สรุป 20 ข้อคิดจาก The Little Book of Common Sense Investing เขียนโดย John C. Bogle

ปี 1976 ชายคนหนึ่งเปิดตัวกองทุนที่น่าเบื่อที่สุดเท่าที่ Wall Street เคยเห็น มันไม่มีผู้จัดการมือทอง ไม่มีการเลือกหุ้นเด็ด ไม่มีอะไรให้ลุ้นเลยสักนิด หน้าที่ของมันคือถือหุ้นทั้งตลาดเอาไว้เฉยๆ ไปตลอดกาล
.
คนในวงการเรียกสิ่งนี้ว่า Bogle's Folly หรือความเซ่อของ Bogle แต่สามสิบปีให้หลัง เงินก้อนเล็กที่ลงในของน่าเบื่อชิ้นนั้นงอกเป็นหลายสิบเท่า และบรรดาคนที่เคยหัวเราะก็เงียบกันไปทีละคน
.
ชายคนนั้นคือ John C. Bogle ผู้ก่อตั้ง Vanguard และคนที่สร้างกองทุนดัชนีกองแรกของโลก หนังสือเล่มเล็กเล่มนี้คือการเรียบเรียงแนวคิดของเขาว่าทำไมความน่าเบื่อถึงชนะ
.
แก่นของมันเรียบง่ายจนน่าตกใจ Bogle บอกว่าถ้าเป็นเจ้าของธุรกิจทั้งประเทศด้วยต้นทุนต่ำที่สุดแล้วถือมันไว้เฉยๆ นักลงทุนจะได้ส่วนแบ่งผลตอบแทนเกือบทั้งหมดที่ธุรกิจสร้างขึ้น ส่วนคนที่พยายามเอาชนะตลาดด้วยการซื้อๆ ขายๆ ไล่ตามของร้อนๆ จ้างคนเก่งๆ มาช่วย ส่วนใหญ่จะแพ้
.
Bogle ไม่ได้เขียนหนังสือขายฝัน เขาเขียนหนังสือขายเลขคณิต และเลขคณิตชุดที่เขาย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดทั้งเล่มคือ "The relentless rules of humble arithmetic" หรือกฎเลขคณิตอันต่ำต้อยที่ไร้ความปรานี
.
มันไร้ความปรานีเพราะมันไม่สนใจว่าใครฉลาดแค่ไหน ผู้จัดการเก่งจากไหน หรือระบบเทรดซับซ้อนเพียงใด นักลงทุนทุกคนรวมกันได้ผลตอบแทนเท่ากับตลาดพอดี ก่อนหักต้นทุน หลังหักต้นทุนแล้วทุกคนรวมกันต้องแพ้ตลาด ไม่มีทางเป็นอย่างอื่น
.
เนื้อหาในเล่มเริ่มจากนิทานเรื่องครอบครัวมหาเศรษฐีที่ค่อยๆ จนลงเพราะจ้างคนมาช่วยมากเกินไป ตามด้วยความจริงเรื่องที่มาของผลตอบแทน แล้วเข้าสู่หัวใจของหนังสือคือพลังทำลายล้างของต้นทุน ภาษี และเงินเฟ้อ
.
จากนั้น Bogle ไล่รื้อทีละความเชื่อ เลือกกองทุนจากผลงานในอดีตก็ไม่เวิร์ก จ้างที่ปรึกษาก็ไม่ช่วย ไล่ตามดาวห้าดวงก็เจ๊ง หนังสือทั้งเล่มมีน้ำเสียงแบบชายแก่ที่เห็นวงการนี้มาห้าสิบห้าปีจนเลิกเกรงใจใครแล้ว
.
#หมายเหตุ ก่อนจะเข้า 20 ข้อคิด ขอออกตัวไว้นิดนึง ตัวเลขและคำทำนายหลายอย่างในเล่มนี้เขียนไว้เมื่อหลายปีก่อน "อนาคต" ที่ Bogle พูดถึงบางส่วนจึงกลายเป็นอดีตของเราไปแล้ว บริบทหลายอย่างก็เป็นของตลาดอเมริกาโดยเฉพาะ ทั้งภาษี ประเภทกองทุน และโครงสร้างค่าธรรมเนียม
.
ที่สำคัญคือนี่เป็นการสรุปว่าหนังสือบอกว่าอะไร ไม่ใช่คำชี้นำให้ใครไปซื้ออะไร อ่านเอาแนวคิดของ Bogle เป็นหลัก ส่วนตัวเลขในวงเล็บให้ถือเป็นตัวอย่างที่เขาทิ้งไว้ให้ดู ไม่ใช่ราคาป้ายที่ยังแปะอยู่วันนี้ จะเอาไปทำอะไรกับเงินจริงของตัวเอง กรุณาใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ
.
และนี่คือ 20 ข้อคิดที่กลั่นออกมาจากหนังสือเล่มนี้ครับ
.
.
==============
.
1. ครอบครัว Gotrocks และเหล่า "ผู้ช่วย" ที่โผล่มากินส่วนแบ่ง
.
กาลครั้งหนึ่ง มีครอบครัวมั่งคั่งชื่อ Gotrocks ที่เป็นเจ้าของหุ้นทุกตัวในอเมริกาแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ทุกปีพวกเขาเก็บเกี่ยวเงินปันผลและกำไรที่ธุรกิจทั้งหมดสร้างขึ้น ทุกคนในตระกูลรวยขึ้นในอัตราเท่าๆ กัน สงบสุขและกลมเกลียว เพราะพวกเขากำลังเล่นเกมของผู้ชนะ
.
แล้วเหล่า "ผู้ช่วย" ก็มาถึง นายหน้าปากหวานชวนลูกพี่ลูกน้องที่คิดว่าตัวเองฉลาดให้ซื้อขายหุ้นกันเองในตระกูล เพื่อจะได้ส่วนแบ่งมากกว่าคนอื่น แลกกับค่าคอมมิชชั่น
.
พอลองแล้วไม่เวิร์ก ก็จ้างผู้จัดการมืออาชีพมาเลือกหุ้นให้ พอยังไม่เวิร์กอีก ก็จ้างที่ปรึกษามาเลือกผู้จัดการอีกที ทุกชั้นที่เพิ่มขึ้นคือค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น บวกภาษีจากการซื้อขายที่ตามมา
.
