15 ข้อคิดจากหนังสือ Stoicism and the Art of Happiness เขียนโดย Donald Robertson

แอดคิดว่าเล่มนี้เรียบเรียงคำสอนของ Stoic ออกมาได้งดงามและครบถ้วนที่สุดเล่มหนึ่งเท่าที่เคยอ่านมา
.
เมื่อพูดคำว่า "Stoic" คนส่วนใหญ่จะนึกถึงภาพคนที่กัดฟันทนความเจ็บปวดโดยไม่ปริปาก เก็บงำความรู้สึกไว้จนแข็งกระด้าง ในพจนานุกรม Oxford คำว่า Stoical ถูกนิยามว่า "แสดงการควบคุมตนอย่างสูงเมื่อเผชิญเคราะห์กรรม" ซึ่งใกล้เคียงกับความหมายที่คนใช้กันในชีวิตประจำวัน
.
ปัญหาคือความหมายนั้นห่างไกลจากสิ่งที่ปรัชญานี้สอนจริงๆ อยู่มาก
.
Donald Robertson ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นนักจิตบำบัดสาย Cognitive-Behavioural Therapy หรือ CBT ที่ทำงานรักษาคนไข้โรควิตกกังวลมานานกว่าสิบปี ระหว่างทางเขาพบว่า CBT ซึ่งเป็นจิตบำบัดที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับแข็งแรงที่สุดในโลกปัจจุบัน สืบรากกลับไปได้ถึงพวก Stoic โดยตรง
.
Albert Ellis ผู้ให้กำเนิด REBT และ Aaron Beck บิดาแห่ง Cognitive Therapy ต่างก็ยกเครดิตให้ปรัชญากรีกโบราณนี้อย่างเปิดเผย
.
ในตำราเล่มแรกของ Cognitive Therapy เบ็คและคณะเขียนไว้ตรงๆ ว่ารากทางปรัชญาของศาสตร์นี้ย้อนไปถึงพวก Stoic ประโยคของ Epictetus ที่ว่ามนุษย์ถูกรบกวนด้วยความเห็นต่อสิ่งต่างๆ ไม่ใช่ตัวสิ่งนั้น กลายเป็นแรงบันดาลใจหลักของทั้งสำนักบำบัด
.
หนังสือเล่มนี้จึงเป็นลูกผสมระหว่างสองสิ่ง ครึ่งหนึ่งเป็นประวัติศาสตร์ปรัชญา อีกครึ่งเป็นคู่มือการใช้ชีวิตที่มีแบบฝึกหัดให้ทำจริง
.
Stoicism เป็นสำนักปรัชญาที่ Zeno ก่อตั้งขึ้นในกรุง Athens ราว 301 ปีก่อนคริสตกาล และดำรงอยู่เป็นขบวนการที่มีชีวิตยาวนานเกือบห้าร้อยปี พวกเขาแบ่งวิชาออกเป็นสามหมวด คือ Physics, Ethics และ Logic แล้วเชื่อมมันเข้ากับการปฏิบัติสามด้าน คือวินัยแห่งความปรารถนา วินัยแห่งการกระทำ และวินัยแห่งการตัดสิน
.
Robertson เลือกโฟกัสที่ Ethics ซึ่งเป็นแก่นเรื่องการใช้ชีวิตและการบำบัดจิตใจ เพราะเป็นส่วนที่เรารู้จักมากที่สุดและใกล้ตัวคนสมัยนี้ที่สุด เขาพาเราไปรู้จักสามเสาหลักของสำนัก
.
คือ Zeno ชาวฟินิเชียนผู้ก่อตั้งหลังเรืออับปาง Epictetus ทาสพิการที่กลายเป็นครูผู้ยิ่งใหญ่ และ Marcus Aurelius จักรพรรดิโรมันผู้เขียนบันทึกส่วนตัวโดยไม่เคยคิดว่าจะมีใครได้อ่าน แล้วกลั่นทุกอย่างออกมาเป็นเป้าหมายเดียว คือ Eudaimonia ความรุ่งเรืองทางจิตวิญญาณ
.
และต่อไปนี้คือ 15 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ครับ
.
.
===================
.
1. การใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ หมายความว่าอย่างไร
.
สโลแกนที่ดังที่สุดของ Stoic คือ "Living in agreement with Nature"
.
หลายคนเข้าใจว่ามันหมายถึงการหันไปใช้ชีวิตเรียบง่ายกลางธรรมชาติ แต่ความหมายจริงลึกกว่านั้นมาก มนุษย์ตามนิยามของสำนักนี้คือสัตว์ที่มีเหตุผลและอยู่รวมกันเป็นสังคม การใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติของเราจึงหมายถึงการทำหน้าที่ที่ธรรมชาติทำค้างไว้ให้เสร็จ คือขัดเกลาเหตุผลของตัวเองให้ถึงขีดสุด
.
Zeno เชื่อว่าธรรมชาติมอบเมล็ดพันธุ์แห่งคุณธรรมไว้ในตัวเราทุกคน และหน้าที่ของชีวิตคือทำให้เมล็ดนั้นงอกงามด้วยความสมัครใจ
.
Chrysippus หัวหน้าสำนักคนที่สามอธิบายว่างานนี้มีสองด้านที่เสริมกัน
.
ด้านหนึ่งคือใช้ชีวิตตามธรรมชาติภายในของเราในฐานะสัตว์ที่มีปัญญา คือขัดเกลาความมีเหตุผลและคุณธรรม
.
อีกด้านคือยอมรับชะตากรรมภายนอกที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา ราวกับเราปรารถนาให้มันเกิดขึ้นเอง
.
สองด้านนี้ต้องพึ่งพากัน เพราะเราต้องมีคุณธรรมถึงจะยกตัวเองขึ้นเหนือเคราะห์กรรมและต้อนรับทุกสิ่งที่ชีวิตส่งมาได้
.
Pierre Hadot นักวิชาการยังขยายเป็นสามระดับ คือความกลมกลืนกับตัวเองในฐานะสิ่งมีเหตุผล, ความกลมกลืนกับธรรมชาติทั้งมวลผ่านการยอมรับชะตา, และความกลมกลืนกับเพื่อนมนุษย์ผ่านความรักฉันเครือญาติ
.
หัวใจของทั้งหมดนี้อยู่ที่หลักการเดียวที่ Epictetus เรียกว่าหลักการสูงสุด บางอย่างอยู่ในอำนาจของเรา บางอย่างไม่อยู่
.
สิ่งที่อยู่ในอำนาจเราจริงๆ มีแค่ความคิด การตัดสิน และเจตจำนงของเราเอง ที่เหลือทั้งหมดล้วนอยู่ในมือโชคชะตา
.
หลักนี้ทั้งหนักหน่วงและปลดปล่อยในเวลาเดียวกัน มันทำให้เราต้องรับผิดชอบสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตอย่างเต็มที่โดยไม่เหลือข้ออ้างให้โทษใคร แต่ก็แปลว่าความรุ่งเรืองที่แท้อยู่ในกำมือเราเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
.
และเมื่อ Stoic ประกาศว่าคุณธรรมคือทุกอย่าง เราจึงต้องเข้าใจก่อนว่าพวกเขาหมายถึงความดีแบบไหนกันแน่
.
.
2. Stoic ไม่ได้สอนให้กดข่มอารมณ์
.
