และทำการตลาด งานหนักจริงๆ คือการทำฝันให้เกิดขึ้นทุกวัน
.
ก่อนกระโดด ลองถามตัวเองอย่างซื่อสัตย์ว่าคุณโอเคกับวันที่จมอยู่ในสเปรดชีตบัญชี วันที่ลูกค้าขอแก้งานรอบที่สาม หรือวันที่ต้องรับมือลูกค้าที่กำลังหัวเสียไหม ความฝันและไอเดียเป็นของดี แต่มันถูกและไร้ความหมายถ้าคุณไม่ลงมือทำให้เกิดขึ้น
.
งานประจำวันที่น่าเบื่อนี้เองที่แยกคนที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจออกจากคนที่ทำมันได้จริง ถ้าคำตอบของคุณคือ "ใช่ ฉันเอาด้วย" นั่นยอดเยี่ยม แต่ถ้ามันไม่สมเหตุสมผลสำหรับคุณตอนนี้หรือตลอดไป นั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร
.
.
2. หา "ทำไม" ที่จะอยู่กับคุณตอนที่ทุกอย่างพังทลาย
.
Jarvis ย้ำว่าการทำงานเองต้องใช้ทั้งอีโก้และจุดมุ่งหมายในสัดส่วนที่เท่ากัน อีโก้ในที่นี้ไม่ใช่ความหมายแย่ๆ แต่เป็นความเชื่อแบบ "ฉันรู้ว่าฉันทำสิ่งนี้ได้ดีกว่า" ตัวเขาเองเริ่มทำงานเองเพราะคิดว่าตัวเองดูแลความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ดีกว่าเอเจนซีที่เคยทำงานอยู่ นั่นกลายเป็นจุดมุ่งหมายของเขา ไม่ใช่การเป็นนักออกแบบที่เก่งที่สุด ซึ่งเขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเป็นไปได้ไหม แต่เป็นการสร้างธุรกิจที่เน้นความสัมพันธ์กับลูกค้า
.
ถ้าคุณไม่เชื่อว่าตัวเองทำได้ดีกว่า หรือไม่สนใจว่ามันจะดีกว่าไหม ก็ไม่มีเหตุผลที่จะทำเอง ทำงานให้คนอื่นที่จัดระบบไว้แล้วสบายกว่าเยอะ
.
ส่วนจุดมุ่งหมายคือดาวเหนือที่ต้องนำทางคุณในระยะยาวโดยไม่ดับไป ความอยากรวยเร็วหรืออยากดังเร็วไม่ใช่เชื้อเพลิงที่ดี เพราะทั้งสองอย่างไม่เคยเกิดขึ้นเร็วอยู่แล้ว ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร และมีทางที่ง่ายกว่ามากในการรวยหรือดังถ้านั่นคือสิ่งที่คุณต้องการจริง
.
คำถามที่ Jarvis ชวนถามคือ ทำไมคุณถึงอยากทำงานเอง อะไรจะขับเคลื่อนคุณต่อไปเมื่อสิ่งต่างๆ ยากกว่าและใช้เวลานานกว่าที่หวัง และอะไรจะทำให้มันคุ้มค่าเมื่อคุณติดอยู่ในรายละเอียดน่าเบื่อของการบริหารธุรกิจในแต่ละวัน
.
สำหรับ Jarvis เอง ดาวเหนือคือความชอบในการมีตัวเลือก เขาชอบที่สามารถเลือกทำเงินน้อยลงด้วยการปฏิเสธลูกค้าหรือโครงการที่ไม่เข้ากัน ชอบที่สามารถถอดปลั๊กหายไปสามเดือนเพื่อไปแคมป์ปิงข้ามทะเลทรายอเมริกากับภรรยา ชอบที่เลือกได้ว่าจะทำอะไรต่อ แทนที่จะรองานที่ถูกส่งต่อลงมา
.
เขายอมรับว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ใช้เวลาพอควร และตอนเริ่มต้นเขามีอิสระน้อยกว่าตอนนี้มาก เพราะบิลต้องจ่าย และบางทีลูกค้าที่ดีที่สุดก็ไม่ใช่คนที่เข้ากันที่สุด แต่เป็นคนที่อยู่ตรงนี้และยอมจ่ายเดือนนี้ ถึงอย่างนั้น แม้ในช่วงที่ยากลำบาก จุดมุ่งหมายเรื่องอิสระในการเลือกก็คือสิ่งที่ขับเคลื่อนเขาไปข้างหน้า
.
.
3. นิยาม "พอ" ของตัวเองให้เป็นรูปธรรมตั้งแต่ก่อนเริ่ม
.
เช้าวันหนึ่งกลางทะเล เพื่อนนักบัญชีของ Jarvis หันมาบอกว่าเขาทำเงินได้พอจะหยุดงานทั้งปีที่เหลือเพื่อไปปีนเขาแล้ว ทั้งที่ตอนนั้นเพิ่งเดือนสิงหาคม เพื่อนคนนั้นคำนวณไว้แล้วว่าต้องมีกำไรเท่าไรถึงจะครอบคลุมค่าครองชีพและใส่เงินลงทุนได้พอเหมาะ
.
เมื่อถึงตัวเลข "พอ" นั้น เขาก็หยุด ไม่ต้องการสะสมมากกว่านั้น และไม่อยากขยายบริษัทบัญชีให้ใหญ่ขึ้น เพราะถ้าทำแบบนั้น ตัวเลข "พอ" ของเขาก็จะโตตามไปด้วย จากการต้องบริหารพนักงานและธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น แล้วเวลาปีนเขาและโต้คลื่นก็จะหายไป โฟกัสของเขาคือการเก่งขึ้น ไม่ใช่ใหญ่ขึ้น
.
การรู้ตัวเลข "พอ" ของตัวเองทำให้คุณเลิกวิ่งไล่ในเส้นทางที่ไม่มีเส้นชัย และที่สำคัญกว่านั้นคือมันทำให้คุณตัดสินใจได้เร็วขึ้นและสบายใจขึ้น เพราะคุณรู้ว่าจะหยุดตรงไหน
.
Jarvis เสนอแนวคิดเรื่องการตั้งขอบบนให้เป้าหมาย แทนที่จะตั้งแค่ขอบล่างแบบที่คนส่วนใหญ่ทำ คนทั่วไปตั้งเป้าว่า "อยากได้อย่างน้อยหนึ่งล้านไตรมาสนี้" โดยมีนัยว่ายิ่งมากยิ่งดี
.
