สรุปหนังสือ Purpose & Profit เขียนโดย Dan Koe
เปิดมาเจอชื่อปก 'Purpose & Profit' (เป้าหมายและกำไร) แวบแรกคุณอาจนึกว่าเป็นคัมภีร์สอนรวย หรือคู่มือแม่ทีมที่แถมมากับกาแฟลดความอ้วน... แต่พอเปิดอ่านหน้าแรก Dan Koe ดักคอไว้ก่อนเลยว่า นี่ไม่ใช่หนังสือฮาวทูธุรกิจครับ
.
Dan ให้เหตุผลที่น่าสนใจว่าการบอกวิธีทำที่ตายตัวมันไร้ประโยชน์ครับ เพราะบริบทชีวิตคนเราต่างกัน แผนที่ของเขาอาจจะพาคุณไปลงเหวก็ได้
.
เป้าหมายของหนังสือเล่มนี้คือการมอบ "กรอบความคิด" ที่ยืดหยุ่นและแข็งแกร่งพอให้คุณไปสร้างแผนที่ของตัวเองได้ ไม่ว่าโลกจะเหวี่ยงอะไรใส่หน้าคุณก็ตาม
.
Purpose & Profit ไม่ได้ผ่านการขัดเกลาสำนวนให้สวยหรูดูดี เขาตั้งใจเขียนให้ดิบ ให้เหมือนกับความคิดที่พุ่งออกมาจากสมอง ณ วินาทีนั้น มันคือบทสนทนาที่จริงใจระหว่าง Dan Koe กับคุณ โดยมีเป้าหมายเดียวคือการแชร์มุมมองที่อาจจะช่วยปลดล็อกชีวิตใครสักคนได้... (ซึ่งหวังว่าคนคนนั้นจะเป็นคุณ)
.
.
========================
.
1. โรงงานผลิตมนุษย์และคำลวงโลกที่เราถูกป้อนมาตั้งแต่เกิด
.
Dan บอกว่าเราโดนวางยามาตั้งแต่เกิดครับ เราถูกสอน ABC พร้อมกับบทเรียนแฝงที่น่ากลัวว่า "จงทำตามคำสั่ง และจงสร้างความฝันให้คนอื่น ไม่ใช่ตัวเอง" เราถูกจับยัดเข้าโรงเรียนที่ทำตัวเหมือนสายพานการผลิต เพื่อปั้นให้เราเป็นแรงงานที่ "เปลี่ยนอะไหล่ได้ง่าย" ในสังคมที่เต็มไปด้วยคนที่แกล้งมีความสุขเพื่อกลบเกลื่อนความทุกข์ข้างใน
.
ถ้าใครเคยอ่าน Rich Dad Poor Dad ของ Robert Kiyosaki คงคุ้นๆ กับเรื่อง "สนามแข่งหนู" (Rat Race) ใช่ไหมครับ Dan Koe ขยี้ซ้ำตรงนี้ เขาบอกว่าเราถูกสั่งให้เรียนในสิ่งที่เราไม่ได้แคร์ เพื่อไปทำโปรเจกต์ที่เราไม่ได้อิน เพื่อเตรียมตัวใช้ชีวิตในแบบที่เราไม่ได้เลือก
.
สุดท้ายเราก็ติดอยู่ในกรงขังของภาระหน้าที่ ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดอย่าง "เวลา" และ "พลังงาน" ถูกสูบไปจนเกลี้ยง เพื่อแลกกับเงินเดือนที่แค่พอประทังชีวิตให้กลับมาทำงานต่อได้ในวันรุ่งขึ้น มันคือวงจรอุบาทว์ที่สมบูรณ์แบบมาก เพราะถ้าคุณเหนื่อยเกินกว่าจะคิด คุณก็ไม่มีแรงจะหนี และนั่นแหละคือสิ่งที่ระบบต้องการ
.
.
2. Beyond Career ทะยานสู่ "Calling" งานที่โลกต้องยอมจ่าย
.
Dan Koe พาเราดำดิ่งลงไปสำรวจความสัมพันธ์ที่บิดเบี้ยวระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่เรียกว่า "การทำงาน" ครับ เขาบอกว่าในโลกนี้มีระดับของการทำงานอยู่ 3 ขั้น และน่าเศร้าที่คนส่วนใหญ่ตายจากโลกนี้ไปโดยที่ยังติดอยู่ที่ขั้นแรกเท่านั้น
.
ระดับที่ 1: Job (งาน = การเอาตัวรอด)
.
นี่คือระดับล่างสุดของห่วงโซ่อาหาร Dan นิยาม "Job" ว่ามันคือกิจกรรมที่ไม่น่าอภิรมย์ที่เราจำใจทำให้คนอื่นเพียงเพื่อแลกกับเงิน มันคือ "กลไกการเอาชีวิตรอด" (Survival Mechanism) ล้วนๆ ไม่ต่างอะไรกับการล่าสัตว์ในยุคหิน แค่เปลี่ยนจากหอกเป็นคีย์บอร์ด
.
มันเหมือนกับ "โรงเรียน" ครับ ตรงที่ "การตลาดดีแต่สินค้าห่วยแตก" เราถูกหลอกว่ามันมั่นคงและปลอดภัย แต่ความจริงคือเรากำลังขายวิญญาณทีละชั่วโมงเพื่อแลกกับเศษเงิน
.
คนที่มี "Job" คือคนที่รอวันหยุดสุดสัปดาห์เหมือนนักโทษรอวันเยี่ยมญาติ ชีวิตคุณไม่ได้เริ่มตอน 9 โมงเช้า แต่เริ่มตอน 5 โมงเย็น
.
ระดับที่ 2: Career (อาชีพ = การไต่ระดับ)
.
ขั้นนี้ดีขึ้นมาหน่อยครับ มันคือการผูกมัดตัวเองกับการพัฒนา "Career" เปรียบเสมือนการเล่นเกมที่มีเลเวลยากขึ้นเรื่อยๆ มันมีความท้าทาย มีบันไดให้ปีน ซึ่งช่วยให้จิตใจมนุษย์ที่ชอบการแก้ปัญหารู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
.
แต่มันก็ยังมีกับดักครับ Dan บอกว่า Career คือ "การขยายเวลาเรียนหนังสือ" (Extended Schooling) คุณยังคงปีนบันไดที่คนอื่นสร้าง คุณยังคงแก้ปัญหาที่คนอื่นกำหนด กฎของเกมยังอยู่ในมือคนอื่น ไม่ใช่คุณ
.
ระดับที่ 3: Calling (เสียงเพรียก = ความหมกมุ่น)
.
นี่คือจุดสูงสุดของพีระมิด คือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ Dan เรียกว่า "Calling" มันคืองานที่คุณ "หยุดทำไม่ได้" (Can't pull yourself away) และคนอื่นก็ "อดใจไม่ไหวที่จะต้องจ่ายเงินให้คุณ"
.
มันไม่ได้เกิดจากการถูกสั่ง แต่มันเกิดจากจุดที่ "การพัฒนาตัวเองกลายมาเป็นความหมกมุ่น" (Improvement turns into Obsession)
.
คุณจะรู้สึกหวงแหนงานนี้เหมือนสมบัติล้ำค่า คุณจะปกป้องมัน ดูแลมัน และพัฒนามัน ไม่ใช่เพราะเจ้านายสั่ง แต่เพราะมันคือ "ตัวตน" ของคุณ
.
.
ความเข้าใจผิดเรื่อง "งาน" และ "การพักผ่อน" = Dan ชี้ให้เห็นวงจรอุบาทว์ที่คนส่วนใหญ่ติดอยู่ครับ เรามองคำว่า "งาน" เป็นคำสาป เราจึงทำงานหนักแทบตายเพื่อซื้อ "เวลาพักผ่อน"
.
แต่ตลกร้ายคือ... พอเราพักนานเกินไป เราก็เบื่อ! เรากระวนกระวายอยากกลับไปหาอะไรทำ เราวนเวียนอยู่ในนรกของความไม่พอดี ทำงานก็เครียด พักผ่อนก็ไร้ค่า
.
ความจริงที่ Dan ค้นพบคือ มนุษย์ไม่ได้เกลียดงานครับ เรารักการแก้ปัญหาด้วยซ้ำ
.
