สรุป 20 ข้อคิดจากหนังสือ Deep Work : Rules for Focused Success in a Distracted World เขียนโดย Cal Newport

Deep Work คือการทำงานในภาวะจดจ่ออย่างเต็มที่โดยปราศจากสิ่งรบกวน จนดันความสามารถทางความคิดของเราไปถึงขีดสุด งานแบบนี้สร้างคุณค่าใหม่ ทำให้ฝีมือดีขึ้น และคนอื่นลอกเลียนได้ยาก
.
Cal Newport อาจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่ Georgetown เชื่อว่ามันคือทักษะที่มีค่าที่สุดในเศรษฐกิจยุคใหม่ และน่าเป็นห่วงที่สุดเพราะกำลังหายไปอย่างรวดเร็ว
.
ขั้วตรงข้ามของมันคือ Shallow Work งานจุกจิกที่ทำไปพร้อมกับวอกแวกไปก็ได้ ตอบอีเมล นั่งประชุม เลื่อนดูข้อความ งานเหล่านี้ไม่ค่อยสร้างคุณค่าและใครก็ทำแทนได้
.
ลองนึกย้อนว่าครั้งสุดท้ายที่คุณนั่งทำงานชิ้นเดียวได้เกินหนึ่งชั่วโมงโดยไม่แตะโทรศัพท์เลย คือเมื่อไหร่ ถ้านึกไม่ออก คุณไม่ได้แปลก เพราะคนทำงานความรู้ส่วนใหญ่ในยุคนี้ใช้เวลาเกือบทั้งวันไปกับ Shallow Work โดยไม่รู้ตัว
.
งานวิจัยของ McKinsey ปี 2012 พบว่าคนทำงานความรู้ใช้เวลากว่า 60 เปอร์เซ็นต์ไปกับการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์และค้นเน็ต โดยเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์หมดไปกับอีเมลล้วนๆ สมองถูกฉีกออกเป็นเศษเล็กเศษน้อยจนไม่เหลือพื้นที่ให้คิดอะไรยาวๆ
.
Newport ชี้ว่าตรงนี้คือทั้งวิกฤตและโอกาส วิกฤตเพราะคนส่วนใหญ่กำลังสูญเสียความสามารถนี้ไป และโอกาสเพราะของที่หายากและมีค่าในเวลาเดียวกัน ย่อมมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ใครยังทำมันได้ในวันที่คนอื่นทำไม่ได้แล้ว ก็เหมือนถือของหายากไว้ในมือ
.
ต่อไปนี้คือ 20 ข้อคิดจากเล่มนี้
.
.
===============
.
1. Deep Work คือทักษะที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของคนเก่งในทุกยุค
.
เมื่อไล่ดูประวัติของคนที่สร้างผลงานยิ่งใหญ่ จะพบรูปแบบเดียวกันซ้ำๆ Mark Twain เขียน Tom Sawyer ในกระท่อมที่ห่างจากบ้านหลักมากจนครอบครัวต้องเป่าแตรเรียกเวลากินข้าว Woody Allen เขียนบทและกำกับหนัง 44 เรื่องในช่วง 44 ปี ได้เข้าชิงออสการ์ 23 ครั้ง ตลอดเวลานั้นเขาไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์ พิมพ์งานทั้งหมดบนเครื่องพิมพ์ดีดมือเครื่องเดียว
.
J.K. Rowling หายตัวจากโซเชียลมีเดียในช่วงที่เขียน Harry Potter ทั้งที่เป็นยุคที่โซเชียลกำลังเติบโต ส่วน Bill Gates มี Think Week ปีละสองครั้ง เก็บตัวในกระท่อมเพื่ออ่านหนังสือและคิดเรื่องใหญ่ บันทึกที่เปลี่ยนทิศทางของ Microsoft ทั้งบริษัทก็เขียนขึ้นในช่วงที่เขาหายไปอยู่คนเดียวเช่นนี้
.
ที่น่าสนใจคือ Neal Stephenson นักเขียนไซเบอร์พังก์ผู้มีอิทธิพลต่อภาพจินตนาการเรื่องอินเทอร์เน็ตของคนทั้งโลก กลับเป็นคนที่ติดต่อทางออนไลน์ได้ยากที่สุด เว็บไซต์ของเขาไม่มีอีเมล
.
เหตุผลของเขาตรงไปตรงมาว่า ถ้ามีช่วงเวลายาวต่อเนื่องไม่ขาดตอน เขาจะเขียนนิยายที่อยู่ได้นานเป็นร้อยปีได้ แต่ถ้าถูกขัดจังหวะบ่อยๆ สิ่งที่ได้แทนก็เป็นเพียงอีเมลกองหนึ่งที่ไม่มีใครจดจำ คนที่เข้าใจอินเทอร์เน็ตดีที่สุด กลับเป็นคนที่ระมัดระวังมันมากที่สุด
.
.
2. เศรษฐกิจกำลังแบ่งคนออกเป็นสองฝั่ง และมีคนสามกลุ่มที่ได้เปรียบ
.
Newport อ้างงานของนักเศรษฐศาสตร์ Erik Brynjolfsson กับ Andrew McAfee ที่ชี้ว่าเทคโนโลยีกำลังปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และมีคนสามกลุ่มที่ได้ประโยชน์อย่างไม่สมส่วน
.
กลุ่มแรกคือ High-Skilled Workers คือคนที่ทำงานกับเครื่องจักรอัจฉริยะที่ซับซ้อนได้ ตัวอย่างคือ Nate Silver ที่ป้อนผลโพลหลายพันชุดเข้าฐานข้อมูลแล้วประมวลออกมาเป็นการพยากรณ์การเลือกตั้ง คำถามสำคัญที่ Tyler Cowen สรุปไว้คือ คุณทำงานกับเครื่องจักรอัจฉริยะได้ดีหรือไม่
.
กลุ่มสองคือ Superstars คือคนที่เก่งที่สุดในสายงานของตน เพราะเทคโนโลยีทำลายกำแพงเรื่องระยะทาง บริษัทเล็กในเมืองหนึ่งสามารถจ้างโปรแกรมเมอร์ระดับโลกที่อยู่อีกซีกโลกได้ Sherwin Rosen อธิบายตลาดแบบผู้ชนะกินรวบนี้ว่า การฟังนักร้องระดับกลางต่อกันร้อยคนไม่อาจทดแทนการฟังนักร้องที่ยอดเยี่ยมจริงเพียงคนเดียวได้ เมื่อผู้บริโภคเลือกได้จากทั้งโลก พวกเขาก็เลือกคนที่ดีที่สุด
.
