สรุป 15 ข้อคิดจากหนังสือ Just Keep Buying : Proven Ways to Save Money and Build Your Wealth กลยุทธ์บริหารการเงิน เพื่อสร้างความมั่งคั่ง เขียนโดย Nick Maggiulli
ตอนอายุ 23 Nick Maggiulli มีเงินในบัญชีเกษียณอยู่ 1,000 ดอลลาร์ แต่เขาใช้เวลาหลายร้อยชั่วโมงต่อปีนั่งจ้องมันด้วยความกังวล เปิดสเปรดชีตพยากรณ์ความมั่งคั่งในอนาคต เช็กยอดทุกวัน เถียงกับตัวเองว่าควรถือพันธบัตร 15 เปอร์เซ็นต์ดี หรือ 20 หรือลดเหลือ 10
.
ปัญหาคือเงินต้นแค่ 1,000 ดอลลาร์ ต่อให้ปีนั้นทำผลตอบแทนได้ 10 เปอร์เซ็นต์ ก็งอกมาแค่ 100 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับที่เขาผลาญไปในคืนเดียวตอนออกไปกินข้าวเลี้ยงเหล้าเพื่อนแล้วเรียก Uber กลับบ้านที่ San Francisco
.
แปลว่าถ้าเขางดปาร์ตี้แค่คืนเดียว เขาจะได้เงินเท่ากับผลตอบแทนการลงทุนทั้งปีในตอนนั้น
.
เขาโฟกัสผิดจุดมาตลอด และไม่ว่าจะท่องคำสอนของ Warren Buffett, Jack Bogle หรือ William Bernstein มากแค่ไหน มันก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะสิ่งที่คนมีเงินเก็บระดับพันดอลลาร์ต้องแก้คือรายรับ ไม่ใช่สัดส่วนพอร์ต
.
Just Keep Buying คือคำตอบของเขาต่อคำถามที่เขาชอบตั้ง ลองนึกว่ามีนักเดินทางข้ามเวลามาชวนคุณเล่นเกม พรุ่งนี้คุณจะตื่นในช่วงไหนก็ได้ในรอบร้อยปีที่ผ่านมา โดยไม่มีความทรงจำเรื่องชีวิตปัจจุบันและไม่รู้อนาคต สิ่งเดียวที่พกไปได้คือชุดคำสั่งทางการเงินที่คุณเขียนให้ตัวเองในวันนี้
.
คุณจะเขียนว่าอะไร?
.
คุณเขียน "ซื้อ Apple" ไม่ได้ เพราะประวัติศาสตร์อาจไม่ซ้ำรอยเดิม คำสั่งของคุณต้องเวิร์กไม่ว่าจะไปโผล่ปีไหน และหนังสือทั้งเล่มคือชุดคำสั่งชุดนั้น
.
Maggiulli เป็นนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่สร้างชื่อจากบล็อกการเงินซึ่งเล่าเรื่องด้วยตัวเลข หนังสือของเขาได้ Morgan Housel กับ James Clear มาการันตีที่ปกหลัง เนื้อในแบ่งเป็นสองพาร์ท
.
พาร์ทแรกว่าด้วยการเก็บเงินสำหรับคนที่ยังสร้างเนื้อสร้างตัว พาร์ทหลังว่าด้วยการลงทุนสำหรับคนที่มีก้อนโตพอแล้ว ระหว่างทางมันยังพาไปแวะเรื่องเช่าบ้านหรือซื้อบ้านดีกว่ากัน หนี้แบบไหนคุ้มค่าที่จะก่อ เกษียณได้จริงเมื่อไหร่ และจะรักษาสติยังไงตอนตลาดถล่ม
.
สิ่งที่เล่มนี้ทำคือมันไม่พยายามทำให้คุณรู้สึกผิดกับกาแฟแก้วละร้อย ต่างจากหนังสือการเงินส่วนใหญ่ที่ขายด้วยความรู้สึกผิด
.
.
#คำเตือน ทั้งหมดนี้คือการสรุปสิ่งที่หนังสือนำเสนอ ตัวเลข ตัวอย่าง และเรื่องเล่าเกือบทั้งหมดมาจากบริบทอเมริกา ทั้งภาษี ตลาดหุ้น และค่าครองชีพ ซึ่งคนละโลกกับบ้านเรา
.
หน้าที่ของบทความนี้คือย่อยหนังสือให้อ่านสนุก ไม่ใช่ที่ปรึกษาการเงินส่วนตัวของคุณ ฉะนั้นอ่านเอาไอเดีย เอาไปคิดต่อ แล้วปรับให้เข้ากับกระเป๋าเงินและชีวิตจริงของคุณเอง
.
และต่อไปนี้คือ 15 ข้อคิดจากหนังสือ Just Keep Buying ครับ
.
.
==============
.
1. ช่วงพอร์ตยังเล็ก โฟกัสที่การหารายได้ ช่วงพอร์ตโตแล้ว โฟกัสที่การลงทุน
.
ลองพลิกภาพเด็กอายุ 23 ที่มีเงินพันดอลลาร์ไปเป็นคนที่มีเงินลงทุน 10 ล้านดอลลาร์ ถ้าพอร์ตของเขาตกแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ เขาจะหายไป 1 ล้านดอลลาร์ในปีเดียว แล้วเขาจะเก็บเงินปีละล้านมาชดเชยได้ไหม แทบไม่มีใครทำได้ เว้นแต่รายได้จะสูงมากจริงๆ นั่นแปลว่าความผันผวนของพอร์ตกลืนเงินเก็บของเขาไปหมด คนแบบนี้ต้องใช้เวลาคิดเรื่องการลงทุนละเอียดยิบ
.
กลับกัน เงินก้อนของเด็กพันดอลลาร์เล็กจนผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์ก็เป็นตัวเลขที่ไม่ขยับชีวิต จะอดออมหนักแค่ไหนก็ได้เงินไม่กี่บาทเพราะฐานมันเล็ก สิ่งเดียวที่ขยับเข็มได้จริงในช่วงนี้คือรายได้ที่โตขึ้น เขาจึงควรทุ่มเวลาไปกับการหาเงิน ไม่ใช่การนั่งจัดพอร์ต
.
วิธีเช็กว่าตัวเองอยู่ตรงไหนง่ายมาก เอาเงินที่คาดว่าจะเก็บได้ปีนี้มาเทียบกับเงินที่คาดว่าพอร์ตจะโตปีนี้ ตัวไหนใหญ่กว่า ตรงนั้นคือที่ที่แรงของคุณจะได้ผลตอบแทนดีที่สุด
.
คนที่เก็บปีละ 10,000 ดอลลาร์และได้ผลตอบแทน 5 เปอร์เซ็นต์ ปีแรกเงินเก็บ 10,000 ใหญ่กว่าผลตอบแทน 500 อยู่ 20 เท่า พอผ่านไป 30 ปี เงินก้อนโตเป็น 623,227 ดอลลาร์ ปีนั้นพอร์ตงอกให้ 31,161 ดอลลาร์ ซึ่งใหญ่กว่าเงินที่เขาเก็บได้ทั้งปีถึงสามเท่า
.
ความน่าสนใจอยู่ที่ปลายทาง พอทำงานมาทั้งชีวิต เกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ของความมั่งคั่งทั้งหมดมาจากผลตอบแทนการลงทุน ไม่ใช่จากเงินที่หยอดเข้าไป แต่ช่วงต้นมันกลับกันสุดขั้ว
.
