สรุปหนังสือ Atomic Habits : 20 ข้อคิดว่าด้วยวิทยาศาสตร์ของนิสัยที่จะอยู่กับคุณไปทั้งชีวิต
ปี 2002 เด็กมัธยมปลายคนหนึ่งยืนอยู่ผิดที่ผิดเวลา ไม้เบสบอลหลุดจากมือเพื่อนร่วมชั้นแล้วปลิวมาฟาดเข้ากลางหน้าเต็มแรง จมูกยุบเป็นรูปตัว U กะโหลกร้าวหลายจุด เบ้าตาแตกสองข้างในเสี้ยววินาที
.
เขาสลบก่อนรถพยาบาลจะมาถึง หยุดหายใจ ชักสามครั้งในวันเดียว จนหมอต้องทำให้เขาโคม่าและใส่เครื่องช่วยหายใจ
.
เด็กคนนั้นชื่อ James Clear หกปีต่อมา เขาได้รับเลือกเป็นนักกีฬาชายยอดเยี่ยมของ Denison University และติดทีม ESPN Academic All-America ซึ่งทั้งประเทศมีคนได้แค่สามสิบสามคน
.
สิ่งที่พาเขามาถึงจุดนั้นไม่ได้หวือหวาอะไรเลย ตรงกันข้าม มันน่าเบื่อที่สุดเท่าที่จะนึกออก เข้านอนตรงเวลาตอนที่เพื่อนในหอนั่งเล่นเกมถึงเช้า จัดห้องให้เป็นระเบียบ ยกเวทสัปดาห์ละหลายครั้ง เก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งกลายเป็นคนที่ตัวเองในวันที่นอนโคม่าจินตนาการไม่ออก
.
หัวใจของหนังสือเล่มนี้คือคำถามที่ฟังดูขัดสามัญสำนึก ทำไมการดีขึ้นเล็กๆ วันละนิดถึงสำคัญกว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งเดียว
.
James ตอบด้วยกลไกสี่ขั้นของนิสัย (ตัวกระตุ้น ความอยาก การตอบสนอง รางวัล)
.
แล้วแปลงมันเป็นกฎสี่ข้อสำหรับสร้างนิสัยดีและกำจัดนิสัยแย่ (ทำให้ชัดเจน ทำให้น่าดึงดูด ทำให้ง่าย ทำให้น่าพอใจ)
.
พร้อมแนวคิดที่เป็นแกนกลางสองอย่าง คือให้เลิกหมกมุ่นกับเป้าหมายแล้วหันมาออกแบบระบบ และให้สร้างนิสัยจากตัวตนที่อยากเป็น ไม่ใช่จากผลลัพธ์ที่อยากได้
.
ที่เขาเรียกว่า Atomic ไม่ได้แปลว่าเล็กจิ๋วอย่างเดียว แต่หมายถึงหน่วยเล็กที่สุดที่เป็นชิ้นส่วนของระบบใหญ่ เหมือนอะตอมที่ประกอบกันเป็นโมเลกุล
.
ต่อไปนี้คือ 20 ข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้
.
.
==================
.
1. ดีขึ้นวันละ 1% หนึ่งปีคุณจะดีขึ้น 37 เท่า
.
ปี 2003 British Cycling จ้าง Dave Brailsford มาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนา ก่อนหน้านั้นวงการจักรยานอังกฤษจมอยู่กับความธรรมดามาเกือบร้อยปี ตั้งแต่ปี 1908 นักปั่นอังกฤษได้เหรียญทองโอลิมปิกแค่เหรียญเดียว และในประวัติศาสตร์ 110 ปี ไม่เคยมีใครชนะ Tour de France เลยสักครั้ง
.
มันแย่ขนาดที่ผู้ผลิตจักรยานชั้นนำในยุโรปปฏิเสธที่จะขายจักรยานให้ทีมนี้ เพราะกลัวว่าถ้ามืออาชีพเจ้าอื่นเห็นคนอังกฤษใช้ยี่ห้อตัวเอง มันจะทำยอดขายพัง
.
Brailsford ยึดหลักที่เรียกว่า Aggregation of Marginal Gains คือมองหาส่วนที่ดีขึ้นได้ 1% ในทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการปั่น
.
เขาออกแบบเบาะใหม่ให้นั่งสบายขึ้น เอาแอลกอฮอล์ถูยางเพื่อเพิ่มการยึดเกาะ จ้างศัลยแพทย์มาสอนนักปั่นล้างมือให้ถูกวิธีจะได้ไม่เป็นหวัด ทดสอบว่าหมอนแบบไหนทำให้หลับดีที่สุด กระทั่งทาสีในรถบรรทุกทีมเป็นสีขาว เพื่อให้เห็นฝุ่นที่อาจไปเกาะชิ้นส่วนจักรยาน
.
ห้าปีต่อมาทีมอังกฤษกวาด 60% ของเหรียญทองที่ปักกิ่ง 2008 Bradley Wiggins กลายเป็นคนอังกฤษคนแรกที่ชนะ Tour de France ตามด้วย Chris Froome ที่ชนะซ้ำอีกสี่สมัย
.
คณิตศาสตร์ของมันโหดร้ายในทางที่ดี ถ้าคุณดีขึ้นวันละ 1% ครบหนึ่งปีคุณจะดีขึ้นราว 37 เท่า แต่ถ้าแย่ลงวันละ 1% หนึ่งปีคุณจะเหลือเกือบศูนย์ นิสัยคือดอกเบี้ยทบต้นของการพัฒนาตัวเอง มันแทบไม่เห็นผลในวันเดียว แต่ทบไปเรื่อยๆ ผลลัพธ์กลับมหาศาล
.
เหมือนเครื่องบินจาก Los Angeles ที่เบนหัวไปทางใต้แค่ 3.5 องศา ตอนออกตัวคุณแทบไม่รู้สึก แต่พอบินข้ามทั้งประเทศ คุณจะไปลงที่ Washington แทนที่จะเป็น New York
.
สิ่งที่คุณควรกังวลจึงไม่ใช่ผลลัพธ์วันนี้ แต่เป็นทิศทางที่นิสัยกำลังพาคุณไป
.
เศรษฐีที่ใช้จ่ายเกินตัวทุกเดือนกำลังวิ่งลงเหว ส่วนคนถังแตกที่เก็บเงินได้นิดหน่อยทุกเดือนกำลังเดินขึ้นเขา น้ำหนักตัวคือผลสะท้อนย้อนหลังของนิสัยการกิน ความรู้คือผลสะท้อนย้อนหลังของนิสัยการเรียนรู้ กองของรกในบ้านคือผลสะท้อนย้อนหลังของนิสัยการเก็บกวาด สรุปสั้นๆ คุณจะได้ในสิ่งที่คุณทำซ้ำ
.
.
2. งานที่คุณทำไปไม่ได้สูญเปล่า มันแค่ยังไม่ถึงคิว
.
ลองนึกภาพก้อนน้ำแข็งวางบนโต๊ะในห้องเย็นเยียบ อุณหภูมิ 25 องศาฟาเรนไฮต์ แล้วห้องค่อยๆ อุ่นขึ้น 26 องศา 27 28 29 30 31 ก้อนน้ำแข็งยังนอนนิ่งอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิม จนถึง 32 องศา มันถึงเริ่มละลาย การขยับหนึ่งองศาสุดท้ายที่ดูไม่ต่างจากองศาก่อนหน้าเลย คือตัวปลดล็อกการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
.
รูปแบบนี้ซ่อนอยู่ทุกที่ มะเร็งใช้เวลา 80% ของชีวิตมันแบบตรวจไม่เจอ แล้วยึดครองร่างกายภายในไม่กี่เดือน ต้นไผ่แทบมองไม่เห็นในห้าปีแรกเพราะมันกำลังหยั่งรากใต้ดิน ก่อนจะพุ่งขึ้นเก้าสิบฟุตภายในหกสัปดาห์
.
นิสัยก็เหมือนกัน มันเหมือนไม่ให้ผลอะไรเลยจนกว่าคุณจะข้ามเส้นวิกฤต James เรียกช่วงที่น่าท้อนี้ว่า Valley of Disappointment คุณวิ่งทุกวันมาหนึ่งเดือนแล้วส่องกระจกไม่เห็นอะไรเปลี่ยน สมองก็เริ่มกระซิบให้เลิก
.
คนส่วนใหญ่ยอมแพ้ตรงหุบเขานี้เอง ทั้งที่เหลืออีกไม่กี่ก้าว การบ่นว่าทำงานหนักแล้วไม่สำเร็จ ก็เหมือนบ่นว่าก้อนน้ำแข็งไม่ยอมละลายทั้งที่คุณเพิ่งให้ความร้อนมันจาก 25 ถึง 31 องศา งานที่คุณทำไปไม่ได้สูญเปล่า มันถูกเก็บสะสมไว้ ทุกอย่างจะเกิดขึ้นตอน 32 องศา
.
ในล็อกเกอร์รูมของ San Antonio Spurs ทีมที่ประสบความสำเร็จที่สุดทีมหนึ่งในประวัติศาสตร์ NBA มีคำพูดของ Jacob Riis แขวนอยู่
.