กลุ่มสามคือ Owners คือคนที่มีทุนไปลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ Newport ยกตัวอย่าง Instagram ที่ขายได้พันล้านดอลลาร์ในขณะที่มีพนักงานเพียง 13 คน เมื่อใช้แรงงานน้อยลงแต่สร้างมูลค่ามหาศาล ส่วนแบ่งที่ไหลกลับไปหาเจ้าของก็มากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
.
Newport ยอมรับตรงๆ ว่าเขาไม่มีสูตรลัดให้ใครกลายเป็นนักลงทุนที่มีทุนหนา แต่สองกลุ่มแรกนั้นเข้าถึงได้ด้วยการสร้างทักษะ และทักษะเหล่านั้นล้วนมีรากฐานเดียวกัน คือความสามารถในการทำ Deep Work
.
.
3. สองทักษะที่จำเป็นในยุคเครื่องจักรฉลาด และทั้งคู่มาจากรากเดียวกัน
.
Newport ระบุว่าต้องมีสองทักษะหลัก หนึ่งคือความสามารถในการเรียนรู้เรื่องยากได้อย่างรวดเร็ว และสองคือความสามารถในการผลิตงานระดับยอดเยี่ยมทั้งในแง่คุณภาพและความเร็ว ทั้งสองอย่างนี้ฝึกฝนได้
.
เรื่องแรกสำคัญเพราะระบบที่เราต้องทำงานด้วยเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ภาษาคอมพิวเตอร์บางตัวที่ Jason Benn เรียนรู้ เมื่อสิบปีก่อนยังไม่มี และอีกสิบปีข้างหน้าอาจล้าสมัย คนทำการตลาดในยุค 1990 คงไม่เคยคาดคิดว่าวันนี้ต้องเชี่ยวชาญการวิเคราะห์ข้อมูลดิจิทัล ทักษะที่เรียนจบมาจึงมีอายุการใช้งานสั้นลงเรื่อยๆ ใครหยุดเรียนรู้สิ่งใหม่ที่ยากขึ้นก็จะค่อยๆ ล้าหลังโดยไม่รู้ตัว
.
เรื่องที่สองคือ แม้เรียนรู้ได้แล้ว ก็ต้องแปลงมันเป็นผลงานจริงในระดับที่คนมองเห็น หากผลิตงานที่ดีได้ ผู้ที่เข้าถึงงานของเราแทบไม่มีขีดจำกัด แต่หากผลิตงานระดับกลางๆ ก็จะถูกนำไปเทียบกับคนที่เก่งที่สุดในโลกบนหน้าจอเดียวกันทันที จุดร่วมของทักษะทั้งสองคือ ทำในภาวะวอกแวกไม่ได้เลย ต้องลงลึกเท่านั้น
.
.
4. การเรียนรู้ที่แท้จริงเกิดจากการจดจ่ออย่างเข้มข้น ไม่ใช่การอ่านผ่านตา
.
เหตุใดการเรียนเรื่องยากจึงต้องการสมาธิเช่นนั้น Newport อธิบายผ่านแนวคิด Deliberate Practice หรือการฝึกฝนอย่างมีเป้าหมายที่นักจิตวิทยา Anders Ericsson บัญญัติไว้
.
หัวใจของมันคือการจดจ่ออย่างเข้มข้นไปที่ทักษะที่ต้องการพัฒนา พร้อมรับฟีดแบ็กเพื่อแก้จุดอ่อนอย่างตรงเป้า สิ่งที่ Ericsson เน้นย้ำคือ สมาธิที่กระจัดกระจายแทบเป็นสิ่งตรงข้ามกับสิ่งที่ Deliberate Practice ต้องการ
.
ในระดับสมอง เมื่อเราจดจ่อกับทักษะใดทักษะหนึ่งอย่างเข้มข้น วงจรประสาทที่เกี่ยวข้องจะถูกใช้งานซ้ำจนเซลล์สร้างปลอกไมอีลินหนาขึ้น ทำให้สัญญาณวิ่งได้เร็วและแม่นยำขึ้น แต่กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราจดจ่อไปที่จุดเดียวอย่างแท้จริง หากกระจายความสนใจ สมองก็ไม่รู้ว่าควรเสริมวงจรใด จึงไม่เสริมสิ่งใดเลย
.
เหตุผลที่การเปิดหนังสือทิ้งไว้พลางเลื่อนดูฟีดสลับไปมา แทบไม่ทำให้เราเก่งขึ้น เพราะสมองไม่เคยได้ลงลึกพอที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ความรู้สึกว่ากำลังเรียนรู้อยู่ กับการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริง เป็นคนละเรื่องกัน
.
.
5. สูตรของงานคุณภาพสูง และต้นทุนแฝงของการสลับงานไปมา
.
Newport เสนอสมการที่จดจำง่ายว่า ผลงานคุณภาพสูง เท่ากับ เวลาที่ใช้ คูณด้วย ความเข้มข้นของสมาธิ ความหมายคือ หากเพิ่มความเข้มข้นของสมาธิได้ เราจะผลิตงานคุณภาพเท่าเดิมในเวลาที่น้อยลง หรือผลิตงานที่ดีกว่าเดิมในเวลาเท่ากัน คนที่นั่งทำงานสิบชั่วโมงแบบครึ่งหลับครึ่งตื่น อาจให้ผลลัพธ์น้อยกว่าคนที่ทำงานสามชั่วโมงอย่างเต็มที่
.
ตัวแปรที่หลายคนมองข้ามคือสมาธิ และศัตรูของมันคือสิ่งที่นักวิจัย Sophie Leroy เรียกว่า Attention Residue เมื่อเราสลับจากงานหนึ่งไปอีกงานหนึ่ง ความสนใจส่วนหนึ่งยังค้างอยู่ที่งานเดิมและไม่ยอมตามมา
.
ผลคือเราทำงานใหม่ได้ด้อยลง Leroy ทดลองโดยให้คนสลับงานแล้ววัดผล ได้ข้อสรุปชัดเจนว่าคนที่มีความสนใจค้างอยู่จะทำงานถัดไปได้แย่กว่าที่ควรจะเป็น
.
สิ่งที่ควรตระหนักคือ แม้เพียงการเหลือบดูอีเมลหรือข้อความสั้นๆ ก็ทิ้งร่องรอยนี้ไว้แล้ว Newport ยกตัวอย่าง Adam Grant ศาสตราจารย์ที่ผลิตงานวิจัยจำนวนมาก
.
วิธีของเขาคือรวบงานหนักมาทำเป็นช่วงยาวต่อเนื่อง เพื่อลดผลของ Attention Residue ให้น้อยที่สุด ส่วนคนที่ย้ายจากการประชุมหนึ่งไปสู่อีกการประชุมตลอดทั้งวัน ก็สะสมความสนใจค้างทับซ้อนกันตั้งแต่เช้า แล้วสงสัยในช่วงบ่ายว่าเหตุใดจึงคิดงานไม่ออก
.