วันหนึ่งครอบครัวมานั่งนับเงินแล้วตกใจ ส่วนแบ่งพายที่เคยได้ 100 เปอร์เซ็นต์เหลือแค่ 60 เปอร์เซ็นต์ ลุงแก่ผู้เฉลียวฉลาดจึงบอกว่า ไล่นายหน้าออกให้หมด ไล่ผู้จัดการออกให้หมด ไล่ที่ปรึกษาออกให้หมด แล้วกลับไปเป็นเจ้าของทุกอย่างเหมือนเดิมและอยู่เฉยๆ
.
กฎข้อที่สี่ที่ Warren Buffett เติมให้กับกฎการเคลื่อนที่ของ Newton ก็คือ สำหรับนักลงทุนโดยรวม ยิ่งขยับมากเท่าไหร่ ผลตอบแทนยิ่งลดลงเท่านั้น
.
.
2. ทางรวยของวงการ กับทางรวยของคุณ เป็นคนละทางกัน
.
Bogle ชี้ว่าทางรวยของคนในธุรกิจการเงินคือการบอกลูกค้าว่า "อย่าอยู่เฉยๆ สิ ทำอะไรสักอย่าง" ส่วนทางรวยของลูกค้าคือทำตรงกันข้ามเป๊ะ "อย่าทำอะไรเลย แค่ยืนอยู่เฉยๆ" ผลประโยชน์ของสองฝ่ายนี้ขัดกันโดยสิ้นเชิง และเมื่อธุรกิจใดดำเนินไปในทางที่สวนทางกับผลประโยชน์ของลูกค้าโดยรวม มันเป็นเพียงเรื่องของเวลาก่อนที่ความเปลี่ยนแปลงจะมาถึง
.
เขาเปรียบวงการนี้กับบ่อนคาสิโน ในคาสิโน เจ้ามือชนะเสมอ ในสนามแข่งม้า สนามชนะเสมอ ในลอตเตอรี รัฐชนะเสมอ
.
การลงทุนก็ไม่ต่างกัน หลังหักต้นทุนทั้งหมดแล้ว การเอาชนะตลาดคือเกมของผู้แพ้ ผู้ชนะที่แน่นอนเพียงหนึ่งเดียวคือคนตรงกลาง นายหน้า วาณิชธนากร ผู้จัดการเงิน นักการตลาด ทนายความ นักบัญชี คนพวกนี้คือเจ้ามือของระบบการเงินที่ชนะทุกตา
.
ตัวเลขที่ Bogle ทิ้งไว้ให้จุกคือปีละราว 400,000 ล้านดอลลาร์ ที่ไหลจากกระเป๋านักลงทุนไปสู่เหล่าเจ้ามือเหล่านี้ สิ่งที่เขาชวนให้เห็นคือมันง่ายแค่ไหนที่จะหยุดป้อนเงินให้พวกเขา คือเป็นเจ้าของทั้งตลาดแล้วเดินออกจากบ่อนไป และอย่ากลับเข้าไปอีก
.
.
3. ความจริงของธุรกิจ ชนะความคาดหวังของตลาดเสมอ
.
ตลอดร้อยกว่าปี หุ้นอเมริกาให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 9.6 เปอร์เซ็นต์ คำถามคือมันมาจากไหน
.
คำตอบคือ 4.5 เปอร์เซ็นต์มาจากเงินปันผล บวก 5 เปอร์เซ็นต์จากการเติบโตของกำไร รวมเป็น 9.5 เปอร์เซ็นต์ที่ Bogle เรียกว่า "ผลตอบแทนจากการลงทุน" ซึ่งคือตัวธุรกิจจริงๆ ส่วนอีกแค่ 0.1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มาจาก "ผลตอบแทนจากการเก็งกำไร" คือส่วนที่คนยอมจ่ายแพงขึ้นหรือถูกลงต่อกำไรหนึ่งดอลลาร์
.
Roger Martin คณบดีจาก Rotman อธิบายว่าการลงทุนมีสองเกมซ้อนกันอยู่
.
เกมแรกคือตลาดจริง ที่บริษัทจริงใช้เงินจริงผลิตและขายสินค้าจริง ทำกำไรจริงและจ่ายปันผลจริง
.
อีกเกมคือตลาดแห่งความคาดหวัง ที่ราคาไม่ได้ขึ้นเพราะยอดขายหรือกำไร แต่ขึ้นเพราะความคาดหวังของนักลงทุนสูงขึ้น ในระยะสั้นสองเกมนี้แทบไม่เกี่ยวกัน
.
Bogle สรุปว่าตลาดหุ้นคือสิ่งรบกวนสมาธิขนาดยักษ์ มันทำให้เราเอาแต่จ้องราคาที่ผันผวนวูบวาบ แทนที่จะโฟกัสสิ่งที่สำคัญจริง คือการสะสมผลตอบแทนจากธุรกิจอย่างช้าๆ เหมือนที่ Benjamin Graham พูดไว้ ในระยะสั้นตลาดคือเครื่องนับคะแนนเสียง แต่ในระยะยาวมันคือเครื่องชั่งน้ำหนัก
.
.
4. ลูกตุ้มอารมณ์ที่แกว่งกลับที่เดิมเสมอ
.
ผลตอบแทนจากการเก็งกำไรก็คืออารมณ์นั่นเอง วัดได้จากอัตราส่วน P/E เมื่อความโลภครองเมือง P/E พุ่งสูงลิ่ว เมื่อความหวังนำ P/E อยู่ระดับกลาง เมื่อความกลัวขึ้นขี่หลัง P/E ต่ำเตี้ยติดดิน มันแกว่งไปมาอย่างบ้าคลั่งในแต่ละทศวรรษ แต่พอมองยาวๆ มันหักล้างกันจนหายไป
.
ที่น่าทึ่งคือทุกทศวรรษที่ผลตอบแทนเก็งกำไรติดลบหนักๆ จะตามมาด้วยทศวรรษที่มันบวกกลับในปริมาณพอๆ กันเสมอ ทศวรรษ 1910 ที่เงียบเหงาตามด้วย 1920 ที่คึกคัก ทศวรรษ 1940 ที่หดหู่ตามด้วย 1950 ที่เฟื่องฟู ทศวรรษ 1970 ที่ท้อแท้ตามด้วย 1980 ที่พุ่งทะยาน นี่คือการคืนกลับสู่ค่าเฉลี่ยหรือ reversion to the mean แบบเห็นชัดเจน
.
หลังคลุกคลีในวงการมา 55 ปี Bogle สารภาพว่าเขาไม่มีปัญญาทำนายการแกว่งของอารมณ์นักลงทุนได้เลย และเขาไม่รู้จักใครที่ทำได้ หรือแม้แต่รู้จักคนที่รู้จักคนที่ทำได้ แต่เขาทำนายเลขคณิตของธุรกิจในระยะยาวได้ด้วยความแม่นยำสูงมาก เพราะสุดท้ายแล้วภาพลวงตาอาจหลุดจากความจริงไปได้ชั่วคราว แต่ในระยะยาวความจริงคือสิ่งที่ครองอำนาจ
.