ก่อนจะเข้าเรื่องคุณธรรม ต้องทำความเข้าใจกับความเข้าใจผิดที่ Robertson ทุ่มเทแก้มากที่สุดเสียก่อน คนมักคิดว่า Stoic คือพวกกดข่มความรู้สึก มีหัวใจเป็นเหล็กหรือหิน แต่ตัวพวก Stoic เองปฏิเสธเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
.
คำว่า Apatheia ที่เป็นต้นทางของคำว่า Apathy ในภาษาอังกฤษ ไม่ได้แปลว่าเฉยชา แต่แปลว่าปลอดพ้นจากอารมณ์ที่เป็นพิษ อารมณ์ที่ Stoic ต้องการกำจัดถูกนิยามชัดว่าเป็นความกลัวและความอยากที่ไร้เหตุผล เกินพอดี และเป็นอันตรายต่อการงอกงามของเรา
.
Seneca ชี้ให้เห็นความย้อนแย้งข้อหนึ่ง ถ้า Sage ไม่มีความรู้สึกอะไรเลย แล้วคุณธรรมอย่างความกล้าหาญกับการควบคุมตนจะมีความหมายอะไร คนกล้าไม่ใช่คนที่ไร้ความกลัวโดยสิ้นเชิง แต่คือคนที่ลงมือทำทั้งที่รู้สึกหวาดหวั่น คนที่มีวินัยไม่ใช่คนที่ไม่มีแรงปรารถนา แต่คือคนที่เอาชนะแรงปรารถนานั้นได้
.
Cicero เล่าถึง Laelius ในฐานะผู้กล่าวว่าการพยายามกำจัดความรู้สึกตามธรรมชาติอย่างมิตรภาพทิ้งไป จะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุด เพราะมันจะลดทอนความเป็นมนุษย์ของเราลงไปต่ำกว่าสัตว์ กลายเป็นเพียงท่อนไม้หรือก้อนหิน
.
ที่สำคัญกว่านั้น Stoic ไม่ได้แค่กำจัดอารมณ์เสีย แต่ต้องการแทนที่ด้วยอารมณ์ที่ดี ซึ่งพวกเขาเรียกว่า Eupatheiai มีสามประเภท คือความปีติที่มีเหตุผลแทนที่ความสุขจอมปลอม, ความระมัดระวังแทนที่ความกลัวไร้เหตุผล, และความปรารถนาดีต่อผู้อื่นแทนที่ตัณหา
.
Marcus Aurelius สรุปอุดมคติของสำนักไว้ว่า "ปลอดจากตัณหาแต่เปี่ยมด้วยความรัก" ความรักตามธรรมชาติและความปรารถนาให้เพื่อนมนุษย์เจริญงอกงาม จึงเป็นหัวใจของ Stoicism ไม่ใช่สิ่งที่ถูกกำจัด
.
นี่คือเหตุผลที่เมื่อพวกเขาบอกว่าคุณธรรมคือความดีเพียงหนึ่งเดียว พวกเขากำลังพูดถึงบางอย่างที่อบอุ่นกว่าที่ภาพจำทำให้เราเชื่อ
.
.
3. คุณธรรมคือของดีเพียงอย่างเดียว ส่วนที่เหลือไม่ดีและไม่เลวในตัวมันเอง
.
คำสอนที่ Cicero เรียกว่าแก่นของปรัชญา Stoic ทั้งหมด "ของดีมีเพียงคุณธรรมเท่านั้น" สุขภาพ ทรัพย์สิน ชื่อเสียง ของพวกนี้ไม่ดีและไม่เลวในตัวมันเอง มันไม่ช่วยและไม่ทำร้ายความรุ่งเรืองแท้จริงของเราแม้แต่น้อย
.
พวก Stoic เรียกของเหล่านี้ว่า Indifferents โดยให้เหตุผลว่าอะไรก็ตามที่ใช้ในทางดีหรือทางเลวก็ได้ ย่อมไม่ใช่ความดีในตัวเอง
.
Seneca พูดว่าชีวิตเองไม่ดีและไม่เลว มันคือพื้นที่ว่างสำหรับทั้งความดีและความเลว
.
หลักนี้ฟังดูสุดโต่ง แต่ลองพิจารณาภาพเปรียบของ Seneca ม้าที่อ่อนแอและนิสัยเสีย ต่อให้ประดับด้วยอานที่แพงที่สุดในโลก เราก็ยังไม่เรียกมันว่าม้าดีอยู่ดี เพราะเครื่องประดับพวกนั้นไม่ได้เปลี่ยนธรรมชาติแท้ของมัน
.
Nero อาจเป็นคนรวยและมีอำนาจที่สุดในจักรวรรดิ แต่ความมั่งคั่งกลับแค่มอบโอกาสให้เขาทำเลวได้มากขึ้น ในทางกลับกัน Socrates ที่ถูกลดฐานะจนยากจน ถูกจองจำ ถูกเยาะเย้ย และเสียแม้กระทั่งชีวิต กลับไม่ได้น่ายกย่องน้อยลงเลยสักนิด
.
การรักษาคุณธรรมไว้ได้ท่ามกลางเคราะห์กรรมยิ่งทำให้เขายิ่งใหญ่และน่าสรรเสริญกว่าเดิมด้วยซ้ำ
.
Cicero ใช้ภาพตาชั่งของนักปรัชญา Critolaus อธิบาย วางคุณธรรมไว้ข้างหนึ่ง อีกข้างต่อให้กองทรัพย์สินสูงเท่าไหร่ก็ไม่มีวันทำให้คานเอียง เพราะคุณค่าของทั้งสองไม่อาจนำมาเทียบกันได้เลย
.
Chrysippus ถึงกับพูดว่าสำหรับคนดี การเสียทรัพย์สมบัติทั้งหมดก็เหมือนเสียเงินเพียงเหรียญเดียว และการเจ็บป่วยก็ไม่ต่างจากการสะดุดล้ม แต่มีจุดสำคัญที่คนมักมองข้าม ต่างจากพวก Cynic ที่มองว่าทุกอย่างไม่มีค่าเท่ากันหมด
.
Stoic ยอมรับว่าสิ่งภายนอกบางอย่างพึงเลือกมากกว่าอย่างอื่น สุขภาพยังดีกว่าป่วย ความรวยยังดีกว่าจน เราเลือกได้ตามเหตุผล เพียงแต่อย่าเข้าใจผิดว่ามันคือความสุขที่แท้ และคำถามต่อมาก็คือ ถ้าคุณธรรมเพียงพอต่อชีวิตที่ดีจริง แล้วทำไมคนถึงยังทุกข์กันอยู่
.
.
4. คำสัญญาของปรัชญา และเหตุผลที่ความสงบเป็นเพียงผลพลอยได้
.
คำตอบเริ่มจากการเข้าใจว่า Stoic สัญญาอะไรกับเรา สิ่งนั้นคือ Eudaimonia ซึ่งเป็นคำที่แปลยากมาก มันหมายถึงคุณภาพโดยรวมของชีวิตทั้งชีวิต ไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่วขณะ นักปรัชญาโบราณทุกสำนักเห็นตรงกันว่านี่คือเป้าหมายของชีวิต แต่ต่างกันที่นิยาม
.
Zeno เรียกมันว่า "ชีวิตที่ไหลลื่น" คือชีวิตที่เป็นอิสระจากการถูกขัดขวางในสิ่งที่เราแสวงหา และเขาชี้ว่าสิ่งนี้เกิดจากการใช้ชีวิตอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติและคุณธรรม
.
