สรุปหนังสือ How to Fail at Almost Everything and Still Win Big : ทำพังเกือบทุกสิ่ง แต่ดัน "WIN" ครั้งยิ่งใหญ่ (วิชาสะสมทักษะฉบับคนธรรมดา) เขียนโดย Scott Adams

สรุปหนังสือ How to Fail at Almost Everything and Still Win Big : ทำพังเกือบทุกสิ่ง แต่ดัน "WIN" ครั้งยิ่งใหญ่ (วิชาสะสมทักษะฉบับคนธรรมดา) เขียนโดย Scott Adams
.
ก่อนจะเริ่มเล่าตำนานชีวิต Scott Adams ย้ำเสมอว่า เขาไม่ได้เขียนหนังสือเล่มนี้ในฐานะกูรูผู้รู้แจ้งเห็นจริง แต่เขาเขียนในฐานะ "ผู้เชี่ยวชาญด้านความล้มเหลว" (Expert in Failure)
.
ชีวิตของ Scott คือกรณีศึกษาชั้นดีว่า คนคนหนึ่งสามารถทำตัวงี่เง่า ตัดสินใจผิดพลาด และล้มเหลวในเกือบทุกโปรเจกต์ที่ทำ แต่ก็ยังสามารถพลิกกลับมา "ชนะครั้งใหญ่" (Win Big) ได้อย่างไร หากรู้จักบริหารจัดการโชคและสร้างระบบที่ดีพอ
.
Scott เติบโตมาในเมืองเล็กๆ ชื่อ Windham ในรัฐนิวยอร์ก ซึ่งเป็นเมืองที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากความหนาวเหน็บและหิมะที่ตกเกือบตลอดทั้งปี เขาเป็นเด็กธรรมดาที่ป่วยบ่อย เป็นภูมิแพ้ และมีทักษะทางสังคมติดลบ
.
เรื่องราวความล้มเหลวระดับตำนานของเขาเริ่มต้นขึ้นเมื่อเขาเรียนจบมหาวิทยาลัย Hartwick College และก้าวเท้าเข้าสู่โลกแห่งความจริงด้วยความมั่นใจผิดๆ
.
.
===========================
.
1. การสัมภาษณ์งานที่หนาวเหน็บที่สุดในโลก (My Absolute Favorite Spectacular Failure)
.
ตำนานความซวยเรื่องแรกเกิดขึ้นเมื่อ Scott ซึ่งเป็นเด็กจบใหม่ ได้รับจดหมายเรียกตัวไปสัมภาษณ์งานกับบริษัทบัญชีระดับ Big Eight ในเมืองไซราคิวส์ รัฐนิวยอร์ก สำหรับเด็กบ้านนอกอย่างเขา นี่คือโอกาสทองที่จะได้ทำงานในบริษัทใหญ่โต มีหน้ามีตา และหนีพ้นจากชีวิตน่าเบื่อ
.
ในวันสัมภาษณ์ พายุหิมะลูกใหญ่กำลังถล่มเมือง อุณหภูมิดิ่งลงไปแตะระดับติดลบ 20 องศาฟาเรนไฮต์ Scott ขับรถคู่ใจของเขาที่ชื่อว่า "Chevrolet Chevette" ซึ่งเป็นรถราคาถูกที่ตัวถังบางเสียจนแทบจะปลิวไปตามลม มุ่งหน้าฝ่าพายุไปสัมภาษณ์งาน
.
แต่ด้วยความที่เขาเป็นเด็กหนุ่มที่อ่อนต่อโลก และขาดสามัญสำนึกอย่างรุนแรง เขาตัดสินใจทำสิ่งที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิต นั่นคือ "เขาไม่ใส่เสื้อโค้ทไปสัมภาษณ์งาน"
.
ตรรกะพังๆ ของ Scott ในตอนนั้นคือ "ฉันเป็นแค่นักศึกษาจนๆ ผู้สัมภาษณ์ต้องรู้อยู่แล้วว่าฉันไม่มีปัญญาซื้อโค้ทดีๆ ใส่ และถ้าฉันใส่เสื้อกันหนาวเก่าๆ เน่าๆ ไป มันจะดูไม่เป็นมืออาชีพ สู้ฉันใส่สูทตัวเก่งเดินเท่ๆ เข้าไปเลยดีกว่า แค่วิ่งจากลานจอดรถเข้าตึก คงไม่หนาวตายหรอกมั้ง"
.
แต่ความจริงโหดร้ายเสมอ ลานจอดรถของบริษัทอยู่ไกลจากตัวตึกมาก และลมพายุหิมะก็พัดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ทันทีที่ Scott ก้าวลงจากรถ ความหนาวระดับนรกแตกก็ทะลุผ่านสูทบางๆ เข้าไปกัดกินกระดูก เขาต้องวิ่งฝ่าหิมะด้วยสภาพตัวสั่นเทา หน้าเขียวคล้ำ น้ำมูกไหลย้อย เมื่อไปถึงเคาน์เตอร์ต้อนรับ เขาดูเหมือนศพแช่แข็งที่เพิ่งฟื้นคืนชีพ พนักงานต้อนรับมองเขาด้วยสายตาสังเวช
.
เมื่อเข้าห้องสัมภาษณ์ กรรมการมองสภาพลูกหมาตกน้ำของเขาแล้วยิงคำถามแรกว่า "เสื้อโค้ทคุณไปไหน?" Scott ตอบไปตามความจริง (แบบซื่อบื้อ) ว่าเขาคิดว่ามันไม่จำเป็น และเขาอยากดูดีที่สุดในชุดสูท
.
กรรมการถอนหายใจแล้วบอกว่า "ที่นี่เราต้องการคนที่มีวิจารณญาณ (Common Sense) และรู้จักดูแลตัวเองนะ" การสัมภาษณ์จบลงแทบจะทันที Scott ถูกเชิญกลับบ้านพร้อมคำแนะนำว่า "คราวหน้าหาเสื้อใส่มาซะไอ้หนู"
.
แต่หายนะยังไม่จบแค่นั้น ขากลับ รถ Chevette ของเขาดันไปเสียกลางทางบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน ท่ามกลางพายุหิมะที่หนักกว่าเดิม รถค่อยๆ ถูกหิมะกลบจนกลายเป็นอิกลู Scott นั่งสั่นงันงกอยู่ในรถที่เครื่องดับ ไม่มีเสื้อกันหนาว ไม่มีผ้าห่ม และไม่มีโทรศัพท์มือถือ เขาเริ่มจินตนาการถึงพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งว่า "พบศพบัณฑิตหนุ่มตายเพราะโง่ ไม่ยอมใส่เสื้อโค้ท"
.
วินาทีนั้น ความกลัวตายทำให้เขากระเสือกกระสนวิ่งฝ่าพายุไปเคาะประตูบ้านคนแปลกหน้าที่อยู่ห่างออกไปเพื่อขอความช่วยเหลือ โชคดีที่มีครอบครัวใจดีช่วยชีวิตเขาไว้ได้
.
.
2. ชีวิตนายธนาคารกับโจรผู้สุภาพ
.
Scott ย้ายหนีความหนาวมาถึงซานฟรานซิสโก เขาได้งานที่ Crocker National Bank ในตำแหน่งพนักงานหน้าเคาน์เตอร์ (Teller) ชีวิตการเป็นพนักงานแบงก์ควรจะน่าเบื่อและมั่นคง แต่สำหรับ Scott มันคือแหล่งรวมเรื่องราวประหลาดๆ
.
เรื่องที่พีคที่สุดคือ เขาถูกปล้นถึง 2 ครั้ง ในระยะเวลาสั้นๆ
.
ครั้งแรก โจรเดินเข้ามาที่เคาน์เตอร์แล้วยื่นกระดาษโน้ตที่เขียนว่า "ส่งเงินมาให้หมด ไม่งั้นยิง" Scott ซึ่งถูกฝึกมาอย่างดีทำตามขั้นตอนเป๊ะๆ คือโกยเงินใส่ถุงแล้วกดปุ่มสัญญาณเตือนภัยเงียบ
.
แต่ความฮาบังเกิดเมื่อโจรดัน "ลืมเอาถุงใส่เงินมา"! โจรต้องแก้ปัญหาหน้างานด้วยการโกยเงินเป็นฟ่อนๆ ยัดใส่กระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกง จนตัวตุงไปหมด ดูทุลักทุเลและน่าสมเพชมากกว่าน่ากลัว ก่อนจะวิ่งหนีไป
.
ครั้งที่สองระทึกกว่านั้น โจรเอาปืนจ่อหัว Scott ในระยะประชิด วินาทีนั้น Scott ค้นพบความจริงทางจิตวิทยาที่น่าสนใจว่า สมองคนเราเวลาเผชิญความตายไม่ได้เห็นภาพชีวิตย้อนหลัง (Flashback) อย่างในหนัง
.