Keynes เตือนไว้ว่าการนำประสบการณ์ในอดีตมาอนุมานอนาคตนั้นเป็นเรื่องอันตราย เว้นแต่เราจะแยกออกว่าอดีตเป็นแบบนั้นเพราะอะไร
.
.
5. มีดโกนของ Occam ตัดทุกอย่างที่ซับซ้อนทิ้ง
.
ย้อนไปปี 1320 William of Occam วางหลักไว้ว่า เมื่อปัญหาหนึ่งมีทางแก้หลายทาง จงเลือกทางที่ง่ายที่สุด และในสายตาของ Bogle วิธีที่ง่ายที่สุดในการเป็นเจ้าของธุรกิจอเมริกาทั้งหมดก็คือถือพอร์ตหุ้นทั้งตลาด เขาย้ำว่าอย่าเอาความเรียบง่ายไปปนกับความโง่เขลา
.
ความงามของพอร์ตแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตลาดคือมันปรับตัวเองอัตโนมัติ เมื่อราคาหุ้นเปลี่ยน สัดส่วนในพอร์ตปรับตามทันที โดยไม่ต้องซื้อหรือขายอะไรเลยเพราะเหตุผลนั้น ไม่มีค่าคอม ไม่มีภาษีจากการเทรด มันคือเครื่องจักรที่ทำงานเงียบๆ และแทบไม่มีต้นทุน
.
Bogle เชื่อว่าการเป็นเจ้าของทั้งตลาดการันตีว่าจะเอาชนะผลตอบแทนของนักลงทุนหุ้นโดยรวมได้ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ในระยะยาว แต่ทุกปี ทุกเดือน ทุกสัปดาห์ กระทั่งทุกนาทีของวัน
.
เพราะไม่ว่ากรอบเวลาสั้นหรือยาว ผลตอบแทนรวมของตลาดลบต้นทุนตัวกลางเท่ากับผลตอบแทนสุทธิของนักลงทุนโดยรวมเสมอ เขาทิ้งท้ายแบบไม่เกรงใจใครว่า ถ้าข้อมูลไม่ยืนยันว่าแนวทางนี้ชนะ ก็แปลว่าข้อมูลนั้นผิด
.
.
6. เงินก้อนเล็กที่งอกเป็นหลายสิบเท่า โดยไม่ต้องทำอะไรเลย
.
ในงานเลี้ยงฉลองครบรอบ 30 ปีของกองทุนดัชนีกองแรกของโลก ทนายของทีมผู้จัดจำหน่ายเปิดเผยว่าตอนกองทุนเปิดตัวปี 1976 เขาลงเงินหนึ่งก้อนเข้าไป เย็นวันนั้นเงินก้อนเดียวกันมีมูลค่าเพิ่มขึ้นราวสามสิบเท่า รวมเงินปันผลที่นำกลับไปลงทุนตลอดหลายสิบปี ตัวเลขที่ Bogle บอกว่าไม่ต้องการคำอธิบายใดๆ
.
เขาเสริมอีกประโยคเดียวที่แทงใจ จากกองทุนหุ้น 360 กองที่มีอยู่ตอนนั้น เหลือรอดมาถึงวันนั้นแค่ 211 กอง ของน่าเบื่อกลับกลายเป็นสิ่งที่อยู่ยงคงกระพันและทำผลงานทิ้งห่างเพื่อนร่วมรุ่นที่ตายไปเกือบครึ่ง
.
David Swensen ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของกองทุนมหาวิทยาลัย Yale ที่คนทั้งวงการนับถือ พูดตรงยิ่งกว่านั้น กองทุนบริหารเชิงรุกเพียงหยิบมือเท่านั้นที่เอาชนะกองทุนดัชนีต้นทุนต่ำได้หลังหักภาษี ด้วยระยะห่างเพียงบางๆ ส่วนที่เหลือเกือบทั้งหมดแพ้ด้วยระยะห่างที่ทำลายความมั่งคั่งหลายเปอร์เซ็นต์ต่อปี ทบต้นไปหลายสิบปีกลายเป็นเหวลึก
.
.
7. กฎเลขคณิตอันต่ำต้อยที่ไร้ความปรานี
.
นี่คือหัวใจของหนังสือ นักลงทุนทุกคนรวมกันได้ผลตอบแทนเท่ากับตลาดพอดี ก่อนหักต้นทุน พูดอีกอย่างคือ พวกเราทุกคนโดยเฉลี่ยแล้วคือคนธรรมดา Bogle ถึงกับบอกให้ผู้อ่านนั่งลงก่อนฟังความจริงอันน่าตกใจข้อนี้ ผลตอบแทนพิเศษที่คนหนึ่งได้มา หมายถึงเพื่อนนักลงทุนอีกคนต้องขาดหายไปในปริมาณเท่ากันเป๊ะ
.
ดังนั้นก่อนหักต้นทุน การเอาชนะตลาดคือเกมผลรวมเป็นศูนย์ แต่พอต้นทุนเข้ามา มันกลืนกินทั้งกำไรของผู้ชนะและซ้ำเติมการขาดทุนของผู้แพ้ หลังหักต้นทุนแล้ว การเอาชนะตลาดจึงกลายเป็นเกมของผู้แพ้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะมีหนังสือกี่เล่มที่พยายามสอนว่ามันง่ายแค่ไหน
.
Bogle มีประโยคที่กลับหัวความคิดคนได้ในพริบตา ในโลกการลงทุน เราได้สิ่งที่เราไม่ได้จ่ายเงินซื้อพอดี ฉะนั้นถ้าเราจ่ายศูนย์ เราจะได้ทุกอย่าง สูตรจำง่ายๆ ที่เขาย้ำทั้งเล่มมีแค่บรรทัดเดียว ผลตอบแทนตลาด ลบต้นทุน เท่ากับผลตอบแทนของนักลงทุน
.
.
8. ความอัปยศของดอกเบี้ยทบต้น เมื่อมันทำงานฝั่งต้นทุน
.
ลองดูตัวอย่างที่ Bogle ยกมา เงิน 10,000 ดอลลาร์ในเวลา 50 ปี ถ้าโตปีละ 8 เปอร์เซ็นต์จะกลายเป็น 469,000 ดอลลาร์ แต่ถ้าโตปีละ 5.5 เปอร์เซ็นต์ คือหลังโดนต้นทุนกัดไป 2.5 เปอร์เซ็นต์ จะกลายเป็นแค่ 145,400 ดอลลาร์ ส่วนต่างที่หายไปคือ 323,600 ดอลลาร์ หายไปในกระเป๋าของเหล่าตัวกลาง
.