Robertson ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ William Irvine ผู้เขียนหนังสือ Stoic ขายดี Irvine บอกว่าเป้าหมายของ Stoic คือความสงบ หรือ Tranquillity แต่พวก Stoic ดั้งเดิมจะไม่เห็นด้วย เพราะสำหรับพวกเขาความสงบเป็นเพียงผลพลอยได้ของคุณธรรม ไม่ใช่เป้าหมายในตัวเอง
.
เหตุผลของพวกเขาตรงไปตรงมา ปรัชญาแปลว่าความรักในปัญญา ไม่ใช่ความรักในความสงบ ความสงบเป็นทางตัน มันไม่นำไปสู่สิ่งดีอื่นและไม่หล่อเลี้ยงตัวเอง ในขณะที่ปัญญาทำได้ทุกอย่าง มันรู้วิธีใช้ทุกสิ่งให้เป็นประโยชน์ และยังย้อนกลับมาประเมินตัวเองได้ด้วย
.
Chrysippus อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างคุณธรรมกับความสุขไว้ว่า แม้คนจะกระทำด้วยปัญญาและคุณธรรม ชีวิตเขาก็ยังไม่เรียกว่าเป็นสุขจนกว่าการกระทำเหล่านั้นจะมั่นคงและฝังแน่นผ่านความรู้ที่ยึดกุมไว้อย่างแท้จริง ความสุขจึงตามมาเองเมื่อคุณธรรมหยั่งราก
.
Musonius Rufus ยืนยันว่าเมื่อเราทำสิ่งที่ถูกต้องตามธรรมชาติของเรา ความเบิกบานและความสุขที่มั่นคงย่อมมาพร้อมกันโดยอัตโนมัติ
.
สิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึงคือ Stoicism ถูกออกแบบมาให้เป็นปรัชญาแห่งความปีติ พวกเขาบอกว่า Sage ที่สมบูรณ์แบบหายากพอๆ กับนกฟีนิกซ์ของเอธิโอเปีย
.
แต่ Hadot ก็เสริมว่าพวกเขายินดีจะเรียกโลกใบนี้ว่า "เครื่องจักรผลิตปราชญ์" เพราะเชื่อว่าธรรมชาติต้องการให้เรางอกงามและสมบูรณ์
.
แต่ถ้าความสุขที่แท้เป็นเรื่องภายในทั้งหมด แล้วอะไรที่ทำให้เราทุกข์ คำตอบอยู่ที่ทฤษฎีเรื่องตัณหา
.
.
5. ทฤษฎีเรื่องตัณหาและอารมณ์แรกเริ่ม
.
Stoic เชื่อว่าความทุกข์ทั้งปวงของมนุษย์มีรากมาจากสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าตัณหา หรือ Pathê ซึ่งเป็นต้นทางของคำว่า Pathology ในภาษาปัจจุบัน
.
Zeno แบ่งมันเป็นสี่ประเภท คือความทุกข์ ความกลัว ความอยาก และความเพลิดเพลิน โดยความกลัวและความอยากเป็นตัวตั้งต้น
.
ความทุกข์เกิดเมื่อเราไม่ได้สิ่งที่อยากหรือได้สิ่งที่กลัว ส่วนความเพลิดเพลินเกิดเมื่อได้สิ่งที่อยากหรือหลบสิ่งที่กลัวพ้น ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนการตัดสินค่าที่ผิดพลาด คือการเข้าใจผิดว่าสิ่งภายนอกเป็นของดีหรือของเลวในตัวมันเอง
.
แต่ Stoic แยกแยะละเอียดกว่านั้น Aulus Gellius เล่าเรื่องหนึ่งไว้
.
ระหว่างเดินเรือฝ่าพายุ นักปรัชญา Stoic คนหนึ่งหน้าซีดตัวสั่นด้วยความกลัว พอขึ้นฝั่ง Gellius ถามว่าคน Stoic ที่ควรจะไร้อารมณ์ทำไมถึงกลัวได้?
.
นักปรัชญาคนนั้นหยิบหนังสือของ Epictetus ออกมาอ่านให้ฟัง คำตอบอยู่ที่ความต่างระหว่างอารมณ์แรกเริ่มที่เกิดขึ้นเอง กับตัณหาเต็มรูปแบบ
.
Seneca อธิบายว่าอารมณ์มีสามจังหวะ จังหวะแรกคือปฏิกิริยาสะท้อนอัตโนมัติ เหมือนกระพริบตาเมื่อมีคนเอานิ้วจิ้มมาที่หน้า เราห้ามไม่ได้ พวก Stoic เรียกมันว่า Proto-Passion จังหวะที่สองคือเราเห็นชอบกับความรู้สึกนั้น เอาการตัดสินไปแปะว่ามันคือเรื่องเลวร้ายจริง จังหวะที่สามคือเราถูกอารมณ์พาไปจนสูญเสียการควบคุม
.
ความต่างระหว่าง Sage กับคนทั่วไปอยู่ที่จังหวะที่สอง Sage หน้าซีดในวินาทีแรกเหมือนกัน แต่เขาไม่เห็นชอบกับความกลัวนั้น เขาจะบอกตัวเองว่านี่แค่ร่างกายตอบสนองต่อคลื่น ไม่มีอันตรายจริงให้ต้องกลัว มันเหมือนคนใส่หน้ากากผีที่ทำเราตกใจตอนแรก จนกระทั่งเรารู้ว่ามันเป็นแค่หน้ากาก
.
คนโง่ยืนยันความกลัวด้วยการตัดสินของตัวเอง Sage แค่สะดุ้งแล้วปล่อยให้มันผ่านไป Stoic สังเกตว่าความทุกข์ของสัตว์จะจางหายเองตามเวลาเมื่อสิ่งเร้าไม่สดอีกต่อไป
.
อารมณ์แรกเริ่มของเราก็เช่นกัน ตราบใดที่เราไม่ไปหล่อเลี้ยงมันด้วยการเห็นชอบกับการตัดสินที่ผิดพลาด และการฝึกที่จะไม่หล่อเลี้ยงมันนี่เอง คือหัวใจของวินัยข้อแรก
.
.
6. Amor fati : จงอยากให้เหตุการณ์เป็นไปอย่างที่มันเป็น
.
วินัยข้อแรกในสามวินัยของ Epictetus คือวินัยแห่งความปรารถนา ซึ่งเป็นการบำบัดตัณหาโดยตรง
.
คำสอนที่เป็นหัวใจคือ "อย่าแสวงหาให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นตามที่เจ้าอยาก แต่จงอยากให้มันเกิดขึ้นอย่างที่มันเป็น แล้วชีวิตเจ้าจะราบรื่น"
.
Zeno ใช้ภาพเปรียบว่าปราชญ์เป็นเหมือนสุนัขที่ถูกผูกไว้กับเกวียน มันวิ่งไปข้างเกวียนอย่างพร้อมเพรียง ส่วนคนโง่เป็นสุนัขที่ดึงรั้งสายจูง สุดท้ายก็ถูกลากไปกับเกวียนอยู่ดี ต่างกันแค่คนแรกไปด้วยความเต็มใจ
.
บทเพลงสรรเสริญ Zeus ของ Cleanthes สรุปว่า "ผู้เต็มใจย่อมถูกชะตานำ ผู้ขัดขืนย่อมถูกลาก"
.