แต่เขาชวนให้ลองตั้งว่า "อยากได้อย่างน้อยหนึ่งล้าน แต่ไม่เกินหนึ่งล้านสี่" เพราะในเกือบทุกด้านของธุรกิจมีโซนวิเศษของความยั่งยืน ถ้าโตเร็วเกินไป ปัญหาก็จะตามมา ทั้งจ้างคนไม่ทันและโครงสร้างรองรับไม่พอ
.
James Clear นักเขียนเรื่องนิสัยที่โด่งดัง คิดว่าผู้ติดตามหนึ่งหมื่นคนคือตัวเลขวิเศษที่จะบ่งบอกความสำเร็จของบล็อกเขา แต่เมื่อถึงหมื่นเร็วกว่าที่คิด กลับไม่มีอะไรในธุรกิจของเขาเปลี่ยน เขาขยับเป้าเป็นแสน พอถึงแสนก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนอยู่ดี
.
บทเรียนของเขาคือถ้าเป้าหมายเป็นเรื่องภายในทั้งหมด เราจะไม่ไล่ตามการเติบโตมากขนาดนี้ ลองเขียนตัวเลขรายได้และจำนวนชั่วโมงทำงานที่คุณ "พอ" จริงๆ ออกมาเป็นรูปธรรม แล้วใช้มันเป็นเกราะป้องกันตัวเองจากการตอบรับทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามา เพราะการมีมากกว่าที่จำเป็นต่อการมีกำไร มักไม่ได้ทำให้ชีวิตหรือธุรกิจคุณดีขึ้นเท่าที่คิด
.
.
4. สร้างทักษะให้เป็นที่ต้องการก่อน อย่าเริ่มต้นจากแพสชั่น
.
Jarvis สารภาพประสบการณ์ตรงที่เจ็บปวดของตัวเอง ตอนยี่สิบต้นๆ เขาพยายามพลิกตัวเองมาเป็นที่ปรึกษาธุรกิจ ทั้งที่เพิ่งเริ่มเป็นนักออกแบบและยังไม่มีทักษะด้านนั้นเลย เขาคิดอย่างไร้เดียงสาว่าแค่เคยช่วยออกแบบเว็บไม่กี่เว็บก็เข้าใจว่าธุรกิจทั้งหมดทำงานอย่างไร การให้คำปรึกษาดูสนุกกว่าการออกแบบเว็บ เขาจึงกล้าโปรโมตมันเป็นบริการ แต่ปัญหาคือทักษะธุรกิจของเขาไม่เป็นที่ต้องการเลย และเขาไม่เคยทดสอบด้วยซ้ำว่าจะมีใครยอมจ่าย ต่อมาเขาเปิดบริษัทซอฟต์แวร์สองแห่งโดยไม่เคยพิสูจน์ว่ามีคนยอมจ่ายไหม ทั้งสองล้มเหลวอย่างน่าทึ่ง
.
ในทางกลับกัน เขาเปลี่ยนสายงานสำเร็จเฉพาะตอนที่มีองค์ประกอบสองอย่างครบ คือเขาเก่งในสิ่งนั้นจนเป็นที่ต้องการก่อนแล้ว และสิ่งที่เขากระโดดไปทำต่อยอดจากทักษะที่มีอยู่
.
เขาเริ่มทำธุรกิจออกแบบเว็บเองหลังจากเป็นนักออกแบบที่เป็นที่ต้องการในเอเจนซีแล้ว และเริ่มขายคอร์สออนไลน์โดยใช้ทักษะที่สั่งสมมาหลายปีในฐานะนักออกแบบมาทำคอร์สในเรื่องที่เกี่ยวข้อง
.
ที่น่าสนใจคือเขาไม่ได้มีแพสชั่นกับการออกแบบเว็บหรือกับการทำธุรกิจตั้งแต่แรก เขากล้าทำเพราะมีรายชื่อบริษัทที่อยากจ่ายเงินให้ตั้งแต่วันแรกต่างหาก
.
Cal Newport ผู้เขียน So Good They Can't Ignore You ที่ Jarvis ยกมา ยืนยันว่าแพสชั่นคือผลข้างเคียงของความเชี่ยวชาญ ไม่ใช่จุดเริ่มต้น Newport เสนอให้เราเป็นช่างฝีมือที่มุ่งพัฒนาทักษะให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จิตใจแบบช่างฝีมือโฟกัสที่สิ่งที่เราให้โลกได้ ส่วนจิตใจแบบแพสชั่นโฟกัสที่สิ่งที่โลกจะให้เรา
.
ก่อนกระโดด ให้ถามตัวเองว่าคุณมีทักษะอะไรที่ตลาดต้องการอยู่แล้ว และทักษะนั้นเอาไปต่อยอดที่ไหนได้อีก นี่คือคำถามที่ปลอดภัยและให้ผลตอบแทนดีกว่าการนั่งค้นหาว่าแพสชั่นที่ซ่อนอยู่ของตัวเองคืออะไร ข่าวดีคือคุณไม่ต้องโทษตัวเองอีกต่อไปที่หาแพสชั่นไม่เจอ แค่ลงมือทำให้เก่งในสิ่งที่เป็นที่ต้องการก็พอ
.
.
5. ทดสอบด้วยก้าวเล็กก่อนจะกระโดดเต็มตัว
.
แทบทุกคนในเล่มที่ประสบความสำเร็จไม่ได้กระโดดแบบสุ่มสี่สุ่มห้า Tom Fishburne นักวาดการ์ตูนรับงานวาดในตอนเย็นและวันหยุดสำหรับบริษัทที่อยากจ้างเขา เขาไม่ยอมลาออกจากงานบริษัทจนกว่าจะมีคิวลูกค้าแน่นและมีเงินเก็บพอเป็นทางวิ่งให้ตัวเอง
.
Kaitlin Maud ก็เช่นกัน เธอใช้เวลาห้าปีในเอเจนซีเพื่อสะสมทักษะและสร้างเครือข่ายที่แน่นหนา และไม่ออกมาทำฟรีแลนซ์เต็มตัวจนกว่าจะมีโครงการเสริมที่สร้างรายได้ค่อนข้างมั่นคงข้างเคียงเสียก่อน การกระโดดเล็กก่อนคือการเช็กว่าน้ำลึกพอจะรับคุณไหม ก่อนที่จะปีนขึ้นไปกระโดดจากแท่นสูงที่สุด
.