Bogle สรุปเป็นภาพที่เจ็บที่สุดในเล่ม คุณเป็นคนลงเงิน 100 เปอร์เซ็นต์ แบกความเสี่ยง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ได้ผลตอบแทนกลับมาแค่ 31 เปอร์เซ็นต์ ส่วนระบบตัวกลางที่ลงเงิน 0 เปอร์เซ็นต์ แบกความเสี่ยง 0 เปอร์เซ็นต์ ฉกเอาผลตอบแทนไปถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนแบ่งของสิงโตอย่างแท้จริง
.
ในโลกการลงทุน เวลาไม่ได้เยียวยาบาดแผลทุกอย่าง มันทำให้บาดแผลแย่ลง ในเรื่องผลตอบแทน เวลาคือเพื่อนของคุณ แต่ในเรื่องต้นทุน เวลาคือศัตรู เพราะปาฏิหาริย์ของดอกเบี้ยทบต้นฝั่งผลตอบแทน จะถูกกลบมิดด้วยทรราชของดอกเบี้ยทบต้นฝั่งต้นทุน
.
.
9. ภาพลวงตาครั้งใหญ่ ผลตอบแทนที่กองทุนโชว์ ไม่ใช่ผลตอบแทนที่คุณได้
.
ข้อนี้คือหมัดที่หลายคนไม่เคยรู้ตัวว่าโดน ผลตอบแทนที่กองทุนรายงานให้ดู ไม่ใช่ผลตอบแทนที่นักลงทุนในกองนั้นได้จริง
.
เพราะเงินไหลเข้ากองทุนหลังจากผลงานดีแล้ว และไหลออกหลังผลงานแย่ตามมา แปลไทยเป็นไทยคือคนเข้าตอนแพง ออกตอนถูก ตรงข้ามกับที่ควรทำทุกประการ
.
ลองนึกภาพกองทุนที่ทำผลตอบแทน 30 เปอร์เซ็นต์ในหนึ่งปี แต่เงินก้อนใหญ่เพิ่งแห่เข้ามาวันสุดท้ายของปี ผลตอบแทนเฉลี่ยที่นักลงทุนได้จริงอาจเหลือแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์
.
ในช่วง 25 ปีที่ Bogle ศึกษา กองทุนดัชนีที่อิงทั้งตลาดให้ผลตอบแทนราวปีละ 12.3 เปอร์เซ็นต์ กองทุนหุ้นทั่วไปได้ราว 10.0 เปอร์เซ็นต์ แต่นักลงทุนโดยเฉลี่ยในกองทุนพวกนั้นได้จริงแค่ราว 7.3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี
.
พอคิดเป็นเงินและทบต้นตลอดช่วง ช่องว่างระหว่างสิ่งที่กองทุนโชว์กับสิ่งที่คนได้จริงถ่างกว้างจนน่าตกใจ
.
ความบ้าคลั่งเห็นชัดที่สุดตอนฟองสบู่ new economy ปีที่หุ้นถูก เงินไหลเข้าตลาดนิดเดียว พอถึงปีที่หุ้นแพงเกินจริง เงินกลับทะลักเข้าไปหลายเท่าตัว และเกือบทั้งหมดวิ่งเข้ากองทุนกลุ่มเสี่ยงสูงตอนที่มันขึ้นถึงยอดดอย
.
Buffett สรุปเรื่องนี้ด้วยสิ่งที่เขาเรียกว่าสี่ E คือประโยคที่ว่า
.
"The greatest Enemies of the Equity investor are Expenses and Emotions"
.
ศัตรูตัวฉกาจที่สุด (Enemies) ของนักลงทุนหุ้น (Equity) คือค่าใช้จ่าย (Expenses) และอารมณ์ (Emotions)
.
แนวทางที่ Bogle เชื่อจึงเรียบง่ายและน่าเบื่อ เป็นเจ้าของทั้งตลาดแล้วอยู่เฉยๆ อยู่กับมันไปให้ตลอดรอดฝั่ง
.
.
10. ภาษีก็คือต้นทุน อย่าจ่ายให้ลุงแซมมากกว่าที่ควร
.
Bogle ชี้ว่ากองทุนที่มีการบริหารเชิงรุกนั้นแย่เรื่องภาษีอย่างน่าตกใจ เพราะผู้จัดการเทรดกันเหมือนคนบ้า อัตราการหมุนพอร์ตเฉลี่ยอยู่ที่ราว 100 เปอร์เซ็นต์ต่อปี แปลว่าหุ้นตัวหนึ่งถูกถือเฉลี่ยแค่ 12 เดือน การหมุนพอร์ตแบบนี้สร้างกำไรระยะสั้นที่ต้องเสียภาษีในอัตราสูงทุกปี
.
ลองเทียบกับอดีต ระหว่างปี 1945 ถึง 1965 อัตราการหมุนพอร์ตเฉลี่ยอยู่แค่ 16 เปอร์เซ็นต์ต่อปี คือถือหุ้นตัวหนึ่งนานถึง 6 ปี ผู้จัดการกองทุนที่เคยเป็นนักลงทุน วันนี้กลายเป็นนักเก็งกำไรระยะสั้นไปเกือบหมด และภาระภาษีทั้งหมดนั้นตกอยู่กับผู้ถือหน่วย
.
การถือทั้งตลาดแล้วอยู่เฉยๆ ทำตรงกันข้ามเป๊ะ เมื่อแทบไม่ซื้อขาย ต้นทุนภาษีก็อยู่ระหว่างน้อยจนแทบวัดไม่ได้กับศูนย์ ในตัวอย่างของ Bogle หลังหักภาษีแล้ว เงินก้อนเดิมทบต้นในแนวทางต้นทุนต่ำโตทิ้งห่างแนวทางบริหารเชิงรุกเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ ประเด็นของเขาคือ อย่าจ่ายภาษีก้อนนี้โดยไม่จำเป็น
.
.
11. เมื่อวันเวลาดีๆ หมดลง ต้นทุนจะกัดเจ็บกว่าเดิม
.
Bogle เตือนว่าผลตอบแทนก้อนโตในอดีตมีส่วนเก็งกำไรผสมอยู่เยอะ และมันจะไม่กลับมาอีก เมื่อเงินปันผลในตลาดต่ำลง อนาคตเราน่าจะเจอยุคผลตอบแทนที่เงียบเหง่ากว่าเดิม สมมติผลตอบแทนตลาดในอนาคตอยู่ที่ราว 7 เปอร์เซ็นต์
.
