15 ข้อคิดจาก The Discourses, Fragments, Enchiridion ของ Epictetus

เกิดมาเป็นทาส ขาเป๋ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเลือกว่าจะตื่นกี่โมง แต่กลายเป็นคนที่จักรพรรดิแห่งโรมพกคำสอนติดตัวไว้อ่านทุกวัน นี่คือเรื่องของ Epictetus และหนังสือที่สรุปวิธีใช้ชีวิตของเขาเอาไว้ครบที่สุดเล่มหนึ่ง
.
Epictetus เกิดที่ Hierapolis เมืองในตุรกีปัจจุบัน แม่เป็นทาส เขาก็เลยเป็นทาสตั้งแต่ลืมตา เจ้านายชื่อ Epaphroditus เป็นเลขาฯ คนสนิทของ Nero ตำแหน่งนี้พาเขาเข้าไปเห็นอำนาจสูงสุดของจักรวรรดิจากระยะประชิด และเห็นอีกอย่างที่สำคัญกว่า คือคนที่มีทุกอย่างในโลกกลับใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัวแทบทุกเรื่อง
.
ขาข้างหนึ่งของเขาพิการ บางตำนานบอกว่าโดนเจ้านายบิดจนหัก บางเล่มว่าแค่ข้ออักเสบตามวัย ไม่ว่าจะเวอร์ชันไหน ชายคนนี้ก็ไม่ได้เริ่มเกมด้วยไพ่ในมือที่ดีเลยสักใบ
.
เรื่องตลกร้ายคือ Epictetus ไม่เคยเขียนหนังสือสักบรรทัด สิ่งที่เรามีอยู่ทุกวันนี้เป็นเพราะลูกศิษย์ชื่อ Arrian นั่งจดคำบรรยายของอาจารย์แบบสดๆ ในห้องเรียนแล้วเอาไปตีพิมพ์ กลายเป็นสามส่วนที่รวมอยู่ในเล่มนี้
.
ส่วนแรกคือ The Discourses บทสนทนายาวๆ ที่เต็มไปด้วยการเถียง การยกตัวอย่าง และมุกแซะแบบเจ็บแสบ ส่วนที่สองคือ Fragments เศษคำสอนที่หลงเหลือมา และส่วนสุดท้ายคือ Enchiridion หรือ "คู่มือฉบับพกพา" ที่บีบปรัชญาทั้งหมดให้เหลือแค่แก่น
.
Marcus Aurelius จักรพรรดิผู้ทรงอำนาจ บันทึกไว้เองว่าการได้อ่าน Discourses คือจุดเปลี่ยนของชีวิต จนมีคนเปรียบว่ากรีกที่ถูกจับเป็นเชลยกลับพิชิตผู้พิชิตของตนได้สำเร็จ ทาสคนหนึ่งกลายเป็นครูทางความคิดของเจ้าแห่งโรม
.
Epictetus ไม่สนใจจะถกเรื่องดวงดาวหรือโครงสร้างของจักรวาลให้ปวดหัว เขาสนใจเรื่องเดียวคือคุณจะใช้ชีวิตยังไงในเช้าวันจันทร์ที่เรื่องไม่เป็นใจ
.
นักจิตวิทยาชื่อ Albert Ellis ผู้วางรากฐานจิตบำบัดสมัยใหม่ยกเครดิตให้เขาตรงๆ ว่าเป็นต้นทางของแนวคิด "เราไม่ได้ทุกข์เพราะเหตุการณ์ แต่ทุกข์เพราะสิ่งที่เราคิดกับมัน" เส้นด้ายที่ร้อยทั้งเล่มเข้าด้วยกันมีเส้นเดียว คือการแยกให้ออกว่าอะไรอยู่ในอำนาจเรา อะไรไม่อยู่
.
ต่อไปนี้คือ 15 ข้อคิดที่ตกผลึกออกมาจากหนังสือเล่มนี้
.
.
===============
.
1. แยกให้ออกก่อนว่าอะไรอยู่ในอำนาจเรา อะไรไม่อยู่
.
Epictetus เปิดหนังสือด้วยประโยคที่เป็นเสาหลัก คือของบางอย่างขึ้นอยู่กับเรา ของบางอย่างไม่ ที่อยู่ในอำนาจเราคือความคิด แรงปรารถนา การตัดสินใจ ส่วนสิ่งที่ไม่อยู่ในอำนาจคือ ร่างกาย ทรัพย์สิน ชื่อเสียง ตำแหน่ง และปฏิกิริยาของคนอื่น
.
เขาบอกว่าความทุกข์เกือบทั้งหมดในชีวิตเกิดจากการที่เราสับสนสองกองนี้ ไปทุ่มเทหวงแหนของที่ไม่มีวันเป็นของเราจริง แล้วปล่อยของที่เป็นของเราจริงให้ผุพัง
.
เขายกภาพ Zeus พูดกับตัวเองไว้ว่า
.
ถ้าเป็นไปได้ ฉันคงทำให้ร่างกายและสมบัติของเธอเป็นอิสระ ไม่มีใครแตะต้องได้ แต่ทำไม่ได้ เพราะร่างนี้เป็นแค่ดินเหนียวที่ปั้นมาอย่างแยบยล สิ่งเดียวที่ฉันให้เธอได้คือเสี้ยวหนึ่งของตัวฉันเอง นั่นคืออำนาจในการเลือกว่าจะรับหรือปฏิเสธภาพที่เข้ามาในใจ ประเด็นคือของขวัญชิ้นเดียวที่พระเจ้ายอมมอบให้แบบไม่มีเงื่อนไข ดันเป็นของที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยแกะกล่องออกมาใช้
.