ใจความว่าเวลาเขาท้อ เขาจะไปมองช่างสกัดหินที่ทุบก้อนหินเป็นร้อยครั้งโดยไม่เห็นรอยร้าว แต่พอทุบครั้งที่ร้อยเอ็ด หินแตกออกเป็นสองซีก และเขารู้ดีว่าไม่ใช่การทุบครั้งสุดท้ายที่ทำให้มันแตก แต่เป็นทุกครั้งที่ทุบมาก่อนหน้านั้น
.
.
3. ลืมเป้าหมายไปก่อน แล้วหันมาสนใจระบบ
.
ความเชื่อกระแสหลักบอกว่าถ้าอยากได้อะไรในชีวิต ให้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและวัดผลได้ James เองก็เคยเชื่อแบบนั้น ตั้งเป้าเกรด ตั้งเป้าน้ำหนักที่จะยก ตั้งเป้ากำไรที่จะทำ สำเร็จบ้างพังบ้าง จนวันหนึ่งเขาเริ่มเห็นว่าผลลัพธ์ของเขาแทบไม่เกี่ยวกับเป้าหมายที่ตั้ง แต่เกี่ยวกับระบบที่เขาทำตามเกือบทั้งหมด
.
แนวคิดนี้เขาเรียนรู้จาก Scott Adams นักเขียนการ์ตูน Dilbert เป้าหมายคือผลลัพธ์ที่คุณอยากได้ ระบบคือกระบวนการที่พาไปสู่ผลลัพธ์นั้น
.
ปัญหาข้อแรกของการมองแต่เป้าหมายคือ ทั้งคนชนะและคนแพ้มีเป้าหมายเดียวกัน นักกีฬาโอลิมปิกทุกคนอยากได้เหรียญทอง ผู้สมัครทุกคนอยากได้งาน ถ้าคนสำเร็จกับคนล้มเหลวตั้งเป้าเหมือนกัน เป้าหมายก็ไม่ใช่ตัวแปรที่แยกสองคนนี้ออกจากกัน ทีมจักรยานอังกฤษก็อยากชนะ Tour de France มาทุกปีอยู่แล้ว
.
สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่ความอยากชนะ แต่เป็นระบบพัฒนาทีละ 1% ที่พวกเขาเพิ่งเริ่มทำ
.
ปัญหาข้อต่อมาคือ การไปถึงเป้าหมายเปลี่ยนชีวิตคุณแค่ชั่วขณะ ถ้าห้องคุณรก แล้วตั้งเป้าจัดห้อง คุณจะได้ห้องสะอาดชั่วคราว แต่ถ้านิสัยขี้เกียจเก็บของที่ทำให้ห้องรกตั้งแต่แรกยังอยู่ อีกไม่นานคุณก็จะกลับมานั่งมองกองของรกกองใหม่ แล้วรอแรงฮึดรอบหน้า คุณกำลังรักษาอาการโดยไม่แตะต้นเหตุ แก้ที่ input แล้ว output จะแก้ตัวมันเอง
.
หัวใจของทั้งเล่มอยู่ในประโยคเดียว คุณไม่ได้ทะยานขึ้นไปถึงระดับเป้าหมายของคุณ คุณร่วงลงมาอยู่ที่ระดับของระบบที่คุณมี เป้าหมายมีไว้กำหนดทิศทาง แต่ระบบมีไว้สร้างความก้าวหน้า
.
อย่างที่ Bill Walsh โค้ชผู้ชนะ Super Bowl สามสมัยบอกไว้ คะแนนมันจะดูแลตัวมันเอง เกมกีฬาวัดกันที่สกอร์สุดท้ายก็จริง แต่ไม่มีใครชนะด้วยการนั่งจ้องสกอร์บอร์ดตลอดทั้งเกม
.
.
4. คุณไม่ได้อยากอ่านหนังสือให้จบเล่ม คุณอยากเป็นนักอ่าน
.
การเปลี่ยนแปลงเกิดได้สามชั้น ชั้นนอกสุดคือผลลัพธ์ (สิ่งที่คุณได้) ชั้นกลางคือกระบวนการ (สิ่งที่คุณทำ) ชั้นในสุดคือตัวตน (สิ่งที่คุณเชื่อ) คนส่วนใหญ่เริ่มจากผลลัพธ์แล้วทำงานถอยเข้ามา แต่ James บอกว่านิสัยที่อยู่ทนต้องเริ่มจากตัวตน คือเริ่มจากคำถามว่าคุณอยากเป็นคนแบบไหน
.
ลองนึกภาพคนสองคนปฏิเสธบุหรี่ คนแรกบอกว่า "ไม่เอาครับ ผมกำลังพยายามเลิก" ฟังดูเข้าท่า แต่ลึกๆ เขายังเชื่อว่าตัวเองเป็นคนสูบบุหรี่ที่กำลังดิ้นรนจะเป็นอย่างอื่น คนที่สองบอกว่า "ไม่เอาครับ ผมไม่ใช่คนสูบบุหรี่" ต่างกันนิดเดียวแต่เป็นคนละเรื่อง เพราะบุหรี่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเก่าที่จบไปแล้ว
.
ทุกการกระทำคือคะแนนโหวตให้คนแบบที่คุณอยากเป็น และข่าวดีคือคุณไม่ต้องได้คะแนนเป็นเอกฉันท์ แค่ชนะเสียงข้างมากก็พอ
.
เป้าหมายไม่ใช่การอ่านหนังสือให้จบเล่ม แต่คือการเป็นนักอ่าน เป้าหมายไม่ใช่การวิ่งมาราธอนให้จบ แต่คือการเป็นนักวิ่ง
.
ลองดูเรื่องของ Brian Clark ผู้ประกอบการจาก Boulder ที่กัดเล็บมาตั้งแต่เด็ก วันหนึ่งเขาให้ภรรยาจองคิวทำเล็บให้ ด้วยความคิดว่าถ้าเสียเงินดูแลเล็บแล้วคงไม่กล้ากัด ผลคือมันเวิร์ก แต่ไม่ใช่เพราะเรื่องเงิน หมอทำเล็บบอกว่านอกจากรอยกัดแล้ว เล็บเขาสวยและแข็งแรงมาก จู่ๆ เขาก็ภูมิใจกับเล็บตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต และไม่เคยกัดอีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว
.
.
5. ทุกนิสัยทำงานด้วยวงจรสี่จังหวะเดียวกันหมด
.
ปี 1898 นักจิตวิทยาชื่อ Edward Thorndike เอาแมวใส่กล่องปริศนา กล่องออกแบบให้แมวหนีออกได้ด้วยการกดคานเปิดประตู แล้ววิ่งไปหาชามอาหารข้างนอก
.
ตอนแรกแมวเดินสุ่มไปทั่ว เอาจมูกดุนตามมุม เอาเล็บเกี่ยวของ จนบังเอิญไปโดนคานวิเศษ ประตูเปิด แมวหนีออกมาได้ Thorndike จับเวลาซ้ำหลายรอบ สามรอบแรกแมวใช้เวลาเฉลี่ยราวนาทีครึ่ง สามรอบสุดท้ายเหลือแค่ 6.3 วินาที
.
บทเรียนของเขาคือ พฤติกรรมที่ตามด้วยผลลัพธ์ที่น่าพอใจมักถูกทำซ้ำ ส่วนพฤติกรรมที่ตามด้วยผลลัพธ์ไม่พึงใจมักถูกทิ้ง
.
James เอาข้อสังเกตนี้มาแตกเป็นสี่ขั้นที่เป็นโครงของทุกนิสัย
.
เริ่มจากตัวกระตุ้น (สิ่งที่บอกสมองว่ารางวัลอยู่ใกล้แล้ว) นำไปสู่ความอยาก (แรงจูงใจที่ทำให้คุณลงมือ) ตามด้วยการตอบสนอง (นิสัยที่คุณทำจริงๆ) และปิดท้ายด้วยรางวัล (สิ่งที่ทำให้ความอยากสงบลงและสอนสมองให้จำ) สองขั้นแรกคือช่วงปัญหา สองขั้นหลังคือช่วงแก้ปัญหา วนไปเรื่อยๆ ทุกวินาทีที่คุณมีชีวิต
.
จุดที่มักเข้าใจผิดคือ สิ่งที่คุณอยากไม่ใช่ตัวนิสัย แต่คือการเปลี่ยนแปลงสภาวะที่นิสัยนั้นมอบให้
.
คุณไม่ได้อยากสูบบุหรี่ คุณอยากได้ความรู้สึกผ่อนคลาย คุณไม่ได้อยากเปิดทีวี คุณอยากได้ความบันเทิง ถ้าขาดขั้นใดขั้นหนึ่งในสี่ขั้นนี้ นิสัยจะไม่เกิด ตัดตัวกระตุ้นทิ้ง นิสัยจะไม่เริ่ม ทำให้ยากเกินไป คุณจะทำไม่ได้ และถ้ารางวัลไม่น่าพอใจ คุณจะไม่มีเหตุผลกลับมาทำอีก
.