นี่คือส่วนที่โหดร้าย ต้นทุนกัดเจ็บกว่าเดิมมากเมื่อผลตอบแทนต่ำลง ต้นทุน 2.5 เปอร์เซ็นต์กินแค่ 16 เปอร์เซ็นต์ของผลตอบแทน 15 เปอร์เซ็นต์ และกิน 25 เปอร์เซ็นต์ของผลตอบแทน 10 เปอร์เซ็นต์ ฟังดูยังพอทน แต่ถ้าผลตอบแทนเหลือ 7 เปอร์เซ็นต์ มันกินไปเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ และถ้าเป็นผลตอบแทนจริงหลังเงินเฟ้อที่ 4.5 เปอร์เซ็นต์ มันกินไปเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ Bogle บอกให้คุณนั่งลงอีกรอบ
.
ในยุคผลตอบแทนต่ำ เลขคณิตของต้นทุนที่มากเกินไปยิ่งขยายผลรุนแรง สรุปของเขาคือ ตราบใดที่วงการยังไม่ยอมเปลี่ยน กองทุนบริหารเชิงรุกทั่วไปในสายตาเขาคือทางเลือกที่โชคร้ายเป็นพิเศษ
.
.
12. อย่าหาเข็มในกองฟาง จงซื้อกองฟางทั้งกอง
.
Bogle เริ่มจากกองทุนหุ้น 355 กองที่มีอยู่ในปี 1970 พอถึงปี 2005 มี 223 กองที่ตายไปแล้ว เกือบสองในสาม และคุณเดาได้ว่ากองที่ตายคือกองที่ผลงานแย่ คำถามคือ ถ้ากองทุนของคุณอยู่ไม่ถึงระยะยาว แล้วคุณจะลงทุนระยะยาวได้อย่างไร
.
ในบรรดากองที่รอด มีแค่ 24 กองที่ชนะตลาดเกิน 1 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และมีแค่ 9 กองที่ชนะเกิน 2 เปอร์เซ็นต์ แต่ 6 ใน 9 กองนั้นทำผลงานพีคไปนานหลายปีหรือหลายทศวรรษแล้ว เหลือแค่ 3 กองที่ทั้งอยู่รอดและชนะได้อย่างสม่ำเสมอ สามกองจากทั้งหมด 355 กอง หรือ 8 ในสิบของ 1 เปอร์เซ็นต์
.
เรื่องผู้จัดการในตำนานคนหนึ่งสรุปทั้งหมดนี้ได้ดี เขาเป็นคนเดียวในรอบสี่ทศวรรษที่ชนะตลาดติดต่อกันถึง 15 ปีรวด แต่พอถึงปีที่ 16 เขาแพ้ตลาดถึง 10 เปอร์เซ็นต์ทันที
.
ตรงตามที่นักบรรพชีวินวิทยา Stephen Jay Gould เคยบอกว่า สถิติชนะรวดยาวๆ คือดวงสุดขั้วที่ซ้อนอยู่บนฝีมือชั้นเยี่ยม
.
Warren Buffett อธิบายว่าทำไมดาวเด่นถึงดับ กระเป๋าเงินอ้วนคือศัตรูของผลตอบแทนที่เหนือกว่า พอกองไหนเก่งจริง เงินก็ไหลเข้าจนกองใหญ่เทอะทะ แล้วก็สูญเสียความคล่องตัวที่เคยทำให้มันเก่งไปเสียเอง
.
Bogle จึงเสนอทฤษฎีบทของเขาแทนสำนวนหาเข็มในกองฟางของ Cervantes ว่า อย่าหาเข็มในกองฟาง จงซื้อกองฟางทั้งกองไปเลย ซึ่งกองฟางนั้นก็คือทั้งตลาด
.
.
13. ถูกหลอกด้วยความบังเอิญ ดาวที่จริงๆ แล้วเป็นดาวหาง
.
เงินนักลงทุนส่วนใหญ่ไหลเข้ากองที่ได้ดาวเยอะๆ จากระบบจัดอันดับด้วยดาว แต่ Bogle ชี้ว่าพอเอาพอร์ตที่ถือแต่กองดาวสูงสุดมาวัดผลจริง กลับได้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดหลายเปอร์เซ็นต์ แถมยังเสี่ยงมากกว่าตลาดอีกด้วย เพราะระบบพวกนี้ให้น้ำหนักกับผลงานระยะสั้นที่เพิ่งผ่านมาเป็นหลัก
.
Nassim Nicholas Taleb อธิบายด้วยการโยนเหรียญ เริ่มจากผู้จัดการ 10,000 คนโยนเหรียญ ออกหัวได้เงิน ออกก้อยเสียเงิน ปีแรกเหลือคนชนะ 5,000 ปีที่สองเหลือ 2,500
.
ไล่ไปเรื่อยๆ พอครบสิบปี จะมีผู้จัดการ 10 คนที่ทำเงินได้ต่อเนื่องสิบปีรวด ล้วนๆ ด้วยดวง ประชากรที่เต็มไปด้วยผู้จัดการห่วยๆ ก็ยังผลิตประวัติผลงานสวยหรูออกมาได้จำนวนหนึ่งเสมอ
.
Taleb ยังเสริมว่าจำนวนผู้จัดการที่มีสถิติสวยในตลาดหนึ่งๆ ขึ้นอยู่กับว่ามีคนเข้าวงการนี้มากแค่ไหน มากกว่าจะขึ้นอยู่กับฝีมือของพวกเขา
.
Ted Aronson นักบริหารเงินจาก Philadelphia พูดตัวเลขที่ทำให้คำว่า "ระยะยาว" ดูตลก การจะมั่นใจ 95 เปอร์เซ็นต์ว่าผู้จัดการคนหนึ่งเก่งจริงไม่ใช่ฟลุก ต้องเฝ้าดูผลงานเกือบพันปี แค่จะมั่นใจ 75 เปอร์เซ็นต์ก็ต้องดูกัน 16 ถึง 115 ปีแล้ว
.
นักเขียนจากนิตยสารการเงิน Jason Zweig สรุปสั้นและคมว่า การซื้อกองทุนโดยดูแค่ผลงานในอดีต คือหนึ่งในสิ่งที่โง่ที่สุดที่นักลงทุนจะทำได้
.