จุดที่น่าสนใจคือวินัยข้อนี้ผูกกับ Physics หรือปรัชญาธรรมชาติของ Stoic พวกเขาเชื่อในลัทธิเหตุปัจจัยแบบตายตัว ทุกสิ่งถูกกำหนดโดยห่วงโซ่แห่งเหตุที่ทอดยาวมาตั้งแต่ต้นจักรวาล แต่พวกเขาก็เป็นนักปรัชญาแบบ Compatibilist คือเชื่อว่าสิ่งนี้ไปด้วยกันได้กับเสรีภาพของมนุษย์
.
Chrysippus เคยโต้กับข้อโต้แย้งที่เขาเรียกว่าข้อโต้แย้งของคนขี้เกียจ ที่ว่าถ้าทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้วจะทำอะไรไปทำไม เขาชี้ว่าเหตุการณ์ไม่ได้ถูกกำหนดให้เกิดโดยไม่ขึ้นกับการกระทำของเรา แต่ถูกกำหนดให้เกิดพร้อมกับการกระทำของเรา เราเป็นฟันเฟืองเล็กแต่จำเป็นในกลไกอันมหึมาของจักรวาล
.
Hadot ยืมคำว่า Amor fati หรือรักในชะตากรรมของตน มาจาก Nietzsche ซึ่งเขียนว่าสูตรของความยิ่งใหญ่ในมนุษย์คือการไม่ปรารถนาสิ่งอื่นนอกจากสิ่งที่เป็นอยู่ ไม่ใช่แค่ทน แต่ต้องรักมัน นี่คือที่มาของประโยคดังของเขา สิ่งที่ไม่ฆ่าเราให้ตายจะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น
.
แต่ Robertson ย้ำจุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด การยอมรับไม่เท่ากับการยอมจำนน Oliver Burkeman ชี้ว่า Stoic ที่ตกอยู่ในความสัมพันธ์ที่ถูกทำร้ายไม่ได้ถูกคาดหวังให้ทนอยู่ต่อ แต่ควรลงมือออกจากมัน
.
เรื่องนี้ดูได้จากตัวอย่างของพวกเขาเอง Hercules ผู้ทำภารกิจสิบสองประการ, Cato ที่นำทัพฝ่าทะเลทรายไปสู้กับ Julius Caesar และ Marcus Aurelius ที่นำทัพเข้ารบด้วยตัวเอง
.
การยอมรับหมายถึงยอมรับเฉพาะสิ่งที่แก้ไม่ได้แล้ว คืออดีตที่ผ่านไปและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ส่วนอนาคตยังลงมือเปลี่ยนได้เสมอ และการจะยอมรับปัจจุบันได้ เราต้องอยู่กับปัจจุบันให้เป็นเสียก่อน
.
.
7. Stoicism คือปรัชญาแห่งปัจจุบันขณะ
.
คนสมัยนี้มักโยงเรื่องปัจจุบันขณะเข้ากับพุทธศาสนา แต่ Robertson ชี้ว่าสำนวนภาษาอังกฤษ here and now จริงๆ มาจากภาษาละติน hic et nunc และเป็นแบบฝึกหัดหลักในบันทึกของ Marcus Aurelius
.
สำหรับ Stoic อดีตและอนาคตไม่เกี่ยวกับความสุขแท้ของเรา เพราะมันไม่อยู่ในอำนาจเรา ความดีและความชั่วมีอยู่ได้เฉพาะในปัจจุบันขณะเท่านั้น ตรงจุดที่เจตจำนงของเรากำเนิดขึ้น มนุษย์เหนือกว่าสัตว์อื่นตรงที่ระลึกอดีตและวางแผนอนาคตได้ผ่านภาษาและเหตุผล แต่ความสามารถเดียวกันนี้ก็ทำให้เราละเลยที่ตั้งของเจตจำนงในปัจจุบัน
.
Seneca สังเกตว่าสัตว์ป่าวิ่งหนีเมื่อเห็นอันตราย พอหนีพ้นแล้วมันก็ปลอดจากความกังวลทันที ส่วนมนุษย์เราถูกทรมานโดยทั้งอดีตและอนาคตพร้อมกัน คนส่วนใหญ่ไล่ตามความสุขด้วยวิธีอ้อมค้อม ผ่านสิ่งภายนอกที่หวังจะได้ในอนาคต
.
แต่ Stoic โฟกัสที่การเป็นคนดีในวินาทีนี้เลย เพราะนั่นคือเส้นทางตรงและเส้นทางเดียวสู่ Eudaimonia
.
Marcus เขียนเตือนตัวเองว่าสิ่งที่ถ่วงเราไม่ใช่อนาคตหรืออดีต แต่เป็นปัจจุบันเสมอ และปัจจุบันจะดูเล็กลงถ้าเราจำกัดขอบเขตมันด้วยการนิยามและแยกมันออกมา เหมือนกับการบอกตัวเองว่าฉันแค่ต้องผ่านช่วงเวลานี้ไปทีละขณะ
.
Marcus ยังสอนเทคนิคที่เรียกว่าการแบ่งแล้วพิชิต ซึ่งผูกกับสิ่งที่ Hadot เรียกว่า Physical Definition คือการบรรยายเหตุการณ์ตามข้อเท็จจริงล้วนโดยเอาการตัดสินค่าออก
.
เขาบอกว่าถ้าเราผ่าการเต้นรำหรือดนตรีที่ยั่วยวนออกเป็นชิ้นๆ มันจะสูญเสียพลังสะกดใจไปทันที เวลาถูกความกังวลท่วมท้น ให้เผชิญเหตุการณ์ทีละส่วน มองมันอย่างเป็นภววิสัย
.
เขายังบรรยายสิ่งหรูหราด้วยถ้อยคำที่ลอกคุณค่าที่เราแปะไว้ออก ไวน์ Falernian ราคาแพงเป็นเพียงน้ำองุ่น เสื้อคลุมสีม่วงของจักรพรรดิเป็นเพียงขนแกะย้อมด้วยน้ำจากหอยทะเล
.
Napoleon เคยพูดทำนองเดียวกันว่าบัลลังก์เป็นเพียงม้านั่งหุ้มกำมะหยี่ การอยู่กับปัจจุบันแบบนี้ยังเปลี่ยนวิธีที่เราสัมพันธ์กับคนรอบตัวด้วย โดยเฉพาะเรื่องที่หลายคนคิดว่า Stoic ทำไม่ได้ นั่นคือการรัก
.
.
8. Stoic รักอย่างไร = รักคนในฐานะสิ่งที่ต้องตาย
.
ภาพจำของ Stoic คือคนเย็นชาแบบ Mr. Spock ใน Star Trek แต่จริงๆ แล้วสำนักนี้ตั้งอยู่บนความรักโดยแท้
.
Robertson ถึงกับเสนอว่าเราเข้าถึง Stoicism ผ่านมุมของปรัชญาแห่งความรักได้ เพราะพวกเขาเอาความรักตามธรรมชาติที่พ่อแม่มีต่อลูก ซึ่งภาษากรีกเรียกว่า Philostorgia มาขยายเป็น Philanthropy คือความรักต่อมวลมนุษย์ทั้งปวง
.
Stoic ยึดคำสอนที่ว่ามนุษย์ทุกคนเป็นเครือญาติกันเพราะเรามีเหตุผลร่วมกันและมีเมล็ดพันธุ์แห่งคุณธรรมเหมือนกัน
.