จากสี่ขั้นนี้เอง James แปลงเป็นกฎสี่ข้อของการเปลี่ยนพฤติกรรม ทำให้ชัดเจน ทำให้น่าดึงดูด ทำให้ง่าย ทำให้น่าพอใจ
.
และถ้าจะเลิกนิสัยแย่ ก็แค่พลิกกลับ ทำให้มองไม่เห็น ทำให้ไม่น่าดึงดูด ทำให้ยาก ทำให้ไม่น่าพอใจ ที่เหลือทั้งเล่มคือการลงรายละเอียดกฎทั้งสี่นี้ทีละข้อ
.
.
6. กฎข้อ 1 ทำให้มันชัดเจน เริ่มจากการรู้ตัวว่าตอนนี้คุณทำอะไรอยู่
.
ระบบรถไฟญี่ปุ่นถือว่าดีที่สุดในโลก และถ้าคุณเคยนั่งรถไฟที่โตเกียว คุณจะเห็นพนักงานทำท่าประหลาด พอรถเข้าใกล้สัญญาณ คนขับจะชี้นิ้วไปที่สัญญาณแล้วพูดออกมาว่า "สัญญาณเขียว" พอเข้าออกสถานีก็ชี้ที่มาตรวัดความเร็วแล้วขานตัวเลขออกมา ถึงเวลาออกก็ชี้ที่ตารางเวลาแล้วบอกเวลา
.
ดูงี่เง่า แต่ระบบ Pointing-and-Calling นี้ลดความผิดพลาดได้ถึง 85% และลดอุบัติเหตุลง 30% รถไฟใต้ดิน MTA ที่ New York เอาไปใช้แบบชี้อย่างเดียว สองปีต่อมาความผิดพลาดเรื่องจอดรถผิดตำแหน่งลดลง 57%
.
มันได้ผลเพราะมันดึงพฤติกรรมจากระดับที่ทำแบบไม่รู้ตัว ขึ้นมาอยู่ในระดับที่รู้ตัว ตราบใดที่นิสัยยังทำแบบไร้สติ คุณก็แก้มันไม่ได้ อย่างที่ Carl Jung บอกไว้ ตราบใดที่คุณยังไม่ทำให้สิ่งที่อยู่ใต้จิตสำนึกกลายเป็นสิ่งที่รู้ตัว มันจะคอยกำหนดชีวิตคุณ แล้วคุณจะเรียกมันว่าโชคชะตา
.
เครื่องมือที่ James ให้คือ Habits Scorecard เขียนรายการนิสัยประจำวันของคุณออกมาทั้งหมด ตื่นนอน ปิดนาฬิกาปลุก เช็กมือถือ อาบน้ำ แปรงฟัน แล้วใส่เครื่องหมายบวกให้นิสัยดี ลบให้นิสัยแย่ เท่ากับให้นิสัยกลางๆ ยังไม่ต้องเปลี่ยนอะไรทั้งนั้น เป้าหมายแค่มองให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ มองอย่างคนดูละครชีวิตคนอื่น อ้อ น่าสนใจนะที่เขาทำแบบนั้น
.
ถ้ายังไม่พอ ให้ลองพูดออกเสียงเวลาจะทำอะไร กำลังจะคว้าคุกกี้อีกชิ้นก็พูดออกมาว่า "ฉันกำลังจะกินคุกกี้ชิ้นนี้ ทั้งที่ไม่จำเป็น มันจะทำให้ฉันอ้วนและทำร้ายสุขภาพ" ภรรยาของ James ก็ทำคล้ายกัน ทุกครั้งก่อนออกจากบ้านไปเที่ยว เธอจะขานสิ่งสำคัญออกมาดังๆ ว่า "ฉันได้กุญแจ ได้กระเป๋าเงิน ได้แว่นตา ได้สามีแล้ว"
.
.
7. คนส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองขาดแรงจูงใจ ทั้งที่จริงแค่ขาดความชัดเจน
.
ปี 2001 นักวิจัยในอังกฤษให้คน 248 คนสร้างนิสัยออกกำลังกายในช่วงสองสัปดาห์ แบ่งเป็นสามกลุ่ม
.
กลุ่มแรกแค่จดว่าออกกำลังบ่อยแค่ไหน
.
กลุ่มสองได้อ่านข้อมูลว่าออกกำลังดีต่อหัวใจอย่างไร เพื่อเพิ่มแรงจูงใจ
.
ส่วนกลุ่มสามได้ข้อมูลเดียวกับกลุ่มสอง แต่ต้องเติมประโยคนี้ให้ครบ "สัปดาห์หน้าฉันจะออกกำลังกายอย่างน้อย 20 นาที ในวัน [วัน] เวลา [เวลา] ที่ [สถานที่] "
.
ผลออกมาว่ากลุ่มแรกและสองมีคนออกกำลังราว 35 ถึง 38% แต่กลุ่มสามพุ่งไปที่ 91%
.
ที่น่าสังเกตคือ ข้อมูลสร้างแรงจูงใจที่ให้กลุ่มสองแทบไม่มีผลอะไรเลย นี่คือประเด็นสำคัญ หลายคนคิดว่าตัวเองขาดแรงใจ ทั้งที่จริงๆ แล้วขาดแค่ความชัดเจน เราบอกตัวเองว่าจะกินให้ดีขึ้น จะเขียนให้มากขึ้น แต่ไม่เคยระบุว่าเมื่อไหร่และที่ไหน แล้วก็ปล่อยให้มันขึ้นอยู่กับดวงและอารมณ์ตอนนั้น
.
การเขียนประโยคข้างบนที่นักวิจัยเรียกว่า implementation intention คือการให้เวลาและสถานที่แก่นิสัยของคุณได้ไปอยู่จริงในโลก
.
เทคนิคที่ James ชอบที่สุดเรียนมาจาก BJ Fogg แห่ง Stanford เรียกว่าการต่อนิสัย สูตรคือ "หลังจาก [นิสัยเดิม] ฉันจะ [นิสัยใหม่]" แทนที่จะผูกนิสัยใหม่กับเวลาและสถานที่ ก็ผูกมันกับนิสัยที่คุณทำอยู่แล้วทุกวัน เช่น หลังจากรินกาแฟตอนเช้า ฉันจะนั่งสมาธิหนึ่งนาที ทีนี้คุณก็มีแผนสำรองว่าจังหวะถัดไปควรทำอะไรเสมอ
.
พลังของการต่อเนื่องนี้มีเรื่องเตือนใจซ่อนอยู่ Denis Diderot นักปรัชญาฝรั่งเศสอยู่อย่างยากจนเกือบทั้งชีวิต จนวันหนึ่งปี 1765 Catherine the Great ซื้อห้องสมุดส่วนตัวของเขาไปในราคาเทียบเท่ากว่า 150,000 ดอลลาร์ในปัจจุบัน จู่ๆ เขาก็มีเงินเหลือ
.
เขาซื้อเสื้อคลุมสีแดงสดตัวงาม สวยจนของอื่นๆ ในบ้านดูกระจอกไปหมด เขาเลยเปลี่ยนพรม เปลี่ยนเก้าอี้ ซื้อกระจก ซื้อรูปปั้น ไล่อัปเกรดทุกอย่างเหมือนโดมิโนล้มต่อกัน
.
ปรากฏการณ์นี้จึงได้ชื่อว่า Diderot Effect ที่การซื้อของชิ้นเดียวลากไปสู่การซื้อชิ้นถัดไปไม่รู้จบ
.
.
8. สภาพแวดล้อมคือมือที่มองไม่เห็นซึ่งบงการพฤติกรรมคุณ
.
Anne Thorndike แพทย์ที่ Massachusetts General Hospital ในบอสตัน มีไอเดียบ้าๆ ว่าจะเปลี่ยนนิสัยการกินของคนหลายพันคนในโรงพยาบาลได้ โดยไม่ต้องแตะต้องแรงใจหรือแรงจูงใจของใครเลย เธอไม่แม้แต่จะคุยกับพวกเขา
.
สิ่งที่เธอทำคือปรับ "สถาปัตยกรรมของทางเลือก" ในโรงอาหาร เดิมตู้เย็นข้างแคชเชียร์มีแต่น้ำอัดลม เธอเติมน้ำเปล่าเข้าไปในทุกตู้ และวางตะกร้าน้ำเปล่าไว้ตามจุดวางอาหารทั่วห้อง น้ำอัดลมยังอยู่ที่เดิม แค่มีน้ำเปล่าให้เลือกทุกที่
.
สามเดือนต่อมา ยอดขายน้ำอัดลมลดลง 11.4% ส่วนยอดขายน้ำเปล่าเพิ่มขึ้น 25.8% โดยไม่มีใครพูดอะไรกับคนกินสักคำ คนเรามักเลือกของไม่ใช่เพราะมันคืออะไร แต่เพราะมันอยู่ตรงไหน ถ้าคุณเดินเข้าครัวแล้วเห็นจานคุกกี้วางอยู่บนเคาน์เตอร์ คุณจะหยิบมากินครึ่งโหลทั้งที่ไม่ได้คิดถึงมันมาก่อนและไม่ได้หิวด้วยซ้ำ
.
