15 ข้อคิดจากหนังสือ Essentialism : ศิลปะแห่งการเลือกน้อยลงกว่า แต่ดีกว่า"

Essentialism คือหลักคิดที่แบ่งคนออกเป็นสองแบบ
.
Nonessentialist คิดว่าทุกอย่างสำคัญ พวกเขาตอบรับเกือบทุกคำขอ พยายามทำให้ทุกคนพอใจ จบวันด้วยความหมดแรง โดยไม่แน่ใจว่าทำอะไรสำคัญสำเร็จไปบ้าง
.
Essentialist เชื่อว่ามีสิ่งสำคัญน้อยมากในชีวิต พวกเขาปฏิเสธบ่อย เลือกอย่างจงใจ ทุ่มพลังงานหลักให้กับสิ่งที่สร้างความแตกต่างจริงๆ ส่วนเรื่องอื่นยอมปล่อย
.
ความแตกต่างนี้ดูเล็กน้อยในแต่ละวัน แต่สะสมกันจนกลายเป็นชีวิตคนละแบบในที่สุด
.
Greg McKeown สรุปวิถีของ Essentialist ไว้ในสามคำ "Less but Better" และแบ่งเส้นทางออกเป็นสามขั้น
.
Explore สำรวจเพื่อแยกของไม่กี่อย่างที่สำคัญออกจากของมากมายที่ไม่สำคัญ
.
Eliminate ตัดสิ่งไม่จำเป็นอย่างมีศิลปะ
.
Execute สร้างระบบให้การลงมือทำสิ่งสำคัญเป็นเรื่องไร้แรงเสียดทาน
.
.
======================
.
1. "ความสำเร็จ" และกับดักของคนเก่ง
.
McKeown เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "Paradox of Success" และมันคือกับดักที่คนเก่งติดบ่อยที่สุด มันทำงานเป็นสี่ขั้นตอนที่คาดเดาได้
.
ขั้นแรก คุณมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน และทำให้สำเร็จในสิ่งหนึ่ง
.
ขั้นที่สอง ความสำเร็จนั้นทำให้คุณกลายเป็น "go-to person" หรือคนที่ใครๆ ก็นึกถึงเสมอเมื่อต้องการคนทำอะไรสักอย่าง ทางเลือกและโอกาสไหลมาเทมา
.
ขั้นที่สาม ทางเลือกเหล่านั้นที่ดูเหมือนเป็นข้อดี จริงๆ แล้วคือ "ความต้องการที่กระชากเวลาและพลังงานของคุณไป" ทำให้คุณกระจายตัวเองบางลงเรื่อยๆ
.
และในขั้นที่สี่ คุณก็เริ่มเสียโฟกัสจากสิ่งที่เคยทำให้คุณยอดเยี่ยม นั่นคือความชัดเจนที่นำพาคุณมาสู่ความสำเร็จในตอนแรกนั่นเอง
.
McKeown อ้างถึง Jim Collins ในหนังสือ How the Mighty Fall ที่ศึกษาบริษัทซึ่งเคยเป็นที่รักของวอลล์สตรีท แต่ล่มสลายในเวลาต่อมา Collins พบว่าสาเหตุสำคัญคือ "the undisciplined pursuit of more" หรือการไล่ตามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยปราศจากวินัย เรื่องนี้เป็นจริงทั้งกับบริษัทและกับคนที่ทำงานในนั้น
.
สิ่งที่น่าสะเทือนใจที่สุดคือ ขั้นตอนที่ดูเหมือนเป็นรางวัล (มีโอกาสมากขึ้น) จริงๆ แล้วคือเมล็ดพันธุ์ของการล่มสลาย ตัวเขาเองก็เคยเจอกับมือมาแล้ว
.
ครั้งหนึ่งภรรยาของเขากำลังจะคลอดลูก แต่ลูกค้ากลับโทรนัดประชุม เขาตอบรับทั้งที่ในใจรู้ว่าควรอยู่ที่โรงพยาบาลกับภรรยา เขาขับรถไปประชุม ฝืนยิ้มกับลูกค้า แล้วค้นพบในภายหลังว่าจริงๆ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจากการประชุมนั้นเลย และนั่นคือบทเรียนที่เขาจดจำไว้ตลอดชีวิตว่า "หากผมไม่จัดลำดับชีวิตของตัวเอง คนอื่นจะจัดให้"
.
.
2. คำว่า "Priority" เป็นเอกพจน์มาตลอด 500 ปี ก่อนเราเปลี่ยนความจริง
.
ข้อนี้เป็นเกร็ดทางภาษาที่เปิดโลกอย่างแท้จริง คำว่า "priority" เข้าสู่ภาษาอังกฤษในช่วงปี 1400s แปลตามรากศัพท์คือ "the very first or prior thing" หรือสิ่งที่มาก่อนที่สุด สิ่งแรกสุด มันเป็นคำเอกพจน์ มีได้แค่หนึ่งเดียวเท่านั้น และอยู่ในรูปเอกพจน์เช่นนั้นมาตลอดห้าศตวรรษ
.
จนกระทั่งราวปี 1900s เราจึงเริ่มพูดว่า "priorities" หรือเปลี่ยนเป็นพหูพจน์ ราวกับว่าเราจะดัดความเป็นจริงด้วยการเปลี่ยนคำได้
.
McKeown เล่าถึงผู้บริหารคนหนึ่งที่บริษัทมี "Pri-1, Pri-2, Pri-3, Pri-4, Pri-5" ดูเหมือนทุกอย่างคือ priority แต่จริงๆ แล้วไม่มีอะไรเลยที่เป็น priority เพราะนิยามของคำนี้คือ "สิ่งที่มาก่อนสิ่งอื่นทั้งหมด"
.
ถ้าทุกอย่างเป็นสิ่งแรก ก็ไม่มีอะไรเป็นสิ่งแรกได้เลย เขาเชื่อมโยงเรื่องนี้กับสิ่งที่ Bronnie Ware พยาบาลชาวออสเตรเลียที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้บันทึกไว้ เธอจดความเสียใจที่ผู้ป่วยพูดถึงบ่อยที่สุด
.
และคำตอบอันดับหนึ่งคือ "ฉันอยากมีความกล้าที่จะใช้ชีวิตที่จริงต่อตัวเอง ไม่ใช่ชีวิตที่คนอื่นคาดหวัง" คนที่นอนรอความตายไม่ได้เสียใจที่ไม่ได้ตอบอีเมลให้ครบ หากแต่เสียใจที่ปล่อยให้คนอื่นเขียน priority ของชีวิตให้พวกเขา เพราะพวกเขามี "priorities" หลายอย่างจนไม่เหลือ priority แม้แต่อันเดียว
.
.
3. ทำไมคนทำงานหนักที่สุดอาจเป็นคนที่ไร้พลังอำนาจมากที่สุด
.
ในการทดลองคลาสสิกของ Martin Seligman และ Steve Maier นักวิจัยได้แบ่งสุนัขเยอรมันเชเพิร์ดออกเป็นสามกลุ่ม
.
กลุ่มแรกถูกช็อตไฟฟ้าแต่มีคันโยกหยุดได้
.
กลุ่มที่สองถูกช็อตและคันโยกใช้ไม่ได้ (ทำอะไรก็ไม่หยุด)
.
ส่วนกลุ่มที่สามไม่ถูกช็อตเลย
.