แต่สมองจะโฟกัสไปที่รายละเอียดไร้สาระแทน Scott จำได้แม่นยำว่า "ด้ามปืนของโจรทำจากไม้ขัดเงาที่สวยมาก" และ "ทำไมโจรคนนี้ถึงมีขนจมูกยาวจัง" โชคดีที่เขารอดมาได้ทั้งสองครั้งโดยไม่เสียเลือดเนื้อ แต่เหตุการณ์นี้สอนให้เขารู้จักการสังเกตพฤติกรรมมนุษย์ในภาวะวิกฤต ซึ่งต่อมากลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการเขียนการ์ตูน
.
.
3. "Passion is Bullshit" บทเรียนจากห้องสินเชื่อ
.
หลังจากรอดตายจากการเป็น Teller Scott ได้เลื่อนตำแหน่งไปเป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อ (Loan Officer) หน้าที่ของเขาคือพิจารณาปล่อยกู้ให้กับคนที่อยากทำธุรกิจ และที่นี่เองที่เขาได้เรียนรู้บทเรียนที่ขัดแย้งกับคำสอนของกูรูทั่วโลก นั่นคือ "ความหลงใหล (Passion) คือเรื่องไร้สาระ"
.
หัวหน้าของ Scott สอนเขาว่า "Scott ฟังนะ ถ้ามีใครมาขอกู้เงินแล้วตาเป็นประกาย บอกว่าเขาจะทำธุรกิจนี้เพราะเขามี Passion กับมัน ให้ปฏิเสธทันที แต่ถ้าใครเดินเข้ามาด้วยหน้าตาเบื่อโลก แล้วบอกว่าเขาจะเปิดร้านซักรีดเพราะเขาคำนวณมาแล้วว่าแถวนี้ยังไม่มีร้านซักรีด และต้นทุนกำไรมันคุ้มค่า ให้เซ็นเช็คให้เขาเลย"
.
Scott เคยเจอลูกค้าคนหนึ่ง อยากเปิดร้านขายอุปกรณ์กอล์ฟเพราะเขา "ชอบตีกอล์ฟมาก" ลูกค้าคนนี้เล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่าร้านเขาจะเท่แค่ไหน
.
แต่พอ Scott ถามเรื่องแผนการตลาด เรื่องจุดคุ้มทุน ลูกค้ากลับตอบไม่ได้สักอย่าง เอาแต่พูดเรื่องความฝัน ผลลัพธ์คือ Scott ปฏิเสธสินเชื่อไป (และร้านนั้นก็เจ๊งจริงๆ ในเวลาต่อมาตามคาด)
.
ในขณะที่ลูกค้าอีกคน เป็นคนน่าเบื่อๆ ที่จะเปิดโรงงานผลิตวาล์วพลาสติก เขาไม่มี Passion กับวาล์วเลยสักนิด เขาไม่ได้ตื่นมาตอนเช้าแล้วตะโกนว่า "เย้! วันนี้ฉันจะได้ทำวาล์วแล้ว" แต่เขารู้ทุกตัวเลขทางบัญชี รู้จักคู่แข่ง และรู้วิธีทำกำไร และคนคนนี้แหละที่กลายเป็นลูกค้าชั้นดีที่ผ่อนจ่ายหนี้ตรงเวลา
.
บทเรียนนี้ฝังหัว Scott มาตลอดว่า "Passion มักเป็นผลลัพธ์ของความสำเร็จ ไม่ใช่ต้นเหตุ" คนเรามักจะรักในสิ่งที่ตัวเองทำสำเร็จและได้เงิน ถ้าคุณเริ่มด้วย Passion แต่ขาดระบบและการคำนวณที่ถูกต้อง Passion ของคุณจะมอดไหม้ไปพร้อมกับเงินในกระเป๋า แต่ถ้าคุณเริ่มด้วยระบบที่ถูกต้อง จนธุรกิจประสบความสำเร็จ Passion จะตามมาเองทีหลัง
.
.
4. พิพิธภัณฑ์สิ่งประดิษฐ์ห่วยแตก
.
แม้จะเป็นมนุษย์เงินเดือน แต่ Scott มีความฝันอยากรวยทางลัดเสมอ เขาจึงใช้เวลาว่างหลังเลิกงานทำโปรเจกต์ต่างๆ มากมาย ซึ่งล้วนจบลงด้วยความล้มเหลวที่น่าจดจำ
.
หนึ่ง = ถุงแป้งกันลื่นแบบมีตีนตุ๊กแก (The Velcro Rosin Bag)
.
Scott เป็นคนบ้าเทนนิส และปัญหาระดับชาติของนักเทนนิสคือเหงื่อออกมือจนจับไม้ไม่อยู่ ต้องใช้ถุงแป้ง (Rosin Bag) ซับเหงื่อ แต่ถุงแป้งมันไม่มีที่เก็บ Scott เลยปิ๊งไอเดียพันล้าน (ในความคิดเขา) ด้วยการเย็บแถบตีนตุ๊กแก (Velcro) ติดกับถุงแป้ง เพื่อให้แปะติดกับกางเกงขาสั้นได้! เขาลงทุนจ้างทนายไปจดสิทธิบัตร จ้างโรงงานผลิตสินค้าตัวอย่าง และติดต่อสมาคมเทนนิส ผลปรากฏว่า... เงียบกริบ ไม่มีใครสนใจ ทนายบอกเขาภายหลังว่าสิทธิบัตรนี้ไม่มีค่าอะไรเลย เพราะใครๆ ก็เอาตีนตุ๊กแกไปติดอะไรก็ได้ Scott เสียเงินเก็บไปหลายพันเหรียญ แลกกับถุงแป้งกองโตที่วางรกบ้าน
.
สอง = คู่มือการทำสมาธิ (The Meditation Guide)
.
ช่วงหนึ่ง Scott สนใจเรื่องจิตวิญญาณ เขาเลยเขียนคู่มือทำสมาธิเล่มเล็กๆ ออกมาขาย หวังจะเป็นกูรู ยอดขายจบที่ประมาณ 3 เล่ม... ซึ่งคนซื้อคือแม่และป้าของเขาเอง
.
สาม = โปรแกรมเกมคอมพิวเตอร์
.
Scott ใช้เวลาเป็นปีเรียนรู้การเขียนโค้ดและสร้างเกมยิงจรวด พอทำเสร็จ เทคโนโลยีก็เปลี่ยนไปแล้ว เกมของเขากลายเป็นของโบราณทันทีที่ออกวางขาย
.
สี่ = คีย์บอร์ดสำหรับคนมือเดียว
.
เขาเคยคิดค้นคีย์บอร์ดที่พิมพ์ได้ด้วยมือข้างเดียว หวังจะเจาะตลาดโปรแกรมเมอร์ที่มืออีกข้างไม่ว่าง (อาจจะถือแก้วกาแฟหรือ... ทำอย่างอื่น) แต่สุดท้ายก็พบว่ามันใช้งานยากกว่าคีย์บอร์ดปกติล้านเท่า
.
ความล้มเหลวเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ Scott ท้อถอย แต่มันทำให้เขาสะสม "ทักษะเป็ด" (Talent Stack) เขาได้เรียนรู้เรื่องกฎหมายสิทธิบัตร การติดต่อโรงงาน การทำบัญชีเบื้องต้น และการเขียนโค้ด ซึ่งทักษะสะเปะสะปะเหล่านี้แหละ ที่จะมารวมร่างกันจนกลายเป็นอาวุธลับในภายหลัง
.
.
5. ตำนานกำเนิด Dilbert - จากภาพวาดแก้เบื่อในห้องประชุม สู่มหาอำนาจการ์ตูนโลก
.
ถ้าคุณคิดว่าการ์ตูนระดับโลกต้องเกิดจากแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเช้า คุณคิดผิดถนัด เพราะ Dilbert ถือกำเนิดขึ้นในสถานที่ที่ดูดพลังชีวิตที่สุดในโลก นั่นคือ "ห้องประชุมบริษัท"
.
หลังจากเบื่อวงการธนาคาร Scott ย้ายไปทำงานที่ Pacific Bell (บริษัทโทรศัพท์ยักษ์ใหญ่ในยุคนั้น)
.
หน้าที่ของเขาคือการเข้าประชุม มาราธอนที่หาข้อสรุปไม่ได้ วันแล้ววันเล่า เพื่อไม่ให้ตัวเองสติแตกตายคาห้องประชุม Scott มักจะแอบวาดรูปเล่นลงบนสมุดจดบันทึก เขาเริ่มวาดผู้ชายใส่แว่น จมูกโต ไม่มีปาก และใส่เนคไทงอๆ (ซึ่งเขาบอกว่าจริงๆ แล้วเขาแค่วาดเนคไทตรงๆ ไม่เป็น)
.
ตัวละครนี้ยังไม่มีชื่อ จนกระทั่งวันหนึ่ง Mike Goodwin เจ้านายเก่าของเขา เดินมาเห็นรูปวาดนี้แล้วพูดขึ้นมาดื้อๆ ว่า
.