ปี 1936 นักจิตวิทยา Kurt Lewin เขียนสมการง่ายๆ ว่า พฤติกรรมเป็นผลของบุคคลกับสภาพแวดล้อม หรือ B = f(P,E) นิสัยขึ้นอยู่กับบริบทเสมอ ในโบสถ์คนพูดเสียงกระซิบ บนถนนเปลี่ยวคนเดินระแวดระวัง สิ่งที่เปลี่ยนเราบ่อยที่สุดจึงเป็นโลกรอบตัว ไม่ใช่ตัวเราจากข้างใน
.
ข้อเสนอของ James จึงตรงไปตรงมา ออกแบบสภาพแวดล้อมให้ตัวกระตุ้นของนิสัยดีเด่นชัดที่สุด อยากอ่านหนังสือมากขึ้นก็วางหนังสือไว้บนหมอน อยากดื่มน้ำมากขึ้นก็วางขวดน้ำไว้ในทุกห้องที่คุณใช้เวลา คุณไม่ต้องต่อสู้กับตัวเองทุกวัน แค่จัดฉากให้ทางที่ถูกเป็นทางที่ง่ายที่สุดที่จะเดิน
.
.
9. คนที่มีวินัยดีที่สุด คือคนที่แทบไม่ต้องใช้วินัยเลย
.
ปี 1971 รัฐสภาสหรัฐพบข้อมูลที่ทำให้ตกใจ ทหารอเมริกันในสงครามเวียดนามราว 15% ติดเฮโรอีน และมากถึง 20% ที่ติดหนัก ทุกคนกลัวว่าพอทหารกลับบ้าน อเมริกาจะเจอวิกฤตคนติดยาระลอกใหญ่ แต่ผลลัพธ์กลับตรงข้าม เมื่อทหารที่เคยใช้เฮโรอีนกลับบ้าน มีเพียง 5% เท่านั้นที่กลับไปติดซ้ำ ทั้งที่ตามปกติผู้ติดเฮโรอีนราว 90% จะกลับไปเสพอีก
.
เหตุผลไม่ใช่เพราะทหารเหล่านั้นมีจิตใจเข้มแข็งกว่าคนทั่วไป แต่เพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปทั้งหมด ที่เวียดนามพวกเขาถูกล้อมด้วยตัวกระตุ้นให้ใช้ยา หายามาง่าย อยู่ท่ามกลางความเครียดของสงคราม ห่างจากบ้านหลายพันไมล์ พอกลับมาอยู่บ้านที่ไม่มีตัวกระตุ้นเหล่านั้น นิสัยก็หลุดไปเอง
.
งานวิจัยยุคหลังพบว่า คนที่ดูเหมือนมีวินัยเหล็ก จริงๆ แล้วไม่ได้ต่างจากคนที่ดิ้นรน พวกเขาแค่เก่งกว่าในการจัดชีวิตให้ไม่ต้องพึ่งพลังใจแบบวีรบุรุษ
.
พูดอีกอย่างคือ คนที่ควบคุมตัวเองได้ดีที่สุด มักเป็นคนที่ต้องใช้การควบคุมตัวเองน้อยที่สุด เพราะมันง่ายกว่าเยอะที่จะห้ามใจ ในเมื่อคุณไม่ต้องห้ามใจบ่อยตั้งแต่แรก พลังใจเป็นกลยุทธ์ระยะสั้น ไม่ใช่ระยะยาว วิธีที่ได้ผลกว่าคือทำให้ตัวกระตุ้นของนิสัยแย่หายไปจากสายตา
.
และเหตุผลที่ต้องระวังคือ นิสัยที่ถูกฝังในสมองไม่เคยหายไปจริง Patty Olwell นักบำบัดจาก Austin เริ่มสูบบุหรี่ตอนขี่ม้ากับเพื่อน หลายปีต่อมาเธอเลิกทั้งสูบบุหรี่และเลิกขี่ม้าไปด้วย หลายสิบปีผ่านไป วันหนึ่งเธอกลับขึ้นหลังม้าอีกครั้ง แล้วก็อยากสูบบุหรี่ขึ้นมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ตัวกระตุ้นยังฝังอยู่ในตัวเธอตลอดมา เธอแค่ไม่ได้เจอมันนานเท่านั้นเอง
.
.
10. กฎข้อ 2 ทำให้มันน่าดึงดูด สมองหลั่งโดพามีนตอนเห็นโดนัท ไม่ใช่ตอนกัดคำแรก
.
หลายปีที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าโดพามีนคือสารแห่งความสุข แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่ามันเกี่ยวกับความอยากมากกว่าความพอใจ ประเด็นที่พลิกความเข้าใจคือ โดพามีนหลั่งตอนที่เรา "คาดหวัง" รางวัล ไม่ใช่ตอนได้รับ
.
นักพนันมีโดพามีนพุ่งก่อนวางเดิมพัน ไม่ใช่หลังชนะ คนติดโคเคนได้โดพามีนตอนเห็นผงยา ไม่ใช่ตอนเสพ แรงจูงใจทั้งหมดจึงอยู่ในช่วงของการอยาก ไม่ใช่ช่วงของการได้
.
Ronan Byrne นักศึกษาวิศวกรรมไฟฟ้าในดับลิน ชอบดู Netflix แต่รู้ว่าตัวเองควรออกกำลังกายมากกว่านี้ เขาเลยเอาความรู้วิศวะมาแฮ็กจักรยานออกกำลัง ต่อเข้ากับแล็ปท็อปและทีวี แล้วเขียนโปรแกรมให้ Netflix เล่นได้ต่อเมื่อเขาปั่นถึงความเร็วที่กำหนด ถ้าปั่นช้าเกินไป ซีรีส์ที่ดูอยู่จะหยุดจนกว่าเขาจะปั่นต่อ
.
นี่คือการมัดสิ่งล่อใจ คือผูกสิ่งที่คุณ "อยากทำ" เข้ากับสิ่งที่คุณ "ต้องทำ"
.
มันคือการประยุกต์ใช้ทฤษฎีที่เรียกว่า Premack's Principle ตามชื่อของ David Premack ใจความว่าพฤติกรรมที่มีโอกาสเกิดสูงกว่าจะช่วยเสริมแรงพฤติกรรมที่มีโอกาสเกิดต่ำกว่า
.
ถ้าคุณอยากตามข่าวดารา แต่จำเป็นต้องออกกำลังกาย ก็ตั้งกติกาว่าจะดูรายการเรียลลิตี้ได้เฉพาะตอนอยู่ในยิม อยากทำเล็บแต่ต้องเคลียร์อีเมลงานที่ค้าง ก็ทำเล็บได้เฉพาะตอนตอบอีเมลไปด้วย
.
ธุรกิจเชี่ยวชาญเรื่องนี้มาก ตอน ABC เปิดตัวผังรายการคืนวันพฤหัสปี 2014 พวกเขาชวนคนดูให้ทำป๊อปคอร์น จิบไวน์แดง แล้วนั่งดูซีรีส์ของ Shonda Rhimes สามเรื่องรวด นานวันเข้า สมองก็เชื่อมโยงการเปิดช่อง ABC กับความรู้สึกผ่อนคลาย พอถึงสองทุ่มวันพฤหัส คำว่าสองทุ่มวันพฤหัสก็แปลว่าเวลาแห่งการพักผ่อนไปโดยปริยาย
.
.
11. คุณจะเลียนแบบนิสัยของคนใกล้ตัว คนหมู่มาก และคนที่มีอำนาจ
.
ปี 1965 ชายชาวฮังการีชื่อ Laszlo Polgar เขียนจดหมายแปลกๆ ถึงหญิงชื่อ Klara เขาปฏิเสธเรื่องพรสวรรค์แต่กำเนิดอย่างสิ้นเชิง เชื่อว่าด้วยการฝึกฝนและนิสัยที่ดี เด็กคนไหนก็เป็นอัจฉริยะได้ในทุกสาขา คติของเขาคือ อัจฉริยะไม่ได้เกิดมา แต่ถูกสร้างและฝึกฝนขึ้นมา
.
เขาอยากพิสูจน์แนวคิดนี้กับลูกตัวเอง จึงมองหาภรรยาที่พร้อมจะลงเรือลำเดียวกัน Klara ตกลง และไม่กี่ปีต่อมาบ้าน Polgar ก็มีลูกสาวสามคน Susan, Sofia และ Judit
.
พวกเขาเลือกหมากรุกเป็นสนามทดลอง บ้านเต็มไปด้วยหนังสือหมากรุกและรูปแชมป์ระดับตำนาน เด็กๆ เล่นแข่งกันเองไม่หยุด
.
Susan พี่คนโตเริ่มเล่นตอนสี่ขวบ หกเดือนต่อมาก็ชนะผู้ใหญ่ได้ Sofia คนกลางเป็นแชมป์โลกตอนสิบสี่ ส่วน Judit น้องเล็กเก่งที่สุด เอาชนะพ่อได้ตั้งแต่ห้าขวบ และกลายเป็นแกรนด์มาสเตอร์ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ที่สิบห้าปีสี่เดือน อายุน้อยกว่า Bobby Fischer เจ้าของสถิติเดิม แล้วครองอันดับหนึ่งนักหมากรุกหญิงของโลกยาวนานถึงยี่สิบเจ็ดปี
.
