สรุปหนังสือ Company of One : บริษัทตัวคนเดียว เขียนโดย Paul Jarvis

เรื่องราวมันเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2010 วันสุดท้ายของโอลิมปิกฤดูหนาวที่แวนคูเวอร์ ในขณะที่ชาวบ้านเขากำลังเฮฮาปาร์ตี้กันสุดเหวี่ยง
.
แต่ Paul Jarvis กับภรรยาที่ชื่อลิซ่า กลับกำลังขับรถตู้คันจิ๋วที่อัดแน่นไปด้วยข้าวของสัมภาระ มุ่งหน้าไปยังท่าเรือเฟอร์รี่ เพื่อหนีออกจากความวุ่นวายของเมืองใหญ่ พวกเขาเพิ่งขายคอนโดหรูใจกลางเมือง ทิ้งชีวิตที่ใครๆ ก็อิจฉา เพื่อย้ายไปอยู่เมือง Tofino
.
Tofino เป็นเมืองเล็กๆ ที่อยู่สุดขอบเกาะแวนคูเวอร์ ชนิดที่ว่าถ้าเดินเพลินๆ อาจจะตกขอบโลกได้ เมืองนี้มันบ้านนอกขนาดไหนน่ะเหรอ ก็ขนาดที่ว่าเป็นสถานที่ถ่ายทำรายการเรียลลิตี้โชว์ชื่อ "Alone" ที่ให้คนไปใช้ชีวิตเอาตัวรอดคนเดียวนั่นแหละ อินเทอร์เน็ตก็เต่าเรียกพี่ ประชากรมีแค่พวกนักเล่นเซิร์ฟ ฮิปปี้ และคนที่หนีทหารเกณฑ์มารวมตัวกัน
.
คุณอาจจะสงสัยว่า อ้าว แล้วตานี่จะทำงานยังไง ในเมื่อเขาเป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจออนไลน์และนักออกแบบเว็บที่ต้อง "ไฮเปอร์คอนเน็ค" กับโลกตลอดเวลา
.
คำตอบคือ เขาเบื่อครับ เขาเบื่อไอ้สิ่งที่เรียกว่า "วิถีธุรกิจแบบเดิมๆ" ที่สังคมพร่ำสอนเรามาตลอดว่า ต้องโตสิ ต้องขยายสิ ต้องรวยสิ เขาและภรรยาเลยตัดสินใจ "เท" ทุกอย่างเพื่อมารักษาประสาทแดกของตัวเอง โดยหวังว่าการมาอยู่ป่าอยู่เขาจะช่วยเยียวยาจิตใจได้
.
แต่ก็นั่นแหละครับ พอมาอยู่ในป่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือความเงียบ สงัดจนได้ยินเสียงความคิดตัวเอง ซึ่งสำหรับหลายคนมันน่ากลัวกว่าผีหลอกเสียอีก มีงานวิจัยบอกว่าคนเรายอมโดนไฟช็อตเล่นๆ ยังดีกว่าต้องนั่งเฉยๆ อยู่กับความคิดตัวเอง
.
แต่สำหรับ Paul การตัดสิ่งรบกวนออกไปทำให้เขาตกผลึกความคิดบางอย่างได้ นั่นคือ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เขาไม่ได้แค่สร้างธุรกิจ แต่เขากำลังสร้างสิ่งที่เรียกว่า "Company of One" โดยไม่รู้ตัว
.
.
============================
.
1. Company of One
.
ทีนี้เรามานิยามคำว่า "Company of One" กันให้ชัดๆ แบบไม่ใช้ข้อย่อยกันบ้าง จริงๆ แล้วมันไม่ได้แปลว่าคุณต้องทำงานคนเดียวหัวโด่เสมอไป คุณอาจจะมีลูกน้องก็ได้ มีทีมเล็กๆ ก็ได้ แต่หัวใจสำคัญคือ "กรอบความคิดที่ตั้งคำถามกับการเติบโต"
.
ธุรกิจแบบนี้จะต่อต้านการขยายตัวแบบไร้สติ ถ้าการขยายนั้นไม่ได้ทำให้ธุรกิจดีขึ้น หรือกำไรมากขึ้นจริงๆ พวกเขาจะไม่ทำ การแก้ปัญหาด้วยการ "อัดคนเพิ่ม" หรือ "อัดเงินเพิ่ม" เป็นวิธีที่คนขี้เกียจใช้กัน คนฉลาดเขาจะหาทางทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นโดยใช้ทรัพยากรเท่าเดิมต่างหาก
.
Paul ยกตัวอย่าง Tom Fishburne นักวาดการ์ตูนล้อเลียนการตลาดที่ชื่อ "Marketoonist" นายคนนี้จบฮาร์วาร์ด ทำงานบริษัทใหญ่โต แต่ใจรักการวาดรูป พอเริ่มมีคนชอบงานเขาเยอะขึ้น แทนที่เขาจะตั้งบริษัทเอเจนซี่จ้างนักวาดมาเป็นกองทัพ เขากลับเลือกที่จะทำคนเดียว (กับภรรยา) เพื่อที่เขาจะได้วาดรูปเองจริงๆ ไม่ใช่กลายเป็นผู้บริหารที่วันๆ เอาแต่ประชุม
.
การที่เขาเลือกจะไม่โต ทำให้เขามีอิสระ มีกำไรเหลือเฟือ และที่สำคัญคือได้ใช้ชีวิตอยู่กับลูกสาวในสตูดิโอหลังบ้าน นี่แหละคือความสำเร็จในนิยามของ Company of One
.
และที่น่าสนใจคือ แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดแค่เจ้าของกิจการ แม้แต่พนักงานบริษัทกินเงินเดือนก็เป็น Company of One ได้ เราเรียกคนพวกนี้ว่า "Intrapreneur" หรือผู้ประกอบการภายในองค์กร
.
คนพวกนี้คือคนที่บริษัทขาดไม่ได้ เพราะพวกเขามีความรับผิดชอบสูง คิดเองทำเองได้ ไม่ต้องรอใครมาสั่งซ้ายหันขวาหัน เหมือนเรื่องราวของ Dave Myers พนักงานบริษัท W.L. Gore ที่ว่างๆ ก็เอาสารเคลือบเสื้อกันฝนไปลองเคลือบสายกีตาร์ จนกลายเป็นสายกีตาร์ยี่ห้อ Elixir ที่ขายดิบขายดีไปทั่วโลก
.
หรือ ดร. Spencer Silver นักวิทยาศาสตร์ที่ 3M ที่พยายามกาวติดเครื่องบินแต่ดันได้กาวที่ติดไม่ค่อยแน่นมาแทน จนกลายเป็น Post-it Note ที่เราใช้แปะกันทั่วบ้านทั่วเมือง
.
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น Paul ได้แยกแยะคุณสมบัติ 4 ประการที่ Company of One ต้องมี ซึ่งถ้าคุณจำได้แม่น ชีวิตคุณจะง่ายขึ้นเยอะ
.
I. อย่างแรกคือ ความยืดหยุ่น (Resilience) ไม่ได้แปลว่าทนถึกอย่างเดียว แต่หมายถึงการล้มแล้วลุกให้ไว ปรับตัวเก่งเหมือนแมลงสาบที่รอดจากระเบิดนิวเคลียร์ได้
.
ยกตัวอย่าง Danielle LaPorte ผู้เขียนหนังสือขายดี เธอเคยโดนไล่ออกจากบริษัทที่ตัวเองก่อตั้งมากับมือ เพราะดันไปรับเงินทุนจากนักลงทุนที่อยากให้บริษัทโตเร็วๆ จนเสียตัวตน พอโดนเด้งออกมา เธอก็ไม่มัวแต่นั่งร้องไห้ เธอตั้งหลักใหม่ สร้างธุรกิจใหม่ที่ตัวเองควบคุมได้ 100% โดยไม่พึ่งเงินคนอื่น และกลับมาปังกว่าเดิม ความยืดหยุ่นนี้ต้องมาพร้อมกับ "การยอมรับความจริง" ไม่ใช่เพ้อฝันว่าเดี๋ยวโลกจะดีขึ้น และต้องมี "เป้าหมายที่ชัดเจน" ว่าทำไปเพื่ออะไร ไม่ใช่ทำเพื่อเงินอย่างเดียว
.
II. คุณสมบัติข้อที่สองคือ ความเป็นอิสระและอำนาจควบคุม (Autonomy and Control) ฟังดูดีใช่ไหม ใครๆ ก็อยากเป็นนายตัวเอง แต่ช้าก่อน ความอิสระจะกลายเป็นหายนะทันทีถ้าคุณ "กาก" ในสิ่งที่คุณทำ
.