"หน้าตาแบบนี้ต้องชื่อ Dilbert เท่านั้นแหละ"
.
Scott รู้สึกว่าชื่อนี้มัน "ใช่" ทันที มันฟังดูเป็นชื่อของวิศวกรที่เก่งแต่เรื่องเทคนิคแต่ล้มเหลวเรื่องการเข้าสังคมอย่างสมบูรณ์แบบ
.
ส่วนเจ้าหมา Dogbert นั้น มีต้นแบบมาจาก Lucy สุนัขบีเกิ้ลที่บ้านของ Scott เอง ซึ่ง Scott บอกว่ามันเป็นหมาที่ฉลาดกว่าเขา และชอบมองเขาด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม
.
เขาเลยจับบุคลิกนั้นมาใส่ให้ Dogbert กลายเป็นหมาที่วางแผนจะครองโลกและมองมนุษย์เป็นทาส
.
แม้จะได้ตัวละครแล้ว แต่ Scott รู้ดีว่าลายเส้นของเขา "ห่วยแตก" ถ้าเทียบกับนักวาดการ์ตูนมืออาชีพ แต่เขาใช้กลยุทธ์ Talent Stack (ทักษะเป็ด) เขาบอกตัวเองว่า "ฉันวาดรูปไม่สวย แต่ฉันตลก และฉันมีประสบการณ์ในโลกธุรกิจที่นักวาดการ์ตูนส่วนใหญ่ไม่มี"
.
เขาเริ่มสร้าง "ระบบ" ขึ้นมา แทนที่จะรออารมณ์ศิลปิน เขาบังคับตัวเองให้ตื่นนอนตอน ตี 4 ทุกวัน เพื่อมาวาดการ์ตูนก่อนไปทำงานบริษัท เขาทำแบบนี้ทุกวันโดยไม่มีวันหยุด แม้จะเหนื่อยแค่ไหนก็ตาม
.
Scott รวบรวมผลงานส่งไปยังนิตยสารดังๆ อย่าง The New Yorker และ Playboy ผลลัพธ์คือ... ถูกปฏิเสธเรียบ จดหมายปฏิเสธกองเต็มบ้าน แต่เขายังคงใช้ Affirmations เขียนโปรแกรมสมองตัวเองทุกวันว่า "ฉันจะเป็นนักเขียนการ์ตูนชื่อดัง" เพื่อรักษาพลังงานใจไม่ให้มอด
.
จุดเปลี่ยนมาถึงเมื่อผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ Sarah Gillespie บรรณาธิการจาก United Media เห็นแววบางอย่างในการ์ตูนลายเส้นแย่ๆ นี้ เธอเสนอสัญญาให้ Scott โดยบอกตรงๆ ว่า "ลายเส้นของคุณมันแย่มากนะ คุณต้องไปฝึกวาดมาใหม่ แต่ไอเดียของคุณมันขายได้"
.
รายได้เดือนแรกของ Scott คือเช็คค่าลิขสิทธิ์มูลค่า $368.62 (ประมาณหมื่นกว่าบาท) ซึ่งน้อยนิดเมื่อเทียบกับความเหนื่อย
.
แต่สิ่งที่ทำให้ Dilbert รอดตายและกลายเป็นตำนานได้ คือการที่ Scott เป็นนักเขียนการ์ตูนคนแรกๆ ในประวัติศาสตร์ที่ "ใส่อีเมลของตัวเองลงไปในการ์ตูน"
.
ในยุค 90s อินเทอร์เน็ตยังเป็นของใหม่ และคนใช้อีเมลส่วนใหญ่คือ "คนไอที" และ "พนักงานออฟฟิศ" ที่ใช้อีเมลบริษัท ทันทีที่ Scott ใส่อีเมลลงไป เขาได้รับฟีดแบ็กตรงจากคนอ่านทันที ซึ่งนักเขียนรุ่นเก่าไม่เคยทำ
.
และฟีดแบ็กเหล่านั้นเองที่เปลี่ยนชะตาชีวิตเขา Scott สังเกตเห็น Pattern ที่สำคัญมาก
.
- เมื่อเขาวาดเรื่องทั่วๆ ไป เช่น เรื่องจีบสาว หรือเรื่องการเมือง คนอ่านจะเฉยๆ
.
- แต่เมื่อไหร่ที่เขาวาดเรื่อง "ความงี่เง่าในออฟฟิศ" เช่น เครื่องถ่ายเอกสารพัง เจ้านายโง่ หรือเพื่อนร่วมงานอู้งาน อีเมลจะถล่มทลายเข้ามา พร้อมกับข้อความว่า "เฮ้ย! นี่มันออฟฟิศผมชัดๆ คุณแอบติดกล้องวงจรปิดไว้เหรอ!"
.
Scott ตรัสรู้ทันทีว่า X-Factor ของเขาคือ "ความเจ็บปวดในออฟฟิศ" เขาจึงตัดสินใจทิ้งมุกตลกประเภทอื่นทั้งหมด และโฟกัสไปที่ชีวิตรันทดของมนุษย์เงินเดือนเพียงอย่างเดียว
.
Dilbert จึงกลายเป็นการ์ตูนที่ "เป็นปากเป็นเสียง" ให้กับพนักงานนับล้านที่ไม่กล้าด่าเจ้านายตรงๆ พวกเขาตัดการ์ตูน Dilbert ไปแปะไว้ที่หน้าห้องเจ้านาย หรือตู้กดน้ำ เพื่อระบายความอัดอั้น
.
ความสำเร็จของ Dilbert พุ่งทะยานจนฉุดไม่อยู่ จากหนังสือพิมพ์ไม่กี่ฉบับ กลายเป็นหลายพันฉบับทั่วโลก Scott กลายเป็นเศรษฐี
.
.
6. หายนะรสเลิศ (The Delicious Disaster)
.
สำหรับ Scott แล้ว ความสงบสุขคือสิ่งที่น่าเบื่อ เขาจึงตัดสินใจหาเรื่องใส่ตัวด้วยการกระโดดลงไปในธุรกิจที่ขึ้นชื่อว่า "ปราบเซียน" ที่สุดในโลก นั่นคือ ธุรกิจร้านอาหาร
.
ในขณะที่ Dilbert กำลังทำเงินให้เขาอย่างงาม Scott เกิดความคิดบ้าๆ ว่าเขาควรจะกระจายความเสี่ยง (Diversify) ด้วยการลงทุนในสินทรัพย์ที่จับต้องได้ และอะไรจะดีไปกว่าร้านอาหาร? เพราะใครๆ ก็ต้องกินข้าวใช่ไหม? (นี่คือตรรกะวิบัติขั้นสุดยอดของมือใหม่)
.
Scott ตัดสินใจร่วมหุ้นกับผู้เชี่ยวชาญ (หรือคนที่เขาคิดว่าเชี่ยวชาญ) เปิดร้านอาหารชื่อ "Stacey's" ถึง 2 สาขาในแคลิฟอร์เนีย สาขาแรกอยู่ที่ Waterford และอีกสาขาที่ Dublin เป้าหมายคือสร้างร้านอาหารบรรยากาศดีที่เสิร์ฟอาหารอร่อย
.
แต่สิ่งที่ Scott ได้เรียนรู้คือ "การเป็นเจ้าของร้านอาหารคือการตกนรกทั้งเป็นที่มีของกินอร่อยๆ"
.
ปัญหาเริ่มตั้งแต่การก่อสร้างที่งบประมาณบานปลายไปหลายเท่าตัว แต่ที่พีคกว่าคือปัญหาเรื่อง "คน" Scott ค้นพบว่าพนักงานร้านอาหารคือสิ่งมีชีวิตที่คาดเดาไม่ได้ที่สุดในจักรวาล เขาต้องเจอกับเชฟที่ทะเลาะกันเอง ผู้จัดการที่แอบขโมยเงิน และพนักงานเสิร์ฟที่ลาออกวันเว้นวันโดยไม่บอกกล่าว
.
มีอยู่คืนหนึ่ง Scott ได้รับโทรศัพท์แจ้งว่าผู้จัดการร้านคนหนึ่งถูกไล่ออกเพราะทุจริต และไม่มีใครคุมร้าน เขาต้องรีบขับรถไปที่ร้านเพื่อไปยืนงงๆ อยู่หน้าเคาน์เตอร์ พยายามทำท่าทางเหมือนรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ทั้งที่จริงแล้วเขาแค่ภาวนาให้ร้านไม่ไฟไหม้
.
ในช่วงเวลานั้น Scott ต้องทำงานเขียนการ์ตูนตอนเช้าตรู่ ทำงานบริษัทโทรศัพท์ตอนกลางวัน (เขายังไม่ออกในช่วงแรก) และไปเป็นกรรมกรกิตติมศักดิ์ที่ร้านอาหารตอนเย็น
.