Jarvis ชี้ว่ามีสองส่วนผสมที่คนสำเร็จมักไม่พูดถึงตอนขึ้นเวทีปาฐกถาเรื่องการกล้าทำตามแพสชั่น
.
ส่วนผสมแรกคือพวกเขาเก่งในสิ่งที่ทำก่อนจะกระโดด เก่งจนถ้ากระโดดแล้วพลาด พวกเขาก็ยังโอเค และสิ่งที่กระโดดไปทำก็ต่อยอดจากทักษะที่เป็นที่ต้องการอยู่แล้ว
.
ส่วนผสมที่สองคือพวกเขาทดสอบการกระโดดด้วยก้าวเล็กก่อน เพื่อให้แน่ใจว่ามีดีมานด์มากพอ และจะไม่จมน้ำตายเมื่อกระโดดลงไป คนเหล่านี้ไม่ได้กระโดดแบบมั่วๆ พวกเขากระโดดเล็กก่อนเพื่อให้มั่นใจว่าลงได้
.
คำว่า "ความกล้า" และ "แพสชั่น" ฟังดูโรแมนติกกว่า "ทักษะ" และ "การทดสอบความเป็นไปได้" มันเหมาะถ้าคุณอยากกระโดดร่มหรือหัดเล่นยูคูเลเล่ แต่เมื่อเดิมพันคือปากท้องของคุณ ความกล้าและการทำตามแพสชั่นควรหลีกทางให้การใช้ทักษะที่สั่งสมและพิสูจน์ด้วยรายได้จริง
.
ลองหาวิธีขายสิ่งที่คุณจะทำให้ลูกค้าคนแรกในแบบที่ลงทุนน้อยที่สุดก่อน แล้วดูว่ามีคนยอมจ่ายจริงไหม ก่อนที่จะทุ่มเวลาหลายเดือนหรือหลายปีลงไป
.
.
6. เริ่มจากเวอร์ชันที่เล็กที่สุดที่ทำได้ทันที
.
คอร์สออนไลน์แรกของ Jarvis ชื่อ Creative Class ในหัวเขาวางแผนไว้สามสิบบทเรียน ซึ่งจะใช้เวลาเขียนสี่ถึงหกเดือน และเขายังอยากพัฒนาซอฟต์แวร์มารันคอร์สเองด้วย ซึ่งจะกินเวลาอีกสี่ถึงหกเดือน รวมแล้วเกือบหนึ่งปีกว่าจะเปิดตัวได้
.
เขาต้านความอยากนั้นไว้ แล้วเริ่มต้นด้วยเจ็ดบทเรียนและซอฟต์แวร์ที่มีอยู่แล้ว ทำให้เปิดตัวได้ในหนึ่งเดือนแทนที่จะเป็นหนึ่งปี
.
การเปิดตัวเร็วทำให้เขาเห็นว่าอะไรเวิร์กและอะไรไม่เวิร์กกับผู้ฟังจริง แล้วค่อยปรับ จากนั้นเขาเพิ่มอีกเจ็ดบทเรียนจากเสียงตอบรับของผู้เรียน กว่าจะถึงเวอร์ชันที่หก คอร์สก็ทำเงินได้มากพอจะเลี้ยงตัวเขา
.
เรามักคิดว่าต้องมีทุกอย่างพร้อม ทั้งระบบ ระบบอัตโนมัติ และกระบวนการ ถึงจะเปิดตัวสินค้าดิจิทัลได้ เราอยากให้ทุกอย่างขัดเงาและสมบูรณ์แบบก่อนกดเผยแพร่ แต่ส่วนใหญ่แล้วการรอให้ทุกอย่างสมบูรณ์มีแต่จะทำร้ายหรือถ่วงการเปิดตัวของคุณ
.
คุณเริ่มธุรกิจด้วยทุกไอเดียที่อยู่ในช่อง "จำเป็นต้องมี" ไม่ได้ เพราะคุณจะไปไม่ถึงไหน และสมมติฐานหลายอย่างของคุณก็อาจเปลี่ยนเมื่อคนเริ่มซื้อและใช้สิ่งที่คุณทำ "สิ่งที่จำเป็นต้องมี" ที่แท้จริงคือสิ่งที่ถ้าขาดไปแล้วไอเดียจะพังทันที
.
ลองดูตัวอย่างของ Crew ที่ Jarvis ยกมา บริษัทนี้เริ่มต้นด้วยฟอร์มเดียวบนเว็บไซต์หน้าเดียว ที่จับคู่ธุรกิจกับนักออกแบบและโปรแกรมเมอร์ด้วยมือ เมื่อรายได้โตขึ้น พวกเขาจึงค่อยสร้างซอฟต์แวร์และระบบอัตโนมัติมาช่วยขยายปริมาณการจับคู่
.
การย่อไอเดียให้เล็กพอจะเริ่มได้ทันที คือการโฟกัสที่การช่วยคนทันทีด้วยสิ่งที่คุณมีในมือตอนนี้ เปรียบเหมือนเป็น MacGyver ของธุรกิจ ถ้าธุรกิจคุณมีแค่ความเชี่ยวชาญกับหมากฝรั่งชิ้นหนึ่ง คลิปหนีบกระดาษ และเชือกหนึ่งม้วน ก็ลองคิดว่าคุณช่วยใครได้บ้างด้วยของพวกนี้ แทนที่จะรอจนทุกอย่างพร้อมเป็นปี
.
.
7. เริ่มต้นด้วยการช่วยคนทีละคน ก่อนจะขายอะไรให้ใคร
.
Jarvis ลองจินตนาการว่าถ้าต้องเริ่มธุรกิจใหม่พรุ่งนี้จากศูนย์ ไม่มีลูกค้าหรือผู้ติดตามเลย เขาจะเริ่มด้วยการฟังคนที่กำลังมองหานักออกแบบเว็บ หรือเคยจ้างนักออกแบบมาแล้ว เขาจะถามว่าพวกเขาค้นหานักออกแบบอย่างไร ค้นหาที่ไหน มีคำถามอะไรเกี่ยวกับกระบวนการ ถ้าเคยมีประสบการณ์แย่ๆ มันผิดพลาดตรงไหน
.
