สรุป 20 ข้อคิดจากหนังสือ Four Thousand Weeks: Time Management for Mortals เขียนโดย Oliver Burkeman
หากเรามีชีวิตอยู่จนถึงอายุแปดสิบปี เราจะมีเวลาบนโลกใบนี้เพียงประมาณสี่พันสัปดาห์เท่านั้น เมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติหรืออายุขัยของจักรวาล ช่วงเวลานี้แทบเป็นเพียงเสี้ยวพริบตาที่สั้นจนน่าใจหาย
.
Oliver Burkeman ชวนเราตั้งคำถามกับความพยายามอันสูญเปล่าในการวิ่งไล่ตามเป้าหมายที่จะจัดการทุกสิ่งให้เสร็จสิ้น เขาพยายามทลายภาพลวงตาที่ว่ามนุษย์ควบคุมเวลาได้อย่างสมบูรณ์ และชวนให้เรายอมรับข้อจำกัดของความเป็นมนุษย์ เพื่อใช้ชีวิตอย่างมีความหมายและสอดคล้องกับความเป็นจริงมากที่สุด
.
ต่อไปนี้คือสรุป 20 ข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้ครับ
.
.
=======================
.
1. ภาพลวงตาของการควบคุมเวลาและชีวิตในยุคก่อนเข็มนาฬิกา
.
ก่อนการประดิษฐ์นาฬิกาจักรกล มนุษย์ไม่เคยแยก "เวลา" ออกจาก "ชีวิต" อย่างชัดเจน เกษตรกรในยุคนั้นใช้ชีวิตตามจังหวะธรรมชาติ ตื่นเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นและนอนเมื่อฟ้ามืด การทำงานเป็นไปตามฤดูกาลและเน้นที่ตัวเนื้องาน
.
ที่น่าสนใจคือพวกเขาไม่เคยรู้สึกว่าเวลาไม่พอหรือรู้สึกผิดเมื่อต้องนั่งพัก เพราะไม่เคยมองว่าเวลาเป็นทรัพยากรจำกัดที่ต้องบริหาร ชีวิตของพวกเขาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเวลาอย่างลื่นไหล
.
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อนักบวชเริ่มประดิษฐ์นาฬิกาเพื่อกำหนดเวลาสวดมนต์ และยิ่งชัดเมื่อการปฏิวัติอุตสาหกรรมต้องการการประสานงานของคนจำนวนมากตามตารางเวลาที่แม่นยำ เวลาจึงถูกจับแยกออกมาจากตัวมนุษย์ กลายเป็นนามธรรมที่วัดผล ซื้อขาย และเปรียบเทียบได้
.
เมื่อเวลาถูกมองเป็นเหมือนสายพานบรรจุกล่องเปล่าเคลื่อนผ่านเราไปเรื่อยๆ เราจึงรู้สึกกดดันที่จะต้องหาอะไรมาใส่ให้เต็มอยู่เสมอ ท้ายที่สุดความพยายามที่จะเป็นนายของเวลาจึงย้อนกลับมาทำให้เวลาเป็นนายของเราแทน พร้อมความวิตกกังวลที่ฝังรากลึกในสังคมสมัยใหม่
.
.
2. กับดักแห่งความมีประสิทธิภาพและหลุมพรางของความสะดวกสบาย
.
คนส่วนใหญ่เชื่อว่าวิธีแก้ปัญหางานล้นมือคือการจัดสรรเวลาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่กฎของพาร์กินสันพิสูจน์แล้วว่างานจะขยายตัวจนเต็มเวลาที่มีอยู่เสมอ ยิ่งเราเคลียร์อีเมลได้เร็วเท่าไหร่ อีเมลใหม่ก็ยิ่งเพิ่มเข้ามามากเท่านั้น
.
การรีดเค้นประสิทธิภาพไม่ได้ทำให้เรามีเวลาว่างเพิ่ม กลับขยับเป้าหมายออกไปเรื่อยๆ เมื่อเราทำงานได้เร็ว เจ้านายก็ยิ่งโยนงานใหม่มาให้ คล้ายซิซิฟัสที่ถูกสาปให้กลิ้งหินขึ้นภูเขาเพียงเพื่อเห็นมันกลิ้งตกลงมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
.
วัฒนธรรมที่เชิดชูความสะดวกสบายก็แอบแฝงอันตราย แอปสั่งอาหารหรือการจ่ายเงินไร้สัมผัสทำให้ชีวิตรวดเร็วขึ้น แต่มักพรากเอาประสบการณ์เรียบง่ายแต่มีความหมายไปด้วย
.
การได้พูดคุยกับคนในชุมชน การเขียนการ์ดด้วยลายมือ สิ่งเหล่านี้คือความลำบากเล็กๆ ที่ก่อสร้างสายใยความเป็นมนุษย์ เมื่อชีวิตไร้ความฝืดเคือง เราอาจพบว่าตัวเองนำเวลาที่ประหยัดได้ไปนั่งไถหน้าจออย่างเลื่อนลอย ความสะดวกสบายจึงไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นเสมอไป หากมันกลืนกินคุณค่าของสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย
.
.
3. การเผชิญหน้ากับความมีที่สิ้นสุดและอิสรภาพแห่งข้อจำกัด
.
มาร์ติน ไฮเดกเกอร์ ชี้ว่าเราไม่ควรคิดว่าตัวเอง "มี" เวลาจำกัดในฐานะสิ่งที่ครอบครองได้ แต่ตัวตนของเรา "คือ" เวลาที่จำกัดนั้นเอง การดำรงอยู่ของเราผูกพันกับช่องว่างระหว่างการเกิดและการตายอย่างแยกไม่ออก
.
เมื่อยอมรับข้อนี้ได้ เราจะเข้าใจว่าทุกการเลือกทำสิ่งหนึ่ง ย่อมหมายถึงการปฏิเสธทางเลือกอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน รากศัพท์ของคำว่าตัดสินใจในภาษาละตินหมายถึงการตัดทิ้งทางเลือกอื่น คล้ายคำว่าฆาตกรรม การเลือกใช้เวลาไปกับเส้นทางหนึ่งจึงเป็นการสังเวยความเป็นไปได้อื่นๆ อย่างไม่อาจหวนคืน
.
แนวคิดนี้อาจฟังดูน่าหดหู่ แต่ลึกลงไปคือที่มาของความหมายอันแท้จริง หากเราเป็นอมตะและทำทุกสิ่งได้ตามใจ การตัดสินใจวันนี้ก็ไร้ความสำคัญ เพราะเก็บไว้ทำพรุ่งนี้หรืออีกร้อยปีได้ไม่จำกัด
.
การตระหนักว่าเราได้สัมผัสประสบการณ์เพียงชั่วคราวและอาจไม่ได้ทำอีกเป็นครั้งที่สอง คือสิ่งที่ทำให้ช่วงเวลานั้นมีคุณค่าหาที่เปรียบไม่ได้ การยอมรับข้อจำกัดและละทิ้งภาพลวงตาว่าทำได้ทุกอย่าง จะปลดปล่อยเราจากความวิตกกังวล และเปิดโอกาสให้เรามอบความหมายอันลึกซึ้งให้สิ่งที่เลือกอย่างแท้จริง
.