.
6. ที่ทำงานสมัยใหม่ถูกออกแบบให้เอื้อต่องานตื้น โดยไม่มีใครตั้งใจ
.
หาก Deep Work มีค่าเช่นนั้น เหตุใดคนจึงไม่ทำ Newport ชี้ว่าโครงสร้างขององค์กรหลายอย่างผลักเราไปสู่ Shallow Work เอง
.
เริ่มจากสิ่งที่เขาเรียกว่า Metric Black Hole คุณค่าของงานลึกวัดออกมาเป็นตัวเลขได้ยาก
.
ไม่มีใครรู้ว่าการนั่งคิดกลยุทธ์เงียบๆ สามชั่วโมงสร้างมูลค่าเท่าใด เมื่อวัดไม่ได้ พฤติกรรมที่บั่นทอน Deep Work จึงดำเนินต่อไปได้เรื่อยๆ เพราะไม่มีตัวเลขใดมาแสดงว่ามันมีต้นทุนสูง
.
ถัดมาคือ Principle of Least Resistance เมื่อไม่มีฟีดแบ็กชัดเจนว่าสิ่งใดกระทบผลกำไร คนจะเลือกทำสิ่งที่ง่ายที่สุดในขณะนั้น ซึ่งก็คือการตอบทุกข้อความทันที เพราะมันให้ความรู้สึกว่ากำลังขับเคลื่อนงาน การตอบกลับให้ผลตอบแทนทันที ขณะที่การคิดงานยากให้เพียงความเหนื่อยล้าโดยที่ผลลัพธ์ยังมาไม่ถึงในอีกหลายวัน
.
ตัวที่สามคือ Busyness as a Proxy for Productivity คือการใช้ความยุ่งเป็นเครื่องแทนหลักฐานของผลงาน ในเมื่อวัดผลงานความรู้ได้ยาก คนจึงพิสูจน์คุณค่าของตนด้วยการแสดงความยุ่ง ตอบข้อความตอนดึก ทำงานเลยเวลา เข้าประชุมถี่ Newport เปรียบว่ามันคือการย้อนกลับไปสู่ยุคที่คนงานโรงงานวัดผลด้วยจำนวนชิ้นที่ผลิตได้ เพียงแต่รอบนี้สิ่งที่เราผลิตคือภาพลักษณ์ของความยุ่ง
.
.
7. เราให้คุณค่ากับเครื่องมือออนไลน์โดยลืมประเมินว่ามันคุ้มจริงหรือไม่
.
รากที่ลึกกว่านั้นคือสิ่งที่ Newport เรียกว่าการบูชาอินเทอร์เน็ต เราเผลอมองเครื่องมือเครือข่ายทุกชนิดเป็นสิ่งดีงามที่ไม่ควรตั้งคำถาม ใครไม่ใช้แอปใหม่ก็ดูเหมือนตามไม่ทันยุคสมัย ทั้งที่ยังไม่มีใครพิสูจน์ว่ามันคุ้มกับสมาธิที่เสียไป
.
Newport เรียกแนวคิดนี้ว่า Any-Benefit Mindset คือเราเลือกใช้เครื่องมือเพียงเพราะมันมีประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยไม่นำต้นทุนมาคิด
.
เขาเปรียบเทียบกับเกษตรกรว่า หากใช้ตรรกะนี้ เห็นเครื่องมือใดที่มีข้อดีอยู่บ้างก็ต้องซื้อมาทั้งหมด สุดท้ายโรงนาก็เต็มไปด้วยของที่กินกำไรมากกว่าสร้างกำไร แต่เมื่อเป็นเรื่องเวลาและสมาธิ เรากลับไม่เคยทำบัญชีต้นทุนอย่างที่เกษตรกรทำกับเงิน
.
ทางออกที่เขาเสนอคือ Craftsman Approach คือเลือกเฉพาะเครื่องมือที่ส่งผลบวกต่อเป้าหมายสำคัญของเรามากกว่าผลลบอย่างชัดเจน เหมือนช่างฝีมือที่รู้ว่าตนต้องการสิ่งใดแล้วเลือกเฉพาะที่จำเป็น
.
.
8. Deep Work ไม่ได้ให้เพียงผลงาน แต่หล่อหลอมโลกที่เรามองเห็น
.
ส่วนที่ลึกที่สุดของหนังสือคือข้อโต้แย้งว่าเหตุใด Deep Work จึงให้ความหมายแก่ชีวิต Newport เริ่มจากมุมประสาทวิทยา อ้างนักเขียน Winifred Gallagher ที่หลังจากป่วยเป็นมะเร็งระยะร้ายแรง กลับค้นพบว่าชีวิตของเราถูกกำหนดด้วยสิ่งที่เราเลือกให้ความสนใจ
.
ประโยคที่เธอเขียนคือ ตัวตนของคุณ สิ่งที่คุณคิด รู้สึก ทำ และรัก คือผลรวมของสิ่งที่คุณโฟกัส
.
ความหมายคือ หากเรานำสมาธิไปจมอยู่กับเรื่องดราม่าในฟีด ความคิดเห็นที่ทำให้ขุ่นเคือง หรือความกังวลจุกจิก โลกของเราก็จะเล็กลงและน่าหงุดหงิดตามไปด้วย เราใช้เวลาทั้งวันสะสมเรื่องน่ารำคาญไว้ในความคิด แล้วแปลกใจว่าเหตุใดชีวิตจึงดูหม่นหมอง
.
แต่หากเลือกจดจ่อกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่และมีความหมาย โลกที่เราอาศัยอยู่ก็จะกว้างขึ้นเอง สมาธิจึงเปรียบเสมือนปากกาที่เราใช้วาดความจริงของตนเอง โดยที่ส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่ากำลังถือมันอยู่
.
มุมที่สองคือจิตวิทยา ผ่านงานของ Mihaly Csikszentmihalyi เรื่อง Flow เขาสุ่มสอบถามผู้คนระหว่างวันแล้วพบสิ่งที่ขัดกับสามัญสำนึก คนมีความสุขในขณะที่ทำงานที่ท้าทายและต้องจดจ่อ มากกว่าในขณะที่นั่งพักผ่อนเฉยๆ
.
งานที่บีบให้เราใช้ทักษะจนสุดความสามารถ กลับให้ความพึงพอใจที่ลึกกว่าการพักผ่อนแบบเฉื่อยชา ทั้งที่เราเฝ้าฝันถึงวันหยุดยาว ความขัดแย้งนี้บอกเราตรงๆ ว่าสิ่งที่เราคิดว่าต้องการ กับสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขจริง มักไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
.