สิ่งที่น่าคิดคือ พี่น้อง Polgar ไม่ได้มองวัยเด็กของตัวเองว่าทรมาน พวกเธอบอกว่ามันสนุกและน่าเพลิดเพลิน เพราะโตมาในวัฒนธรรมที่การหมกมุ่นกับหมากรุกเป็นเรื่องปกติและได้รับคำชม คืนหนึ่ง Laszlo เจอ Sofia แอบเล่นหมากรุกในห้องน้ำกลางดึก เขาบอกให้กลับไปนอน ว่า "Sofia ปล่อยตัวหมากไว้เถอะ" เธอตอบว่า "พ่อคะ พวกมันต่างหากที่ไม่ยอมปล่อยหนู"
.
มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราอยากเป็นส่วนหนึ่งและอยากได้รับการยอมรับ เราจึงเลียนแบบนิสัยของสามกลุ่มเป็นพิเศษ คนใกล้ตัว คนหมู่มาก และคนที่มีอำนาจ อะไรก็ตามที่เป็นเรื่องปกติในวัฒนธรรมของคุณ มันจะกลายเป็นพฤติกรรมที่น่าดึงดูดที่สุดที่คุณจะเจอ
.
วิธีที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างนิสัยดี จึงคือการเข้าไปอยู่ในกลุ่มที่นิสัยนั้นเป็นเรื่องธรรมดา และคุณมีอะไรบางอย่างร่วมกับกลุ่มนั้นอยู่แล้ว
.
.
12. กฎข้อ 3 ทำให้มันง่าย เลิกวางแผน แล้วเริ่มลงมือ
.
วันแรกของเทอม Jerry Uelsmann อาจารย์ที่ University of Florida แบ่งนักเรียนวิชาถ่ายภาพเป็นสองกลุ่ม
.
กลุ่มซ้ายมือคือกลุ่ม "ปริมาณ" ให้เกรดจากจำนวนรูปล้วนๆ ส่งร้อยรูปได้ A เก้าสิบรูปได้ B ไล่ลงไป
.
กลุ่มขวามือคือกลุ่ม "คุณภาพ" ส่งแค่รูปเดียวทั้งเทอม แต่ต้องเป็นรูปที่เกือบสมบูรณ์แบบถึงจะได้ A
.
พอจบเทอม เขากลับพบว่ารูปที่ดีที่สุดทั้งหมดมาจากกลุ่มปริมาณ
.
เหตุผลตรงไปตรงมา กลุ่มปริมาณเอาแต่ถ่าย ทดลองจัดองค์ประกอบ ลองแสง ลองเทคนิคในห้องมืด เรียนรู้จากความผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า ระหว่างที่ถ่ายเป็นร้อยรูป ฝีมือก็คมขึ้นเอง
.
ส่วนกลุ่มคุณภาพนั่งถกทฤษฎีเรื่องความสมบูรณ์แบบ สุดท้ายได้แต่ทฤษฎีที่ไม่เคยพิสูจน์ กับรูปธรรมดาๆ หนึ่งรูป
.
James เรียกความต่างนี้ว่า การอยู่ในความเคลื่อนไหว กับการลงมือทำ
.
การอยู่ในความเคลื่อนไหวคือการวางแผน การหาข้อมูล การคิดกลยุทธ์ ฟังดูดีแต่มันไม่ผลิตผลลัพธ์ ถ้าคุณร่างไอเดียบทความยี่สิบหัวข้อ นั่นคือความเคลื่อนไหว ถ้าคุณนั่งลงเขียนบทความจริงๆ นั่นคือการลงมือ
.
แล้วทำไมเราถึงติดอยู่ในความเคลื่อนไหว? เพราะมันทำให้รู้สึกว่ากำลังก้าวหน้าโดยไม่ต้องเสี่ยงล้มเหลว เราเก่งเรื่องหลบคำวิจารณ์ เราเลยเลื่อนความล้มเหลวออกไปด้วยการวางแผนไม่จบสิ้น อย่างที่ Voltaire ว่าไว้ ความสมบูรณ์แบบคือศัตรูของสิ่งที่ดีพอ
.
เครื่องมือแก้อาการนี้คือ กฎสองนาที เมื่อเริ่มนิสัยใหม่ ทำให้มันใช้เวลาไม่เกินสองนาที
.
"อ่านหนังสือก่อนนอน" กลายเป็น "อ่านหนึ่งหน้า" "วิ่งสามไมล์" กลายเป็น "ผูกเชือกรองเท้าวิ่ง" "พับผ้า" กลายเป็น "พับถุงเท้าหนึ่งคู่" เป้าหมายจริงอาจเป็นการวิ่งมาราธอน แต่นิสัยประตูทางเข้าของคุณคือแค่ผูกเชือกรองเท้า นิสัยก่อตัวจากความถี่ ไม่ใช่จากเวลาที่ผ่านไป ไม่สำคัญว่าจะยี่สิบเอ็ดวันหรือสามร้อยวัน สิ่งที่สำคัญคือคุณทำมันซ้ำกี่ครั้ง
.
.
13. บางครั้งความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่การทำสิ่งดีให้ง่าย แต่อยู่ที่การทำสิ่งแย่ให้ยาก
.
ฤดูร้อนปี 1830 Victor Hugo เผชิญเดดไลน์ที่เป็นไปไม่ได้ หนึ่งปีก่อนหน้าเขารับปากสำนักพิมพ์ว่าจะเขียนหนังสือเล่มใหม่ แต่แทนที่จะเขียน เขากลับเอาเวลาไปเลี้ยงแขก ทำโปรเจกต์อื่น และผัดวันประกันพรุ่ง สำนักพิมพ์หัวเสียเลยขีดเส้นตายใหม่ให้เหลือไม่ถึงหกเดือน หนังสือต้องเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 1831
.
วิธีเอาชนะนิสัยผัดวันของ Hugo แปลกดี เขารวบรวมเสื้อผ้าทั้งหมด แล้วให้ผู้ช่วยล็อกมันไว้ในหีบใบใหญ่ เหลือไว้ให้ตัวเองแค่ผ้าคลุมผืนเดียว เมื่อไม่มีเสื้อผ้าที่เหมาะจะออกไปข้างนอก เขาก็จำต้องนั่งอยู่ในห้องทำงานและเขียนอย่างบ้าคลั่งตลอดฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ผลคือ The Hunchback of Notre Dame เสร็จก่อนกำหนดสองสัปดาห์ในวันที่ 14 มกราคม 1831
.
สิ่งที่ Hugo ทำคือการสร้างเครื่องมือผูกมัด คือการตัดสินใจในปัจจุบันเพื่อควบคุมพฤติกรรมในอนาคต มันคือการล็อกตัวเองไว้กับนิสัยดี และกันตัวเองออกจากนิสัยแย่ตั้งแต่ตอนที่ยังมีสติดี ก่อนที่ความอยากจะเข้าครอบงำ
.
วิธีทำมีเยอะแยะ ลดการกินเกินด้วยการซื้ออาหารเป็นห่อเล็กแทนที่จะซื้อยกแพ็ก ป้องกันการติดพนันด้วยการขอให้คาสิโนใส่ชื่อคุณในบัญชีดำ James ยังเล่าถึงนักกีฬาที่ต้องคุมน้ำหนักก่อนแข่ง ซึ่งเลือกทิ้งกระเป๋าเงินไว้ที่บ้านในสัปดาห์ก่อนชั่งน้ำหนัก เพราะรู้ตัวว่าถ้าพกเงินไป เดี๋ยวก็แวะซื้อฟาสต์ฟู้ดจนได้
.
.
14. กฎข้อ 4 ทำให้มันน่าพอใจ สิ่งที่ได้รางวัลทันทีคือสิ่งที่ถูกทำซ้ำ
.
กฎสามข้อแรกทำให้พฤติกรรมเกิดขึ้นในครั้งนี้ แต่กฎข้อสี่ทำให้มันเกิดซ้ำในครั้งหน้า
.
สมองมนุษย์ถูกออกแบบมาให้ไล่ล่าความพอใจเฉพาะหน้า สิ่งที่ได้รางวัลทันทีจะถูกทำซ้ำ สิ่งที่ถูกลงโทษทันทีจะถูกหลีกเลี่ยง ปัญหาคือ นิสัยดีส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนช้า ช่วงแรกมีแต่การเสียสละ คุณไปยิมมาหลายครั้งแล้วแต่ยังไม่แข็งแรงขึ้นอย่างที่รู้สึกได้ คุณเลยต้องหารางวัลเล็กๆ ทันทีมาหล่อเลี้ยง ระหว่างที่รางวัลใหญ่ค่อยๆ สะสมอยู่เบื้องหลัง
.
ลองดูเรื่องหมากฝรั่ง มันขายกันมาตั้งแต่ยุค 1800 แต่เพิ่งกลายเป็นนิสัยระดับโลกตอน Wrigley เปิดตัวปี 1891
.