Bogle บอกว่า ดาวที่วงการกองทุนผลิตออกมานั้นแทบไม่ใช่ดาวจริง ส่วนใหญ่คือดาวหาง ที่สว่างวาบบนฟากฟ้าเพียงชั่วครู่แล้วก็เผาไหม้ดับไป เถ้าถ่านค่อยๆ ร่วงลงสู่พื้น

.
.
14. จ้างที่ปรึกษาให้เลือกกองทุน จงมองก่อนกระโดด
.
Bogle ยอมรับว่าที่ปรึกษาการเงินทำสิ่งมีค่าหลายอย่าง จัดสรรสินทรัพย์ วางแผนภาษี ช่วยเตรียมเงินให้ลูกเรียน และที่สำคัญคือช่วยห้ามไม่ให้ตัดสินใจโง่ๆ อย่างไล่ตามผลงานเก่าหรือจับจังหวะตลาด แต่มีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาทำไม่ได้ในสายตาเขา คือเลือกกองทุนที่จะชนะตลาดให้
.
หนังสือพิมพ์ New York Times เคยจัดการแข่งขัน ให้ที่ปรึกษาชั้นนำ 5 คนแข่งกับกองทุนดัชนีต้นทุนต่ำ เจ็ดปีต่อมา ที่ปรึกษาทำกำไรเฉลี่ยตามหลังกองทุนดัชนีถึง 40 เปอร์เซ็นต์ แล้ว New York Times ก็ปิดการแข่งขันไปเงียบๆ กลางคัน ทั้งที่ตั้งใจจะติดตามให้ครบ 20 ปี Bogle เดาว่าคงเพราะผลมันน่าอายเกินไป หรือไม่ก็น่าเบื่อเกินกว่าจะเป็นข่าว
.
Mark Hulbert ติดตามจดหมายข่าวการลงทุน 35 ฉบับตั้งแต่ปี 1980 เหลือรอดถึงวันนั้นแค่ 13 ฉบับ และมีเพียง 3 ฉบับที่ชนะตลาด บทสรุปที่ Bogle เน้นตรงกับทั้งเล่ม แนวทางลงทุนแบบดัชนีอยู่ยงคงกระพัน ในขณะที่ที่ปรึกษาและกองทุนส่วนใหญ่ไม่
.
.
15. ผลงานมาแล้วก็ไป แต่ต้นทุนอยู่ตลอดกาล
.
หลังจากรื้อทุกวิธีเลือกกองทุนจนพังหมด Bogle เฉลยตัวแปรเดียวที่เขาบอกว่าใช้ทำนายอนาคตได้ดีที่สุด ผลงานมาแล้วก็ไป แต่ต้นทุนอยู่ตลอดกาล กองทุนต้นทุนสูงมักจะต้นทุนสูงต่อไป กองทุนต้นทุนต่ำก็มักจะต้นทุนต่ำต่อไป มันเป็นสิ่งที่คงอยู่เกือบตลอดประวัติศาสตร์ของวงการ
.
พอแบ่งกองทุนเป็นสี่กลุ่มตามต้นทุน กลุ่มต้นทุนต่ำสุดได้ผลตอบแทนสุทธิ 11.7 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ส่วนกลุ่มต้นทุนสูงสุดได้แค่ 9.0 เปอร์เซ็นต์ และของแถมที่หลายคนมองข้ามคือ กลุ่มต้นทุนสูงยังแบกความเสี่ยงมากกว่ากลุ่มต้นทุนต่ำถึง 34 เปอร์เซ็นต์ จ่ายแพงกว่า เสี่ยงกว่า ได้น้อยกว่า
.
Bogle สรุปว่าถ้าเลือกใช้ตัวแปรเดียวในการหากองทุนที่จะชนะและหลบกองทุนที่จะแพ้ ตัวแปรนั้นคือต้นทุน ยิ่งผู้จัดการและนายหน้าเอาไปมากเท่าไหร่ นักลงทุนยิ่งเหลือน้อยลงเท่านั้น การตกปลาในบ่อต้นทุนต่ำจึงเพิ่มผลตอบแทนด้วยระยะห่างที่กว้างขวาง
.
.
16. กองทุนดัชนีไม่ได้เท่ากันทุกกอง
.
Bogle ใช้แบบจำลอง Monte Carlo คำนวณโอกาสที่กองทุนบริหารเชิงรุกจะชนะกองทุนดัชนี ในหนึ่งปีมีโอกาส 29 เปอร์เซ็นต์ ห้าปีเหลือ 15 เปอร์เซ็นต์ สิบปีเหลือ 9 เปอร์เซ็นต์ ยี่สิบห้าปีเหลือ 5 เปอร์เซ็นต์ และห้าสิบปีเหลือแค่ 2 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งถือนานยิ่งแพ้
.
แต่ประเด็นที่เขาย้ำคือ แม้แต่กองทุนดัชนีที่ตามดัชนีเดียวกันเป๊ะ ต้นทุนก็ต่างกันลิบลับ พอร์ตเหมือนกันทุกหุ้น แต่ราคาไม่เท่ากัน บางกองมีค่าธรรมเนียมการขายซ่อนอยู่ บางกองไม่มี และช่วงต้นทุนที่ต่างกันวิ่งได้เป็นเปอร์เซ็นต์ต่อปี
.
มีเรื่องเล่าที่ Bogle ยกมา ครั้งหนึ่งตัวแทนของบริษัทจัดการกองทุนรายหนึ่งถูกถามว่าคิดค่าธรรมเนียมแพงขนาดนั้นได้อย่างไร คำตอบคือ "คุณไม่เข้าใจ มันคือแม่วัวรีดนมของเรา" แปลว่ามันปั๊มกำไรให้ผู้จัดการเรื่อยๆ
.
ประเด็นของ Bogle คือ ต่อให้เป็นกองทุนดัชนีเหมือนกัน คนที่ไม่ดูต้นทุนก็อาจกลายเป็นแม่วัวให้ผู้จัดการรีดนมโดยไม่รู้ตัว
.
.
17. พันธบัตรก็อยู่ใต้กฎเดียวกัน และหนักข้อกว่าเดิม
.
ทุกอย่างที่ผ่านมาพูดถึงหุ้น แต่ Bogle บอกว่ากฎเลขคณิตอันไร้ความปรานีใช้กับตราสารหนี้ได้แรงกว่าเดิมเสียอีก เพราะตลาดพันธบัตรถูกครอบงำด้วยปัจจัยเดียวเหนือทุกสิ่ง คืออัตราดอกเบี้ย และผู้จัดการทำอะไรกับมันไม่ได้เลย จะโทรไปหาแบงก์ชาติให้เปลี่ยนดอกเบี้ยก็คงไม่เป็นผล
.