นักปรัชญา Hierocles ร่วมสมัยกับ Marcus เสนอแบบฝึกหัดที่เรียกว่าวงกลมของ Hierocles เขาบอกว่าความสัมพันธ์ของเราเป็นวงกลมซ้อนกันแผ่ออกจากตัวเราและคนใกล้ตัวที่สุด แล้ว Stoic ควรพยายามดึงวงกลมเข้าหาศูนย์กลาง คือค่อยๆ ลดระยะห่างทางใจในความสัมพันธ์ ปฏิบัติต่อคนแปลกหน้าเหมือนเพื่อน ปฏิบัติต่อเพื่อนเหมือนพี่น้อง
.
แต่ Epictetus ก็เตือนถึงกับดักของความรักที่ผิดเพี้ยน เขาใช้ภาพเปรียบว่าเราเห็นสุนัขสองตัวเล่นกันอย่างรักใคร่ แล้วบอกว่ามันเป็นเพื่อนกัน แต่พอโยนเนื้อลงไประหว่างมัน การต่อสู้ก็ปะทุขึ้นทันที ลองโยนที่ดินหรือเงินลงไประหว่างพ่อกับลูกดู แล้วจะเห็นว่าสายใยเปราะบางแค่ไหน ตราบใดที่คนยังสับสนเอาของภายนอกไปปนกับความดีสูงสุดของตัวเอง
.
กุญแจของการรักแบบ Stoic คือการรักใครสักคนในฐานะสิ่งที่ต้องตาย ที่อาจจากเราไปเมื่อไหร่ก็ได้ Seneca พูดว่า "คนที่รักได้เพียงคนเดียว แม้แต่คนเดียวนั้นเขาก็ไม่ได้รักมากพอ" เพราะ Sage รักทุกคนเท่าที่ทำได้ ในขณะที่ยอมรับว่าพวกเขาเปลี่ยนแปลงและวันหนึ่งจะจากไป
.
Seneca เล่าว่า Hecato พูดถึงยาเสน่ห์ที่ทรงพลังที่สุด นั่นคือถ้าอยากถูกรัก จงรัก การถูกรักตอบไม่อยู่ในอำนาจเรา แต่การเป็นคนที่รักคนอื่นเป็นน่ะอยู่
.
ยิ่งไปกว่านั้น Stoic ยังถือว่าความงามแท้จริงของคนอยู่ที่นิสัยใจคอ Zeno มองว่าอะไรงามในแบบที่เหมาะกับธรรมชาติของมัน สิ่งที่ทำให้ม้างามต่างจากสิ่งที่ทำให้สร้อยคองาม และเมื่อมนุษย์งอกงามในฐานะสัตว์ที่มีเหตุผล เราก็งามในความหมายที่แท้
.
ความรักและการมองหาความงามในตัวคนอื่นนำเราไปสู่แบบฝึกหัดสำคัญอีกอย่าง คือการมีต้นแบบไว้เดินตาม
.
.
9. การเพ่งพินิจ Sage และการมีต้นแบบไว้เทียบตัวเอง
.
Stoic ยึดภาพของ Sage หรือปราชญ์ในอุดมคติเป็นเข็มทิศ พวกเขาสงสัยด้วยซ้ำว่าจะเคยมีคนแบบนี้อยู่จริงไหม ถ้ามีก็คงหายากพอๆ กับนกฟีนิกซ์
.
พวกเขาจงใจไม่ระบุว่า Sage คือใครในประวัติศาสตร์แน่ๆ Robertson มองว่าการทำแบบนี้มีเหตุผล เพราะมันป้องกันไม่ให้ปรัชญากลายเป็นลัทธิบูชา Zeno หรือ Socrates
.
อย่างไรก็ตาม Stoic ศึกษาตัวอย่างของคนที่ค่อนข้างฉลาดและดีจำนวนมาก โดยคนที่ Zeno ยกย่องสูงสุดคือ Socrates ผู้ซึ่งเมื่อถูกตัดสินประหาร กลับใช้โอกาสในศาลปกป้องวิถีชีวิตแบบปรัชญาแทนที่จะปกป้องชีวิตตัวเอง
.
เวลาเจอปัญหา Stoic จะถามตัวเองว่า Sage จะทำอย่างไรในสถานการณ์นี้ เหมือนที่คริสเตียนถามว่าพระเยซูจะทำอย่างไร Marcus Aurelius เตือนตัวเองให้มองเข้าไปในใจของคนฉลาด ดูว่าพวกเขาทำอะไรและไม่ทำอะไร
.
การมีภาพ Sage อยู่ในใจยังช่วยให้เราถอยห่างทางความคิดจากอารมณ์ที่ท่วมท้น เพราะการจินตนาการว่ามีคนตัดสินสถานการณ์เดียวกันด้วยความสงบ ให้พื้นที่กับเราในการทบทวนว่าความรู้สึกแรกของเราอาจผิดก็ได้ Seneca อธิบายว่า ถ้าไม่มีไม้บรรทัด เจ้าก็ทำเส้นที่คดให้ตรงไม่ได้
.
Seneca ยังแนะให้เก็บรูปของคนยิ่งใหญ่ไว้ใกล้ตัว ราวกับเราใช้ชีวิตโดยมีเขาคอยเฝ้ามอง เพราะความผิดพลาดจะลดลงมากถ้ามีพยานยืนอยู่ข้างๆ เสมอ เขายังบอกอีกว่าอย่าใช้แต่ต้นแบบเก่าๆ อย่าง Socrates อย่างเดียว ให้มองหาคุณธรรมในเพื่อน ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่ศัตรู
.
Marcus ทำแบบนี้ตลอดบทแรกของ Meditations เขาไล่ทบทวนข้อดีของทุกคนสำคัญในชีวิตทีละคน โดยเริ่มจากการเอ่ยชื่อคุณธรรมนั้นออกมาเป็นคำพูดก่อน เพื่อจดจำและซ้อมมันไว้ใช้ในบทต่อๆไป
.
การมีต้นแบบไว้เดินตามยังนำเราเข้าสู่คำถามว่า แล้วเราควรลงมือทำอย่างไรในโลกจริง โดยไม่สูญเสียความสงบภายใน
.
.
10. ข้อสงวน: ลงมือทำเต็มที่ แต่ปล่อยวางผลลัพธ์
.
วินัยข้อที่สองของ Epictetus คือวินัยแห่งการกระทำ ซึ่งดูเหมือนจะขัดกับวินัยข้อแรกที่เน้นการยอมรับ คำถามคือเราจะลงมือเปลี่ยนโลกในนามของความยุติธรรม โดยยังรักษาความสงบไว้ได้อย่างไร
.
Cato อธิบายทฤษฎีนี้ด้วยภาพนักธนู นักธนูเล็งและง้างธนูได้เต็มความสามารถ แต่พอลูกศรพุ่งออกไปแล้ว เขาทำได้แค่รอดูว่ามันจะเข้าเป้าไหม ลมกระโชกอาจเป่าให้เบี่ยง หรือเป้าอาจขยับ
.
เจตนาและการยิงอยู่ในอำนาจเขา แต่ผลลัพธ์อยู่ในมือโชคชะตา
.
Stoic แยกระหว่างเป้าที่เราเล็ง กับจุดหมายที่แท้จริงคือการทำหน้าที่ให้ดี
.