ต่อมาทุกกลุ่มถูกย้ายไปกล่องที่เพียงก้าวข้ามแผ่นกั้นเล็กๆ ก็หลบไฟได้ สุนัขกลุ่มแรกและกลุ่มที่สามเรียนรู้ที่จะกระโดดข้ามทันที ส่วนสุนัขกลุ่มที่สอง ซึ่งเป็นกลุ่มที่เคย "ทำอะไรก็ไม่ได้" กลับยืนรับช็อตเฉยๆ โดยไม่พยายามอะไรเลย พวกมันเรียนรู้สิ่งที่นักวิจัยเรียกว่า "learned helplessness"
.
McKeown ใช้การทดลองนี้ชี้ให้เห็นเรื่องที่พลิกสมมติฐานทั่วไป เขาบอกว่ามนุษย์ที่เรียนรู้ว่า "ฉันเลือกไม่ได้" จะตอบสนองในสองรูปแบบ บางคนเลือกที่จะ "ยอมแพ้" และหยุดพยายาม เหมือนเด็กที่เรียนคณิตศาสตร์ไม่เก่งแล้วเลิกพยายาม
.
อีกแบบหนึ่งที่คนมักมองข้ามคือการกลายเป็น "hyperactive" รับทุกโอกาส ทำทุกงาน เพราะพวกเขาไม่เชื่อว่าตัวเองมีทางเลือก พวกเขาคิดว่า "ฉันต้องทำทั้งหมด" สิ่งนี้ทำให้คนรอบข้างมองว่าพวกเขาทำงานหนักด้วยความเชื่อมั่นในตัวเอง แต่จริงๆ แล้วการบีบตัวเองให้ทำมากขึ้นเรื่อยๆ คือ "ม่านควันที่ปกปิดความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางเลือก" อยู่ภายใน
.
McKeown อ้างถึง William James ที่เขียนว่า "การกระทำที่เป็นเสรีภาพอย่างแรกของฉัน คือการเลือกที่จะเชื่อในเสรีภาพ" ความสามารถในการเลือกนั้นเป็นสิ่งที่ถูกพรากไปไม่ได้ มันถูกได้แค่ "ลืม" และทักษะแรกของ Essentialist ก็คือการ "ระลึก" ว่าเรามีสิทธิ์เลือกได้
.
.
4. Power Law : นักพัฒนาซอฟต์แวร์ระดับท็อปไม่ได้เก่งกว่าค่าเฉลี่ยแค่ 10 เท่า แต่เก่งกว่า 10,000 เท่า
.
หลายคนคุ้นเคยกับ Pareto Principle (กฎ 80/20) ที่ Vilfredo Pareto เสนอตั้งแต่ปี 1790s แต่ McKeown พาเราไปไกลกว่านั้น Joseph Juran หนึ่งในบิดาแห่งขบวนการคุณภาพ ได้ขยายแนวคิดนี้ในปี 1951 เรียกว่า "Law of the Vital Few" และนำไปทดลองในญี่ปุ่นซึ่งตอนนั้นมีชื่อเสียงเรื่องของถูกแต่คุณภาพต่ำ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือคำว่า "Made in Japan" เปลี่ยนความหมายไปอย่างสิ้นเชิง
.
แต่ที่สะเทือนใจกว่าคือสิ่งที่ Nathan Myhrvold อดีต CTO ของ Microsoft บอกกับ McKeown โดยตรงว่า "นักพัฒนาซอฟต์แวร์ระดับท็อปไม่ได้ productive กว่านักพัฒนาเฉลี่ย 10X หรือ 100X หรือ 1,000X
.
หากแต่เป็น 10,000X"
.
นี่ไม่ใช่กฎ 80/20 แล้ว แต่เป็น "power law" หรือความเชื่อมโยงระหว่างความพยายามกับผลลัพธ์ที่ไม่ได้เป็นเส้นตรง แต่เป็นเลขชี้กำลัง การลงทุนบางอย่างให้ผลตอบแทนแบบทวีคูณเหนือกว่าอย่างอื่นชนิดเทียบไม่ติด
.
นี่อธิบายว่าทำไม Warren Buffett ถึงเป็นเศรษฐีระดับโลก ทั้งที่ปรัชญาของเขาคือ "การลงทุนของเราเข้าใกล้ความเฉื่อยชา" Mary Buffett และ David Clark เขียนใน The Tao of Warren Buffett ว่า "Warren ตัดสินใจตั้งแต่ต้นอาชีพว่าเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะตัดสินใจลงทุนถูกหลายร้อยครั้ง เขาจึงลงทุนเฉพาะธุรกิจที่เขามั่นใจสุดๆ และเดิมพันหนัก เขาเป็นหนี้ 90% ของความมั่งคั่งจากการลงทุนเพียง 10 ครั้ง"
.
John Maxwell สรุปได้สั้นๆว่า "คุณไม่สามารถประเมินความไม่สำคัญของแทบทุกอย่างต่ำเกินไปได้" สิ่งที่เป็น "ของดี" ในชีวิตเรามีล้นเหลือ ส่วนของที่เป็น "ของยอดเยี่ยม" กลับมีน้อยมาก และความแตกต่างระหว่างสองอย่างนี้คือเลขชี้กำลัง ไม่ใช่เลขเส้นตรง
.
.
5. คำถามที่ถูกต้องไม่ใช่ "How can I have it all?" แต่คือ "Which problem do I want?"
.
Nonessentialist มักจะถามว่า "ฉันจะทำทุกอย่างให้สำเร็จได้อย่างไร?" ราวกับว่าทางออกคือการบีบทุกอย่างเข้าตารางเวลา ขณะที่ Essentialist ยอมรับว่าทุกการเลือกคือการแลก (Trade-off) เพราะทุกการตอบรับสิ่งหนึ่งคือการตอบปฏิเสธสิ่งอื่นไปด้วย
.
คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่ว่าจะหลีกเลี่ยงการแลกได้อย่างไร หากคือ "ฉันอยากแก้ปัญหาแบบไหน?"
.
McKeown เล่าเรื่อง Southwest Airlines ที่ Herb Kelleher ผู้ก่อตั้ง เลือกอย่างเด็ดขาดที่จะจำกัดบริการให้แคบ คือบินเฉพาะเส้นทางสั้น ไม่มีอาหารฟรี ไม่มีชั้นหนึ่ง ไม่จองที่นั่ง ทุกครั้งที่มีคนเสนอให้ "ขยายเล็กน้อย" Kelleher ปฏิเสธทันที เขาบอกว่า "เราจงใจไม่เป็นทุกอย่างให้กับทุกคน เราจงใจจำกัดสิ่งที่เราทำ"
.
ในปีที่สายการบินอื่นเจ๊งกันเป็นแถว Southwest กลับทำกำไรต่อเนื่อง มีนักวิเคราะห์คนหนึ่งบอกว่า "Southwest ไม่ใช่แค่สายการบินที่ดีกว่า มันเป็นสายการบินคนละสายพันธุ์เลยต่างหาก"
.
David Sedaris เคยเล่าเกร็ดที่เขาได้ยินจากคลาสบริหารระหว่างเดินป่าในออสเตรเลียว่า "ลองนึกถึงเตาแก๊สสี่หัว หัวหนึ่งคือครอบครัว หัวหนึ่งคือเพื่อน หัวหนึ่งคือสุขภาพ หัวหนึ่งคืองาน เพื่อจะประสบความสำเร็จ คุณต้องดับหัวเตาหนึ่งหัว และเพื่อจะประสบความสำเร็จมากๆ คุณต้องดับสองหัว"
.
