สรุปหนังสือ The Millionaire Fastlane เขียนโดย MJ DeMarco

สรุปหนังสือ The Millionaire Fastlane เขียนโดย MJ DeMarco
.
มีถนนลับสู่ความมั่งคั่งและอิสรภาพทางการเงิน ทางลัดที่เร็วจนตาพร่า ที่คุณสามารถสร้างความมั่งคั่งได้ในวัยหนุ่มสาวที่เปี่ยมพลัง แทนที่จะรอจนแก่เฒ่า
.
คุณไม่จำเป็นต้องยอมรับความธรรมดา คุณสามารถใช้ชีวิตอย่างร่ำรวย เกษียณเร็วกว่าคนอื่นสี่สิบปี และใช้ชีวิตที่คนส่วนใหญ่ทำไม่ได้
.
น่าเศร้าที่ทางลัดนี้ถูกพรางตาไว้อย่างแยบยล
.
แทนที่จะเป็นทางลัด คุณถูกนำไปสู่ถนนแห่งความธรรมดา กลยุทธ์การเงินที่น่าเบื่อหน่ายซึ่งถูกปรับแต่งมาสำหรับมวลชนที่หลับใหล คำสั่งมากมายที่เสียสละความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณเพื่อแลกกับความหวังที่ถูกทำให้ชาชิน
.
ถนนนั้นคืออะไร? มันรู้จักกันในชื่อ "Get Rich Slow" หรือ "Slowlane" หรือ "ความมั่งคั่งบนรถเข็น"
.
ความน่าเบื่อนั้นฟังดูประมาณนี้ "ไปโรงเรียน เรียนให้ได้เกรดดี เรียนจบ หางานดีทำ เก็บเงิน 10% ลงทุนในตลาดหุ้น หักเงินเข้ากองทุนให้เต็มเพดาน ตัดบัตรเครดิตทิ้ง เก็บคูปองส่วนลด... แล้วสักวันหนึ่ง เมื่อคุณอายุประมาณ 65 ปี คุณจะรวย"
.
คำสั่งนี้คือข้อตกลงที่ให้คุณแลกชีวิตกับชีวิต มันเป็นทางยาว มันไม่ได้มีวิวสวย ถ้าความมั่งคั่งเป็นการเดินทางทางทะเล "Get Rich Slow" ก็คือการแล่นเรืออ้อมแหลม South America ในขณะที่ Fastlaner ใช้ทางลัดผ่านคลองปานามา
.
MJ DeMarco เติบโตในชิคาโก เป็นเด็กอ้วนที่ไม่ค่อยมีเพื่อน ไม่สนใจกีฬาหรือสาวๆ แต่ชอบนอนเอกเขนกบนเก้าอี้ กินโดนัท ดูการ์ตูน Tom and Jerry พ่อแม่หย่ากัน แม่ของ MJ เลี้ยงเขามาคนเดียวโดยทำงานทอดไก่ที่ KFC
.
วันหนึ่งที่ร้านไอศกรีมแห่งหนึ่ง เขาเห็น Lamborghini Countach จอดอยู่ข้างนอก รถคันที่เขาเคยเห็นแต่ในโปสเตอร์ติดผนังห้องนอน เขาวิ่งเข้าไปหาเจ้าของรถทันทีและถามว่า "คุณซื้อรถแบบนี้ได้ยังไงครับ?"
.
เจ้าของรถตอบสั้นๆ ว่า "ผมเป็นนักประดิษฐ์"
.
MJ เล่าว่าเขาอยากให้ชายคนนั้นพูดมากกว่านี้ อยากให้เขาสละเวลาสักนาที สักชั่วโมง สักวัน หรือสักสัปดาห์มาสอนเขา อยากให้ชายคนนั้นหยิบหนังสือสักเล่มจากรถมาให้เขา แต่มันไม่เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือคำตอบสั้นๆที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล
.
ทำไม? เพราะชายคนนั้นไม่ได้ตอบว่า "ผมเป็นหมอ" ไม่ได้ตอบว่า "ผมเป็นทนายความ" ไม่ได้ตอบว่า "ผมเล่นบาสเก็ตบอลอาชีพ" คำตอบคือ "นักประดิษฐ์" ซึ่งหมายความว่าคนธรรมดาที่ไม่ได้มีพรสวรรค์พิเศษอะไรก็สามารถรวยได้ ถ้าสร้างสิ่งที่คนอื่นต้องการ
.
.
=========================
.
1. Get Rich Slow คือเกมที่แพ้ตั้งแต่เริ่ม
.
MJ ไม่อ้อมค้อม เขาบอกตรงๆ ว่าถ้าคุณอยากรวยและ "Get Rich Slow" คือกลยุทธ์ของคุณ เขามีข่าวร้าย มันคือเกมที่แพ้ตั้งแต่เริ่ม โดยมีเวลาของคุณเป็นเดิมพัน
.
หนังสือ The Millionaire Fastlane เล่มนี้ถามว่าคุณคิดจริงๆ หรือเปล่าว่าคนที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์ริมหาดพร้อมรถซูเปอร์คาร์ราคา 500,000 ดอลลาร์ในโรงรถ รวยเพราะลงทุนในกองทุนรวม? หรือเพราะเก็บคูปองจากโลตัส? แน่นอนว่าไม่ แล้วทำไมเราถึงให้ความน่าเชื่อถือกับคำแนะนำนี้เหมือนมันเป็นเส้นทางที่ถูกต้องสู่ความมั่งคั่ง?
.
MJ ท้าทายว่า ลองหาคนอายุ 22 ที่รวยจากการลงทุนในกองทุนรวมมาให้ดูสิ ลองหาคนที่ได้เงินหลายล้านภายใน 3 ปีจากการหักเงินเข้า 401K ให้เต็มเพดานมาให้ดูสิ ลองหาคนหนุ่มสาววัยยี่สิบกว่าที่รวยจากการเก็บคูปองมาให้ดูสิ คนเหล่านี้อยู่ไหน? พวกเขาไม่มีอยู่จริง พวกเขาคือนิทานที่เป็นไปไม่ได้
.
แต่เรายังคงเชื่อกลุ่มผู้เชี่ยวชาญทางการเงินที่เหนื่อยล้าเหมือนเดิมที่สอนหลักการเหล่านี้… หางานทำ ทำงาน 50 ปี เก็บเงิน ใช้ชีวิตอย่างประหยัดอย่างไร้ความหมาย ลงทุนในตลาดหุ้น แล้วในไม่ช้าวันแห่งอิสรภาพของคุณจะมาถึงตอนอายุ 70
.
MJ บอกว่าในสภาพเศรษฐกิจที่ปั่นป่วนในปัจจุบัน เขาตกใจที่คนยังเชื่อว่ากลยุทธ์เหล่านี้ใช้ได้ วิกฤตเศรษฐกิจไม่ได้เปิดโปง "Get Rich Slow" ว่าเป็นการหลอกลวงหรอกหรือ?
.
ถ้าคุณมีงานทำตลอด 40 ปีและหลีกเลี่ยงการตกของตลาด 40% ได้ "Get Rich Slow" ก็ใช้ได้ แค่นั่งรอ ทำงาน และหวังว่าความตายจะไม่มาพบคุณก่อน เพราะคุณกำลังจะเป็นคนรวยที่สุดในบ้านพักคนชรา
.
ข้อความของ "Get Rich Slow" ชัดเจน “เสียสละวันนี้ของคุณ ความฝันของคุณ ชีวิตของคุณ เพื่อแผนที่จ่ายผลตอบแทนหลังจากชีวิตส่วนใหญ่ของคุณหมดไปแล้ว”
.
MJ ถามว่าเมื่อพูดคำว่า "การเกษียณ" คุณเห็นอะไร? เขาเห็นคนแก่หงุดหงิดในเก้าอี้โยก เขาเห็นร้านขายยา คลินิกหมอ ไม้เท้า และกางเกงในสำหรับคนกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
.
MJ บอกว่าปัญหาของบรรทัดฐานของการเกษียณคือสิ่งที่คุณไม่เห็น คุณไม่เห็นความเยาว์วัย คุณไม่เห็นความสนุก และคุณไม่เห็นการทำความฝันให้เป็นจริง ปีทองของการเกษียณไม่ได้เป็นทองเลย แต่เป็นห้องรอความตาย
.
.
2. Get Rich Quick vs. Get Rich Easy
.
มีความแตกต่างสำคัญที่ MJ ต้องการชี้แจง "Get Rich Quick" (รวยเร็ว) ไม่ใช่สิ่งเดียวกับ "Get Rich Easy" (รวยง่าย)
.
การรวยเร็วเป็นไปได้ มันต้องใช้ความพยายามมหาศาล การทำงานหนัก การเสี่ยง การเรียนรู้ และการลงมือทำ แต่มันเกิดขึ้นได้ในเวลาไม่กี่ปี ไม่ใช่หลายสิบปี
.