สมองเราถูกออกแบบมาให้แก้ปัญหาแต่เงื่อนไขคือ ต้องเป็นปัญหาที่ "มีความหมาย" และเรา "เลือกเอง" (Chosen) ไม่ใช่ปัญหาที่ถูก "ยัดเยียด" (Assigned) ให้ทำ
.
การทะยานสู่ Calling ไม่ใช่การหนีปัญหา แต่คือการเลือก "ปัญหาที่คุณยินดีจะอยู่กับมันไปตลอดชีวิต" ถ้าคุณยังแยกไม่ออกระหว่าง "งานที่ต้องทำเพื่อรอด" (Job) กับ "งานที่ทำเพื่อรุ่ง" (Calling) ชีวิตคุณก็จะวนลูปอยู่ที่เดิม เป็นหนูถีบจักรที่วิ่งเร็วแค่ไหนก็ไม่ถึงเส้นชัย
.
.
3. ทางแยกแห่งชะตากรรม (เมื่องานระดับล่างกำลังจะสูญพันธุ์)
.
Dan Koe บอกว่าในอนาคตอันใกล้นี้ "งานระดับล่าง" (Entry Level) ที่เราคุ้นเคยกัน กำลังจะสูญพันธุ์ไปเหมือนไดโนเสาร์ครับ โลกการทำงานจะเหลือที่ว่างให้คนแค่สองประเภทเท่านั้น
.
หนึ่งคือ "ผู้ประกอบการ" (Entrepreneurs) และสองคือ "พนักงานระดับเทพ" (Elite Employees) ที่ทำงานด้วยจิตวิญญาณของผู้ประกอบการ
.
ส่วนคนที่อยู่ตรงกลาง? เตรียมตัวพึ่งพาสวัสดิการรัฐหรือ Universal Basic Income ได้เลย ซึ่ง Dan บอกว่านั่นไม่ใช่อิสรภาพหรอก แต่มันคือการยอมจำนนต่อผู้ที่ให้เงินคุณต่างหาก
.
ตรงนี้ทำให้นึกถึงแนวคิดในหนังสือ Linchpin ของ Seth Godin ที่บอกว่าคุณต้องเป็น "คนสำคัญที่ขาดไม่ได้" ไม่งั้นคุณก็เป็นแค่ฟันเฟืองราคาถูก
.
Dan ขยายความต่อว่า ความแตกต่างระหว่าง "ลูกจ้าง" กับ "ผู้ประกอบการ" ไม่ใช่เรื่องของตำแหน่งในนามบัตร แต่เป็นเรื่องของ "Agency" หรือ "อำนาจในการตัดสินใจ" ครับ
.
คนที่มี High Agency คือคนที่สร้างเป้าหมายของตัวเองและลงมือทำโดยไม่ต้องรอคำสั่ง ส่วนพวก Low Agency คือพวกที่รอรับ "การบ้าน" จากคนอื่น เหมือนสมัยเรียนที่รอครูสั่งงาน น่าเศร้าที่ระบบโรงเรียนของเราถูกออกแบบมาเพื่อผลิตคนกลุ่มหลัง เพื่อรับใช้รัฐและระบบทุนนิยม ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เราคิดเองทำเอง
.
การเป็นผู้ประกอบการในนิยามของ Dan จึงไม่ใช่แค่การจดทะเบียนบริษัท แต่คือ "สภาวะของจิตใจ" (State of mind) ที่มองเห็นปัญหาเป็นโอกาส และพร้อมจะรับผิดชอบชีวิตตัวเอง 100%
.
การเป็นลูกจ้างถาวรนั้นดูเหมือนจะมั่นคง (Stability) แต่จริงๆ แล้วมันคือกับดักความสบายที่อันตรายต่อจิตวิญญาณ เพราะเมื่อคุณหยุดเจอปัญหาที่ท้าทาย สมองคุณจะฝ่อ และจิตใจคุณจะเฉาตายไปเอง
.
.
4. เลิกเกลียดเงินได้แล้ว ถ้ายังต้องใช้มันซื้อข้าวกิน
.
มาต่อกันที่หัวข้อที่ละเอียดอ่อนที่สุดในจักรวาล นั่นคือเรื่อง "เงิน" ครับ Dan บอกว่าวิธีที่เร็วที่สุดที่จะหยุดการเติบโตของตัวเอง คือการมองว่าเงินเป็นสิ่งชั่วร้าย หลายคนมักจะติดกับดักความคิดที่ว่า "คนรวยคือคนโกง" หรือ "เงินซื้อความสุขไม่ได้"
.
ซึ่ง Dan สวนกลับว่า ถ้าคุณเกลียดเงิน คุณก็กำลังเกลียดชีวิตตัวเองอยู่นะ เพราะทุกอย่างรอบตัวคุณ ตั้งแต่โทรศัพท์ที่คุณไถอยู่ตอนนี้ ยันถนนหน้าบ้าน ล้วนสร้างขึ้นด้วยแรงขับเคลื่อนของเงินทั้งนั้น
.
เงินไม่ใช่ปีศาจครับ มันเป็นแค่ตัวกลาง (Medium of exchange) เป็นเครื่องมือที่เป็นกลางสุดๆ ถ้าเปรียบกับแนวคิดในหนังสือ The Psychology of Money ของ Morgan Housel ก็คือ "เงินคืออำนาจในการควบคุมเวลาของตัวเอง"
.
Dan เสริมว่าเงินคือสิ่งที่ช่วยขยายขอบเขตความสามารถในการแก้ปัญหาของเรา ถ้าคุณมีเงิน คุณแก้ปัญหาเรื่องสุขภาพได้ดีขึ้น คุณแก้ปัญหาความเครียดได้ง่ายขึ้น และเมื่อคุณรอดตายแล้ว คุณถึงจะมีแรงไปคิดเรื่องจิตวิญญาณหรือการช่วยเหลือคนอื่น การบอกว่าเงินไม่สำคัญในขณะที่คุณยังต้องดิ้นรนจ่ายค่าผ่อนรถหรือค่าเทอมลูก มันคือการหลอกตัวเองขั้นรุนแรงครับ
.
.
5. กับดัก "ขยันผิดที่ สิบปีก็ไม่รวย"
.
ข้อนี้ว่าด้วยความเข้าใจผิดระดับชาติที่เรียกว่า "ทฤษฎีมูลค่าแรงงาน" (Labor Theory of Value) เรามักเชื่อฝังหัวว่า "ถ้าฉันทำงานหนัก ฉันควรได้เงินเยอะ" หรือ "ฉันเรียนมาสูง ฉันควรได้เงินเดือนสูง"
.
Dan บอกว่า โลกความจริงไม่ได้ทำงานแบบนั้นครับ โลกไม่ได้จ่ายเงินตามปริมาณเหงื่อที่คุณเสียไป หรือตามจำนวนชั่วโมงที่คุณอดนอน แต่โลกจ่ายเงินตาม "มูลค่าที่คุณส่งมอบ" และ "ขนาดของปัญหาที่คุณแก้"
.
คุณอาจจะใช้เวลา 10 ปีขุดหลุมกลางทะเลทรายด้วยช้อนกาแฟ ซึ่งโคตรจะลำบากและใช้ความพยายามสูงมาก แต่ถ้าไม่มีใครต้องการหลุมนั้น มูลค่าของงานคุณก็คือ "ศูนย์" ครับ
.
นี่คือเหตุผลที่พนักงานออฟฟิศบางคนทำงานแทบตายแต่เงินเดือนไม่ขยับ ในขณะที่บางคนแค่พูดไม่กี่คำหรือเขียนโค้ดไม่กี่บรรทัดกลับทำเงินได้มหาศาล เพราะเขากำลังแก้ปัญหาที่ใหญ่กว่าและสำคัญกว่า ดังนั้น เลิกบ่นว่าโลกไม่ยุติธรรม แล้วหันมาถามตัวเองดีกว่าว่า "สิ่งที่ฉันทำอยู่เนี่ย มันมีค่ากับใครจริงๆ หรือเปล่า?" หรือฉันแค่กำลังทำให้ตัวเองรู้สึกยุ่งๆ ไปวันๆ
.
.
6. กำเนิดเป็ดเทพเจ้า (The Rise of Deep Generalism)
.