McKeown ไม่ได้สนับสนุนว่าต้องเลือกแบบนั้นเสมอไป แต่เขาบอกว่าเราต้องพร้อมที่จะถามคำถามนี้ในยามที่ต้องตัดสินใจ เมื่อเผชิญทางเลือกที่หนึ่งให้ความสำคัญกับครอบครัว และอีกทางหนึ่งให้ความสำคัญกับงาน
.
Essentialist จะไม่ถามว่า "ฉันต้องเสียอะไร?" หากถามว่า "ฉันอยากทุ่มสุดตัวกับอะไร?" ความแตกต่างเล็กๆ ในการตั้งคำถามนี้ ทำให้คุณเป็นเจ้าของชีวิตของตัวเอง แทนที่จะเป็นคนที่ต้องคอยชดใช้ผลของการเลือก
.
.
6. Escape คือความจำเป็นเชิงกลยุทธ์
.
Frank O'Brien CEO บริษัท Conversations ในนิวยอร์ก จัดประชุมที่แปลกประหลาดมาก ทุกวันจันทร์แรกของเดือน พนักงานทั้ง 50 คนจะมารวมตัวกันทั้งวัน ห้ามใช้โทรศัพท์ ห้ามอีเมล และไม่มีวาระประชุมใดๆ จุดประสงค์คือเพื่อ "หนีไปคิด" และเขาจัดในวันจันทร์โดยเจตนา ไม่ใช่วันศุกร์ที่คนหย่อนยานอยู่แล้ว
.
เขาบอกว่า "ผมคิดว่ามันสำคัญที่จะกันเวลาเพื่อหายใจ มองรอบๆ และคิด คุณต้องการความชัดเจนระดับนั้นเพื่อจะนวัตกรรมและเติบโตได้" ที่น่าสนใจคือเขาใช้การประชุมนี้เป็นเครื่องวัดด้วย "ถ้าใครมาประชุมไม่ได้เพราะมีงานเยอะเกินไป นั่นบอกผมว่าเรากำลังทำอะไรไม่มีประสิทธิภาพ หรือเราต้องจ้างคนเพิ่ม"
.
McKeown เองตอนเขียนหนังสือเล่มนี้ ก็บล็อกเวลา 5:00 ถึง 13:00 ทุกวัน ห้าวันต่อสัปดาห์ ไม่มีอีเมล ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีนัดใดๆ เขาตั้ง email autoresponder ว่า "in monk mode" จนกว่าหนังสือจะเสร็จ
.
ซึ่งคล้ายกับ Isaac Newton ที่ใช้เวลาสองปีเขียน Principia Mathematica ในสภาพแทบจะกักตัวเอง เมื่อมีคนถามว่าค้นพบกฎแรงโน้มถ่วงสากลได้อย่างไร เขาตอบสั้นๆ ว่า "By thinking on it continually" หรือคิดแบบไม่หยุด ซึ่งหมายความว่าคิดแบบเฉพาะเจาะจง หรือเกือบจะเฉพาะเจาะจงเลยทีเดียว
.
Jeff Weiner CEO ของ LinkedIn จัดสรรเวลาว่างไว้ในปฏิทินถึงวันละ 2 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็นช่วงละ 30 นาที และไม่กำหนดว่าจะทำอะไรเลย ในตอนแรกเขารู้สึกว่ามันคือการตามใจตัวเอง แต่ภายหลังเขาบอกว่ามันคือ "เครื่องมือเพิ่มผลิตภาพที่ทรงคุณค่าที่สุดที่เขามี" เขาเล่าให้ McKeown ฟังถึงวันหนึ่งที่ประชุมต่อเนื่องตั้งแต่ตี 5 ถึงสามทุ่ม "ผมจำได้ว่ารู้สึกหงุดหงิดแค่ไหนเมื่อรู้ว่าผมไม่ได้เป็นเจ้าของตารางวันนั้น มันเป็นเจ้าของผมต่างหาก"
.
ผู้นำที่ Twitter ครั้งหนึ่งถาม McKeown ว่า "คุณยังจำได้ไหมว่าความรู้สึกเบื่อเป็นอย่างไร? มันไม่เกิดขึ้นอีกแล้วในยุคนี้" ในยุคที่ทุกช่วงเวลาว่างถูกเติมเต็มด้วยมือถือ เราจึงสูญเสียพื้นที่ที่เคยใช้คิดและประมวลผลไปอย่างเงียบเชียบ
.
.
7. การนอนคือ "การปกป้องสินทรัพย์"
.
Geoff เป็นผู้บริหารระดับโลกในสายไมโครไฟแนนซ์ที่ช่วยครอบครัวยากจนกว่า 12 ล้านครอบครัวทั่วโลก เขาเป็น Ernst & Young Entrepreneur of the Year เป็น Young Global Leader ของ World Economic Forum และเป็นนักไตรกีฬา อายุ 36 ปี และนอนเฉลี่ยคืนละ 4-6 ชั่วโมงในขณะที่บินบ่อยมาก
.
วันหนึ่งเขาตื่นกลางดึกราวกับมีระเบิดในหัว ตัวสั่นเทาเหงื่อแตก ต่อมาอวัยวะของเขาเริ่มปิดตัวที่ละอย่าง หัวใจเต้นผิดจังหวะ ยืนตรงไม่ได้ ต้องปั่นอาหารเพราะย่อยไม่ได้ ความดันต่ำจนเป็นลม
.
หมอให้ทางเลือกสองอย่าง คือกินยาตลอดชีวิต หรือ "ตัดทุกอย่าง" ออกจากชีวิตหนึ่งถึงสองปีเพื่อรักษา เขาคิดว่าจะใช้เวลาแค่สองเดือนเหมือนรักษาข้อเท้าแพลง แต่พอลาพักจริงๆ เขากลับนอนวันละ 14 ชั่วโมง และทำอะไรไม่ได้เลยเป็นเวลาหกสัปดาห์
.
บทเรียนที่เขาแบ่งปันในงาน Young Global Leaders ที่แทนซาเนียคือสามคำว่า "Protect the asset" หรือปกป้องสินทรัพย์ของคุณ
.
ใน Ericsson's famous study of violinists ที่ Malcolm Gladwell ทำให้ดังในชื่อ "10,000-Hour Rule" ทุกคนรู้แค่ส่วนแรกว่านักไวโอลินที่เก่งที่สุดฝึกซ้อมมากที่สุด
.
แต่สิ่งที่คนไม่ค่อยรู้คือ "ปัจจัยที่สำคัญเป็นอันดับสองที่แยกนักไวโอลินที่ดีที่สุดออกจากที่เก่งดีคือการนอน" นักไวโอลินระดับท็อปนอนเฉลี่ย 8.6 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งมากกว่าคนอเมริกันเฉลี่ยถึงหนึ่งชั่วโมง และยังนอนกลางวันเฉลี่ย 2.8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
.
Charles Czeisler ศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์การนอนของ Harvard เปรียบเทียบการอดนอนกับการดื่มเหล้ามากเกินไป โดยทั้งสองอย่างทำให้สมรรถภาพลดลงเทียบเท่ากัน
.