.
4. ศิลปะแห่งการละเลยอย่างสร้างสรรค์และการผลัดวันประกันพรุ่งที่ดี
.
เรามักถูกสอนผ่านเรื่องเล่าให้นำหินก้อนใหญ่ใส่โหลแก้วก่อน ตามด้วยกรวดและทราย เพื่อสอนให้จัดลำดับงานชิ้นใหญ่ก่อน แต่ในชีวิตจริงเรื่องนี้หลอกลวงเรา เพราะก้อนหินขนาดใหญ่หรือสิ่งที่เราคิดว่าสำคัญมีมากเกินกว่าจะยัดลงโหลใบเล็กได้หมด
.
เราทุกคนต้องผลัดวันประกันพรุ่งกับบางสิ่งเสมอ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การขจัดนิสัยนี้ให้หมด แต่อยู่ที่การเรียนรู้ที่จะเลือกละทิ้งบางสิ่งอย่างมีศิลปะและกล้าหาญ
.
กลยุทธ์สำคัญเริ่มจากการจ่ายผลตอบแทนให้ตัวเองก่อนในเรื่องเวลา หากมีเป้าหมายสำคัญ ต้องดึงเวลามาทำวันนี้เลยโดยไม่รอเคลียร์งานจุกจิก เพราะวันนั้นจะไม่มีทางมาถึง ต่อมาคือจำกัดงานที่ทำอยู่ให้เหลือไม่เกินสามอย่าง และทำให้เสร็จทีละเรื่องก่อนรับงานใหม่
.
และข้อสุดท้ายที่ว่ามาจากวอร์เรน บัฟเฟตต์ ให้จดเป้าหมายสูงสุดยี่สิบห้าข้อ แล้วเลือกทำแค่ห้าข้อแรก ส่วนยี่สิบข้อที่เหลือให้มองเป็นศัตรูที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะเป้าหมายระดับกลางๆ เหล่านี้น่าสนใจพอจะดึงดูดความสนใจ แต่ไม่สำคัญพอจะสร้างความเติมเต็ม มันจึงเป็นหลุมพรางที่ขโมยเวลาและพลังงานไปจากเป้าหมายที่สำคัญที่สุด
.
.
5. การทรยศของความสมบูรณ์แบบและการหลบหนีความจริงผ่านการเสียสมาธิ
.
เรามักคิดว่าการเสียสมาธิเกิดจากการแจ้งเตือนของสมาร์ทโฟนหรือสิ่งเร้าภายนอก แต่ความจริงอยู่ที่สภาวะภายในจิตใจเราเอง บ่อยครั้งที่เราไถหน้าจออย่างเลื่อนลอย เพราะพยายามหลบหนีความรู้สึกอึดอัดที่ต้องเผชิญข้อจำกัดของตนเอง
.
เมื่อลงมือทำงานที่มีความหมาย เราต้องเผชิญความจริงที่ว่าเราอาจไม่เก่งพอ ผลงานอาจไม่ดีอย่างคิด หรือควบคุมผลลัพธ์ไม่ได้ ความเจ็บปวดนี้ผลักให้เราหนีไปสู่โลกออนไลน์ที่ทำให้จินตนาการว่าตัวเองมีอิสระทำทุกอย่างได้ดั่งใจ
.
นิทานสถาปนิกแห่งเมืองชีราซสะท้อนเรื่องนี้ได้แยบคาย
.
สถาปนิกออกแบบมัสยิดที่งดงามที่สุดในโลกในหัวและวาดลงกระดาษ แต่สุดท้ายเลือกเผาแบบทิ้งแทนที่จะสร้างจริง เพราะรับไม่ได้หากมัสยิดในโลกจริงจะมีตำหนิหรือเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา
.
เขาเลือกรักษาความสมบูรณ์แบบไว้ในจินตนาการ เช่นเดียวกับฟรันซ์ คาฟคา ที่รักษาความสัมพันธ์กับคนรักผ่านการเขียนจดหมายนานหลายปีโดยหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตคู่จริง เพราะต้องการเก็บความเป็นไปได้ทุกอย่างไว้ในจินตนาการโดยไม่ต้องเผชิญข้อจำกัดของชีวิตจริง
.
การตระหนักว่าความสมบูรณ์แบบไม่มีอยู่จริงและทุกการลงมือทำมาพร้อมความบกพร่องเสมอ จะปลดปล่อยเราจากความกลัวและทำให้กล้าลงมือทำสิ่งสำคัญ แม้ผลลัพธ์จะไม่สวยหรูเหมือนภาพฝัน
.
.
6. การพักผ่อนที่แท้จริงและหลุมพรางของการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
.
คนยุคปัจจุบันมักถูกครอบงำด้วยแนวคิดว่าเวลาว่างคือเครื่องมือฟื้นฟูพลังเพื่อกลับไปทำงานหนักขึ้น มุมมองนี้ทำให้การพักผ่อนกลายเป็นภาระอีกชิ้นในรายการสิ่งที่ต้องทำ เรารู้สึกผิดหากใช้สุดสัปดาห์ไปอย่างเปล่าประโยชน์
.
อาการนี้ฝังรากลึกมาตั้งแต่ยุคที่แมกซ์ เวเบอร์ เรียกว่าจริยธรรมการทำงานแบบโปรเตสแตนต์ ซึ่งเชื่อมการทำงานหนักเข้ากับการพิสูจน์คุณค่าตน ผลคือเราแทบนั่งพักเฉยๆ โดยไม่กระวนกระวายไม่ได้เลย
.
ในทางกลับกัน อริสโตเติล เชื่อว่าการใช้เวลาว่างเพื่อใคร่ครวญคือจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต ส่วนการทำงานเป็นเพียงความจำเป็นเพื่อให้เรามีชีวิตรอดไปสู่การได้พักผ่อน
.
ในภาษาละติน คำว่าธุรกิจแปลตรงตัวว่าสภาวะที่ไร้การพักผ่อน สะท้อนว่ามนุษย์ในอดีตให้คุณค่ากับความว่างเหนือสิ่งอื่นใด การพักผ่อนที่แท้จริงจึงต้องอาศัยความกล้าที่จะละทิ้งเป้าหมายแห่งการพัฒนาตน เรียนรู้ที่จะดื่มด่ำกับความรื่นรมย์ของประสบการณ์นั้นเพียงอย่างเดียว การนั่งจิบไวน์ มองดูนก หรือเดินเล่นอย่างไร้จุดหมาย จึงถือเป็นการใช้เวลาที่คุ้มค่าที่สุดในตัวมันเองแล้ว
.
.
7. ศิลปะแห่งการมีงานอดิเรกและคุณค่าของกิจกรรมที่ไร้จุดหมาย
.