Paul ย้ำนักย้ำหนาว่า คุณจะมีอิสระได้ก็ต่อเมื่อคุณมีความเชี่ยวชาญในทักษะหลักของคุณจนหาตัวจับยากเสียก่อน เหมือนกับ Tom นักวาดการ์ตูนที่ฝึกฝนฝีมือมาตั้งแต่เด็กจนเก่งเทพ หรือ Kaitlin Maud นักกลยุทธ์ดิจิทัลที่ยอมทำงานเป็นลูกจ้างเอเจนซี่อยู่นานเพื่อเก็บเกี่ยววิชาและคอนเนคชั่น ก่อนจะออกมาฉายเดี่ยว ถ้าคุณเพิ่งจบใหม่ ร้อนวิชา อยากออกมาเป็นนายตัวเองเลยโดยยังไม่มีของ ระวังจะไส้แห้งเอาง่ายๆ เพราะอิสระต้องแลกมาด้วยความรับผิดชอบที่สูงลิ่ว
.
III. ต่อมาคือเรื่องของ ความเร็ว (Speed) ในโลกของ Company of One ความเร็วไม่ได้แปลว่าต้องปั่นงานไฟแลบจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน แต่มันคือความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยนทิศทางเมื่อเจอปัญหา บริษัทใหญ่ๆ จะขยับตัวทีเหมือนเรือบรรทุกน้ำมัน ต้องประชุมแล้วประชุมอีกกว่าจะอนุมัติ แต่ Company of One เหมือนเรือสปีดโบ๊ท เห็นท่าไม่ดีก็หักเลี้ยวได้เลย
.
เขายกตัวอย่าง Stewart Butterfield ที่ทำเกมออนไลน์แล้วเจ๊ง แต่เห็นว่าระบบแชทในเกมมันเจ๋งดี เลยแกะออกมาทำเป็น Slack จนกลายเป็นแอพแชทหมื่นล้าน หรือเอาระบบแชร์รูปในเกมมาทำเป็น Flickr นี่คือตัวอย่างของการ "Pivot" หรือการเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็วโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่
.
IV. และคุณสมบัติสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ ความเรียบง่าย (Simplicity) เรื่องนี้สอนใจได้ดีด้วยตำนานการต่อสู้ระหว่าง Delicious กับ Pinboard เว็บไซต์
.
Delicious เคยเป็นเจ้าตลาด Social Bookmarking ที่ยิ่งใหญ่มาก ระดมทุนได้มหาศาล ฟีเจอร์เยอะแยะยุบยับ แต่สุดท้ายก็เจ๊งเพราะแบกค่าใช้จ่ายไม่ไหว โดนขายทอดตลาดไปมาจนเละเทะ
.
ในขณะที่ Pinboard ก่อตั้งโดยนาย Maciej Ceglowski ผู้ชายคนเดียวที่ทำเว็บหน้าตาบ้านๆ ฟีเจอร์น้อยๆ แต่เก็บตังค์ค่าสมาชิกรายปีถูกๆ เขาเน้นความเรียบง่าย ตัดทุกอย่างที่ไม่จำเป็นออก ไม่จ้างพนักงาน ไม่ขยายออฟฟิศ จนสุดท้าย Pinboard ที่บริหารโดยคนคนเดียว ก็มีเงินมากพอที่จะไป "ซื้อกิจการ" ของ Delicious คู่แข่งยักษ์ใหญ่ที่เคยเป็นตำนาน นี่คือชัยชนะของความเรียบง่ายที่ตบหน้าความซับซ้อนฉาดใหญ่
.
เมื่อเราเข้าใจคุณสมบัติพื้นฐานแล้ว ก็ต้องมาคุยเรื่องกับดักทางความคิดกันบ้าง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับคนทำธุรกิจคือ "ความอิจฉา" หรือที่โสกราตีสเรียกว่า "แผลในใจ"
.
เวลาเราเห็นคนอื่นทำธุรกิจแล้วรวยเอารวยเอา ขยายสาขาเป็นว่าเล่น เราจะเริ่มรู้สึกด้อยค่า เริ่มอยากทำตามเขา อยากโตแบบเขาบ้าง ทั้งที่จริงๆ แล้ว ธุรกิจของเราอาจจะกำลังทำกำไรดีอยู่แล้ว มีความสุขดีอยู่แล้ว แต่พอเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับสตาร์ทอัพยูนิคอร์น เรากลับรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว
.
Paul เตือนสติว่า เบื้องหน้าความสำเร็จอันหรูหราของคนอื่น อาจจะซ่อนหนี้สินก้อนโตหรือชีวิตครอบครัวที่พังทลายก็ได้ การตั้งเป้าหมายแบบ "Upper Bound" หรือเพดานจำกัด จึงเป็นเรื่องสำคัญ เช่น ตั้งเป้าว่าปีนี้จะเอากำไรแค่ 5 ล้านบาทพอ ถ้าได้ถึงแล้วก็หยุด ไม่ต้องตะบี้ตะบันหาเพิ่ม เอาเวลาไปใช้ชีวิตบ้าง แนวคิดนี้สวนทางกับทุนนิยมที่บอกว่าต้องโตแบบไร้ขีดจำกัด แต่มันดีต่อสุขภาพจิตและธุรกิจในระยะยาวมากกว่า
.
.
2. "Purpose" มาก่อน "Passion" อย่าเพิ่งรีบทำตามฝันถ้ายังไม่ตื่น
.
เรื่องที่คนทำธุรกิจมักจะเถียงกันคอแตก นั่นคือเรื่อง "เป้าหมาย (Purpose)" กับ "ความหลงใหล (Passion)" ครับ Paul บอกว่า การมีอิสระในการทำงานมันมาพร้อมกับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ (คุ้นๆ เหมือนคำคมลุงเบนในสไปเดอร์แมนเลยแฮะ) การจะเป็น Company of One ที่ประสบความสำเร็จได้ คุณต้องมี "Why" หรือเหตุผลในการดำรงอยู่ที่ชัดเจนก่อน ไม่ใช่แค่เขียนพันธกิจสวยหรูแปะไว้หน้าเว็บให้ดูเท่ๆ แต่มันคือเข็มทิศที่จะบอกว่าธุรกิจคุณจะเดินไปทางไหน จะปฏิบัติต่อลูกน้องยังไง หรือจะเลือกใช้วัตถุดิบอะไร
.
Paul ยกตัวอย่างแบรนด์เสื้อผ้าสายลุยอย่าง Patagonia ที่ก่อตั้งโดย Yvon Chouinard แบรนด์นี้เขาชัดเจนมากเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เขาไม่ได้แค่อยากขายเสื้อผ้าเอากำไร แต่เขาอยากให้คนซื้อเสื้อผ้าเขาไปใช้นานๆ ถึงขนาดเคยออกโฆษณาว่า "อย่าซื้อแจ็คเก็ตตัวนี้ (Don't buy this jacket)" เพื่อบอกให้คนซ่อมของเก่าใช้แทนถ้ายังใช้ได้อยู่ หรือสนับสนุนให้เอามารีไซเคิล
.
ผลลัพธ์คืออะไรครับ = แทนที่ยอดขายจะตก คนกลับแห่กันมาซื้อถล่มทลาย เพราะลูกค้ายุคนี้เขาฉลาด เขาไม่ได้ซื้อแค่สินค้า แต่เขาซื้อ "จุดยืน" และ "คุณค่า" ที่แบรนด์ยึดถือ
.
ทีนี้มาถึงจุดพีคที่ Paul ขอสวนกระแสคำคมไลฟ์โค้ชที่ชอบบอกว่า "จงทำตาม Passion ของคุณสิ แล้วคุณจะไม่รู้สึกว่าทำงานเลยสักวัน" Paul บอกว่าหยุดก่อนครับวัยรุ่น ใจเย็นๆ คำแนะนำแบบนี้มันอันตรายและไร้ความรับผิดชอบสิ้นดี ลองนึกภาพตามนะครับ มีงานวิจัยบอกว่านักศึกษาส่วนใหญ่มี Passion ในเรื่องดนตรี กีฬา และศิลปะ แต่ในโลกความเป็นจริง งานในสายพวกนี้มีรองรับแค่ 3% เท่านั้น ถ้าทุกคนแห่ไปทำตามฝันกันหมด คงมีคนไส้แห้งกันเกลื่อนถนน
.
Paul อ้างถึงแนวคิดของ Cal Newport ผู้เขียนหนังสือ "So Good They Can't Ignore You" ที่บอกว่า จริงๆ แล้ว Passion มันคือ "ผลพลอยได้" ของความเชี่ยวชาญ (Mastery) ต่างหาก คุณต้องเก่งในอะไรสักอย่างจนเทพก่อน แล้วความหลงใหลมันจะตามมาเองเมื่อคุณเห็นผลลัพธ์ของมัน
.