Dan Koe บอกว่าสัตว์ป่าส่วนใหญ่เกิดมาเพื่อเป็น "Specialist" หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านครับ หมีขั้วโลกเก่งมากเรื่องความหนาว แต่ถ้าจับมาเดินสยามตอนบ่ายก็คงตายเรียบ สิงโตเก่งเรื่องล่าเหยื่อในทุ่งหญ้า แต่ถ้าให้ไปว่ายน้ำหากินก็คงไม่รอด ธรรมชาติสร้างพวกมันมาให้เก่งแค่เรื่องเดียวในที่เดียว
.
แต่มนุษย์เราต่างออกไปครับ เราคือเผ่าพันธุ์แห่ง "Generalist" หรือพวกทำได้หลายอย่าง เราสร้างไฟเพื่อกันหนาว สร้างแอร์เพื่อกันร้อน สร้างเรือเพื่อข้ามน้ำ เราปรับตัวเก่งเหมือนแมลงสาบ (ในความหมายที่ดีนะ)
.
แต่ปัญหาคือ ระบบการศึกษาของเราดันพยายามฝืนธรรมชาติ ด้วยการจับมนุษย์ที่ควรจะเป็นเป็ดบินได้ว่ายน้ำเก่ง มาตัดปีกตัดขาแล้วบอกว่า "จงเป็นมดงานที่เก่งเรื่องการแบกน้ำตาลเพียงอย่างเดียวซะ"
.
ตรงนี้ทำให้นึกถึงหนังสือระดับตำนานอย่าง Range ของ David Epstein ที่ตบหน้าวงการผู้เชี่ยวชาญด้วยข้อมูลว่า ในโลกที่ซับซ้อนและคาดเดาไม่ได้ (Wicked World) คนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดมักจะเป็น Generalist ที่รู้กว้างและเชื่อมโยงเก่ง ไม่ใช่คนที่รู้ลึกแต่แคบเหมือนท่อประปา
.
Dan Koe เองก็ยืนยันเสียงแข็งว่า การเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในยุคที่ AI กำลังครองเมือง คือความเสี่ยงระดับหายนะ เพราะถ้าวันหนึ่ง AI ทำงานนั้นแทนคุณได้ คุณจะกลายเป็นหมีขั้วโลกที่น้ำแข็งละลายหมดโลกทันที
.
ต่อด้วยจุดที่ Dan Koe สับระบบการศึกษาแบบไม่ไว้หน้า เขาเล่าย้อนไปถึงต้นตอของระบบโรงเรียนปัจจุบันที่มาจาก "ระบบปรัสเซีย" (Prussian System) ในศตวรรษที่ 18
.
เป้าหมายของมันไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างอัจฉริยะ หรือนักคิดผู้ยิ่งใหญ่หรอกครับ แต่มันถูกออกแบบมาเพื่อผลิต "ทหารที่เชื่อฟัง" และ "พลเมืองที่ว่านอนสอนง่าย"
.
ลองนึกภาพตามนะครับ: เข้าเรียนพร้อมกัน เลิกพร้อมกัน พักเที่ยงพร้อมกัน เรียนวิชาเดียวกัน ท่องจำเหมือนกัน ใครแตกแถวโดนทำโทษ นี่มันค่ายทหารชัดๆ Dan บอกว่าระบบนี้มันเวิร์กมากสำหรับยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ต้องการแรงงานมายืนขันน็อตในโรงงาน แต่ในยุคดิจิทัลที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์ ระบบนี้มันคือ "กรงขังทางปัญญา"
.
สิ่งที่โรงเรียนสอนคือ "วิธีทำงาน" (How to work) ไม่ใช่ "วิธีคิด" (How to think) เราเลยจบออกมาเป็นบัณฑิตที่เก่งมากเรื่องการทำตามคำสั่ง แต่ไปไม่เป็นเลยถ้าต้องกำหนดชีวิตตัวเอง ถ้าจะเปรียบเทียบกับหนังสือ Sapiens ของ Yuval Noah Harari ก็คงเหมือนกับว่าเราถูกฝึกให้เป็นแค่กลไกหนึ่งในระบบระเบียบที่มนุษย์สมมติขึ้น โดยลืมไปว่าเรามีศักยภาพที่จะเป็นผู้สร้างระบบนั้นเอง
.
แล้วทางออกคืออะไร? ต้องลาออกไปบวชไหม? ไม่ต้องขนาดนั้นครับ Dan เสนอว่าเราต้องเปลี่ยนตัวเองให้เป็น "Deep Generalist" หรือ "เป็ดที่รู้ลึก" มันคือการรู้กว้างในหลายเรื่องเพื่อเชื่อมโยงภาพใหญ่ได้ และรู้ลึกในเรื่องที่จำเป็นเพื่อลงมือทำให้สำเร็จ
.
.
Dan แนะนำลิสต์วิชาชีวิตที่คุณต้องรีบลงทะเบียนเรียนด้วยตัวเองด่วนๆ (Self-Education) เพราะกระทรวงศึกษาฯ ไม่ออกใบเกรดให้แน่ๆ
.
I. วิชาแรกคือ "Self-Awareness" หรือการตระหนักรู้ในตนเอง
.
จุดเริ่มต้นของหายนะส่วนใหญ่เกิดจากการที่เราไม่รู้ทันแรงจูงใจและกิเลสในหัวตัวเอง ถ้าคุณไม่รู้ว่าตัวเองโกรธเพราะอีโก้ หรืออยากรวยเพราะปมด้อย คุณก็จะตกเป็นทาสของอารมณ์และการถูกปั่นหัวไปตลอดชีวิต การรู้ทันตัวเองจึงเปรียบเสมือนวัคซีนป้องกันการตัดสินใจโง่ๆ ที่ดีที่สุด และเป็นพื้นฐานในการเข้าใจเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ
.
II. ต่อมาคือวิชา "Self-Reliance" หรือการพึ่งพาตนเอง
.
เลิกนิสัยโวยวายรอให้รัฐบาลหรือโชคชะตามาช่วยได้แล้วครับ (ถึงแม้พวกเขาควรจะช่วยก็เถอะ) คนจริงต้องถือคติ "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" โดยการรับผิดชอบผลลัพธ์ในชีวิตตัวเองให้ได้ 100% ถ้าชีวิตพัง ให้เริ่มจากโทษตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก เพราะนั่นหมายความว่าคุณยอมรับว่าตนเองยังมีอำนาจที่จะซ่อมมันได้ ไม่ใช่เหยื่อที่ไร้ทางสู้
.
III. เมื่อใจพร้อมแล้ว ก็ถึงเวลาลงมือลุยด้วยวิชา "Self-Education" หรือการศึกษาด้วยตัวเอง
.
ในยุคที่ความรู้หมดอายุเร็วยิ่งกว่าอาหารสด ถ้าคุณมัวแต่รอให้มหาวิทยาลัยเปิดคอร์สสอน คุณก็คงตกรถไฟไปเรียบร้อยแล้ว สกิลที่แพงที่สุดในยุคนี้คือความสามารถในการรวบรวม ย่อย และใช้ข้อมูลในเรื่องที่เรา "ไม่รู้" มาก่อน เพื่อเปลี่ยนความไม่รู้ให้กลายเป็นอาวุธทางปัญญา
.
IV. เมื่อมีความรู้แล้ว ต้องกล้าใช้วิชา "Self-Experimentation" หรือการทดลองด้วยตัวเอง
.
จำไว้ว่าทฤษฎีในตำรามีไว้สำหรับคนธรรมดา แต่สำหรับผู้สร้างแล้ว ชีวิตคือห้องทดลองขนาดใหญ่ อย่าเพิ่งเชื่อกูรูหน้าไหนจนกว่าจะได้ลองทำเอง เพราะสูตรสำเร็จของคนอื่นอาจจะเป็นยาพิษสำหรับคุณก็ได้ จงเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาซับซ้อนด้วยการลองผิดลองถูก จนกว่าจะเจอท่าไม้ตายที่เป็นของคุณจริงๆ
.
V. ควบคู่ไปกับวิชา "Self-Development" หรือการพัฒนาตัวเอง
.
Dan มองลึกลงไปว่า มันไม่ใช่แค่การอัปเกรดตัวเองให้เก่งขึ้นเพื่อความเท่ส่วนตัวเท่านั้น แต่คือการบ่มเพาะ Mindset และ Skillset ที่มีคุณค่ามากพอที่จะ "ช่วยคนอื่น" ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของเขาได้ เพราะจุดเริ่มต้นของการสร้างธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ ก็คือการพัฒนาตัวเองจนมีของดีไปช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้านนั่นแหละครับ
.