ปัญหาของวัยกลางคนคือการใช้ชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยโปรเจกต์ที่มุ่งแต่ความสำเร็จและผลลัพธ์ คีแรน เซติยา ชี้ว่าเมื่อเราผูกคุณค่าชีวิตไว้กับเป้าหมายที่ต้องทำให้เสร็จ เราจะพบความว่างเปล่าเมื่อบรรลุแล้ว หรือทนทุกข์ระหว่างที่ยังทำไม่สำเร็จ
.
ทางออกคือการเพิ่มกิจกรรมแบบอเทลิก หรือกิจกรรมที่ไม่มีจุดมุ่งหมายปลายทาง เป็นสิ่งที่เราทำเพียงเพื่อความสุขระหว่างลงมือทำ เช่น การเดินป่า การฟังเพลง ซึ่งคุณค่าไม่ได้อยู่ที่การไปให้ถึงจุดหมาย
.
งานอดิเรกที่แท้จริงคือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ในยุคที่ทุกอย่างถูกตีค่าเป็นตัวเงิน การมีงานอดิเรกที่ไม่สร้างรายได้จึงดูแปลกประหลาด ร็อด สจ๊วต ศิลปินร็อกชื่อดัง อุทิศเวลาหลายสิบปีให้การต่อโมเดลรถไฟจำลอง โดยไม่สนว่าตนจะเก่งระดับโลกหรือไม่
.
เขาถึงกับเคยให้สัมภาษณ์ว่าจ้างคนอื่นมาต่อสายไฟที่ยุ่งยากให้เพราะทำเองไม่เก่ง การยอมรับความไม่เก่งของตนในงานอดิเรกช่วยปลดปล่อยจากความกดดันที่ต้องทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ การยอมเป็นเพียงมือสมัครเล่นที่ไม่ได้เรื่องจึงเป็นการต่อต้านวัฒนธรรมแห่งการเพิ่มผลผลิตที่ทรงพลัง และย้ำเตือนว่าผลลัพธ์ไม่ใช่ทุกสิ่งของชีวิต
.
.
8. ภาพลวงตาของความรวดเร็วและวงจรอุบาทว์แห่งความใจร้อน
.
การบีบแตรใส่รถคันหน้าขณะรถติดสะท้อนการปฏิเสธความจริงเรื่องข้อจำกัดของมนุษย์ เสียงแตรไม่ได้ทำให้การจราจรเร็วขึ้น แต่เป็นเสียงสะท้อนความโกรธที่เราบังคับให้โลกหมุนตามความเร็วที่ต้องการไม่ได้
.
เทคโนโลยีที่ควรให้เรามีเวลาว่างมากขึ้นกลับตอกย้ำภาพลวงตานี้ เมื่อคุ้นกับการอุ่นอาหารในหกสิบวินาที เราก็ยิ่งหงุดหงิดที่มันทำเสร็จในศูนย์วินาทีไม่ได้ ทุกความก้าวหน้าจึงเพิ่มระดับความคาดหวังและบ่มเพาะความใจร้อนให้หยั่งรากลึก
.
ความใจร้อนนี้ทำลายความสามารถในการจดจ่อของเราอย่างเงียบๆ แม้คนที่เคยรักการอ่านก็ยังกระวนกระวายเมื่อต้องอ่านต่อเนื่องหลายย่อหน้า ไม่ใช่เพราะถูกรบกวนจากภายนอก แต่เพราะความขยะแขยงลึกๆ ที่พบว่าการอ่านใช้เวลานานเกินกว่าที่อยากให้เป็น หนังสือบังคับให้เรายอมรับว่าบางสิ่งจำเป็นต้องใช้เวลาตามเงื่อนไขของมันเอง
.
นักจิตบำบัด สเตฟานี บราวน์ เปรียบการเสพติดความรวดเร็วนี้ว่าไม่ต่างจากการติดแอลกอฮอล์ เราใช้ชีวิตเร่งรีบเพื่อหนีความวิตกกังวล แต่ยิ่งเร่งก็ยิ่งกังวลเพราะความจริงที่ว่าเราควบคุมโลกไม่ได้ยังตามหลอกหลอน
.
ทางออกเดียวเหมือนหลักการรักษาผู้ติดสุรา คือการยอมจำนนและยอมรับความพ่ายแพ้ เมื่อเราเลิกดิ้นรนบังคับความเร็วของความจริง ความวิตกกังวลจะแปรเป็นความโล่งใจ และเราจะดึงพลังแห่งความอดทนกลับคืนมาได้
.
.
9. พลังอำนาจของความอดทนและการเผชิญหน้ากับความเชื่องช้า
.
สังคมมักมองความอดทนเป็นคุณสมบัติของผู้อ่อนแอ แต่ในโลกที่หมุนเร็วจนควบคุมไม่ได้ ความสามารถในการต้านทานแรงกระตุ้นที่จะเร่งรีบกลับเป็นรูปแบบหนึ่งของอำนาจที่แท้จริง
.
เจนนิเฟอร์ โรเบิร์ตส์ อาจารย์ด้านประวัติศาสตร์ศิลปะแห่งฮาร์วาร์ด มอบหมายให้นักศึกษาไปนั่งจ้องภาพวาดภาพเดียวนานสามชั่วโมงเต็มโดยห้ามทำอย่างอื่น ช่วงแรกเต็มไปด้วยความหงุดหงิดและรู้สึกว่าเวลาเดินช้าจนน่าทรมาน
.
แต่เมื่อปล่อยให้ตนเองจมดิ่งลงไปจนถึงจุดหนึ่ง ความพยายามอันสูญเปล่าที่จะควบคุมเวลาจะมลายหายไป รายละเอียดเล็กๆ การเล่นแสงเงา และอารมณ์ของภาพที่เคยถูกมองข้ามจะปรากฏชัด รางวัลของการยอมจำนนต่อความเชื่องช้าคือความสามารถในการมองเห็นโลกอย่างที่มันเป็น
.
ปรัชญานี้ยังใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ เอ็ม สกอตต์ เพก นักจิตบำบัดที่เคยเชื่อว่าตนไร้ความสามารถด้านงานช่าง ค้นพบความลับนี้เมื่อซ่อมเบรกมือรถที่ค้าง แทนที่จะรีบกระชากสายไฟ เขาเลือกนอนใต้พวงมาลัยพิจารณากลไกอย่างช้าๆ ไม่นานก็เห็นสลักเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่และปลดล็อกได้ด้วยปลายนิ้ว
.
ปัญหาที่ดูยากมักคลี่คลายเมื่อเรากล้าหยุดพัก เผชิญความไม่รู้ และมอบเวลาให้มันอย่างเพียงพอ
.
.
10. กฎแห่งความก้าวหน้าทีละนิดและปรัชญาป้ายรถเมล์เฮลซิงกิ
.