Marcus บอกว่า Stoic ลงมือทำทุกอย่างพร้อม Reserve Clause หรือข้อสงวน คือเติมคำว่าหากไม่มีอะไรขัดขวาง หรือแล้วแต่ชะตา ต่อท้ายเจตนาทุกครั้ง
.
แนวคิดนี้ไม่ได้มีแค่ใน Stoicism คริสเตียนเขียน Deo Volente ท้ายจดหมาย มุสลิมพูดว่า Insha'Allah ความหมายใกล้กัน
.
Seneca อธิบายว่า Sage คิดแบบนี้เพราะความทุกข์จากความล้มเหลวย่อมเบากว่าสำหรับคนที่ไม่เคยรับปากกับตัวเองว่าจะสำเร็จ
.
Epictetus เปรียบชีวิตกับการเล่นลูกบอล ผู้เล่นที่เก่งไม่ได้สนใจตัวลูกบอลราวกับมันมีค่าในตัวเอง เขาสนใจแค่การโยนและการรับให้ดี สิ่งสำคัญคือวิธีที่เราเล่น ไม่ใช่การแพ้หรือชนะ
.
Seneca สรุปว่าปราชญ์มองที่จุดมุ่งหมายของการกระทำ ไม่ใช่ผลลัพธ์ของมัน จุดเริ่มต้นอยู่ในอำนาจเรา แต่โชคชะตาเป็นผู้ตัดสินผลลัพธ์ และเขาไม่ยอมให้นางตัดสินตัวเขาเอง
.
ตัวอย่างสมัยใหม่ที่ทรงพลังคือ James Stockdale นายทหารเรืออเมริกันที่ถูกยิงตกเหนือเวียดนามเหนือ ขณะร่อนลงสู่การถูกจับเป็นเชลย ความคิดสุดท้ายในฐานะคนอิสระของเขาคือ "ฉันกำลังออกจากโลกของเทคโนโลยี และเข้าสู่โลกของ Epictetus" เขาถูกทรมานอยู่เจ็ดปีครึ่ง โดยมีคำสอนของ Epictetus ที่ท่องจำไว้เป็นอาวุธลับ
.
Marcus จินตนาการบทสนทนากับ Sage ว่าทุกครั้งที่มีอุปสรรคมาขวางการกระทำที่ดี มันก็แค่เปิดโอกาสให้เราฝึกคุณธรรมอีกข้อแทน คือความอดทนและความกล้า อุปสรรคที่ขวางทางกลายเป็นทางเสียเอง แต่การกระทำแต่ละครั้งของ Stoic ยังต้องมีทิศทางที่ใหญ่กว่าตัวเองด้วย
.
.
11. ทำทุกอย่างเพื่อส่วนรวม และอย่ารอสาธารณรัฐของ Plato
.
Marcus บอกว่าวินัยแห่งการกระทำต้องเติมข้อสงวนสามข้อ นอกจากแล้วแต่ชะตาแล้ว ยังต้องทำเพื่อสวัสดิภาพส่วนรวมของมวลมนุษย์ และทำตามคุณค่า คือด้วยปัญญาและความยุติธรรม โดยเลือกสิ่งภายนอกที่พึงเลือกอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์
.
เมื่อเราตระหนักว่ามนุษย์ทุกคนเป็นเครือญาติกัน เราจะเห็นตัวเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชุมชนที่ใหญ่กว่า เป็นพลเมืองของจักรวาล ซึ่งเป็นความหมายดั้งเดิมของคำว่า Cosmopolitan
.
Socrates เคยตอบเมื่อถูกถามว่ามาจากประเทศไหน ว่าเขาคือพลเมืองของจักรวาล
.
Marcus เขียนไว้ในบันทึกส่วนตัวว่า "อย่ารอสาธารณรัฐของ Plato จงพอใจถ้าสิ่งเล็กๆ สักอย่างขยับไปข้างหน้า และจงตระหนักว่าผลของสิ่งเล็กๆ นั้นไม่ใช่เรื่องเล็กเลย" คนที่พูดแบบนี้คือจักรพรรดิผู้ทรงอำนาจทางการเมืองและการทหารมากที่สุดในยุคของเขา แต่กลับพอใจแม้ว่าการกระทำของตัวเองจะเป็นแค่ก้าวเล็กๆ ในทิศทางที่ถูกต้อง
.
ตำราก่อตั้งของ Stoicism คือหนังสือ Republic ของ Zeno ซึ่งวาดภาพสังคมในอุดมคติที่ทุกคนอยู่ร่วมกันฉันมิตร ไม่มีเงินตรา ไม่มีอาวุธ ไม่มีศาล และที่น่าสังเกตคือ Zeno เขียนว่าชุมชนนี้ตั้งอยู่บนความรัก
.
สิ่งที่ให้พลังคือการรู้ว่าทุกการกระทำของเราอ้างอิงกลับไปสู่จุดมุ่งหมายเดียว Marcus เรียกสิ่งนี้ว่าการใช้ชีวิตอย่างสอดคล้อง ซึ่งเป็นนิยามดั้งเดิมของ Zeno
.
สำหรับเป้าหมายชีวิต คือชีวิตที่จัดวางรอบเป้าหมายเดียวที่เชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ทำทุกอย่างด้วยปัญญาและความยุติธรรม โดยไม่ทำอะไรแบบสุ่มสี่สุ่มห้า การอยากใช้ชีวิตอย่างสงบสุขร่วมกับคนที่ชะตาพาเรามาพบ อาจเป็นก้าวเล็กๆ ก้าวแรกสู่ชุมชนในอุดมคติของ Stoic
.
แต่การจะลงมือทำในโลกจริงได้อย่างมั่นคง เราต้องเตรียมใจรับสิ่งที่อาจผิดพลาดไว้ล่วงหน้าด้วย
.
.
12. การซ้อมรับเคราะห์ล่วงหน้า
.
Praemeditatio malorum หรือการซ้อมรับเคราะห์ล่วงหน้า คือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในคลังของ Stoic
.
Irvine เรียกมันว่าเทคนิคที่มีค่าที่สุดในสำนักนี้ วิธีการคือจินตนาการถึงหายนะที่เลวร้ายที่สุดราวกับมันกำลังเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ ทั้งความยากจน การเนรเทศ การเจ็บป่วย และเหนือสิ่งอื่นใดคือความตายของตัวเอง
.
Robertson ย้ำจุดที่คนเข้าใจผิด อย่าเรียกมันว่า Negative Visualization เพราะสิ่งที่เราจินตนาการนั้นไม่ได้เป็นด้านลบเลย มันเป็นเพียงสิ่งภายนอกที่ไม่ดีไม่เลว เป้าหมายคือฝึกให้เราวางน้ำหนักกับการตอบสนองของเรามากกว่าตัวเหตุการณ์
.
Robertson เชื่อมโยงเทคนิคนี้กับหลายกลไกในจิตวิทยาสมัยใหม่
.
อย่างแรกคือ Habituation คือเมื่อเราเผชิญภาพที่น่ากลัวซ้ำๆ นานพอ ความกลัวจะลดลงเอง อย่างที่สองคือ Decatastrophizing คือการถามตัวเองว่าถ้ามันเกิดขึ้นจริง มันจะเลวร้ายอย่างที่คิดจริงหรือ อย่างที่สามคือการซ้อมทักษะรับมือ ซึ่งคล้ายกับเทคนิค Stress Inoculation Training ในปัจจุบัน
.