คำถามว่า "ควรลงแรงตรงไหน" เลยมีคำตอบต่างกันตามจุดที่คุณยืน ที่ปลายทั้งสองข้างมันชัดอยู่แล้ว ยังไม่มีเงินลงทุนก็ทุ่มไปที่การหารายได้แล้วเก็บมันไว้ พอเกษียณจนทำงานไม่ไหวก็ย้ายไปทุ่มที่การลงทุน
.
.
2. อัตราการเก็บเงินไม่ต้องคงที่ เพราะรายรับของคุณก็ไม่เคยคงที่
.
ถ้าไปตกปลาในลำธารทางใต้ของ Alaska จะเห็นปลา Dolly Varden ว่ายอยู่เต็มไปหมด แต่จะไม่ค่อยเห็นอาหารของมัน อย่างน้อยก็เกือบทั้งปี พอเข้าต้นฤดูร้อนแซลมอนมาถึง ปลาพวกนี้จะกินไข่แซลมอนอย่างบ้าคลั่งจนพุงเกือบระเบิด
.
ความลับคือช่วงที่อาหารขาด มันหดระบบย่อยอาหารให้เล็กลงเพื่อเผาผลาญพลังงานน้อยลง พอแซลมอนมาถึง อวัยวะย่อยอาหารของมันขยายเป็นสองเท่าของขนาดปกติ
.
นักชีววิทยาเรียกความยืดหยุ่นแบบนี้ว่า phenotypic plasticity และ Maggiulli บอกว่าเราควรเก็บเงินแบบเดียวกัน
.
กฎแบบ "เก็บ 20 เปอร์เซ็นต์ของรายได้" ผิดเพราะมันตั้งอยู่บนสมมติฐานสองข้อที่ถูกงานวิจัยหักล้างไปแล้ว
.
ข้อแรกคือรายได้คงที่, ข้อสองคือทุกคนเก็บในอัตราเดียวกันได้
.
ความจริงคือคนกลุ่มรายได้ต่ำสุด 20 เปอร์เซ็นต์เก็บได้ราวปีละ 1 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มบนสุด 20 เปอร์เซ็นต์เก็บได้ 24 เปอร์เซ็นต์ ส่วนกลุ่มบนสุด 1 เปอร์เซ็นต์เก็บได้ถึง 51 เปอร์เซ็นต์ อัตราการเก็บส่วนใหญ่เป็นเรื่องของระดับรายได้ ไปบอกคนที่จ่ายค่าเช่าแทบไม่พอให้เก็บ 20 เปอร์เซ็นต์ มันหลุดจากโลกความจริง
.
ตัวเขาเองก็เจอกับตัว อัตราการเก็บเงินของเขาร่วงจาก 40 เปอร์เซ็นต์ตอนอยู่ Boston เหลือ 4 เปอร์เซ็นต์ในปีแรกที่ย้ายไป New York เพราะเปลี่ยนสายงานและเลิกอยู่กับรูมเมท ถ้าตอนนั้นเขาสาบานว่าจะเก็บ 20 เปอร์เซ็นต์ให้ได้ทุกกรณี ปีนั้นคงเป็นปีที่ทรมานที่สุด คำแนะนำที่ดีที่สุดจึงเป็นแค่ เก็บเท่าที่เก็บไหว
.
เรื่องเงินเป็นความเครียดอันดับหนึ่งของคนอเมริกันทุกปีนับตั้งแต่ปี 2007 และงานวิจัยชี้ว่าการเก็บเงินเพิ่มจะดีก็ต่อเมื่อทำได้แบบไม่เครียด ไม่งั้นความเครียดจะทำร้ายคุณมากกว่าตัวเลขเงินเก็บที่น้อยเสียอีก
.
พอเขาเลิกเก็บเงินตามกฎที่ตั้งลอยๆ เขาก็เลิกหมกมุ่นกับทุกการตัดสินใจทางการเงิน และเริ่มมีความสุขกับเงินของตัวเองได้จริงๆ
.
.
3. การลดรายจ่ายมีขีดจำกัด แต่การเพิ่มรายได้ไม่มี
.
นักมานุษยวิทยาไปศึกษาการใช้พลังงานของชาว Hadza เผ่านักล่าหาของป่าใน Tanzania โดยคาดว่าจะเจอตัวเลขมหาศาล ผู้ชายออกล่าสัตว์ใหญ่และโค่นต้นไม้ ผู้หญิงขุดดินแข็งหาอาหาร
.
แต่พอปรับตามขนาดร่างกายแล้ว ชาว Hadza เผาผลาญแคลอรีพอๆ กับคนตะวันตกที่นั่งโต๊ะทั้งวัน เพราะร่างกายปรับการใช้พลังงานรวมให้เข้ากับกิจกรรม เริ่มวิ่งวันละไมล์ช่วงแรกเผาผลาญเยอะ แล้วมันจะนิ่ง เรื่องน้ำหนักตัว อาหารสำคัญกว่าการออกกำลังกาย
.
สมการเดียวกันใช้กับเงิน เงินเก็บเท่ากับรายได้ลบรายจ่าย จะเก็บมากขึ้นก็ต้องเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย หรือทำทั้งคู่ แต่การลดรายจ่ายมีพื้น เหมือนการออกกำลังกายมีเพดาน
.
ดูจากข้อมูลจริง คนกลุ่มรายได้ต่ำสุด 20 เปอร์เซ็นต์ในสหรัฐใช้เงินเกิน 100 เปอร์เซ็นต์ของรายได้หลังหักภาษีไปกับแค่อาหาร ที่อยู่ ค่ารักษาพยาบาล และการเดินทาง มาตั้งแต่ปี 1984 ยังไม่นับเสื้อผ้า การศึกษา หรือความบันเทิงใดๆ รายได้เฉลี่ยราว 1,020 ดอลลาร์ต่อเดือน แต่รายจ่ายแค่สี่หมวดจำเป็นนั้นราว 1,947 ดอลลาร์
.
คนกลุ่มนี้ต้องหั่นรายจ่ายลงครึ่งหนึ่งถึงจะเริ่มเก็บเงินได้ ทั้งที่งบก็รัดกุมจนแทบไม่เหลืออะไรให้หั่นแล้ว ฝ่ายที่บอกให้ชงกาแฟกินเองแล้วประหยัดได้เป็นล้านตลอดชีวิตนั้นไม่ได้ผิดในทางเทคนิค แต่การลดรายจ่ายมีขีดจำกัด ส่วนการเพิ่มรายได้ไม่มี หาช่องเล็กๆ ที่เพิ่มรายได้ได้วันนี้ แล้ววันหน้ามันจะกลายเป็นช่องใหญ่
.
.
4. อยากใช้เงินฟุ่มเฟือยแบบสบายใจ ให้ลงทุนเพิ่มอีกเท่าตัว
.
ลองดูคนสองขั้ว เพื่อนร่วมชั้นชื่อ James ตอนไปเรียนที่อเมริกาใต้เป็นคนที่ไม่มีคอนเซ็ปต์เรื่องราคาเลย มื้อค่ำ ค่าเข้าคลับ บริการเสิร์ฟขวด จ่ายด้วยบัตรเครดิตพ่อทั้งหมด ครั้งหนึ่งกลุ่มเขาหลงทางระหว่างเดินขึ้น Machu Picchu ตอนกลางคืน
.
James ถึงกับเสนอจะโทรผ่านโทรศัพท์ดาวเทียมเช่าเฮลิคอปเตอร์มารับ เพื่อนในกลุ่มช่วยกันห้ามไว้ทัน แล้วก็เดินต่อจนถึงที่หมายโดยไม่เป็นอะไร
.