เมื่อรับมือกับโครงการใหญ่ เรามักถูกผลักด้วยความใจร้อนที่อยากทำให้เสร็จเร็วที่สุด แต่ศาสตราจารย์โรเบิร์ต บอยซ์ ผู้ศึกษาพฤติกรรมนักวิชาการพบว่า ผู้ประสบความสำเร็จสูงสุดมักใช้เวลาเขียนเพียงช่วงสั้นๆ ในแต่ละวัน จำกัดไม่เกินสี่ชั่วโมงหรืออาจแค่สิบนาที และหยุดทันทีเมื่อหมดเวลาแม้ไอเดียกำลังพรั่งพรู
.
การกล้าหยุดพักนี้คือการฝึกกล้ามเนื้อแห่งความอดทน เพื่อไม่ให้เราตกเป็นทาสของความกระหายที่จะทำงานให้เสร็จ ซึ่งมักนำไปสู่ความเหนื่อยล้าในระยะยาว
.
กฎนี้สอดคล้องกับเรื่องเล่าของช่างภาพชาวฟินแลนด์ อาร์โน มิงคิเนน เรื่องป้ายรถเมล์เมืองเฮลซิงกิ รถเมล์หลายสายวิ่งทับเส้นทางเดียวกันในช่วงแรกก่อนแยกย้ายไปตามชานเมือง
.
ศิลปินหน้าใหม่มักเริ่มด้วยผลงานที่คล้ายศิลปินดังคนอื่น เหมือนนั่งรถเมล์คันเดียวกันในสามป้ายแรก เมื่อถูกวิจารณ์ว่าลอกเลียน พวกเขาก็ท้อแท้ กระโดดลงจากรถ นั่งแท็กซี่กลับสถานีหลัก แล้วขึ้นสายใหม่เพื่อพบความล้มเหลวแบบเดิมซ้ำๆ
.
คำแนะนำล้ำค่าที่สุดของมิงคิเนนคือ จงนั่งอยู่บนรถเมล์คันเดิมต่อไป เพราะเอกลักษณ์ที่แท้จริงมักซ่อนอยู่หลังพรมแดนของการทำสิ่งซ้ำซากและการลอกเลียน
.
ผลงานที่โดดเด่นจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อเรามีความอดทนพอที่จะฝ่าช่วงเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ ปรัชญานี้ใช้ได้กับทุกเรื่อง ทั้งการรักษาชีวิตคู่หรือการหยั่งรากในชุมชน สิ่งที่มีคุณค่าลึกซึ้งล้วนต้องอาศัยการมอบเวลาให้อย่างซื่อสัตย์
.
.
11. ความโดดเดี่ยวของอิสรภาพและเวลาในฐานะสินค้าเครือข่าย
.
อุดมคติสูงสุดของการบริหารเวลายุคนี้คือการมีอำนาจเหนือตารางเวลาตนเองอย่างสมบูรณ์ เราใฝ่ฝันถึงชีวิตแบบดิจิทัลโนแมดที่หอบแล็ปท็อปไปทำงานที่ไหนก็ได้โดยไม่ขึ้นกับใคร
.
แต่ความจริงคืออิสระขั้นสูงสุดในการจัดการเวลาส่วนตัวมักแลกมาด้วยความโดดเดี่ยวที่กัดกินหัวใจ มีตัวอย่างชายผู้ใช้ชีวิตบนเรือสำราญกว่าสองทศวรรษ ควบคุมตารางชีวิตได้ทุกกระเบียดนิ้ว ไม่มีภาระต้องทำความสะอาดบ้าน แต่ชีวิตที่ปราศจากความผูกพันกลับแห้งแล้งและเต็มไปด้วยรอยยิ้มฝืนๆ ของพนักงานบนเรือที่เขาพยายามเรียกว่าเพื่อน
.
ปัญหาอยู่ที่ความเข้าใจผิดเรื่องธรรมชาติของเวลา เรามองว่าเวลาเป็นทรัพยากรส่วนตัวที่ยิ่งครอบครองมากยิ่งดี คล้ายการสะสมเงินทอง แต่ความจริงเวลาเปรียบเสมือนสินค้าเครือข่ายมากกว่า คือสิ่งที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อมีผู้อื่นใช้ร่วมกับเรา
.
โทรศัพท์มือถือไร้ประโยชน์หากคุณเป็นคนเดียวในโลกที่ครอบครอง เวลาว่างก็เช่นกัน การมีเวลาว่างมหาศาลกลายเป็นความเปล่าเปลี่ยวทันทีหากต้องใช้เพียงลำพัง
.
บทเรียนเจ็บปวดที่สุดเกิดในยุคโซเวียต ที่รัฐบาลแบ่งประชากรเป็นห้ากลุ่มสีและกำหนดวันหยุดเหลื่อมกันเพื่อไม่ให้โรงงานหยุดเดินเครื่อง ผลคือหายนะทางสังคม สามีภรรยาคนละกลุ่มสีไม่มีวันหยุดตรงกัน เพื่อนฝูงนัดพบกันไม่ได้
.
การทำลายจังหวะเวลาที่สอดคล้องกันของชุมชนได้ทำลายสายใยทางสังคมจนหมดสิ้น ยืนยันว่าความสุขเกิดจากการมีเวลาว่างที่ตรงกับคนที่เรารัก ไม่ใช่การมีเวลาว่างส่วนตัวมากที่สุด
.
.
12. เวทมนตร์แห่งความสอดคล้องและการหลอมรวมตัวตนผ่านจังหวะเวลา
.
มนุษย์มีสัญชาตญาณลึกลับในการแสวงหาความสอดคล้องกับผู้อื่น การเคลื่อนไหวให้ประสานเป็นจังหวะเดียวกับคนรอบข้างสร้างความรู้สึกเป็นสุขอย่างประหลาด
.
วิลเลียม แมคนีล นักประวัติศาสตร์ผู้ผ่านการเกณฑ์ทหารในสงครามโลกครั้งที่สอง บันทึกประสบการณ์ระหว่างฝึกเดินสวนสนามว่า แม้ในทางยุทธวิธีการเดินเรียงแถวหน้ากระดานจะล้าสมัยและอันตรายในยุคปืนกล แต่การก้าวเท้าพร้อมกันกลับสร้างความรู้สึกยิ่งใหญ่และหลอมรวมตัวตนเขาเข้ากับกองทหารทั้งหมด
.
ปรากฏการณ์นี้ไม่จำกัดแค่ในกองทหาร นักร้องประสานเสียงรู้ดีว่าวินาทีที่ทุกเสียงผสานกันจนกลมกล่อม ตัวตนของแต่ละคนจะมลายหายไปจนก้าวข้ามขีดจำกัดของเวลาและพื้นที่
.
งานวิจัยในสวีเดนยังพบว่าอัตราการใช้ยาต้านซึมเศร้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อผู้คนลาพักร้อนในช่วงเวลาเดียวกัน หมายความว่าบรรยากาศการพักผ่อนของส่วนรวมเยียวยาจิตใจได้ดีกว่าการต่างคนต่างพัก
.