VI. เพื่อให้ตำนานของคุณยั่งยืน คุณต้องมีวิชา "Self-Sufficiency" หรือความพอเพียงแบบพึ่งพาตนเองได้
.
อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าต้องไปปลูกผักหลังบ้านนะครับ ในบริบทนี้หมายถึงความสามารถในการหาทรัพยากร ทั้งเงินและเวลา มาหล่อเลี้ยงไลฟ์สไตล์ในอุดมคติของคุณให้ได้ด้วยตัวเอง เพราะความฝันที่ไม่มีข้าวกินคือฝันร้าย คุณต้องยืนได้ด้วยลำแข้งทางการเงินของตัวเอง เพื่อที่จะได้มีอิสระทางความคิดอย่างแท้จริง
.
VII. และปิดท้ายด้วยวิชาขั้นสูงสุดคือ "Self-Mastery" หรือการเป็นนายตัวเอง
.
ไม่ใช่การไปชี้นิ้วสั่งคนอื่น แต่คือการควบคุม "วินัย" และ "กระบวนการ" ของตัวเองได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ว่าจะเจอมรสุมชีวิตหนักแค่ไหน คุณก็ยังอุทิศตนให้กับเส้นทางที่เลือกเดินได้อย่างไม่ย่อท้อ นี่แหละครับคือการบรรลุธรรมทางโลกในแบบฉบับของ Dan Koe
.
.
7. ปัญหามีไว้แก้ ไม่ได้มีไว้กลุ้ม (และนั่นแหละคือความหมายของชีวิต)
.
Dan Koe ปูพื้นฐานปรัชญาจนแอดนึกว่ากำลังอ่าน A Brief History of Everything ของ Ken Wilber อยู่เลยครับ เขาบอกว่าจักรวาลนี้มันทำงานเป็นระบบระเบียบที่เรียกว่า "Kosmos" (ไม่ใช่ Cosmos แบบดาราศาสตร์นะ แต่เป็นความหมายกรีกที่แปลว่าความกลมกลืน)
.
ทุกอย่างในโลกนี้เป็นทั้ง "ส่วนย่อย" และ "ส่วนรวม" ในเวลาเดียวกัน (Holon) เซลล์เป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะ อวัยวะเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ร่างกายเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
.
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรา? เกี่ยวเต็มๆ ครับ เพราะมนุษย์เรามีความสุขเมื่อได้ "ขยายขอบเขตความห่วงใย" (Circle of Concern) ออกไปเรื่อยๆ
.
จากแค่ห่วงตัวเอง ไปห่วงครอบครัว ห่วงสังคม และห่วงโลก แต่กุญแจสำคัญที่จะไขประตูสู่เลเวลถัดไปได้คือสิ่งที่เราเกลียดที่สุด นั่นคือ "ปัญหา" ครับ
.
Dan บอกว่า "ปัญหาคือหนทาง" (Problems Are the Path) เลิกมองปัญหาว่าเป็นมารผจญได้แล้ว เพราะปัญหานี่แหละคือขีดจำกัดศักยภาพของคุณ เมื่อคุณแก้ปัญหาหนึ่งได้ คุณก็จะเก่งขึ้น ฉลาดขึ้น และ "อัปเลเวล" ไปเจอปัญหาที่ยากขึ้น (และสนุกขึ้น) ถ้าชีวิตคุณไม่มีปัญหาเลย นั่นแปลว่าชีวิตคุณกำลังไร้จุดมุ่งหมายอย่างรุนแรง เหมือนเล่นเกมมาริโอ้แล้ววิ่งอยู่ในด่าน 1-1 ตลอดชีวิต ไม่เบื่อแย่เหรอครับ?
.
.
8. บันได 4 ขั้นสู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ (Levels of Purpose)
.
มาถึงไฮไลต์เด็ดที่ Dan แบ่งระดับการพัฒนาของมนุษย์ออกเป็น 4 ขั้น ตามนี้ครับ
.
ขั้นที่ 1: ความอยู่รอด (Survival)
.
นี่คือจุดเริ่มต้นของมนุษย์ถ้ำยุค 5G ครับ ชีวิตคุณวนเวียนอยู่กับบิลค่าไฟ ค่าผ่อนรถ และความเครียดหน้างาน สมองคุณถูกล็อกให้มองเห็นแค่ "พรุ่งนี้จะกินอะไร" คุณจะรู้สึกว่าโลกนี้โหดร้าย เงินหายาก และตัวเองเป็นเหยื่อของโชคชะตา คนในขั้นนี้มักจะไม่มีเวลาไปคิดเรื่องเปลี่ยนโลกหรอกครับ แค่เปลี่ยนตัวเองให้ตื่นไปทำงานทันยังยากเลย ทางออกเดียวคือต้องยอมรับความจริง และใช้ความ "ขยะแขยง" ในชีวิตแย่ๆ นี้เป็นแรงถีบตัวเองขึ้นไป
.
ขั้นที่ 2: สถานะ (Status)
.
พอคุณเริ่มหาเงินได้ คุณจะเข้าสู่โหมด "I want it all" อยากได้รถหรู นาฬิกาแพง อยากมีซิกแพก อยากให้คนยอมรับ หลายคนมองว่าขั้นนี้ฉาบฉวยและไร้สาระ แต่ Dan บอกว่า "หยุดก่อน!" อย่าเพิ่งรีบข้ามขั้นนี้เด็ดขาด เพราะการแสวงหาสถานะคือการพิสูจน์ว่าคุณมี "Power" ในการควบคุมโลกวัตถุ
.
เหมือน Dan จะวิจารณ์พวกกูรูหรือนักบวชบางคนที่สอนให้คนทิ้งทางโลก ทั้งที่ตัวเองยังอ้วนฉุ ป่วยออดแอด หรือยังขอเงินคนอื่นกินอยู่เลยว่า นี่คือกับดักของ "การข้ามขั้น" คุณพยายามจะไปนิพพานโดยที่ยังไม่ได้จ่ายค่าเช่าห้องเนี่ยนะ? มันคือการหลอกตัวเองครับ คุณต้องชนะเกมทุนนิยมให้ได้ก่อน คุณถึงจะมีสิทธิ์บอกว่าเงินมันไม่สำคัญ การสร้างกล้ามเนื้อหรือสร้างธุรกิจให้รวยล้นฟ้า มันคือการฝึกฝนจิตวิญญาณในรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน
.
ขั้นที่ 3: ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)
.
พอคุณรวยแล้ว ซื้อรถครบทุกสีแล้ว คุณจะเริ่มเบื่อ (เปรียบเปรยครับ) คุณจะก้าวเข้าสู่ขั้นความคิดสร้างสรรค์
.
ตอนนี้คุณไม่ได้ทำเพื่อเงินหรือเพื่อโชว์สาวแล้ว แต่ทำเพื่อ "ความมันส์" ล้วนๆ คุณอยากฉีกกฎ อยากสร้างทางเดินของตัวเอง เหมือนศิลปินที่สะบัดแปรงเพราะหลงใหลในสีสัน ไม่ใช่เพราะอยากขายภาพ นี่คือช่วงเวลาที่คุณจะตกผลึกประสบการณ์ทั้งหมดมาสร้าง "วิถีทาง" ของตัวเอง
.
ขั้นที่ 4: การให้ (Contribution)
.
คือจุดสูงสุดที่เส้นแบ่งระหว่าง งาน-เล่น-พักผ่อน ละลายหายไปหมด คุณกลายเป็น "ภาชนะ" ที่ส่งต่อปัญญาและความช่วยเหลือให้คนอื่น ชีวิตคุณคือการแก้ปัญหาที่ยิ่งใหญ่เพื่อมวลมนุษยชาติ ไม่ใช่เพื่อตัวเองอีกต่อไป
.
Dan ย้ำว่าคุณต้องไต่ไปทีละขั้น อย่าพยายามกระโดดข้าม เพราะถ้าคุณยังเอาตัวเองไม่รอด คุณจะเอาปัญญาที่ไหนไปช่วยคนอื่น? ดังนั้น จงภูมิใจเถอะครับถ้าวันนี้คุณยังอยากรวย เพราะนั่นคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่จะพาคุณไปสู่จุดที่สูงกว่าในอนาคต
.