ตัว Paul เองก็เคยเจ็บมาเยอะ เขาเล่าว่าตอนหนุ่มๆ เขาเคยห้าวเป้ง อยากเป็นที่ปรึกษาธุรกิจทั้งที่ยังไม่มีประสบการณ์ แค่เพราะคิดว่ามันน่าสนุกกว่านั่งเขียนเว็บ ผลคือ... เงียบกริบ ไม่มีใครจ้างครับ
.
หรือตอนที่เขาอยากทำบริษัทซอฟต์แวร์ตามความฝัน ก็ทุ่มทุนสร้างไปตั้งเยอะโดยไม่ดูตาม้าตาเรือว่ามีคนอยากใช้ไหม สุดท้ายเจ๊งยับเยิน แต่สิ่งที่ทำให้เขารอดมาได้และมีกินมีใช้จนถึงทุกวันนี้ คือทักษะการออกแบบเว็บที่เขาฝึกฝนจนชำนาญต่างหาก
.
เขาไม่ได้เริ่มจากความรักในการเขียนโค้ดเลย แต่พอทำไปเรื่อยๆ จนเก่ง จนลูกค้าวิ่งเข้าหา เขาถึงเริ่มสนุกและรักมัน ดังนั้น กฎเหล็กข้อแรกของการเป็น Company of One คือ "เอาทักษะนำหน้า Passion" จงทำตัวเองให้มีประโยชน์ต่อคนอื่นก่อน แล้วเดี๋ยวเงินและความสุขจะตามมาเองครับ อย่าเพิ่งรีบเป็นศิลปินไส้แห้งถ้ายังไม่มีตังค์ซื้อข้าวกิน
.
.
3. บุคลิกภาพคืออาวุธลับ จงกล้าที่จะเป็น "ไอติมรสพิสตาชิโอ"
.
ในเมื่อเรามี Mindset ที่ถูกต้องแล้ว สิ่งต่อมาที่ต้องกำหนดให้ชัดคือ "บุคลิกภาพ (Personality)" ของธุรกิจครับ Paul สารภาพว่าตัวเองเป็นเด็กเนิร์ดที่เข้าสังคมไม่เก่ง พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เวลาไปงานปาร์ตี้ก็ทำตัวไม่ถูก สมัยก่อนเขาพยายามปกปิดความเนิร์ดนี้ไว้ภายใต้หน้ากากของ "ความเป็นมืออาชีพ" แบบที่โลกธุรกิจชอบทำกัน
.
แต่พอวันหนึ่งเขาลองเปิดเผยตัวตนจริงๆ ออกมา เป็นไอ้หนุ่มเนิร์ดขี้ตื่นเต้น ปรากฏว่า... ลูกค้ากลับชอบแฮะ! จากผลสำรวจลูกค้ากว่าหมื่นคน เหตุผลอันดับหนึ่งที่คนซื้อของจากเขาไม่ใช่เพราะสินค้าดีเลิศประเสริฐศรีอะไร แต่เป็นเพราะ "ตัวเขา" และ "บุคลิกของเขา" ต่างหาก
.
ในยุคที่สินค้าลอกเลียนแบบกันได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว สิ่งเดียวที่คู่แข่งก๊อปปี้ไปไม่ได้คือ "นิสัยและตัวตน" ของคุณครับ Paul เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ ว่า ธุรกิจส่วนใหญ่พยายามทำตัวเป็น "ไอศกรีมรสวานิลลา" คือรสชาติกลางๆ ที่ใครๆ ก็กินได้ ไม่เกลียด แต่ก็ไม่ได้รักจนคลั่งไคล้ มันปลอดภัยแต่น่าเบื่อ
.
แต่ Company of One ต้องกล้าที่จะเป็น "ไอศกรีมรสพิสตาชิโอ" ครับ คือถ้าคนชอบก็คือรักเลย ยอมจ่ายแพงแค่ไหนก็ซื้อ แต่ถ้าคนเกลียดก็คืออี๋แหวะ ไม่แตะเลย ซึ่งนั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องการ! เราไม่ได้ต้องการขายของให้คนทั้งโลก เราแค่ต้องการขายให้คนที่ "เก็ท" เราจริงๆ เท่านั้น
.
เรื่องนี้เชื่อมโยงไปถึงทฤษฎี "ความหลงใหล (Fascination)" ของ Sally Hogshead ที่บอกว่าการเป็นคนน่าเบื่อคือบาปมหันต์ในการทำธุรกิจ คุณต้องสร้างอารมณ์ร่วมให้ได้ ไม่ว่าจะรักหรือเกลียด เพราะความเฉยเมยคือความตาย
.
ลองดูตัวอย่าง "Marmite" แยมทาขนมปังของอังกฤษที่มีสโลแกนท้าทายโลกว่า "You either love it or hate it (ไม่รักก็เกลียดเลย)" เขาไม่แคร์คนที่เกลียด เพราะเขารู้ว่าคนที่รักจะรักจนถอนตัวไม่ขึ้นและเป็นลูกค้าชั้นดีตลอดไป
.
หรืออย่างกรณีของ "Just Mayo" มายองเนสไร้ไข่ที่ไปกระตุกหนวดเสืออย่าง Unilever จนโดนฟ้อง แถมโดนสมาคมผู้ผลิตไข่ไก่จ้างคนมาโจมตี แต่ยิ่งโดนตี กระแสก็ยิ่งดัง คนยิ่งแห่ไปซื้อเพราะอยากสนับสนุนมวยรองที่กล้าท้าชนยักษ์ใหญ่ นี่แหละคือพลังของ "การแบ่งขั้ว (Polarization)"
.
Paul แนะนำว่า อย่ากลัวที่จะแสดงจุดยืนครับ ถ้าคุณเกลียดอะไร หรือชอบอะไร ก็บอกไปตรงๆ การที่คุณแสดงจุดยืนชัดเจน มันจะทำหน้าที่เหมือนตะแกรงร่อนลูกค้าให้คุณโดยอัตโนมัติ คนที่คิดไม่เหมือนคุณจะเดินหนีไปเอง (ซึ่งดีแล้ว เพราะคนพวกนี้มักจะเป็นลูกค้าที่เรื่องเยอะและคุยยาก)
.
ส่วนคนที่คิดเหมือนคุณจะเดินเข้ามาหาและกลายเป็นสาวกที่จงรักภักดี เหมือนอย่างที่ Apple เคยทำโฆษณาปี 1984 ท้าทาย IBM ยักษ์ใหญ่ในตอนนั้น ประกาศตัวว่าเป็นขบถผู้ปลดปล่อยมนุษย์จากความซ้ำซากจำเจ โฆษณานั้นสร้างศัตรูเพียบ แต่ก็สร้างสาวก Apple ที่เหนียวแน่นมาจนถึงทุกวันนี้
.
.
4. ความเชื่อใจคือสกุลเงินใหม่ที่แพงกว่าบิทคอยน์
.
สำหรับเรื่องของ "ความเชื่อใจ (Trust)" ที่ Paul ยกให้เป็นอาวุธลับระดับมหาประลัยของธุรกิจขนาดเล็ก ในโลกที่บริษัทยักษ์ใหญ่พยายามใช้บอทตอบแชท หรือใช้ระบบตอบรับอัตโนมัติที่ชวนปวดประสาทจนต้องตะโกนใส่โทรศัพท์ว่า "ขอคุยกับคนโว้ย!" Company of One มีความได้เปรียบมหาศาลตรงที่เราเป็น "คน" จริงๆ ครับ
.
Paul บอกว่าในยุคนี้ การตลาดที่ดีที่สุดไม่ใช่การยิงโฆษณาถล่มทลาย แต่คือการสร้างความเชื่อใจที่วัดผลได้และจับต้องได้ ลองนึกภาพเวลาคุณเข้าร้านกาแฟเจ้าประจำแล้วบาริสต้าจำได้ว่าคุณชอบกินอเมริกาโน่ไม่หวาน แถมยังถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ความรู้สึกแบบนั้นแหละที่ AI ตัวไหนก็เลียนแบบไม่ได้ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ลูกค้าไม่หนีไปไหน แม้จะมีร้านเปิดใหม่โปรแรงแค่ไหนก็ตาม
.
Paul ย้ำนักย้ำหนาว่า "ความโปร่งใส (Transparency)" คือกุญแจดอกสำคัญ ถ้าธุรกิจคุณทำพลาด อย่าแถ อย่าเงียบ และอย่าโยนความผิดให้เด็กฝึกงาน
.