ในทางกลับกัน วัฒนธรรมยุคใหม่ที่เชิดชูอิสรภาพในการจัดตารางส่วนบุคคลกำลังทำลายเวทมนตร์นี้อย่างเงียบๆ เมื่อทุกคนมีตารางที่ยืดหยุ่นและต่างกัน การนัดรวมตัวหรือกินข้าวเย็นพร้อมหน้าครอบครัวจึงกลายเป็นเรื่องยาก
.
ฮันนาห์ อาเรนต์ ชี้ว่าสังคมที่ประกอบด้วยปัจเจกบุคคลที่โดดเดี่ยวคือดินแดนที่เหมาะที่สุดสำหรับการเติบโตของระบอบเผด็จการ การยอมสละอำนาจควบคุมตารางส่วนตัวบางส่วนเพื่อเข้าไปอยู่ในจังหวะเดียวกับชุมชน จึงเป็นทั้งการแสวงหาความสุขและการสร้างเกราะป้องกันทางสังคม
.
.
13. การบำบัดด้วยความไร้ความหมายแห่งจักรวาล
.
หลายคนแบกความกดดันที่มองไม่เห็นว่าชีวิตนี้ต้องสร้างผลงานยิ่งใหญ่ ฝากรอยจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ความหมกมุ่นในการค้นหาความหมายอันยิ่งใหญ่นี้นำไปสู่ความรู้สึกไร้ค่าเมื่อพบว่างานของเราเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆ
.
ไบรอัน แมกกี นักปรัชญาชาวอังกฤษ ชวนมองประวัติศาสตร์ในมุมใหม่ หากนับอายุขัยคนหนึ่งที่อยู่ถึงร้อยปี ประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์ที่ยาวหกพันปี จะเท่ากับคนอายุร้อยปีเพียงหกสิบคนยืนเรียงต่อกัน ยุคทองของฟาโรห์อียิปต์เกิดเมื่อสามสิบห้าชั่วอายุคนก่อน ยุคเรอเนสซองส์เพิ่งผ่านไปเพียงเจ็ดชั่วอายุคน ประวัติศาสตร์ที่เรามองว่ายาวนานแท้จริงสั้นกุดจนน่าใจหาย
.
เมื่อเทียบช่วงเวลาของมนุษยชาติกับอายุขัยจักรวาล ตัวตนของเราก็เล็กลงจนแทบไม่ต่างจากความว่างเปล่า แนวคิดนี้เรียกว่าการบำบัดด้วยความไร้ความหมายแห่งจักรวาล
.
การตระหนักว่าเราไม่มีความสำคัญในระดับจักรวาลและทุกสิ่งที่สร้างจะสูญสลายไปในที่สุด ช่วยปลดเปลื้องภูเขาแห่งความคาดหวังที่กดทับบ่าเรา ความวิตกเรื่องหน้าที่การงาน ความอับอายจากความผิดพลาด ล้วนหดเหลือเพียงเรื่องเล็กจ้อยเมื่อเทียบกับความกว้างใหญ่ของเอกภพ
.
ประโยชน์สูงสุดคือการปลดล็อกนิยามของการใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า เมื่อเลิกกดดันตัวเองว่าต้องเป็นอัจฉริยะอย่างโมสาร์ทหรือไอน์สไตน์ เราจะเริ่มเห็นความงดงามในสิ่งธรรมดา การทำอาหารเย็นให้ลูก การนั่งฟังความทุกข์ของเพื่อน ล้วนมีความหมายเต็มเปี่ยมในตัวมันเอง
.
การทิ้งความฝันที่จะเปลี่ยนโลกทั้งใบ เปิดทางให้เราทุ่มเทเวลาอันแสนสั้นเพื่อสร้างความสว่างไสวให้ผู้คนรอบข้างในรัศมีที่เราเอื้อมถึง
.
.
14. โรคทางจิตวิญญาณของมนุษย์และการใช้ชีวิตแบบซ้อมใหญ่
.
ปัญหาใหญ่ในการรับมือกับข้อจำกัดเรื่องเวลาคือการที่เราใช้ชีวิตในปัจจุบันราวกับว่ามันเป็นเพียงการซ้อมใหญ่เพื่อไปสู่ชีวิตจริงที่รออยู่ข้างหน้า เราตกอยู่ในกับดักความคิดว่าเมื่อเคลียร์งานเสร็จ เมื่อพบคู่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ หรือเมื่อมีเงินเก็บมากพอ เราจึงจะเริ่มมีความสุขได้จริง
.
อลัน วัตส์ เปรียบเปรยว่า ระบบการศึกษาหลอกให้เราเชื่อว่าอนุบาลเตรียมไปประถม ประถมเตรียมไปมัธยม มัธยมเตรียมไปมหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเตรียมให้ออกไปทำงาน เราวิ่งตามแครอทที่ห้อยอยู่ตรงหน้าเหมือนลาที่ไม่มีวันได้ลิ้มรสจนลมหายใจสุดท้าย
.
พฤติกรรมนี้ชัดที่สุดในวิธีเลี้ยงดูบุตรหลาน พ่อแม่ยุคนี้มักถูกครอบงำด้วยความเชื่อว่าหน้าที่หลักของการเลี้ยงลูกคือการบ่มเพาะให้เป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ
.
ทั้งฝั่งที่เน้นตารางเวลาเคร่งครัดและฝั่งที่เน้นการเลี้ยงแบบธรรมชาติ ต่างมองเด็กเป็นโปรเจกต์ที่ต้องปั้นให้สมบูรณ์ในอนาคต สิ่งนี้พรากคุณค่าของความเป็นเด็กในปัจจุบันไปจนหมด
.
การกอดลูกถูกประเมินผ่านมุมว่ามันจะส่งผลดีต่ออนาคตหรือไม่ แทนที่จะมองว่าช่วงเวลานั้นคือความมหัศจรรย์ที่ควรค่าแก่การดื่มด่ำในวินาทีนี้
.
ทางออกคือการยอมรับว่าอนาคตที่สมบูรณ์แบบปราศจากปัญหาจะไม่มีวันมาถึง การมีชีวิตอยู่หมายถึงการต้องเผชิญความวุ่นวาย ความไม่แน่นอน และความทุกข์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเลิกต่อสู้กับความจริงและยอมรับว่าการคลุกคลีอยู่กับปัญหาคือธรรมชาติของการดำรงอยู่ เราจะละทิ้งชีวิตแบบซ้อมใหญ่และก้าวเข้าสู่การใช้ชีวิตจริงได้ทันที
.
.
15. ภาพลวงตาของความพร้อมและศิลปะแห่งการสร้างวิหาร
.
ข้ออ้างยอดฮิตที่เราใช้หลีกเลี่ยงสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคือความรู้สึกว่าเรายังไม่พร้อม เราบอกตัวเองว่าขอเวลาศึกษาเพิ่มอีกหน่อย ขอสั่งสมประสบการณ์ หรือรอให้มั่นใจเต็มที่ก่อน เรามักจินตนาการว่าผู้ประสบความสำเร็จหรือผู้มีอำนาจบริหารบ้านเมืองล้วนรู้ซึ้งในสิ่งที่ตนกำลังทำ
.