การรวยง่ายไม่มีอยู่จริง ทุกระบบที่ขายว่า "รวยง่าย" คือการหลอกลวง
.
ปัญหาคือ Sidewalker มองไม่เห็นความแตกต่าง พวกเขาเห็นโฆษณา "สร้างรายได้ 50,000 ต่อเดือนโดยทำงานแค่ 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์!" แล้วก็ตื่นเต้นซื้อคอร์ส
.
ทำไม? เพราะมันตอบสนองความเชื่อทั้ง 3 อย่างของ Sidewalker
.
-มันเหมือน "โชค" ที่มาหาโดยไม่ต้องทำอะไรมาก
-มันเป็น "เหตุการณ์" ที่จะเปลี่ยนชีวิตทันที
-มันเป็นสิ่งที่ "คนอื่นมอบให้" ผ่านระบบสำเร็จรูป
.
แต่ความจริงคือคนที่รวยจากการขายระบบเหล่านี้คือผู้สร้างระบบ ไม่ใช่ผู้ซื้อระบบ
.
คนที่รวยคือคนที่ยืนบนเวที บอกให้ทุกคนซื้อคอร์สของเขา ไม่ใช่คนนั่งฟังในห้อง
.
.
3. เส้นทางชีวิตของ MJ
.
ตอนเป็นวัยรุ่น MJ ไม่เคยให้โอกาสตัวเองที่จะรวยตอนยังหนุ่ม "ความมั่งคั่ง + ความเยาว์วัย" เป็นสมการที่คำนวณไม่ได้เพราะเขาไม่มีความสามารถทางกายภาพ
.
เส้นทางสู่ความมั่งคั่งสำหรับคนหนุ่มสาวนั้นแข่งขันสูงและต้องการพรสวรรค์ ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง นักดนตรี นักแสดง หรือนักกีฬาอาชีพ ล้วนเป็นเส้นทางที่มีป้าย "ถนนปิด" ขนาดใหญ่หัวเราะว่า "ไม่มีทาง MJ!"
.
ดังนั้นตั้งแต่ต้นชีวิต เขายอมแพ้ เขายอมทิ้งความฝัน ไปโรงเรียน หางานทำ ยอมรับน้อยลง เสียสละ ประหยัด เลิกฝันเรื่องอิสรภาพทางการเงิน บ้านบนภูเขา และรถ Exotic
.
แต่หลังจากเห็น Lamborghini และได้คำตอบ "ผมเป็นนักประดิษฐ์" ความหมกมุ่นของเขากับรถคันนั้นไม่เคยลดลง ตอนที่เขาอยู่มัธยมปลาย ห้องเรียนรถยนต์ในโรงเรียนมีภาพรถ Lamborghini รุ่น Countach บนผนัง ทุกวันเขานั่งจ้องมันและฝันถึงวันที่จะขับมัน มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพ
.
หลังเรียนจบมัธยม เขาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่ Northern Illinois University สาขาการเงิน ไม่ใช่เพราะอยากเป็นนักการเงิน แต่เพราะความหวังเลือนลางว่าจะได้เข้าใกล้ Lamborghini สักวัน
.
แต่ในช่วงฤดูหนาวปีแรกที่มหาวิทยาลัย เขาพบหนังสือเล่มหนึ่งในห้องสมุด มันเล่าเรื่องของผู้ประกอบการหนุ่มสาวที่รวยเป็นล้านจากการเริ่มต้นธุรกิจ ไม่ใช่จากการเก็บเงินในกองทุน ไม่ใช่จากการลงทุนระยะยาว แต่จากการสร้างบางอย่างที่คนต้องการ เขาอ่านเรื่องราวเหล่านั้นและรู้ว่านี่คือทาง
.
ตลอดช่วงมหาวิทยาลัยและหลังเรียนจบ MJ ลองทำธุรกิจหลายอย่าง เขาล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาเคยขับรถลีมูซีน เคยพยายามขาย T-shirt เคยลอง MLM แต่ทุกครั้งที่ล้มเหลว เขาเรียนรู้อะไรบางอย่าง
.
ในที่สุด เขาย้ายไปฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา ด้วยเงินเก็บไม่กี่พันดอลลาร์และรถเก่าๆ เขาอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ที่ร้อนมากจนต้องอาบน้ำเย็นสามครั้งต่อวัน
.
ในช่วงนั้นเขาสังเกตเห็นบางอย่าง อุตสาหกรรมรถลีมูซีนกำลังเฟื่องฟู แต่ไม่มีที่ไหนบนอินเทอร์เน็ตที่คนสามารถหาและเปรียบเทียบบริการรถลีมูซีนได้ง่ายๆ เขาจึงสร้างเว็บไซต์ไดเรกทอรีรถลีมูซีน
.
ตอนแรกเว็บไซต์แทบไม่มีรายได้ เขาต้องรับงานออกแบบเว็บไซต์ให้คนอื่นเพื่อหาเงินเลี้ยงตัว วันหนึ่งบริษัทในแคนซัสโทรมาขอให้เขาออกแบบเว็บไซต์ในราคา 400 ดอลลาร์ เขาทำเสร็จใน 24 ชั่วโมง วันถัดมาบริษัทในนิวยอร์กโทรมาขอแบบเดียวกันในราคา 600 ดอลลาร์ ภายในไม่กี่วันเขามีเงินค่าเช่าห้องแล้ว
.
แต่เขารู้ว่านี่ไม่ใช่ทาง รายได้จากการออกแบบเว็บไซต์ยังผูกติดกับเวลาของเขา ถ้าเขาไม่ทำงาน เงินก็ไม่เข้า เขาต้องหาวิธีที่ดีกว่านี้
.
เพื่อนคนหนึ่งจากชิคาโกมาเยี่ยม เขาเห็นว่าเว็บไซต์ไดเรกทอรีของ MJ มีคนเข้ามาถามราคารถลีมูซีนทุกนาทีตลอดทั้งวัน อีเมลถามราคาไหลเข้ามาหลายร้อยฉบับต่อวัน เพื่อนแนะนำว่า "เฮ้ ลองเปลี่ยนอีเมลพวกนี้เป็นเงินสิ"
.
MJ คิดหาทาง และในที่สุดเขาก็คิดออก แทนที่จะขายพื้นที่โฆษณา เขาจะขาย "Lead" หรือรายชื่อลูกค้าที่สนใจให้กับบริษัทรถลีมูซีน นี่คือโมเดลธุรกิจใหม่ที่ยังไม่มีใครทำในยุคนั้น
.
เดือนแรกรายได้แค่ 473 ดอลลาร์ เดือนที่สอง 694 ดอลลาร์ เดือนที่สาม 970 ดอลลาร์ แล้วก็ 1,832 ดอลลาร์ 2,314 ดอลลาร์ 3,733 ดอลลาร์ และมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
.
ระหว่างนั้น MJ ทำงานหนักมาก สัปดาห์ละ 60 ชั่วโมงเป็นเรื่องปกติ วันและวันหยุดสุดสัปดาห์กลืนหายเป็นเนื้อเดียวกัน ขณะที่เพื่อนๆ ออกไปดื่มและปาร์ตี้ เขาหมกตัวอยู่ในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ เขียนโค้ด เขาไม่รู้ว่าวันนี้วันพฤหัสหรือวันเสาร์ และมันก็ไม่สำคัญ
.
สิ่งที่ยอดเยี่ยมคือมันไม่รู้สึกเหมือนงาน เขาสนุกกับมัน เขาไม่ได้มีงาน เขามีความหลงใหลที่จะสร้างความแตกต่าง คนนับพันได้ประโยชน์จากสิ่งที่เขาสร้าง มันทำให้เขาติดใจกระบวนการ
.
ในปี 2000 โทรศัพท์ดังด้วยคำถามที่ต่างออกไป Startup ด้านเทคโนโลยีโทรมาถามว่าเขาอยากขายธุรกิจไหม ในปีนั้น กระแส Dot-com กำลังร้อนแรง ไม่มีวันไหนผ่านไปโดยไม่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเศรษฐี Dot-com ที่รวยจากการขายทรัพย์สินทางเทคโนโลยี
.
เขาอยากขายไหม? แน่นอน! เขาได้รับข้อเสนอ 3 ข้อ ข้อแรก 250,000 ดอลลาร์ ข้อสอง 550,000 ดอลลาร์ ข้อสาม 1,200,000 ดอลลาร์ เขารับข้อเสนอที่สามและ (เกือบ) กลายเป็นเศรษฐีในพริบตา
.
มันไม่ยืนยาว ตอนนั้นเขาคิดว่า 1.2 ล้านดอลลาร์เป็นเงินมหาศาล แต่มันไม่ใช่ ภาษีกินไป สต็อกออปชั่นที่ไร้ค่า การลงทุนที่ผิดพลาด เขาซื้อ Corvette สีแดงเพื่อให้ดูรวย แต่สุดท้ายเงินที่เหลือไม่ถึง 300,000 ดอลลาร์
.