ความล้มเหลวที่น่าจดจำที่สุดในยุคร้านอาหารคือตอนที่ Scott พยายามใช้ความรู้ MBA ของเขามาบริหารจัดการ เขาพยายามสร้าง "ระบบ" ควบคุมต้นทุนและบริการ
.
แต่เขาลืมไปว่าลูกค้าไม่ได้ซื้อระบบ ลูกค้าซื้อความรู้สึก Scott เคยตกแต่งร้านสาขาหนึ่งหรูหราเกินไปจนชาวบ้านไม่กล้าเข้า เพราะกลัวแพง (ทั้งที่ราคาปกติ) สุดท้ายร้านอาหารทั้งสองแห่งกลายเป็นหลุมดำที่ดูดเงินเก็บของเขาไปมหาศาล และดูดพลังชีวิตไปจนเกลี้ยง
.
หลังจากทนทุกข์ทรมานอยู่หลายปี Scott ก็ตัดสินใจขายกิจการทิ้งและยอมรับความขาดทุนย่อยยับ บทเรียนที่เขาได้คือ "อย่าทำธุรกิจที่คุณควบคุมตัวแปรสำคัญไม่ได้" ในร้านอาหาร คุณควบคุมเชฟไม่ได้ ควบคุมลูกค้าไม่ได้ และควบคุมวัตถุดิบเน่าเสียไม่ได้ มันคือธุรกิจที่ออกแบบมาเพื่อให้เจ้าของประสาทกินโดยเฉพาะ
.
.
7. เมื่อนิ้วก้อยประท้วงหยุดงาน (The Pinkie Rebellion)
.
ในขณะที่ธุรกิจร้านอาหารกำลังเผาเงินเล่น ร่างกายของ Scott ก็เริ่มส่งสัญญาณประท้วง
.
จู่ๆ วันหนึ่งในขณะที่เขากำลังวาดการ์ตูน Dilbert นิ้วก้อยข้างขวาของเขาก็เกิดอาการกระตุกเกร็ง (Spasm) ทุกครั้งที่จรดปากกาลงบนกระดาษ นิ้วก้อยจะดีดตัวออกเองเหมือนมีวิญญาณสิง ทำให้เขาไม่สามารถลากเส้นตรงหรือควบคุมลายเส้นได้เลย
.
สำหรับนักวาดการ์ตูน มือคือเครื่องมือทำมาหากินเพียงชิ้นเดียว อาการนี้เท่ากับเป็นคำสั่งประหารชีวิตทางอาชีพ
.
หมอวินิจฉัยว่าเขาเป็นโรค Focal Dystonia (โรคที่สมองส่งสัญญาณผิดปกติไปยังกล้ามเนื้อมัดเล็กที่ใช้งานซ้ำๆ) ซึ่งเป็นโรคเดียวกับที่ทำลายนีล ยัง นักเปียโนชื่อดัง จนต้องเลิกเล่นดนตรี และที่สำคัญคือ... มันไม่มีทางรักษา
.
คนทั่วไปคงถอดใจและเตรียมตัวหางานใหม่ แต่ Scott Adams ผู้เชื่อในระบบและการแฮ็กสมอง ไม่ยอมจำนน เขาเริ่มสังเกต "Pattern" ของอาการ เขาพบว่านิ้วก้อยจะกระตุกเฉพาะตอนที่จับปากกาบนกระดาษเท่านั้น แต่ถ้าจับอย่างอื่นไม่เป็นไร
.
Scott จึงเริ่มการทดลองกับตัวเอง เขาพยายามเปลี่ยนอุปกรณ์การวาด จากปากกาหมึกซึมแบบเดิม มาเป็นปากกาบน Wacom Tablet (กระดานวาดรูปดิจิทัล) ในยุคแรกๆ ที่เทคโนโลยียังไม่เสถียร เขาพบว่าความรู้สึก (Texture) ของพลาสติกบนพลาสติก มันต่างจากหมึกบนกระดาษพอที่จะ "หลอกสมอง" ให้ไม่ส่งสัญญาณกระตุกได้!
.
เขาต้องฝึกวาดรูปใหม่ทั้งหมดบนแท็บเล็ต ซึ่งในตอนแรกมันยากลำบากมาก ลายเส้นของ Dilbert ในช่วงนั้นจะดูแปลกๆ ไปบ้าง แต่เขากัดฟันสู้จนในที่สุดเขาก็สามารถวาดได้คล่องอีกครั้ง
.
ชัยชนะครั้งนี้สอนให้เขารู้ว่า "ถ้าหนทางเดิมมันตัน จงเปลี่ยนวิธีการ แต่อย่าเปลี่ยนเป้าหมาย"
.
การย้ายไปวาดบนดิจิทัลยังช่วยให้เขาทำงานเร็วขึ้น ส่งงานง่ายขึ้น และกลายเป็นหนึ่งในนักเขียนการ์ตูนคนแรกๆ ที่เข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว
.
.
#จบเรื่องราวส่วนตัวของ Scott Adams
.
.
=====================================
.
8. ทำไมระบบคือวิถีของผู้ชนะ (ไม่ใช่เป้าหมาย)
.
ถ้าคุณเดินไปร้านหนังสือแล้วหยิบหนังสือพัฒนาตัวเองขึ้นมาสักเล่ม ร้อยทั้งร้อยจะต้องบอกให้คุณ "ตั้งเป้าหมาย" ใช่ไหมครับ? ตั้งเป้าให้ใหญ่ ไปให้ถึงดวงจันทร์ ถ้าพลาดก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว อะไรทำนองนั้น
.
แต่ Scott Adams บอกว่า "วางถุงกาวลงก่อน" แล้วฟังทางนี้ให้ดี เพราะคำแนะนำเรื่องการตั้งเป้าหมายนั้น อาจจะเป็นคำแนะนำที่ห่วยแตกที่สุดที่คุณเคยได้ยินมาเลยก็ได้
.
Scott เสนอแนวคิดสุดโต่งว่า "Goals are for losers, Systems are for winners" (เป้าหมายมีไว้สำหรับผู้แพ้ ระบบมีไว้สำหรับผู้ชนะ) ฟังดูเหมือนคนขวางโลก แต่ลองพิจารณาตรรกะของเขาดูครับ
.
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นบนเครื่องบินลำหนึ่ง ในวันที่ Scott Adams เพิ่งเรียนจบใหม่ๆ และกำลังเดินทางไปแคลิฟอร์เนียเพื่อหางานทำ เขาได้ที่นั่งข้างๆ นักธุรกิจวัยหกสิบกว่าๆ คนหนึ่ง ซึ่งดูภูมิฐานและประสบความสำเร็จ (มารู้ทีหลังว่าเป็น CEO บริษัทผลิตน็อตและสกรู)
.
ด้วยความที่ Scott เป็นเด็กจบใหม่ไฟแรงแต่ไม่มีความรู้อะไรเลยเกี่ยวกับโลกความจริง เขาจึงถามคำถามโง่ๆ ออกไปว่า "คุณมีคำแนะนำสำหรับคนหนุ่มสาวอย่างผมไหม?" ชายแก่คนนั้นตอบกลับด้วยประโยคที่เปลี่ยนชีวิต Scott ไปตลอดกาล เขาบอกว่า "ทุกครั้งที่ผมได้งานใหม่ ผมจะเริ่มหางานที่ดีกว่าทันที"
.
คำแนะนำนี้ฟังดูเหมือนคนไม่มีความจงรักภักดีใช่ไหมครับ? แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือ ชายคนนั้นไม่ได้มองหา "งานในฝัน" หรือตั้งเป้าหมายว่า "ฉันจะเป็นรองประธานภายใน 5 ปี" แต่เขามี "ระบบ" (System) ในการทำงาน
.
ระบบของเขาคือการมองหาทางเลือกที่ดีกว่าเสมอ ไม่ว่าตอนนี้เขาจะอยู่ที่ไหน การทำแบบนี้ทำให้เขามีอำนาจต่อรองตลอดเวลา และไม่เคยติดกับดักของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง
.
ในขณะที่คนที่มี "เป้าหมาย" มักจะยึดติดกับตำแหน่งงานเฉพาะเจาะจง และถ้าระหว่างทางไปถึงเป้าหมายนั้นมีอะไรผิดพลาด พวกเขาก็จะพังทลาย แต่ชายแก่คนนี้ลอยตัวอยู่เหนือความเสี่ยง เพราะระบบของเขาทำงานได้ดีในทุกสภาวะเศรษฐกิจ
.
แล้วทำไม Scott ถึงเกลียดคำว่า "เป้าหมาย" นักหนา? ลองพิจารณาดูสิครับว่าเป้าหมายทำงานกับสมองเรายังไง สมมติว่าคุณตั้งเป้าหมายจะลดน้ำหนัก 10 กิโลกรัม
.