อีกขั้วคือเพื่อนร่วมงานที่ San Francisco ชื่อ Dennis คนนี้แฮกระบบราคาพุ่งของ Uber ด้วยการปักหมุดตำแหน่งลงกลางอ่าว San Francisco ซึ่งไม่เคยมีราคาพุ่ง ล็อกราคาไว้ แล้วค่อยลากหมุดกลับมาที่ตัวเอง ประหยัดได้เที่ยวละ 5 ถึง 10 ดอลลาร์ จนกระทั่ง Uber อุดช่องโหว่
.
คืนส่งท้ายปี 2015 ตอนตีสองขณะเมา ราคาพุ่งขึ้น 8.9 เท่า ทริกล่ม เขาได้บิลมา 264 ดอลลาร์ และใช้เวลาหลายสัปดาห์ไปกับการเถียงว่า Uber โกงเขา ทั้งที่คนโกงตัวจริงนั่งอยู่หลังพวงมาลัยของตัวเอง
.
สองแบบนี้พังทั้งคู่ James ใช้เงินแบบไม่รู้สึกผิดแต่ทิ้งขว้าง Dennis บริหารเงินเก่งแต่ทุกครั้งที่จ่ายเงินเขาเต็มไปด้วยความกังวล
.
น่าเสียดายที่วงการการเงินส่วนใหญ่เข้าข้าง Dennis ตั้งแต่ Suze Orman บอกว่าการซื้อกาแฟเท่ากับ "ฉี่รดเงินล้านทิ้ง" ไปจนถึง Gary Vaynerchuk ที่คอยถามว่าคุณขยันพอหรือยัง มีแต่ความรู้สึกผิด แม้แต่คนที่มีทรัพย์สิน 5 ถึง 25 ล้านดอลลาร์ ยังมี 20 เปอร์เซ็นต์ที่กังวลว่าเงินจะไม่พอใช้ตอนแก่ เงินไม่ควรเป่านกหวีดเตือนภัยทุกครั้งที่คุณเห็นป้ายราคา
.
กฎสองเท่าแก้ปัญหานี้ ทุกครั้งที่จะปรนเปรอตัวเอง ให้เอาเงินจำนวนเท่ากันไปลงในสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ หรือบริจาค อยากได้รองเท้าคู่ละ 400 ดอลลาร์ ก็ต้องซื้อหุ้นอีก 400 ด้วย
.
ถ้าไม่ยอมเก็บสองเท่าเพื่อมัน แปลว่าคุณไม่ได้อยากได้จริง และมันใช้ได้ทุกสเกล ตั้งแต่ 10 ดอลลาร์ยัน 10,000 นี่คือทริกง่ายๆ ที่ปลดคุณออกจากคุกของความรู้สึกผิดเวลาจ่ายเงิน
.
.
5. เงินเดือนขึ้นแล้วใช้ดีขึ้นได้ แต่เก็บอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของส่วนที่ขึ้นมา
.
วันที่ 4 มกราคม 1877 ชายที่รวยที่สุดในโลกเสียชีวิต Cornelius "The Commodore" Vanderbilt สะสมทรัพย์สินไว้กว่า 100 ล้านดอลลาร์ เขาเชื่อว่าการแบ่งกองมรดกจะทำให้ตระกูลล่มจม เลยยกเงิน 95 ล้านให้ลูกชายคนเดียวชื่อ William H. ตอนนั้น 95 ล้านมากกว่าเงินทั้งหมดในคลังของสหรัฐเสียอีก
.
และ William ก็พิสูจน์ว่าพ่อคิดถูก เขาทำเงินก้อนนั้นโตเป็นเกือบ 200 ล้านดอลลาร์ หรือราว 5 พันล้านดอลลาร์เมื่อเทียบค่าเงินปี 2017
.
แล้วมันก็พัง ภายใน 20 ปีไม่มี Vanderbilt คนไหนติดทำเนียบคนรวยที่สุดของอเมริกาอีกเลย ตอนลูกหลานของ The Commodore 120 คนมารวมตัวกันที่ Vanderbilt University ในปี 1973 ไม่มีสักคนที่เป็นเศรษฐีเงินล้าน
.
สาเหตุคือการใช้ชีวิตหรูขึ้นตามรายได้ ตระกูลนี้กินมื้อค่ำบนหลังม้า สูบบุหรี่ที่มวนด้วยธนบัตรใบละ 100 ดอลลาร์ และสร้างคฤหาสน์หรูที่สุดใน New York เพื่อไล่ตามพวกไฮโซด้วยกัน
.
ไม่ต้องมีรสนิยมระดับ Vanderbilt ก็ตกหลุมนี้ได้ เงินเดือนขึ้น อยากฉลอง ซื้อรถดีขึ้นหรือย้ายไปอยู่ที่ดีขึ้น ยินดีด้วย คุณเพิ่งเจอกับมัน
.
Maggiulli ไม่ได้ต่อต้าน เขาบอกว่าการใช้ชีวิตดีขึ้นบ้างก็เป็นเรื่องน่าพอใจ จะทำงานหนักไปทำไมถ้าไม่ได้กินผลของมันเลย แต่เพดานของคนส่วนใหญ่อยู่ที่ 50 เปอร์เซ็นต์ ใช้เกินครึ่งหนึ่งของเงินที่เดือนขึ้นมา วันเกษียณของคุณจะเริ่มถอยออกไป
.
จุดที่ทวนสัญชาตญาณคือ คนที่เก็บเงินเก่งต้องเก็บสัดส่วนของเงินขึ้นมากกว่าคนที่เก็บน้อยด้วยซ้ำ ถ้าอยากเกษียณตามกำหนดเดิม เพราะเป้าเกษียณคำนวณจากค่าใช้จ่าย เงินที่ขึ้นมาแล้วเอาไปใช้จะดันค่าใช้จ่ายในอนาคตให้สูงขึ้น และดันภูเขาที่คุณต้องปีนให้สูงตาม สิ่งที่สำคัญคือผลกระทบต่อเงินที่คุณจะใช้ไปตลอดชีวิต
.
.
6. ลงทุนเพื่อให้เงินทำงานแทน ในวันที่คุณทำงานเองไม่ได้อีกต่อไป
.
แนวคิดเรื่องการเกษียณเพิ่งมีในปลายศตวรรษที่ 19 ก่อนหน้านั้นคนส่วนใหญ่ทำงานจนวันตาย ไม่มีบั้นปลายชีวิตสีทอง ไม่มีเดินเล่นริมหาดยาวๆ จนปี 1889 Otto von Bismarck นายกรัฐมนตรีเยอรมนีสร้างระบบบำนาญของรัฐเป็นครั้งแรกในโลก จ่ายให้คนอายุเกิน 70 พอถูกถามว่าทำไม เขาตอบว่าคนที่ทำงานไม่ได้เพราะชราภาพมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะได้รับการดูแลจากรัฐ
.
ทำไมความคิดนี้ถึงลามไปทั่วโลก เพราะคนเริ่มอายุยืนขึ้น ปี 1851 คนใน England และ Wales มีชีวิตถึงอายุ 70 แค่ราว 25 เปอร์เซ็นต์ พอถึงปี 1891 ตัวเลขขึ้นเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ ทุกวันนี้เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ อายุที่ยาวขึ้นสร้างความจำเป็นในการลงทุน เพราะเมื่อก่อนไม่มีอนาคตอันยาวไกลให้ต้องเตรียมเงินไว้
.