แล้วเขาจะเสนอความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ฟรี ผ่านอีเมลหรือการคุยสั้นๆ ทางโทรศัพท์หรือสไกป์ โดยไม่เสนอบริการของตัวเองและไม่ตื๊อ เขาแค่มองหาคนที่มีคำถามที่เขามีคำตอบ ทำซ้ำกับคนแล้วคนเล่า จนเริ่มเห็นแนวโน้มชัดเจนว่าผู้คนติดขัดตรงไหน
.
วิธีนี้ทำสองอย่างพร้อมกัน
.
อย่างแรกคือให้โอกาสเขาได้แบ่งปันความรู้กับคนแบบที่เขาอยากทำงานด้วย โดยไม่ขออะไรตอบแทน
.
อย่างที่สองคือเขาได้เรียนรู้ว่าผู้ฟังในอนาคตกำลังมองหาอะไร ติดขัดตรงไหนในโครงการ และเขาจะสื่อสารกับพวกเขาอย่างไรให้ช่วยแก้ปัญหาได้
.
Alexandra Franzen เริ่มแบบนี้เป๊ะ หลังลาออกจากงานวิทยุไม่กี่วัน เธอไม่ได้เช่าออฟฟิศหรือสั่งทำนามบัตร แต่ส่งอีเมลถึงทุกคนที่รู้จัก ทั้งพ่อแม่ เพื่อน อาจารย์เก่า บอกว่าตอนนี้เธอเป็นนักเขียนอิสระและพร้อมรับงาน ภายในสัปดาห์เดียวเธอส่งไปหกสิบคน เกือบทุกคนตอบกลับ และมันต่อยอดไปเรื่อยจนคิวงานเธอแน่นล่วงหน้าเกือบหนึ่งปี
.
นานก่อนที่เขาจะเริ่มขายอะไรให้ใคร Jarvis จะสร้างความสัมพันธ์กับคนที่เขาช่วยไปแล้ว ไม่ใช่เพื่อจะ "โปรโมต" หรือขายของให้พวกเขาทีหลัง แต่เพื่อจะเรียนรู้จากพวกเขาต่อไป
.
และนี่คือกุญแจสำคัญ คนที่เขาช่วยจะช่วยเขากลับเพราะเขาช่วยพวกเขาก่อน แม้เขาจะไม่เคยคาดหวังก็ตาม ในธุรกิจที่ปรึกษาของเขา ทุกบริษัทที่เขาเคยให้คำปรึกษาหรือวางแผนให้ ล้วนอยากจ้างเขามาทำตามแผนนั้น การช่วยเหลือพิสูจน์แล้วว่าเป็นช่องทางหาลูกค้าที่ยอดเยี่ยม เพราะมันสร้างความไว้ใจก่อนการขายเสมอ
.
.
8. โฟกัสที่รายจ่ายให้หนักพอๆ กับรายได้
.
พ่อของ Miranda Hixon ถูกเลิกจ้างจากบริษัทสถาปนิกใหญ่ แล้วหันมาทำธุรกิจบริหารโครงการจากโรงรถของครอบครัวในชานเมืองซานฟรานซิสโก ห้องไร้หน้าต่างที่ครอบครัวเรียกว่า "กล่อง" บนจอคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวของบ้านมีโพสต์อิตติดไว้ว่า "ค่าใช้จ่าย เท่ากับ ความตาย" ซึ่งเป็นปรัชญาในการบริหารธุรกิจของเขา
.
เขาล้ำหน้ายุคสมัยด้วยการใช้เครือข่ายสถาปนิก วิศวกร และผู้ประเมินราคาแบบฟรีแลนซ์ จ้างเฉพาะเมื่อจำเป็น แนวคิดนี้ซึมเข้าไปในจิตใต้สำนึกของ Miranda จนเธอบริหารธุรกิจออกแบบพื้นที่ทำงานของเธอแบบเดียวกัน จ้างช่างทาสี คนขนของ และช่างไม้เฉพาะเมื่อต้องการ จากกลุ่มคนที่เธอไว้ใจ
.
Jarvis ให้คณิตศาสตร์ง่ายๆ ที่ทุกคนควรทำ ถ้าคุณขายบริการชิ้นละหนึ่งพันดอลลาร์ และรายจ่ายต่อเดือนคือสองพัน คุณต้องการลูกค้าอย่างน้อยสามรายต่อเดือนถึงจะมีกำไร แต่ถ้ารายจ่ายของคุณคือสี่พัน คุณต้องการห้าราย
.
คำถามที่ต้องตอบอย่างซื่อสัตย์คือ ในช่วงเริ่มต้น คุณลดรายจ่ายลงได้ไหมเพื่อให้ทำงานน้อยลงแต่ยังมีกำไร และมีความเป็นไปได้แค่ไหนที่คุณจะหาลูกค้าได้ครบตามจำนวนที่ต้องการในแต่ละเดือน ถ้าหาสามรายดูเป็นไปได้ แต่ห้ารายจะทำให้คุณหืดขึ้นคอ คุณก็ต้องเลือกระหว่างลดต้นทุนหรือขึ้นราคา
.
ยิ่งคุณลดรายจ่ายได้มากเท่าไร คุณยิ่งต้องทำงานน้อยลงเพื่อให้มีกำไร และยิ่งไปถึงจุดที่เลี้ยงตัวเองได้เร็วเท่านั้น นี่คือเหตุผลที่หลาย company of one เริ่มจากการเป็นงานเสริม เพราะเส้นทางไปสู่จุดที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายอาจใช้เวลาพักหนึ่ง
.
Jarvis เองตอนตั้งตัวก็ลดค่าใช้จ่ายด้วยการอยู่บ้านพ่อแม่ตอนอายุสิบเก้า แล้วค่อยๆ เปลี่ยนจากบริการมาเป็นสินค้าในช่วงหลายปี โดยไม่ทิ้งบริการจนกว่าสินค้าจะทำเงินได้สม่ำเสมอมากกว่าที่เขาเคยคิดราคาบริการ ทุกดอลลาร์ที่คุณไม่ต้องจ่าย คือดอลลาร์ที่ซื้ออิสระให้คุณ
.
.
9. ตั้งบริษัทให้ถูกต้องตั้งแต่แรก ทั้งกฎหมายและการเงิน
.
ธุรกิจเล็กถูกเอาเปรียบ ถูกโกง หรือถูกเบี้ยวเงินได้ บางครั้งจากบริษัทใหญ่กว่า บางครั้งจากธุรกิจขนาดเท่าๆ กัน Jarvis จึงแนะนำให้มีระบบทางกฎหมายตั้งแต่เริ่มต้น
.