ตัวอย่างที่เขาใช้ธรรมดามาก คนที่อยากออกเรือแต่ลมไม่เป็นใจ ก็นั่งกระวนกระวายถามซ้ำๆ ว่าลมจะเปลี่ยนทิศเมื่อไหร่
.
Epictetus ตอบแทนว่าลมจะเปลี่ยนตอนที่มันอยากเปลี่ยน เพราะพระเจ้าตั้ง Aeolus ให้คุมลม ไม่ได้ตั้งคุณ หน้าที่ของคุณมีอย่างเดียวคือใช้สิ่งที่อยู่ในมือให้ดีที่สุด แล้วปล่อยที่เหลือไปตามธรรมชาติของมัน
.
เขาเตือนด้วยว่าคนที่ไม่ยอมเข้าใจข้อนี้จะค่อยๆ กลายร่าง บางคนกลายเป็นหมาป่าที่ทรยศหักหลัง บางคนเป็นสิงโตที่ดุร้าย แต่ส่วนใหญ่กลายเป็นสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ ซึ่งเขาบอกว่าน่าสมเพชที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหมด
.
.
2. เหตุการณ์ไม่ได้ทำร้ายคุณ ความคิดที่มีต่อมันต่างหากที่ทำ
.
การแยกสองกองในข้อแรกฟังดูเป็นเรื่องของตรรกะ แต่จุดที่มันมีความหมายจริงๆ คือวินาทีที่ความทุกข์เริ่มก่อตัว และนี่คือประโยคที่คนอ้างกันมากที่สุดจากเล่มนี้
.
Epictetus บอกว่าความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัวในตัวมันเอง ถ้ามันน่ากลัวจริง Socrates ก็คงกลัว สิ่งที่น่ากลัวคือ "คำตัดสินที่ว่าความตายน่ากลัว" ต่างหาก เพราะฉะนั้นเวลาเราหงุดหงิด โกรธ หรือทุกข์ อย่าไปโทษใครนอกจากคำตัดสินของตัวเอง
.
เขาบอกว่าคนที่ยังโทษคนอื่นอยู่คือคนที่ยังไม่เริ่มเรียน คนที่เริ่มโทษตัวเองคือคนที่กำลังก้าวหน้า ส่วนคนที่ฉลาดแล้วจะไม่ต้องโทษใครเลยแม้แต่ตัวเอง
.
เขายกกระจกส่องความหน้าไหว้หลังหลอกของเราไว้คมมาก เวลาเพื่อนทำแก้วแตก เราพูดกันติดปากว่า "โอ๊ย ซวยเนอะ" แล้วก็จบ แต่พอแก้วของเราเองแตก เรากลับรู้สึกเหมือนโลกถล่ม ทั้งที่เป็นเหตุการณ์เดียวกันเป๊ะ
.
เรื่องใหญ่ยิ่งกว่านั้นก็เหมือนกัน พอลูกเมียคนอื่นตาย เราปลอบว่า "มันเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต" แต่พอเป็นคนของเราเอง คำแรกที่หลุดออกมาคือ "ทำไมต้องเป็นฉัน"
.
สิ่งที่เขาต้องการให้ทำจึงง่ายและยากพร้อมกัน คือให้ตอบสนองเรื่องของตัวเองด้วยสายตาแบบเดียวกับที่เราตอบสนองเรื่องของคนอื่น เพราะสายตานั้นแหละคือสายตาที่มองเห็นความจริงตามจริง ปราศจากละครที่ใจเราแต่งเติมเข้าไปเอง
.
.
3. หยุดภาพที่ผุดขึ้นในใจไว้ก่อน แล้วสอบสวนมันให้ดี
.
ถ้าตัวปัญหาคือคำตัดสินในหัว คำถามต่อมาคือจะจับมันให้ทันได้ยังไงก่อนที่มันจะกลายเป็นความเชื่อ หัวใจทางเทคนิคของทั้งเล่มจึงอยู่ที่คำว่า impression หรือภาพที่ผุดขึ้นในหัวเราเมื่อเจอเรื่องต่างๆ
.
Epictetus บอกว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์คือเรามีช่องว่างเล็กๆ ระหว่างการที่ภาพเข้ามากับการที่เราลงมือทำตามมัน สัตว์เห็นแล้วทำเลย แต่คนเรามีสิทธิ์กดปุ่มหยุดชั่วคราว เอาภาพนั้นมาตรวจสอบก่อนว่าจริงไหม สมเหตุสมผลไหม แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ
.
เขาให้บทพูดกับตัวเองไว้ใช้จริงว่า เวลาภาพอะไรพุ่งเข้ามากระแทกใจ อย่าเพิ่งให้มันล้มคุณทั้งยืน ให้พูดกับมันว่า "เดี๋ยวก่อน ขอดูหน่อยว่าแกเป็นใคร มาจากไหน ขอทดสอบแกก่อน" เรียกว่าการตั้งคำถามกับความคิดอัตโนมัติ
.
ตัวอย่างที่เขาชอบใช้คือลางร้าย ถ้าได้ยินอีกาส่งเสียงร้องแบบที่คนโบราณเชื่อว่าเป็นลางไม่ดี Epictetus บอกให้แยกแยะทันทีว่าลางนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตัวฉันเลย อย่างมากมันแตะได้แค่ร่างกาย ทรัพย์สิน หรือชื่อเสียง ซึ่งไม่ใช่ตัวฉัน
.