บริษัทที่ซื้อเว็บไซต์ของเขาตัดสินใจผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขาใช้เงินอย่างสิ้นเปลือง ซื้อขวดน้ำมีโลโก้ เสื้อยืดมีโลโก้ ในขณะที่ไม่สนใจลูกค้า แม้จะมีเงินทุน 12 ล้านดอลลาร์ เว็บไซต์ของเขาก็ค่อยๆ ตาย
.
ไม่กี่เดือนต่อมา ใกล้ล้มละลาย บริษัทตัดสินใจยุบเว็บไซต์ MJ ไม่ยอมปล่อยให้สิ่งที่เขาสร้างหายไป เขาเสนอซื้อคืนในราคา 250,000 ดอลลาร์ ข้อเสนอได้รับการยอมรับ และเขาก็ได้เว็บไซต์คืนมา
.
เขากลับมาทำงานหนักอีกครั้ง สร้างมันขึ้นมาใหม่ ปรับปรุงมัน ขยายมัน และในที่สุดเขาก็ขายมันอีกครั้งในราคาหลายล้านดอลลาร์
.
เขาเกษียณตอนอายุ 30 กว่า ไม่ใช่ 65 และในที่สุดเขาก็ได้ Lamborghini ที่เขาฝันมาตั้งแต่เด็ก
.
.
4. ความมั่งคั่งคืออะไรกันแน่?
.
ก่อนจะไปต่อ MJ หยุดถามคำถามพื้นฐานที่สุด ความมั่งคั่งคืออะไร?
.
คนส่วนใหญ่ตอบว่าความมั่งคั่งคือเงิน รถหรู บ้านใหญ่ เครื่องประดับแพง แต่ MJ ไม่เห็นด้วย
.
เขาบอกว่าความมั่งคั่งไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากสิ่งของ แต่มาจากสามองค์ประกอบพื้นฐาน ได้แก่ ความสัมพันธ์ที่ดี (Relationships) สุขภาพที่ดี (Health) และอิสรภาพ (Freedom)
.
ความสัมพันธ์ที่ดีคือครอบครัวที่แข็งแกร่ง เพื่อนที่จริงใจ และความรักที่ลึกซึ้ง สุขภาพที่ดีคือร่างกายแข็งแรงและจิตใจที่สงบ อิสรภาพคือเวลาที่จะทำสิ่งที่คุณต้องการ เมื่อไหร่ที่คุณต้องการ และกับใครที่คุณต้องการ
.
MJ ยกตัวอย่างว่าลองนึกถึงคนที่มีเงิน 10 ล้านดอลลาร์แต่ป่วยหนักจนลุกจากเตียงไม่ได้ เขารวยจริงหรือเปล่า? หรือคนที่มีรถหรูแต่ไม่มีเวลาขับมันเพราะต้องทำงาน 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เพื่อจ่ายค่างวด เขารวยจริงหรือเปล่า?
.
แล้วเงินอยู่ตรงไหน? MJ ตอบว่าเงินไม่ใช่เป้าหมาย แต่เงินคือเครื่องมือที่ช่วยให้คุณมีอิสรภาพ คุณต้องมีเงินมากพอที่จะไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน มากพอที่จะมีเวลาให้ครอบครัว มากพอที่จะดูแลสุขภาพ มากพอที่จะทำสิ่งที่คุณรัก นั่นคือจุดที่เงินกลายเป็นส่วนหนึ่งของความมั่งคั่ง
.
MJ อธิบายว่ามี Roadmap อยู่ 3 แบบ แต่ละแบบมีสมการความมั่งคั่งของตัวเอง และแต่ละแบบมีจุดหมายปลายทางที่เป็นธรรมชาติ
.
Sidewalk หรือทางเท้า มีแนวโน้มนำไปสู่ความยากจน
.
Slowlane หรือเลนช้า มีแนวโน้มนำไปสู่ความปานกลาง
.
Fastlane หรือเลนเร็ว มีแนวโน้มนำไปสู่ความมั่งคั่ง
.
เขาใช้คำว่า "แนวโน้ม" เพราะการเป็นคน Sidewalk ไม่ได้แปลว่าคุณจะจนแน่นอน แต่มันเพิ่มโอกาสอย่างมหาศาล เหมือนกับสิงโตป่าแอฟริกาที่ถูกฝึกให้แสดงโชว์ในลาสเวกัส มันอาจเชื่องได้ แต่ธรรมชาติของมันคืออยากเป็นอิสระ อยากล่า อยากฆ่า อยากกิน นั่นคือเหตุผลที่นักมายากลบางคนถูกสิงโตขย้ำ คุณต้องพิเศษมากถึงจะบิดกฎของธรรมชาติได้
.
.
================================
.
5. Sidewalk ทางเท้าแห่งความยากจน
.
คนส่วนใหญ่เป็น Sidewalker ตลอดชีวิต พวกเขาเดินตาม Sidewalk Roadmap ซึ่งเป็นสัญญาแลกความสุขวันนี้กับอนาคตที่ไม่มั่นคง
.
Sidewalker อยู่ในสถานะ "one-something-from-broke" หรือ "อีกนิดเดียวก็หมดตัว" อาจเป็นอัลบั้มล้มเหลวอีกอันก็หมดตัว ดีลธุรกิจล้มเหลวอีกอันก็หมดตัว งานหายไปอีกงานก็หมดตัว ถูกเลิกจ้างอีกครั้งก็หมดตัว
.
บน Sidewalk คุณอยู่ห่างจากการเป็นคนไร้บ้าน ล้มละลาย หรือกลับไปอยู่บ้านพ่อแม่แค่ "อีกนิดเดียว" เสมอ
.
จุดหมายปลายทางทางการเงินของ Sidewalker ไม่มีอยู่จริง แผนคือไม่มีแผน เงินส่วนเกินถูกใช้ทันทีกับ Gadget ใหม่ล่าสุด ทริปถัดไป รถใหม่กว่า สไตล์แฟชั่นล่าสุด หรือกระแสถัดไป
.
Sidewalker ติดกับดักอย่างประมาทใน "Lifestyle Servitude" หรือการเป็นทาสของไลฟ์สไตล์ ถูกป้อนด้วยความต้องการเร่งด่วนที่ไม่รู้จักพอสำหรับความสุข ภาพลักษณ์ และความพอใจทันที
.
Sidewalk เป็นถนนที่คนเดินมากที่สุดเพราะมันเป็นเส้นทางที่ต้านทานน้อยที่สุด เพลงไซเรนของมันคือความพอใจทันที และเงินเป็นมันฝรั่งร้อนที่ถูกแลกอย่างรวดเร็วเพื่อสิ่งที่ต้องการในวันนั้น
.
MJ บอกว่าอยากเห็น Sidewalker ใช้ชีวิตและคิดอย่างไร ให้ดูรายการ Judge Judy สักสองสามชั่วโมง ลูกสาวฟ้องแม่เรื่องเงิน 100 ดอลลาร์ คนปฏิเสธความรับผิดชอบ ไม่สนใจผลที่ตามมา คนอยากได้ค่าเช่าฟรี รายการนี้ควรเปลี่ยนชื่อเป็น "ชีวิตจาก Sidewalk"
.
.
6. ทัศนคติของ Sidewalker
.
Roadmap ของ Sidewalker มีลักษณะพฤติกรรมที่ขับเคลื่อนการกระทำ ความคิดเหล่านี้เป็นป้ายบอกทาง หรือทัศนคติที่นำทาง Sidewalker ผ่านชีวิต
.
ในเรื่องหนี้ Sidewalker มองว่าเครดิตช่วยให้ซื้อของได้ตอนนี้ บัตรเครดิต สินเชื่อรวมหนี้ ค่างวดรถ ทั้งหมดเสริมรายได้และช่วยให้เพลิดเพลินกับชีวิตวันนี้ ถ้าอยากได้ตอนนี้ ก็จะเอาตอนนี้
.
ในเรื่องเวลา Sidewalker มองว่าเวลามีเหลือเฟือและใช้เงินราวกับไม่มีพรุ่งนี้ ใครจะรู้ อีกสองสัปดาห์อาจตายก็ได้ และเอาติดตัวไปไม่ได้หรอก
.
ในเรื่องการศึกษา Sidewalker คิดว่าจบการศึกษาเมื่อรับปริญญา
.
ในเรื่องเงิน Sidewalker มองว่าถ้ามีก็โชว์ ทำไมต้องเก็บไว้วันฝนตก ใช้ทุกสตางค์ที่หามาได้และจ่ายบิลส่วนใหญ่ตรงเวลา นั่นไม่ใช่ความรับผิดชอบทางการเงินหรอกหรือ
.
ในเรื่องแหล่งรายได้ Sidewalker ไล่ตามงานอะไรก็ได้ที่จ่ายมากที่สุด ไล่ตามเงิน ทุกอย่างเกี่ยวกับเงิน!