Jeff Bezos บอกว่า "ผมตื่นตัวกว่า คิดได้ชัดกว่า รู้สึกดีกว่าทั้งวันถ้าได้นอน 8 ชั่วโมง" Mark Andreessen ผู้ร่วมก่อตั้ง Netscape เสริมว่า "เจ็ดชั่วโมงก็เริ่มเสื่อม หกคือต่ำกว่าที่ดีที่สุด ห้าคือปัญหาใหญ่ สี่หมายความว่าผมเป็นซอมบี้" Bill Clinton เคยกล่าวว่า "ความผิดพลาดใหญ่ๆ ทุกครั้งในชีวิตของผม เกิดขึ้นเพราะการอดนอน" Geoff ผู้ผ่านวิกฤตชีวิตมาแล้ว กล่าวประโยคที่น่าฟังให้กับนักทำงานหนักว่า "ถ้าคุณคิดว่าตัวเองแข็งแกร่งพอจะทำอะไรก็ได้ ผมมีความท้าทายให้ ถ้าคุณอยากทำอะไรที่ยากจริงๆ ลองปฏิเสธโอกาสเพื่อจะได้งีบดูสิ"
.
.
8. กฎ 90 เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ใช่ "ใช่ที่ชัดเจน" ก็คือ "ไม่"
.
Derek Sivers เคยเขียนบทความชื่อ "No More Yes. It's Either HELL YEAH! Or No" ซึ่งสรุปหลักการ Essentialist อย่างกระชับที่สุด ถ้าคุณไม่รู้สึก "ใช่เต็มร้อย" ก็แสดงว่า "ไม่"
.
McKeown แปลงหลักการนี้เป็นเครื่องมือที่ใช้ได้จริง คือกฎ 90 เปอร์เซ็นต์ เมื่อต้องประเมินทางเลือก ให้คะแนนระหว่าง 0 ถึง 100 ตามเกณฑ์สำคัญที่สุด ถ้าคะแนนต่ำกว่า 90 ให้เปลี่ยนเป็น 0 อัตโนมัติ และปฏิเสธไปเลย
.
ลองนึกภาพดูว่าถ้าคุณสอบได้ 65 คุณรู้สึกอย่างไร? แล้วทำไมคุณถึงเลือกชีวิตที่ทำให้รู้สึกแบบนั้นในการตัดสินใจครั้งสำคัญ?
.
McKeown เล่าประสบการณ์เลือกผู้สมัครเข้าคลาส "Design Your Life, Essentially" ที่ Stanford ว่าเขาต้องเลือกจากเกือบ 100 คนให้เหลือ 24 คน เกณฑ์เริ่มต้นชัดเจน คือคะแนน 9 และ 10 รับ ต่ำกว่า 7 ปฏิเสธ แต่งานหินคือคนที่ได้ 7 และ 8 ที่ดูเหมือนดีพอ เขาตระหนักในที่สุดว่าถ้าใครเป็นแค่ "ดีพอ" คำตอบควรเป็น "ไม่" และมันคือการปลดปล่อยอย่างแท้จริง
.
Mark Adams กรรมการผู้จัดการของ Vitsoe บริษัทเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตชั้นวางรุ่นเดียว (606 Universal Shelving System ออกแบบโดย Dieter Rams) มาตลอด 27 ปี ใช้กระบวนการคัดเลือกพนักงานที่เข้มข้นมาก
.
เริ่มจากสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เพื่อตัดภาพลักษณ์ภายนอกออก แล้วให้ผู้สมัครมาทำงานหนึ่งวันกับทีม จากนั้นทีมจะตอบแบบสอบถามคำถามที่ผิดปกติ ได้แก่ "เขาจะรักการทำงานที่นี่ไหม?" และ "เราจะรักการทำงานกับเขาไหม?"
.
ครั้งหนึ่งมีผู้สมัครที่ติดตั้งชั้นวางได้ดีเยี่ยมตลอดวัน แต่ตอนเก็บเครื่องมือ เขาโยนลงกล่องแล้วปิดฝาด้วยความไม่ใส่ใจ ทีมจึงปฏิเสธเขาทันที เพราะ "ถ้าไม่ใช่ใช่ที่ชัดเจน ก็คือไม่ที่ชัดเจน" รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นี้บอกอะไรได้มากกว่าที่คิด
.
อีกวิธีคิดของ Essentialist คือสิ่งที่ McKeown เรียกว่า "Best slice of pizza in Brooklyn" แทนที่จะค้น "good restaurant in New York" เปรียบเทียบเหมือน Google search การถามว่า "อาชีพที่ดี" จะคืนผลลัพธ์ล้านอย่าง แต่การถามว่า "ฉันหลงใหลกับอะไรอย่างลึกซึ้ง? อะไรใช้ความสามารถของฉันได้เต็มที่? อะไรตอบสนองความต้องการสำคัญในโลก?" จะให้คำตอบที่แคบลง แต่ตรงเป้ามากขึ้นอย่างมหาศาล
.
.
9. Essential Intent: 1 การตัดสินใจที่ทำให้ 1,000 การตัดสินใจในอนาคตชัดเจน
.
McKeown ทดลองให้ผู้อ่านจับคู่บริษัทกับ mission statement สามอัน ได้แก่
.
"Profitable growth through superior customer service, innovation, quality, and commitment" / "To be the leader in every market we serve to the benefit of our customers and our shareholders" / "The Company's primary objective is to maximize long-term stockholder value, while adhering to the laws of the jurisdictions in which it operates"
.
สามบริษัทคือ AGCO (เครื่องจักรการเกษตร), Dover Corporation (รถขยะและเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ต), และ Dean Foods (นมและอาหาร)
.
ส่วนใหญ่จับคู่ไม่ถูก เพราะ mission statement เหล่านี้คลุมเครือเกินไปจนแยกไม่ออกเลย
.
McKeown จึงเสนอแนวคิด "Essential Intent" ที่เป็นทั้ง "inspirational AND concrete, meaningful AND measurable" หากทำได้ถูกต้อง มันคือ "การตัดสินใจหนึ่งครั้งที่จัดการการตัดสินใจอีกพันครั้ง" เปรียบเหมือนการเลือกเป็นหมอแทนทนาย การเลือกเชิงกลยุทธ์ครั้งเดียวลบจักรวาลตัวเลือกอื่นออกไป และจัดเส้นทาง 5, 10, 20 ปีข้างหน้าให้ชัดเจน
.
ตัวอย่างคือ Martha Lane Fox เมื่อนายกรัฐมนตรีอังกฤษขอให้เป็น "Digital Champion" คนแรกของประเทศ เธอและทีมได้ตั้ง essential intent ว่า "เพื่อให้ทุกคนใน UK ออนไลน์ภายในสิ้นปี 2012" ซึ่งง่าย ชัด วัดได้ ท้าทายแต่เป็นไปได้ จากนั้นแม้แต่สมาชิกทีมระดับล่างสุดก็สามารถถามได้ว่า "ไอเดียใหม่นี้ช่วยให้เราบรรลุ intent ของเราหรือเปล่า?"
.
อีกตัวอย่างหนึ่งคือศาสตราจารย์ Bill Meehan ที่ Stanford ให้นักศึกษาประเมิน vision และ mission ของ NGO กว่า 100 องค์กร พวกเขาพบว่ายิ่งใหญ่โตยิ่งไม่กระตุ้น เช่น "eliminate hunger in the world" (จาก NGO ที่มีพนักงาน 5 คน)
.