สำหรับฉันทุกลางเป็นลางดี ถ้าฉันเลือกให้มันเป็น เพราะไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น ฉันดึงประโยชน์ออกมาจากมันได้เสมอ อีกาไม่ได้เปลี่ยน แต่คนฟังต่างหากที่เลือกได้ว่าจะปล่อยให้เสียงนั้นกำหนดทั้งวันไหม
.
.
4. อิสรภาพที่แท้จริงคือการไม่ต้องการในสิ่งที่คนอื่นถือกุญแจไว้
.
คนที่ฝึกหยุดภาพในใจได้ชำนาญจะค่อยๆ ได้อิสรภาพชนิดหนึ่งกลับคืนมา และ Epictetus ให้นิยามอิสรภาพชนิดนี้ไว้แบบที่ทำให้หลายคนต้องนั่งนับใหม่ว่าตัวเองมีเจ้านายกี่คน เขาบอกว่าใครก็ตามที่คุมสิ่งที่คุณอยากได้หรือกลัวจะเสีย คนนั้นคือเจ้านายของคุณ
.
พอคิดตามสูตรนี้ คนที่อยากได้ทั้งเงิน ทั้งคำชม ทั้งตำแหน่ง ทั้งยอดไลก์ ก็มีเจ้านายเยอะกว่าเด็กฝึกงานเสียอีก แถมยังแจกกุญแจห้องขังของตัวเองให้ทุกคนที่ความเห็นของเขามีผลกับใจเรา
.
สำหรับคนที่เกิดมาเป็นทาสจริงๆ ประเด็นนี้ไม่ใช่ทฤษฎีในห้องเรียน เขาเคยเห็นคนอิสระตัวสั่นเวลาจักรพรรดิขมวดคิ้ว และเคยเป็นทาสที่ใจนิ่งกว่าเจ้านายตัวเอง มันตลกร้ายตรงที่สถานะบนกระดาษกับสถานะในใจแทบไม่เกี่ยวกันเลย คนที่มีโฉนดเต็มตู้อาจนอนไม่หลับเพราะกลัวเสียมันไป ส่วนคนที่ไม่มีอะไรจะเสียกลับหลับสบายที่สุดในเมือง
.
กฎในคู่มือของเขาสั้น ถ้าอยากเป็นอิสระ อย่าอยากได้หรือหลีกเลี่ยงสิ่งที่คนอื่นควบคุม เพราะถ้าทำ คุณก็เซ็นสัญญาเป็นทาสของเขาด้วยลายมือตัวเอง ที่เจ็บคือส่วนใหญ่ไม่มีใครมาบังคับเราสวมโซ่ เราต่อแถวขอสวมมันเอง แล้วยังบ่นว่าคิวยาว
.
.
5. ทรราชล่ามได้แค่ขาคุณ ไม่มีใครล่ามเจตจำนงของคุณได้
.
นิยามอิสรภาพแบบนั้นฟังดูเป็นนามธรรม จนกระทั่งเอาไปวางตรงหน้าคนที่มีดาบอยู่ในมือ หนึ่งในฉากที่ทรงพลังที่สุดในเล่มจึงเป็นบทสนทนาสมมติระหว่าง Epictetus กับผู้มีอำนาจ
.
อีกฝ่ายขู่ว่า "ฉันจะล่ามแก" เขาตอบว่า "แกล่ามได้แค่ขาฉัน แม้แต่พระเจ้ายังเอาชนะเจตจำนงของฉันไม่ได้" อีกฝ่ายขู่ต่อ "ฉันจะขังแก" เขาตอบ "ขอแก้ให้ แกขังได้แค่ร่างฉัน" อีกฝ่ายบอก "ฉันจะตัดหัวแก" เขาย้อน "อ้าว ฉันเคยพูดตอนไหนว่าคอฉันเป็นคอเดียวที่ตัดไม่ได้" ความสงบเย็นในบทสนทนานี้คือทั้งหมดที่ Stoic ต้องการสอน
.
เขาลากประเด็นนี้ไปถึงเรื่องอำนาจแบบเสียดสีขั้นสุด เมื่อทรราชอวดว่า "อำนาจของฉันสูงสุด" Epictetus ถามกลับว่าแล้วช่วยมอบแรงปรารถนาที่ไม่มีวันผิดหวังให้ฉันหน่อยได้ไหม มอบความสงบใจที่ไม่มีวันคลอนแคลนได้ไหม
.
เมื่ออีกฝ่ายให้ไม่ได้ เขาก็สรุปว่าอำนาจของแกก็เท่ากับความสามารถในการทำร้ายร่างกายฉัน ซึ่งไข้หวัดหรือเชื้อโรคก็ทำได้เหมือนกัน แล้วฉันควรจะกลัวแกมากกว่ากลัวเชื้อโรคเพราะอะไร
.
ที่แสบที่สุดคือเขาเทียบคนที่แห่ประจบคนมีอำนาจว่าไม่ต่างจากการที่เขาดูแลกระดานดำของตัวเอง คอยเช็ดคอยล้างมัน นั่นไม่ได้แปลว่ากระดานสำคัญกว่าเขา มันแค่มีประโยชน์เท่านั้น
.
และเขาก็มีตัวอย่างคนจริงที่ทำได้แบบนี้
.
Agrippinus ชอบพูดว่า "ฉันไม่เคยเพิ่มเรื่องให้ตัวเอง" วันหนึ่งขณะเขากำลังจะกินข้าวเที่ยง มีคนวิ่งมาบอกว่าเขาถูกพิจารณาคดีในวุฒิสภา เขาก็ไปอาบน้ำออกกำลังตามปกติ พอมีคนมาบอกว่าคำตัดสินออกแล้ว เขาถามแค่ว่า "เนรเทศหรือประหาร" คำตอบคือเนรเทศ
.