ในระยะยาว ผลตอบแทนของกองทุนพันธบัตรเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์มาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ต้นทุนจึงเป็นเกือบทั้งหมดของเรื่อง แนวทางพันธบัตรต้นทุนต่ำในตัวอย่างของเขาเอาชนะเพื่อนร่วมกลุ่มเกือบทั้งกระดาน
.
ส่วนกองทุนตลาดเงินยิ่งเห็นชัด ในเมื่อมันคือสิ่งที่แทบไม่ต่างกันเลย ต้นทุนคือทุกอย่าง Bogle เจอกองที่คิดค่าธรรมเนียมสูงลิ่วสำหรับสินค้าเหมือนกันหมด แล้วอดพูดไม่ได้ว่า คนที่ยอมจ่ายแพงขนาดนั้นน่าจะพาไปตรวจสมอง
.
หลักการที่เขาย้ำคือหลักเดียวกับหุ้นทุกประการ กระจายความเสี่ยง ต้นทุนต่ำ หมุนพอร์ตน้อย ถือยาว
.
.
18. ระวัง "กระบวนทัศน์ใหม่" ที่สัญญาว่าจะชนะตลาด
.
เมื่อการลงทุนแบบดัชนีประสบความสำเร็จ แต่กำไรของผู้จัดการบางลงเรื่อยๆ เพราะสงครามราคา บรรดาผู้ประกอบการหัวใสจึงคิดค้นสูตรใหม่ ถ่วงน้ำหนักด้วยเงินปันผลหรือรายได้แทนมูลค่าตลาด แล้วสัญญาว่าจะชนะตลาด
.
Bogle ชี้ว่าคนพวกนี้ไม่ใช่นักลงทุนดัชนีจริงๆ พวกเขาคือนักบริหารเชิงรุกที่มีเรื่องเล่าดีๆ กลยุทธ์ของพวกเขาสวยงามเสมอในการทดสอบย้อนหลัง เพราะไม่มีใครหน้าไหนกล้าเอากลยุทธ์ที่แพ้ในอดีตมาขาย นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการขุดข้อมูล หรือ data mining
.
และโลกนี้เคยมีกระบวนทัศน์ใหม่มานับไม่ถ้วน ยุคหุ้นคอนเซปต์ ยุค Nifty Fifty ปรากฏการณ์เดือนมกราคม ยุคหุ้น new economy ทุกอันมาแล้วก็ไป ไม่มีอันไหนอยู่ยั้งยืนยง
.
กับดักที่แท้จริงมีเหตุผลชั้นเดียว ถ้าปัจจัยพวกนี้เคยถูกตลาดตีราคาต่ำเกินไปในอดีตจริง นักลงทุนที่หิวกำไรก็จะแห่เข้าไปดันราคาขึ้นจนส่วนต่างนั้นหายไป พูดง่ายๆ คือ ถ้าพวกเขาถูกในอดีต พวกเขาก็จะผิดในอนาคต
.
Bogle ปิดท้ายด้วยคำเตือนของ Clausewitz ยอดนักยุทธศาสตร์ปรัสเซีย ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแผนที่ดี คือความฝันถึงแผนที่สมบูรณ์แบบ
.
.
19. กองทุนซื้อขายในตลาด และปืนลูกซองล่าสัตว์
.
Bogle เล่าถึงกองทุนดัชนีที่แต่งตัวมาเพื่อการเทรด กองทุนดัชนีต้นตำรับถูกสร้างมาให้ถือตลอดกาล ส่วนของแบบใหม่นี้ถูกสร้างมาให้เทรดได้ทั้งวันแบบเรียลไทม์ ตามที่โฆษณาเชิญชวน ตอนนี้คุณเทรดตลาดได้ทั้งวันแล้ว
.
ตัวเลขบอกหมดว่าใครใช้มัน อัตราการหมุนเวียนของหน่วยลงทุนบางประเภทวิ่งไปหลายพันเปอร์เซ็นต์ต่อปี และจากกองที่ผลงานดีที่สุด 20 อันดับในช่วงหนึ่ง มีแค่กองเดียวที่นักลงทุนได้ผลตอบแทนสูงเท่าที่กองรายงาน ส่วนต่างเฉลี่ยที่นักลงทุนขาดหายไปคือ 5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ช่องว่างที่กว้างที่สุดคือ 14 เปอร์เซ็นต์ เพราะคนแห่เข้าไล่ตามกลุ่มที่เพิ่งร้อน แล้วเจอขาลงเต็มๆ
.
Bogle เปรียบมันกับปืนลูกซองที่ว่ากันว่าดีที่สุดในโลก มันเหมาะกับการล่าสัตว์ใหญ่ในแอฟริกา และเหมาะพอๆกันกับการยิงตัวเอง ในฐานะคนที่บุกเบิกการลงทุนแบบดัชนี เขาถึงกับบอกว่าเครื่องมือแบบนี้คือคนทรยศต่ออุดมการณ์ เพราะมันชวนให้คนเปลี่ยนจากการลงทุนไปเป็นการเก็งกำไรระยะสั้น
.
.
20. คำอวยพรจาก Graham เงินสองกอง และคำเดียวว่า stay the course
.
Benjamin Graham บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่าและอาจารย์ของ Warren Buffett ถูกถามตอนบั้นปลายชีวิตว่า ผู้จัดการโดยเฉลี่ยจะชนะตลาดได้ในระยะยาวไหม
.
คำตอบสั้นๆ ของเขาคือ ไม่ พอถามว่านักลงทุนควรพอใจกับผลตอบแทนตลาดไหม เขาตอบว่า ใช่ และเขาไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมนักลงทุนจึงต้องยอมรับผลลัพธ์ที่ด้อยกว่าการถือทั้งตลาด หรือยอมจ่ายค่าธรรมเนียมมาตรฐานเพื่อผลลัพธ์ที่แย่กว่านั้น
.
กฎภาคปฏิบัติที่ Bogle เสนอในเล่มคือแบ่งเงินเป็นสองกอง
.
กองแรกเขาเรียก Funny Money ไว้สนุกกับการเลือกหุ้นและไล่ตามของร้อนๆ ให้หนำใจ แต่เขาย้ำว่าไม่ควรเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ และห้ามใช้เงินค่าเทอมลูกหรือเงินเกษียณเด็ดขาด
.
ส่วนอีกกองคือ Serious Money ที่เหลือทั้งหมด
.
วัดผลสองกองนี้เทียบกันหลัง 1 ปี 5 ปี และ 10 ปี Bogle พนันได้เลยว่ากอง Serious Money จะชนะแบบขาดลอย
.