.
9. งานฝีมือสามารถเปลี่ยนงานธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งที่มีความหมาย
.
มุมที่สามที่ Newport ใช้อธิบายความหมายของ Deep Work คือปรัชญา เขาอ้างหนังสือของ Hubert Dreyfus กับ Sean Kelly ที่กล่าวถึงช่างทำล้อเกวียน ผู้ต้องอ่านลายไม้แต่ละชิ้นซึ่งมีลักษณะเฉพาะไม่ซ้ำกัน
.
ความหมายของงานคราฟต์ไม่ได้มาจากการที่ช่างสร้างมันขึ้นเอง แต่มาจากการฝึกฝนจนมองเห็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในวัตถุตรงหน้า
.
สิ่งสำคัญคือ งานคราฟต์เช่นนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นงานที่ใช้มือ โปรแกรมเมอร์ฝีมือดี Santiago Gonzalez พูดถึงโค้ดที่งดงามว่าเปรียบได้กับการเขียนบทกวี
.
หนังสือ The Pragmatic Programmer ก็อ้างคำของช่างตัดหินยุคกลางว่า ผู้ที่ตัดเพียงก้อนหินต้องมองเห็นมหาวิหารอยู่เสมอ คนที่นั่งเขียนโค้ดในห้องปรับอากาศ กับคนที่สลักหินสร้างวิหารเมื่อแปดร้อยปีก่อน อาจกำลังทำสิ่งเดียวกันอยู่ในใจ
.
หลายคนคิดว่างานของตนธรรมดาเกินกว่าจะมีความหมาย แต่ Newport เตือนว่านั่นคือกับดักทางความคิด ความหมายไม่ได้อยู่ที่ชื่อตำแหน่ง แต่อยู่ที่ระดับฝีมือและความใส่ใจที่เราทุ่มลงไป ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน นักการตลาด หรือผู้สร้างสรรค์เนื้อหา หากฝนฝีมือจนคมแล้วทำมันด้วยความเคารพ งานที่คนอื่นมองว่าน่าเบื่อก็กลายเป็นแหล่งความหมายของเราได้
.
.
10. เลือกรูปแบบการทำ Deep Work ที่เหมาะกับชีวิตของตน ไม่มีสูตรเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน
.
เมื่อเข้าสู่ภาคปฏิบัติ Newport ระบุว่าต้องเลือกรูปแบบการจัดตารางให้เหมาะกับชีวิตของตนก่อน รูปแบบแรกคือ Monastic Philosophy คือการตัด Shallow Work ออกให้เหลือน้อยที่สุด
.
ตัวอย่างคือ Donald Knuth ปรมาจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่ปฏิเสธอีเมล โดยให้เหตุผลว่าอีเมลเหมาะกับคนที่ต้องการตามทันทุกเรื่อง แต่เขาต้องการเป็นคนที่ไม่ต้องตามเรื่องจุกจิก รูปแบบนี้เหมาะกับคนที่มีเป้าหมายชัดเจนเพียงอย่างเดียวและไม่จำเป็นต้องตอบสนองผู้อื่นมากนัก
.
รูปแบบที่สองคือ Bimodal Philosophy คือการแบ่งเวลาเป็นช่วง บางช่วงทำตัวเหมือนนักบวช ตัดทุกอย่างเพื่อลงลึก ช่วงที่เหลือเปิดรับงานอื่นตามปกติ Carl Jung กับหอคอย Bollingen คือตัวอย่างที่ดี เพราะในเมืองเขามีคลินิกที่คนไข้พึ่งพาอยู่มาก แต่ก็ไม่ลังเลที่จะหายตัวไปทำงานลึกเป็นช่วงๆ
.
รูปแบบที่สามคือ Rhythmic Philosophy คือการทำ Deep Work ให้เป็นกิจวัตรในเวลาเดิมทุกวันจนกลายเป็นนิสัย Newport ยกวิธีของ Jerry Seinfeld ที่ทำเครื่องหมายลงปฏิทินทุกวันที่เขาเขียนงาน แล้วพยายามไม่ให้ลำดับนั้นขาดช่วง เมื่อทำต่อเนื่องหลายวัน แรงจูงใจก็เปลี่ยนจากการอยากเขียน เป็นการไม่อยากทำลายความต่อเนื่องที่สั่งสมมา
.
รูปแบบที่สี่คือ Journalistic Philosophy คือการแทรก Deep Work เข้าไปในทุกช่วงเวลาว่างที่หาได้ในตารางอันยุ่งเหยิง Newport ยกตัวอย่าง Walter Isaacson ที่สามารถเข้าสู่โหมดทำงานลึกได้แม้ในเวลาว่างเพียงสิบห้านาที รูปแบบนี้ยากที่สุดเพราะต้องสลับโหมดได้อย่างรวดเร็ว จึงไม่เหมาะกับผู้เริ่มต้น
.
.
11. อย่าฝากความสำเร็จไว้กับพลังใจ แต่สร้างพิธีกรรมขึ้นมาแทน
.
Newport ชี้ความจริงที่ว่าพลังใจของมนุษย์มีจำกัด งานวิจัยของ Roy Baumeister พบว่าเราใช้พลังใจตลอดทั้งวันเพื่อต้านทานสิ่งล่อใจ และมันค่อยๆ หมดลง ผู้ที่หวังจะทำ Deep Work ด้วยแรงใจล้วนๆ ทุกวัน จึงมักพ่ายแพ้ตั้งแต่ก่อนเที่ยง เรามักมอบหมายงานยากให้ตัวเองในอนาคต ราวกับว่าเขาเป็นคนละคนที่มีวินัยมากกว่า แต่เมื่อถึงเวลาจริงก็พบว่าเป็นคนเดิม
.
ทางออกคือการสร้าง Ritual หรือพิธีกรรมที่ตายตัวจนแทบไม่ต้องใช้พลังใจ
.
ตัวอย่างที่ Newport ยกขึ้นมาคือ Robert Caro นักเขียนเจ้าของรางวัล Pulitzer ที่วางกฎเกณฑ์ทุกอย่างในห้องทำงานอย่างเคร่งครัด เขาถึงกับใส่สูทไปเขียนหนังสือทุกวันราวกับไปทำงานในออฟฟิศ เพื่อส่งสัญญาณให้สมองรับรู้ว่าถึงเวลาจริงจังแล้ว
.
ส่วน Charles Darwin มีเส้นทางเดินชื่อ Sandwalk รอบบ้านที่เขาเดินวนทุกวันในเวลาเดิม จนการคิดกลายเป็นกิจวัตรที่ไม่ต้องฝืน
.