.
ในเรื่องตัวเร่งความมั่งคั่ง Sidewalker ถามว่ามูลค่าสุทธิ? ไปคาสิโน ซื้อล็อตเตอรี่ และกำลังฟ้องบริษัทประกัน
.
ในเรื่องการรับรู้ความมั่งคั่ง Sidewalker เชื่อว่าคนที่ตายพร้อมของเล่นมากที่สุดชนะ
.
สมการความมั่งคั่งของ Sidewalker คือ ความมั่งคั่งเท่ากับรายได้บวกหนี้ ฟังดูแปลก แต่มันจริง พวกเขารู้สึกรวยเมื่อมีรายได้เข้ามา และรู้สึกรวยขึ้นเมื่อกู้เงินมาซื้อของ
.
ในเรื่องจุดหมายปลายทาง Sidewalker ถามว่าจุดหมายอะไร ใช้ชีวิตวันนี้และไม่สนใจพรุ่งนี้
.
ในเรื่องความรับผิดชอบและการควบคุม Sidewalker มองว่าทุกอย่างแย่เกิดขึ้นกับตัวเอง ถูกกดขี่ เป็นเหยื่อ เป็นความผิดของคนอื่น
.
ในเรื่องการรับรู้ชีวิต Sidewalker มองว่าใช้ชีวิตวันนี้ ช่างหัวพรุ่งนี้ ชีวิตสั้นเกินจะวางแผนไกลกว่า 30 วัน
.
.
7. Sidewalker มีสองประเภท
.
MJ แบ่ง Sidewalker ออกเป็นสองประเภท
.
ประเภทแรกคือ "Income-Poor" หรือรายได้น้อย พวกนี้คือประชากรกระแสหลัก สะท้อนชนชั้นล่างถึงชนชั้นกลาง Sidewalker เหล่านี้ทำงานเพื่อเงินเดือนพอประมาณและมีของเล่นทุกอย่างให้โชว์ แต่แทบไม่มีเงินเก็บและไม่มีแผนเกษียณ
.
อนาคตของพวกเขาถูกจำนองจนเต็มเพื่อแลกกับไลฟ์สไตล์ โดยความสามารถในการซื้อสิ่งฟุ่มเฟือยถูกกำหนดโดยค่างวดรายเดือน ทุกสตางค์ถูกจองไว้แล้ว ค่างวดรถ เสื้อผ้า หรือถูกส่งไปปัดป้องมัจจุราชบัตรเครดิต
.
MJ เตือนว่าถ้าคุณใช้ชีวิตแบบนี้ คุณกำลังขับอยู่ที่รอบเครื่องสูงสุดทางการเงินบนถนนแคบที่ติดหน้าผา มีความหวังน้อยมากสำหรับ Sidewalker เพราะ Roadmap ของพวกเขาถูกทำให้เสียหายโดยความพอใจ ความเห็นแก่ตัว และความไม่รับผิดชอบ
.
นิสัยที่เป็นปัญหานี้ขับไล่ความมั่งคั่งและผลักให้พึ่งพาคนอื่นที่แบกภาระมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียภาษี นายจ้าง เพื่อน พ่อแม่ และคนที่รัก
.
ประเภทที่สองคือ "Income-Rich" หรือรายได้มาก นี่คือประเภทที่น่าสนใจกว่า เพราะมันพิสูจน์ว่ารายได้สูงไม่ได้หมายความว่ารวย
.
MJ เล่าประสบการณ์ตัวเองหลังขายบริษัทครั้งแรกได้ 1.2 ล้านดอลลาร์ เขาคิดว่าตัวเองรวยและพร้อมจะโชว์ให้โลกรู้ เขาจินตนาการถึงรถเร็ว เสื้อผ้าแบรนด์เนม สปีดโบ๊ท และสาวๆ ในชุดบิกินี่
.
น่าเสียดายที่จินตนาการนั้นห่างไกลจากความเป็นจริงมาก แต่เขาพยายาม เขาซื้อ Corvette สีแดงเปิดประทุน รถสปอร์ต เสื้อผ้าแบรนด์จาก Nordstrom
.
เขาค้นคว้าการซื้อสปีดโบ๊ทจนกระทั่งฟองสบู่อินเทอร์เน็ตแตกขัดจังหวะวิสัยทัศน์อันเร้าอารมณ์ เขาลงทุน "ความมั่งคั่ง" ใหม่ในหุ้นเทคโนโลยีและสูญเสียหลายพันดอลลาร์ ภายในไม่กี่เดือน มากกว่าครึ่งของ "ความมั่งคั่ง" ของเขาระเหยไป และหลังจากคุยกับนักบัญชี อีกหนึ่งในสามก็กำลังจะจากไปด้วย (ขอบคุณภาษี)
.
น่าขันในความพยายามที่จะดูรวย ความมั่งคั่งที่แท้จริงหลุดลอยไปไกลขึ้น ไม่มีงาน ไม่มีธุรกิจ ไม่มีรายได้ และมีเงินแค่เล็กน้อย เขาไม่สามารถเลี้ยงชีวิตตลอดไปได้ หรือไลฟ์สไตล์ที่มั่งคั่งที่เขาจินตนาการสำหรับคนรวย เขาไม่ได้รวยเลย
.
.
8. เมื่อ Sidewalker เจอปัญหา
.
เมื่อ Sidewalker เจอปัญหาการเงิน (ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยมาก) พวกเขามักจะทำอย่างใดอย่างหนึ่ง
.
A. หนีปัญหาด้วยการใช้เงินเพิ่ม
.
ฟังดูไร้เหตุผล แต่มันเกิดขึ้นจริง งานวิจัยพบว่าเมื่อคนรู้สึกไร้อำนาจควบคุมชีวิต พวกเขามีแนวโน้มจะซื้อของที่แสดงสถานะสูงขึ้น เพื่อชดเชยความรู้สึก Sidewalker ที่เครียดเรื่องเงินจึงไปซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม ไปกินข้าวร้านหรู ไปเปลี่ยนรถ เพื่อให้รู้สึกดีขึ้นชั่วคราว แล้วก็ตกลงไปในหลุมลึกขึ้นอีก
.
B. หาทางลัดที่ผิด
.
Sidewalker ที่สิ้นหวังจะหันไปหาทางลัดที่ผิดๆ เล่นพนัน เล่นหุ้นแบบเสี่ยงสุดๆ ลงทุนในสิ่งที่ไม่เข้าใจ ทำอะไรก็ได้ที่สัญญาว่าจะรวยเร็ว บางคนถึงกับทำผิดกฎหมาย โกง ลักขโมย ฉ้อโกง เพราะมองว่าเป็นทางเดียวที่จะหนีออกจากปัญหา
.
C. โยนความผิดให้คนอื่น
.
แทนที่จะมองตัวเอง Sidewalker จะโยนความผิดให้คนอื่น รัฐบาลไม่ดี เศรษฐกิจไม่ดี นายจ้างไม่แฟร์ สังคมไม่ยุติธรรม คนรวยเอาเปรียบคนจน
.
.
================================
.
9. Slowlane ทางออกแรกจาก Sidewalk
.
เมื่อคน Sidewalk เริ่มโตขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น อาจมีครอบครัวที่ต้องดูแล หนี้สินที่พอกพูน และความคาดหวังในอนาคตที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง หลายคนเริ่มตระหนักว่าการใช้ชีวิตแบบ Sidewalk นั้นไม่ยั่งยืน
.
พวกเขาจึงทำสิ่งที่ดูเหมือนจะรับผิดชอบ นั่นคือเปลี่ยนเลนไปสู่ Slowlane
.
Slowlane คือแผนที่การเงินที่ได้รับการยกย่องและสนับสนุนจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ในขณะที่ Sidewalk มีลักษณะเฉพาะคือพฤติกรรมไร้วินัย Slowlane นำเสนอความรับผิดชอบและความรับผิดเข้ามาในสูตรความมั่งคั่ง ฟังดูดีใช่ไหมครับ
.
น่าเสียดาย MJ บอกว่า Slowlane แทบไม่เคยถูกตั้งคำถาม มันคือคำโกหกที่หลอกลวงมากจนกว่าจะถูกเปิดโปง หลายทศวรรษของชีวิตได้ผ่านไปแล้ว และในขณะเดียวกัน ผู้คนอีกหลายล้านคนก็กำลังถูกล้างสมองใหม่ให้เชื่อในความหลอกลวงนี้
.
ถ้าคุณซื้อคำโกหก คุณขายวันนี้ของคุณไปเพื่อหวังพรุ่งนี้ที่รุ่งโรจน์ และพรุ่งนี้ที่รุ่งโรจน์นั้นจะมาถึงเมื่อไหร่? เมื่อไหร่คุณจะใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้ ใช้เงินล้านๆ และเพลิดเพลินกับชีวิต? เมื่อไหร่?