วินาทีที่คุณตั้งเป้านั้น คุณกำลังบอกตัวเองว่า "ตอนนี้ฉันอ้วน ฉันยังไม่ดีพอ" และคุณจะต้องแบกความรู้สึก "ยังไม่ดีพอ" นี้ไปเรื่อยๆ ทุกวัน ทุกชั่วโมง จนกว่าคุณจะลดได้ครบ 10 กิโลฯ ซึ่งอาจจะใช้เวลาหลายเดือน นั่นหมายความว่าคุณกำลังเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ในสถานะของ "ผู้ล้มเหลว" (Pre-success failure) เป็นเวลานาน เพื่อแลกกับความสุขเพียงชั่ววูบในวันที่คุณทำสำเร็จ
.
และความโหดร้ายที่แท้จริงจะมาเยือนเมื่อคุณทำสำเร็จแล้ว
.
สมมติคุณลดได้ 10 กิโลฯ จริงๆ คุณจะดีใจได้แป๊บเดียว แล้วคุณก็จะเคว้งคว้าง เพราะสิ่งที่เป็นแรงขับเคลื่อนชีวิตคุณหายไปแล้ว คุณจะรู้สึกว่างเปล่าจนต้องรีบหาเป้าหมายใหม่มาทรมานตัวเองต่อ วนเวียนอยู่ในวัฏจักรแห่งความไม่พอใจนี้ไปจนวันตาย
.
นี่คือสาเหตุที่คนจำนวนมากที่บรรลุเป้าหมายใหญ่ๆ แล้วกลับรู้สึกซึมเศร้า เพราะพวกเขาเสพติดการไล่ล่า แต่ไม่รู้วิธีมีความสุขกับปัจจุบัน
.
ในทางกลับกัน คนที่ใช้ "ระบบ" จะมีวิธีคิดที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
.
ระบบคือสิ่งที่คุณทำเป็นประจำโดยไม่ต้องรอรางวัลใหญ่ในอนาคต แต่รางวัลคือการที่คุณได้ทำมันในวันนี้ กลับมาที่เรื่องลดน้ำหนัก ถ้าคุณใช้ระบบ คุณจะไม่สนใจเลข 10 กิโลฯ บนตาชั่ง แต่คุณจะสร้างระบบว่า "ฉันจะกินอาหารดีๆ และขยับร่างกายทุกวัน"
.
ทันทีที่คุณเลือกกินสลัดมื้อเที่ยง คุณ "ชนะ" แล้ว ทันทีที่คุณเดินขึ้นบันไดแทนลิฟต์ คุณ "ชนะ" อีกรอบ สารเคมีแห่งความสุขในสมองจะหลั่งออกมาทันที คุณจะรู้สึกดีกับตัวเองทุกวัน ไม่ใช่แค่รอไปดีใจวันสุดท้าย
.
และเมื่อคุณรู้สึกดี คุณก็จะมีพลังงานทำมันต่อเรื่อยๆ ผลลัพธ์คือน้ำหนักคุณจะลดลงเองโดยที่คุณแทบไม่ได้โฟกัสที่มัน มันกลายเป็นแค่ผลพลอยได้ (Side effect) ของการใช้ชีวิตอย่างมีระบบ
.
ลองดูตัวอย่างของ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook ก็ได้ครับ คุณคิดว่าตอนเขาเป็นนักศึกษา เขาตั้งเป้าหมายไว้ไหมว่าจะสร้างบริษัทแสนล้าน? คงไม่ เขาแค่อยากสร้างอะไรเจ๋งๆ ให้เพื่อนใช้
.
แต่ Zuckerberg มี "ระบบ" คือการขยันเรียน เขียนโค้ด และสร้างสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ถ้าระบบนี้ไม่ทำให้เกิด Facebook มันก็คงทำให้เกิดสิ่งอื่นที่ประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน
.
Scott เล่าเรื่องราวของตัวเองว่า ถ้าเขามัวแต่ตั้งเป้าหมาย ชีวิตเขาคงพังไปนานแล้ว สมัยที่เขาทำงานบริษัทโทรศัพท์ เขาพยายามเขียนการ์ตูนส่งประกวด ถ้าเขาตั้งเป้าว่า "ฉันต้องได้ตีพิมพ์" เขาคงเลิกไปตั้งแต่โดนปฏิเสธครั้งแรกๆ
.
แต่ระบบของเขาคือ "ฉันจะวาดการ์ตูนและส่งไปเรื่อยๆ เพื่อพัฒนาฝีมือและเพิ่มโอกาสให้โชควิ่งเข้าหา" เขาทำแบบนี้ทุกวัน ตื่นตีสี่มาวาดรูปก่อนไปทำงาน
.
ถึงแม้จะโดนปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เขารู้สึกว่าตัวเอง "ชนะ" ทุกเช้าที่ตื่นมาทำตามระบบได้สำเร็จ และในที่สุด ระบบนี้ก็พาเขาไปเจอกับจังหวะเวลาที่เหมาะสม จนเกิดเป็น Dilbert ขึ้นมา
.
.
9. มาตรวัดพลังงาน ความลับจักรวาลที่ถูกมองข้าม
.
เมื่อเราทิ้งเป้าหมายแล้วหันมาสร้างระบบ คำถามต่อมาคือ "แล้วเราจะเอาแรงที่ไหนมาทำตามระบบทุกวัน?"
.
Scott บอกว่าคนส่วนใหญ่มักจะหมกมุ่นอยู่กับการ "บริหารเวลา" (Time Management) แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่สำคัญกว่าร้อยเท่าคือการ "บริหารพลังงาน" (Energy Management)
.
ลองนึกภาพดูว่าคุณมีเวลาว่าง 2 ชั่วโมง แต่คุณเพิ่งกินบุฟเฟต์ขาหมูมาจนอิ่มแปล้ คุณจะมีปัญญาไปทำงานสร้างสรรค์หรือออกกำลังกายไหม? คงไม่ คุณคงอยากนอนอืดดูซีรีส์มากกว่า นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่า เวลาไม่ใช่ปัจจัยหลัก พลังงานต่างหากคือตัวขับเคลื่อน ทุกสิ่งที่คุณทำในชีวิตควรถูกกรองผ่านคำถามง่ายๆ ว่า "ทำสิ่งนี้แล้วพลังงานฉันจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง?"
.
Scott แนะนำให้ใช้ "มาตรวัดพลังงานส่วนตัว" (Personal Energy Metric) เป็นเข็มทิศนำทางชีวิต พลังงานในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการดีดเหมือนคนกินกาแฟเกินขนาด แต่หมายถึงความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า สดชื่น มีสมาธิ และมองโลกในแง่ดี
.
เขาค้นพบว่าเมื่อเขารู้สึกมีพลังงานดีๆ ทุกอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นงาน ความสัมพันธ์ หรือสุขภาพ มันจะง่ายขึ้นโดยอัตโนมัติ เหมือนเรากำลังเล่นเกมชีวิตในโหมด Easy
.
เคล็ดลับคือการสังเกตตัวเองอย่างละเอียด (Self-observation) คุณต้องรู้ว่าอะไรคือตัวดูดพลังงาน และอะไรคือตัวเติมพลังงานสำหรับคุณ ตัวอย่างเช่น Scott รู้ตัวว่าเขาเป็นพวกมีความคิดสร้างสรรค์พุ่งพล่านที่สุดตอนเช้าตรู่
.
เขาจึงจัดตารางชีวิตให้งานเขียนหรืองานวาดการ์ตูนมาอยู่ในช่วงเช้า ส่วนงานรูทีนน่าเบื่อๆ อย่างตอบอีเมลหรือจ่ายบิล เขาจะโยนไปไว้ตอนบ่ายที่สมองเริ่มล้า
.
พลังงานที่ดีคือกุญแจดอกแรกที่จะไขไปสู่ความสำเร็จอื่นๆ ถ้าคุณไม่มีพลังงาน ต่อให้มีแผนการครองโลกที่ยอดเยี่ยมแค่ไหน มันก็จะเป็นแค่ความฝันลมๆ แล้งๆ
.
.
10. "Talent Stack" จงเป็นเป็ดที่เก่งขึ้นอีกนิด แล้วชีวิตจะรุ่งโรจน์
.
ถ้าคุณโตมากับคำสอนที่ว่า "จงรู้จริงสักอย่างแล้วไปให้สุด" Scott Adams ขอบอกว่านั่นเป็นคำแนะนำที่ดี... ถ้าคุณคือนักกอล์ฟอย่างไทเกอร์ วูดส์ หรือนักดนตรีระดับโลก
.
แต่สำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆ การพยายามเป็น "ที่หนึ่ง" ในด้านใดด้านหนึ่งเป็นเรื่องยากมหาโหด และมีความเสี่ยงสูงที่จะล้มเหลว เพราะโลกนี้มีที่ว่างให้ที่หนึ่งเพียงแค่คนเดียว
.
Scott เสนอโมเดลที่เขาเรียกว่า "The Math of Success" หรือที่รู้จักกันในวงกว้างว่า "Talent Stack" (การซ้อนทับของทักษะ)
.