เหตุผลที่ต้องลงทุนมีสามข้อ เพื่อดูแลตัวเองในอนาคต เพื่อหนีเงินเฟ้อ และเพื่อเอาทุนทางการเงินมาแทนแรงงานของตัวเอง คุณทำงานไปตลอดไม่ได้ จึงต้องมีทุนทางการเงินมารับช่วงต่อตอนที่กำลังหาเงินของคุณเริ่มถดถอย
.
มีงานทดลองน่าสนใจ คนที่ได้ดูรูปตัวเองที่ตัดต่อให้แก่ลงหยอดเงินเข้ากองทุนเกษียณเพิ่มขึ้นราว 2 เปอร์เซ็นต์ เห็นหน้าตัวเองตอนแก่แล้วมือเติมเงินเองเลย ฉะนั้นจงเห็นแก่ตัว โดยเฉพาะกับตัวเองในอนาคต
.
.
7. อยากรวยต้องคิดแบบเจ้าของ ซื้อสินทรัพย์ที่สร้างรายได้
.
Wally Jay หนึ่งในครูยูโดที่เก่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา ไม่เคยแข่งยูโดด้วยตัวเองเลย แต่ปั้นแชมป์ออกมาไม่หยุด ความลับของเขาคือไม่สอนทุกคนแบบเดียวกับที่ตัวเองถูกสอนมา
.
ครูคู่แข่งคนหนึ่งเคยคุยว่า "ลูกศิษย์ผมสู้เหมือนผมทุกคน" แล้วพอขึ้นเสื่อ ไม่มีลูกศิษย์ของเขาสักคนที่เอาชนะลูกศิษย์ของ Jay ได้ Jay บอกเขาว่าต้องสอนแบบปรับให้เข้ากับแต่ละคน สิ่งที่เวิร์กกับคนหนึ่งไม่จำเป็นต้องเวิร์กกับอีกคน ในการลงทุนก็เหมือนกัน
.
ไม่มีเส้นทางเดียวสู่ความรวย นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่เคยขยับพ้นหุ้นกับพันธบัตร ซึ่งก็ไม่ผิด ทั้งคู่เป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่งชั้นเยี่ยม แต่เมนูมันใหญ่กว่านั้น อสังหาริมทรัพย์ กองรีท ที่ดินเกษตร ธุรกิจขนาดเล็ก ค่าลิขสิทธิ์
.
ตัว Maggiulli เองเคยถือสินทรัพย์แค่สี่ประเภทจากรายการที่เขาลิสต์ไว้ เพราะที่เหลือไม่เหมาะกับเขา รายการนั้นเป็นจุดตั้งต้นให้ไปหาข้อมูลต่อ ไม่ใช่ใบสั่งยา
.
หุ้นเป็นตัวโปรดของเขา ผลตอบแทนที่แท้จริงของหุ้นสหรัฐเฉลี่ยราว 6.8 เปอร์เซ็นต์ต่อปีตลอด 204 ปี และจากการศึกษา 16 ประเทศระหว่างปี 1900 ถึง 2006 ทุกประเทศให้ผลตอบแทนที่แท้จริงเป็นบวกในระยะยาว ทั้งที่ศตวรรษที่ 20 มีสงครามโลกสองครั้งและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่
.
ข้อแลกเปลี่ยนคือคุณต้องทำใจ หุ้นจะตกเกิน 50 เปอร์เซ็นต์สองสามครั้งต่อศตวรรษ ตก 30 เปอร์เซ็นต์ทุกสี่ถึงห้าปี และตก 10 เปอร์เซ็นต์อย่างน้อยปีเว้นปี ข้อดีของการถือหุ้นคือคุณเป็นเจ้าของธุรกิจและเก็บเกี่ยวผลตอบแทน ในขณะที่คนอื่นบริหารงานให้คุณ
.
.
8. เลิกหวังว่าจะเอาชนะตลาดด้วยหุ้นรายตัว เพราะมันไม่ต่างจากการโยนเหรียญ
.
แปดโมงเช้าวันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2021 เพื่อนของ Maggiulli ชื่อ Darren ส่งข้อความมาว่า "บอกทีว่าทำไมกูไม่ควรใส่ห้าหมื่นถึงแสนดอลลาร์ใน GME ตอนเก้าโมงครึ่ง" เขาพูดถึง GameStop หุ้นที่กำลังจะขึ้น 5 เท่าในสัปดาห์เดียว ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้
.
Darren ไม่ได้อยากได้คำแนะนำ เขาอยากได้ใบอนุญาต Maggiulli เลยแซวว่า "มันอาจกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับมึงก็ได้" แค่นั้นแหละ
.
GME เปิดที่ 96 ดอลลาร์ พอถึงสิบโมงยี่สิบสอง Darren ทนดูอยู่ข้างสนามไม่ไหว เข้าซื้อที่ 111 ดอลลาร์ ลงเงินไปกว่า 30,000 ดอลลาร์ ทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่ราคาขยับ เท่ากับ 300 ดอลลาร์สำหรับเขา
.
สิบห้านาทีต่อมา GME แตะ 140 ดอลลาร์ เขากำไรไปแล้วเก้าพัน กลุ่มแชตเริ่มเลือกบ้านหลังเกษียณให้เขา แล้วมันก็ร่วงเร็วพอๆ กับตอนขึ้น ทุก 1 ดอลลาร์ที่ตกคือ 300 ที่หายไป บ่ายโมงยี่สิบเจ็ดเขายอมแพ้ ขายที่ 70 ดอลลาร์ Darren ขาดทุน 12,000 ดอลลาร์ในสองชั่วโมง
.
Maggiulli สรุปว่ามันเป็นแค่แผลถลอก ไม่ใช่การถูกตัดแขนตัดขา เพราะ Darren เดิมพันเฉพาะเงินที่เสียได้ แต่เรื่องนี้คือประสบการณ์ทั้งหมดของนักเล่นหุ้นย่อลงมาในสองชั่วโมง
.
ทั้งความกลัวตกรถ ความปลื้ม ความเจ็บ ความเสียดาย และข้อโต้แย้งทางการเงินก็โหดร้าย ในช่วงห้าปี 75 เปอร์เซ็นต์ของกองทุนมืออาชีพ ซึ่งเป็นผู้จัดการเงินเต็มเวลาพร้อมทีมนักวิเคราะห์ ยังเอาชนะดัชนีอ้างอิงของตัวเองไม่ได้ ถ้าพวกเขายังทำไม่ได้ แล้วโอกาสของคุณอยู่ตรงไหน
.
ที่แย่กว่านั้น ผลตอบแทนของตลาดซ่อนอยู่ในหุ้นแค่หยิบมือ Hendrik Bessembinder พบว่าหุ้นที่ดีที่สุด 4 เปอร์เซ็นต์เป็นที่มาของความมั่งคั่งสุทธิทั้งหมดที่ตลาดหุ้นสหรัฐสร้างเหนือพันธบัตรรัฐบาลนับตั้งแต่ปี 1926 แค่ห้าบริษัทคือ ExxonMobil, Apple, Microsoft, General Electric และ IBM สร้าง 10 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด
.
ขณะเดียวกัน จาก 20 บริษัทในดัชนี Dow เมื่อเดือนมีนาคม 1920 ไม่มีสักบริษัทที่ยังอยู่ในดัชนีหลังผ่านไปหนึ่งร้อยปี ไม่มีอะไรอยู่ค้ำฟ้า
.
.
9. เงินที่ตั้งใจจะลงทุน ยิ่งลงเร็วยิ่งดี เพราะตลาดส่วนใหญ่ขึ้นเป็นส่วนใหญ่ของเวลา
.