.
9. ชีวิตคือการขับเรือฝ่าพายุ ไม่ใช่การนั่งรถไฟรางคู่
.
Dan Koe ย้อนเวลาไปหา Norbert Wiener บิดาแห่งศาสตร์ "Cybernetics" (ไซเบอร์เนติกส์) ในปี 1948 ครับ คำนี้มาจากภาษากรีกที่แปลว่า "คนถือหางเสือเรือ"
.
หัวใจสำคัญของมันคือระบบที่มีการ "ควบคุมตัวเอง" (Self-regulating) ผ่าน "วงจรป้อนกลับ" (Feedback Loop) ลองนึกภาพนักไต่เชือกที่ต้องคอยทรงตัว เบนซ้ายที ขวาที เพื่อไม่ให้ตกลงมาตาย นั่นแหละครับคือชีวิต
.
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าความสำเร็จคือเส้นตรงที่พุ่งขึ้นฟ้า แต่ Dan บอกว่าจริงๆ แล้วมันคือการลองผิดลองถูก (Trial and Error) เหมือนกัปตันเรือที่มองประภาคารแล้วคอยหมุนพวงมาลัยแก้ทางเมื่อเรือเป๋ ถ้าเรือแล่นตรงเป๊ะตลอดเวลา แปลว่าทะเลนั้นน่าเบื่อตายชัก หรือไม่คุณก็กำลังหลับในอยู่
.
ความเจ๋งของมนุษย์เราเมื่อเทียบกับ AI หรือสัตว์อื่นๆ ก็อยู่ตรงนี้แหละครับ David Deutsch (นักฟิสิกส์ชื่อดัง) บอกว่ามนุษย์คือ "Universal Explainers" หรือผู้ที่สามารถทำความเข้าใจและอธิบายทุกอย่างในจักรวาลได้ ถ้าเรามีความรู้ที่ถูกต้อง
.
ดังนั้น เลิกกลัว AI ได้แล้วครับ Dan ยืนยันว่า AI อาจจะคิดเลขเร็วกว่าเรา แต่มันไม่มี "เจตจำนง" และ "มุมมอง" (Perspective) ที่ยืดหยุ่นเหมือนเรา ถ้าอยากสร้างจรวด AI อาจจะช่วยคำนวณได้ แต่ "ความอยาก" ที่จะไปดวงจันทร์ต้องมาจากมนุษย์ และมนุษย์นี่แหละที่สร้าง "ความรู้ใหม่" (Infinite Knowledge) ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดผ่านการเดาและการวิจารณ์ (Conjecture and Criticism)
.
สรุปง่ายๆ คือ คุณไม่ได้อยู่ที่ที่คุณอยากอยู่ ไม่ใช่เพราะคุณโง่ แต่เพราะคุณยังขาด "ความรู้" ที่จะพาคุณไปตรงนั้น และความรู้นั้นรอให้คุณไปค้นพบอยู่ในพื้นที่ที่เรียกว่า "ความไม่รู้" (The Unknown)
.
.
10. ศัตรูที่แท้จริงไม่ใช่คู่แข่ง แต่คือความไร้ระเบียบในใจ (Entropy)
.
มาถึงคอนเซปต์ฟิสิกส์ที่ Dan เอามาประยุกต์ใช้กับจิตวิทยาได้เฉียบขาดมาก นั่นคือ "Entropy" (เอนโทรปี) หรือความไร้ระเบียบ
.
กฎข้อนี้บอกว่า "ทุกระบบจะเสื่อมสลายไปสู่ความวุ่นวายถ้าไม่มีการใส่พลังงานเข้าไปดูแล" คิดภาพห้องนอนของคุณก็ได้ครับ ถ้าคุณไม่จัดห้องเลย สักพักมันจะรกเละเทะเองโดยอัตโนมัติ ชีวิตเราก็เหมือนกัน ถ้าปล่อยไหลไปตามกระแสสังคม จิตใจเราจะเข้าสู่สภาวะ "Psychic Entropy" หรือความวุ่นวายทางจิต
.
ความวุ่นวายในใจนี้แสดงออกมาใน 2 รูปแบบหลักๆ คือ "ความเบื่อ" (Boredom) และ "ความกังวล" (Anxiety) ซึ่ง Dan อธิบายได้เห็นภาพมาก ถ้าความสามารถคุณสูง (Level 50) แต่ไปตีมอนสเตอร์กระจอก (Level 1) คุณจะเบื่อจนอยากเลิกเล่น
.
แต่ถ้าความสามารถคุณต่ำ (Level 1) แล้วดันห้าวไปตีบอส (Level 50) คุณจะเครียดจนสติแตก ความสุขของมนุษย์ หรือที่เรียกว่า "Flow State" นั้น อยู่ตรงกลางระหว่างสองสิ่งนี้ครับ มันคือจุดที่คุณต้องเขย่งเท้านิดๆ เพื่อเอื้อมให้ถึงเป้าหมาย เป็นจุดที่ความท้าทายพอดีกับทักษะ
.
ดังนั้น ถ้าคุณรู้สึกเบื่อ แสดงว่าคุณหยุดโตและกำลังเริ่มเน่าใน แต่ถ้ารู้สึกกังวล แสดงว่าคุณกำลังโตเกินตัว ให้ซอยเป้าหมายให้เล็กลง หน้าที่ของคุณคือเต้นรำอยู่บนเส้นด้ายระหว่างความเบื่อและความกังวลนี้ไปตลอดชีวิตครับ
.
.
11. จงดีใจที่ "หลงทาง" เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของตำนาน
.
หนึ่งในสิ่งที่คนรุ่นใหม่กลัวที่สุด นั่นคือความรู้สึก "หลงทาง" (Feeling Lost) Dan Koe ตบไหล่ปลอบใจแล้วบอกว่า "ใจเย็นวัยรุ่น การหลงทางมันคือเฟสแรกของวงจรชีวิตเว้ย"
.
ชีวิตคนเรามันเป็นวัฏจักร (Cycle) ครับ เมื่อคุณพิชิตเป้าหมายหนึ่งได้ คุณจะรู้สึกว่างเปล่าและหลงทางอีกครั้ง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องปกติมาก
.
วงจรมันเป็นแบบนี้ครับ
.
I. เฟสหลงทาง (The Lost Phase): คุณจะเริ่มเบื่อหรือกังวล ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยจากร่างกายว่า "เฮ้ย เปลี่ยนได้แล้ว"
.
II. เฟสการทดลอง (The Experimentation Phase): นี่คือช่วงเวลาทองของการ "มั่ว" ครับ Dan แนะนำให้ทดลอง 3 ทิศทาง
.
Inward: พักผ่อน เดินเล่น เขียนบันทึก เพื่อฟังเสียงในหัวตัวเอง
.
Outward: อ่านหนังสือ เรียนรู้ทักษะใหม่ ลองทำโปรเจกต์แปลกๆ
.
Downward: อันนี้สำคัญสุด คือลองขุดลึกลงไปในความสนใจสักเรื่อง ลองจนกว่าจะเจอ "สิ่งนั้น" ที่ดึงดูดวิญญาณคุณได้
.
III. เฟสหมกมุ่น (The Obsession Phase): เมื่อเจอแล้ว ให้ดำดิ่งลงไปเลย เรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับมัน สร้างผลงานจากมัน จนกว่าคุณจะกลายเป็นเทพในเรื่องนั้น
.
Dan เตือนสติว่า อย่ามัวแต่ถามคนอื่นว่า "ฉันควรทำอะไรดี" เพราะคนอื่นเขาไม่รู้จัก "บริบท" ของคุณเท่าตัวคุณเอง การรอให้คนอื่นมาป้อนคำตอบ (Prescription) มันคือวิถีของคนขี้แพ้ที่รอวันตาย
.
จงกล้าที่จะเดินเข้าไปในความมืด (The Unknown) ถือตะเกียงแห่งความอยากรู้อยากเห็น แล้วคุณจะเจอขุมทรัพย์ที่เรียกว่า "Life's Work" รอคุณอยู่ครับ
.
.
12. ผลงานแห่งชีวิต และพลังด้านมืดของ "ความเกลียด" (Your Life's Work)
.