ไอเดียหลักคือ แทนที่คุณจะพยายามเป็นคนที่เก่งที่สุดในโลกด้านการวาดรูป (ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้น้อยมาก) ให้คุณลองเปลี่ยนมาเป็นคนที่มีทักษะ "ดีพอประมาณ" ในหลายๆ ด้าน แล้วเอามารวมกันดูสิ
.
Scott ยกตัวอย่างตัวเองได้อย่างเห็นภาพที่สุด
.
เขาบอกว่า "ผมวาดรูปห่วยแตก" (ถ้าเทียบกับศิลปินอาชีพ) เขาเป็นคนตลก "ระดับพอใช้" (ไม่ถึงขั้นตลกคาเฟ่หรือเดี่ยวไมโครโฟน) และเขาก็มีความรู้เรื่องธุรกิจ "ระดับพื้นฐาน" จากการเรียน MBA และทำงานบริษัท
.
แต่เมื่อเขาเอา "ความห่วย+ความพอใช้+ความพื้นฐาน" มารวมกัน คือ การวาดรูป (ห่วย) + มุกตลก (พอใช้) + ฉากหลังเป็นโลกธุรกิจ (พื้นฐาน) มันกลับกลายเป็นระเบิดพลังที่ชื่อว่า "Dilbert" การ์ตูนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หาคู่แข่งไม่ได้ เพราะศิลปินที่วาดรูปเก่งกว่าเขาก็ไม่ตลกเท่าเขา และคนที่ตลกกว่าเขาก็ไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจที่จะเขียนมุกเสียดสีออฟฟิศได้เจ็บแสบเท่าเขา
.
สูตรลับคือ Good + Good > Excellent (เก่งพอประมาณ 2 อย่าง รวมกันมีค่ามากกว่าเก่งเทพอย่างเดียว)
.
Scott แนะนำว่าทักษะที่คุณควรสะสมเข้าสู่ Talent Stack ของคุณคือทักษะที่เสริมกันและกันได้ โดยเฉพาะทักษะด้านการสื่อสาร เช่น การพูดในที่สาธารณะ จิตวิทยาการโน้มน้าวใจ การเขียนเชิงธุรกิจ การบัญชีเบื้องต้น หรือแม้แต่การเล่นกอล์ฟ (เพื่อเข้าสังคม)
.
ยิ่งคุณมีทักษะในกอง Stack มากเท่าไหร่ โอกาสที่คุณจะสร้าง "ส่วนผสมเฉพาะตัว" ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น และนั่นแหละคือหนทางสู่ความสำเร็จของคนธรรมดา
.
.
11. ความพยายามอยู่ที่ไหน ความล้มเหลวอาจจะอยู่ที่นั่น (ถ้าไม่ดูตาม้าตาเรือ)
.
เรามักถูกสอนให้ "อย่าละทิ้งความฝัน" หรือ "ความพยายามไม่เคยทำร้ายสักคนที่ตั้งใจ" แต่ Scott Adams บอกให้คุณวางถุงกาวลงอีกรอบ แล้วฟังความจริงอันโหดร้าย = บางครั้งความพยายามก็คือการดันทุรังของคนโง่
.
ในบทที่ว่าด้วยการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเลิก (Knowing When to Quit) Scott เล่าประสบการณ์การทำธุรกิจเจ๊งๆ ของเขามากมายเพื่อชี้ให้เห็น Pattern หนึ่งที่สำคัญมาก นั่นคือ "สิ่งที่รุ่งมักจะฉายแววรุ่งตั้งแต่วันแรก ส่วนสิ่งที่ร่วงมักจะแย่ตั้งแต่วันแรกและแย่ตลอดไป" เขาเรียกสิ่งนี้ว่า The X Factor
.
ลองนึกถึงตอนที่ The Simpsons ออกฉายครั้งแรก งานภาพมันหยาบและดูราคาถูกมาก แต่คนดูชอบมันทันที หรือตอนที่ Dilbert เริ่มตีพิมพ์ ลายเส้นของ Scott นั้นเข้าขั้นวินาศสันตะโร แต่คนที่ได้อ่านกลับตัดมันแปะไว้ที่ตู้เย็นหรือส่งแฟกซ์ให้เพื่อนดูทันที แม้คนส่วนใหญ่จะเกลียดมัน แต่ "คนกลุ่มเล็กๆ ที่คลั่งไคล้มัน" คือสัญญาณของ X Factor
.
Scott บอกว่าถ้าคุณปล่อยสินค้าหรือผลงานอะไรออกมา แล้วปฏิกิริยาของตลาดคือความเงียบกริบ หรือมีแค่เพื่อนๆ ที่ชมตามมารยาท ให้คุณรีบ "เลิก" ซะ อย่าเสียเวลาไปกับการพยายามดันสิ่งที่ไม่มีใครต้องการให้เกิด
.
เขาเปรียบเทียบกับธุรกิจร้านอาหารที่เขาเคยทำ แม้จะพยายามปรับปรุงรสชาติ แต่งร้านใหม่ หรือทำการตลาดแค่ไหน มันก็ยังขาดทุนวันยังค่ำ เพราะมันขาด "เสน่ห์" หรือ X Factor ตั้งแต่ต้น
.
ต่างจาก Dilbert ที่ตอนแรกเขาเขียนเรื่องทั่วๆ ไปแล้วไม่ปัง แต่พอเขาลองเขียนมุกเกี่ยวกับออฟฟิศปุ๊บ อีเมลจากแฟนๆ ก็ถล่มทลายเข้ามาทันที นั่นคือสัญญาณที่บอกว่า "ทำสิ่งนี้ต่อเถอะ" ดังนั้นจงใช้ความพยายามไปกับการ "ทดลอง" หา X Factor ให้เจอ
.
.
12. วิศวกรรมความฮา (Humor)
.
Scott บอกว่าถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จ การเป็นคน "ตลกพอประมาณ" จะช่วยให้คนรักคุณ ให้อภัยความผิดพลาดของคุณ และอยากทำงานกับคุณ
.
Scott เปิดเผยสูตรลับที่เขาใช้เขียนการ์ตูน Dilbert ซึ่งเป็นสูตรเดียวกับการสร้างเสน่ห์ในวงสนทนา เขาเรียกว่า "6 มิติแห่งอารมณ์ขัน" (The 6 Dimensions of Humor) ซึ่งประกอบด้วย
.
“Clever (ฉลาด)” มุกที่ต้องใช้สมองนิดนึงถึงจะเก็ท
.
“Cute (น่ารัก)” เกี่ยวกับเด็ก สัตว์เลี้ยง หรือความไร้เดียงสา
.
“Bizarre (แปลกประหลาด)” อะไรที่เพี้ยนหลุดโลก ไม่สมเหตุสมผล
.
“Mean (ใจร้ายนิดๆ)” การเสียดสี ประชดประชัน หรือความเจ็บตัว (แต่ต้องไม่รุนแรงเกินไป)
.
“Naughty (ทะลึ่งตึงตัง)” เรื่องใต้สะดือ หรือเรื่องต้องห้าม
.
“Recognizable (เรื่องใกล้ตัว)” เรื่องที่คนฟังร้อง "อ๋อ เคยเจอเหมือนกัน!"
.
กฎของ Scott คือ ถ้าคุณอยากให้มุกของคุณฮา คุณต้องผสมอย่างน้อย 2 ใน 6 ข้อนี้ เข้าด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น การ์ตูน Dilbert มักจะใช้ส่วนผสมของ "Clever" (ฉลาด/เสียดสีธุรกิจ) + "Mean" (เจ้านายใจร้ายหรือเพื่อนร่วมงานโง่ๆ) + "Recognizable" (เหตุการณ์ในออฟฟิศที่ทุกคนเคยเจอ) พอส่วนผสมมันลงตัว คนอ่านก็จะขำก๊ากออกมา
.
Scott ย้ำว่าอย่ากลัวที่จะแป้ก เพราะความพยายามที่จะสร้างเสียงหัวเราะ (อย่างถูกกาละเทศะ) จะทำให้คุณดูเป็นคนมองโลกในแง่ดีและเข้าถึงง่ายเสมอ
.
.
13. วิชาบังคับของชีวิต (ที่โรงเรียนไม่เคยสอน)
.
จำเรื่อง "Talent Stack" หรือการสะสมทักษะให้เก่งพอประมาณในหลายๆ ด้านจากข้อก่อนๆ ได้ไหมครับ? คำถามที่ตามมาคือ "แล้วเราควรสะสมทักษะอะไรบ้างล่ะ?"
.
Scott Adams กางลิสต์วิชาที่เขาคิดว่าสำคัญที่สุดในโลกออกมาให้ดู และเชื่อเถอะว่ามันไม่ใช่วิชาแคลคูลัสหรือประวัติศาสตร์ศิลปะแน่นอน
.
ทักษะอันดับ 1 ที่เขาเชิดชูบูชาประหนึ่งพระเจ้าคือ "จิตวิทยา" (Psychology)
.