เขาถามต่อว่า "แล้วบ้านฉันโดนยึดไหม" คำตอบคือไม่ เขาจึงพูดว่า "งั้นเราย้ายไปกินข้าวเที่ยงกันที่วิลลาใน Aricia ก็แล้วกัน"
.
.
6. ไม่มีอะไรเป็นของคุณจริง คุณแค่ได้ยืมมันมาใช้ชั่วคราว
.
Epictetus ไปไกลกว่านั้นอีกขั้น เขาบอกว่าสิ่งที่ทรราชยึดไปได้ จริงๆ แล้วไม่เคยเป็นของเราตั้งแต่ต้น
.
สิ่งนี้ปลดล็อกใจได้มหาศาล ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อย่าพูดว่า "ฉันสูญเสียมันไป" ให้พูดว่า "ฉันคืนมันไป" ลูกตายเหรอ ไม่ใช่ เขาแค่ถูกคืนไป เมียตายเหรอ ไม่ใช่ เธอถูกคืนไป ที่ดินถูกยึดเหรอ มันก็แค่ถูกคืนไปเช่นกัน
.
ตรรกะเบื้องหลังคือทุกอย่างที่เรามีเป็นของที่เจ้าของตัวจริงฝากไว้ให้ดูแลใช้เป็นการชั่วคราว เหมือนคนเดินทางที่พักในโรงแรม เตียงในห้องนั้นให้เรานอนได้ แต่ไม่เคยเป็นของเรา
.
เขาขยายความด้วยภาพลูกเรือที่ขึ้นฝั่งไปตักน้ำ ระหว่างทางจะแวะเก็บหอยเก็บผักบ้างก็ได้ แต่ต้องคอยเงี่ยหูฟังเสียงกัปตันเรียกตลอด พอกัปตันเรียกก็ต้องทิ้งทุกอย่างวิ่งกลับ ไม่งั้นจะโดนมัดโยนขึ้นเรือเหมือนสัมภาระ
.
ชีวิตก็เหมือนกัน ถ้าแทนที่จะเป็นหอยเป็นผัก คุณรับหลายอย่างมาระหว่างทาง ก็อาจจะดี แต่พอกัปตันเรียก คุณต้องพร้อมทิ้งไว้แล้วไปโดยไม่หันหลังกลับ และถ้าคุณอายุมากแล้ว เขาเตือนว่าอย่าเดินไปไกลจากเรือนัก เดี๋ยวจะกลับมาไม่ทันตอนเสียงเรียกมาถึง
.
มีคนแย้งว่าแต่คนที่เอาของฉันไปมันเป็นขโมยนี่ Epictetus ตอบเรียบๆ ว่าจะไปสนใจทำไมว่าเจ้าของตัวจริงเลือกใช้ใครมาทวงของคืน หน้าที่ของคุณระหว่างที่ยังได้ถือมันไว้คือดูแลมันให้ดี แล้วพร้อมเช็กเอาต์ทุกเมื่อ
.
เขาเคยพูดถึงตัวเองแบบไม่ไว้หน้าด้วยซ้ำว่า มนุษย์เราก็แค่วิญญาณดวงเล็กๆ ที่แบกซากศพเดินไปเดินมา ในเมื่อแม้แต่ร่างของเราเองยังเป็นของยืม จะมีอะไรในโลกนี้ที่เรียกได้เต็มปากว่าเป็นของเรา
.
.
7. ความก้าวหน้าวัดกันที่สิ่งที่คุณทำได้ ไม่ใช่จำนวนหนังสือที่อ่านจบ
.
แต่ความคิดทั้งหมดที่ว่ามาไร้ค่าทันทีถ้ามันอยู่แค่ในหัว และตรงนี้เองที่ Epictetus ด่านักอ่านแบบตรงเป้าจนคนทำเพจสรุปหนังสือต้องสะดุ้ง เขาบอกว่าถ้ามีใครภูมิใจว่าอ่านตำราของ Chrysippus นักปรัชญา Stoic รุ่นก่อนจบหมดแล้ว เขาจะถามกลับว่า แล้วไง
.
ถ้าคุณธรรมคือการท่องตำราให้ขึ้นใจ งั้นความก้าวหน้าก็คือการอ่านให้ได้เยอะที่สุดสิ ซึ่งมันไม่ใช่ เขาเปรียบว่าเหมือนบอกนักกีฬาว่า "โชว์ไหล่ให้ดูหน่อย" แล้วนักกีฬาตอบว่า "มาดูลูกน้ำหนักที่ผมยกสิ" เขาสวนกลับว่าฉันไม่ได้อยากดูลูกน้ำหนัก ฉันอยากเห็นว่าแกได้อะไรจากการยกมันต่างหาก
.
เขาซัดต่อว่าถ้าใครมาอวดว่าอ่านตำรา On Impulse แตกฉาน เขาจะตอบว่าไอ้โง่ ฉันไม่ได้อยากรู้ว่าแกอ่านเก่งแค่ไหน ฉันอยากรู้ว่าแกเอาหลักการเรื่องการควบคุมแรงกระตุ้นไปใช้จริงหรือเปล่า แล้วทิ้งประโยคที่เจ็บที่สุดไว้ว่า หนังสือทั้งเล่มราคาแค่ห้า denarii คนที่ได้แต่นั่งวิจารณ์หนังสือ จะมีค่ามากกว่านั้นตรงไหน
.