หัวใจของพิธีกรรมคือการตอบให้ชัดล่วงหน้าว่า จะทำงานที่ไหน นานเท่าใด ทำอย่างไรในระหว่างนั้น และหล่อเลี้ยงสมองด้วยสิ่งใด เมื่อตัดสินไว้ครบแล้ว เราก็เพียงเดินเข้าสู่โหมดทำงานได้ทันที ทุกการตัดสินใจเล็กๆ ที่เราตัดออกไปได้ คือพลังใจที่เก็บไว้ใช้กับงานจริง แทนที่จะหมดไปกับการต่อรองกับตัวเองในแต่ละเช้า
.
.
12. ลงทุนครั้งใหญ่เพื่อกระตุ้นให้สมองยอมจริงจัง
.
บางครั้งวิธีกระตุ้น Deep Work ที่ได้ผลที่สุดคือการทำสิ่งที่ใหญ่โตเกินความจำเป็น Newport เรียกสิ่งนี้ว่า Grand Gestures เพราะการทุ่มเงินหรือเปลี่ยนสภาพแวดล้อมอย่างสุดโต่ง ส่งสัญญาณถึงสมองว่างานนี้สำคัญพอที่จะเอาจริง สมองของเรามักไม่เชื่อความตั้งใจที่ได้มาโดยไม่มีต้นทุน
.
ตัวอย่างที่เป็นที่รู้จักคือ J.K. Rowling ในช่วงที่เขียน Harry Potter เล่มสุดท้ายให้เสร็จ เธอวอกแวกที่บ้านจนตัดสินใจไปพักที่โรงแรมหรู Balmoral ใจกลางเมือง Edinburgh ในราคาคืนละหลายพันปอนด์ เพื่อให้ตนเองจดจ่อจนปิดต้นฉบับได้ การจ่ายเงินจำนวนมากเช่นนั้นทำให้สมองรับรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่เวลาเล่น
.
อีกกรณีคือ Peter Shankman ผู้ประกอบการที่มีปัญหาด้านสมาธิ เขามีต้นฉบับที่ต้องส่งแต่เขียนไม่ออก จึงจองตั๋วเครื่องบินไป Tokyo แล้วบินกลับในเที่ยวเดียวกัน ขึ้นเครื่องเขียนตลอดทาง เมื่อถึงโตเกียวก็ดื่มกาแฟแล้วบินกลับเขียนต่อจนเสร็จ ค่าตั๋วราวสี่พันดอลลาร์ ฟังดูสิ้นเปลือง แต่ยังคุ้มกว่าการพลาดกำหนดส่ง และข้อดีของที่นั่งเหนือมหาสมุทรคือไม่มีสิ่งใดให้ลุกไปทำนอกจากงานตรงหน้า
.
.
13. งานลึกบางอย่างต้องการความร่วมมือ แต่ออฟฟิศแบบเปิดโล่งไม่ใช่คำตอบ
.
แม้ฟังดูขัดแย้งกัน แต่ Newport ระบุว่าการทำ Deep Work ไม่ได้หมายความว่าต้องแยกตัวอยู่คนเดียวเสมอไป บางครั้งเพื่อนร่วมงานช่วยผลักดันความคิดของเราให้ไปไกลกว่าเดิมได้ เขาเรียกปรากฏการณ์ที่ไอเดียพุ่งขึ้นเมื่อช่วยกันคิดหน้ากระดานว่า Whiteboard Effect
.
ตัวอย่างที่เป็นตำนานคือ Building 20 ของ MIT และอาคารของ Bell Labs ที่ Murray Hill ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของทรานซิสเตอร์และนวัตกรรมมากมาย
.
Mervin Kelly ผู้ออกแบบจงใจทำทางเดินให้ยาวจนคนต่างสาขาต้องเดินสวนกันและบังเอิญพบกัน เกิดเป็นบทสนทนาที่จุดประกายงานใหม่ๆ รูปแบบนี้คือดุมล้อกับซี่ล้อ มีพื้นที่ส่วนกลางให้ผู้คนได้พบปะกัน แต่มีห้องแยกให้แต่ละคนกลับไปทำงานลึกอย่างเงียบสงบ การพบปะคือสิ่งที่จุดประกาย ส่วนการแยกตัวคือที่ที่ประกายนั้นถูกพัฒนาเป็นงานจริง
.
ประเด็นคือหลายบริษัทเข้าใจเพียงครึ่งเดียว นำแนวคิดเรื่องการปะทะกันของความคิดไปสร้างเป็นออฟฟิศเปิดโล่งไร้ผนัง อย่างห้องเดียวขนาดใหญ่ของ Facebook ที่จุคนได้เป็นพัน ผลลัพธ์กลับตรงข้าม เพราะมันสร้างการรบกวนตลอดเวลาจนไม่มีใครได้ลงลึก
.
ความร่วมมือที่ดีต้องสลับระหว่างช่วงพบปะเพื่อจุดประกาย กับช่วงแยกไปทำงานลึกคนเดียว ไม่ใช่การเปิดให้ทุกคนปะทะกันตลอดเวลาแล้วเรียกมันว่าพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์
.
.
14. บริหาร Deep Work อย่างบริหารธุรกิจ ไม่ใช่เพียงตั้งความหวังว่าจะทำ
.
Newport นำกรอบแนวคิดจากหนังสือ The 4 Disciplines of Execution มาปรับใช้ เพราะรู้ดีว่าความตั้งใจที่จะทำ Deep Work ให้มากขึ้นมักจบลงที่ไม่ได้ทำ
.
วินัยข้อแรกคือ Focus on the Wildly Important คือเลือกเป้าหมายลึกเพียงไม่กี่อย่างที่มีค่าที่สุด แทนที่จะกระจายความตั้งใจไปทั่ว เพราะยิ่งพยายามทำหลายอย่าง ก็ยิ่งทำได้สำเร็จน้อยลง
.
วินัยข้อสองคือ Act on Lead Measures แทนที่จะจ้องผลลัพธ์ปลายทางที่ควบคุมไม่ได้ ให้วัดพฤติกรรมที่นำไปสู่ผลนั้น ตัววัดที่ดีที่สุดสำหรับงานแบบนี้คือจำนวนชั่วโมงที่ใช้ทำ Deep Work จริง เพราะเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้เองทุกวัน
.
วินัยข้อสามคือ Keep a Compelling Scoreboard Newport แนะนำให้บันทึกจำนวนชั่วโมงไว้ในที่ที่มองเห็นตลอด เพราะคนเรามีพฤติกรรมต่างออกไปเมื่อมีการนับคะแนน ตัวเลขที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทุกวันสร้างแรงผลักดันให้อยากทำมากขึ้น
.