Scott บอกว่าชีวิตคนเราคือการดีลกับมนุษย์ (รวมถึงตัวคุณเองด้วย) ถ้าคุณไม่เข้าใจว่ามนุษย์คิดและตัดสินใจอย่างไร คุณก็เหมือนคนตาบอดที่เดินข้ามถนนสี่แยก การรู้จิตวิทยาหมายถึงการเข้าใจพื้นฐานว่า "คนเราตัดสินใจด้วยอารมณ์ แล้วค่อยหาเหตุผลมาสนับสนุนทีหลัง" หรือ "คนเราเกลียดการสูญเสียมากกว่าชอบการได้รับ" (Loss Aversion) แค่คุณเข้าใจกลไกพวกนี้ คุณก็มีความได้เปรียบคนอื่นมหาศาลแล้วในการเจรจาต่อรอง หรือแม้แต่การจีบสาว
.
ทักษะต่อมาที่น่าเบื่อแต่ทรงพลังคือ "บัญชีธุรกิจเบื้องต้น" (Accounting)
.
อย่าเพิ่งเบือนหน้าหนีครับ Scott ไม่ได้บอกให้คุณไปนั่งลงเดบิต-เครดิต แต่เขาบอกว่าถ้าคุณดูงบการเงินไม่เป็น คุณก็เหมือนเล่นฟุตบอลโดยไม่รู้ว่าใครยิงเข้าประตู การเข้าใจบัญชีจะทำให้คุณมองเห็น "ความจริง" ของธุรกิจที่ซ่อนอยู่หลังคำโฆษณาสวยหรู คุณจะรู้ว่าบริษัทไหนของจริง บริษัทไหนกำลังจะเจ๊ง และที่สำคัญคือ คุณจะบริหารเงินตัวเองได้ดีขึ้นแบบหน้ามือเป็นหลังมือ
.
และอีกทักษะที่เขาเน้นย้ำมากคือ "การเขียนเชิงธุรกิจ" (Business Writing)
.
ลืมเรียงความสวยหรูที่อาจารย์สอนในห้องเรียนไปได้เลย ในโลกการทำงาน การเขียนที่ดีคือการเขียนที่ "สั้น กระชับ และตรงประเด็น" เป้าหมายของการเขียนไม่ใช่เพื่อให้คนอ่านประทับใจในคลังศัพท์ของคุณ แต่เพื่อให้คนอ่าน "ทำ" ในสิ่งที่คุณต้องการ ถ้าคุณเขียนอีเมลยาว 3 หน้ากระดาษเพื่อขอลางาน นั่นคือคุณสอบตก การฝึกเขียนให้คนอ่านเข้าใจภายใน 5 วินาที คือทักษะที่จะทำให้เจ้านายรักและลูกค้าซื้อของ
.
นอกจากวิชาหลักๆ ข้างต้นแล้ว Scott ยังแนะนำให้สะสมทักษะอื่นๆ เข้ากระเป๋าด้วย
.
การออกแบบ (Design) = สมัยนี้ทุกคนต้องออกแบบสไลด์หรือหน้าเว็บเป็น ทำให้งานดูโปรขึ้นทันทีโดยไม่ต้องจบนิเทศศิลป์
.
กอล์ฟ (Golf) = หลายคนคิดว่ากอล์ฟน่าเบื่อ แต่ Scott บอกว่ามันเป็นกีฬาที่ทำให้ผู้ชาย "Bonding" กันได้ดีที่สุด และสำหรับผู้หญิงในโลกธุรกิจ การเล่นกอล์ฟเป็นคือแต้มต่อมหาศาล เพราะมันเปิดโอกาสให้คุณได้เข้าสังคมกับผู้บริหารระดับสูง (ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย)
.
เทคโนโลยีระดับพื้นฐาน (Technology) = ไม่ต้องถึงกับเขียนโค้ดได้ แต่ต้องรู้ทันโลกและใช้เครื่องมือพื้นฐานเป็น เพื่อไม่ให้ตกยุค
.
สรุปคือ คุณไม่จำเป็นต้องเก่งทักษะเหล่านี้ระดับเซียน แค่รู้ไว้ระดับ "Good" (พอใช้ได้) ก็พอ แล้วเมื่อเอาทักษะเหล่านี้มารวมกัน (Talent Stack) คุณจะกลายเป็นคนที่หาตัวจับยาก เป็นคนพูดรู้เรื่อง เขียนอ่านเข้าใจง่าย เข้าใจคนอื่น บริหารเงินเป็น และมีเสน่ห์
.
.
14. พลังแห่งการสุมหัวกับคนเก่ง (The Power of Osmosis)
.
ทำไมในวิชาชีววิทยาถึงต้องสอนเรื่องการออสโมซิส? เรื่องที่ว่าน้ำจะซึมผ่านเยื่อหุ้มเซลล์จากบริเวณที่มีความเข้มข้นต่ำไปสู่ความเข้มข้นสูง ฟังดูน่าเบื่อและไกลตัวสิ้นดีใช่ไหมครับ
.
แต่ Scott Adams บอกว่ากฎข้อนี้แหละคือความลับของจักรวาลที่ใช้ได้จริงกับชีวิตมนุษย์ยิ่งกว่ากฎแรงดึงดูดเสียอีก เพียงแต่ในบริบทของความสำเร็จ สิ่งที่ซึมผ่านเข้ามาในตัวเราไม่ใช่น้ำ แต่เป็น "ทัศนคติ พลังงาน และความทะเยอทะยาน" และเยื่อหุ้มเซลล์ก็คือประสาทสัมผัสทั้งห้าของคุณนั่นเอง
.
มนุษย์ชอบคิดว่า "ฉันเป็นคนตัดสินใจเอง" "ฉันเป็นคนเลือกทางเดินชีวิตนี้" แต่ความจริงอันโหดร้ายคือ เราเป็นเพียงผลผลิตของสภาพแวดล้อมที่เราเอาตัวไปคลุกคลีอยู่ด้วย เราเป็นเหมือนกิ้งก่าเปลี่ยนสีที่ไม่ได้เปลี่ยนแค่สีผิว แต่เปลี่ยนไปจนถึงระดับ DNA ของความคิด
.
ถ้าคุณเอาตัวเองไปอยู่ในดงของคนที่ยอมจำนนต่อชีวิต ต่อให้คุณเป็นคนไฟแรงแค่ไหน วันหนึ่งไฟคุณก็จะมอดลงจนเหลือแค่ขี้เถ้า แต่ถ้าคุณเอาคนขี้เกียจสันหลังยาวไปโยนไว้กลางวงล้อมของนักวิ่งมาราธอนที่ซ้อมวิ่งทุกเช้าตีสี่ ไม่ช้าก็เร็ว คนขี้เกียจคนนั้นก็จะเริ่มรู้สึกกระดากอาย จนต้องลุกขึ้นมาผูกเชือกรองเท้าวิ่งตามคนอื่นไปโดยไม่รู้ตัว
.
Scott เล่าประสบการณ์ส่วนตัวที่เห็นภาพชัดเจนที่สุดเพื่อยืนยันทฤษฎีนี้ ย้อนกลับไปสมัยที่เขายังทำงานอยู่ที่ธนาคารคร็อกเกอร์ (Crocker National Bank) ในซานฟรานซิสโก เพื่อนร่วมงานของเขาส่วนใหญ่เป็นคนดี เป็นมิตร และรักครอบครัว
.
แต่พวกเขามีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ "ความพอใจในจุดที่ยืนอยู่" บทสนทนาในวงอาหารกลางวันวนเวียนอยู่แต่เรื่องดินฟ้าอากาศ แผนการเกษียณอายุ (อีก 30 ปีข้างหน้า) และการบ่นเรื่องนโยบายบริษัทเล็กๆ น้อยๆ ไม่มีใครคุยเรื่องการเปลี่ยนโลก ไม่มีใครคุยเรื่องการลาออกไปตั้งบริษัท และไม่มีใครคุยเรื่องการลงทุนเสี่ยงๆ เพื่อผลตอบแทนมหาศาล
.
สภาพแวดล้อมแบบนั้นมันอบอุ่นและปลอดภัย แต่มันคือยาพิษที่ค่อยๆ ฆ่าความทะเยอทะยานของ Scott ทีละน้อย เขาเริ่มรู้สึกว่าการได้เลื่อนขั้นปีละครั้งและได้โบนัสเล็กน้อยก็คือจุดสูงสุดของชีวิตแล้ว
.
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเขาตัดสินใจย้ายถิ่นฐานไปอยู่ทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย ในย่านที่ต่อมาเรารู้จักกันในชื่อ "ซิลิคอนวัลเลย์"
.
ทันทีที่เขาก้าวเข้าไปในพื้นที่นั้น บรรยากาศมันเปลี่ยนไปเหมือนอยู่คนละโลก ในร้านกาแฟเขาไม่ได้ยินคนบ่นเรื่องเจ้านาย แต่เขาได้ยินโต๊ะข้างๆ คุยกันเรื่องระดมทุน Series A ได้ยินเด็กวัยรุ่นคุยกันเรื่องเขียนโค้ดเพื่อแก้ปัญหาขยะล้นโลก และได้ยินคนแก่คุยกันเรื่องพอร์ตหุ้นเทคโนโลยีที่โตวันโตคืน
.