ก่อนที่ American Pharoah จะคว้า Triple Crown ในปี 2015 ไม่มีใครคาดหวังอะไรกับมัน แต่ Jeff Seder อดีตนักวิเคราะห์ Citigroup ที่ลาออกมาทำนายผลแข่งม้า ไม่สนใจสิ่งที่คนเพาะพันธุ์ม้าหมกมุ่นกัน นั่นคือสายเลือด เขาวัดทุกอย่างที่เหลือ ขนาดรูจมูก น้ำหนักมูล ความหนาแน่นของเส้นใยกล้ามเนื้อ
.
ลองมาหลายปีก็ไม่เจอ จนใช้เครื่องอัลตราซาวด์แบบพกพาวัดขนาดอวัยวะภายในของม้า แล้วพบว่าขนาดของหัวใจห้องล่างซ้ายเป็นตัวทำนายความสำเร็จได้ดีที่สุด นั่นคือเหตุผลที่เขาบอกให้ผู้ซื้อคว้า American Pharoah มา และเมินม้าอีก 151 ตัวในงานประมูล
.
บางครั้งข้อมูลจุดเดียวที่แม่นยำอธิบายทั้งระบบได้ สำหรับการลงทุน ข้อมูลจุดนั้นคือ ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ขึ้นเป็นส่วนใหญ่ของเวลา
.
Buffett พูดไว้ตรงๆ ว่าในศตวรรษที่ 20 สหรัฐผ่านสงครามโลกสองครั้ง ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ วิกฤตและความตื่นตระหนกทางการเงินราวสิบกว่าครั้ง วิกฤตน้ำมัน โรคระบาด และประธานาธิบดีที่ต้องลาออกอย่างอัปยศ แต่ดัชนี Dow ก็ยังขึ้นจาก 66 ไปที่ 11,497
.
ถ้าตลาดส่วนใหญ่ขึ้น ทุกวันที่คุณรอมักแปลว่าราคาที่แพงขึ้นในวันหน้า ลองคิดเล่นๆ คุณได้เงินมา 1 ล้านดอลลาร์ จะลงทั้งก้อนตอนนี้ หรือลงปีละ 1 เปอร์เซ็นต์เป็นเวลาร้อยปี ชัดว่าลงตอนนี้ เพราะรอเป็นศตวรรษแปลว่าซื้อในราคาที่แพงขึ้น ขณะที่เงินสดผุพังไปกับเงินเฟ้อ ย่อตรรกะลงมา ถ้าคุณไม่รอร้อยปี ก็ไม่ควรรอร้อยเดือนเหมือนกัน
.
จุดที่แปลกคือ ถ้าสุ่มหยิบวันทำการของ Dow ระหว่างปี 1930 ถึง 2020 มีโอกาสเกิน 95 เปอร์เซ็นต์ที่ Dow จะปิดต่ำกว่านั้นในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า ใช่ ราคาที่ถูกกว่ามีโอกาสมาจริง แต่ข้อมูลบอกให้เพิกเฉยกับความรู้สึกนั้นไปเลย อย่างที่คำพังเพยว่า เวลาที่ดีที่สุดที่จะเริ่มคือเมื่อวาน เวลาที่ดีรองลงมาคือวันนี้
.
.
10. ต่อให้เป็นพระเจ้าที่รู้จุดต่ำสุดล่วงหน้า ก็ยังแพ้คนที่ซื้อทุกเดือน
.
อีกหนึ่งเกม คุณถูกโยนไปอยู่ที่ไหนสักแห่งระหว่างปี 1920 ถึง 1980 และต้องลงทุนในหุ้นสหรัฐ 40 ปี
.
วิธี A คือซื้อเฉลี่ยรายเดือน ลง 100 ดอลลาร์ทุกเดือนไม่ว่าอะไรจะเกิด วิธี B คือรอซื้อตอนย่อ เก็บเงินสดไว้แล้วซื้อเฉพาะตอนตลาดต่ำกว่าจุดสูงสุดเดิม
.
และเพื่อให้ B ชนะขาด คุณถูกทำให้รู้ทุกอย่าง คุณรู้จุดต่ำสุดที่แท้จริงระหว่างจุดสูงสุดสองจุดเสมอ จึงซื้อได้ในราคาต่ำสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ทุกครั้ง
.
ฟังดูเหมือน B ไม่มีทางแพ้ แต่มันแพ้
.
การรอซื้อตอนย่อให้ผลตอบแทนแย่กว่าการซื้อเฉลี่ยธรรมดาในกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของช่วง 40 ปีตั้งแต่ 1920 ถึง 1980 ทั้งที่จับจังหวะแม่นระดับพระเจ้า เพราะการดิ่งรุนแรงเกิดขึ้นไม่บ่อย ในประวัติศาสตร์สหรัฐ ตลาดย่อหนักๆ มีแค่ในทศวรรษ 1930 1970 และ 2000 ระหว่างนั้นเงินสดของคุณนอนเฉยๆ ขณะที่ตลาดไต่หนีขึ้นไปเรื่อยๆ
.
และชัยชนะที่หายากนั้นก็เรียกร้องความสมบูรณ์แบบ พลาดจุดต่ำสุดจริงไปแค่สองเดือน โอกาสที่การรอซื้อตอนย่อจะชนะการซื้อเฉลี่ยร่วงจาก 30 เปอร์เซ็นต์เหลือ 3 เปอร์เซ็นต์
.
กลยุทธ์นี้จะเปล่งประกายก็ต่อเมื่อตลาดถล่มยักษ์ตั้งแต่ต้นทาง อย่างปี 1932 ที่เงิน 100 ดอลลาร์ทุกก้อนที่ลงตรงก้นเหวโตเป็น 4,000 ดอลลาร์ในค่าเงินจริงภายในปี 1957 เดิมพันว่าจะจับถูก แล้วคุณจะใช้ชีวิตส่วนใหญ่นั่งกอดเงินสดรอจุดต่ำสุดที่มักไม่มา
.
กฎที่ตกผลึกออกมาคือ ซื้อให้ไว ขายให้ช้า เมื่อตลาดส่วนใหญ่ขึ้นตามเวลา ก็ควรเข้าไปลงทุนให้เร็วที่สุดและถอนออกให้ช้าที่สุด ถ้าคุณไม่สบายใจที่จะทำแบบนี้ สิ่งที่คุณซื้ออยู่อาจเสี่ยงเกินไปสำหรับคุณ
.
.
11. ผลตอบแทนช่วงสั้นเป็นเรื่องของโชค แต่ระยะยาวเป็นเรื่องของพฤติกรรม
.
ปลายทศวรรษ 1970 วงการหนังสือเชื่อว่านักเขียนไม่ควรออกหนังสือเกินปีละเล่ม ไม่งั้นจะทำให้แบรนด์ตัวเองจืดจาง ซึ่งลำบากสำหรับ Stephen King ที่เขียนปีละสองเล่ม เขาเลยพิมพ์เล่มส่วนเกินภายใต้นามปากกา Richard Bachman หนังสือของ King ขายเป็นล้าน ส่วน Bachman ไม่มีใครรู้จัก นักเขียนคนเดียวกัน คุณภาพเท่ากัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันลิบลับ
.
จนพนักงานร้านหนังสือใน Washington DC ชื่อ Steve Brown สังเกตเห็นสไตล์การเขียนที่เหมือนกันแล้วแฉออกมา King นำหนังสือของ Bachman กลับมาพิมพ์ใหม่ในชื่อจริง แล้วมันก็พุ่งขึ้นชาร์ต Thinner เคยขายได้ 28,000 เล่มตอนเป็นหนังสือของ Bachman พอรู้ว่าเป็นของ King ยอดพุ่งเป็น 3 ล้านเล่ม
.