ฟังดูเป็นแค่คำว่างเปล่า แต่แล้วก็มี Brad Pitt ที่ก่อตั้ง "Make It Right" หลังพายุ Katrina ด้วย essential intent ว่า "to build 150 affordable, green, storm-resistant homes for families living in the Lower 9th Ward" ความเป็นรูปธรรมทำให้มันจริง และความจริงทำให้มันสร้างแรงบันดาลใจขึ้นมาได้
.
Nelson Mandela ใช้เวลา 27 ปีในคุกกลายเป็น Essentialist เขาถูกพรากบ้าน ชื่อเสียง ความภาคภูมิ และอิสรภาพ แต่เขาเลือกใช้เวลานั้นโฟกัสกับสิ่งสำคัญและตัดทุกอย่างออก แม้แต่ความขุ่นเคืองของตัวเอง Essential intent ของเขาคือลบอพาร์ตไฮด์ออกจากแอฟริกาใต้ และเขาก็ทิ้งมรดกที่ยังคงอยู่จนวันนี้
.
.
10. "Slow yes, quick no" ศิลปะของการปฏิเสธอย่างสง่างาม
.
Tom Friel อดีต CEO ของ Heidrick & Struggles เคยบอก McKeown ว่า "เราต้องเรียนรู้ที่จะ 'yes' อย่างช้าๆ และ 'no' อย่างเร็ว"
.
Peter Drucker ปรมาจารย์การจัดการสมัยใหม่ก็เป็นต้นแบบของศิลปะการปฏิเสธอย่างสง่างาม เมื่อ Mihaly Csikszentmihalyi ขอสัมภาษณ์เขาเรื่องความคิดสร้างสรรค์ Drucker ตอบว่า "ผมรู้สึกเป็นเกียรติและประทับใจอย่างยิ่ง... แต่ผมเกรงว่าต้องทำให้คุณผิดหวัง... หนึ่งในเคล็ดลับของผลิตภาพ (ซึ่งผมเชื่อ ในขณะที่ไม่เชื่อในความคิดสร้างสรรค์) คือการมีตะกร้ากระดาษเปล่าใบใหญ่มากเพื่อรับคำเชิญทั้งหมดเช่นของคุณ ผลิตภาพในประสบการณ์ของผมคือการ 'ไม่' ทำสิ่งที่ช่วยงานคนอื่น แต่ใช้เวลาทั้งหมดทำงานที่พระเจ้าสร้างให้ผมทำได้ดี"
.
Stephen R. Covey ผู้เขียน The Seven Habits of Highly Effective People ลูกสาวของเขาชื่อ Cynthia ตอนอายุ 12 ปี เธอวางแผนเที่ยวกับพ่อในซานฟรานซิสโกเป็นเดือนๆ ครบทุกรายละเอียด ทั้งรถราง ไชน่าทาวน์ อาหารจีน ดูหนัง ว่ายน้ำในสระโรงแรม และฮอตฟัดจ์ซันเดย์
.
ระหว่างเดินออกจากศูนย์ประชุม Stephen เจอเพื่อนเก่าที่กระตือรือร้นเข้ามากอด "เรารู้ว่าคุณทำงานกับบริษัทเรา ขอเชิญคุณกับ Cynthia ไปทานอาหารทะเลที่ Wharf คืนนี้!" Stephen ตอบไปว่า "Bob ดีใจมากที่เจอคุณ อาหารเย็นที่ Wharf ฟังดูดี... แต่ไม่ใช่คืนนี้นะ Cynthia กับผมมีนัดพิเศษที่วางแผนไว้ ใช่ไหมลูก?" แล้วกะพริบตาให้เธอ จับมือเธอวิ่งออกไป Cynthia บอก McKeown ในภายหลังว่าการตัดสินใจครั้งนั้น "ผูกเขากับฉันตลอดกาล เพราะฉันรู้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาคือฉัน"
.
McKeown ให้ "no repertoire" หรือคลังการปฏิเสธแปดวิธี ได้แก่
.
การหยุดพักเงียบ การปฏิเสธอ่อน การ "ขอเช็คปฏิทินก่อน" การใช้ email autoresponder การถามว่า "ใช่ครับ ผมควรลด priority ไหน?" การใช้อารมณ์ขัน การพูดว่า "คุณยินดีที่จะ X, ผมยินดีที่จะ Y" และ "ฉันทำไม่ได้ แต่ X อาจสนใจ"
.
การที่ Paul Rand นักออกแบบโลโก้ระดับตำนาน (IBM, UPS, ABC) ปฏิเสธ Steve Jobs ก็เป็นบทเรียนคลาสสิก เมื่อ Jobs ขอให้ออกแบบโลโก้ NeXT "หลายตัวเลือก" Rand ตอบกลับว่า "ไม่ ผมจะแก้ปัญหาให้คุณ คุณจะจ่ายผม และคุณไม่ต้องใช้คำตอบของผมก็ได้ ถ้าคุณอยากได้หลายตัวเลือก ไปคุยกับคนอื่น แต่ผมจะแก้ปัญหาด้วยวิธีที่ผมทำได้ดีที่สุด"
.
Jobs ในภายหลังพูดถึง Rand ว่า "เขาเป็นหนึ่งในคนที่เป็นมืออาชีพที่สุดที่ผมเคยทำงานด้วย" การปฏิเสธที่กล้าหาญจึงคือการแลกความนิยมระยะสั้นกับการเคารพระยะยาว
.
.
11. Sunk-Cost Fallacy ทำไมรัฐบาลอังกฤษและฝรั่งเศสยังลงทุนใน Concorde ที่ขาดทุนตลอด 40 ปี
.
เครื่องบิน Concorde บินจาก London ไป New York ได้ในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง 52 นาที 59 วินาที ซึ่งน้อยกว่าครึ่งของเครื่องบินปกติ ถือเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่ยิ่งใหญ่ แต่ในทางการเงินกลับเป็นความล้มเหลวที่ขาดทุนตลอด 40 กว่าปี
.
ทุกครั้งที่งบประมาณบาน รัฐบาลอังกฤษและฝรั่งเศสก็ใส่เงินเพิ่มเข้าไปอีก ทั้งที่รู้ว่าโอกาสคืนทุนแทบเป็นศูนย์ เมื่อเอกสารคณะรัฐมนตรีอังกฤษถูกเปิดเผยภายใต้กฎ 30 ปี ปรากฏว่ารัฐมนตรีในยุคนั้นรู้ดีอยู่แล้วว่าการลงทุน "ไม่สามารถยืนได้บนพื้นฐานเศรษฐกิจปกติ"
.
ทำไมคนฉลาดถึงตัดสินใจแบบนี้? เพราะ "sunk-cost bias" หรือแนวโน้มที่จะทุ่มเวลา เงิน หรือพลังงานเข้าไปในสิ่งที่รู้ว่าเป็นการขาดทุน เพียงเพราะเคยทุ่มไปแล้ว มันเป็นวงจรร้ายที่ยิ่งทุ่มก็ยิ่งมุ่งมั่นจะทำให้สำเร็จ และยิ่งทุ่มมากขึ้นไปอีก
.