หัวใจคือแยกธุรกิจออกจากตัวคุณหนึ่งชั้นเสมอ ตั้งเป็นนิติบุคคล เปิดบัญชีธนาคารแยก ให้เงินทุกบาททุกสตางค์เข้าบริษัทก่อน แล้วค่อยจ่ายตัวเองออกมาเป็นเงินเดือนหรือเงินปันผล เพื่อว่าถ้ามีอะไรผิดพลาดในธุรกิจ สิ่งที่ต้องรับผิดคือบริษัท ไม่ใช่ตัวคุณส่วนตัว
.
เนื่องจากมีวิธีจัดโครงสร้างธุรกิจหลายแบบขึ้นอยู่กับความต้องการและที่ตั้งของคุณ คุณน่าจะต้องมีทนายและบางทีก็ต้องมีนักบัญชีช่วยจัดให้เหมาะกับคุณ
.
สำหรับธุรกิจบริการ การป้องกันคือการมีสัญญาระหว่างบริษัทกับลูกค้า ตอนแรกหาสัญญาราคาถูกออนไลน์ได้ แล้วค่อยจ้างทนายที่เข้าใจทั้งสายงานและกฎหมายในพื้นที่ของคุณมาตรวจ ส่วนธุรกิจสินค้าก็คือการให้ผู้ใช้ตกลงเงื่อนไขการให้บริการก่อนจ่ายเงิน
.
เหตุผลของการมีทนายที่จ้างแบบสัญญาไม่ใช่เพื่อจะฟ้องทุกคน แต่เพื่อให้การฟ้องร้องเกิดขึ้นน้อยที่สุด ทั้งฝั่งที่ธุรกิจของคุณโดนฟ้องและฝั่งที่ธุรกิจของคุณต้องไปฟ้องใคร เพราะการขึ้นศาลไม่ว่าฝั่งไหนล้วนสร้างความเครียดและกระทบการดำเนินงานประจำวันของ company of one
.
ในส่วนของบัญชี Jarvis เชื่อมาตลอดว่านักบัญชีที่ดีควรช่วยคุณประหยัดเงินได้มากกว่าค่าจ้างของเขาเอง
.
การหานักบัญชีที่ดีคือหาคนหรือบริษัทที่รู้จักประเภทงานและขนาดธุรกิจของคุณ นักบัญชีไม่ใช่แค่คนที่คุยด้วยตอนปลายปีเพื่อยื่นภาษี แต่เป็นที่ปรึกษาเรื่องการขอจากภาครัฐ การอัปเดตกฎหมายการเงิน วิธีจ่ายเงินตัวเองและจ่ายค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม และวิธีจัดโครงสร้างธุรกิจให้เสียภาษีน้อยที่สุด
.
Jarvis คุยกับนักบัญชีทุกๆ ไม่กี่เดือน ทุกครั้งที่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไร เพิ่มสินค้าใหม่ หรือมีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ งานพวกนี้ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อที่ค่อยทำทีหลัง แต่เป็นรากฐานที่ป้องกันไม่ให้ธุรกิจเล็กล้มเพราะเรื่องที่ป้องกันได้
.
.
10. สร้างเงินสำรองก่อนกระโดด แล้วอย่าให้เงินส่วนเกินนอนเฉยๆ
.
Jarvis เป็นคนเล่นปลอดภัย เขาไม่ยอมออกมาทำงานเองเต็มตัวจนกว่าจะมีเงินสำรองหกเดือนแบบสภาพคล่องสูงที่หยิบมาใช้ได้ง่ายและเร็วเมื่อจำเป็น คนอื่นที่เขารู้จักบางคนสบายใจกับสามเดือน ตรงนี้แล้วแต่คุณตัดสินใจเอง แต่หลักการคือต้องมี runway buffer หรือกันชนเผื่อเดือนที่เงียบหนึ่งหรือสองเดือน
.
เพราะแม้คุณจะตั้งเงินเดือนตัวเองจากกำไรเฉลี่ยสิบสองเดือนที่ผ่านมา ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่ากำไรในอนาคตจะเท่าเดิม กันชนนี้ยังช่วยตอนเหตุไม่คาดฝัน เช่น คนในครอบครัวล้มป่วยหรือเสียชีวิต ที่บังคับให้คุณต้องหยุดงานกะทันหันโดยไม่ได้วางแผน
.
นอกจากเงินเดือนและกันชน Jarvis เชื่อว่า company of one ควรลงทุนเงินที่เก็บได้ให้มากที่สุดในการลงทุนแบบ passive อย่างกองทุนดัชนี เพราะถ้าเงินเฟ้ออยู่ที่ราว 3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ไม่ได้สร้างผลตอบแทนอย่างน้อย 3 เปอร์เซ็นต์ต่อปีคือเงินที่กำลังขาดทุนเงียบๆ
.
และนี่รวมถึงเงินทั้งหมดในบัญชีธนาคารของคุณ เพราะบัญชีเงินฝากแทบไม่ให้ดอกเบี้ย เนื่องจากไม่มีนายจ้างคอยใส่เงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ คุณต้องคิดเองว่าจะใช้ช่วงที่กำลังหาเงินได้ดีที่สุดมาเก็บไว้สำหรับอนาคตอย่างไร
.
Jarvis ตั้งระบบโอนเงินอัตโนมัติจากบัญชีธนาคารเข้าบัญชีลงทุนทุกเดือน ในจำนวนที่สูงพอจะมีผลในระยะยาวแต่ต่ำพอจะไม่กระทบสภาพคล่อง
.
ลำดับขั้นที่เขาวางไว้ชัดเจน
.
อย่างแรกคือทำให้ธุรกิจมีกำไรพอครอบคลุมค่าครองชีพ
.
อย่างที่สองคือสร้างกันชนให้พอจะทำงานเต็มตัวได้แม้ช่วงเงียบ
.
อย่างที่สามคือเมื่อสองอย่างแรกครบแล้ว ส่วนเกินค่อยนำไปลงทุนต่อในธุรกิจ หรือถ้าไม่จำเป็นต้องขยายธุรกิจ ก็นำไปลงในกองทุนดัชนีที่ไม่ต้องดูแลมาก เขาเช็กการลงทุนแค่ไตรมาสละครั้ง เพราะมองยาวเป็นทศวรรษ ไม่กังวลกำไรขาดทุนรายวันหรือรายเดือน
.