การออกมายอมรับความผิดแบบแมนๆ และบอกวิธีแก้ไขอย่างจริงใจ กลับจะยิ่งทำให้ลูกค้าประทับใจและเชื่อใจคุณมากขึ้นไปอีก มันเหมือนกับเพื่อนที่กล้าบอกเราตรงๆ ว่า "เฮ้ย วันนี้แต่งตัวพลาดนะ" เพื่อนแบบนี้แหละที่เราอยากคบยาวๆ
.
ในทางกลับกัน บริษัทที่พยายามสร้างภาพว่าตัวเองสมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติ มักจะจบไม่สวยเพราะคนดูออกว่าเฟค Paul แนะนำว่าเราต้องกล้าที่จะแสดง "รอยตำหนิ" หรือความเป็นมนุษย์ออกมาบ้าง เพราะมันทำให้เราเข้าถึงง่ายและน่าเชื่อถือกว่าภาพลักษณ์ที่ถูกขัดเกลามาจนเลี่ยน
.
นอกจากนี้ การสร้างระบบที่ "สเกลความเชื่อใจ" ได้ ไม่ใช่การใช้เทคโนโลยีมาแทนที่คน แต่คือการใช้เทคโนโลยีมาช่วยให้เราดูแลคนได้ดีขึ้นต่างหาก เช่น การใช้ระบบ CRM เพื่อจำวันเกิดลูกค้า ไม่ใช่เพื่อสแปมอีเมลขายของ แต่เพื่อส่งการ์ดอวยพรเขียนมือไปให้ หรือการใช้ Automation ช่วยทำงานซ้ำซาก เพื่อให้เรามีเวลาไปนั่งตอบคอมเมนต์ลูกค้าด้วยตัวเองจริงๆ
.
สรุปง่ายๆ คือ เทคโนโลยีมีไว้เพื่อซื้อเวลาให้เราได้เป็น "มนุษย์" กับลูกค้ามากขึ้น ไม่ใช่มีไว้เพื่อสร้างกำแพงกั้นเราออกจากพวกเขา ถ้าคุณทำได้แบบนี้ ลูกค้าจะรู้สึกว่าคุณไม่ใช่แค่พ่อค้าแม่ค้า แต่เป็น "พาร์ทเนอร์" ที่เขาไว้วางใจ และเมื่อนั้นแหละ คุณจะขายอะไรเขาก็ซื้อ เพราะเขาซื้อ "คุณ" ไปเรียบร้อยแล้ว
.
.
5. เริ่มให้เล็ก ล้มให้ไว แล้วลุกมาใหม่ให้เก่งกว่าเดิม
.
มาต่อกันที่เรื่องของการลงมือทำครับ Paul บอกว่าโรคยอดฮิตของคนอยากทำธุรกิจคือ "โรคเสพติดความสมบูรณ์แบบ" หรือ Perfectionism ที่มักจะมาคู่กับอาการ "เดี๋ยวค่อยทำ" เรามักจะคิดว่าสินค้าต้องเสร็จ 100% เว็บต้องสวยวิ้ง โลโก้ต้องจ้างดีไซเนอร์ระดับโลกมาก่อนถึงจะเปิดตัวได้
.
แต่ Paul ตบไหล่แล้วบอกว่า "ตื่นครับ!" ในโลกของ Company of One เราเน้นแนวคิด "Launch and Iterate" หรือ "ปล่อยของออกไปก่อน แล้วค่อยๆ แก้ไป" ครับ การรอให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบแปลว่าคุณกำลังเสียโอกาสที่จะได้เรียนรู้จากฟีดแบ็คจริงๆ ของลูกค้า เหมือนคุณซุ่มซ้อมร้องเพลงในห้องน้ำคนเดียวเป็นปี พอขึ้นเวทีจริงอาจจะตกม้าตายเพราะลืมรูดซิปกางเกงก็ได้ สู้ขึ้นเวทีเล็กๆ ไปร้องผิดร้องถูก ให้คนดูช่วยติชม แล้วค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ จะดีกว่าไหม?
.
Paul เสนอแนวคิดที่น่าสนใจมากอย่าง "Minimum Viable Profit (MVPr)" ซึ่งเป็นการอัพเกรดจากแนวคิด MVP (Minimum Viable Product) ของวงการสตาร์ทอัพที่เรารู้จักกันดี คือแทนที่จะแค่ทำสินค้าต้นแบบที่ "พอใช้ได้" ออกมา Paul บอกว่าให้ทำสินค้าที่ "พอทำกำไรได้" ออกมาเลยตั้งแต่วันแรก
.
ไม่ต้องรอระดมทุน ไม่ต้องรอขาดทุนสะสม 5 ปีเพื่อแลกกับมาร์เก็ตแชร์ แต่ให้เริ่มจากสเกลเล็กๆ ที่ต้นทุนต่ำที่สุด ขายให้คนกลุ่มเล็กๆ ก่อน ถ้ามันทำเงินได้จริง แม้จะแค่นิดหน่อย ก็แปลว่าธุรกิจนี้มีอนาคต แล้วค่อยขยายจากกำไรก้อนนั้น ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินใครมาเสี่ยง วิธีนี้จะทำให้คุณนอนหลับฝันดีทุกคืน ไม่ต้องสะดุ้งตื่นมาดูกราฟหุ้นหรือดอกเบี้ยธนาคาร
.
และที่สำคัญคือ "การทำซ้ำ (Iteration)" ครับ การปล่อยสินค้าออกมาแล้วไม่ใช่จบกัน แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการปรับปรุง คุณต้องเงี่ยหูฟังเสียงบ่น เสียงด่า และเสียงชมของลูกค้าให้ดี เพราะนั่นคือลายแทงขุมทรัพย์ที่จะบอกว่าคุณต้องไปทางไหนต่อ อย่าอีโก้สูงคิดว่าข้าแน่ สินค้าข้าดีที่สุดแล้ว ถ้าลูกค้าบอกว่าใช้ยาก ก็คือใช้ยาก จบข่าว หน้าที่ของคุณคือกลับไปแก้ให้มันใช้ง่ายขึ้น
.
การทำธุรกิจแบบ Company of One คือการวิ่งมาราธอนที่ต้องปรับท่าวิ่งไปเรื่อยๆ ตามสภาพถนน ไม่ใช่การวิ่งรวดเดียวจบ ดังนั้น อย่ากลัวที่จะปล่อยของที่ไม่เพอร์เฟกต์ (ในสายตาคุณ) ออกไป เพราะของธรรมดาๆ ที่อยู่ในมือลูกค้า ยังดีกว่าของเทพๆ ที่นอนนิ่งอยู่ในไฟล์คอมพิวเตอร์ของคุณแน่นอน
.
.
6. ความสัมพันธ์คือสินทรัพย์ที่ขโมยกันไม่ได้
.
ต่อด้วยเรื่องที่ฟังดูน้ำเน่าแต่จริงที่สุด นั่นคือ "ความสัมพันธ์ (Relationships)" ครับ Paul ย้ำว่าในขณะที่คู่แข่งของคุณกำลังบ้าคลั่งกับการหาลูกค้าใหม่ (Acquisition) สิ่งที่คุณควรโฟกัสให้ตายกันไปข้างคือการรักษาลูกค้าเก่า (Retention)
.
เพราะอะไรน่ะเหรอ? เพราะการหาลูกค้าใหม่มันเหนื่อยและแพงกว่าการดูแลคนเก่าตั้งหลายเท่าตัวน่ะสิครับ แถมคนเก่าที่รักเราแล้ว ยังพร้อมจะจ่ายเงินซ้ำๆ และช่วยบอกต่อเพื่อนฝูงให้ฟรีๆ อีกต่างหาก นี่มันระบบปั๊มเงินชัดๆ แต่หลายคนกลับมองข้าม ไปไล่ตามจีบคนใหม่แล้วทิ้งคนเก่าให้เหงาหงอย
.
Paul เล่าว่าพลังที่แท้จริงของ Company of One คือความสามารถในการสร้าง "Social Capital" หรือต้นทุนทางสังคมที่คุณสะสมไว้ผ่านการช่วยเหลือและให้คุณค่าแก่ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการสอนฟรี ให้คำปรึกษา หรือแค่เป็นผู้ฟังที่ดี
.