Bertrand Russell อธิบายวิธีเดียวกันนี้ไว้ว่า ความกลัวทุกชนิดจะแย่ลงเมื่อเราไม่กล้ามอง วิธีที่ถูกต้องคือคิดถึงมันอย่างสงบและมีสมาธิ จนกระทั่งมันคุ้นเคย ในที่สุดความคุ้นเคยจะปลดพลังความน่ากลัวออก และเรื่องทั้งหมดจะกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ
.
Stoic ยังเน้นอีกประโยชน์หนึ่ง คือการขจัดความประหลาดใจ Seneca บอกว่าสิ่งที่ไม่คาดฝันย่อมกระทบแรงกว่า การเตรียมใจไว้ล่วงหน้าจึงลดทอนแรงกระแทกของเคราะห์ลง
.
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือความตายของ Seneca เอง เมื่อ Nero สั่งประหาร Seneca ไม่หวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย นายทหารที่มาส่งคำสั่งรายงานว่าเขาไม่เห็นวี่แววของความกลัว ไม่มีความเศร้าในคำพูดหรือสีหน้า Seneca หันไปบอกเพื่อนและครอบครัวว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดที่เขามีคือแบบแผนการใช้ชีวิตตาม Stoic ซึ่งไม่มีใครขวางไม่ให้เขามอบเป็นมรดกได้
.
ขณะกำลังจะสิ้นใจ เห็นคนอื่นร้องไห้ เขากลับปลอบพวกเขาให้สงบ แล้วถามซ้ำๆ ว่า "ไหนล่ะคติพจน์แห่งปรัชญาของพวกเจ้า ไหนล่ะการเตรียมตัวมาหลายปีเพื่อรับเคราะห์ที่จะมาถึง"
.
คติพจน์ที่ท่องจำและการเตรียมใจมาทั้งชีวิต คือสิ่งที่ช่วยให้เขาเผชิญความตายได้อย่างสงบ แต่การเตรียมใจนี้ตั้งอยู่บนหลักที่ลึกกว่า คือความเข้าใจว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้เราทุกข์
.
.
13. เราไม่ได้ถูกรบกวนด้วยเหตุการณ์ แต่ด้วยการตัดสินของเราต่อมัน
.
วินัยข้อที่สามของ Epictetus คือวินัยแห่งการตัดสิน ซึ่งผูกกับ Logic ของ Stoic และเป็นที่มาของคำสอนที่โด่งดังที่สุดของเขา
.
"มนุษย์ถูกรบกวนไม่ใช่ด้วยสิ่งต่างๆ แต่ด้วยความเห็นที่พวกเขามีต่อสิ่งเหล่านั้น"
.
ความตายไม่ใช่เรื่องเลวร้ายในตัวเอง ไม่งั้น Socrates ก็คงมองว่ามันเลวร้าย สิ่งที่เลวร้ายคือการตัดสินของเราเองที่บอกว่าความตายเป็นสิ่งเลว REBT ของ Albert Ellis สอนคติพจน์ของ Epictetus ประโยคนี้ให้คนไข้โดยตรง
.
Robertson เชื่อมโยงเรื่องนี้กับแนวคิด Cognitive Distance ในจิตบำบัดสมัยใหม่ ก่อนที่เราจะโต้แย้งความคิดของตัวเองได้ เราต้องจับมันได้ก่อนและถอยออกมามองมัน
.
เขาใช้ภาพเปรียบแว่นตาสี ปกติเรามองโลกผ่านเลนส์ของการตัดสินของเรา เหมือนคนใส่แว่นสีชมพูหรือแว่นสีมืด แล้วลืมไปว่าตัวเองใส่แว่นอยู่ นึกว่าโลกมันเป็นสีนั้นเองจริงๆ การถอยห่างทางความคิดคือการรู้ตัวว่าเรากำลังใส่แว่น และสีที่เห็นมาจากเลนส์ ไม่ใช่จากโลก
.
Epictetus ยกตัวอย่างนักดนตรีที่เล่นได้สมบูรณ์แบบตอนอยู่คนเดียว แต่พอขึ้นเวทีต่อหน้าผู้ชมกลับตื่นกลัว ความกลัวนั้นไม่ได้มาจากสถานการณ์ แต่มาจากความอยากได้เสียงปรบมือ ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของเขา
.
เทคนิคของ Stoic คือสิ่งที่ Hadot เรียกว่า Physical Definition คือบรรยายสิ่งต่างๆ ตามข้อเท็จจริงล้วนโดยลอกการตัดสินค่าออก
.
"สุนัขของฉันตายแล้ว" คือข้อเท็จจริง ส่วน "สุนัขของฉันตายแล้วและมันแย่มาก" คือการตัดสินที่เกินข้อเท็จจริงไป
.
Marcus ยกตัวอย่างในบันทึกว่า เมื่อมีคนดูหมิ่นเรา ให้บันทึกแค่ว่ามีคนดูหมิ่น อย่าเติมว่ามันทำร้ายเรา เมื่อลูกป่วย ให้เห็นแค่ว่าลูกป่วย อย่าเติมว่าเขาอาจตายจากมัน
.
Epictetus สอนให้ตอบภาพในใจที่มารบกวนว่า "เจ้าเป็นเพียงภาพปรากฏ ไม่ใช่ตัวสิ่งที่เจ้าอ้างว่าเป็น" แล้วค่อยตรวจสอบมันตามหลักปรัชญา โดยคำถามแรกที่สำคัญที่สุดคือมันเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในอำนาจเราหรือไม่
.
และคำถามนี้เองที่พาเราไปสู่หลักการที่เป็นแกนกลางที่สุดของทั้งสำนัก
.
.
14. Stoic fork และเทคนิคการเลื่อนการตอบสนอง
.
Stoic ฝึกสิ่งที่เรียกว่า Prosochê หรือการใส่ใจต่อจิตของตัวเอง ซึ่งคล้ายกับ Mindfulness ในพุทธ แต่ Stoic ไม่ได้ใส่ใจลมหายใจหรือร่างกาย พวกเขาใส่ใจศูนย์บัญชาการของจิต คือความคิดและการตัดสินที่เป็นแหล่งกำเนิดคุณธรรม
.
Musonius Rufus พูดตรงๆ ว่าอย่าปล่อยให้ความใส่ใจหลุด เพราะการปล่อยจิตให้หย่อนยาน แท้จริงคือการสูญเสียมันไป การละทิ้งความมีสติก็คือการกลายเป็นคนไร้สติ
.
หัวใจของทั้งหมดคือสิ่งที่ Robertson เรียกว่า Stoic Fork
.
คำว่า Fork ตรงนี้หมายถึงทางแยกที่ถนนแตกออกเป็นสองสายอย่างเด็ดขาด Robertson ตั้งชื่อนี้เพราะมันคือเส้นแบ่งที่คมชัดระหว่างสิ่งที่อยู่ในอำนาจเรากับสิ่งที่ไม่อยู่
.
Enchiridion หรือคู่มือของ Epictetus เปิดด้วยประโยคนี้เลย "บางสิ่งอยู่ในอำนาจเรา บางสิ่งไม่อยู่" สิ่งที่อยู่ในอำนาจเราคือการตัดสิน เจตจำนง และการกระทำของเราเอง ส่วนร่างกาย ทรัพย์สิน ชื่อเสียง ล้วนไม่อยู่
.