หมากฝรั่งยุคแรกทำจากยางรสจืด เคี้ยวได้แต่ไม่อร่อย Wrigley ปฏิวัติวงการด้วยการเติมรส Spearmint และ Juicy Fruit แล้วขายภาพว่ามันทำให้ปากสะอาดสดชื่น รสชาติและความรู้สึกปากสะอาดนี่แหละคือรางวัลทันทีที่ทำให้คนอยากใช้ซ้ำ ยาสีฟันก็เดินทางเดียวกัน รสมินต์ในยาสีฟันไม่ได้ทำให้ฟันสะอาดขึ้นเลย มันแค่สร้างความรู้สึกปากสดชื่นให้คุณอยากกลับมาแปรงอีก
.
ปี 1993 ธนาคารในเมือง Abbotsford จ้างโบรกเกอร์อายุยี่สิบสามชื่อ Trent Dyrsmid ไม่มีใครคาดหวังอะไรจากเด็กใหม่ในเมืองเล็กๆ แต่เขาก้าวหน้าเร็วมากด้วยนิสัยง่ายๆ
.
ทุกเช้าเขาวางโหลสองใบบนโต๊ะ ใบหนึ่งใส่คลิปหนีบกระดาษ 120 อัน อีกใบว่างเปล่า พอเริ่มงาน เขาจะโทรขายของหนึ่งสาย แล้วย้ายคลิปหนึ่งอันจากโหลเต็มไปโหลว่าง โทรจนกว่าคลิปจะย้ายหมดโหล
.
ภายในสิบแปดเดือน เขาทำเงินให้บริษัทถึงห้าล้านดอลลาร์ James เรียกมันว่ากลยุทธ์คลิปหนีบกระดาษ เพราะการเห็นความก้าวหน้าเป็นรูปธรรมมันน่าพอใจ
.
Jerry Seinfeld ใช้หลักเดียวกันในการฝึกเขียนมุก คติของเขาคือ อย่าทำให้โซ่ขาด คือเขียนมุกทุกวันแล้วกาเครื่องหมายบนปฏิทิน ไม่สนว่ามุกวันนั้นดีหรือแย่ ขอแค่โผล่มาเขียนและต่อโซ่ให้ยาวขึ้น
.
การจดบันทึกแบบนี้ทรงพลังเพราะมันทำให้พฤติกรรมชัดเจน น่าดึงดูด และน่าพอใจในคราวเดียว และถ้าวันไหนพลาดไป ให้จำกฎข้อเดียวไว้ อย่าพลาดสองครั้งติด พลาดครั้งเดียวคืออุบัติเหตุ พลาดสองครั้งคือจุดเริ่มต้นของนิสัยใหม่ที่คุณไม่อยากได้
.
.
15. เลือกสนามที่โอกาสเข้าข้างคุณ แล้วอยู่กับความน่าเบื่อให้เป็น
.
หลายคนรู้จัก Michael Phelps เจ้าของเหรียญโอลิมปิกมากกว่านักกีฬาคนไหนในประวัติศาสตร์ แต่น้อยคนจะรู้จัก Hicham El Guerrouj นักวิ่งระยะกลางชาวโมร็อกโกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง
.
สองคนนี้ต่างกันมาก โดยเฉพาะความสูง El Guerrouj สูงห้าฟุตเก้านิ้ว Phelps สูงหกฟุตสี่นิ้ว ต่างกันเจ็ดนิ้ว แต่ทั้งคู่ใส่กางเกงความยาวขาเท่ากันเป๊ะ เพราะ Phelps ขาสั้นลำตัวยาว เหมาะกับการว่ายน้ำ ส่วน El Guerrouj ขายาวลำตัวสั้น เหมาะกับการวิ่ง ลองสลับสนามกันดู ทั้งคู่จะพังทั้งคู่
.
บทเรียนคือ ความลับของการเพิ่มโอกาสสำเร็จคือการเลือกสนามแข่งขันให้ถูก นิสัยจะทำง่ายและอยู่ทนกว่าเมื่อมันสอดคล้องกับความถนัดตามธรรมชาติของคุณ
.
อย่างที่ James สรุปไว้ ยีนไม่ได้กำหนดชะตากรรมของคุณ มันกำหนดพื้นที่แห่งโอกาสของคุณ จงเล่นเกมที่ดวงเข้าข้าง ถ้าหาเกมแบบนั้นไม่เจอ ก็สร้างเกมของตัวเองขึ้นมา
.
แต่แค่เลือกสนามถูกยังไม่พอ ต้องอยู่กับมันให้ทน
.
กฎ Goldilocks บอกว่าแรงจูงใจสูงสุดเกิดตอนทำสิ่งที่ยากกำลังดี ไม่ยากเกินไป ไม่ง่ายเกินไป งานวิจัยพบว่าภาวะลื่นไหลเกิดเมื่องานยากกว่าความสามารถปัจจุบันราว 4%
.
ดูตัวอย่างจาก Steve Martin ที่เข้าไปขอทำงานที่ Disneyland ตอนสิบขวบ แล้วเล่นตลกอยู่สิบแปดปี ขยายการแสดงทีละนาทีสองนาทีในแต่ละปี ในคำของเขาเอง สิบปีสำหรับเรียนรู้ สี่ปีสำหรับขัดเกลา และสี่ปีในฐานะความสำเร็จอันบ้าคลั่ง
.
ครั้งหนึ่ง James ถามโค้ชยกน้ำหนักระดับตำนานว่าอะไรคือความต่างระหว่างนักกีฬาที่เก่งที่สุดกับคนอื่น คำตอบไม่ใช่พรสวรรค์หรือโชค แต่คือ สุดท้ายมันวัดกันที่ใครทนความน่าเบื่อของการซ้อมท่าเดิมซ้ำไปซ้ำมาทุกวันได้มากกว่ากัน
.
ภัยที่ใหญ่ที่สุดต่อความสำเร็จจึงไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นความเบื่อ ส่วนความเชี่ยวชาญที่แท้จริงต้องอาศัยนิสัยบวกกับการฝึกฝนอย่างตั้งใจและการทบทวนตัวเอง
.
เหมือนที่ Pat Riley ให้ลูกทีม Los Angeles Lakers พัฒนาสถิติของแต่ละคนขึ้นปีละ 1% แปดเดือนต่อมาพวกเขาก็คว้าแชมป์ NBA และเป็นทีมแรกในรอบยี่สิบปีที่ป้องกันแชมป์สองสมัยติด
.
ทั้งหมดนี้ย้อนกลับมาที่เด็กที่นอนโคม่าเพราะไม้เบสบอลในตอนต้น เขาไม่ได้ฟื้นขึ้นมาด้วยช่วงเวลาชี้ชะตาช่วงเดียว แต่ด้วยชัยชนะเล็กๆ และความก้าวหน้าจิ๋วๆ เรียงต่อกันเป็นสาย
.
บทเรียนที่เขาได้เรียบง่ายจนน่าตกใจ การเปลี่ยนแปลงที่ดูเล็กและไม่สำคัญในตอนแรก จะทบต้นกลายเป็นผลลัพธ์อันน่าทึ่ง ถ้าคุณเต็มใจจะยืนหยัดกับมันไปหลายปี
.
.
16. เปลี่ยนคำว่า "ต้อง" เป็น "ได้" แล้วงานเดิมจะรู้สึกไม่เหมือนเดิม
.
บางทีสิ่งที่ต้องปรับคือประโยคที่คุณพูดกับตัวเอง ลองสังเกตว่าเราเล่าวันของเราเป็นบัญชีรายการของคำว่า "ต้อง" ต้องตื่นเช้าไปทำงาน ต้องโทรหาลูกค้าอีกสาย ต้องทำกับข้าวให้ครอบครัว ทีนี้เปลี่ยนคำเดียว จาก "ต้อง" เป็น "ได้"
.
คุณได้ตื่นเช้าไปทำงานเพราะยังมีงานให้ทำ คุณได้โทรหาลูกค้าเพราะยังมีของให้ขาย คุณได้ทำกับข้าวเพราะยังมีคนให้ดูแล ความจริงทั้งสองเวอร์ชันถูกพอกัน คุณต้องทำมันจริง และคุณก็ได้ทำมันจริงด้วย James บอกว่าคุณจะหาหลักฐานมาสนับสนุนมุมมองไหนก็ได้ตามที่คุณเลือกจะเชื่อ
.
เขาเล่าเรื่องชายคนหนึ่งที่ใช้รถเข็น เมื่อมีคนถามว่าการถูกจำกัดอยู่ในรถเข็นมันลำบากไหม เขาตอบว่า "ผมไม่ได้ถูกกักอยู่ในรถเข็น ผมได้รับอิสระจากมันต่างหาก ถ้าไม่มีรถเข็นคันนี้ ผมคงติดอยู่บนเตียงและไม่มีวันได้ออกจากบ้าน" สถานการณ์เดียวกันเป๊ะ แต่ความหมายพลิกกันคนละขั้ว และความหมายนั่นแหละที่กำหนดว่าเขาจะใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างไร
.