.
พลังขับเคลื่อนเบื้องหลังความมั่งคั่งภายใต้ Get Rich Slow คือเวลา ทั้งเวลาที่ทำงานและเวลาที่ลงทุนในตลาด พรุ่งนี้ที่รุ่งโรจน์ของคุณอาจมาถึงหลังจาก 40 ปี
.
เมื่อคุณกำลังใช้ชีวิตในรัฐบาลชุดสุดท้ายของคุณและกำลังเปลี่ยนสะโพกเทียมครั้งที่สอง พรุ่งนี้ที่รุ่งโรจน์ของคุณอาจมาถึงตอนอายุ 73 ปี และเปียกปัสสาวะถูกมัดติดกับเตียงเหม็นๆ เพราะคุณสูญเสียสมองให้กับอัลไซเมอร์ แผน Slowlane ของการเกษียณรวยจะกลายเป็นจริงเมื่อไหร่?
.
MJ เล่าเรื่องของ Joe ที่อ่านหนังสือการเงินส่วนบุคคลหลายเล่มตอนเป็นวัยรุ่น หนังสือบอกให้เก็บเงิน หาอาชีพ เก็บคูปอง และใช้ชีวิตให้ต่ำกว่ารายได้
.
หลังจากจบปริญญาด้านกฎหมาย Joe ทำตามคำแนะนำนี้ แม้จะยากลำบาก Joe ก็ทำตามแผนเพื่อความมั่งคั่งอย่างขยันขันแข็ง เขาทำงานสัปดาห์ละ 60 ชั่วโมงที่สำนักงานกฎหมาย มักจะละเลยครอบครัวและลูกๆ วันธรรมดาของเขาถูกกินหมดที่ออฟฟิศ ในขณะที่วันหยุดสุดสัปดาห์ใช้ไป "ชาร์จพลัง" จากความเหนื่อยล้าของสัปดาห์ทำงาน
.
หลังจาก 12 ปีในวงการกฎหมาย Joe ตัดสินใจว่าอาชีพของเขาไม่น่าสนุกอีกต่อไป แต่เขาตัดสินใจอดทนต่อไป เพราะเขาอยู่ห่างจากการเลื่อนขั้นเป็น Partner และเงินเดือนหกหลักที่รับประกันแค่ก้าวเดียว ตลอดชีวิตที่ผ่านไป Joe ไม่เคยละสายตาจากเป้าหมาย: เกษียณตอนอายุ 55 เพราะยังไงก็ตาม กูรูทางการเงิน David บอกว่า "คนฉลาด เกษียณรวย"
.
Joe เก็บเงิน ทำงานล่วงเวลา ลงทุนในกองทุนรวม และเข้าร่วม 401K ของบริษัท เขาอดทนกับงานต่อไปเพื่อแผน ไม่มีใครบอกว่ามันจะง่าย "วันนั้น" กำลังจะมา วันที่เขาจะเกษียณพร้อมเงินหลายล้าน เขาให้เหตุผลว่าห้าวันแห่งความทุกข์ในงานที่เกลียดคุ้มค่ากับการเสียสละเพื่ออนาคต
.
แล้ววันหนึ่งในฤดูร้อนที่ร้อนอบอ้าวขณะตัดหญ้า Joe หัวใจวายและเสียชีวิตตอนอายุ 51... สี่ปีก่อนจุดหมายปลายทาง
.
MJ ถามว่าคุณเลือกได้ระหว่างรวยตอนหนุ่มสาวหรือรวยตอนแก่โดยเสี่ยงตายระหว่างทาง ทางเลือกเป็นของคุณและมันไม่ควรเป็นการแข่งขัน รวยตอนอายุ 25 ชนะขาดลอยกว่ารวยตอนอายุ 65
.
ความมั่งคั่งดีที่สุดเมื่อใช้ตอนหนุ่มสาวและเพลิดเพลินขณะที่คุณมีสุขภาพ ความมีชีวิตชีวา พลังงาน และอาจจะยังมีผมบนหัวอยู่บ้าง
.
ความมั่งคั่งดีที่สุดในช่วงรุ่งเรืองของชีวิต ไม่ใช่ในยามอัสดงหลังจาก 40 ปีของสัปดาห์ทำงาน 50 ชั่วโมงได้บดขยี้ความฝันของคุณจนยอมแพ้ ลึกๆในจิตวิญญาณเรารู้เรื่องนี้ แต่เรายังคงสาบานตนอย่างศรัทธาต่อแผนที่การเงินที่สัญญาความมั่งคั่งหลังจากสี่หรือห้าทศวรรษผ่านไป
.
Slowlane สันนิษฐานอย่างหยิ่งยโสว่าคุณจะมีชีวิตตลอดไปและแน่นอนจะมีงานทำตลอดไป น่าเสียดาย รถเข็นของคุณในวัยชราไม่พอดีกับรถ Lamborghini
.
.
10. ทัศนคติของ Slowlaner
.
Slowlaner บอกให้คุณไปเรียนมหาวิทยาลัย จบการศึกษา และหางานทำ นักเขียนขายดี David บอกว่า "หยุดดื่มลาเต้แพงๆ" Suze บอกว่า "เปิด Roth IRA และหักเงิน 10% จากเช็คเงินเดือน" Ramsey บอกว่า "Snowball หนี้นั้น" คำสั่งทั้งหมดเหล่านี้กำหนดทัศนคติของ Slowlaner ซึ่งเป็นการเดินทางสู่ความมั่งคั่งที่กินเวลาทั้งชีวิต
.
ในเรื่องหนี้ Slowlaner มองว่าหนี้คือความชั่ว ต้องถูกโจมตีอย่างเคร่งครัด แม้ว่าจะหมายถึงการทำงานล่วงเวลาตลอดชีวิต
.
ในเรื่องเวลา Slowlaner มองว่าเวลาของตนมีมากมายและยินดีแลกเวลาเพื่อเงินมากขึ้น ยิ่งทำงานได้มากชั่วโมง ยิ่งจ่ายหนี้และเก็บเงินเพื่อเกษียณตอนอายุ 65 ได้มากขึ้น
.
ในเรื่องการศึกษา Slowlaner มองว่าการศึกษาสำคัญเพราะช่วยให้หาเงินเดือนมากขึ้น
.
ในเรื่องเงิน Slowlaner มองว่าเงินหายากและทุกสตางค์ทุกบาทต้องถูกบันทึก ตั้งงบประมาณ และเก็บอย่างระมัดระวัง ถ้าอยากเกษียณตอนอายุ 65 พร้อมเงินหลายล้าน ต้องแน่ใจว่าไม่ผลาญเงินที่หามาอย่างยากลำบาก
.
ในเรื่องแหล่งรายได้หลัก งานคือแหล่งรายได้เดียว
.
ในเรื่องตัวเร่งความมั่งคั่ง Slowlaner เชื่อว่าดอกเบี้ยทบต้นทรงพลังเพราะ 10 ดอลลาร์ที่ลงทุนวันนี้จะมีค่า 300,000 ดอลลาร์ใน 50 ปี และอย่าลืมกองทุนรวม การแข็งค่าของบ้าน และ 401K ของนายจ้าง
.
ในเรื่องการรับรู้ความมั่งคั่ง Slowlaner คิดว่าทำงาน เก็บเงิน และลงทุน ซ้ำ 40 ปีจนถึงอายุเกษียณ 65 ปี หรือถ้าโชคดีและตลาดให้ผลตอบแทน 12% ต่อปี
.
สมการความมั่งคั่งของ Slowlane คือ ความมั่งคั่งเท่ากับงานบวกการลงทุนในตลาด
.
ในเรื่องจุดหมายปลายทาง Slowlaner หวังการเกษียณที่สบายในยามอัสดงของชีวิต
.
ในเรื่องความรับผิดชอบและการควบคุม Slowlaner รู้สึกว่าเป็นความรับผิดชอบที่จะเลี้ยงดูครอบครัว แม้ว่าเพื่อให้แผนนั้นใช้ได้ต้องพึ่งพาคนอื่น รวมถึงนายจ้าง ที่ปรึกษาทางการเงิน รัฐบาล และเศรษฐกิจที่ดี
.
ในเรื่องการรับรู้ชีวิต Slowlaner ยอมรับน้อยลง ยอมแพ้ต่อความฝันใหญ่ เก็บเงิน ใช้ชีวิตประหยัด อย่าเสี่ยงโดยไม่จำเป็น และสักวันจะเกษียณพร้อมเงินหลายล้าน
.
.
11. ความขัดแย้งของกูรู Slowlaner
.
MJ เปิดเรื่องด้วยการเปรียบเทียบที่เห็นภาพชัดเจน ลองจินตนาการว่าคุณลงทะเบียนเรียนคอร์ส "โภชนาการเพื่อสุขภาพ: กินอย่างไรให้หุ่นดี"
.