Dan Koe นิยามคำว่า "Life's Work" (ผลงานแห่งชีวิต) ใหม่แบบเท่ๆ ว่า มันไม่ใช่ชื่อตำแหน่งในนามบัตร แต่มันคือการ "ได้รับเงินจากการเป็นตัวของตัวเอง" (Getting paid to be yourself)
.
เป้าหมายคือการรีดศักยภาพของคุณออกมาให้หมดหลอด เพื่อดูว่ามนุษย์คนหนึ่งจะไปได้ไกลแค่ไหน ถ้าคุณไม่เลือกทางนี้ คุณก็เหลือแค่ทางเลือกเดิมคือ เป็นหุ่นเชิดที่สังคมเชิดเล่นไปวันๆ
.
ปัญหาโลกแตกที่คนชอบบ่นคือ "ฉันไม่รู้ว่าฉันต้องการอะไร" Dan สวนกลับทันทีว่า "โกหก!" จริงๆ แล้วคุณรู้ดีเลยล่ะ แต่คุณแค่ไม่กล้ายอมรับความเจ็บปวดของการต้องรื้อชีวิตใหม่ต่างหาก สิ่งที่คุณรู้แน่ๆ คือสิ่งที่คุณ "ไม่ต้องการ" ต่างหาก
.
คุณรู้ว่าเกลียดการตื่นเช้าไปรถติด
คุณรู้ว่าเกลียดพุงย้วยๆ เวลาส่องกระจก
คุณรู้ว่าเกลียดการต้องก้มหัวให้หัวหน้าเฮงซวย
.
ความเกลียดนี่แหละครับคือเชื้อเพลิงชั้นดี! Dan แนะนำให้เริ่มจาก "Anti-Vision" หรือภาพอนาคตที่คุณต้องหนีให้สุดชีวิต เขียนรายการความบรรลัยในชีวิตที่คุณไม่อยากเจอออกมาให้หมด ใช้ความกลัวและความรังเกียจเป็นแรงถีบส่ง (Positive-fear mechanism) ให้คุณพุ่งตัวออกมาจากจุดเดิม เหมือนหมาวิ่งหนีเสือนั่นแหละครับ วิ่งเร็วกว่าวิ่งตามกระต่ายเยอะ
.
.
13. สร้างสะพานข้ามนรกด้วย Vision และ Mission
.
พอรู้แล้วว่าหนีอะไร ก็ต้องรู้ว่าจะหนีไปไหน นั่นคือ "Vision" (วิสัยทัศน์) ครับ แต่ Vision ของ Dan ไม่ใช่แค่ฝันกลางวันนะครับ มันต้องชัดเจนจนเห็นภาพ ถ้าคุณไม่มี Vision คุณก็จะไหลไปตามกระแสน้ำที่คนอื่นขุดไว้
.
และตัวเชื่อมระหว่าง "นรกที่คุณหนี" (Anti-Vision) กับ "สวรรค์ที่คุณอยากไป" (Vision) ก็คือ "Mission" (พันธกิจ)
.
นี่คือสิ่งที่คุณทำทุกวันเพื่อถมช่องว่างนั้น มันคือการต่อสู้กับ "Entropy" (ความเสื่อมสลาย) ในทุกๆ วัน ถ้าเปรียบเทียบกับหนังสือ The War of Art ของ Steven Pressfield นี่คือการประกาศสงครามกับ "Resistance" หรือแรงต้านภายในใจที่คอยบอกให้เรานอนเฉยๆ นั่นเอง
.
แต่ Dan เตือนว่าอย่าทำ "แผนการ" (Plan) ให้เป็นแค่ To-Do List ที่ยาวเหยียดและทำไม่เคยได้จริง แผนการที่ดีต้องเป็นเหมือน "พิมพ์เขียวที่มีชีวิต" (Evolving Blueprint) ที่ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาตามหน้างานจริง ดื้อดึงกับเป้าหมาย (Vision) แต่ยืดหยุ่นกับวิธีการครับ
.
.
14. มาตรฐานและคานงัด... ทำน้อยแต่ได้มาก
.
หนึ่งในส่วนที่แอดชอบที่สุดในเล่มคือเรื่อง "Standards" (มาตรฐาน) ครับ Dan บอกประโยคที่จุกอกมากว่า "คุณไม่ได้อยู่ในจุดที่คุณอยากอยู่ แต่คุณอยู่ในจุดที่คุณ 'ยอมรับได้' ต่างหาก"
.
ถ้าคุณอ้วน ก็เพราะมาตรฐานความพอใจในรูปร่างของคุณมันต่ำ
.
ถ้าคุณถังแตก ก็เพราะคุณโอเคกับการมีเงินแค่นั้น
.
ถ้าอยากเปลี่ยนชีวิต อย่าเพิ่งไปเปลี่ยนเป้าหมาย ให้เปลี่ยน "มาตรฐาน" ก่อน
.
ซึ่งตรงนี้คล้ายกับแนวคิดใน Atomic Habits ของ James Clear ที่บอกว่า "คุณไม่ได้ลดระดับลงไปหาเป้าหมาย แต่คุณตกลงมาอยู่ที่ระดับของระบบ (หรือมาตรฐาน) ของคุณ"
.
แล้วจะยกระดับยังไง? Dan ให้เครื่องมือมา 3 ชิ้นครับ
.
Projects (โปรเจกต์): เปลี่ยนเป้าหมายลอยๆ ให้เป็นชิ้นงานที่จับต้องได้ การเรียนรู้ที่ดีที่สุดไม่ใช่การท่องจำ แต่คือการ "ลงมือสร้าง" แล้วค่อยไปหาความรู้มาแก้ปัญหาหน้างาน
.
Constraints (ข้อจำกัด): คนโง่อยากได้ทุกอย่าง แต่คนฉลาด (Creative) รู้จัก "เลือกที่จะทิ้ง" การจำกัดตัวเองทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เช่น "ฉันจะรวยโดยไม่ทิ้งครอบครัว" หรือ "ฉันจะหุ่นดีโดยไม่ต้องกินอกไก่ปั่น" ข้อจำกัดเหล่านี้แหละจะบีบให้คุณหาทางออกที่เจ๋งกว่าชาวบ้าน
.
Levers (คานงัด): งานทุกอย่างไม่เท่ากัน จงหา "งานที่ทำแล้วส่งผลกระทบมหาศาล" (Priority tasks) อย่ามัวแต่ยุ่งกับเรื่องหยุมหยิม ให้โฟกัสที่งานที่ขยับเข็มไมล์ชีวิตจริงๆ
.
สรุปคือ ชีวิตของคุณคืองานศิลปะชิ้นเอกครับ และคุณคือศิลปินที่ต้องผสมสีแห่ง "ความเกลียด" และ "ความฝัน" เข้าด้วยกัน
.
.
15. การเล่นแร่แปรธาตุยุคดิจิทัลและทักษะครองพิภพ (Value Creation & The Meta Skill)
.
Dan Koe บอกว่าคุณมีสมองของไอน์สไตน์และดาวินชีอยู่ในกระเป๋ากางเกงครับ (ใช่ครับ ไอ้เจ้าสมาร์ตโฟนที่คุณใช้ไถฟีดอยู่นั่นแหละ)
.
ในยุคนี้ การ "สร้าง" อะไรสักอย่างมันง่ายจนน่าตกใจ เว็บไซต์ที่เคยต้องใช้ทีมวิศวกรสร้างเป็นเดือน เดี๋ยวนี้คุณจิ้มๆ หรือสั่ง AI แป๊บเดียวก็ได้โค้ดออกมาแล้ว ต้นทุนการผลิตแทบจะเป็นศูนย์ แต่ปัญหาคือ "แล้วจะสร้างอะไรให้คนยอมควักตังค์จ่าย?"
.
Dan ให้สมการทองคำมาว่า "คุณค่า = ความใส่ใจของผู้คน x ขนาดของปัญหาที่คุณแก้"
.
ถ้าคุณแก้ปัญหาขี้เล็บขบที่ไม่มีใครแคร์ คุณก็ได้ศูนย์ แต่ถ้าคุณแก้ปัญหาอกหักรักคุดที่คนเจียนตาย คุณรวยเละ แล้วจะทำยังไงให้คนเห็นคุณค่า? Dan บอกให้ตอบคำถาม 5 ข้อนี้ให้ได้ก่อน
.