พอจับหลักได้ การรีเฟรมก็ทำได้กับเกือบทุกนิสัยที่คุณเกลียดจะทำ การออกกำลังกายมักถูกมองว่าเป็นภาระที่ดูดพลัง ลองแทนที่ "ต้องไปวิ่งตอนเช้า" ด้วย "ถึงเวลาสร้างความอึดและทำให้ตัวเองเร็วขึ้น" การเก็บเงินมักถูกโยงกับการอดอยาก ทั้งที่ความจริงง่ายๆ คือการใช้ต่ำกว่ารายได้ในเดือนนี้ ก็คือการเพิ่มกำลังซื้อให้เดือนหน้า
.
แม้แต่อาการประหม่าก่อนขึ้นเวทีก็รีเฟรมได้ หัวใจเต้นเร็ว หายใจถี่ ตัวสั่น เป็นสัญญาณชุดเดียวกับตอนตื่นเต้น เปลี่ยนคำว่า "ฉันกำลังกลัว" เป็น "ฉันกำลังตื่นเต้น อะดรีนาลีนกำลังช่วยให้ฉันจดจ่อ" ร่างกายไม่ได้เปลี่ยน แต่ป้ายที่คุณแปะให้มันเปลี่ยนทุกอย่าง
.
ถ้าอยากไปไกลกว่านั้น ให้สร้างพิธีกรรมปลุกใจ คือจับคู่นิสัยเข้ากับอะไรบางอย่างที่คุณชอบซ้ำๆ จนมันกลายเป็นสวิตช์
.
Ed Latimore นักมวยและนักเขียนจาก Pittsburgh สังเกตว่าสมาธิของเขาพุ่งขึ้นแค่เพียงสวมหูฟัง ทั้งที่ไม่ได้เปิดเพลงด้วยซ้ำ เขาฝึกตัวเองโดยไม่รู้ตัว ช่วงแรกสวมหูฟัง เปิดเพลงที่ชอบ แล้วนั่งทำงานจดจ่อ พอทำซ้ำห้าครั้ง สิบครั้ง ยี่สิบครั้ง แค่หยิบหูฟังขึ้นมาก็กลายเป็นตัวกระตุ้นที่สมองเชื่อมโยงกับโหมดสมาธิไปเอง
.
สมัยเล่นเบสบอล James ก็มีพิธีกรรมยืดเส้นและขว้างลูกก่อนแข่งที่ทำเหมือนกันเป๊ะทุกครั้งราวสิบนาที มันอุ่นเครื่องร่างกายก็จริง แต่ที่สำคัญกว่าคือพอทำจบ ต่อให้ก่อนหน้านั้นไม่มีอารมณ์อยากเล่นเลย เขาก็เข้าสู่โหมดพร้อมรบทันที
.
.
17. อยากเลิกนิสัยแย่ ให้เลิกโกหกตัวเองว่ามันให้อะไรคุณ
.
การรีเฟรมที่ทำให้งานยากน่าทำขึ้น ใช้ย้อนกลับกับนิสัยแย่ได้เหมือนกัน James เล่าถึงหนังสือที่ช่วยคนเลิกบุหรี่ได้มากมายชื่อ Allen Carr's Easy Way to Stop Smoking วิธีของมันคือค่อยๆ รื้อความหมายของทุกตัวกระตุ้นที่เกี่ยวกับการสูบ แล้วถอดผลประโยชน์จอมปลอมที่คุณคิดว่ามันให้ออกไปทีละอย่าง
.
หนังสือย้ำซ้ำๆ ว่าคุณไม่ได้กำลังเลิกอะไรเลย เพราะบุหรี่ไม่เคยให้อะไรคุณตั้งแต่แรก คุณคิดว่ามันช่วยคลายเครียด แต่มันไม่ได้คลาย มันทำลายประสาทคุณต่างหาก พออ่านถึงหน้าสุดท้าย การสูบบุหรี่ดูเป็นเรื่องไร้สาระที่สุดในโลก และเมื่อคุณเลิกคาดหวังว่านิสัยหนึ่งจะให้อะไร คุณก็หมดเหตุผลที่จะทำมัน
.
เบื้องหลังของทุกความอยากมีสองชั้น ชั้นบนคือความอยากที่ผิวเผิน ชั้นล่างคือแรงจูงใจที่ลึกกว่า เวลา James อยากกินทาโก้ ถ้าถามว่าทำไม เขาคงไม่ตอบว่าเพราะต้องกินเพื่อมีชีวิตรอด แต่ลึกๆ แรงที่ขับอยู่ก็คือความจำเป็นต้องหาอาหารนั่นแหละ
.
แรงจูงใจดึกดำบรรพ์ของเรามีไม่กี่อย่าง สงวนพลังงาน หาอาหารและน้ำ หาคู่และสืบพันธุ์ เชื่อมสัมพันธ์กับคนอื่น อยากได้การยอมรับ ลดความไม่แน่นอน และไขว่คว้าสถานะ
.
นิสัยของเราคือทางออกยุคใหม่ของความต้องการดึกดำบรรพ์เหล่านั้น สมองคุณไม่ได้วิวัฒน์มาพร้อมความอยากเช็ก Instagram หรือเล่นเกม Tinder แค่เกาะไปกับสัญชาตญาณหาคู่ Facebook เกาะไปกับการอยากเชื่อมสัมพันธ์ Instagram เกาะไปกับการอยากได้การยอมรับ Google เกาะไปกับการอยากลดความไม่แน่นอน และเกมเกาะไปกับการอยากมีสถานะ ความอยากเดิมทั้งนั้น เปลี่ยนแค่หีบห่อ
.
และนี่คือส่วนที่ทรงพลัง แรงจูงใจชั้นล่างอันเดียวกัน มีทางป้อนได้หลายทาง คนหนึ่งคลายเครียดด้วยการจุดบุหรี่ อีกคนคลายเครียดด้วยการออกไปวิ่ง นิสัยที่คุณมีอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดเสมอไป มันแค่เป็นทางแรกที่คุณบังเอิญเรียนรู้ ถ้ารู้ทันชั้นล่างของมัน คุณก็เล็งความอยากดึกดำบรรพ์ก้อนเดิมไปที่นิสัยซึ่งสร้างคุณขึ้นมา แทนที่จะไปที่นิสัยซึ่งค่อยๆ กัดกินคุณได้
.
.
18. ใส่ราคาที่ต้องจ่ายทันทีให้นิสัยแย่ แล้วหาพยานมาคอยดูคุณ
.
การรีเฟรมทำงานอยู่ในหัวคุณ แต่บางครั้งคุณต้องการต้นทุนที่รู้สึกได้เดี๋ยวนั้น และรู้สึกได้ต่อหน้าคนอื่นด้วย
.
ลองดูวิธีที่รัฐเปลี่ยนนิสัยคนทั้งประเทศ ปี 1984 ตอนออกกฎหมายคาดเข็มขัดนิรภัยฉบับแรก มีคนอเมริกันแค่ 14% ที่คาดเข็มขัดเป็นประจำ พอถึงปี 2016 ตัวเลขพุ่งเป็น 88% นั่นคือสัญญาทางสังคม กลุ่มตกลงกันว่าจะทำตามกติกา ใครไม่ทำก็โดนลงโทษ คุณเอาหลักเดียวกันมาใช้กับตัวเองได้ผ่านสิ่งที่เรียกว่าสัญญานิสัย คือข้อตกลงที่ระบุว่าคุณจะทำนิสัยอะไร และจะถูกลงโทษยังไงถ้าทำไม่ได้ แล้วหาคนหนึ่งหรือสองคนมาเป็นพยานเซ็นกำกับ
.
Bryan Harris ผู้ประกอบการจาก Nashville คือคนแรกที่ James เห็นใช้วิธีนี้จริง หลังลูกชายเกิด เขาอยากลดน้ำหนัก เลยเขียนสัญญาระหว่างตัวเอง ภรรยา และเทรนเนอร์ส่วนตัว ถ้าเขาไม่จดอาหารและชั่งน้ำหนักทุกวัน บทลงโทษคือต้องแต่งตัวจริงจังไปทำงานทั้งไตรมาส ห้ามใส่ยีนส์ เสื้อยืด หรือฮู้ดดี้ และต้องจ่ายเทรนเนอร์ 200 ดอลลาร์
.
พอผ่านไปสามเดือนเขาก็อัปเกรดเป้าและอัปเกรดบทลงโทษตาม พลาดเป้าคาร์บกับโปรตีนจ่ายเทรนเนอร์ 100 ดอลลาร์ ลืมชั่งน้ำหนักจ่ายภรรยา 500 ดอลลาร์ และที่เจ็บที่สุดคือถ้าลืมวิ่งสปรินต์ เขาต้องใส่หมวกทีม Alabama ไปทำงานทั้งไตรมาส ทั้งที่เขาเป็นแฟนตัวยงของ Auburn คู่อริตลอดกาล สำหรับแฟนบอลขนาดนั้น หมวกใบเดียวน่าจะแสบกว่าเงินห้าร้อยดอลลาร์ และมันได้ผล เขาลดน้ำหนักลงได้จริง
.