McKeown แนะนำกลยุทธ์เพื่อหลุดจากกับดักนี้ เริ่มจาก "Endowment Effect" ที่ Daniel Kahneman ค้นพบ เขาแจกแก้วกาแฟให้กลุ่มทดลองครึ่งหนึ่ง คนที่ "เป็นเจ้าของ" แก้วเรียกราคาขั้นต่ำ $5.25 ในขณะที่คนที่ไม่ได้รับยินดีจ่ายแค่ $2.25-$2.75 การเป็นเจ้าของทำให้เราประเมินมูลค่าสูงเกินจริง
.
ทางแก้คือถามตัวเองว่า "ถ้ายังไม่ได้เป็นเจ้าของ ฉันจะจ่ายเท่าไหร่เพื่อได้มา?" หรือสำหรับโครงการให้ถามว่า "ถ้ายังไม่ได้เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ ฉันจะพยายามแค่ไหนเพื่อเข้าร่วม?"
.
อีกแนวคิดหนึ่งคือ "Reverse Pilot" ที่ Daniel Shapero แห่ง LinkedIn ใช้ คือแทนที่จะทดลองเพิ่มของใหม่ ให้ทดลองตัดของเก่าออกแทน ผู้บริหารคนหนึ่งที่ McKeown ทำงานด้วยเข้ารับตำแหน่งใหม่และพบว่าผู้ดำรงตำแหน่งเดิมสร้างรายงานสีสันสดใสประจำสัปดาห์ที่กินพลังงานทีมมหาศาล เขาสมมติว่าไม่จำเป็น จึงหยุดส่งเฉยๆ โดยไม่บอกใคร หลายสัปดาห์ผ่านไปไม่มีใครถามถึงเลย รายงานนั้นจึงถูกยกเลิกอย่างเงียบเชียบ
.
McKeown ยังแนะนำ "Zero-Based Budgeting" ที่ยืมมาจากบัญชี คือแทนที่จะใช้งบประมาณปีก่อนเป็นเส้นฐาน ให้ใช้ "ศูนย์" เป็นเส้นฐาน ทุกรายการต้องพิสูจน์ตัวเองใหม่หมด ใช้กับชีวิตได้
.
คือสมมติว่าทุกพันธะหายไปหมด คุณจะเพิ่มอันไหนกลับมา? ส่วนที่ลึกซึ้งที่สุดคือเรื่องที่ Hal Arkes ศาสตราจารย์จิตวิทยาค้นพบ คือเด็กๆ ไม่ค่อยมี sunk-cost bias เพราะยังไม่ได้รับการสอนกฎ "อย่าเสีย" มาทั้งชีวิต ในทางตรงข้าม ผู้ใหญ่กลัวการเสีย จนยอมเสียมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการยอมรับว่าเสียไปแล้ว ดังที่ Arkes อธิบายว่า "การทิ้งโครงการที่คุณลงทุนเยอะรู้สึกเหมือนคุณเสียทุกอย่าง และเรื่องเสียคือสิ่งที่เราถูกสอนให้หลีกเลี่ยง"
.
.
12. Boundaries คือคุกที่กลายเป็นอิสรภาพ
.
มีโรงเรียนแห่งหนึ่งตั้งอยู่ติดถนนที่จราจรหนาแน่น ตอนแรกเด็กๆ เล่นแค่ในพื้นที่เล็กๆ ใกล้อาคารที่ผู้ใหญ่จับตามองได้ แต่เมื่อมีคนสร้างรั้วรอบสนามเด็กเล่น เด็กๆ กลับเล่นได้ทุกที่ทั่วทั้งสนาม อิสรภาพของพวกเขาเพิ่มขึ้นเท่าตัวอย่างน่าทึ่ง นี่คือพลังของขอบเขต เมื่อคุณไม่ตั้งขอบเขตในชีวิต คุณจะถูกขังด้วยขีดจำกัดที่คนอื่นกำหนดให้แทน
.
Clayton Christensen ผู้เขียน The Innovator's Dilemma เคยทำงานในบริษัทที่ปรึกษาแห่งหนึ่ง วันหนึ่งหุ้นส่วนคนหนึ่งบอกเขาให้เข้ามาทำงานวันเสาร์ Clay ตอบว่า "ขอโทษครับ ผมทำสัญญาว่าทุกวันเสาร์เป็นวันสำหรับภรรยาและลูกๆ" หุ้นส่วนเดินจากไปด้วยความขัดเคือง แต่กลับมาบอกว่า "ทุกคนตกลงจะมาทำวันอาทิตย์แทน ดังนั้นผมคาดหวังให้คุณมา" Clay ตอบไปอีกครั้งว่า "ผมขอบคุณ แต่วันอาทิตย์ก็ใช้ไม่ได้ ผมยกวันอาทิตย์ให้พระเจ้า"
.
ปรากฏว่า Clay ไม่ถูกไล่ออก และบทเรียนที่เขาได้คือ "ถ้าผมยอมในครั้งนั้น ผมอาจยอมอีกหลายครั้ง" McKeown เปรียบเทียบไว้อย่างคมคายว่า "ขอบเขตเป็นเหมือนกำแพงปราสาททราย ทันทีที่หนึ่งกำแพงล้ม ที่เหลือก็ถล่มตามกัน"
.
McKeown เสนอแนวคิด "Don't Rob People of Their Problems" จากหนังสือ Boundaries ของ Henry Cloud พ่อแม่คู่หนึ่งมาขอให้ Cloud "ซ่อม" ลูกชายอายุ 25 ปี Cloud ถามกลับไปว่า "ทำไมเขาไม่มาเองล่ะ?" คำตอบคือเพราะเขาไม่คิดว่าตัวเองมีปัญหาใดๆ
.
แล้วเขามีปัญหาอะไร? ปัญหาก็คือพ่อแม่ที่จัดการชีวิตของเขาให้นั่นเอง พวกเขาแบกปัญหาที่จริงๆ เป็นของลูก เมื่อคนทำให้ปัญหาของเขากลายเป็นของเรา เราไม่ได้ช่วยเขา หากกำลัง enable เขา และพรากความสามารถในการแก้ปัญหาของเขาไป
.
.
13. Theory of Constraints
.
ในนิยายธุรกิจคลาสสิก The Goal ตัวเอก Alex Rogo ต้องพลิกโรงงานที่กำลังจะเจ๊งให้ได้ภายในสามเดือน เขาเรียนรู้แนวคิดจากที่ปรึกษาว่าต้องหา "constraints" หรืออุปสรรคที่ฉุดทั้งระบบให้ได้ ระหว่างพาลูกชายและกลุ่มลูกเสือเดินป่า เขาเจอปัญหาคล้ายๆ กัน คือเด็กบางคนเดินเร็ว บางคนช้า โดยเฉพาะ Herbie ที่ช้าที่สุด ช่องว่างระหว่างหัวขบวนและ Herbie กลายเป็นไมล์เลยทีเดียว
.
ตอนแรก Alex ให้กลุ่มหน้าหยุดรอ แต่พอเดินใหม่ก็เกิดช่องว่างขึ้นอีก เขาจึงทำสิ่งที่สวนทางสัญชาตญาณ คือเอา Herbie ขึ้นไปนำหน้า และเรียงเด็กตามความเร็วจากช้าที่สุดถึงเร็วที่สุด
.