สิ่งเหล่านี้มันสะสมเหมือนแต้มบุญครับ วันหนึ่งที่คุณต้องการความช่วยเหลือ หรือต้องการขายของ แต้มบุญพวกนี้แหละจะทำงานของมัน คนจะแห่มาอุดหนุนคุณไม่ใช่เพราะสินค้าคุณดีที่สุดในโลก แต่เพราะเขา "อยากสนับสนุนคุณ" เขาอยากเห็นคุณได้ดี เพราะคุณเคยดีกับเขามาก่อน นี่คือความสัมพันธ์ที่เงินซื้อไม่ได้ และคู่แข่งเลียนแบบไม่ได้ ต่อให้คู่แข่งลดราคา ลูกค้าของคุณก็จะยังซื้อของคุณอยู่ดี เพราะเขาซื้อด้วย "ใจ" ไม่ใช่ด้วย "คุ้ม"
.
.
7. กองทัพหุ่นยนต์ ดีกว่ากองทัพพนักงาน (Scalable Systems)
.
ประเด็นนี้สำหรับคนชอบขยายทีม Paul บอกว่า สัญชาตญาณแรกของผู้ประกอบการส่วนใหญ่เวลางานยุ่งจนหัวหมุนคือ "ประกาศรับสมัครงาน"
.
เรามักคิดว่าการมีคนช่วยจะทำให้ชีวิตง่ายขึ้น แต่หารู้ไม่ว่า การจ้างคนเพิ่ม 1 คน ไม่ได้แปลว่างานจะลดลง แต่มันแปลว่าคุณจะมี "ภาระ" ในการบริหารจัดการเพิ่มขึ้นอีก 1 กอง ทั้งเรื่องประกันสังคม เรื่องดราม่าในออฟฟิศ เรื่องวันลาป่วย ลากิจ สารพัดสิ่งที่จะสูบพลังงานชีวิตคุณไปจนหมด แทนที่จะได้ทำงานที่รัก คุณกลับต้องกลายเป็นพี่เลี้ยงเด็กโข่งแทน
.
ทางออกของ Company of One คือการสร้าง "ระบบที่ขยายได้ (Scalable Systems)" ครับ แนวคิดนี้คือการใช้เทคโนโลยี, ซอฟต์แวร์, หรือกระบวนการอัตโนมัติ (Automation) มาทำงานซ้ำซากจำเจแทนคน
.
Paul เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า ถ้าคุณเปิดร้านตัดผม คุณต้องยืนตัดเอง 1 หัว ใช้เวลา 1 ชั่วโมง ได้เงิน 1 ครั้ง อันนี้คือระบบที่ "ขยายไม่ได้" เพราะถ้าอยากได้เงินเพิ่ม คุณต้องยืนตัดนานขึ้น หรือจ้างช่างเพิ่ม แต่ถ้าคุณ "ขายคอร์สสอนตัดผมออนไลน์" คุณอัดคลิปครั้งเดียว จะมีคนซื้อ 1 คน หรือ 1,000,000 คน คุณก็เหนื่อยเท่าเดิม คือเหนื่อยแค่ตอนอัดคลิป นี่แหละคือความหมายของ Scalable Systems ในยุคดิจิทัล
.
Paul ยกตัวอย่างธุรกิจของเขาเองที่ขายคอร์สออนไลน์ ชื่อว่า "Creative Class" เชื่อไหมว่าเขามีนักเรียนเป็นพันคน แต่เขาไม่มีพนักงานฝ่ายบริการลูกค้าเลยสักคนเดียว!
.
เขาทำได้ยังไง? เขาใช้ระบบตอบรับอัตโนมัติ ใช้ FAQ ที่ละเอียดถี่ยิบ และใช้บอทช่วยคัดกรองคำถามพื้นฐาน ทำให้วันหนึ่งเขาตอบอีเมลจริงๆ แค่ไม่กี่ฉบับเท่านั้น นี่คือการใช้ "กองทัพหุ่นยนต์" ทำงานแทน ซึ่งข้อดีคือน้องหุ่นยนต์เขาไม่บ่น ไม่ลาป่วย และทำงานได้ 24 ชั่วโมง การทำแบบนี้ทำให้ Paul สามารถรักษาขนาดธุรกิจให้เล็กจิ๋วได้ แต่รายได้กลับโตเอาๆ แบบไม่เกรงใจใคร
.
แต่ Paul ก็เตือนไว้นิดนึงว่า อย่าเพิ่งบ้าจี้ไปซื้อซอฟต์แวร์แพงๆ มาใช้ตั้งแต่เริ่มแรกนะครับ ให้เริ่มทำมือไปก่อน พอเริ่มจับทางถูกว่าขั้นตอนไหนมันซ้ำซาก ค่อยหาเครื่องมือมาทุ่นแรง ไม่งั้นคุณจะกลายเป็นทาสของเครื่องมือแทน
.
.
8. เป็นอาจารย์ ดีกว่าเป็นพ่อค้า (Teach Everything You Know)
.
มาต่อกันที่กลยุทธ์ไม้ตายข้อที่สอง ที่ฟังดูขัดแย้งกับตำราธุรกิจยุคเก่าแบบสุดขั้ว นั่นคือ "จงสอนทุกอย่างที่คุณรู้ (Teach Everything You Know)" ครับ ปกติแล้วบริษัททั่วไปมักจะหวงความรู้ยิ่งกว่างูจงอางหวงไข่ กลัวคู่แข่งจะก๊อปปี้สูตรลับ กลัวลูกค้าจะรู้ทันแล้วไปทำเอง แต่ Paul บอกว่า "คิดใหม่นะน้อง"
.
ในยุคนี้ที่ข้อมูลมันลอยเกลื่อนเน็ต การที่คุณพยายามปิดบังความรู้ มันทำให้คุณดู "ใจแคบ" และ "น่าสงสัย" แต่ถ้าคุณกล้าเปิดเผยสูตรความสำเร็จ กล้าสอนวิธีคิด วิธีทำงานของคุณให้โลกรับรู้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คุณจะกลายเป็น "ผู้เชี่ยวชาญ (Authority)" ในสายตาคนอื่นทันที
.
ลองนึกภาพเชฟชื่อดังที่เขียนหนังสือสอนสูตรอาหารละเอียดยิบ ถามว่าคนอ่านหนังสือแล้วจะเลิกไปกินที่ร้านเขาไหม? เปล่าเลย! คนยิ่งอยากไปกิน เพราะอยากรู้ว่ารสมือต้นตำรับมันเทพขนาดไหน หรือบางคนที่ลองทำตามแล้วเละไม่เป็นท่า ก็จะยิ่งซึ้งในฝีมือเชฟและยอมจ่ายแพงกว่าเดิมเพื่อให้ได้กินของจริง การสอนจึงไม่ใช่การไล่ลูกค้า แต่เป็นการ "สร้างความเชื่อใจ" ที่ทรงพลังที่สุด
.
Paul เองก็ใช้กลยุทธ์นี้ เขาเขียนบล็อกสอนเรื่องการทำธุรกิจ การออกแบบเว็บ แบบหมดเปลือก ผลลัพธ์คือลูกค้าที่เดินเข้ามาหาเขา
.
ไม่ได้มาถามว่า "คุณทำอะไรได้บ้าง?" แต่เดินมาพร้อมเงินในมือแล้วบอกว่า "ผมอ่านบทความคุณแล้วชอบวิธีคิดคุณมาก ช่วยมาทำให้ผมหน่อยได้ไหม เท่าไหร่ก็ยอม" เห็นไหมครับว่าสถานะมันเปลี่ยนไปเลย จากพ่อค้าที่ต้องง้อลูกค้า กลายเป็นอาจารย์ที่ลูกค้าต้องมาฝากตัวเป็นศิษย์
.
นอกจากนี้ การสอนยังเป็นการ "กรองลูกค้า" ชั้นดีอีกด้วย เพราะคนที่ชอบอ่านเนื้อหาของคุณ ชอบสไตล์การสอนของคุณ มักจะเป็นคนที่มีเคมีตรงกัน คุยกันรู้เรื่อง ส่วนพวกที่ไม่อ่าน หรือไม่ชอบสไตล์คุณ ก็จะเดินหนีไปเอง ซึ่งดีแล้ว! เราจะได้ไม่ต้องเสียเวลาคุยกับคนที่ไม่ใช่
.
การทำ Content Marketing แบบให้ความรู้ จึงเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกทั้งฝูง คือได้สร้างแบรนด์ ได้ความเชื่อใจ ได้ลูกค้าคุณภาพ และที่สำคัญคือ ได้ความภูมิใจที่ได้แบ่งปันสิ่งดีๆ ให้สังคมด้วย
.
.
9. จงเป็น "เป็ด" ที่บินได้ ว่ายน้ำเป็น และหาปลาเก่ง
.
เปิดตอนแรกด้วยการทลายความเชื่อเรื่อง "ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Specialization)" ครับ Paul บอกว่าระบบการศึกษาและองค์กรสอนให้เราเก่งแค่เรื่องเดียว เหมือนฟันเฟืองชิ้นเล็กๆ ในเครื่องจักรใหญ่ แต่พอคุณออกมาทำ Company of One คุณไม่มีแผนกบัญชี ไม่มีฝ่ายการตลาด ไม่มีแม่บ้าน คุณคือทุกแผนกที่ว่ามา!