ถึงไม่ทำสัญญาเต็มรูปแบบ แค่มีพยานหนึ่งคนก็ช่วยได้แล้ว นักแสดงตลก Margaret Cho เขียนเพลงหรือมุกวันละชิ้น โดยทำชาเลนจ์ "เพลงต่อวัน" กับเพื่อน การรู้ว่ามีคนคอยจับตาทำให้คุณเบี้ยวยากขึ้น เพราะการล้มเหลวตอนนี้ไม่ได้แปลว่าผิดสัญญากับตัวเองคนเดียว แต่ผิดสัญญากับคนอื่นด้วย
.
.
19. ให้ทุกนิสัยมีบ้านของมัน หนึ่งพื้นที่ ทำหน้าที่เดียว
.
ไม่ใช่ทุกปัญหาที่ต้องแก้ด้วยพลังใจหรือพยาน บางเรื่องขึ้นอยู่กับแค่ว่าคุณทำมันตรงไหน นิสัยใหม่ก่อตัวง่ายกว่าในที่ใหม่ เพราะคุณหลุดจากตัวกระตุ้นเก่าที่คอยดึงคุณกลับไปทำแบบเดิม มันยากที่จะนอนเร็วถ้าคุณดูทีวีอยู่บนเตียงทุกคืน มันยากที่จะอ่านหนังสือในห้องนั่งเล่นถ้าที่นั่นคือที่ที่คุณเล่นเกมประจำ พอก้าวออกจากสภาพแวดล้อมเดิม คุณก็ทิ้งความเคยชินเก่าไว้ข้างหลัง
.
เมื่อหาที่ใหม่ทั้งที่ไม่ได้ ก็แบ่งที่เดิมใหม่ คติที่ James ใช้คือ หนึ่งพื้นที่ ทำหน้าที่เดียว ตอนเริ่มเป็นผู้ประกอบการ เขาทำงานจากโซฟาบ้าง โต๊ะกินข้าวบ้าง แล้วพอตกเย็นเขาหยุดทำงานไม่ได้เลย โต๊ะกินข้าวคือออฟฟิศหรือที่กินข้าว โซฟาคือที่พักผ่อนหรือที่ตอบอีเมล ทุกอย่างเกิดในที่เดียวกันจนเส้นแบ่งเลือนหมด
.
หลายปีต่อมาเขาพอมีเงินย้ายไปบ้านที่มีห้องทำงานแยกต่างหาก จู่ๆ งานก็กลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น "ในนี้" และชีวิตส่วนตัวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น "ข้างนอกนั้น" แต่ละห้องมีหน้าที่หลักอย่างเดียว ครัวไว้ทำอาหาร ห้องทำงานไว้ทำงาน แล้วมันง่ายขึ้นเยอะที่จะปิดสวิตช์สมองฝั่งงานเมื่อมีเส้นแบ่งชัดเจน
.
กฎคืออย่าเอาบริบทของนิสัยหนึ่งไปปนกับอีกนิสัย เพราะพอบริบทเริ่มปน นิสัยก็เริ่มปน และนิสัยที่ง่ายกว่ามักเป็นฝ่ายชนะ นี่คือเหตุผลว่าทำไมมือถือถึงเป็นทั้งอาวุธและกับดักในเครื่องเดียว คุณใช้มันทำงาน พักผ่อน เสพข่าว และอีกร้อยอย่างบนจอเดียวกัน จนไม่มีพื้นที่ไหนศักดิ์สิทธิ์พอจะเป็นบ้านของนิสัยใดนิสัยหนึ่งเลย
.
.
20. นิสัยดีมีด้านมืด ยิ่งยึดแน่นว่าตัวเองเป็นใคร ยิ่งเติบโตต่อได้ยาก
.
หลังจากสร้างนิสัยดีจนสำเร็จแล้ว ยังมีกับดักข้อสุดท้ายซุ่มรออยู่ ย้อนกลับไปที่ข้อ 4 เราบอกว่าตัวตนคือเครื่องยนต์ของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน แต่ตัวตนเดียวกันที่พาคุณมาไกล ก็กลายเป็นกรงขังคุณได้ ยิ่งความคิดหนึ่งผูกแน่นกับภาพว่าคุณเป็นใคร คุณยิ่งปกป้องมันหัวชนฝาและยิ่งโตข้ามมันไปได้ยาก
.
ครูที่ไม่ยอมลองวิธีสอนใหม่เพราะยึดแผนเดิมที่เคยเวิร์ก ผู้จัดการรุ่นเก๋าที่ยืนกรานทำแบบ "สไตล์ของผม" วงดนตรีที่ออกอัลบั้มแรกสุดเจ๋งแล้วติดหล่มอยู่ตรงนั้น ยิ่งกอดตัวตนไว้แน่นเท่าไร ยิ่งงอกงามต่อได้ยากเท่านั้น
.
ทางออกหนึ่งคืออย่าปล่อยให้ด้านใดด้านหนึ่งของตัวตนกลืนกินคุณทั้งหมด อย่างที่นักลงทุน Paul Graham บอกไว้ว่าให้รักษาตัวตนของคุณให้เล็กเข้าไว้ ถ้าคุณมัดทุกอย่างไว้กับการเป็นพอยต์การ์ด หรือการเป็นหุ้นส่วนของบริษัท วันที่สูญเสียบทบาทนั้นไป มันจะทับคุณจนแหลก
.
James รู้สึกแบบนี้เต็มๆ ตอนชีวิตนักเบสบอลจบลง เมื่อคุณนิยามตัวเองด้วยสิ่งเดียวมาทั้งชีวิตแล้วสิ่งนั้นหายไป คุณจะเหลือเป็นใคร ทหารผ่านศึกและเจ้าของธุรกิจที่เพิ่งขายกิจการ ต่างรายงานความรู้สึกกลวงแบบเดียวกัน
.
วิธีแก้คือนิยามตัวเองใหม่รอบสิ่งที่กว้างกว่าบทบาทเดียว "ผมเป็นนักกีฬา" กลายเป็น "ผมเป็นคนประเภทที่ใจสู้และรักความท้าทายทางกาย" "ผมเป็นซีอีโอ" กลายเป็น "ผมเป็นคนประเภทที่สร้างและสรรค์สิ่งต่างๆ ขึ้นมา" เปลี่ยนบทบาทได้แต่แก่นยังอยู่ ตัวตนที่เลือกมาแบบนี้จะโค้งงอแทนที่จะหัก
.
ในภูมิปัญญาเต๋าโบราณ ที่ว่าสิ่งมีชีวิตนั้นอ่อนนุ่มและยืดหยุ่น ส่วนสิ่งที่ตายแล้วจึงแข็งกระด้างและเปราะ ของที่แข็งทื่อมีไว้ให้หัก ส่วนของที่อ่อนโยนและโอนอ่อนต่างหากที่คงอยู่ ตัวตนของคุณก็ควรเป็นเหมือนน้ำ ที่ไหลอ้อมก้อนหินไปได้ แทนที่จะพุ่งเข้าปะทะจนแตกกระจาย และนี่คือความย้อนแย้ง นิสัยที่แข็งแรงที่สุดและตัวตนที่มั่นคงที่สุด คือสิ่งที่ยืดหยุ่นพอจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เสมอ
.
.
================
.
เหตุผลที่คนมีวินัยกลับมีอิสระมากที่สุด
.
พออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจมีคำถามค้างคาใจ ถ้าชีวิตต้องทำอะไรซ้ำๆ เป็นกิจวัตรทุกวันขนาดนี้ มันจะจืดชืดเหมือนหุ่นยนต์ตั้งเวลาไว้หรือเปล่า
.
คำตอบของ James คือตรงกันข้ามเลย คนที่จัดการนิสัยพื้นฐานของตัวเองไม่ได้ต่างหาก ที่มักมีอิสระน้อยที่สุด
.
ถ้าไม่มีนิสัยการเงินที่ดี คุณจะวิ่งหาเงินก้อนถัดไปไปทั้งชีวิต ถ้าไม่มีนิสัยสุขภาพที่ดี คุณจะรู้สึกหมดแรงอยู่ร่ำไป ถ้าไม่มีนิสัยการเรียนรู้ที่ดี คุณจะรู้สึกตามโลกไม่ทันตลอดเวลา พลังสมองที่มีอยู่จำกัดจะถูกผลาญไปกับการตัดสินใจเรื่องจุกจิกซ้ำเดิม ว่าจะออกกำลังตอนไหน จะเขียนที่ไหน จะจ่ายบิลเมื่อไร จนไม่เหลือที่ว่างในหัวให้เรื่องที่สำคัญจริงๆ
.
นิสัยเล็กๆ ที่ทำซ้ำทุกวันจึงทำหน้าที่เก็บกวาดเรื่องพื้นฐานให้เรียบร้อย เพื่อเปิดพื้นที่ในหัวไว้ต้อนรับความคิดสร้างสรรค์และโจทย์ใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม อย่างที่ James สรุปไว้ การลงมือสร้างนิสัยในวันนี้ คือสิ่งที่จะทำให้คุณได้ทำในสิ่งที่อยากทำมากขึ้นในวันข้างหน้า
.
.
.
.
#SuccessStrategies