ทันใดนั้นกลุ่มก็เดินเป็นหนึ่งเดียว แต่ความเร็วทั้งทีมขึ้นอยู่กับ Herbie ดังนั้น Alex จึงทำทุกอย่างให้ Herbie เดินง่ายขึ้น โดยเอาของจากกระเป๋าของ Herbie กระจายให้คนอื่น เพราะถ้า Herbie เร็วขึ้น 1 หลาต่อชั่วโมง ทั้งทีมก็จะถึงเร็วขึ้นทันที
.
การปรับปรุงที่ Herbie แม้เพียงเล็กน้อย จะปรับปรุงความเร็วของทั้งทีมในทันที จากนั้นเขานำแนวคิดนี้กลับโรงงาน คือหาเครื่องจักรที่มีคิวงานรอเยอะที่สุดและเพิ่มประสิทธิภาพให้มัน
.
McKeown ขยายความว่าปัญหาของ Nonessentialist คือ "พอมีค้อน ทุกอย่างก็ดูเหมือนตะปู" พวกเขาแก้ปัญหาโดยทุ่มกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งกดดัน คนยิ่งดื้อตอบ ส่วน Essentialist ทำตรงข้าม คือแทนที่จะมองหาอุปสรรคที่ชัดเจนหรือเร่งด่วนที่สุด พวกเขามองหาอุปสรรคที่ฉุดความก้าวหน้าจริงๆ และถามว่า "อะไรกำลังขวางทางการบรรลุสิ่งสำคัญ?"
.
Aristotle พูดถึงงานสามประเภท แต่ในโลกสมัยใหม่เราเน้นแค่สองอย่าง
.
อันแรกคือ theoretical work ที่มีเป้าหมายคือความจริง
.
อันที่สองคือ practical work ที่มีเป้าหมายคือการกระทำ
.
แต่ยังมีอันที่สามที่ Martin Heidegger เรียกว่า "poietical work" หรือ "bringing-forth" Essentialist ผลิตได้มาก หรือนำมาได้มาก โดยการตัดออกมาก ไม่ใช่ทำมาก
.
วิธีปฏิบัติคือ ขั้นแรก ต้องชัดเจนเรื่อง essential intent คือรู้ว่าจะรู้เมื่อไหร่ว่าเสร็จ
.
ขั้นที่สอง ระบุ "slowest hiker" โดยลิสต์อุปสรรคทั้งหมด แล้วถามว่า "อุปสรรคไหนที่ถ้าลบออก จะทำให้อุปสรรคอื่นๆ หายไปด้วย?"
.
ขั้นที่สาม ลบอุปสรรคนั้นออก ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ ถ้า "ความปรารถนาที่จะทำให้รายงานสมบูรณ์แบบ" คืออุปสรรค ทางลบคือเปลี่ยนความคิดจาก "ต้องสมบูรณ์แบบ" เป็น "เสร็จดีกว่าสมบูรณ์แบบ" ซึ่งกลายเป็นการลบอุปสรรคทางจิตใจที่ใหญ่ที่สุดออกไปได้
.
.
14. Routine : ทำไม Michael Phelps ทำสิ่งเดิมก่อนแข่งทุกครั้ง
.
ก่อนจะคว้าแปดเหรียญทองที่ปักกิ่ง 2008 Michael Phelps ทำสิ่งเดิมก่อนทุกการแข่งขัน
.
คือมาถึงสองชั่วโมงก่อน ยืดเส้นในรูปแบบเฉพาะ (800 mixer, 50 freestyle, 600 kicking with kickboard, 400 pulling a buoy...) เช็ดตัวให้แห้ง ใส่หูฟัง นั่งบนโต๊ะนวด (ไม่นอน) 45 นาทีก่อนแข่งใส่ชุดแข่ง 30 นาทีก่อนแข่งเข้าสระอุ่นว่าย 600-800 เมตร 10 นาทีก่อนแข่งเดินไปห้องพร้อม นั่งคนเดียวโดยไม่นั่งติดใคร เขาเก็บที่นั่งทั้งสองข้างไว้ให้ของส่วนตัว เมื่อชื่อถูกเรียก เขายืดสองครั้ง ขาตรงก่อน แล้วงอเข่า ขาซ้ายก่อนเสมอ ถอดหูฟังขวาก่อน เมื่อชื่อถูกเรียกอีกครั้งจึงถอดข้างซ้าย แล้วขึ้นบล็อกจากด้านซ้ายเสมอ และเช็ดบล็อกทุกครั้ง
.
โค้ช Bob Bowman ออกแบบกิจวัตรนี้ให้เขา รวมถึงสิ่งที่เรียกว่า "Watching the Videotape" หรือภาพในใจของการแข่งขันที่สมบูรณ์แบบในรายละเอียดและสโลว์โมชัน
.
Phelps ทำสิ่งนี้ทุกคืนก่อนนอนและทุกเช้าหลังตื่นเป็นเวลาหลายปี Bowman อธิบายในภายหลังว่า "ถ้าคุณถาม Michael ว่าคิดอะไรอยู่ก่อนการแข่งขัน เขาจะบอกว่าไม่ได้คิดอะไรจริงๆ เขาแค่ทำตามโปรแกรม แต่นั่นไม่ถูกต้องเสียทีเดียว จริงๆ มันเหมือนกิจวัตรของเขาได้ยึดครองไปแล้ว เมื่อการแข่งขันมาถึง เขาผ่านกว่าครึ่งของแผนของเขาแล้ว และชนะในทุกขั้นตอน การชนะจึงเป็นการขยายผลตามธรรมชาติ"
.
นักวิจัยที่ Duke พบว่าเกือบ 40% ของการเลือกของเราเป็นแบบไร้สำนึก Charles Duhigg ผู้เขียน The Power of Habit อธิบายว่าทุกนิสัยประกอบด้วยสามองค์ประกอบ ได้แก่ cue (สัญญาณ), routine (พฤติกรรม), และ reward (รางวัล)
.
ถ้าอยากเปลี่ยนกิจวัตร ไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรม หากต้องหา cue ที่กระตุ้นกิจวัตรที่ไม่จำเป็น แล้วเชื่อมโยงสัญญาณนั้นกับพฤติกรรมที่จำเป็นแทน เช่น ถ้าร้านขนมอบที่คุณเดินผ่านขากลับบ้านกระตุ้นให้คุณซื้อโดนัท ก็ใช้ cue เดียวกันนั้นเตือนตัวเองให้ซื้อสลัดที่ร้านตรงข้ามแทน
.
McKeown เล่าวิธีที่เขาสร้างนิสัยเขียนไดอารี่ให้ฟัง ตอนแรกเขาเขียนเป็นพักๆ และมักบอกตัวเองว่า "พรุ่งนี้ตอนเช้าจะเขียน" แต่ก็ไม่ทำอยู่ดี จนกระทั่งเขาวางสมุดไดอารี่ไว้ในกระเป๋าข้างๆ โทรศัพท์ ทุกเย็นที่ดึงโทรศัพท์ออกมาชาร์จ เขาก็เห็นสมุดไดอารี่ไปด้วย กลายเป็น cue ใหม่อย่างเป็นธรรมชาติ ตอนนี้ผ่านมาสิบปีแล้ว เขาแทบไม่เคยพลาดที่จะเขียนเลย
.