แต่ความจริงที่ตลกร้ายคือไม่มีใครรู้จริงอย่างสมบูรณ์ แม้นักการเมืองระดับประเทศหรือผู้บริหารระดับสูงก็กำลังคลำทางและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ ทุกคนกำลังด้นสดในการใช้ชีวิตไม่ต่างจากเรา
.
การตระหนักว่าความรู้สึกพร้อมอย่างสมบูรณ์เป็นเพียงภาพลวงตา จะปลดปล่อยเราจากความกลัวและอาการลังเล คาร์ล จุง เคยแนะนำหญิงสาวที่เขียนจดหมายมาขอคำปรึกษาเรื่องทิศทางชีวิตว่า ไม่มีใครบอกเส้นทางที่ถูกต้องล่วงหน้าได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือการตั้งใจทำสิ่งที่จำเป็นที่สุดตรงหน้าต่อไปทีละก้าวอย่างซื่อสัตย์ นอกจากนี้เรายังต้องเรียนรู้ที่จะละทิ้งความคาดหวังว่าจะได้เห็นดอกผลของความสำเร็จทั้งหมดในช่วงชีวิตของเรา
.
เดวิด ลารูตา ผู้กำกับสารคดี ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้คนที่อุทิศตนให้งานที่ไม่มีวันเสร็จในยุคของพวกเขา เช่น นักดาราศาสตร์ที่เฝ้าค้นหาสัญญาณจากสิ่งมีชีวิตนอกโลก บุคคลเหล่านี้มีแววตาเปล่งประกายด้วยความปีติ เพราะยอมรับหน้าที่เสมือนช่างก่อสร้างวิหารในยุคกลาง ผู้เรียงก้อนหินทีละก้อนแม้รู้ว่าตนจะตายก่อนยอดโดมสร้างเสร็จ
.
การลงมือทำสิ่งมีความหมายโดยไม่ยึดติดว่าต้องอยู่รับรางวัลในตอนจบ คือขั้นสุดยอดของการมีอิสระจากพันธนาการของเวลา
.
.
16. การเลือกความท้าทายที่ขยายตัวตนและละทิ้งมาตรฐานที่เป็นไปไม่ได้
.
เมื่อเผชิญทางเลือกสำคัญ มนุษย์มีแนวโน้มตัดสินใจโดยยึดการหลีกเลี่ยงความวิตกกังวลเป็นที่ตั้ง เรามักเลือกผลัดวันประกันพรุ่งหรือสะสางงานจุกจิกก่อน เพียงเพื่อรักษาสภาวะลวงตาว่าเรายังควบคุมทุกอย่างได้
.
เจมส์ ฮอลลิส นักจิตบำบัด เสนอให้ถามตัวเองอย่างซื่อสัตย์ว่า ทางเลือกที่กำลังตัดสินใจนั้นทำให้ตัวตนของเราหดเล็กลงหรือขยายกว้างขึ้น การถามว่าทางเลือกไหนจะทำให้มีความสุขที่สุดมักล่อลวงให้เราเดินไปหาตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุด แต่การเติบโตที่แท้จริงเรียกร้องให้เรากล้าเลือกความอึดอัดที่ช่วยขยายตัวตน เหนือกว่าความสะดวกสบายที่ทำให้จิตวิญญาณหดเล็กลง
.
อาการหลงผิดว่าเราเป็นนายของเวลาได้ ยังแสดงออกผ่านการตั้งมาตรฐานความสำเร็จที่เป็นไปไม่ได้ เราหลอกตัวเองด้วยการตั้งเป้าหมายที่ต้องเลื่อนออกไปในอนาคตเสมอ โดยเชื่อว่าวันหนึ่งจะจัดการทุกความต้องการได้อย่างไร้ขีดจำกัด พร้อมมีเวลาเหลือเฟือให้ครอบครัวและการพัฒนาตน
.
ความเชื่อนี้สร้างความสบายใจหลอกๆ ทั้งที่จริงมาตรฐานความสมบูรณ์แบบเหล่านั้นคือความโหดร้ายที่เรากระทำต่อตนเอง
.
ไอดอล ลานเดา ชี้ว่าเรามักตั้งมาตรฐานในระดับที่ไม่มีมนุษย์คนใดทำได้ และเป็นมาตรฐานแบบที่เราคงไม่นำไปบังคับใช้กับคนอื่น ทางออกที่เปี่ยมเมตตาต่อตนเองที่สุดคือการปล่อยให้มาตรฐานอันเป็นไปไม่ได้พังทลายลง เมื่อยอมรับสภาพนั้นได้ เราจะก้มลงเก็บเศษซากของงานที่มีความหมายจริงๆ เพียงไม่กี่ชิ้นขึ้นมา แล้วเริ่มลงมือทำในวันนี้ได้ทันที
.
.
17. การปลดปล่อยตัวเองจากความคาดหวังและยอมรับตัวตน ณ ปัจจุบัน
.
วิธีหนึ่งที่เราใช้หลบเลี่ยงความจริงเรื่องข้อจำกัดของเวลา คือการมองว่าชีวิตปัจจุบันเป็นเพียงเส้นทางผ่านไปสู่การกลายเป็นบุคคลในอุดมคติที่สังคม ศาสนา หรือพ่อแม่คาดหวัง เราบอกตัวเองว่าเมื่อใดที่พิสูจน์คุณค่าและได้สิทธิอันชอบธรรมในการมีชีวิตอยู่ เมื่อนั้นชีวิตจะเลิกวุ่นวายและเราจะควบคุมทุกอย่างได้
.
แต่สตีเวน โคป นักจิตบำบัด ชี้ความจริงที่น่าตกใจที่มักสว่างวาบขึ้นเมื่อเราเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ระดับหนึ่ง คือไม่มีใครบนโลกนี้มาคอยสนใจว่าเรากำลังทำอะไรกับชีวิตของเราอยู่
.
การดิ้นรนพิสูจน์คุณค่าตนเองต่อสายตาคนอื่นจึงสูญเปล่ามาตั้งแต่ต้น ความสงบสุขและอิสรภาพไม่ได้เกิดจากการได้รับการยอมรับจากภายนอก แต่เกิดจากการยอมรับว่าต่อให้ได้รับการยอมรับ สิ่งเหล่านั้นก็ไม่นำความมั่นคงที่แท้จริงมาให้อยู่ดี
.
เมื่อหลุดพ้นจากแรงกดดันที่ต้องเป็นคนในแบบที่คนอื่นคาดหวัง เราจะกล้าเผชิญหน้ากับบุคลิกภาพ จุดแข็ง จุดอ่อน และความหลงใหลที่เรามีอยู่จริง ณ ปัจจุบัน
.
ซูซาน ไพเวอร์ ครูสอนพุทธศาสนาเสนอว่า การลองตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราอยากใช้เวลาที่มีไปกับความสนุกแบบไหน ถือเป็นการท้าทายขนบและสร้างความรู้สึกไม่คุ้นเคยได้อย่างลึกซึ้ง
.