.
ดังนั้น คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของผู้นำบริษัทจิ๋ว คือความสามารถในการเป็น "Generalist" หรือผู้รู้รอบด้านครับ
.
Paul ยกตัวอย่าง "ทักษะรูปตัวที (T-Shaped Skills)" ซึ่งหมายถึงการที่คุณมีความรู้กว้างๆ ในหลายเรื่อง (เส้นแนวนอนของตัว T) เช่น รู้เรื่องบัญชีเบื้องต้น รู้เรื่องการตลาดยุคใหม่ รู้กฎหมายนิดหน่อย พอเอาตัวรอดได้ และมีความรู้ลึกซึ้งในเรื่องที่เป็นทักษะหลักของคุณ (เส้นแนวตั้งของตัว T) เช่น การออกแบบ หรือการเขียนโค้ด
.
การเป็นเป็ดแบบนี้ไม่ได้แปลว่าคุณทำอะไรไม่เก่งสักอย่าง แต่แปลว่าคุณ "เชื่อมโยง" ทุกอย่างเข้าด้วยกันได้ คุณจะออกแบบเว็บได้ดีกว่าดีไซเนอร์ทั่วไป เพราะคุณเข้าใจการตลาดว่าต้องวางปุ่มตรงไหนคนถึงจะกด และเข้าใจโปรแกรมมิ่งว่าออกแบบแบบไหนโค้ดถึงจะไม่พัง
.
ลองดูตัวอย่างของ Hian เจ้าของแบรนด์กางเกงยีนส์สั่งตัดที่ชื่อ "Hiut Denim" สิครับ เขาไม่ได้แค่ตัดยีนส์เป็น แต่เขารู้เรื่องการเล่าเรื่อง (Storytelling) รู้เรื่องการสร้างแบรนด์ และรู้เรื่องการบริหารจัดการโรงงานขนาดเล็ก
.
เขาใช้ทักษะรอบด้านนี้ปลุกเมืองเก่าที่เคยเป็นเมืองผลิตยีนส์ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยไม่ต้องจ้างผู้บริหารแพงๆ มาช่วย ถ้าเขามัวแต่ก้มหน้าก้มตาเย็บผ้าอย่างเดียว ป่านนี้คงเป็นแค่ช่างเย็บผ้าธรรมดาๆ ไปแล้ว ไม่ใช่เจ้าของแบรนด์ระดับโลกแบบนี้
.
.
10. ความขัดแย้งของ "อิสระ" และ "วินัย"
.
มาต่อกันที่เรื่อง "จิตวิทยาของคนทำงานคนเดียว" ครับ คำว่า "อิสระ" มันหอมหวาน ใครๆ ก็อยากตื่นสาย อยากทำงานที่ไหนก็ได้ แต่ Paul เตือนสติแรงๆ ว่า "อิสระที่ไร้วินัย คือหายนะ" ครับ ในบริษัททั่วไป เรามีเจ้านายคอยจี้ มีเพื่อนร่วมงานคอยกดดัน แต่ใน Company of One เจ้านายคือคุณ ลูกน้องก็คือคุณ ถ้าคุณขี้เกียจ ก็ไม่มีใครไล่คุณออก... จนกว่าเงินในบัญชีจะหมดนั่นแหละครับ
.
Paul พูดถึงแนวคิดเรื่อง "Autonomy vs Guidance" (ความเป็นอิสระ vs การชี้แนะ) เขาบอกว่าคนที่เหมาะจะทำ Company of One ต้องมีทักษะในการ "บริหารจัดการตัวเอง (Self-Management)" ขั้นสูง คือต้องรู้ว่าวันนี้ต้องทำอะไรโดยไม่ต้องรอให้ใครมาสั่ง และที่สำคัญกว่านั้นคือ "ต้องรู้วิธีปฏิเสธ" ครับ
.
การเป็น Company of One หมายความว่าคุณจะมีโอกาสวิ่งเข้ามาหาเยอะมาก ทั้งงานโปรเจกต์ใหม่ ลูกค้าเจ้าใหม่ หรือคำชวนไปร่วมหุ้น ผู้นำที่เก่งต้องกล้าพูดว่า "ไม่" กับโอกาสที่ดี เพื่อเก็บแรงไว้ทำในสิ่งที่ "ดีที่สุด" เท่านั้น
.
มีเคสของ Sean D'Souza เจ้าของธุรกิจ Psychotactics ที่เขียนบทความสอนการตลาด เขาตั้งกฎเหล็กให้ตัวเองเลยว่า จะทำงานแค่ 9 เดือนต่อปี อีก 3 เดือนขอหยุดไปเที่ยวพักร้อนยาวๆ
.
ถามว่าเขาทำได้ไง? ก็เพราะเขามีวินัยในการวางแผนงานล่วงหน้าแบบเป๊ะๆ ไงครับ เขาไม่ได้ทำงานหามรุ่งหามค่ำ แต่เขาทำงานอย่างฉลาดและมีโฟกัส เขาใช้วินัยสร้างกรอบเวลาทำงาน เพื่อให้ได้อิสระในการใช้ชีวิตจริงๆ ไม่ใช่ลาออกมาเป็นนายตัวเองเพื่อทำงาน 24 ชั่วโมง
.
.
11. ความลับของการเป็น "Introvert" ผู้ยิ่งใหญ่
.
ข่าวดีสำหรับชาว Introvert หรือคนเก็บตัวครับ Paul บอกว่าจริงๆ แล้ว Introvert เหมาะกับการเป็นผู้นำ Company of One มากกว่า Extrovert เสียอีก! เอ้า งงล่ะสิ ปกติเรามักคิดว่านักธุรกิจต้องพูดเก่ง เข้าสังคมเก่ง แต่ Paul แย้งว่า ในการทำธุรกิจขนาดเล็ก ทักษะที่สำคัญกว่าการพูดคือ "การฟัง (Listening)" และ "การโฟกัส (Focus)" ซึ่งเป็นพรสวรรค์ของชาว Introvert เลยครับ
.
คนเก็บตัวมักจะใส่ใจรายละเอียด ช่างสังเกต และมีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นสูง ซึ่งนี่คือหัวใจของการดูแลลูกค้าแบบ "Company of One" เป๊ะๆ เราไม่ได้ต้องการผู้นำที่ยืนปราศรัยบนเวทีเพื่อปลุกใจพนักงานพันคน แต่เราต้องการคนที่นั่งตอบอีเมลลูกค้าด้วยความเข้าใจ คนที่สังเกตเห็นว่าลูกค้ากำลังมีปัญหาอะไรก่อนที่ลูกค้าจะบ่นด้วยซ้ำ
.
Paul เองก็ยอมรับว่าเขาเป็นคนโคตรจะเก็บตัว เขาเกลียดการประชุม เกลียดการปาร์ตี้ แต่เขากลับสร้างธุรกิจที่ลูกค้าโคตรรักได้ เพราะเขาใช้ "งานเขียน" และ "ผลงาน" เป็นตัวสื่อสารแทนการพูดคุย
.
นอกจากนี้ ชาว Introvert ยังเก่งเรื่องการทำงานลึก (Deep Work) คือการจดจ่ออยู่กับงานยากๆ ได้นานโดยไม่วอกแวก ในขณะที่คนอื่นมัวแต่เมาท์มอยหรือประชุมไร้สาระ ชาว Introvert สามารถสร้างระบบอัตโนมัติ สร้างสินค้าใหม่ หรือแก้บั๊กยากๆ ให้เสร็จได้ในเวลาอันสั้น
.
ดังนั้นถ้าคุณรู้ตัวว่าเป็นคนพูดไม่เก่ง ขี้อาย อย่าเพิ่งถอดใจครับ คุณมีอาวุธลับอยู่ในมือแล้ว แค่ต้องใช้มันให้ถูกทาง คือใช้ความเงียบสยบความเคลื่อนไหว ใช้ความใส่ใจเอาชนะความโวยวาย แล้วคุณจะเป็นผู้นำ Company of One ที่น่าเกรงขามที่สุด
.
.
12. เงินคนอื่น คือโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น
.
เรื่องที่สตาร์ทอัพทั่วโลกใฝ่ฝัน นั่นคือการ "ระดมทุน (Raising Capital)" ครับ เรามักจะเห็นข่าวพาดหัวว่าบริษัทนั้นได้เงินลงทุนร้อยล้านพันล้าน แล้วเราก็ร้อง "ว้าว เก่งจัง" แต่ Paul Jarvis เบรกเอี๊ยดแล้วบอกว่า "ช้าก่อน!" การรับเงินชาวบ้านมา (Venture Capital หรือ VC) มันไม่ได้สวยหรูเหมือนในหนังนะครับ
.