ในวันแรกของการเรียน คุณนั่งรออย่างตื่นเต้น แล้วจู่ๆ ประตูห้องก็เปิดออก ชายคนหนึ่งเดินอุ้ยอ้ายเข้ามา... เขาอ้วนมาก เหงื่อท่วมตัว และดูเหมือนจะนั่งเก้าอี้ปกติไม่ได้ด้วยซ้ำ
.
แล้วความจริงก็กระแทกหน้าคุณ "เฮ้ย! นี่ไม่ใช่นักเรียน แต่นี่คืออาจารย์ผู้สอน!"
.
คุณจะเรียนวิชาลดความอ้วนกับคนที่อ้วนขนาดนี้ไหม? แน่นอนว่าไม่ คุณคงเดินไปขอเงินค่าเทอมคืนทันที เพราะนี่คือ "ความขัดแย้งของการปฏิบัติ" (Paradox of Practice) คือการที่ผู้สอนไม่ได้เป็นแบบอย่างของสิ่งที่ตัวเองสอน
.
MJ ชี้ว่าในโลกการเงิน เรากลับยอมรับเรื่องแบบนี้ได้หน้าตาเฉย เราฟังคำแนะนำจากกูรูที่บอกให้ "รวยช้าๆ" (Get Rich Slow) ทั้งๆ ที่ตัวกูรูเอง "รวยเร็ว" (Get Rich Quick) กูรูเหล่านี้ขายแผนที่การเงินแบบ Slowlane ให้คุณ แต่ตัวเองกลับใช้แผนที่ Fastlane เพื่อสร้างความมั่งคั่ง
.
เขาได้ยกตัวอย่างกูรูดังๆ (โดยใช้นามสมมติหรือชื่อต้น) เพื่อแฉความจริงเบื้องหลัง
.
"Suze" (ซูซี่): กูรูหญิงที่พร่ำบอกให้คนทั่วไปลงทุนในกองทุนรวม, DCA (Dollar-Cost Averaging) และฝากเงินใน 401k (กองทุนเกษียณ)
.
MJ ตั้งคำถามว่า Suze รวยเพราะเธอทำตามคำแนะนำเหล่านั้นหรือเปล่า? เปล่าเลย! เธอรวยเพราะเธอเป็น Fastlaner ที่ขายหนังสือได้เป็นล้านเล่ม ออกรายการทีวี และเป็นที่ปรึกษา
.
จุดโป๊ะแตก = ในบทสัมภาษณ์หนึ่ง Suze ยอมรับว่าพอร์ตการลงทุนส่วนใหญ่ของเธอ (ประมาณ 25 ล้านเหรียญ) อยู่ในพันธบัตร (Bonds) และมีแค่ 4% เท่านั้นที่อยู่ในตลาดหุ้น เพราะเธอ "ไม่อยากเสี่ยง" ... อ้าว! แล้วทำไมถึงแนะนำให้คนจนๆ เอาเงินไปเสี่ยงในตลาดหุ้นล่ะ?
.
"Robert" (โรเบิร์ต): ผู้มีพ่อรวยและพ่อจน สอนเรื่องอสังหาริมทรัพย์ และโชว์รถ Lamborghini
.
ความจริง = MJ ตั้งข้อสังเกตว่า โรเบิร์ตซื้อ Lamborghini ได้ "ก่อน" หรือ "หลัง" จากที่ขายหนังสือได้หลายล้านเล่ม? โรเบิร์ตเป็นตัวอย่างความสำเร็จของ Fastlane (การสร้างแบรนด์, ขายสื่อการสอน) ไม่ใช่แค่การลงทุนตามที่สอนเพียงอย่างเดียว
.
นอกจากกูรูชื่อดังแล้ว ยังมีกูรูข้างบ้าน เช่น "คุณลุงผู้รอบรู้" ที่รู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับหุ้น รู้โครงสร้างโมเลกุลของดวงดาว แต่ชีวิตจริงยังต้องรอเงินเดือนชนเดือน
.
คนพวกนี้คือ "Broke Know-It-Alls" (ผู้รู้ที่ถังแตก) ซึ่งคำแนะนำของพวกเขามีค่าเท่ากับความบันเทิงเท่านั้น เชื่อถือไม่ได้
.
MJ DeMarco ต้องการสื่อว่า "จงระวังคำแนะนำจากคนที่ไม่ได้รวยด้วยวิธีที่เขากำลังสอนคุณ"
.
กูรูเหล่านี้ใช้สมการความมั่งคั่งคนละตัวกับคุณ พวกเขาเป็นผู้ผลิต (Producers) ในขณะที่สอนให้คุณเป็นผู้บริโภค (Consumers) ของผลิตภัณฑ์ทางการเงิน
.
กฎเหล็ก = รับคำแนะนำจากคนที่มีประวัติความสำเร็จจาก "วิธีการนั้นจริงๆ" เท่านั้น ไม่ใช่จากคนที่รวยเพราะ "ขายวิธีการนั้น" ให้กับคนอื่น
.
.
================================
.
12. ทางเลือกที่สาม FASTLANE (เลนด่วน)
.
================================
.
เราได้เห็นแล้วว่า Sidewalk นำไปสู่ความยากจน และ Slowlane นำไปสู่ความปานกลาง (ถ้าโชคดี)
.
แต่มีทางเลือกที่สาม = Fastlane
.
MJ อธิบาย Fastlane ว่าเป็น "กลยุทธ์ธุรกิจและไลฟ์สไตล์ที่มีลักษณะเฉพาะคือ Controllable Unlimited Leverage (CUL) ซึ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการสร้างความมั่งคั่งอย่างรวดเร็วและไลฟ์สไตล์ที่พิเศษ"
.
แปลเป็นภาษาชาวบ้านคือ Fastlane คือการสร้างธุรกิจที่มีแรงงัดไม่จำกัดและควบคุมได้
.
องค์ประกอบ 4 อย่างของ Fastlane
.
I. Controllable Unlimited Leverage (CUL)
.
ตรงข้ามกับ Slowlane ที่ตัวแปรทุกตัวมีเพดานและควบคุมไม่ได้
.
แต่ใน Fastlane ตัวแปร “ไม่มีเพดาน” และ “คุณควบคุมได้”
.
II. ธุรกิจ = หัวใจของ Fastlane คือการเป็นเจ้าของธุรกิจ ไม่ใช่การทำงานประจำ
.
III. ไลฟ์สไตล์ = Fastlane ไม่ใช่แค่กลยุทธ์ แต่เป็นวิธีใช้ชีวิต เป็นความเชื่อ กระบวนการ และการกระทำที่ผสมผสานกัน
.
IV. การสร้างความมั่งคั่งอย่างรวดเร็ว = Fastlane เกี่ยวกับการสร้างเงินก้อนใหญ่ในเวลาไม่กี่ปี ไม่ใช่หลายสิบปี
.
.
13. กฎแห่งผลกระทบ (Law of Effection)
.
MJ พูดถึงสิ่งที่เขาเรียกว่า Law of Effection (ไม่ใช่ Attraction) กฎนี้บอกว่า
.
“ยิ่งคุณส่งผลกระทบต่อชีวิตคนมากเท่าไหร่ คุณยิ่งรวยมากเท่านั้น”
.
ผลกระทบมี 2 มิติ
.
A. Scale = คุณเข้าถึงคนกี่คน?
.
B. Magnitude = แต่ละคนได้รับประโยชน์/จ่ายเงินเท่าไหร่?
.
ความมั่งคั่ง = จำนวนหน่วยที่ขาย (Scale) × กำไรต่อหน่วย (Magnitude)
.
ตัวอย่าง
.
“Joe Scale” เขียนหนังสือไดเอท ขายได้ 8 ล้านเล่ม (Scale สูง) กำไร 7 ดอลลาร์ต่อเล่ม (Magnitude ต่ำ)
.
“Joe Magnitude” พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ 14 โครงการ (Scale ต่ำ) กำไร 400,000 ดอลลาร์ต่อโครงการ (Magnitude สูง)
.
Law of Effection อธิบายว่าทำไมบางคนถึงรวยมหาศาล
.
“Bill Gates” สร้าง Windows ที่ใช้โดยคนหลายพันล้านคน (Scale สูงมาก)
“ทนายความดังๆ” คิดค่าบริการหลายล้านต่อคดี (Magnitude สูงมาก)
“J.K. Rowling” ขายหนังสือ Harry Potter หลายร้อยล้านเล่ม (Scale สูงมาก)
.
.
14. พวงมาลัยแห่งชีวิตและทางเลือกของคุณ
.
MJ ถามว่าอะไรคือสาเหตุหลักของความยากจน?
.
ขาดเงิน? นั่นคือ "อาการ" ไม่ใช่ "สาเหตุ"
ขาดการศึกษา? = อาการ
ขาดโอกาส? = อาการ
.