คาร์ล จุง ก็เคยตอบจดหมายหญิงสาวว่า คำถามของเธอไม่มีคำตอบตายตัว เพราะมนุษย์แต่ละคนมีชีวิตอยู่ตามแต่ที่ตนทำได้ และเส้นทางของแต่ละคนต้องสร้างขึ้นเองด้วยการก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าว
.
คำแนะนำเดียวที่จุงมอบให้คือ จงลงมือทำสิ่งที่จำเป็นที่สุดในลำดับถัดไปอย่างเงียบๆ และตั้งใจ ท้ายที่สุดชีวิตที่ใช้ไปอย่างคุ้มค่าที่สุดไม่ได้วัดจากจำนวนงานที่ทำเสร็จ แต่มาจากการยอมรับขีดจำกัดของตัวเอง แล้วลงมือทำภารกิจตามที่ชีวิตเราถูกกำหนดมาให้ทำ
.
.
18. พลังอำนาจของการสิ้นหวังและการเผชิญหน้ากับโลกที่แตกสลาย
.
หากนักท่องเวลาจากอารยธรรมฮินดูโบราณเดินทางมายุคเรา พวกเขาคงจำได้ทันทีว่านี่คือยุคกลียุค ซึ่งตามตำนานคือช่วงที่ทุกสิ่งเริ่มแตกสลาย รัฐบาลล่มสลาย สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม และเต็มไปด้วยโรคระบาด ท่ามกลางวิกฤตระดับโลก การถกเถียงเรื่องการบริหารเวลาอาจดูไร้สาระ
.
แต่ความจริงคือความสำเร็จหรือล้มเหลวในการรับมือความท้าทายเหล่านี้ ล้วนขึ้นอยู่กับวิธีที่เราใช้เวลาในแต่ละวัน
.
เดเร็ก เจนเซน นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม เสนอแนวคิดสวนกระแสว่า ความหวังเปรียบเสมือนคำสาปที่กักขังมนุษย์ไว้ การมีความหวังว่าอนาคตจะดีขึ้นคือการฝากความศรัทธาไว้กับสิ่งอื่นนอกเหนือตัวเรา
.
เพมา โชดรอน แม่ชีชาวพุทธ เปรียบทัศนคติเช่นนี้ว่าไม่ต่างจากการใช้ชีวิตโดยเชื่อว่าจะมีพี่เลี้ยงเด็กมาช่วยเสมอเมื่อเกิดปัญหา
.
การละทิ้งความหวังจึงหมายถึงการดึงพลังอำนาจที่เรามีอยู่จริงในปัจจุบันกลับคืนมา เมื่อเลิกหวังว่าสถานการณ์เลวร้ายจะคลี่คลายเอง หรือจะมีอัศวินขี่ม้าขาวมากอบกู้ เมื่อนั้นเราจะได้อิสรภาพที่จะลงมือแก้ปัญหาด้วยสองมือของเราเอง
.
โชดรอนเรียกกระบวนการนี้ว่าการทำความคุ้นเคยกับความสิ้นหวัง ซึ่งเริ่มจากการมองเห็นว่าสถานการณ์ต่างๆ บนโลกไม่ได้กำลังจะดีขึ้น และที่จริงมันพังทลายมานานแล้ว เมื่อซึมซับความจริงนี้ได้ ผลลัพธ์กลับไม่ใช่ความหดหู่ แต่คือกระแสพลังงานแห่งแรงจูงใจที่พุ่งทะยานขึ้น
.
เหตุการณ์เลวร้ายที่เราใช้ทั้งชีวิตพยายามหลีกเลี่ยงนั้นได้เกิดขึ้นไปแล้ว และเราก็ยังมีชีวิตรอดอยู่ตรงนี้ ตัวตนที่ถูกครอบงำด้วยความกลัวจะตายจากไป ทิ้งไว้เพียงตัวตนใหม่ที่มีชีวิตชีวาและพร้อมลงมือทำ
.
เหมือนที่จอร์จ ออร์เวลล์ เดินทอดน่องในกรุงลอนดอนที่เพิ่งผ่านพ้นภัยสงคราม แล้วแหงนมองนกเหยี่ยวที่บินโฉบเหนือโรงก๊าซ พร้อมดื่มด่ำการมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิได้เต็มหัวใจแม้ในสภาพแวดล้อมที่มืดมนที่สุด
.
.
19. กลยุทธ์การจำกัดปริมาณงานและการยอมรับความล้มเหลวที่วางแผนไว้
.
เพื่อนำปรัชญาแห่งการยอมรับข้อจำกัดมาใช้จริง เราต้องเปลี่ยนวิธีกำหนดปริมาณงาน การพยายามทำงานสำคัญทุกอย่างให้เสร็จเป็นเพียงคำลวงที่ทำให้ยุ่งเหยิงขึ้น กลยุทธ์ที่ทรงพลังคือการใช้ระบบรายการสิ่งที่ต้องทำแบบปลายเปิดและปลายปิด
.
รายการปลายเปิดมีไว้จดทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามา ซึ่งจะยาวเหยียดเสมอ
.
ส่วนรายการปลายปิดจำกัดงานไว้สูงสุดไม่เกินสิบอย่าง โดยมีกฎเหล็กว่าห้ามดึงงานใหม่เข้ามาจนกว่างานเดิมจะเสร็จ
.
วิธีนี้บังคับให้เราเลือกทำเฉพาะสิ่งสำคัญจริงๆ และยอมรับว่างานในรายการปลายเปิดส่วนใหญ่จะไม่มีวันถูกสะสาง
.
กฎต่อมาคือการเรียงลำดับความสำคัญและบังคับตัวเองให้ทำโปรเจกต์ใหญ่จบทีละงาน การเปิดรับงานหลายชิ้นพร้อมกันมักเกิดจากความพยายามบรรเทาความวิตกกังวล แต่ผลมักจบที่ความล้มเหลว การฝึกให้ทนต่อความกระวนกระวายจากการดองงานอื่นไว้ก่อนเพื่อจดจ่อกับงานชิ้นเดียว เป็นเส้นทางเดียวที่จะสร้างผลงานสำคัญให้สำเร็จ
.
หลักการที่ท้าทายที่สุดคือการจงใจเลือกตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าจะยอมล้มเหลวในเรื่องใด จอน เอคัฟฟ์ เสนอว่าเมื่อมีข้อจำกัดเรื่องเวลาและพลังงาน เราไม่อาจทำทุกอย่างให้ดีเลิศได้ การเลือกพื้นที่ที่ยอมลดมาตรฐานล่วงหน้าช่วยสกัดความอับอายและความผิดหวัง
.
เราอาจเลือกปล่อยให้บ้านรก หรือลดบทบาทการทำงานในช่วงที่ต้องทุ่มเทให้ครอบครัว การสลับสับเปลี่ยนความล้มเหลวตามจังหวะชีวิตนี้ คือการแทนที่การรักษาสมดุลแบบกดดันตนเองด้วยการสูญเสียสมดุลอย่างตั้งใจและมีสติ
.