วินัยข้อสี่คือ Create a Cadence of Accountability คือการนัดกับตนเองทุกสัปดาห์เพื่อทบทวนคะแนนและวางแผนสัปดาห์ถัดไป รอบการทบทวนเช่นนี้ทำให้ตัวเลขบนกระดานแปรเป็นการลงมือจริง ไม่ใช่เพียงความตั้งใจดีที่เลือนหายไปกับความยุ่งเหยิงในแต่ละวัน
.
.
15. รู้จักหยุดพักให้เป็น และปิดงานอย่างเป็นพิธี เพื่อให้สมองได้ฟื้นตัว
.
กฎข้อหนึ่งที่คนมักมองข้ามคือ Be Lazy Newport อ้างบทความ The Busy Trap ของ Tim Kreider ที่เขียนไว้ว่า ผมไม่ได้ยุ่ง ผมเป็นคนทะเยอทะยานที่ขี้เกียจที่สุดเท่าที่รู้จัก ประเด็นคือเวลาพักผ่อนไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย แต่จำเป็นต่อ Deep Work ด้วยเหตุผลสามประการ
.
ประการแรก สมองส่วนที่ทำงานเบื้องหลังได้คลี่คลายปัญหาซับซ้อนในขณะที่เราไม่ได้ตั้งใจคิด ไอเดียดีๆ จำนวนมากมักผุดขึ้นในขณะอาบน้ำ มากกว่าตอนที่เราจ้องมันอยู่
.
ประการที่สอง การเดินในธรรมชาติช่วยฟื้นฟูสมาธิตามทฤษฎี Attention Restoration ของ Marc Berman
.
ประการที่สาม งานที่ค้างอยู่ในช่วงเย็นมักไม่สำคัญพอที่จะคุ้มกับการแลกเวลาพักผ่อน
.
แต่ปัญหาคือเรามักนำงานติดตัวกลับบ้าน นั่งรับประทานอาหารกับครอบครัวแต่ใจยังจดจ่ออยู่กับงานที่ค้าง Newport จึงเสนอ Shutdown Ritual คือเมื่อจบวันให้จัดการงานที่ค้างเข้าสู่ระบบ ทบทวนแผนของวันถัดไป แล้วกล่าวประโยคปิดท้ายของตน ของ Newport คือคำว่า Shutdown complete แม้ฟังดูเรียบง่าย แต่ได้ผลจริง
.
เหตุผลเบื้องหลังคือ Zeigarnik Effect ที่ Bluma Zeigarnik ค้นพบว่างานที่ยังทำไม่เสร็จจะวนเวียนรบกวนจิตใจเราตลอดเวลา แต่งานวิจัยในภายหลังพบว่าสมองสงบลงได้หากเรามีแผนชัดเจนว่าจะจัดการมันเมื่อใด โดยไม่จำเป็นต้องทำให้เสร็จก่อน
.
พิธีปิดงานจึงเป็นการบอกสมองว่าทุกอย่างถูกบันทึกและมีแผนแล้ว สามารถวางมือได้ สมองที่ได้พักผ่อนอย่างแท้จริงเท่านั้นที่จะลงลึกได้ในวันถัดไป
.
.
16. ฝึกอยู่กับความเบื่อ อย่าฝึกสมองให้ติดการกระตุ้นตลอดเวลา
.
กฎข้อต่อมาคือ Embrace Boredom
.
Newport ชี้จุดที่คนมักเข้าใจผิด หลายคนคิดว่าปัญหาคือการเล่นโซเชียลมากเกินไป แล้วแก้ด้วยการกำหนดวันหยุดเล่นเน็ตเป็นครั้งคราว แต่รากของปัญหาลึกกว่านั้น คือเราฝึกสมองให้ทนต่อความเบื่อไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว แม้เพียงรอไฟแดงไม่กี่วินาทีก็ยังต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา สมองที่ชินกับการกระตุ้นถี่เช่นนี้ ย่อมไม่อาจนั่งนิ่งคิดงานยากเป็นเวลานานได้
.
Newport เปรียบกับนักวิ่งมาราธอนที่กินของจุบจิบทุกห้านาทีระหว่างซ้อม ต่อให้ตั้งใจเพียงใด ร่างกายก็ไม่มีวันแข็งแรงพอ การหยุดเล่นโซเชียลเพียงเดือนละครั้งจึงแก้ไม่ตรงจุด เพราะอีกหลายวันที่เหลือเรายังกระตุ้นสมองตลอดเวลา ความเบื่อจึงไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นสนามฝึกของสมาธิที่เราละเลยมานาน
.
วิธีของเขาจึงกลับด้าน แทนที่จะกำหนดเวลาเล่นเน็ต ให้กำหนดเวลาที่อนุญาตให้เล่นแทน นอกช่วงนั้นต้องอยู่ห่างอย่างเด็ดขาดแม้จะเบื่อเพียงใด สิ่งสำคัญคือต้องทำแม้ในวันที่งานไม่ได้ต้องการสมาธิ เพราะเป้าหมายไม่ใช่การทำงานให้เสร็จ แต่คือการฝึกสมองให้คุ้นเคยกับการอยู่นิ่ง โดยไม่เอื้อมไปคว้าสิ่งกระตุ้นทุกครั้งที่ว่าง
.
.
17. ฝึกสมาธิด้วยการตั้งเส้นตายที่ท้าทายและการขบคิดระหว่างเดิน
.
นอกจากการอยู่กับความเบื่อ Newport ยังเสนอเทคนิคฝึกสมาธิเชิงรุก
.
เทคนิคแรกคือ Roosevelt Dash ซึ่งอ้างอิงจากนิสัยของ Theodore Roosevelt สมัยเรียนที่ Harvard ที่มีกิจกรรมมากมายทั้งการชกมวยและอื่นๆ เขาจึงทุ่มเวลาเรียนเพียงราวหนึ่งในสี่ของวัน แต่ในช่วงนั้นเขาจดจ่ออย่างเข้มข้นเต็มที่
.
เทคนิคนี้คือการตั้งเส้นตายที่กระชั้นเกินจริงให้กับงานหนึ่งชิ้น แล้วบีบให้ตนเองทำให้เสร็จในเวลานั้น เป็นการสร้างแรงกดดันจากกำหนดส่งขึ้นมาเองเพื่อฝึกความเข้มข้นของสมาธิให้สูงขึ้น
.
เทคนิคที่สองคือ Productive Meditation คือการใช้ช่วงที่ร่างกายยุ่งแต่สมองว่าง เช่น ขณะเดิน ขับรถ หรืออาบน้ำ ขบคิดปัญหางานชิ้นเดียวอย่างจดจ่อ เมื่อใจวอกแวกหรือวนคิดเรื่องเดิมซ้ำๆ ก็ค่อยๆ ดึงกลับมา
.