“สาเหตุ” ที่แท้จริงคือการเลือกที่แย่ (Poor Choices) MJ เปรียบเทียบว่า: ถ้าถังน้ำมันรถคุณรั่ว คุณจะทำอย่างไร?
.
วิธีแก้อาการ = เติมน้ำมันบ่อยขึ้น, วิธีแก้ปัญหา = อุดรูรั่ว
.
คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตแบบ "แก้อาการ" หาเงินเพิ่ม ลดค่าใช้จ่าย ทำงานหลายอย่าง แต่ไม่เคยแก้ "ปัญหา" ที่แท้จริง คือทางเลือกที่ทำให้พวกเขาอยู่ในสถานการณ์นั้น
.
เขาแบ่งทางเลือกไว้ 2 ประเภท
.
I. Choices of Perception (ทางเลือกของมุมมอง)
.
นี่คือวิธีที่คุณมองโลกและตีความเหตุการณ์ MJ เล่าว่าครั้งหนึ่งตอนเขาเติมน้ำมันรถ Lamborghini มีวัยรุ่นคนหนึ่งมาขอถ่ายรูป หลังจากถ่ายเสร็จ เด็กคนนั้นพูดว่า "ผมต้องถ่ายรูปให้มากที่สุด เพราะผมไม่มีทางมีเงินซื้อรถแบบนี้ได้"
.
MJ ชี้ว่านี่คือ "ทางเลือกของมุมมอง" ที่ร้ายแรง เด็กคนนี้เลือกที่จะเชื่อว่าเขาไม่มีวันมี Lamborghini ได้ และความเชื่อนั้นจะกำหนดทางเลือกในอนาคตของเขา
.
ในทางตรงกันข้าม MJ เล่าว่าตอนเขาเห็น Lamborghini ครั้งแรกตอนอายุ 12 เขาคิดว่า "สักวันหนึ่ง ฉันจะมีรถแบบนั้น!"
.
ความเชื่อที่ต่างกันนำไปสู่ทางเลือกที่ต่างกัน และทางเลือกที่ต่างกันนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต่างกัน
.
II. Choices of Action (ทางเลือกของการกระทำ)
.
นี่คือสิ่งที่คุณทำจริงๆ อ่านหนังสือ เริ่มธุรกิจ ออกกำลังกาย ฯลฯ ทางเลือกของมุมมองนำไปสู่ทางเลือกของการกระทำ ถ้าคุณเชื่อว่าคุณทำไม่ได้ คุณก็จะไม่ทำ
.
.
15. แรงม้าของทางเลือก
.
MJ ใช้คำว่า "Horsepower" (แรงม้า) เพื่ออธิบายผลกระทบของทางเลือก ทางเลือกที่มี "แรงม้าสูง" คือทางเลือกที่มีผลกระทบใหญ่ต่อชีวิต ทั้งในทางบวกและทางลบ
.
แต่งงานกับคนที่ใช่ → แรงม้าสูง (บวก)
ติดยาเสพติด → แรงม้าสูง (ลบ)
เลือกอาหารกลางวัน → แรงม้าต่ำ
.
ประเด็นสำคัญคือ “ยิ่งคุณอายุน้อย แรงม้าของทางเลือกยิ่งสูง”
.
ทำไม? เพราะทางเลือกที่คุณทำตอนอายุ 20 จะมีเวลา "ทบต้น" หลายสิบปี ทั้งในทางดีและทางเสีย
.
ถ้าคุณเริ่มธุรกิจตอนอายุ 20 และล้มเหลว คุณมีเวลาเริ่มใหม่ ถ้าคุณเริ่มตอนอายุ 50 และล้มเหลว คุณมีเวลาน้อยกว่า
.
ถ้าคุณติดหนี้บัตรเครดิตตอนอายุ 20 และปล่อยให้มันทบต้นไป 30 ปี มันจะกลายเป็นภูเขา ถ้าคุณติดหนี้ตอนอายุ 50 มันมีเวลาทบต้นน้อยกว่า
.
MJ บอกว่า "ถ้าคุณอายุต่ำกว่า 30 แรงม้าของทางเลือกอยู่ในจุดสูงสุด ถึงเวลาเหยียบคันเร่ง!"
.
เวลา = สินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด
.
ช่วงชีวิตของคุณ = เวลาอิสระ + เวลาบังคับ
.
เวลาอิสระ (Free Time) เวลาที่คุณใช้ทำอะไรก็ได้ที่ต้องการ ดูทีวี วิ่งออกกำลังกาย เล่นเกม นอน กินข้าว ท่องเที่ยว
.
เวลาบังคับ (Indentured Time) เวลาที่คุณใช้หาเงินและผลพวงของมัน ตื่นเช้า อาบน้ำ แต่งตัว ขับรถไปทำงาน ทำงาน 8 ชั่วโมง ขับรถกลับ "พักฟื้น" ในวันหยุด
.
เวลาบังคับไม่ใช่แค่ชั่วโมงที่ทำงาน แต่รวมถึงทุกอย่างที่ต้องทำเพราะงาน
.
เป้าหมายของ Fastlane คือ ลดเวลาบังคับให้น้อยที่สุด เพิ่มเวลาอิสระให้มากที่สุด
.
.
16. บัญญัติ CENTS กรอบการประเมินธุรกิจ Fastlane
.
MJ สร้างกรอบที่เรียกว่า CENTS เพื่อประเมินว่าธุรกิจมีศักยภาพ Fastlane หรือไม่ CENTS ย่อมาจากห้าบัญญัติ: Control, Entry, Need, Time และ Scale ธุรกิจที่ผ่านทั้งห้าบัญญัตินี้มีโอกาสสูงสุดในการสร้างความมั่งคั่งอย่างรวดเร็ว
.
หลักการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแยกแยะระหว่าง "ธุรกิจทั่วไป" (ที่อาจทำให้คุณรวยตอนแก่ หรือแค่พออยู่ได้) กับ "ธุรกิจ Fastlane" (ที่สร้างความมั่งคั่งระดับเปลี่ยนชีวิตได้ในระยะเวลาสั้นๆ) หากธุรกิจใดละเมิดกฎแม้แต่ข้อเดียว ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นและโอกาสในการมั่งคั่งจะลดลง
.
.
I. The Commandment of Control (บัญญัติแห่งการควบคุม)
.
"จงเป็นคนขับ อย่าเป็นคนโบกรถ" กฎข้อนี้เตือนให้ระวังการสร้างธุรกิจบนพื้นที่ของคนอื่น
.
คนขับ (Drivers) vs. คนโบกรถ (Hitchhikers)
.
คนขับ = คือผู้ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในระบบนิเวศของธุรกิจตัวเอง ควบคุมผลิตภัณฑ์ ราคา แผนการตลาด และรูปแบบรายได้ พวกเขาคือคนที่สร้างบริษัท MLM, ขายแฟรนไชส์, หรือเสนอโปรแกรม Affiliate
.
คนโบกรถ = คือคนที่เข้าร่วมระบบของคนอื่น เช่น เข้าร่วมทำ MLM, ซื้อแฟรนไชส์มาเปิด, หรือเป็นแค่คนทำ Affiliate Marketing ที่ต้องพึ่งพาสินค้าคนอื่น คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะ "คนขับ" สามารถเปลี่ยนกฎ เปลี่ยนค่าคอมมิชชั่น หรือแบนบัญชีของคุณเมื่อไหร่ก็ได้
.
หากคุณทำธุรกิจโดยพึ่งพา Google, YouTube, Amazon หรือ Facebook เพียงอย่างเดียว คุณกำลังละเมิดกฎข้อนี้ วันดีคืนดีหากอัลกอริทึมเปลี่ยน หรือกฎระเบียบแพลตฟอร์มเปลี่ยน รายได้คุณอาจหายวับไปในพริบตา
.
.
II. The Commandment of Entry (บัญญัติแห่งการเข้าสู่ตลาด)
.
"หากใครๆ ก็ทำได้ ธุรกิจนั้นมักไม่มีค่า" กฎข้อนี้วัดความยากง่ายในการเริ่มต้น (Barriers to Entry)
.
หากธุรกิจใดเริ่มต้นได้ง่ายๆ เพียงแค่กรอกใบสมัครออนไลน์ จ่ายค่าธรรมเนียมเล็กน้อย หรือซื้อชุดคิท (Kit) มาเริ่มทำ นั่นแปลว่าคู่แข่งของคุณคือ "ทุกคน" และเมื่ออุปทาน (Supply) ล้นตลาด การแข่งขันจะรุนแรงและตัดราคากันจนไม่เหลือกำไร
.
หากคุณเลือกทำในสิ่งที่เข้าถึงง่าย (เช่น เปิดบล็อกทั่วไป, ขายของออนไลน์แบบซื้อมาขายไปธรรมดา) คุณต้องเก่งระดับ "เทพ" หรือมีความพิเศษมากๆ ถึงจะรวยได้ (เปรียบเหมือนนักกีฬาอาชีพที่มีคนเล่นเป็นล้าน แต่รวยจริงแค่ไม่กี่คน)
.