นอกจากนี้ การจดบันทึกสิ่งที่ทำเสร็จในแต่ละวันแทนการจ้องสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ จะช่วยกระตุ้นพลังใจและเตือนสติว่าแม้ในวันที่ดูว่างเปล่า เราก็ยังสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ไปมากมาย
.
.
20. ศิลปะแห่งการไม่ทำอะไรเลยและการค้นพบความแปลกใหม่ในความจำเจ
.
เมื่ออายุมากขึ้น เรามักรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วจนน่าตกใจ วิลเลียม เจมส์ อธิบายว่าเกิดจากการที่สมองบันทึกเวลาผ่านจำนวนข้อมูลใหม่ๆ ที่ได้รับ เมื่อชีวิตเต็มไปด้วยกิจวัตรซ้ำซากจำเจ วันเวลาจึงถูกบีบอัดให้เป็นเพียงก้อนความทรงจำที่กลวงเปล่า
.
คำแนะนำทั่วไปมักบอกให้ออกไปแสวงหาประสบการณ์แปลกใหม่สุดขั้ว แต่ชินเซน ยัง เสนอทางเลือกที่ลึกซึ้งกว่า คือการพุ่งความสนใจลงไปให้ลึกในชีวิตธรรมดาที่เรามีอยู่แล้ว หากสัมผัสชีวิตด้วยความเข้มข้นที่เพิ่มเป็นสองเท่า ประสบการณ์ก็จะเต็มเปี่ยมขึ้นสองเท่า และถูกจดจำว่ายาวนานขึ้น
.
ปรัชญาของการใคร่ครวญนี้ยังใช้กับความสัมพันธ์ได้ ทอม ฮอบสัน แนะนำว่าเมื่อเผชิญสถานการณ์ยากลำบากกับผู้อื่น ให้ลองสวมบทบาทเป็นนักวิจัยที่เต็มไปด้วยความอยากรู้ เป้าหมายไม่ใช่การบังคับให้สถานการณ์เป็นไปตามที่ต้องการ แต่เป็นการพยายามทำความเข้าใจมนุษย์ที่อยู่ตรงหน้าอย่างลึกซึ้ง
.
ซูซาน เจฟเฟอร์ส เสริมว่า การเปลี่ยนความวิตกต่ออนาคตให้เป็นความสงสัยใคร่รู้ว่าจะเกิดอะไรต่อไป จะปลดปล่อยเราจากความพยายามควบคุมผลลัพธ์
.
การฝึกความใจกว้างแบบฉับพลัน เช่น ส่งข้อความชื่นชมเพื่อนร่วมงานทันทีโดยไม่รอช่วงเวลาที่เหมาะที่สุด ก็ช่วยทำลายกำแพงของการพยายามควบคุมเวลา บททดสอบขั้นสูงสุดของการยอมรับความจำกัดของมนุษย์ คือความสามารถในการนั่งอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย
.
แบลส ปาสกาล เคยกล่าวว่าความทุกข์ทั้งหมดของมนุษย์เกิดจากการที่พวกเขาไม่สามารถนั่งสงบนิ่งอยู่ในห้องของตนเองได้ การไม่ทำอะไรเลยไม่ได้หมายถึงการหยุดหายใจ แต่คือการฝึกตนให้ต้านทานแรงกระตุ้นที่อยากเข้าไปแทรกแซงประสบการณ์และผู้คนรอบตัว
.
แม้จะเป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการทวงคืนอำนาจในตัวเอง ช่วยให้เราหยุดดิ้นรนหลบหนีความจริง และเปิดโอกาสให้เราได้เลือกใช้เวลาอันแสนสั้นบนโลกใบนี้
.
บางทีบทกวีของ Mary Oliver อาจสรุปหัวใจของเรื่องนี้ได้ดีกว่าคำอธิบายใดๆ เมื่อเธอตั้งคำถามทิ้งท้ายไว้ในบทกวี The Summer Day ว่า
.
"บอกฉันสิ เธอวางแผนจะทำอะไรกับชีวิตเพียงหนึ่งเดียวอันแสนอิสระและล้ำค่านี้"
.
.
==========================
.
The Summer Day โดย Mary Oliver
.
.
Who made the world?
Who made the swan, and the black bear?
Who made the grasshopper?
This grasshopper, I mean
the one who has flung herself out of the grass,
the one who is eating sugar out of my hand,
who is moving her jaws back and forth instead of up and down
who is gazing around with her enormous and complicated eyes.
Now she lifts her pale forearms and thoroughly washes her face.
Now she snaps her wings open, and floats away.
I don’t know exactly what a prayer is.
I do know how to pay attention, how to fall down
into the grass, how to kneel down in the grass,
how to be idle and blessed, how to stroll through the fields,
which is what I have been doing all day.
Tell me, what else should I have done?
Doesn’t everything die at last, and too soon?
Tell me, what is it you plan to do
with your one wild and precious life?
.
.
ใครเล่าสร้างโลกใบนี้ขึ้นมา
ใครสร้างหงส์ และหมีสีดำ
ใครสร้างตั๊กแตน
ตั๊กแตนตัวนี้ ที่ฉันหมายถึง
ตัวที่เพิ่งกระโจนตัวเองออกมาจากกอหญ้า
ตัวที่กำลังกินน้ำตาลจากฝ่ามือของฉัน
ตัวที่ขยับกรามไปมาด้านข้าง แทนที่จะขึ้นลง
ตัวที่กำลังเหลียวมองไปรอบทิศด้วยดวงตาคู่มหึมาและซับซ้อน
บัดนี้เธอยกขาคู่หน้าสีซีดขึ้นมา และล้างหน้าของตัวเองอย่างพิถีพิถัน
บัดนี้เธอกางปีกออก และลอยละล่องจากไป
ฉันไม่รู้แน่ชัดนักว่าคำภาวนาคืออะไร
แต่ฉันรู้ว่าจะใส่ใจกับสิ่งตรงหน้าได้อย่างไร
รู้ว่าจะทิ้งตัวลงนอน บนผืนหญ้าได้อย่างไร
รู้ว่าจะคุกเข่าลง กลางทุ่งหญ้าได้อย่างไร
รู้ว่าจะอยู่นิ่งๆ และรับพรได้อย่างไร
รู้ว่าจะเดินทอดน่อง ผ่านท้องทุ่งได้อย่างไร
ซึ่งก็คือสิ่งที่ฉันทำมาตลอดทั้งวัน
บอกฉันสิ ว่าฉันควรทำอะไรอื่นอีกเล่า
ไม่ใช่หรือว่าทุกสิ่งล้วนต้องดับสูญในที่สุด และเร็วเกินไปเสมอ
บอกฉันสิ ว่าเธอวางแผนจะทำอะไร กับชีวิตเพียงหนึ่งเดียวอันแสนอิสระและล้ำค่านี้
.
.
.
.
#SuccessStrategies