Who (ใคร?): อย่าพยายามช่วยทุกคนครับ พระพุทธเจ้ายังโปรดสัตว์ได้ไม่หมดโลกเลย คุณควรช่วยคนที่ "เหมือนคุณในอดีต" มากที่สุด เพราะคุณเข้าใจความเจ็บปวดของเขาดีที่สุด
.
What (อะไร?): ระบุปัญหาให้ชัด อย่าขายยาครอบจักรวาล แต่จงขายยาแก้ปวดเฉพาะจุด คนเรายอมจ่ายแพงเพื่อแก้ปัญหาที่กวนใจ ไม่ใช่เพื่อซื้อของที่ "มีก็ดี ไม่มีก็ได้"
.
Where (ที่ไหน?): ไม่ใช่สถานที่นะครับ แต่คือ "จุดหมายปลายทาง" พาเขาจินตนาการไปถึงภาพอนาคตที่ปัญหาถูกแก้แล้ว ชีวิตจะดี๊ด๊าแค่ไหน
.
When (เมื่อไหร่?): ความชัดเจนคืออาวุธ ถ้าบอกว่า "สักวันจะผอม" ไม่มีใครซื้อหรอกครับ แต่ถ้าบอกว่า "ลด 5 โลใน 30 วัน" คนจะเริ่มหูผึ่ง
.
Why (ทำไม?): ขยี้ความเจ็บปวด (Pain) ให้เห็นนรกถ้าไม่แก้ และฉายภาพสวรรค์ (Benefit) ถ้าแก้สำเร็จ ทำให้เขารู้สึกว่า "เรื่องนี้รอไม่ได้แล้วโว้ย"
.
หลายคน (โดยเฉพาะสายติสท์) เกลียดคำว่า "Persuasion" หรือการโน้มน้าวใจ เพราะคิดว่ามันคือการหลอกลวงหรือยัดเยียด
.
แต่ Dan ตบสติเรากลับมาด้วยมุมมองใหม่ เขาบอกว่า "การโน้มน้าวใจคือรูปแบบของอำนาจที่มีจริยธรรมที่สุด"
.
ลองคิดดูสิครับ ถ้าในอดีตคนใช้อำนาจด้วย "กำลัง" (เอาปืนจ่อหัว) หรือ "การหลอกลวง" (ต้มตุ๋น) การใช้ "การโน้มน้าว" เพื่อให้คนเห็นประโยชน์และยอมเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองเนี่ย มันคือวิถีของอารยชนชัดๆ
.
ถ้าคุณมีของดีที่ช่วยชีวิตคนได้ แต่คุณมัวแต่อายไม่กล้าบอกใคร หรือไม่กล้าขาย นั่นแหละครับคือความเห็นแก่ตัว คุณกำลังปล่อยให้คนที่มีปัญหาต้องทนทุกข์ทรมานต่อไป ทั้งที่คุณช่วยเขาได้
.
ในโลกยุคนี้ คุณต้องใช้ "สื่อ" (Media) เป็นเครื่องขยายเสียง สื่อไม่ใช่แค่เรื่องของการเต้นใน TikTok แต่มันคือการแพ็กเกจ "วิธีการแก้ปัญหา" ของคุณ (Process) ให้กลายเป็น "สินค้า" (Product)
.
จำไว้นะครับว่า สินค้าที่ดีที่สุดคือ "กระบวนการที่คุณใช้แก้ปัญหาให้ตัวเอง"
.
ถ้าคุณเคยเป็นสิวแล้วรักษาหาย วิธีการดูแลผิวของคุณนั่นแหละคือสินค้า อย่าไปคิดซับซ้อน เอาสิ่งที่คุณทำสำเร็จแล้วมาขาย (Sell your sawdust) เหมือนที่หนังสือ Show Your Work! ของ Austin Kleon แนะนำไว้เลยครับ
.
และมาถึงเรื่องที่หลายคนอาจจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ Dan Koe ประกาศ (ในมุมของเขา) ว่าในยุคที่ AI เขียนโค้ดได้ วาดรูปได้ และทำบัญชีได้ ทักษะเดียวที่จะทำให้มนุษย์ยังคงเป็น "พระเจ้า" อยู่ได้ คือ "การเขียน" (Writing) ครับ
.
เดี๋ยวก่อน! อย่าเพิ่งเถียงว่า "แต่ ChatGPT ก็เขียนได้นะ" ใช่ครับ มันเขียนได้ แต่มันไม่มี "รสนิยม" (Taste), "จิตวิญญาณ" (Soul), และ "บริบทชีวิต" (Context) เหมือนคุณ
.
Dan เรียกการเขียนว่าเป็น "The Meta Skill" หรือทักษะแม่บทของทุกทักษะ เพราะการเขียนคือการ "จัดระเบียบความคิด" ถ้าคุณเขียนไม่รู้เรื่อง แปลว่าคุณคิดไม่รู้เรื่อง และถ้าคุณคิดไม่รู้เรื่อง ชีวิตคุณก็พัง
.
ในอนาคตอันใกล้ Dan ทำนายว่า "การเขียนโค้ด" (Coding) จะกลายเป็นการใช้ภาษาธรรมชาติ (Natural Language) สั่งงาน AI นั่นหมายความว่า ใครที่สื่อสารความคิดได้ชัดเจนที่สุด คนนั้นคือโปรแกรมเมอร์ที่เก่งที่สุด การเขียนจึงเป็นรากฐานของทุกอย่าง ไม่ว่าคุณจะทำคลิป ทำพอดแคสต์ หรือสร้างธุรกิจ ทุกอย่างเริ่มจากสคริปต์และการเรียบเรียงความคิดทั้งนั้น
.
Dan เปรียบนักเขียนว่าเป็น "ดีเจทางความคิด" (DJs with ideas) คุณไม่ต้องนั่งเทียนเขียนรวดเดียวจบแบบนักประพันธ์เมาไวน์ในหนัง แต่คุณคือคนที่มิกซ์ไอเดียต่างๆ เข้าด้วยกัน
.
เริ่มจากโครงร่าง (Outline) แล้วค่อยๆ เติมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยลงไป การเขียนในที่สาธารณะ (Public Writing) คือทางลัดสู่ความอัจฉริยะ เพราะมันบังคับให้คุณต้องคิดให้คม และฟีดแบ็กจากคนอ่านจะช่วยขัดเกลาให้คุณเก่งขึ้นแบบก้าวกระโดด
.
.
16. เลิกหา Niche Market ได้แล้ว... เพราะ "คุณ" นั่นแหละคือ Niche
.
Dan Koe กระโดดถีบยอดหน้ากูรูการตลาดแบบไม่เกรงใจใครด้วยประโยคที่ว่า "เลิกพยายามหา Niche Market สักทีเถอะครับ!"
.
คุณคงเคยได้ยินคำสอนที่บอกว่า "ถ้าอยากรวยต้องเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มนะ" เช่น ตลาดคนรักแมวที่เป็นเบาหวาน หรือตลาดคนชอบปลูกกระบองเพชรในคอนโด แต่ Dan บอกว่าคำแนะนำนี้แหละคือหลุมพรางนรกที่ทำให้มือใหม่ตายเรียบ
.
ทำไมน่ะเหรอ? ก็เพราะการ "เลือก" Niche ส่วนใหญ่มักจะเป็นการมองหาจากภายนอก เป็นการพยายามไปแก้ปัญหาที่คุณไม่ได้อิน หรือไม่ได้มีประสบการณ์ตรง สุดท้ายคุณก็จะสร้าง "คุกงานประจำแห่งใหม่" ให้ตัวเอง
.
ต้องตื่นมาทำคอนเทนต์หรือขายของให้คนกลุ่มที่คุณไม่ได้รู้สึกเชื่อมโยงด้วย พอนานไปก็เบื่อ หมดไฟ แล้วก็เลิก การเลือก Niche แบบนี้มัน "ตายตัว" (Static) เกินไปสำหรับมนุษย์ที่เติบโตตลอดเวลาอย่างเรา
.
ทางออกที่แท้จริงและยั่งยืนกว่าคือ "You Are The Niche" (คุณนั่นแหละคือ Niche)
.