เทคนิคนี้ยากกว่าที่คิด เพราะสมองจะพยายามหนีไปคิดเรื่องอื่นทุกช่วงสั้นๆ แต่ทุกครั้งที่ดึงมันกลับมา ก็เปรียบเสมือนการฝึกกล้ามเนื้อสมาธิอีกหนึ่งครั้ง
.
เทคนิคที่สามที่ Newport ยกเป็นตัวอย่างคือการฝึกจดจำไพ่ทั้งสำรับ เขาเล่าถึง Daniel Kilov ที่เคยเป็นนักเรียนขี้หลงขี้ลืมและจัดระเบียบชีวิตไม่ได้ แต่หลังจากฝึกเทคนิคความจำจนกลายเป็นแชมป์ ความสามารถในการจดจ่อของเขาก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ประโยชน์ของการจำไพ่ แต่อยู่ที่มันพิสูจน์ว่าสมาธิเป็นกล้ามเนื้อที่ยิ่งใช้ยิ่งแข็งแรง
.
.
18. เลิกหรือคัดกรองโซเชียลมีเดีย และทวงคืนเวลาว่างจากความบันเทิงไร้สาระ
.
กฎข้อสามคือ Quit Social Media Newport เสนอให้ใช้ Law of the Vital Few หรือหลัก 80/20 กับนิสัยการใช้เน็ต คือผลลัพธ์ที่ดีในชีวิตส่วนใหญ่มาจากกิจกรรมเพียงไม่กี่อย่าง เครื่องมือโซเชียลที่เราใช้จึงควรผ่านการคัดกรองว่ามันช่วยเป้าหมายสำคัญจริง หรือเพียงให้ประโยชน์เล็กน้อยพอเป็นข้ออ้าง
.
เขายกตัวอย่าง Malcolm Gladwell กับ Michael Lewis นักเขียนระดับแนวหน้าที่ไม่เล่นทวิตเตอร์ พร้อมคำถามว่า ใครเป็นคนบอกว่าแฟนๆ อยากได้ยินเสียงจากผมตลอดเวลา เป็นคำถามที่ผู้สร้างสรรค์เนื้อหาในยุคนี้ควรถามตนเอง
.
สำหรับคนที่ตัดใจได้ยาก Newport ยกวิธีของ Ryan Nicodemus ที่เรียกว่า Packing Party คือการบรรจุข้าวของทุกชิ้นในบ้านลงกล่องราวกับจะย้ายบ้าน แล้วค่อยหยิบออกมาเฉพาะของที่ใช้จริงในแต่ละวัน เมื่อผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ก็พบว่าของส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในกล่อง
.
หลักการเดียวกันใช้ได้กับแอป คือลองเลิกใช้สามสิบวันแล้วสังเกตว่าชีวิตขาดมันไปจริงหรือไม่ ส่วนใหญ่จะพบว่าไม่มีอะไรเสียหาย และสิ่งเดียวที่หายไปคือนิสัยที่เราไม่รู้ตัวว่ามีอยู่
.
อีกประเด็นคือ Don't Use the Internet to Entertain Yourself Newport อ้างหนังสือปี 1910 ของ Arnold Bennett ชื่อ How to Live on 24 Hours a Day ที่ชี้ว่าคนทำงานมีเวลาว่างราวสิบหกชั่วโมงต่อวันนอกเวลางาน แต่ปล่อยให้มันไหลผ่านไปกับความบันเทิงไร้สาระ ทั้งที่มันคือพื้นที่สำหรับพัฒนาตนเอง คนเมื่อร้อยกว่าปีก่อนยังเสียดายเวลาว่างถึงเพียงนี้ ทั้งที่ยุคนั้นยังไม่มีอัลกอริทึมที่ออกแบบมาเพื่อดึงเวลาของเราไปอย่างเป็นระบบเหมือนทุกวันนี้
.
.
19. กำจัด Shallow Work ออกจากตาราง ด้วยการวางแผนทุกนาทีและตั้งเส้นตายเลิกงาน
.
กฎข้อสี่คือ Drain the Shallows คือการกำจัด Shallow Work ออกจากชีวิตให้เหลือน้อยที่สุด
.
เทคนิคแรกคือ Schedule Every Minute of Your Day คือการวางแผนทุกนาทีลงในตาราง ไม่ใช่เพื่อควบคุมตนเองอย่างเข้มงวด แต่เพื่อให้เห็นชัดว่าเวลาไหลไปทางใด
.
คนส่วนใหญ่มักประหลาดใจเมื่อพบว่าในแต่ละวันเวลาหายไปกับงานจุกจิกมากเพียงใด หากแผนพังก็แก้ไขได้ระหว่างวัน ประเด็นไม่ใช่การทำตามอย่างเคร่งครัด แต่คือการบังคับตนเองให้เลือกอย่างตั้งใจว่าจะใช้เวลาแต่ละช่วงทำสิ่งใด แทนที่จะปล่อยให้กล่องข้อความเป็นผู้จัดตารางให้
.
ถัดมาคือการประเมินว่างานแต่ละชิ้นลึกหรือตื้น Newport แนะวิธีง่ายๆ คือถามว่า หากให้บัณฑิตจบใหม่ที่มีความสามารถแต่ไม่มีประสบการณ์มาทำงานนี้ เขาจะต้องฝึกฝนกี่เดือนจึงจะทำได้
.
หากใช้เวลานาน แสดงว่าเป็นงานลึกที่มีค่า หากผู้ฝึกงานทำได้ภายในสัปดาห์เดียว ก็เป็นงานตื้นที่ไม่ควรนำมาอ้างว่าเรายุ่ง
.
จากนั้นคือ Fixed-Schedule Productivity คือการตั้งเส้นตายเลิกงานที่ตายตัว แล้วย้อนกลับมาจัดสรรงานให้พอดี
.
Newport ยกตัวอย่าง Radhika Nagpal ศาสตราจารย์ที่ Harvard ที่ตั้งใจเลิกงานให้ทันเวลาทุกวัน ผลคือเธอกลับผลิตงานวิจัยได้มากและมีความสุขกว่าเพื่อนร่วมวงการที่ทำงานไม่มีกำหนดเลิก
.
เพราะเมื่อประกาศกับตนเองว่าหกโมงเย็นต้องเลิก สมองก็เริ่มหวงเวลาทันที แล้วตัดการประชุมที่ไม่จำเป็นและงานที่ไม่สำคัญออกไปเอง เส้นตายที่หนักแน่นเปรียบเสมือนเครื่องมือที่คมที่สุดในการตัดงานตื้นออกไป
.