.
11. รักษาลูกค้าเดิมให้ดีสำคัญกว่าการล่าลูกค้าใหม่
.
Kate O'Neill ทำงานให้ Magazines.com ในบทบาทดูแลกลยุทธ์หาลูกค้า เดิมทีกลยุทธ์คือโตให้เร็วเพื่อเพิ่มลูกค้า โดยเชื่อว่าแค่เพิ่มลูกค้าก็จะได้รายได้มากขึ้น แต่เมื่อดูข้อมูล เธอพบว่าการเพิ่มลูกค้าใหม่มีต้นทุนสูงกว่าการรักษาลูกค้าเดิม เพราะโมเดลธุรกิจตั้งอยู่บนการต่ออายุสมาชิก
.
บริษัทจึงต้องเปลี่ยนวิธีคิดทั้งหมด จากการตามหาลูกค้าใหม่ตลอดเวลา มาเป็นการทำให้ลูกค้าเดิมพอใจมากพอจะต่ออายุไปอีกปี เธอแสดงให้บริษัทเห็นว่าจำนวนลูกค้าที่ต่ออายุเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญกว่า และถูกกว่าจำนวนลูกค้าใหม่ที่ได้มา รายงาน Econsultancy ระบุว่าการหาลูกค้าใหม่แพงกว่าการรักษาลูกค้าเดิมถึงห้าเท่า
.
ลูกค้าที่มีความสุขคือทีมขายที่คุณไม่ต้องจ่ายเงินเดือน Sean D'Souza ส่งกล่องช็อกโกแลตราคาประมาณยี่สิบดอลลาร์พร้อมโน้ตเขียนมือและบางครั้งการ์ตูนที่เขาวาดเองให้ลูกค้า สิ่งที่ลูกค้าพูดถึงไม่ใช่คอร์สเทรนนิ่งสองพันดอลลาร์ที่ซื้อไป แต่เป็นช็อกโกแลต
.
งานวิจัยจาก SmallBizTrends พบว่า 83 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจใหม่มาจากการบอกต่อ และการบอกต่อได้ผลเพราะมันสร้างความไว้ใจผ่านตัวกลาง คนที่คุณเชื่อใจบอกว่าเขาเชื่อใจบริษัทหรือสินค้านี้ ความไว้ใจนั้นจึงส่งต่อมาทันที
.
ความได้เปรียบลับของคนตัวเล็กคือการให้บริการในแบบที่ขยายไม่ได้ เจ้าของร้านอาหารจำชื่อและเมนูประจำของคุณได้เพราะเธอยืนอยู่หน้าร้านและมีสาขาเดียว
.
Charlie Bickford วัยเจ็ดสิบสี่ยังรับโทรศัพท์ลูกค้าเองที่ออฟฟิศเล็กๆ ของเขา และผู้ก่อตั้ง Basecamp ก็ตอบคำขอสนับสนุนทางเทคนิคเอง บริการที่ดีไม่ใช่แค่การสุภาพ ตอบคำถาม และให้เกียรติลูกค้า เพราะนั่นคือสิ่งที่ควรคาดหวังได้อยู่แล้ว
.
ที่ company of one โดดเด่นได้คือการทำเกินความคาดหวัง ผ่านการสัมผัสที่เป็นส่วนตัวและการปฏิบัติต่อลูกค้าเหมือนเขาสำคัญมากจริงๆ เพราะคุณแข่งกับบริษัทใหญ่ด้านราคาหรือปริมาณได้ยาก แต่แข่งด้านการดูแลที่เป็นมนุษย์ได้ง่ายกว่ามาก
.
.
12. ใช้บุคลิกภาพของตัวเองเป็นอาวุธ และกล้าทำให้คนบางกลุ่มไม่ชอบ
.
ตอนเรียนมัธยม Jarvis เป็นเด็กที่ถูกแกล้งทุกวัน เขาคิดว่าบุคลิกภาพคือจุดอ่อนที่สุดและพยายามซ่อนมันให้มากที่สุด จนหลายปีต่อมา เมื่อเขาส่งแบบสำรวจถามลูกค้ากว่าหนึ่งหมื่นคนว่าทำไมถึงซื้อสินค้าจากเขา เขาถึงพบว่าบุคลิกภาพคือปัจจัยอันดับหนึ่งในการตัดสินใจ
.
ลูกค้าอยากซื้อจากเขาโดยเฉพาะ แม้สินค้าคล้ายกันจะมีขายที่อื่นในราคาถูกกว่า สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่บุคลิกของเขา เขายังเป็นเนิร์ดเปิ่นๆ ตื่นเต้นง่ายเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือเขาเริ่มยอมรับตัวตนและใช้ความต่างนั้นอย่างมีกลยุทธ์ ลูกค้าหลายคนก็เป็นเนิร์ดเปิ่นๆ เหมือนกัน จึงไว้ใจเขาเพราะบุคลิกนั้นเอง ทักษะและความรู้ลอกกันได้ แต่ตัวตนของคุณลอกแทบไม่ได้เลย
.
Sally Hogshead ผู้วิจัยเรื่องนี้กับผู้เข้าร่วมกว่า 125,000 คนตลอดสิบปี บอกว่ากุญแจคือการเลิกเป็นคนน่าเบื่อ เพราะข้อมูลถูกลืมง่าย แต่อารมณ์รุนแรงถูกลืมยาก
.
เธอเปรียบบริษัทใหญ่เป็นไอศกรีมวานิลลาของตลาด ที่ทุกคนยอมรับแต่จืดชืด ส่วน company of one ต้องเป็นไอศกรีมรสพิสตาชิโอ ที่คนรักก็รักจัง เกลียดก็เกลียดสีเขียวแปลกๆ ของมันจริงๆ
.
แต่สำหรับแฟนพันธุ์แท้ พิสตาชิโอโดดเด่น เรียกร้องความสนใจ และตั้งราคาพรีเมียมได้ เหมือนไอศกรีมพิสตาชิโอแบบงานฝีมือที่คนยอมจ่ายยี่สิบห้าดอลลาร์ แทนที่จะซื้อวานิลลาถังละสี่ดอลลาร์
.