เลิกมองหาตลาดข้างนอก แล้วหันกลับมามองกระจก คุณคือส่วนผสมที่ไม่เหมือนใครของปัญหาที่คุณเคยแก้ ความสนใจที่คุณมี และทักษะที่คุณสั่งสมมา ธุรกิจที่ดีที่สุดคือธุรกิจที่ "แก้ปัญหาให้ตัวคุณเอง" (Self-Improvement) แล้วเอาวิธีแก้นั้นไปขายคนอื่น (Other-Improvement) แบบนี้สิครับถึงจะเรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกทั้งฝูง
.
ข้อดีของการเป็น Niche ของตัวเองคือ ธุรกิจจะ "วิวัฒนาการ" ไปพร้อมกับคุณ วันนี้คุณอาจสนใจเรื่องลดน้ำหนัก คุณก็ทำธุรกิจสุขภาพ วันหน้าคุณสนใจเรื่องจิตวิญญาณ ธุรกิจคุณก็ขยับขยายไปเรื่องนั้นได้โดยไม่ต้องทุบทิ้ง
.
เพราะแกนกลางของธุรกิจคือ "ตัวตนของคุณ" (Authenticity) ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่แข่งไม่มีวันก๊อปปี้ได้ เขาอาจจะขโมยสินค้าคุณได้ แต่เขาขโมยเรื่องราวและวิญญาณของคุณไม่ได้ครับ
.
.
17. โมเดลธุรกิจตัวคนเดียว (One-Person Business) ที่ไม่ต้องง้อธนาคาร
.
ถ้าถามว่า "แล้วจะเริ่มยังไง? ต้องกู้เงินมาสร้างโรงงานไหม?" Dan ตอบชัดเจนว่าในยุคนี้เครื่องมือทำมาหากินที่ดีที่สุดและต้นทุนต่ำที่สุดคือ "อินเทอร์เน็ต + การเขียน"
.
Dan ยกตัวอย่าง Justin Welsh อดีตผู้บริหารเงินเดือนสูงที่ชีวิตพังเพราะเครียดจนเกือบตาย
.
เขาไม่ได้ลาออกไปกู้เงินสร้างตึก แต่เขาเริ่มจากศูนย์ด้วยการ "เขียน" แชร์ความรู้บน LinkedIn วันละนิดวันละหน่อย สร้างฐานแฟนคลับที่เชื่อถือในตัวเขา จนเมื่อมั่นใจ เขาจึงลาออกและเปลี่ยนความรู้นั้นเป็นธุรกิจที่ปรึกษาและคอร์สออนไลน์ ซึ่งทำเงินได้หลายล้านเหรียญด้วยตัวคนเดียว โดยมีกำไรสูงถึง 94% แถมยังมีเวลาไปเดินเล่นกับครอบครัวทุกเย็น
.
ส่วนตัว Dan Koe เองก็ไม่ได้มาสายเทพแต่เกิด เขาเริ่มจากเด็กที่มีปัญหากับระบบโรงเรียน ลองผิดลองถูกมาสารพัด ตั้งแต่ถ่ายรูป กราฟิกดีไซน์ ยันขายกระเป๋าตางค์ ซึ่งเจ๊งไม่เป็นท่ามาตลอด 5 ปี
.
จุดเปลี่ยนคือตอนที่เขาเริ่มรับจ้างทำเว็บและค้นพบว่า เขาสามารถ "เขียน" เพื่อสอนสิ่งที่เขารู้ได้ เขาจึงเริ่มสร้างแบรนด์ตัวตน เขียนบทความ ทำจดหมายข่าว จนพัฒนาไปสู่การสร้างซอฟต์แวร์ของตัวเอง
.
สิ่งสำคัญที่ Dan ย้ำคือ คุณไม่จำเป็นต้องขายแค่ "ข้อมูล" (Information) เสมอไป คุณขายสินค้ากายภาพก็ได้ เช่น ถ้าคุณเป็นคนผิวแพ้ง่ายแล้วหาสบู่ใช้ไม่ได้ คุณก็ไปเรียนรู้วิธีทำสบู่สูตรอ่อนโยนมาใช้เอง แล้วทำขายคนที่เจอปัญหาเดียวกัน
.
สินค้าของคุณจะมีสตอรี่ที่แข็งแรงมาก เพราะมันเกิดจาก "ความเจ็บปวดจริง" (Real Pain) ของผู้สร้าง นี่แหละครับคือพลังของการเปลี่ยนตัวเองให้เป็นธุรกิจ
.
.
18. กำเนิดใหม่ในยุคเรอเนซองส์ดิจิทัล (Become a Creator)
.
มาถึงบทสุดท้ายที่เปรียบเสมือนการบรรลุธรรมในโลกทุนนิยม Dan Koe พาเราย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ว่า สมัยก่อน "ความคิดสร้างสรรค์" เป็นเรื่องของพระเจ้า มนุษย์เป็นแค่ผู้รับผลบุญ
.
แต่ตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ "ยุคเรอเนซองส์ครั้งที่ 2" (The Second Renaissance) ที่อำนาจการสร้างสรรค์กลับมาอยู่ในมือคนธรรมดาอย่างเราผ่านอินเทอร์เน็ต
.
ในสังคมใหม่นี้ มนุษย์จะถูกแบ่งเป็น 3 ชนชั้น
.
Consumers (ผู้บริโภค): คนที่คอยแต่จ่ายเงินและจ่ายเวลาเสพสิ่งที่คนอื่นสร้าง
.
Creators (ผู้สร้าง): คนที่สร้างคุณค่า แก้ปัญหา และกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง
.
Companies (บริษัท): องค์กรที่รวบรวมผู้สร้างมาทำงานร่วมกัน
.
คำว่า "Creator" ในความหมายของ Dan ไม่ใช่แค่ YouTuber ที่ทำคลิปแกล้งคนเรียกยอดวิวนะครับ แต่มันคือ "สภาวะของจิตวิญญาณ"
.
Creator คือคนที่มีความเป็นผู้ประกอบการในสายเลือด คือคนที่มองเห็นปัญหาแล้วไม่บ่น แต่ลงมือสร้างทางออก (Solution) แล้วส่งต่อทางออกนั้นให้โลก ไม่ว่าจะแลกกับเงิน ความสนใจ หรือความสุขใจ
.
โลกอนาคตจะไม่พึ่งพาสถาบันเก่าแก่ที่เชื่องช้าอีกต่อไป แต่จะพึ่งพา "Creator" นี่แหละครับ ในฐานะ "ระบบการศึกษาแบบกระจายศูนย์" (Decentralized Education) คนยุคใหม่จะเลิกเรียนกับผู้เชี่ยวชาญที่รัฐยัดเยียดให้ แต่จะเลือกเรียนกับ "คนที่เขาอยากเป็น" คนที่มีวิสัยทัศน์ตรงกับเขา และเดินนำหน้าเขาอยู่ไม่กี่ก้าว แทนที่จะฟังทฤษฎีบนหอคอยงาช้าง เราจะฟังประสบการณ์จริงจากคนที่ลุยโคลนมาเหมือนเรา
.
Dan Koe ทิ้งท้ายไว้ได้อย่างงดงามว่า หนทางเดียวที่จะ "Future-proof" หรืออยู่รอดได้ในอนาคต คือการผันตัวจากผู้บริโภคมาเป็นผู้สร้าง
.
อย่ากลัว AI ครับ เพราะ AI เป็นแค่เครื่องมือ ไม่ใช่เจ้านาย หน้าที่ของคุณคือเป็น "วาทยากร" ที่ควบคุมวงดนตรีแห่งเทคโนโลยีเหล่านี้ เพื่อบรรเลงเพลงแห่งชีวิตของคุณเอง
.
สูตรสุดท้ายที่ Dan มอบให้คือ
.
แก้ปัญหาให้ตัวเอง -> เผยแพร่วิธีแก้ในที่สาธารณะ -> สร้างฐานแฟนคลับจากคนที่มีปัญหาเดียวกัน แม้คุณจะมีคนติดตามแค่ 1,000 คนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ (True Fans) นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คุณมีอิสรภาพทางการเงินและเวลา ไปตลอดชีวิต
.
.
และนี่คือทั้งหมดของหนังสือ Purpose & Profit ครับ หนังสือที่ไม่ใช่แค่สอนวิธีหาเงิน แต่สอน "วิธีใช้ชีวิต" ให้มีความหมาย ในแบบที่คุณเป็นคนกำหนดเอง 100%
.
.
.
.
#SuccessStrategies