.
20. ทำตัวให้ติดต่อได้ยากขึ้น และยอมปล่อยให้เรื่องเล็กน้อยที่ไม่ดีเกิดขึ้นบ้าง
.
เทคนิคสุดท้ายของการกำจัด Shallow Work คือ Become Hard to Reach ในหนังสือ Newport มุ่งไปที่อีเมลเป็นหลัก เพราะในช่วงที่หนังสือตีพิมพ์เมื่อปี 2016 นั่นคือช่องทางที่กินเวลาคนทำงานความรู้มากที่สุด
.
แต่กลไกที่เขาอธิบายไม่ได้ผูกกับอีเมลโดยเฉพาะ หากเป็นกลไกของช่องทางสื่อสารทุกชนิดที่เปิดให้ผู้อื่นแทรกเข้ามาในเวลาของเราได้ตลอด ซึ่งผู้อ่านในยุคนี้คงนึกถึงกลุ่มแชทที่เด้งไม่หยุดได้ไม่ยาก
.
หลักแรกที่ Newport เสนอคือสิ่งที่เขาเรียกว่า sender filter คือการแจ้งล่วงหน้าในช่องทางติดต่อว่าจะตอบเฉพาะเรื่องแบบใด และผู้ที่ส่งมาอาจไม่ได้รับคำตอบทุกครั้ง
.
วิธีนี้พลิกภาระจากการที่เราต้องคัดกรองทุกอย่างที่เข้ามา ไปสู่การที่ผู้ส่งต้องพิจารณาเองก่อนว่าเรื่องนี้คุ้มที่จะรบกวนหรือไม่ กล่องข้อความของเราไม่ใช่รายการสิ่งที่ต้องทำที่เปิดให้ใครก็ได้มาเพิ่มเติม
.
หลักที่สองคือการสื่อสารแบบเน้นกระบวนการ แทนที่จะตอบสั้นๆ แล้วเปิดการโต้ตอบไปมาหลายรอบกว่าจะได้ข้อสรุป Newport แนะให้คิดให้จบในข้อความเดียวว่าเรื่องนี้ต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง เสนอทางเลือก เสนอเวลานัดหมาย ปิดท้ายในลักษณะที่อีกฝ่ายแทบไม่ต้องตอบกลับ ลงแรงคิดเพิ่มเพียงเล็กน้อยในตอนแรก แต่ตัดบทสนทนาที่จะตามมาทั้งหมดได้
.
หลักที่สามและสำคัญที่สุดคือการยอมไม่ตอบบางเรื่องไปเลย
.
Newport อ้างคำของ Tim Ferriss ว่า จงฝึกนิสัยปล่อยให้เรื่องเล็กน้อยที่ไม่ดีเกิดขึ้นบ้าง เพราะการพยายามตอบสนองทุกคำขอ คือการมอบเวลาและสมาธิที่ดีที่สุดของเราให้ผู้อื่นเป็นผู้กำหนดวาระ แล้วไม่เหลือสิ่งใดไว้ให้งานที่สำคัญจริง
.
ความรู้สึกผิดจากข้อความที่ค้างอยู่เพียงไม่กี่ฉบับ คือต้นทุนเล็กน้อยที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับชีวิตที่ได้ทำงานอย่างลึกซึ้ง ผู้ที่จ่ายไม่ได้ ก็ต้องยอมจ่ายด้วยสิ่งอื่นที่มีราคาสูงกว่ามาก
.
.
==================
.
#ส่งท้ายครับ
.
Walter Isaacson เคยเขียนถึงความแตกต่างระหว่าง Bill Gates กับ Paul Allen ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft ว่าสิ่งเดียวที่แยกสองคนนี้ออกจากกันคือสมาธิ
.
Allen เต็มไปด้วยไอเดียและความสนใจมากมาย แต่ Gates คือคนที่จดจ่อกับสิ่งตรงหน้าได้อย่างน่าทึ่ง และนั่นทำให้เขาคว้าโอกาสที่ไม่คาดฝันมาสร้างทั้งอุตสาหกรรมได้ ไอเดียที่ดีมีอยู่มากมายในโลก แต่คนที่จดจ่อมากพอจะลงมือทำมันให้สำเร็จต่างหากที่หายาก
.
Newport ยอมรับว่าชีวิตเชิงลึกไม่ได้เหมาะกับทุกคน มันต้องการการเปลี่ยนแปลงนิสัยอย่างจริงจัง สำหรับหลายคนมีความสบายใจซ่อนอยู่ในความยุ่งจอมปลอมของการตอบข้อความอย่างไม่หยุดและการแสดงตัวบนโซเชียล
.
ขณะที่ชีวิตเชิงลึกเรียกร้องให้เราละทิ้งสิ่งเหล่านั้น มันยังมาพร้อมความอึดอัดจากความพยายามที่จะสร้างสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เราทำได้ เพราะมันบังคับให้เราเผชิญความจริงว่าฝีมือที่ดีที่สุดของเราอาจยังไม่ดีพอ การนั่งวิจารณ์สิ่งรอบตัวนั้นปลอดภัยกว่าการลงมือทำให้มันดีขึ้นเสมอ
.
แต่หากเรายอมก้าวข้ามความสบายและความกลัวเหล่านั้น แล้วลงมือใช้สมองอย่างเต็มศักยภาพเพื่อสร้างสิ่งที่มีความหมาย เราจะเข้าใจสิ่งที่ Newport พยายามสื่อตลอดทั้งเล่ม นั่นคือ
.
ความสามารถในการจดจ่อกับสิ่งเดียวได้นานพอ อาจเป็นทักษะที่หายากที่สุดของศตวรรษนี้ และเป็นหนึ่งในไม่กี่สิ่งที่ยังเป็นของเราอย่างแท้จริง ทุกวันนี้แทบทุกอย่างรอบตัวถูกออกแบบมาเพื่อแย่งมันไป ผู้ที่รักษามันไว้ได้ ก็ได้เปรียบไปแล้วครึ่งทาง
.
.
.
.
#SuccessStrategies

Pond Apiwat Atichat

บัณฑิตศิลปศาสตร์เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 8 หลักกลางๆ และเจ้าของเพจ Success Strategies กลยุทธ์แห่งความสำเร็จ

https://www.facebook.com/pond.atichat
Previous
Previous

15 ข้อคิดจาก The Discourses, Fragments, Enchiridion ของ Epictetus

Next
Next

สรุป 15 ข้อคิดจาก Economics in One Lesson หนังสือบางๆที่สอนให้มองเห็น "สิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น" ในทุกนโยบายเศรษฐกิจ