ภาพเปรียบเทียบของประเด็นนี้คือ เขาบอกว่าแกะไม่เคยคายหญ้าออกมากองให้เจ้าของดูว่ากินไปเท่าไหร่ มันย่อยหญ้าเงียบๆ ข้างในแล้วผลิตออกมาเป็นขนกับน้ำนม เพราะฉะนั้นอย่าเอาความรู้ที่อ่านมาไปอวด จงแสดงออกมาผ่านสิ่งที่คุณทำ นี่คือคำสอนที่คนอ่านหนังสือทุกคนควรแปะไว้หน้าโต๊ะ ยิ่งอ่านเยอะ ยิ่งต้องระวังไม่ให้การอ่านกลายเป็นเป้าหมายในตัวมันเอง
.
.
8. ซ้อมเรื่องร้ายไว้ล่วงหน้า ตอนที่ทุกอย่างยังดีอยู่
.
ถ้าการลงมือคือทุกอย่าง คำถามคือแล้วต้องลงมือซ้อมอะไรบ้าง
.
อย่างแรกที่ Stoic ให้ซ้อมคือการนึกภาพความสูญเสียไว้ก่อน และ Epictetus สอนไว้แบบเย็นชาจนสะเทือนใจ เขาบอกว่าเวลาจูบลูกจูบเมีย ให้กระซิบกับตัวเองว่า "ฉันกำลังจูบสิ่งที่เป็นมนุษย์ที่ต้องตาย" แล้วถ้าวันหนึ่งเขาจากไป คุณจะไม่แหลกสลาย
.
เขาเริ่มจากของเล็กๆ ก่อน ถ้าคุณรักถ้วยชาสักใบ ให้บอกตัวเองว่า "ฉันชอบถ้วยชาใบหนึ่ง" พอมันแตก คุณจะไม่ทุกข์เกินเหตุ เพราะคุณรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่ามันเป็นแค่ถ้วยที่แตกได้
.
เขามีเทคนิคซ้อมล่วงหน้าที่ใช้ได้กับเรื่องน่าหงุดหงิดในชีวิตประจำวันด้วย ก่อนจะไปโรงอาบน้ำสาธารณะ ให้นึกภาพไว้เลยว่าจะเจอคนสาดน้ำใส่กัน คนเบียดเสียด คนตะโกน และคนแอบฉกเสื้อผ้า พอนึกไว้ก่อนแล้ว ถ้ามันเกิดขึ้นจริง คุณก็จะรับมือได้อย่างสงบ เพราะคุณตั้งใจมาตั้งแต่ต้นว่าจะไปอาบน้ำ พร้อมกับรักษาใจให้นิ่ง ไม่ใช่มาหวังว่าทุกคนจะประพฤติดีเพื่อคุณคนเดียว
.
กฎเหล็กของข้อนี้อยู่ในคู่มือบทสั้นๆ ให้เก็บภาพความตาย การเนรเทศ และเรื่องร้ายทั้งหลายไว้ตรงหน้าทุกวัน โดยเฉพาะความตาย แล้วคุณจะไม่มีวันคิดอะไรต่ำๆ หรือปรารถนาสิ่งใดจนเกินพอดี
.
ฟังดูหม่น แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม คนที่นึกถึงความตายทุกเช้าคือคนที่ใช้ชีวิตแต่ละวันได้เต็มที่ที่สุด เพราะเขารู้ว่าไม่มีอะไรรับประกันว่าจะมีวันพรุ่งนี้
.
.
9. คุณเป็นแค่นักแสดง บทถูกกำหนดโดยคนอื่น หน้าที่คุณคือเล่นให้ดี
.
การซ้อมรับความสูญเสียจะง่ายขึ้นเยอะ ถ้ามองว่าชีวิตคือบทที่เราไม่ได้เป็นคนเลือกตั้งแต่ต้น Epictetus จึงให้ภาพชีวิตเป็นละครเวที
.
คุณเป็นนักแสดง ผู้กำกับเป็นคนเลือกบท ถ้าเขาอยากให้เรื่องสั้นก็สั้น อยากให้ยาวก็ยาว จับคุณเล่นเป็นคนจน คนพิการ กษัตริย์ หรือขอทาน
.
หน้าที่ของนักแสดงที่ดีมีอย่างเดียวคือเล่นบทนั้นให้เต็มที่ ส่วนการแจกบทเป็นงานของคนอื่น ปัญหาของคนส่วนใหญ่คือมัวแต่หยุดการแสดงกลางฉากเพื่อเถียงว่าทำไมตัวเองไม่ได้บทพระเอก
.
เขาเสริมด้วยนักแสดงชื่อ Polus ที่เล่นเป็น Oedipus ตอนเป็นกษัตริย์ได้ยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็เล่นเป็น Oedipus ตอนเป็นขอทานเร่ร่อนได้งดงามเท่ากัน
.
คนดูปรบมือให้ฝีมือ ไม่ได้ปรบให้เครื่องแต่งกาย เขาชี้ไปที่ Odysseus ที่ดูสง่าพอกันไม่ว่าจะห่มผ้าขี้ริ้วหรือฉลองพระองค์สีม่วง คุณค่าไม่ได้อยู่ที่ได้บทไหน อยู่ที่ว่าเล่นบทที่ได้มาสุดฝีมือแค่ไหน
.
เรื่องน่าขันคือคนที่ปฏิเสธจะขึ้นเวทีเพราะน้อยใจว่าไม่ได้บทเอก สุดท้ายละครก็ดำเนินต่อไปโดยไม่มีเขา เขาแค่ไม่ได้ค่าตัวและได้ยืนดูคนอื่นเล่นแทน คนที่มัวประท้วงเรื่องบทเลยกลายเป็นคนที่เล่นบทแย่ที่สุดในโรงโดยไม่รู้ตัว คือบทของคนที่ยืนกอดอกถอดใจอยู่หลังเวที
.