ที่น่าสนใจคือ Mihaly Csikszentmihalyi ผู้ค้นพบ "flow" ศึกษาคนสร้างสรรค์ และพบว่า "คนมีความสร้างสรรค์สูงส่วนใหญ่ค้นพบจังหวะที่ดีที่สุดของตนสำหรับการนอน การกิน และการทำงานตั้งแต่เนิ่นๆ และยึดมั่นกับมันแม้เมื่อมีสิ่งล่อใจให้ทำอย่างอื่น" กิจวัตรที่ถูกต้องจึงไม่ได้ฆ่าความคิดสร้างสรรค์ หากปลดปล่อยมันออกมาต่างหาก
.
.
15. ทุกคนมีทั้ง Essentialist และ Nonessentialist อยู่ในตัวในระดับหนึ่ง และเมื่อ Essentialism เปลี่ยนจาก "สิ่งที่ทำ" เป็น "สิ่งที่เป็น"
.
ภาษากรีกมีคำว่า "metanoia" ที่แปลตรงตัวว่าการเปลี่ยนแปลงของหัวใจ เรามักคิดกันว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในความคิดเป็นหลัก แต่จริงๆ แล้วการเปลี่ยนแปลงที่ลึกที่สุดเกิดขึ้นเมื่อความคิดบางอย่างค่อยๆ กลายเป็นความจริงทางอารมณ์ของเรา และนี่คือจุดที่ McKeown แยก Essentialism ออกเป็นสองรูปแบบที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
.
รูปแบบแรกคือการมอง Essentialism เป็นสิ่งที่คุณทำเป็นครั้งคราว ซึ่งสุดท้ายก็กลายเป็นแค่อีกหนึ่งเครื่องมือเพิ่มเติมในชีวิตที่อัดแน่นอยู่แล้ว
.
ส่วนรูปแบบที่สองคือการเป็น Essentialist ซึ่งหมายถึงวิถีคิดที่กลายเป็นแก่นของตัวตน ความแตกต่างระหว่างสองรูปแบบนี้คือคำถามที่เปลี่ยนชีวิตคนทั้งคน
.
McKeown ปิดหนังสือด้วยรายการการตัดสินใจส่วนตัวที่บอกเล่าความหมายของการเป็น Essentialist ในชีวิตประจำวันของเขา
.
เขาเลือกเล่นบนแทรมโพลีนกับลูกแทนที่จะไปงาน networking เลือกปฏิเสธงานลูกค้าต่างประเทศตลอดทั้งปีเพื่อเขียนหนังสือ เลือกตื่นตี 5 ทุกเช้าเป็นเวลาแปดเดือนเพื่อเขียนจนถึงบ่ายโมง เลือกเลื่อนกำหนดส่งงานเพื่อพาลูกๆ ไปตั้งแคมป์ เลือกไม่ดูทีวีหรือหนังในระหว่างเดินทางทำงานเพื่อให้มีเวลาคิดและพักผ่อน เลือกเขียนไดอารี่แทบทุกวันมาเป็นเวลาสิบปี เลือกปฏิเสธโอกาสบรรยายเพื่อมีค่ำคืนเดตกับภรรยา และเลือกแลกเวลาบน Facebook กับการโทรหาคุณปู่วัย 93 ปีอย่างสม่ำเสมอ
.
ทุกการเลือกเหล่านี้ดูเล็กน้อยเมื่อมองทีละครั้ง แต่เมื่อสะสมกันแล้วจะกลายเป็นชีวิตคนละแบบเลย
.
ลองนึกถึงคนสองคนที่ทำงานบริษัทเดียวกัน ตำแหน่งเดียวกัน เงินเดือนเท่ากัน ผ่านไปสิบปี คนหนึ่งเขียนหนังสือเสร็จไปสามเล่ม ลูกโตมาจำพ่อได้ทุกใบหน้าตอนเล่นด้วยกัน ภรรยายังเป็นเพื่อนคู่คิดและยังเลือกที่จะเดตด้วยกันในคืนวันศุกร์ ส่วนอีกคนยังตอบอีเมลอยู่ที่โต๊ะเดิม ลูกเรียนจบมัธยมต้นไปแล้วโดยที่พ่อแทบไม่ได้คุยด้วย ภรรยากลายเป็นคนแปลกหน้าที่อยู่บ้านเดียวกัน
.
ความแตกต่างไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ใหญ่ที่ไหน หากเกิดจากค่ำคืนวันพุธหลายร้อยคืนที่คนหนึ่งเลือกปิดโน้ตบุ๊กกลับบ้าน อีกคนเลือกอยู่ต่ออีกชั่วโมง
.
มีคำที่ว่า "majoring in minor activities" หรือการเรียนเอกในเรื่องเล็กน้อย
.
เขาบอกว่าทุกคนมีทั้ง Essentialist และ Nonessentialist อยู่ในตัวในระดับหนึ่ง คำถามที่เปลี่ยนชีวิตจึงไม่ใช่ว่าคุณเป็นแบบไหนทั้งหมด หากคือ "อะไรคือวิชาเอกของคุณ และอะไรคือวิชาโท?"
.
คนส่วนใหญ่เรียนเอกในเรื่องไม่สำคัญ คือทุ่มพลังงานหลักไปกับการตอบทุกอีเมล รับทุกคำขอ ไปทุกประชุม แล้วเรียนโทในเรื่องสำคัญ คือแบ่งเวลาเศษๆ ที่เหลือให้ครอบครัว สุขภาพ และความฝันของตัวเอง
.
วิถีของ Essentialist คือการสลับตำแหน่งของวิชาเอกและวิชาโทกลับมาให้ถูกต้อง ทำให้สิ่งสำคัญเป็นแกนหลักของชีวิต และให้สิ่งไม่สำคัญเป็นเศษเล็กที่ผ่านไปแบบไม่ต้องลงแรงมาก
.
McKeown ยอมรับตรงๆ ว่าตัวเขาเองยังต่อสู้กับสัญชาตญาณที่อยากเอาใจคนอยู่ ยังตกหลุม "ฉันทำได้ทั้งสองอย่าง" เป็นครั้งคราว ยังต้านความอยากเช็คโทรศัพท์อยู่ตลอด ในวันที่แย่ที่สุดเขาเคยกลัวว่าศิลาจารึกหน้าหลุมศพของเขาจะเขียนว่า "He checked email"
.
สิ่งที่เปลี่ยนไปจึงไม่ใช่ว่าการต่อสู้หายไป หากเป็นความรู้สึกที่ค่อยๆ เปลี่ยน การปฏิเสธรู้สึกอึดอัดน้อยลง การตัดสินใจชัดเจนขึ้น การลบสิ่งไม่จำเป็นกลายเป็นเรื่องธรรมชาติ และความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของชีวิตของตัวเองเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง Essentialism ก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาทำอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่เขาเป็น
.
การเลือกที่จะใช้ชีวิตที่จริงต่อตัวเอง แทนที่จะเป็นชีวิตที่คนอื่นคาดหวัง จึงคือการกู้คืนสิ่งที่คนเราเสียดายมากที่สุดก่อนที่จะสายเกินไปครับ
.
.
.
.
#SuccessStrategies

Pond Apiwat Atichat

Real Estate Rental Business , Creator , Writer , Law Student

Currently Studying Bachelor of Laws at Chulalongkorn University

First Class Honors in Bachelor of Arts at Ramkhamhaeng University

Next
Next

20 ข้อคิดและกลยุทธ์ Fastlane จากหนังสือ The Millionaire Fastlane และ Unscripted เขียนโดย MJ DeMarco