Scott บอกว่าในตอนแรกเขารู้สึกเหมือนเป็นตัวประหลาด เขาฟังภาษาพวกนี้ไม่รู้เรื่อง แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือ "สมองมนุษย์คือเครื่องจักรลอกเลียนแบบที่ดีที่สุดในโลก" โดยที่เขาไม่ต้องพยายามท่องจำหรือเข้าคอร์สเรียน
.
เพียงแค่เขาเอาตัวไป "แช่" อยู่ในสภาพแวดล้อมนั้นทุกวัน สมองของเขาก็เริ่มดูดซับแพทเทิร์นวิธีคิดของคนเหล่านั้นเข้ามา เขาเริ่มมองเห็นโอกาสทางธุรกิจในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เมื่อก่อนมองข้าม และที่สำคัญที่สุดคือ ระดับมาตรฐานความสำเร็จของเขาถูกถีบให้สูงขึ้นโดยอัตโนมัติ
.
หัวใจสำคัญของ Osmosis ที่ Scott เน้นย้ำคือ "คุณไม่จำเป็นต้องไปตีซี้หรือขอให้คนเก่งๆ มาสอนคุณ" หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องไปสมัครเป็นลูกศิษย์หรือต้องหาเมนเทอร์มาประกบตัว ซึ่งในชีวิตจริงคนเก่งๆ พวกนั้นเขายุ่งเกินกว่าจะมาสนใจคุณ
.
แต่ข่าวดีคือ Osmosis ทำงานผ่าน "การสังเกต" และ "การอยู่ใกล้" ก็เพียงพอแล้ว แค่คุณนั่งทำงานใน Co-working Space ที่เต็มไปด้วยสตาร์ทอัพไฟแรง พลังงานความกระตือรือร้นมันจะแผ่ออกมาเอง
.
คุณจะเห็นว่าพวกเขาเดินเร็วแค่ไหน พวกเขาคุยโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงมั่นใจยังไง หรือแม้แต่เวลาเจอปัญหาพวกเขามีปฏิกิริยายังไง รายละเอียดเล็กๆ เหล่านี้แหละที่สมองคุณจะบันทึกไว้และเริ่มเลียนแบบโดยไม่รู้ตัว
.
Scott ยังขยายความไปถึงเรื่อง "รูปร่างหน้าตาและสุขภาพ" ด้วย เขาตั้งข้อสังเกตว่าคนอ้วนมักจะมีเพื่อนสนิทเป็นคนอ้วน และคนหุ่นดีมักจะจับกลุ่มกับคนหุ่นดี
.
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือการเหยียดรูปร่าง แต่มันคือกฎของ Osmosis ในเชิงพฤติกรรม ถ้าเพื่อนทั้งกลุ่มของคุณชวนกันกินบุฟเฟต์ทุกเย็นวันศุกร์และมองว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องของพวกคลั่งผอม คุณจะต้องใช้พลังใจมหาศาลแค่ไหนในการปฏิเสธพิซซ่าถาดนั้น? แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
.
แต่ถ้าคุณเปลี่ยนกลุ่มไปอยู่กับคนที่นัดกันไปตีแบดมินตัน หรือคุยกันเรื่องสูตรอาหารคลีน การกินสลัดกับไข่ต้มของคุณจะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ไม่ต้องฝืนใจทำ
.
ถ้าคุณยังหาเพื่อนกลุ่มนั้นไม่เจอ ในยุคนี้คุณสามารถใช้ Osmosis ผ่านสื่อได้ การฟังพอดแคสต์ของนักธุรกิจเก่งๆ การอ่านชีวประวัติของคนสำเร็จ หรือแม้แต่การติดตามทวิตเตอร์ของนักคิดระดับโลก
.
นั่นก็ถือเป็นการพาตัวเองไปอยู่ใน "ดงคนเก่ง" แบบเสมือนจริงได้เช่นกัน สมองของคุณแยกไม่ออกหรอกว่าคนคนนั้นยืนอยู่ตรงหน้าหรือพูดผ่านหูฟัง ตราบใดที่สาร (Message) และพลังงาน (Energy) ส่งมาถึงคุณ กระบวนการซึมซับก็เกิดขึ้นแล้ว
.
แต่มีข้อควรระวังอยู่นิดหน่อยที่ Scott เตือนไว้ คือต้องระวังการ Osmosis "ความเครียด" มาด้วย
.
เพราะคนเก่งๆ มักจะมาพร้อมกับความคาดหวังที่สูงลิบลิ่วและความเครียดที่ตึงเปรี๊ยะ ถ้าคุณภูมิคุ้มกันไม่ดี คุณอาจจะซึมซับเอาความวิตกกังวลมาแทนความเก่ง ดังนั้น กุญแจสำคัญคือการเลือกสภาพแวดล้อมที่ "เก่งแต่มีความสุข" (Happy High Achievers) ซึ่งอาจจะหายากหน่อย แต่คุ้มค่าแก่การตามหา
.
นี่คือวิถีแห่งการชนะโชคชะตาด้วยการจัดฮวงจุ้ยมนุษย์ตามแบบฉบับของ Scott Adams ครับ
.
.
15. สมการรวมมิตรชีวิต (The Unified Theory of Success)
.
เรื่องราวทั้งหมดของ Scott Adams นำมาสู่บทสรุปที่ว่า ความสำเร็จของเขาไม่ได้เกิดจาก "พรสวรรค์" หรือ "โชค" เพียงอย่างเดียว (แม้จะมีส่วนเยอะมาก) แต่เกิดจากการที่เขามีสิ่งเหล่านี้ด้วยครับ
.
สุขภาพที่ดี + พลังงานที่ล้นเหลือ + ระบบที่ดี + ทักษะที่หลากหลาย (Talent Stack) = ความสามารถในการคว้าโอกาส Success
.
ทุกอย่างเริ่มต้นที่ "ร่างกาย" (The Body) ก่อนเสมอ ถ้าคุณป่วยหรือเหนื่อย คุณจะไม่มีแรงไปสร้างระบบ เมื่อร่างกายพร้อม คุณต้องสร้าง "พลังงาน" (Energy) ด้วยอาหาร การนอน และความคิดดีๆ
.
จากนั้นเอาพลังงานไปขับเคลื่อน "ระบบ" (System) ซึ่งคือการทำสิ่งที่เพิ่มมูลค่าให้ตัวเองทุกวัน (เช่น การเขียนบล็อก การเรียนภาษา การฝึกพูด) โดยไม่สนผลลัพธ์ระยะสั้น
.
เมื่อคุณทำตามระบบไปเรื่อยๆ คุณจะได้ "Talent Stack" คือทักษะที่เก่งพอประมาณหลายๆ อย่างมารวมกัน จนเกิดเป็นความสามารถเฉพาะตัวที่ใครก็เลียนแบบยาก
.
และเมื่อคุณมี Talent Stack ที่แข็งแกร่ง คุณก็จะมองเห็นโลกในมุมที่คนอื่นไม่เห็น คุณจะเห็น "โอกาส" ที่ลอยอยู่เต็มไปหมด และพร้อมจะตะครุบมันทันทีที่จังหวะมาถึง
.
Scott ทิ้งท้ายไว้ในหนังสือว่า ชีวิตคนเราเหมือนการเดินอยู่ในห้องมืดที่มีขุมทรัพย์ซ่อนอยู่ คุณอาจจะเดินชนกำแพง (ความล้มเหลว) หัวแตกนับครั้งไม่ถ้วน แต่ถ้าคุณมี "ระบบ" ในการคลำทาง และไม่หยุดเดิน (Persistence) ในที่สุดคุณก็จะสะดุดเข้ากับขุมทรัพย์ก้อนโต
.
และนั่นคือเรื่องราวของชายผู้ล้มเหลวเกือบทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเสื้อโค้ท ธุรกิจถุงแป้ง เรื่องร้านอาหาร ไปจนถึงเรื่องสุขภาพ แต่สุดท้ายเขาก็ "Win Big" ได้อย่างงดงาม และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนธรรมดา (และคนขี้แพ้) ทั่วโลก ลุกขึ้นมาสร้างระบบของตัวเองครับ
.
.
.
.
#SuccessStrategies

Pond Apiwat Atichat

Real Estate Rental Business , Creator , Writer , Law Student

Currently Studying Bachelor of Laws at Chulalongkorn University

First Class Honors in Bachelor of Arts at Ramkhamhaeng University

Previous
Previous

สรุปหนังสือ The Millionaire Fastlane เขียนโดย MJ DeMarco

Next
Next

สรุปหนังสือ Purpose & Profit เขียนโดย Dan Koe