.
10. ทุกเรื่องมีสองหูจับเสมอ ให้เลือกจับหูที่แบกไหว
.
ในบทที่ถูกกำหนดมาให้ คุณยังเหลือทางเลือกจริงอยู่หนึ่งอย่าง คือจะหยิบเหตุการณ์ขึ้นมาถือด้วยฝั่งไหน Epictetus บอกว่าทุกสถานการณ์มีหูจับสองข้าง ข้างหนึ่งจับแล้วแบกไหว อีกข้างจับแล้วแบกไม่ขึ้น
.
เขาไม่ได้ให้คุณโกหกตัวเองว่าเรื่องร้ายไม่มีอยู่ หูข้างหนักก็จริงพอๆ กับหูข้างเบา Epictetus แค่เตือนว่าคุณมีสิทธิ์เลือกว่าจะยกด้วยมือข้างไหน
.
ปัญหาคือคนส่วนใหญ่ไม่ได้แค่คว้าหูข้างหนักขึ้นมา แต่คว้าขึ้นมา แบกไปทั้งวัน แล้วยังแวะเล่าให้ทุกคนฟังว่าหูข้างนี้มันหนักขนาดไหน เหมือนคนที่ยกเปียโนผิดด้านแล้วบ่นว่าเปียโนหนักเกินไป
.
เขาต่อยอดในอีกบทว่า คนอื่นทำร้ายคุณไม่ได้ถ้าคุณไม่ให้ความร่วมมือ คุณจะเจ็บก็ต่อเมื่อคุณเชื่อว่าตัวเองถูกทำร้าย เขาไม่ได้กำลังโทษเหยื่อ เขากำลังบอกว่าคำพูดของใครสักคนจะกลายเป็นบาดแผลได้หรือไม่ ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับว่าคุณยื่นมือไปรับด้านไหนของมัน
.
.
11. ใช้ชีวิตเหมือนอยู่ในงานเลี้ยง อะไรมาถึงตัวก็หยิบพองาม อะไรยังไม่ถึงก็อย่ารีบคว้า
.
มือที่เลือกได้นี้ ไม่ได้ใช้แค่ตอนเจอเรื่องร้าย แต่ใช้ตอนของดีวนมาถึงตัวด้วย และภาพที่งดงามที่สุดภาพหนึ่งในเล่มคือการเปรียบชีวิตเป็นงานเลี้ยง
.
Epictetus บอกให้ทำตัวเหมือนอยู่ในโต๊ะอาหารร่วมกับคนอื่น พออาหารหรือเครื่องดื่มวนมาถึงตัว ก็เอื้อมหยิบมาแต่พองาม ถ้ามันเลยผ่านไป อย่าไปดึงกลับ และถ้ามันยังมาไม่ถึง อย่าให้ความอยากวิ่งนำหน้า ให้อดทนรอจนถึงตาของคุณ เขาบอกว่าถ้าปฏิบัติกับลูก เมีย ทรัพย์สิน และตำแหน่งด้วยท่าทีแบบนี้ วันหนึ่งคุณจะคู่ควรกับการได้ร่วมโต๊ะกับเทพเจ้า
.
เขามีตัวอย่างเรื่องการแลกเปลี่ยน มีคนบ่นว่าไม่ได้ถูกเชิญไปงานเลี้ยง Epictetus ถามว่าคุณจ่ายค่าตั๋วเข้างานหรือเปล่า ค่าตั๋วในที่นี้คือการประจบเจ้าภาพและคอยป้อยอเขา ถ้าคุณไม่ยอมจ่ายราคานั้น คุณก็ไม่ได้เข้างาน แต่จะไปน้อยใจทำไม
.
เขาเทียบกับผักกาดหนึ่งหัวราคาหนึ่ง obol ถ้าคนอื่นจ่ายเหรียญแล้วได้ผักไป ส่วนคุณไม่จ่ายเลยเดินจากมามือเปล่า อย่าเพิ่งคิดว่าคุณเสียเปรียบ เพราะเขาได้ผัก แต่เหรียญยังอยู่ในกระเป๋าคุณ
.
บทเรียนที่ซ่อนอยู่คือทุกอย่างในชีวิตมีราคาของมัน ตำแหน่ง คำเชิญ ความสนิทกับคนใหญ่คนโต ล้วนต้องแลกมาด้วยบางสิ่ง บ่อยครั้งคือศักดิ์ศรีของคุณ
.
Epictetus ไม่ได้ห้ามคุณจ่าย เขาแค่บอกว่าถ้าจ่ายแล้วก็อย่าบ่นเรื่องราคา และถ้าไม่ยอมจ่ายก็อย่าไปอิจฉาคนที่จ่าย เพราะสิ่งที่คุณเก็บไว้ได้อาจมีค่ากว่าของที่เขาได้มา
.
.
12. คนที่ทำร้ายคุณ ในหัวเขาเชื่อว่าเขากำลังทำสิ่งที่ถูก
.
งานเลี้ยงสอนเรื่องการรับมือกับสิ่งของ ส่วนแขกที่นั่งข้างๆ สอนเรื่องการรับมือกับคน และ Epictetus มีวิธีมองคนที่มาทำร้ายเราซึ่งกวนใจอีกฝ่ายยิ่งกว่าการโกรธตอบเสียอีก
.