นี่คือเหตุผลที่การกล้าปักธงและแบ่งขั้วมีพลัง เวลา Jarvis ส่งจดหมายข่าวรายสัปดาห์ เขาได้อีเมลตำหนิทุกครั้ง บางคนบอกว่าจะไม่ซื้ออะไรเพราะเขาเชื่อในเรื่องนั้นเรื่องนี้ เขามองว่านี่เป็นเรื่องดี เพราะเขาไม่อยากได้ลูกค้าที่โกรธง่ายอยู่แล้ว และทุกครั้งที่ได้อีเมลแบบนั้น เขาจะเช็กว่าคนเขียนเคยเป็นลูกค้าที่จ่ายเงินไหม คำตอบคือไม่เคยเลย
.
กลุ่มผู้ฟังกำลังคัดกรองตัวเองให้เขา เมื่อคุณชูจุดยืนขึ้นเหมือนชูธง คนที่ใช่จะรู้ว่าหาคุณได้ที่ไหน มันกลายเป็นจุดรวมพล ส่วนคนที่ไม่ใช่ก็เดินจากไปเอง ซึ่งช่วยให้คุณมีเวลากับคนที่ใช่มากขึ้น ดังที่ Derek Sivers อดีตซีอีโอ CDBaby บอกว่าเราควรกล้ากีดกันคนบางกลุ่มอย่างภาคภูมิใจ เพราะเราทำให้ทุกคนพอใจไม่ได้
.
.
13. เรียนรู้ที่จะพูด "ไม่" เพราะโอกาสคือภาระที่สวมหน้ากากสวย
.
Jarvis ให้ภาพที่คมว่าโอกาสทุกอย่างคือภาระที่สวมหน้ากากน่าดึงดูด อาจมีผลลัพธ์ที่ดีจากการคว้ามันไว้ แต่มันมาพร้อมต้นทุนเสมอ ทั้งเวลา ความสนใจ และทรัพยากร ไม่ว่าคุณจะพยายามแค่ไหน คุณก็เพิ่มจำนวนชั่วโมงในหนึ่งวันไม่ได้ และเพราะคุณซื้อเวลาเพิ่มไม่ได้ คุณจึงต้องหาวิธีใช้ชั่วโมงที่มีให้ดีขึ้น
.
ที่น่าสนใจคือจนถึงทศวรรษ 1950 คำว่า priority เกือบจะใช้ในรูปเอกพจน์เสมอ จนต่อมาความเชื่อผิดๆ ว่าการทำหลายอย่างพร้อมกันเป็นเรื่องดีถึงเข้ามา พร้อมกับคำว่า priorities ในรูปพหูพจน์ ทั้งที่งานวิจัยของ Microsoft Research พบว่าการพยายามโฟกัสมากกว่าหนึ่งเรื่องพร้อมกันลดประสิทธิภาพลงถึง 40 เปอร์เซ็นต์
.
ผู้นำ company of one ต้องกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการพูด "ไม่" อย่างคล่องแคล่ว คุณเรียนรู้ที่จะมองการพูดปฏิเสธว่าเป็นกลยุทธ์เชิงรุกที่ลงมือทำได้จริง เพราะโอกาส งาน สิ่งรบกวน แผนงาน และการประชุมล้วนโผล่เข้ามาบ่อยๆ
.
ด้วยการพูด "ไม่" กับทุกอย่างที่ไม่รับใช้ธุรกิจหรือทีมของคุณ คุณก็เปิดพื้นที่ให้โฟกัสกับโอกาสที่ดีกว่า สิ่งที่ต้องเรียนรู้คือการประเมินตัวเลือกเหล่านี้ได้เร็วและตัดสินว่าอันไหนควรไล่ตามและอันไหนควรปฏิเสธ
.
เมื่อคุณพูด "ไม่" กับสิ่งที่ไม่เข้ากัน คุณก็เหลือที่ว่างให้พูด "ใช่" กับโอกาสหายากที่เข้ากันจริงๆ ซึ่งสอดคล้องกับค่านิยมและไอเดียของธุรกิจคุณ
.
Jarvis ย้ำว่า company of one ต้องโหดในเรื่องที่ตัวเองปฏิเสธ เพราะแผนงาน งาน สิ่งรบกวน การประชุม และอีเมลที่ดูเหมือนมีประโยชน์ต่อทีมในตอนแรก กลายเป็นตัวถ่วงได้เร็วมากถ้าไม่จัดการให้ดี ในขณะที่ความสำเร็จนำมาซึ่งโอกาส และโอกาสส่วนใหญ่คือโอกาสในการขยายและโต การจะรักษาความเป็น company of one และยึดมั่นกับนิยามความสำเร็จที่คุณตั้งไว้ คุณต้องปฏิเสธโอกาสที่ไม่เข้ากันให้เป็น
.
.
14. ปกป้องเวลาและสมาธิของตัวเอง แล้วทำทีละอย่าง
.
เนื่องจากความเร็วเป็นคุณสมบัติหลักของ company of one ผลิตภาพหรือ productivity จึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่ Jarvis ชี้ว่ามันไม่ได้มาจากการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน
.
Gloria Mark ศาสตราจารย์ด้านสารสนเทศที่ University of California พบว่าทุกครั้งที่ถูกขัดจังหวะ ต้องใช้เวลาเฉลี่ยยี่สิบสามนาทีสิบห้าวินาทีกว่าจะกลับเข้าสู่งานเดิมได้เต็มที่ ยิ่งสิ่งรบกวนน้อย งานยิ่งเร็ว
.
company of one จึงต้องเชี่ยวชาญการทำทีละอย่าง คือทำสิ่งเดียวเป็นเวลานานโดยไม่วอกแวก ความสามารถนี้ช่วยให้โฟกัสกับงานที่ถูกต้อง ทำมันได้เร็วขึ้น และเครียดน้อยลง
.
Jarvis จึงไม่สื่อสารกับใครในวันจันทร์และวันศุกร์ ไม่ประชุม ไม่โทร ไม่สัมภาษณ์ ไม่เล่นโซเชียล เพื่อกันเวลาไว้เขียนหนังสือหรือเขียนโค้ด แล้วยัดการโทรเกือบทั้งหมดไว้วันพฤหัส วิธีนี้ทำให้เขาไม่รู้สึกแย่ถ้าทั้งวันพฤหัสมีแต่ประชุมและสัมภาษณ์ เพราะนั่นคือโฟกัสเดียวของวันนั้น
.