แต่ถ้าคุณทำธุรกิจที่มีกำแพงกั้นสูง (ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง, เงินทุน, เทคโนโลยีซับซ้อน) คู่แข่งจะน้อย และคุณไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดก็สามารถรวยได้
.
.
III. The Commandment of Need (บัญญัติแห่งความต้องการ)
.
"เลิกตามล่าเงิน แล้วหันมาตามล่าปัญหา" นี่คือกฎที่สำคัญที่สุด ธุรกิจจำนวนมากล้มเหลวเพราะเจ้าของธุรกิจตั้งโจทย์จาก "ความต้องการของตัวเอง" (เช่น ฉันชอบทำขนม, ฉันอยากรวย, ฉันอยากเป็นนายตัวเอง) แทนที่จะมอง "ความต้องการของตลาด"
.
ตลาดไม่สนใจว่าคุณมีความฝันอะไร หรืออยากขับรถสปอร์ตแค่ไหน ตลาดสนใจแค่ว่า "คุณมีอะไรให้ฉัน?" ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จต้องแก้ปัญหา (Pain), เติมเต็มความต้องการ, หรือทำให้ลูกค้ารู้สึกดีขึ้น
.
เงินคือภาพสะท้อนของ "คุณค่า" ที่คุณส่งมอบ ยิ่งแก้ปัญหาให้คนจำนวนมากได้ (Scale) หรือแก้ปัญหาใหญ่ๆ ได้ (Magnitude) เงินก็จะไหลมาหาคุณเอง
.
.
IV. The Commandment of Time (บัญญัติแห่งเวลา)
.
"จงหย่าขาดจากความสัมพันธ์แบบ 'เวลาแลกเงิน'" กฎข้อนี้คือหัวใจของ Passive Income ธุรกิจต้องสามารถสร้างรายได้โดยที่คุณไม่ต้องลงแรงตลอดเวลา
.
ธุรกิจที่ดีต้องเป็นระบบ (System) ที่ทำงานแทนคุณได้ เปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้ ช่วงแรกต้องรดน้ำพรวนดินหนักมาก (Active) แต่เมื่อโตแล้ว มันจะออกดอกออกผลให้เก็บกินได้ตลอดไปโดยดูแลเพียงเล็กน้อย
.
ลองถามตัวเองว่า "ถ้าฉันหายตัวไป 1 เดือน ธุรกิจจะเจ๊งหรือโตขึ้น?" ถ้าเจ๊งหรือหยุดชะงัก แปลว่าคุณไม่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจ แต่คุณเป็นเจ้าของ "งาน" (Job)
.
ประเภทของต้นไม้เงิน = ระบบที่ช่วยทุ่นแรงเรื่องเวลาได้แก่
.
Rental Systems: อสังหาฯ, ลิขสิทธิ์, สิทธิบัตร
.
Computer/Software Systems: ซอฟต์แวร์, แอปพลิเคชัน, เว็บไซต์ (ทำงาน 24 ชม.)
.
Content Systems: หนังสือ, บล็อก, คอร์สออนไลน์ (สร้างครั้งเดียว ขายได้ล้านครั้ง)
.
Distribution Systems: แฟรนไชส์, เครือข่าย
.
Human Resource Systems: การจ้างคนเก่งๆ มาทำงานแทน (แต่มักจัดการยากสุด)
.
.
V. The Commandment of Scale (บัญญัติแห่งขนาด)
.
"ส่งผลกระทบต่อคนนับล้าน เพื่อสร้างเงินนับล้าน" กฎข้อนี้คือกุญแจสู่ความร่ำรวยระดับมหาศาล (Exponential Wealth)
.
รายได้ของคุณแปรผันตรงกับจำนวนชีวิตที่คุณส่งผลกระทบ คุณจะเป็นเศรษฐีไม่ได้เลยถ้าธุรกิจคุณจำกัดลูกค้าแค่คนในหมู่บ้าน
.
Scale มี 2 มิติ
.
A. Reach (การเข้าถึง) คุณเข้าถึงคนได้กี่คน?
.
ร้านแซนด์วิชในละแวก → หลักพัน
เว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ต → หลักล้านหรือหลายพันล้าน
.
B. Magnitude (ขนาดใหญ่) แต่ละ Transaction ใหญ่แค่ไหน?
.
แซนด์วิช $5 → Magnitude ต่ำ
อสังหาริมทรัพย์หลายล้าน → Magnitude สูง
.
ถ้าคุณมี Reach ต่ำ คุณต้องมี Magnitude สูง ถ้าคุณมี Magnitude ต่ำ คุณต้องมี Reach สูง
.
Local vs. Global = ร้านกาแฟ 1 สาขามีเพดานรายได้จำกัด (ผิดกฎ Scale) แต่ถ้าร้านกาแฟนั้นขายแฟรนไชส์ไปทั่วโลก หรือขายเมล็ดกาแฟออนไลน์ มันจะกลายเป็นธุรกิจ Fastlane ทันที เพราะขอบเขตลูกค้าขยายไปได้ไม่สิ้นสุด
.
Home Run = ธุรกิจ Fastlane ต้องออกแบบมาให้มีโอกาส "ตีโฮมรัน" (รวยเปรี้ยงปร้าง) ไม่ใช่แค่ตีลูกได้เรื่อยๆ (พออยู่พอกิน)
.
หากคุณต้องการเข้าสู่ Fastlane ให้ใช้ CENTS เป็นตัวกรองไอเดียธุรกิจ
.
Control ฉันคุมเกมเองทั้งหมดใช่ไหม?
Entry การเริ่มต้นมันยากพอที่จะกันคู่แข่งได้ไหม?
Need ตลาดต้องการสิ่งนี้จริงๆ ใช่ไหม?
Time มันจะทำเงินให้ฉันตอนนอนหลับได้ไหม?
Scale ฉันจะขายสิ่งนี้ให้คนเป็นล้านคนได้ไหม?
.
ถ้าคำตอบคือ "ใช่" ทุกข้อ คุณกำลังอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องสู่ความมั่งคั่งที่รวดเร็วครับ
.
.
============================
.
หลังจาก MJ ชวนคุณมานั่งคุยเรื่องความรวยกันทั้งวันจนคอแห้ง นี่คือสิ่งที่ MJ ทิ้งท้ายไว้ก่อนแยกย้ายครับ
.
หนึ่ง: Fastlane คือ "ชีวิต" ไม่ใช่แค่ "เส้นชัย" การเดินทางนี้คือชีวิตของคุณ ตราบใดที่ความฝันของคุณยังหายใจอยู่ แปลว่าคุณได้เริ่มใช้ชีวิตในฝันแล้ว ไม่ต้องรอให้ถึงปลายทางถึงจะมีความสุข
.
สอง: ระวังคำว่า "แต่..." (The "Buts")
.
"แต่... MJ ผมไม่มีเงิน"
"แต่... MJ ผมไม่มีเวลา"
"แต่... MJ เมียผมด่าเช้าด่าเย็น"
.
จำไว้เลยครับว่าคำว่า "แต่" (But) มันมีหน้าที่เดียว คือตรึง "ก้น" (Butt) ของคุณให้ติดหนึบอยู่กับโซฟา ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักที
.
มีทางอยู่สามทาง
.
ทางแรกใช้เงินเดือนชนเดือน สนุกวันนี้ พังพรุ่งนี้
.
ทางที่สองเก็บเงินสี่สิบปี หวังว่าจะไม่ตายก่อน
.
ทางที่สามสร้างธุรกิจ ทำงานหนักสองสามปี แล้วใช้ชีวิตที่เหลือทำอะไรก็ได้
.
คำถามเดียวที่เหลือคือคุณจะเลือกทางไหน
.
ซึ่งคำถามนี้ MJ ตอบไม่ได้ หนังสือตอบไม่ได้ มีคนเดียวที่ตอบได้คือคนที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่
.
หรือถ้าคุณเลือกไม่ได้ ก็เตรียมตัวสู่ Sidewalk ครับ วิวสวย เห็น Lamborghini คนอื่นขับผ่านได้ชัดเจนมาก
.
.
.
.
#SuccessStrategies

Pond Apiwat Atichat

Real Estate Rental Business , Creator , Writer , Law Student

Currently Studying Bachelor of Laws at Chulalongkorn University

First Class Honors in Bachelor of Arts at Ramkhamhaeng University

Previous
Previous

สรุปหนังสือ Company of One : บริษัทตัวคนเดียว เขียนโดย Paul Jarvis

Next
Next

สรุปหนังสือ How to Fail at Almost Everything and Still Win Big : ทำพังเกือบทุกสิ่ง แต่ดัน "WIN" ครั้งยิ่งใหญ่ (วิชาสะสมทักษะฉบับคนธรรมดา) เขียนโดย Scott Adams