เขาบอกว่าเวลาใครวิจารณ์หรือทำไม่ดีกับคุณ ให้จำไว้ว่าในหัวเขาเชื่อว่าเขาทำถูก เขาใช้มุมของคุณไม่เป็น ใช้เป็นแต่มุมตัวเอง เพราะฉะนั้นถ้ามุมเขาผิด คนที่รับกรรมคือเขาที่โดนความเข้าใจผิดหลอก พอคิดแบบนี้ คุณจะสงสารคนที่เพิ่งด่าคุณ ซึ่งสำหรับคนด่าแล้ว ไม่มีอะไรน่าหงุดหงิดไปกว่าการโดนสงสารกลับ
.
เขาต่อด้วยบทเรียนเรื่องการด่วนสรุป มีคนอาบน้ำเร็ว อย่าเพิ่งบอกว่าเขาอาบน้ำแย่ บอกแค่ว่าเขาอาบน้ำเร็ว มีคนดื่มไวน์เยอะ อย่าบอกว่าเขาดื่มแย่ บอกแค่ว่าเขาดื่มเยอะ ในเมื่อยังไม่รู้เหตุผลของเขา จะไปตัดสินได้ยังไงว่ามันเลวร้าย มนุษย์เราชอบเล่นเป็นนักอ่านใจมืออาชีพ ทั้งที่สถิติการเดาถูกจริงๆ ต่ำกว่าที่คิดไว้เยอะ
.
ความเห็นใจแบบนี้ไม่ได้แปลว่ายอมทุกอย่าง แต่มันเปลี่ยนพลังงานข้างในคุณ คนที่เชื่อว่าคนอื่นจงใจมาเล่นงานตัวเอง จะใช้ชีวิตอยู่ในสงครามยี่สิบสี่ชั่วโมง ส่วนคนที่มองว่าอีกฝ่ายแค่ทำตามความเข้าใจอันจำกัดของเขา จะประหยัดพลังไปได้มหาศาล เพราะไม่ต้องเปิดศึกกับทุกคนที่บังเอิญมองโลกคนละมุมกับตน
.
.
13. อย่าประกาศว่าเป็นนักปรัชญา จงลงมือทำให้เขาเห็น
.
และความเห็นใจแบบนั้นไม่ใช่สิ่งที่เอาไว้อวด เหมือนทุกอย่างในเล่มนี้ Epictetus บอกให้แสดงออกมา ไม่ใช่ประกาศ เขารังเกียจการอวดภูมิเป็นพิเศษ
.
เขาบอกว่าอย่าไปเที่ยวประกาศว่าตัวเองเป็นนักปรัชญา และอย่าเทศน์หลักการให้คนที่ไม่ได้สนใจฟัง ให้ทำตามหลักการนั้นแทน ในงานเลี้ยง อย่าไปสอนคนอื่นว่าควรกินยังไง แค่กินให้ถูกวิธีให้เขาเห็นก็พอ
.
เขายก Socrates เป็นต้นแบบว่าถ่อมตัวจนคนเข้าใจผิด เดินมาขอให้ Socrates ช่วยแนะนำให้รู้จักนักปรัชญาคนอื่น และ Socrates ก็ยินดีพาไปโดยไม่ถือสาเลยว่าตัวเองถูกมองข้าม
.
เขาย้ำเรื่องนี้ด้วยสัญญาณของคนที่กำลังก้าวหน้าจริง คนแบบนั้นจะไม่วิจารณ์ ไม่ยกยอ ไม่ตำหนิ ไม่ชี้หน้าใคร และไม่ทำตัวเหมือนรู้ไปหมด ถ้าเจอเรื่องผิดหวัง เขาชี้นิ้วกลับมาที่ตัวเอง ถ้าถูกชม เขารู้สึกขำมากกว่าปลื้ม ถ้าถูกด่า เขาไม่เสียเวลาโต้ตอบ เขาเดินอยู่ในโลกเหมือนคนป่วยที่ระวังไม่ให้ขยับแขนที่กำลังรักษาก่อนที่มันจะหายดี
.
ในส่วน Fragments Epictetus พูดเรื่องนี้ไว้แสบยิ่งกว่า เขาบอกว่าความรู้ทางปรัชญาถ้าเทลงไปในคนที่ไม่มีความละอาย ไร้แก่นสาร แต่ปากเก่ง มันจะเน่าเสีย กลายเป็นเหมือนน้ำที่บูดเป็นน้ำส้มสายชูหรือแย่กว่านั้น
.
เขาถามคนพวกนี้ว่า "เพื่อนเอ๋ย แกเก็บความรู้ทั้งหมดนี้ไว้ในภาชนะแบบไหน ลองดูซิว่ามันสะอาดพอไหม" คำถามนี้ควรถามตัวเองทุกครั้งก่อนจะเอาความรู้ไปอวดใคร
.
.
14. อดทนและงดเว้น สองคำนี้พอสำหรับทั้งชีวิต
.
ถ้าจะบีบวิธีปฏิบัติทั้งหมดในเล่มให้เหลือขนาดที่พกติดตัวได้จริง มันเหลือแค่สองคำ ใน Fragments นักเขียนโบราณบันทึกว่า Epictetus ชอบพูดถึงคำสองคำที่ควรจำขึ้นใจและคอยเตือนตัวเองสลับกัน คือ "อดทน" กับ "งดเว้น"
.
อดทนต่อสิ่งที่ต้องทน และงดเว้นจากสิ่งที่ต้องเว้น สองคำที่เขียนลงกระดาษโน้ตแผ่นเดียวยังเหลือที่ว่างครึ่งแผ่น แต่ฝึกกันทั้งชีวิตก็ยังไม่จบ
.