สำหรับการจัดพอร์ต กฎง่ายๆ ที่เขาชอบคือ ถือพันธบัตรในสัดส่วนราวๆ เท่ากับอายุของคุณ อายุ 20 ถือพันธบัตร 20 เปอร์เซ็นต์ อายุ 70 ถือ 70 เปอร์เซ็นต์ เริ่มลงทุนให้เร็วที่สุด ต้นทุนให้ต่ำที่สุด แล้วอยู่กับมันไปให้ตลอดรอดฝั่ง
.
Bogle ปิดเล่มด้วยจดหมายจากผู้ถือหน่วยวัย 85 ปี ที่ไม่เคยมีรายได้เกินปีละ 25,000 ดอลลาร์ เริ่มลงทุนด้วยเงิน 500 ดอลลาร์ ซื้ออย่างเดียวไม่เคยขาย และจำคำแนะนำได้คำเดียวคือ stay the course ยอดรวมของเขาในอีกสามสิบปีต่อมาคือ 1,391,407 ดอลลาร์
.
.
=================
.
ง่ายแต่ไม่ง่าย
.
Bogle อ้างคำของ Oracle หรือ Warren Buffett ที่ว่า การลงทุนให้สำเร็จเป็นเรื่องของสามัญสำนึกล้วนๆ มันง่าย แต่มันไม่ง่าย และประโยคนี้คือแก่นที่ซ่อนอยู่ใต้ทุกบทของเล่ม
.
เลขคณิตทั้งหมดที่ผ่านมาไม่มีอะไรซับซ้อนเลย เด็กประถมก็คำนวณได้ แต่การทนทำตามมันไปเรื่อยๆ ปีแล้วปีเล่าต่างหากที่ยาก
.
Clifford Asness เปรียบเทียบได้เห็นภาพ เราทุกคนรู้วิธีลดน้ำหนักและทำให้หุ่นดีขึ้น กินให้น้อยลงและออกกำลังกายให้มากขึ้น มันง่าย แต่มันไม่ง่าย
.
การลงทุนก็เหมือนกันเป๊ะ กระจายความเสี่ยงให้กว้าง คุมต้นทุนให้ต่ำ ปรับพอร์ตอย่างมีวินัย ใช้จ่ายให้น้อยลง เก็บออมให้มากขึ้น เลิกจ้องหน้าจอตลาด และอย่าคาดหวังผลตอบแทนแบบวีรบุรุษ ทุกข้อฟังดูน่าเบื่อ และนั่นแหละคือเหตุผลว่าทำไมแทบไม่มีใครทำ
.
Bogle เองก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ลึกๆ แล้วเขากลัวว่าจะมีนักลงทุนน้อยมากที่ยอมใช้แนวทางเรียบง่ายแบบนี้กับพอร์ตทั้งก้อนของตัวเอง ทั้งที่มันคือความเรียบง่ายในรูปแบบบริสุทธิ์ที่สุด
.
เพราะเราถูกขายของบ่อยกว่าที่เราเลือกซื้อมันเอง เรามั่นใจในตัวเองมากเกินไป เราโหยหาความตื่นเต้น และเรายอมให้ตลาดหุ้นซึ่งเป็นสิ่งรบกวนสมาธิขนาดยักษ์ดึงเราออกนอกทางครั้งแล้วครั้งเล่า เขาบอกว่าถ้าอยากสนุกก็สนุกไปเถอะ ชีวิตมันสั้น แต่ขอแค่อย่าใช้เงินเกินไปกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ของสินทรัพย์ทั้งหมด
.
ส่วนระบบการเงินจะไม่ยอมเปลี่ยนไปง่ายๆ และมีเหตุผลรองรับที่ Bogle ถอดความมาจาก Upton Sinclair มันน่าทึ่งว่ายากเพียงใดที่จะให้คนคนหนึ่งเข้าใจบางสิ่ง ในเมื่อเขาได้รับเงินก้อนโตเพื่อไม่ให้เข้าใจมัน
.
เจ้ามือของระบบไม่มีวันเดินมาบอกคุณเองว่าเกมนี้ไม่ยุติธรรม หน้าที่มองให้เห็นด้วยสามัญสำนึกจึงตกเป็นของคุณ
.
Bogle ตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ตามหนังสือ Common Sense ของ Thomas Paine ที่ตีพิมพ์ปี 1776 และช่วยจุดชนวนการปฏิวัติอเมริกา เขาหวังเงียบๆ ว่าหนังสือเล่มเล็กของเขาจะจุดประกายการปฏิวัติในโลกการลงทุนได้บ้าง เขารู้ดีว่าความคิดใหม่ที่สวนทางกับความเชื่อกระแสหลักมักถูกต้อนรับด้วยความสงสัย การเยาะเย้ย และแม้กระทั่งความกลัว
.
แต่อย่างที่ Paine เขียนไว้เมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน การเคยชินกับการไม่คิดว่าสิ่งหนึ่งผิดมานานๆ ทำให้มันดูเผินๆ เหมือนถูก และก่อเสียงคัดค้านอึกทึกในตอนแรกเพื่อปกป้องธรรมเนียมเดิม แต่ความอึกทึกนั้นสงบลงในไม่ช้า เพราะเวลาสร้างผู้ศรัทธาได้มากกว่าเหตุผล
.
สุดท้าย Benjamin Franklin ทิ้งคำเตือนไว้ให้ทุกยุคสมัยว่า ระวังค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ให้ดี รอยรั่วเล็กนิดเดียวก็จมเรือทั้งลำได้ กองมรดกใหญ่โตอาจเสี่ยงได้มากหน่อย แต่เรือลำเล็กควรแล่นใกล้ฝั่งเข้าไว้ ความขยัน ความเพียร และความประหยัด จะทำให้โชคชะตายอมสยบ
.
.
.
.
#SuccessStrategies

Pond Apiwat Atichat

บัณฑิตศิลปศาสตร์เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 8 หลักกลางๆ และเจ้าของเพจ Success Strategies กลยุทธ์แห่งความสำเร็จ

https://www.facebook.com/pond.atichat
Previous
Previous

สรุปหนังสือ Atomic Habits : 20 ข้อคิดว่าด้วยวิทยาศาสตร์ของนิสัยที่จะอยู่กับคุณไปทั้งชีวิต

Next
Next

สรุปหนังสือ Marketing 7.0: A Guide for Thinking Marketers in the Age of AI (ฉบับละเอียดที่สุดในสามโลก) เขียนโดย Philip Kotler, Hermawan Kartajaya และ Iwan Setiawan