J.K. Rowling ก็เจอแบบเดียวกัน The Cuckoo's Calling ที่เขียนในนาม Robert Galbraith ยอดขายพุ่งกว่า 150,000 เปอร์เซ็นต์หลังถูกเปิดโปง จากอันดับ 4,709 ขึ้นไปที่อันดับ 3
.
แรงล่องหนแบบเดียวกันไหลอยู่ในการลงทุน แค่ปีเกิดของคุณก็กำหนดผลตอบแทนได้แล้ว ขึ้นอยู่กับทศวรรษที่ลงทุน ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนได้ตั้งแต่บวก 16.6 เปอร์เซ็นต์ไปจนถึงลบ 3.1 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ส่วนต่าง 20 จุดที่ไม่เกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณเลย
.
อีกหมัดเด็ดคือ นักลงทุนฝีมือดีที่ชนะตลาดปีละ 5 เปอร์เซ็นต์ระหว่างปี 1960 ถึง 1980 ทำเงินได้น้อยกว่านักลงทุนห่วยที่แพ้ตลาดปีละ 5 เปอร์เซ็นต์ระหว่างปี 1980 ถึง 2000 เพียงเพราะโผล่มาผิดจังหวะเวลา ข่าวดีคือในช่วง 30 ปี ช่องว่างพวกนี้แคบลง และนักลงทุนระยะยาวมักได้รับรางวัลในที่สุด ไพ่ที่จั่วได้มีผล แต่วิธีเล่นไพ่มีผลมากกว่า
.
.
12. อย่าหนีความผันผวน เพราะมันคือค่าตั๋วที่ต้องจ่ายเพื่อผลตอบแทนระยะยาว
.
Fred Smith ทุ่มทรัพย์สินเกือบทั้งหมดไปกับบริษัทขนส่งพัสดุชื่อ Federal Express และ General Dynamics เพิ่งปฏิเสธที่จะให้เงินทุนเพิ่ม วันนั้นเป็นวันศุกร์ วันจันทร์มีบิลค่าน้ำมันเครื่องบิน 24,000 ดอลลาร์ที่ต้องจ่าย แต่ FedEx มีเงินในบัญชี 5,000 ดอลลาร์
.
Smith เลยทำสิ่งเดียวที่เขาคิดว่าสมเหตุสมผล เขาบินไป Las Vegas แล้วเอาเงิน 5,000 ที่เหลือไปเล่นแบล็กแจ็ก
.
วันจันทร์ผู้จัดการทั่วไปเปิดบัญชีดูแล้วพบเงิน 32,000 ดอลลาร์ Smith อธิบายว่าเขาบินไป Vegas แล้วชนะมา 27,000 พอถูกถามว่าเสี่ยงเงิน 5,000 ก้อนสุดท้ายของบริษัทได้ยังไง Smith ตอบว่ามันต่างกันตรงไหน ในเมื่อไม่มีเงินค่าน้ำมันเราก็บินไม่ได้อยู่ดี บางครั้งความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดคือการไม่เสี่ยงอะไรเลย
.
ในการลงทุน สื่อชอบข่าวกองทุนเฮดจ์ฟันด์ระเบิด แต่แทบไม่เคยพูดถึงคนที่กอดเงินสดอยู่หลายสิบปีแล้วสร้างความมั่งคั่งไม่สำเร็จอย่างเงียบๆ การหลบขาลงมากเกินไปจำกัดขาขึ้นของคุณ
.
นับตั้งแต่ปี 1950 การตกหนักสุดในรอบปีของ S&P 500 เฉลี่ยอยู่ที่ 13.7 เปอร์เซ็นต์ ค่ากลาง 10.6 เปอร์เซ็นต์ หนักสุดคือปี 2008 ที่ตกไป 48 เปอร์เซ็นต์ ณ จุดหนึ่ง นี่คือค่าตั๋วผ่านประตู
.
พยายามหลบมัน แล้วคุณจะจ่ายแพงกว่า กลยุทธ์ที่ย้ายไปถือพันธบัตรทุกปีที่ตลาดตกตั้งแต่ 5 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป จะทำให้คุณมีเงินน้อยกว่าคนที่ซื้อแล้วถือยาวถึง 90 เปอร์เซ็นต์เมื่อถึงปี 2018 คุณต้องเจอขาลงบ้าง ถ้าอยากได้ขาขึ้นของคุณ
.
.
13. ถ้าบังเอิญมีเงินสดตอนตลาดถล่ม นั่นมักเป็นโอกาสซื้อที่ดีที่สุด
.
Maggiulli จำได้ถึงวันที่ 22 มีนาคม 2020 ตอนเดินไปซื้อของใน Manhattan ดัชนี S&P 500 ต่ำกว่าจุดสูงสุดของเดือนก่อนอยู่ 32 เปอร์เซ็นต์ ร้านอาหารปิดนั่งในร้าน ฤดูกาล NBA ถูกระงับ ข่าวงานแต่งถูกยกเลิกเริ่มทยอยเข้ากล่องข้อความ เพื่อนฝูงส่งข้อความมาถามว่าถึงก้นเหวหรือยัง ควรขายไหม มันจะแย่ลงได้อีกแค่ไหน เขาก็ไม่รู้เหมือนกัน
.
แล้วที่ปลายบันไดเลื่อนเขาเห็นชายคนหนึ่งกำลังจัดดอกไม้ขายอย่างใจเย็น เหมือนที่ทำทุกวัน แล้วมันก็แวบขึ้นมาว่าทุกอย่างจะโอเค ถ้าคนขายดอกไม้ยังมีความหวังพอจะขายดอกไม้กลางโรคระบาด แล้วทำไมเขาถึงจะมีไม่ได้ ช่วงเวลาเล็กๆ ของความปกติท่ามกลางโลกที่กำลังพังทลาย
.
Baron Rothschild นายธนาคารในศตวรรษที่ 18 ว่ากันว่าเคยพูดว่าเวลาที่ควรซื้อคือเวลาที่มีเลือดนองถนน และเขาก็ทำเงินก้อนโตด้วยคติข้อนี้หลังยุทธการ Waterloo
.
ข้อมูลก็เข้าข้างเขา ถ้าคุณมีเงินสดตอนตลาดพัง ทุกดอลลาร์ที่ลงใกล้ก้นเหวจะโตกว่าดอลลาร์ที่ลงไปก่อนหน้าหลายเดือนมาก เงินที่ลงในหุ้นสหรัฐใกล้จุดต่ำสุดปี 1932 โตเป็นราวสามเท่าของก้อนที่ลงในปี 1930 เมื่อถึงปี 1936
.
ขาขึ้นนั้นมาจากคณิตศาสตร์ง่ายๆ ทุกเปอร์เซ็นต์ที่ขาดทุนต้องการเปอร์เซ็นต์ที่มากกว่าเพื่อทวงคืน ตก 10 เปอร์เซ็นต์ต้องได้คืน 11.11 เปอร์เซ็นต์ ตก 20 เปอร์เซ็นต์ต้องได้คืน 25 ตก 50 เปอร์เซ็นต์ต้องขึ้นเท่าตัว ตลาดที่ตก 33 เปอร์เซ็นต์จึงต้องขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์เพื่อกลับมาเท่าทุน และทุกดอลลาร์ที่คุณลงตรงนั้นจะโตเป็น 1.50 ดอลลาร์เมื่อมันฟื้น ผลตอบแทนในอนาคตมักสูงที่สุดหลังตลาดถล่มครั้งใหญ่
.