Serenity Prayer ที่โด่งดังในยุคปัจจุบันก็แทบจะเป็นเรื่องเดียวกัน ขอความสงบเพื่อยอมรับสิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้ ขอความกล้าเพื่อเปลี่ยนสิ่งที่เปลี่ยนได้ และขอปัญญาเพื่อรู้ความต่าง
.
เครื่องมือที่ใช้ได้จริงเมื่ออารมณ์ท่วมท้นคือการเลื่อนการตอบสนอง Epictetus แนะให้ไม่ทำอะไรเลย พักไว้ก่อน รอจนใจเย็นลงแล้วค่อยกลับมาพิจารณา งานวิจัยจิตวิทยาสมัยใหม่ยืนยันว่าแค่เลื่อนการคิดถึงปัญหาไปตามเวลาที่กำหนด ความรุนแรงและระยะเวลาของความกังวลลดลงได้ประมาณครึ่งหนึ่ง
.
Epictetus ยังให้ลูกศิษย์นับจำนวนวันที่ตัวเองโกรธ แล้วบันทึกความก้าวหน้าในการลดมันลง เขาบอกว่าถ้าผ่านไปสามสิบวันโดยไม่โกรธเลยก็ควรยินดี
.
Stoic ปิดท้ายด้วยการทบทวนสองช่วง ที่รับมาจาก Pythagoras ตอนเช้าวางแผนวันข้างหน้า ถามว่าเราขาดอะไรถึงจะเข้าใกล้ Sage มากขึ้น ตอนค่ำทบทวนว่าเราทำผิดตรงไหน ทำถูกตรงไหน ละเลยหน้าที่อะไรบ้าง
.
Seneca ทำแบบเพื่อนที่ให้คำปรึกษาอย่างเมตตา ไม่ใช่ผู้พิพากษาที่โบยตีตัวเอง เขาบอกว่าการทบทวนแบบนี้ยังทำให้หลับสบายขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเราทำมันถูกวิธี
.
และการฝึกทั้งหมดนี้ ทั้งการยอมรับ การกระทำ และการตัดสิน สุดท้ายมาบรรจบที่บททดสอบเดียวที่ยากที่สุด นั่นคือความตายของเราเอง
.
.
15. การเพ่งพินิจความตาย : การเตรียมพร้อมรับทุกโชคชะตา
.
ในบรรดาเคราะห์กรรมทั้งหมดที่ Stoic ฝึกซ้อมรับมือ ความตายคือสิ่งที่ใหญ่ที่สุด Michel Foucault ผู้ศึกษาแบบฝึกหัดของปรัชญาโบราณชี้ว่าการเพ่งพินิจความตายคือจุดสุดยอดของแบบฝึกหัดทุกอย่าง
.
เพราะเมื่อเราเผชิญหน้ากับความกลัวที่ใหญ่ที่สุดได้ ความกลัวเล็กๆ ที่เหลือก็หดตัวลงตามไปด้วย Epictetus จึงสอนลูกศิษย์ว่าให้เก็บภาพความตายไว้ตรงหน้าทุกวัน แล้วเราจะไม่มีวันคิดต่ำทรามหรือปรารถนาสิ่งใดเกินพอดี
.
Diogenes the Cynic เมื่อถูกถามว่าได้เรียนรู้อะไรจากปรัชญา ตอบสั้นๆ ว่า "การเตรียมพร้อมรับทุกโชคชะตา"
.
หัวใจของเรื่องนี้อยู่ที่การกลับมุมมองแบบเดียวกับข้อที่ผ่านมา ความตายในตัวมันเองไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ถ้ามันเลวร้ายจริง Socrates ก็คงมองว่ามันเลวร้าย สิ่งที่ทำให้เราทุกข์คือการตัดสินของเราเองที่ว่าความตายเป็นสิ่งเลว
.
Robertson ชี้ว่าสำหรับ Stoic ความตายเป็นสิ่งภายนอกที่ไม่ดีไม่เลว มันคือพื้นที่ว่างของชีวิต ไม่ใช่ความเสียหาย ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ Socrates ที่เผชิญโทษประหารด้วยความสงบ เขามองความตายอย่างเป็นกลาง ไม่ตีค่าว่าดีหรือร้าย และเพราะเหตุนี้เขาจึงกลายเป็นต้นแบบที่ Stoic ทุกยุคนึกถึงเมื่อต้องเผชิญสิ่งที่คนทั่วไปหวาดกลัวที่สุด
.
แบบฝึกหัดของ Stoic เรื่องนี้จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม
.
Seneca แนะให้เราบอกตัวเองทุกเช้าที่ตื่นว่า "เจ้าอาจไม่มีวันได้หลับอีก" และทุกคืนก่อนนอนว่า "เจ้าอาจไม่มีวันได้ตื่นอีก"
.
Marcus Aurelius ก็เตือนตัวเองยามรุ่งสางว่าวันนี้เขาลุกขึ้นมาเพื่อทำงานของมนุษย์คนหนึ่ง จุดประสงค์ของการทำแบบนี้ไม่ใช่ให้เราหดหู่ แต่ให้เราเห็นค่าของปัจจุบันขณะ ซึ่งวนกลับมาเชื่อมกับปรัชญาแห่งปัจจุบันขณะในข้อก่อนๆ
.
กวีโรมันอย่าง Horace ที่ได้อิทธิพลจาก Stoic สรุปมันไว้ในคำเดียวว่า Carpe diem จงเก็บเกี่ยววันนี้ เพราะการระลึกว่าเราอาจตายพรุ่งนี้ทำให้เราเลิกผัดวันแสวงหาความสุขไปไว้ในอนาคตที่อาจไม่มาถึง
.
จุดที่ทำให้ความตายคลายพลังคืออุปมาเรื่องผลไม้สุก Cato อธิบายว่าคุณค่าของสุขภาพวัดกันที่ระยะเวลา แต่คุณค่าของคุณธรรมวัดกันที่ความสุกงอม ชีวิตที่ดีสมบูรณ์ในตัวเองเหมือนผลไม้ที่สุกเต็มที่ ความยาวไม่ได้เพิ่มคุณค่าให้มัน
.
Stoic จึงพูดว่าชีวิตที่เป็นสุขนั้นไม่ได้น่าปรารถนากว่าเพียงเพราะมันยาวนาน Chrysippus ถึงกับพูดว่าถ้าใครมีปัญญาแม้เพียงชั่วขณะเดียว เขาก็ไม่ได้เป็นสุขน้อยกว่าคนที่มีมันชั่วนิรันดร์
.
นี่คือคำตอบสุดท้ายของ Robertson ต่อคำถามที่เปิดหนังสือ ความรุ่งเรืองที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การมีชีวิตยืนยาวหรือปลอดเคราะห์ แต่อยู่ที่เราตอบสนองต่อทุกสิ่งที่ชีวิตส่งมาอย่างไร
.
.
.
.
#SuccessStrategies

Pond Apiwat Atichat

บัณฑิตศิลปศาสตร์เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 8 หลักกลางๆ และเจ้าของเพจ Success Strategies กลยุทธ์แห่งความสำเร็จ

https://www.facebook.com/pond.atichat
Next
Next

สรุป 15 ข้อคิดจากหนังสือ Just Keep Buying : Proven Ways to Save Money and Build Your Wealth กลยุทธ์บริหารการเงิน เพื่อสร้างความมั่งคั่ง เขียนโดย Nick Maggiulli