เพราะทันทีที่คุณรับเช็คใบนั้นมา คุณไม่ได้เป็นเจ้าของบริษัท 100% อีกต่อไป คุณจะมี "เจ้านาย" คนใหม่ที่ชื่อว่า "นักลงทุน" นั่งหน้าสลอนอยู่ในบอร์ดบริหาร และเจ้านายคนนี้มีเป้าหมายเดียวคือ "การเติบโตแบบก้าวกระโดด" เพื่อที่เขาจะได้ถอนทุนคืนพร้อมกำไรมหาศาล
.
เขาไม่สนหรอกว่าคุณจะอยากทำงานชิลๆ หรืออยากรักษาคุณภาพสินค้า เขาจะกดดันให้คุณจ้างคนเพิ่ม ขยายสาขา และทำทุกอย่างเพื่อให้กราฟมันพุ่งขึ้นฟ้า
.
Paul สนับสนุนแนวทาง "Bootstrapping" หรือการ "ปั้นดินให้เป็นดาวด้วยมือเปล่า" ครับ คือเริ่มจากเงินเก็บตัวเองเท่าที่มี หรือใช้กำไรจากธุรกิจมาหมุนเวียนลงทุนต่อ ข้อดีคือคุณโตช้าหน่อย แต่คุณ "โคตรจะมีอิสระ" ไม่มีใครมาสั่งให้คุณทำในสิ่งที่คุณไม่อยากทำ คุณจะอินดี้แค่ไหนก็ได้ จะหยุดงานไปเที่ยวเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะคุณเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองจริงๆ
.
ลองดูตัวอย่างบริษัท Basecamp ของ Jason Fried สิครับ พวกเขาปฏิเสธเงินลงทุนจาก VC มาตลอด เพื่อแลกกับการได้ทำซอฟต์แวร์ในแบบที่พวกเขาชอบจริงๆ ไม่ต้องแคร์ว่าตลาดหุ้นจะคิดยังไง ผลคือพวกเขามีกำไรมหาศาล มีความสุข และไม่ต้องประชุมเครียดๆ กับนักลงทุนหน้าเลือดเลยสักครั้ง การเป็น Company of One คือการเลือกที่จะ "รวยเงียบๆ" แต่มีความสุข ดีกว่า "รวยหวือหวา" แต่เป็นทาสในเรือนเบี้ยครับ
.
.
13. ความสำเร็จที่ต้องแลกด้วย "สติ" คือความล้มเหลว
.
มาต่อกันที่เรื่องที่คนยุคนี้เป็นกันเยอะ นั่นคือ "ภาวะหมดไฟ (Burnout)" ครับ Paul บอกว่าในวงการสตาร์ทอัพ เรามักจะเชิดชูวัฒนธรรม "Hustle" หรือการทำงานหนักถวายหัว ใครทำงาน 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์คือกีโร่ ใครนอนใต้โต๊ะทำงานคือคนทุ่มเท
.
แต่ Paul บอกว่า "บ้าหรือเปล่า!" นั่นมันการทำร้ายตัวเองชัดๆ การทำงานหนักเกินไปไม่ได้แปลว่างานจะออกมาดี แต่มันจะทำให้สมองคุณล้า ตัดสินใจผิดพลาด และสุดท้ายก็พังทั้งคนทั้งงาน
.
Paul เน้นย้ำเรื่อง "Sanity" หรือการรักษาสุขภาพจิตให้ปกติสุขครับ เขาบอกว่า Company of One ที่แท้จริงต้องรู้จักคำว่า "พอ" ในเรื่องเวลาทำงานด้วย คุณต้องกล้าที่จะปิดคอมพิวเตอร์เมื่อหมดเวลางาน กล้าที่จะไม่เช็คอีเมลวันเสาร์อาทิตย์ และกล้าที่จะบอกลูกค้าว่า "ตอนนี้ผมนอนแล้วครับ"
.
การพักผ่อนไม่ใช่รางวัลที่คุณจะได้หลังจากทำงานเสร็จ แต่มันคือ "ส่วนหนึ่งของงาน" ครับ เพราะถ้าคุณไม่พัก คุณจะไม่มีแรงมาทำงานสร้างสรรค์ได้เลย Paul ยกตัวอย่างตัวเขาเองที่เคร่งครัดเรื่องเวลามาก เขาทำงานแค่ช่วงเช้า บ่ายไปเดินป่า เล่นกับหนูแกสบี้ (อันนี้แอดเติมเอง แต่เขาเลี้ยงสัตว์จริงๆ นะ) เขาพิสูจน์ให้เห็นว่า การทำงานน้อยลงแต่โฟกัสมากขึ้น ได้ผลลัพธ์ดีกว่าการนั่งแช่หน้าคอมฯ ทั้งวันแต่สมองกลวงโบ๋
.
ปิดท้ายประเด็นนี้ด้วยเทคนิคการสร้าง "ขอบเขต (Boundaries)" ครับ ในยุคที่เทคโนโลยีทำให้เราทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา (Work from Anywhere) มันกลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้เรา "ไม่ได้หยุดงานเลยสักที่" (Work from Everywhere)
.
Paul เตือนสติพวก Digital Nomad หรือพวกชอบหอบงานไปทำริมทะเลว่า ระวังนะครับ การนั่งจิบมะพร้าวปั่นพร้อมตอบอีเมลลูกค้า มันดูเท่แค่ในรูปถ่าย แต่ในความเป็นจริง คุณจะไม่ได้ดื่มด่ำกับรสชาติมะพร้าวเลย และลูกค้าก็จะได้รับอีเมลที่เขียนแบบส่งๆ
.
ทางออกคือการขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนครับ ว่านี่คือ "เวลางาน" และนี่คือ "เวลาชีวิต"
.
Paul แนะนำให้แยกอุปกรณ์ทำงานกับอุปกรณ์ส่วนตัวออกจากกัน ถ้าเป็นไปได้ อย่าลงแอพแชทงานในมือถือส่วนตัว หรือถ้าต้องทำที่บ้าน ก็ให้จัดมุมทำงานเฉพาะทางไปเลย พอเดินออกจากมุมนั้นคือ "เลิกงาน" ห้ามคุยเรื่องงานอีก การทำแบบนี้จะช่วยให้สมองคุณได้ "Switch Off" หรือปิดสวิตช์จริงๆ เพื่อชาร์จพลังให้เต็มที่
.
Paul Jarvis กำลังตะโกนบอกเราว่า "อย่าขายวิญญาณให้ปีศาจ" ไม่ว่าปีศาจตนนั้นจะมาในคราบของ "เงินทุนก้อนโต" หรือ "ค่านิยมการทำงานหนัก" ก็ตาม จงเป็น Company of One ที่ยืนหยัดในอิสรภาพทางการเงิน (ด้วยการใช้เงินตัวเอง) และอิสรภาพทางเวลา (ด้วยการพักผ่อน)
.
เพราะสุดท้ายแล้วธุรกิจที่ประสบความสำเร็จที่สุด คือธุรกิจที่ทำให้เจ้าของ "มีความสุข" ไม่ใช่ธุรกิจที่ทำเงินได้มากที่สุดแต่เจ้าของต้องกินยาแก้เครียดแทนข้าวครับ
.
.
14. "สร้างเพื่ออยู่ (Build to Last)" ไม่ใช่ "สร้างเพื่อขาย (Build to Sell)"
.
Paul เปิดฉากด้วยการตบหน้าพวกนักลงทุนที่ชอบถามหา Exit Strategy ครับ
.
เขาบอกว่าความคิดที่อยากจะรีบๆ ปั้นธุรกิจให้โตเพื่อขายทิ้งแล้วเอาเงินก้อนโตไปนอนตีพุงนั้น มันเป็นความคิดที่ "ย้อนแย้ง" สิ้นดี ลองคิดดูนะครับ คุณทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างธุรกิจที่คุณรัก ปรับแต่งจนมันเข้าที่เข้าทาง ทำงานได้ดั่งใจ แล้วจู่ๆ คุณก็จะขายมันทิ้งเพื่อให้คนอื่นเอาไปปู้ยี่ปู้ยำ แล้วคุณก็นั่งเหงาพร้อมเงินกองโตงั้นเหรอ?
.
Paul เปรียบเทียบว่ามันเหมือนคุณสร้างบ้านในฝัน ตกแต่งจนสวยเป๊ะ แล้วก็ขายทิ้งเพื่อไปนอนโรงแรม มันไม่ได้ทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้นหรอกครับ
.