.
14. คุณจะไม่มีวันรู้สึกว่ารวย และคุณอาจรวยอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว
.
คริสต์มาสปี 2002 ที่ West Virginia คนซื้อล็อตเตอรี Powerball กันวินาทีละ 15 ใบในช่วงพีค Jack Whittaker ที่ปกติไม่เล่นก็ซื้อกับเขา เพราะเงินรางวัลเกิน 100 ล้านดอลลาร์ คืนนั้นเขาถูกสี่จากห้าเลข ได้เงินหลักแสน เช้าวันรุ่งขึ้นเขาเห็นข่าวว่าเลขหนึ่งตัวถูกประกาศผิด พอเช็กใหม่ เขาถูกรางวัลใหญ่ 314 ล้านดอลลาร์ ซึ่งตอนนั้นเป็นรางวัลใบเดียวที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ เขารับเงินก้อน 113 ล้านดอลลาร์หลังหักภาษี
.
คุณเดาได้อยู่แล้วว่ามันจบไม่สวย ภายในสองปี หลานสาวของเขาเสียชีวิตซึ่งน่าจะจากยาเกินขนาด ภรรยาแยกทางไป และเขาหมดเวลาไปกับการพนัน การขับรถขณะเมา และการจ่ายเงินให้ผู้หญิง เขาเสียเงินไปทั้งหมด
.
อีกหนึ่งนิทานเตือนใจเรื่องคนถูกหวย ยกเว้นรายละเอียดหนึ่งที่ Maggiulli เก็บไว้บอกทีหลัง Jack มีทรัพย์สินกว่า 17 ล้านดอลลาร์อยู่แล้วก่อนซื้อตั๋วใบนั้น เขาเป็นเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ประสบความสำเร็จ
.
รู้ได้ยังไงว่า Jack ไม่รู้สึกว่ารวย ก็เขามีเงิน 17 ล้านดอลลาร์แล้วยังไปซื้อล็อตเตอรี การมองเห็นความมั่งคั่งของตัวเองยากกว่าที่คิด
.
เพื่อนของ Maggiulli ชื่อ John โตมาในครอบครัวร่ำรวย พ่อแม่มีปริญญาโททั้งคู่ อาชีพการงานโดดเด่น แต่ยืนกรานว่าตัวเองไม่ได้รวยขนาดนั้น ตอนอายุ 16 พ่อให้เงิน 1,000 ดอลลาร์ไปเปิดพอร์ตหุ้น
.
เพื่อนของเขาชื่อ Mark ได้ของขวัญ "เหมือนกัน" ในสัปดาห์เดียวกัน พอ John ถามลึกลงไป Mark ยอมรับว่าจริงๆ แล้วมันคือ 100,000 ดอลลาร์ "แต่มันก็ของขวัญแบบเดียวกันแหละ"
.
มีคำว่ารวย แล้วก็มีคำว่ารวย ไม่ว่าคุณมีเท่าไหร่ ก็จะมีคนที่มีมากกว่าเสมอ และความมั่งคั่งเป็นเกมเชิงเปรียบเทียบ ถ้าคุณชนะเกมการเงิน อย่าให้ตัวเองหายไปในระหว่างทาง
.
.
15. เวลาคือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุด และคุณจะไม่มีวันได้มันเพิ่ม
.
Peter Attia ผู้เชี่ยวชาญด้านการยืดอายุตั้งคำถามในปี 2017 ว่าไม่มีใครในห้องนี้สักคนที่จะยอมสลับที่กับ Warren Buffett ตอนนี้ ต่อให้ได้เงินทุกดอลลาร์ของเขา เพราะมันแปลว่าต้องอายุ 87 และ Buffett เองก็คงยินดีจะได้กลับไปอายุ 20 อีกครั้งแม้จะถังแตก
.
คุณรู้อยู่แล้วว่าบางอย่างมีค่ากว่าเงิน เพราะมีบางสิ่งที่คุณทำได้ด้วยเวลา ซึ่งเงินเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้
.
ปี 1960 ในหมู่บ้าน Gehlaur อันห่างไกลของอินเดีย หญิงคนหนึ่งลื่นล้มบาดเจ็บบนเส้นทางอันตรายระยะ 50 กิโลเมตรที่ชาวบ้านต้องเดินอ้อมสันเขาไปหาเสบียงหรือหาหมอ สามีของเธอชื่อ Dashrath Manjhi สาบานในคืนนั้นว่าจะเจาะทางลัดผ่านภูเขาลูกนั้น วันรุ่งขึ้นเขาเริ่มลงมือด้วยค้อนกับสิ่ว เพื่อนบ้านหัวเราะเยาะว่าเป็นไปไม่ได้
.
เขาสกัดหินอยู่ 22 ปี ทั้งกลางวันและกลางคืน คนเดียว เคลื่อนย้ายหินไปกว่า 270,000 ลูกบาศก์ฟุต เจาะเป็นช่องทางยาว 110 เมตร กว้าง 9 เมตร ย่นระยะทางระหว่างหมู่บ้านจาก 55 กิโลเมตรเหลือ 15 กิโลเมตร ทุกวันนี้ยังหาดูได้ใน Street View ของ Google Maps ภรรยาของเขาซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้เขาเริ่มต้น เสียชีวิตไปไม่กี่ปีก่อนงานจะเสร็จ Manjhi ไม่มีเงินจ้างทีมก่อสร้าง แต่เขามีเวลา
.
Maggiulli จบหนังสือตรงที่เขาเริ่ม ตอนอายุ 23 เขาตั้งเป้าจะมีเงินครึ่งล้านดอลลาร์ภายในอายุ 30 หลังจากอ่านเจอว่า Buffett มีเงินล้านตอนอายุเท่านั้น
.
เขาทำไม่สำเร็จ ทั้งที่เป็นช่วงตลาดกระทิงดุ
.
ความผิดพลาดของเขาไม่ใช่เรื่องการใช้เงินหรือความขี้เกียจ ขณะที่เพื่อนๆ รับหุ้นจาก Facebook, Amazon และ Uber แล้วกลายเป็นเศรษฐีเงินล้าน เขาอยู่ที่บริษัทเดิมหกปีโดยไม่มีหุ้นให้ลุ้น
.
เพราะ Maggiulli ไม่ได้คิดเรื่องเส้นทางอาชีพอย่างจริงจังจนอายุ 27 ซึ่งเป็นช่วงที่งานวิจัยชี้ว่ารายได้เติบโตเร็วที่สุดพอดี เขาไปปรับปรุงสินทรัพย์ผิดตัว เพราะคุณหาเงินเพิ่มได้เสมอ แต่ไม่มีอะไรซื้อเวลาเพิ่มให้คุณได้เลย
.
.
================
.
ปิดท้าย
.
ที่เหลือคือคำถามยอดฮิตอีกไม่กี่ข้อที่ควรค่าอย่างมากแก่การพูดถึงก่อนปิดบทความสรุปนี้ครับ
.
.
คำถามแรก สมมติคุณตัดสินใจจะซื้อบ้านหลังแรก จะแต่งงาน หรืออยากได้รถสักคัน แล้วถึงเวลาต้องเก็บเงินก้อน คำถามคือควรพักเป็นเงินสด หรือเอาไปลงทุนระหว่างที่รอ?
.