เขายังจัดกลุ่มงานที่คล้ายกันไว้ด้วยกันเพื่อทำได้มากขึ้นในเวลาน้อยลง และตัดตัวเองออกจากการสื่อสารหลายเดือนต่อปีเพื่อสร้างสินค้าใหม่หรือเขียนหนังสือโดยไม่ถูกขัดจังหวะ เพราะการทำงานลึกและมีสมาธิคือสิ่งที่สร้างประสิทธิภาพ
.
Jason Fried ผู้ร่วมก่อตั้ง Basecamp เชื่อว่าเป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่ต้องปกป้องเวลาและความสนใจของทีม พนักงานองค์กรจำนวนมากทำงานสัปดาห์ละหกสิบถึงเจ็ดสิบชั่วโมงเพราะเวลาส่วนใหญ่ในสี่สิบชั่วโมงมาตรฐานถูกกินไปกับการถูกขัดจังหวะ
.
Fried เชื่อว่าบรรทัดฐานควรเป็นการที่พนักงานทุกคนมีเวลาแปดชั่วโมงต่อวันที่ไม่ถูกรบกวนเป็นของตัวเอง Basecamp ถึงกับไม่อนุญาตให้แชร์ปฏิทินกัน เพราะช่องว่างในปฏิทินคนหนึ่งอาจถูกเว้นไว้ตั้งใจเพื่อทำงานลึกๆ ภาพลักษณ์ของความยุ่งอาจเป็นที่นิยมในวัฒนธรรมสตาร์ทอัพ แต่ยิ่งเรายุ่ง เรายิ่งมีพื้นที่คิดและสร้างสรรค์น้อยลง
.
John Pencavel จาก Stanford พบว่าความสามารถในการโฟกัสลดฮวบหลังทำงานเกินห้าสิบห้าชั่วโมงต่อสัปดาห์ จงตั้งคำถามกับตารางที่แน่นเอี้ยดแบบเดียวกับที่ตั้งคำถามกับการเติบโต
.
.
15. แม้จะทำงานเอง ก็อย่าพยายามแบกทุกอย่างคนเดียว
.
นักประวัติศาสตร์ Henry Adams เคยกล่าวว่าอำนาจคือเนื้องอกที่ค่อยๆ ฆ่าความเห็นอกเห็นใจของเจ้าของมัน คำกล่าวนี้ฟังดูรุนแรง แต่มีงานวิจัยทางจิตวิทยาและประสาทวิทยารองรับ
.
Sukhvinder Obhi นักประสาทวิทยาบัญญัติคำว่า "ความขัดแย้งแห่งอำนาจ" เพื่ออธิบายว่าเมื่อเราได้อำนาจจากการเป็นผู้นำ เรากลับสูญเสียคุณสมบัติที่พาเรามาถึงจุดนั้น ทั้งความเห็นอกเห็นใจ การตระหนักรู้ในตนเอง ความโปร่งใส และความกตัญญู
.
Rand Fishkin ปั้น MOZ จนรายได้โตจากสามแสนดอลลาร์ในปี ค.ศ. 2006 เป็นกว่าสี่สิบแปดล้านในปี ค.ศ. 2014 ดูเหมือนประสบความสำเร็จทุกอย่าง แต่ไม่มีนิยามความสำเร็จภายนอกใดกันโรคทางใจได้ เมื่อเขาเป็นโรคซึมเศร้า เขาต้องลาออกจากตำแหน่งซีอีโอ
.
จากประสบการณ์นั้น บทเรียนแรกของ Fishkin คือการตระหนักรู้ในตนเองเป็นสิ่งจำเป็นเด็ดขาด ยิ่งคุณรู้จักตัวเอง รู้ว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้น และอะไรขับเคลื่อนคุณจากภายในมากเท่าไร คุณยิ่งจัดบทบาทผู้นำที่ดีต่อสุขภาพให้ตัวเองได้มากเท่านั้น
.
สำหรับ Fishkin มันหมายถึงการใช้เวลาสามสิบนาทีทุกวันศุกร์คุยกับภรรยาชื่อ Geraldine อย่างเปิดอกเรื่องความกังวลและความเครียดตลอดสัปดาห์
.
สำหรับคนอื่นอาจหมายถึงการขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ เพราะมันเป็นเรื่องเพ้อฝันที่จะคิดว่าคนคนเดียวจะแบกความเครียดและความกดดันทั้งหมดของการเป็นผู้นำ และบางครั้งน้ำหนักของทั้งบริษัทไว้ได้โดยไม่มีใครให้พูดคุยด้วยเลย ดังที่เขาพูดติดตลกว่า ถ้าการบำบัดดีพอสำหรับ Tony Soprano มันก็ดีพอสำหรับคุณ
.
Jarvis เองก็ยอมรับตรงๆ ว่าตัวเองบริหารคนไม่เก่ง เขาจึงเปลี่ยนข้อด้อยให้เป็นข้อได้เปรียบ ด้วยการเลือกทำงานกับฟรีแลนซ์และคอนแทรกเตอร์ที่เป็นมือฉมัง ซึ่งไม่ต้องการการบริหารใดๆ พวกเขาเป็น A-player ที่รู้ดีว่าจะทำงานให้เสร็จอย่างไร เขาแค่ให้กรอบงานแล้วปล่อยให้พวกเขาทำ โดยไม่ต้องมีการประชุมหรือการเช็กอิน เขาบอกให้พวกเขาแจ้งถ้ามีปัญหา และถ้าไม่ได้ยินอะไร ก็ถือว่าทุกอย่างกำลังไปได้ดี
.
การจ้างคนเก่งมาในราคาแพง แต่ผลงานคุ้มเสมอ นี่คือวิธีที่ความยืดหยุ่นในการฟื้นตัวซึ่งเป็นหัวใจของ company of one ถูกสร้างขึ้น คือการแบ่งเบาภาระเมื่อจำเป็น เพราะแม้แต่ company of one ก็ไม่ควรพยายามทำหรือรับมือทุกอย่างคนเดียว และการทำงานเพื่อตัวเองไม่จำเป็นต้องหมายถึงการทำงานโดยลำพังครับ
.
.
.
.
#SuccessStrategies

Pond Apiwat Atichat

บัณฑิตศิลปศาสตร์เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 8 หลักกลางๆ และเจ้าของเพจ Success Strategies กลยุทธ์แห่งความสำเร็จ

https://www.facebook.com/pond.atichat
Next
Next

สรุป 20 ข้อคิดจากหนังสือ Four Thousand Weeks: Time Management for Mortals เขียนโดย Oliver Burkeman