Company of One ยึดถือแนวคิดที่ว่า ถ้าธุรกิจมันดีจริง มันทำเงินได้เรื่อยๆ และมันให้ชีวิตที่คุณต้องการได้ ทำไมคุณถึงอยากจะเลิกทำมันล่ะ? สิ่งที่เราควรโฟกัสไม่ใช่ Exit Strategy แต่เป็น "Existence Strategy" หรือกลยุทธ์ที่จะทำยังไงให้ธุรกิจนี้อยู่รอดไปได้เรื่อยๆ โดยที่เราไม่เบื่อและไม่เหนื่อยตายไปซะก่อน
.
นี่คือเหตุผลที่เราคุยกันเรื่องการสร้างระบบในข้อก่อนๆ ไงครับ เพื่อให้ธุรกิจมันรันไปได้โดยไม่ต้องใช้แรงเราตลอดเวลา พอเราไม่ต้องทำงานหนักจนหลังขดหลังแข็ง เราก็จะมีแรงทำมันไปได้จนแก่เฒ่า การได้ตื่นมาทำงานที่เรารักทุกวันไปตลอดชีวิต ต่างหากคือรางวัลที่แท้จริง ไม่ใช่เช็คเงินสดใบเดียวแล้วจบกัน
.
Paul ยังเตือนสติพวกที่หวังรวยทางลัดด้วยการขายกิจการว่า สถิติมันโหดร้ายมากนะครับ สตาร์ทอัพส่วนใหญ่เจ๊งก่อนจะได้ขาย หรือถ้าขายได้ ก็มักจะโดนสัญญาผูกมัดให้ต้องทำงานเป็นลูกจ้างในบริษัทตัวเอง (Earn-out) ซึ่งนรกแตกกว่าเดิมอีก
.
สู้เราทำธุรกิจเล็กๆ ของเรา กินกำไรไปเรื่อยๆ สะสมความมั่งคั่งแบบน้ำซึมบ่อทราย สบายใจกว่าเยอะ ไม่ต้องลุ้นหวย ไม่ต้องเอาใจบอร์ดบริหาร เป็นราชาในอาณาจักรเล็กๆ ของเราเองดีที่สุด
.
.
15. อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว จงเป็น "มนุษย์เป็ดที่มีหลายขา"
.
มาต่อกันที่กลยุทธ์ความมั่นคงครับ ในเมื่อเรากะจะทำธุรกิจนี้ไปยาวๆ ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดคือ "ความไม่แน่นอน" Paul แนะนำให้ Company of One บริหารความเสี่ยงด้วยการทำตัวเป็น "Portfolio Career" หรือการมีรายได้หลายทางครับ
.
อย่าพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่แค่รายเดียว เพราะถ้าวันดีคืนดีเขาเลิกจ้าง คุณก็จบเห่ เหมือนลูกจ้างที่โดนไล่ออกนั่นแหละ การมีลูกค้า "เจ้าบุญทุ่ม" รายเดียว จริงๆ แล้วมันคือการมี "เจ้านาย" ในคราบลูกค้าครับ ซึ่งผิดคอนเซปต์อิสรภาพของเราเต็มๆ
.
ทางออกคือการกระจายความเสี่ยงครับ สร้างรายได้จากหลายๆ ทาง เช่น รับจ้างทำของ (Service) ส่วนหนึ่ง, ขายสินค้า (Product) ส่วนหนึ่ง, และขายความรู้ (Course/E-book) อีกส่วนหนึ่ง เหมือนโต๊ะที่มีหลายขา ถ้าขาไหนหักไป ขาที่เหลือก็ยังยันพื้นไว้ได้
.
Paul เองก็ทำแบบนี้ครับ เขาเขียนโปรแกรมขาย เขาเขียนหนังสือขาย และเขาก็มีคอร์สออนไลน์ขายด้วย ช่วงไหนงานจ้างเงียบ เขาก็ยังมีเงินจากค่าหนังสือ ช่วงไหนหนังสือขายไม่ออก ก็ยังมีเงินจากคอร์ส การทำแบบนี้ทำให้จิตใจเรามั่นคง ไม่ต้องจิตตกเวลารายได้ทางใดทางหนึ่งสะดุด
.
นอกจากเรื่องเงินแล้ว การทำงานหลายอย่างสลับกันไปมายังช่วยแก้เบื่อได้ดีชะมัด ลองนึกภาพว่าต้องเขียนโค้ดอย่างเดียว 365 วันคงอ้วกแตกพอดี แต่ถ้าเช้านี้เขียนโค้ด บ่ายไปอัดพอดแคสต์ พรุ่งนี้ไปสอนหนังสือ ชีวิตมันจะมีสีสันและมีความสดใหม่อยู่ตลอดเวลา
.
ความเป็น Generalist หรือมนุษย์เป็ด มันจะมาฉายแสงเจิดจรัสก็ตรงนี้แหละครับ ยิ่งคุณทำได้หลายอย่าง คุณยิ่งตายยาก และยิ่งสนุกกับชีวิตมากขึ้น
.
.
16. เกษียณทำไม ถ้างานคือความสุข?
.
ปิดท้ายด้วยการรื้อถอนความคิดเรื่อง "การเกษียณ (Retirement)" ครับ คนส่วนใหญ่มองการเกษียณว่าเป็นเส้นชัย คือทนทำงานที่เกลียดมา 40 ปี เพื่อจะได้หยุดพักตอนอายุ 60 แต่ Paul ถามกลับเจ็บๆ ว่า "แล้วจะทนทำไมตั้ง 40 ปี?"
.
ถ้าเราออกแบบ Company of One ให้เป็นงานที่เรารัก เป็นงานที่ยืดหยุ่น ทำเมื่อไหร่ก็ได้ หยุดเมื่อไหร่ก็ได้ เราจะยังอยากเกษียณอยู่ไหม?
.
แนวคิดของ Company of One คือการผสมผสาน "การเกษียณ" ลงไปในชีวิตประจำวันเลยครับ เราเรียกว่า "Mini-Retirement" คือทำงานไป พักไป ไม่ต้องรอแก่ คล้ายๆ กับที่ Paul ทำงาน 9 เดือน หยุด 3 เดือน หรือทำงาน 4 วัน หยุด 3 วัน การทำแบบนี้ทำให้เราได้ใช้ชีวิต "เดี๋ยวนี้" ไม่ต้องรอให้เข่าเสื่อมแล้วค่อยไปเที่ยวรอบโลก และที่สำคัญคือ มันทำให้ไฟในการทำงานไม่มอดดับ เพราะเราได้พักชาร์จแบตอยู่ตลอดเวลา
.
Paul ชี้ให้เห็นว่า หลายคนที่เกษียณไปจริงๆ กลับเฉาตาย หรือไม่ก็เบื่อจนต้องกลับมาหางานทำ เพราะมนุษย์เราต้องการ "เป้าหมาย" และ "คุณค่า" ในการตื่นนอนครับ
.
Company of One คือยานพาหนะที่จะพาเราไปสู่ชีวิตที่ไร้รอยต่อระหว่าง "งาน" และ "การเล่น" เมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกว่าการทำงานมันสนุกเหมือนการเล่นเกม เมื่อนั้นคำว่าเกษียณก็จะไม่มีความหมายอีกต่อไป คุณจะกลายเป็นคุณลุงคุณป้าที่ยังไฟแรง สร้างสรรค์ผลงานเจ๋งๆ ออกมาให้โลกดูได้จนลมหายใจสุดท้าย และนั่นแหละคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ทำงานครับ
.
หนังสือ "Company of One" คือยาถอนพิษที่จะล้างสารพิษแห่งความโลภและความบ้าคลั่งออกจากใจคุณ
.
ถ้าคำตอบเรื่องการทำงานของคุณคือ "เพื่อชีวิตที่มีความสุข" หนังสือเล่มนี้ก็ได้ทำหน้าที่ของมันสมบูรณ์แล้วครับ มีความสุขกับการสร้างอาณาจักรเล็กๆ ของตัวเอง อาณาจักรที่คุณเป็นราชา อาณาจักรที่ไม่มีใครมาไล่ที่ และอาณาจักรที่คำว่า "พอ" มีความหมายมากกว่าคำว่า "เพิ่ม" ครับ
.
.
.
.
#SuccessStrategies

Pond Apiwat Atichat

Real Estate Rental Business , Creator , Writer , Law Student

Currently Studying Bachelor of Laws at Chulalongkorn University

First Class Honors in Bachelor of Arts at Ramkhamhaeng University

Next
Next

สรุปหนังสือ The Millionaire Fastlane เขียนโดย MJ DeMarco