ที่ปรึกษาการเงินทุกคนที่ Maggiulli เคยถามตอบเหมือนกันหมด เงินสด เงินสด เงินสด หลายคนแย้งทันทีว่าแล้วเงินเฟ้อล่ะ คำตอบคือเมื่อเวลาของคุณสั้นแค่ไม่กี่ปี ผลของเงินเฟ้อมันเล็กมาก สมมติต้องเก็บ 24,000 ดอลลาร์โดยเก็บเดือนละ 1,000 ก็ใช้เวลา 24 เดือน ต่อให้บวกเงินเฟ้อ 2 เปอร์เซ็นต์
.
(นี่คือตัวเลขสมมติที่หนังสือใช้ในบริบทสหรัฐ ส่วนของไทยนั้น เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ราว 2.79 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบปีต่อปี ณ เดือนพฤษภาคม 2026 และธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่าทั้งปี 2026 จะเฉลี่ยราว 2.9 เปอร์เซ็นต์ ผู้อ่านควรตรวจสอบตัวเลขล่าสุดอีกครั้ง)
.
คุณก็แค่ต้องเก็บเพิ่มอีกเดือนเดียวเป็น 25,000 ดอลลาร์ นั่นคือราคาที่จ่ายเพื่อความมั่นใจว่าเงินจะอยู่ครบในวันที่ต้องใช้
.
.
คำถามสอง แล้วถ้าอยากสู้เงินเฟ้อด้วยการเอาไปลงพันธบัตรล่ะ?
.
ความเสี่ยงต่ำไม่เท่ากับไม่มีความเสี่ยง พันธบัตรระยะกลางตกได้ 3 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปเป็นเรื่องปกติ และการตก 3 เปอร์เซ็นต์ตอนใกล้เส้นชัย ซึ่งเป็นตอนที่คุณมีเงินก้อนใหญ่ที่สุด จะกินเงินคุณไปเกือบ 750 ดอลลาร์บนเป้า 24,000 แล้วดันเส้นชัยถอยไปอีกเดือนอยู่ดี ในประวัติศาสตร์ การเก็บเงินผ่านพันธบัตรใช้เวลาเฉลี่ย 25 เดือนเทียบกับเงินสดที่ 24 เดือน
.
นี่คือด้านกลับของกฎ "ลงทุนให้ไว" ปกติการรอทำให้คุณเสียโอกาสขาขึ้น แต่เมื่อเวลาสั้นและเป้าหมายตายตัว เกมมันไม่ใช่การทำผลตอบแทนสูงสุด มันคือการการันตีว่าเงินจะโผล่มาในวันที่คุณต้องใช้ ระยะเวลาที่คุณมีคือสิ่งที่ตัดสินว่าควรถือสินทรัพย์แบบไหน
.
.
คำถามสาม เรื่องเกษียณ?
.
William Sharpe เจ้าของรางวัลโนเบลเรียกมันว่าปัญหาที่โหดและยากที่สุดในวิชาการเงิน แต่ฝั่งตัวเลขกลับมีคำตอบที่สะอาดมาก มันคือกฎ 4 เปอร์เซ็นต์ ที่มาจากงานวิจัยของ William Bengen ในปี 1994
.
เขาพบว่าคนเกษียณสามารถถอนเงิน 4 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ต 50/50 หุ้นกับพันธบัตรออกมาใช้ในปีแรก แล้วเพิ่มยอดถอนขึ้นปีละ 3 เปอร์เซ็นต์ตามเงินเฟ้อ ได้อย่างน้อย 30 ปีโดยเงินไม่หมด เงิน 1 ล้านดอลลาร์เท่ากับถอนได้ 40,000 ในปีแรก
.
พลิกสมการก็กลายเป็นเป้าเก็บเงิน เก็บให้ได้ 25 เท่าของค่าใช้จ่ายรายปีแล้วคุณเกษียณได้ Michael Kitces ทดสอบกฎนี้ย้อนไปถึงปี 1870 แล้วพบว่ามันทำให้เงินโตขึ้นห้าเท่าบ่อยกว่าที่จะใช้เงินต้นจนหมดเสียอีก และคุณอาจต้องเก็บน้อยกว่า 25 เท่าด้วยซ้ำ เพราะมีเงินบำนาญมาช่วย
.
ถ้าจะใช้เดือนละ 4,000 ดอลลาร์แล้วได้บำนาญเดือนละ 2,000 คุณเก็บแค่ 25 เท่าของส่วนต่าง 2,000 นั่นก็คือ 600,000 ดอลลาร์ ไม่ใช่ 1.2 ล้าน
.
แต่เรื่องเงินอาจเป็นสิ่งที่คุณต้องห่วงน้อยที่สุด Ernie Zelinski ชี้ว่าสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสังคมรอบตัว สำคัญต่อคนเกษียณมากกว่าตัวเลขในบัญชี
.
Kevin O'Leary จาก Shark Tank เกษียณตอนอายุ 36 แล้วเบื่อจนแทบคลั่งอยู่สามปี เขาค้นพบว่างานคือสิ่งที่นิยามตัวตนและเป็นที่ที่ทำให้ได้เจอผู้คน วันนี้เขาประกาศว่าจะไม่เกษียณอีกแล้ว "ผมไม่รู้ว่าตายแล้วจะไปไหน แต่ไปถึงที่นั่นผมก็จะทำงาน"
.
Julian Shapiro เฝ้าดูเพื่อนที่ขายสตาร์ทอัพได้เงินหลายล้าน แล้วภายในปีเดียวพวกเขาก็กลับไปนั่งทำโปรเจกต์เล็กๆ เดิม ใช้เงินซื้อบ้านหลังงามกับกินอาหารดีๆ นอกนั้นก็กลับไปเป็นคนเดิม
.
ส่วนชายที่ Maggiulli เรียกว่า Terrence เกษียณก่อนกำหนดแล้วออกเดินทางรอบโลก อยู่ตาม Airbnb ไปเรื่อยๆ เขาอธิบายชีวิตตัวเองว่าเป็น "การมีอยู่อย่างเดียวดาย"
.
บทเรียนคือ ก่อนจะตัดสินใจว่าจะเกษียณ "จาก" อะไร ให้รู้ก่อนว่าจะเกษียณไป "หา" อะไร คุณจะใช้เวลาไปกับอะไร จะเจอผู้คนกลุ่มไหน เป้าหมายของคุณคืออะไร เงินแก้ปัญหาได้หลายอย่าง แต่มันแก้ไม่ได้ทุกอย่าง มันเป็นแค่เครื่องมือ ส่วนการหาคำตอบว่าคุณต้องการอะไรจากชีวิตจริงๆ นั่นคือส่วนที่ยาก
.
.
สุดท้าย
.
และความย้อนแย้งที่สุดของทั้งเล่ม หนังสือชื่อ Just Keep Buying กลับใช้บทท้ายๆ พูดเรื่องการขาย
.
Maggiulli บอกว่ามีแค่สามเหตุผลที่ควรขาย
.
เพื่อปรับสมดุลพอร์ต, เพื่อออกจากสถานะที่กระจุกตัวหรือเดิมพันที่พลาด, และเพื่อเอาเงินมาใช้ชีวิต
.
เพราะจะสร้างความมั่งคั่งไปทำไมถ้าไม่เคยได้กินผลของมันเลย คนที่พอร์ตโตจนชนะเกมแล้วแต่ยังไม่ยอมหยุดเล่น ควรถอนเงินบางส่วนออกมาสร้างพื้นชีวิตที่ตัวเองและคนที่รักจะไม่มีวันตกต่ำไปกว่านั้น จ่ายให้ชีวิตที่คุณจำเป็นต้องมีก่อน แล้วค่อยเอาที่เหลือไปต่อยอดสู่ชีวิตที่คุณอยากได้
.
.
.
.
#SuccessStrategies