เขาระบุว่าในบรรดาความชั่วทั้งหลาย มีสองอย่างที่ดำมืดกว่าเพื่อน หนึ่งคือการทนสิ่งที่ต้องทนไม่ได้ สองคือการต้านสิ่งที่ควรต้านไม่ไหว ซึ่งพอแปลเป็นภาษาคนยุคนี้ ก็คือทุกครั้งที่ลุกหนีจากการออกกำลังกลางคัน กับทุกข้อความตอนตีสองที่กดส่งไปแล้วมานั่งกุมขมับตอนเช้า ความล้มเหลวเกือบทั้งหมดของมนุษย์วนเวียนอยู่แค่สองช่องนี้
.
สิ่งที่ทำให้สองคำนี้ทรงพลังคือมันใช้ได้กลางพายุจริงๆ เวลาเจอเรื่องที่อยากระเบิดใส่ ท่องคำว่าอดทน เวลาเจอของที่อยากคว้าทั้งที่รู้ว่าไม่ควร ท่องคำว่างดเว้น ไม่ต้องแบกตำราทั้งเล่มติดตัว แบกแค่สองคำนี้ก็พอ เหลือที่ในกระเป๋าไว้ใส่ของอย่างอื่น
.
.
15. เมื่อถึงเวลา จงเดินตามพรหมลิขิตไปอย่างสง่างาม
.
อดทนกับงดเว้นพาคุณผ่านแต่ละวันไปได้ แต่ยังเหลืออีกเรื่องที่ต่อให้อดทนแค่ไหนก็เปลี่ยนไม่ได้ นั่นคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ Epictetus จึงปิดคู่มือของเขาด้วยบทสวดที่ยืมมาจาก Cleanthes เขาบอกให้เตรียมประโยคนี้ไว้ในใจทุกสถานการณ์
.
"นำทางข้าเถิด Zeus นำทางข้าเถิด พรหมลิขิต ไปสู่จุดหมายที่กำหนดให้ข้ามานานแล้ว และข้าจะตามไปโดยไม่ลังเล และต่อให้ข้าขัดขืนด้วยใจดื้อรั้น ข้าก็ยังต้องตามไปอยู่ดี"
.
แก่นของมันคือ ในเมื่อสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จะเกิดขึ้นแน่ๆ คุณมีทางเลือกเดียวว่าจะเดินไปหามันแบบยินยอมหรือแบบถูกลากไป และคนที่ยอมรับสิ่งที่จำเป็นด้วยใจสงบคือคนที่ฉลาดในวิถีแห่งเทพเจ้า
.
ก่อนหน้านั้นเขาสอนเรื่องเสรีภาพขั้นสุดไว้ด้วยประโยค "ประตูเปิดอยู่เสมอ" เขาเปรียบว่าถ้าห้องเต็มไปด้วยควันจนทนไม่ไหว คุณก็เดินออกไปได้
.
ชีวิตก็เหมือนกัน ตราบใดที่คุณจำได้ว่าประตูเปิดอยู่ ไม่มีอะไรบนโลกนี้บังคับคุณได้จริง นี่แหละที่ทำให้คนกล้าเผชิญหน้ากับทุกสิ่งอย่างไม่หวั่นไหว ไม่ใช่เพราะอยากหนี แต่เพราะรู้ว่าตัวเองไม่เคยถูกขัง
.
.
===================
.
บทกวีที่ Epictetus หยิบยืมมาจาก Cleanthes ผู้นำคนที่สองของสำนัก Stoic บทสั้นแค่ไม่กี่บรรทัด แต่บรรจุทุกอย่างที่เราไล่มาทั้งสิบห้าข้อไว้ในนั้น
.
.
“นำข้าไปเถิด Zeus และนำข้าไปเถิด พรหมลิขิต
.
สู่ปลายทางที่ท่านกำหนดให้ข้าไว้แต่เนิ่นนาน
.
ข้าจะก้าวตามไปโดยไม่รีรอ
.
และแม้นข้าจะขัดขืนด้วยใจดื้อรั้น
.
ข้าก็ยังต้องก้าวตามไปจนได้”
.
.
บทกวีนี้ไม่ได้ขอให้เรายอมแพ้ มันขอสิ่งที่ยากกว่านั้น คือให้เราเดินเข้าหาสิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้ด้วยใจที่เต็มใจ ในเมื่อลม พายุ ความเจ็บป่วย และความตายจะมาถึงไม่ว่าเราจะยินยอมหรือไม่
.
สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในมือเราคือท่าทีที่เราจะออกไปพบมัน จะถูกลากไปทั้งที่ตะโกนขัดขืน หรือจะก้าวออกไปอย่างคนที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร
.
เขาปิดเล่มด้วยเสียงของ Socrates ที่ยืนอยู่หน้าคำพิพากษาประหารแล้วพูดว่า "Crito ที่รักเอ๋ย ถ้ามันเป็นที่พอใจของเทพเจ้า ก็ให้เป็นเช่นนั้น" คนที่พูดประโยคนี้ได้อย่างสงบ คือคนที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง ไม่ว่าร่างของเขาจะถูกล่ามโซ่อยู่หรือไม่ และนั่นคือมรดกทั้งหมดที่ Epictetus ทิ้งไว้ให้เรา
.
.
.
.
#SuccessStrategies

Pond Apiwat Atichat

บัณฑิตศิลปศาสตร์เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 8 หลักกลางๆ และเจ้าของเพจ Success Strategies กลยุทธ์แห่งความสำเร็จ

https://www.facebook.com/pond.atichat
Next
Next

สรุป 20 ข้อคิดจากหนังสือ Deep Work : Rules for Focused Success in a Distracted World เขียนโดย Cal Newport