สรุป 15 ข้อคิดจาก Economics in One Lesson หนังสือบางๆที่สอนให้มองเห็น "สิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น" ในทุกนโยบายเศรษฐกิจ
ปี 1946 ชายคนหนึ่งที่ไม่เคยมีปริญญาเศรษฐศาสตร์แม้แต่ใบเดียว เขียนหนังสือที่กล้าประกาศตั้งแต่ชื่อปกเลยว่า วิชาเศรษฐศาสตร์ทั้งวิชาสรุปลงได้ในบทเรียนเดียว ชายคนนั้นคือ Henry Hazlitt นักหนังสือพิมพ์ที่เคยนั่งเก้าอี้บรรณาธิการให้ทั้ง The Nation, The New York Times และ Newsweek
.
หนังสือเล่มนี้ของเขาบางมากและออกแบบมาสำหรับมือใหม่โดยเฉพาะ แต่ความบางของมันหลอกคนได้เก่ง เพราะข้างในอัดแน่นด้วยตรรกะที่เฉือนคอความเชื่อยอดนิยมทีละข้อ
.
Hazlitt บอกว่าเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจผิดมากกว่าวิชาไหนในโลก และนั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ฟิสิกส์กับคณิตศาสตร์ไม่มีกลุ่มผลประโยชน์คอยจ้างผู้เชี่ยวชาญมาโน้มน้าวให้คุณเชื่อว่าหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสาม แต่เศรษฐศาสตร์มี
.
ทุกนโยบายมีคนได้ประโยชน์เฉพาะกลุ่ม และคนกลุ่มนั้นพร้อมจ่ายเงินจ้างคนเขียนคนพูดเก่งๆ มาทำให้ผลประโยชน์ส่วนตัวของพวกเขาฟังดูเหมือนผลประโยชน์ของคนทั้งชาติ
.
บทเรียนเดียวที่ว่านั้น Hazlitt ยืมความคิดมาจาก Frédéric Bastiat นักเศรษฐศาสตร์ฝรั่งเศสที่เขียนเรียงความชื่อ "สิ่งที่เห็นและสิ่งที่มองไม่เห็น" เมื่อเกือบสองร้อยปีก่อน
.
หัวใจของมันเรียบง่าย คนเก่งเรื่องเศรษฐศาสตร์มองสองอย่างที่คนทั่วไปลืมมองเสมอ หนึ่งคือผลในระยะยาว ไม่ใช่แค่ผลที่เกิดทันที สองคือผลต่อทุกกลุ่มคน ไม่ใช่แค่กลุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า ฟังดูเหมือนสามัญสำนึกธรรมดา แต่พอเดินเข้าห้องประชุมนโยบายเมื่อไหร่ สามัญสำนึกข้อนี้กลับระเหยหายไปอย่างน่าประหลาด
.
ทั้งเล่มจึงเป็นเหมือนการเอาบทเรียนข้อเดียวนี้ไปส่องดูนโยบายต่างๆ ทีละเรื่อง เหมือนหมอเอาไฟฉายส่องดูอวัยวะทีละชิ้น ต่อไปนี้คือ 15 ข้อคิดจากเล่มนี้ เรียงตามลำดับที่ Hazlitt พาเราเดิน จากความเข้าใจผิดที่ง่ายที่สุดไปจนถึงที่แนบเนียนที่สุด เตรียมใจไว้นิดหนึ่ง เพราะหลายข้อจะทำให้คุณมองข่าวเศรษฐกิจที่เคยฟังผ่านหูไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
.
.
===================
.
1. บทเรียนเดียวที่ย่อทั้งวิชาเศรษฐศาสตร์
.
ความแตกต่างเกือบทั้งหมดระหว่างเศรษฐศาสตร์ที่ดีกับที่แย่อยู่ตรงนี้ นักเศรษฐศาสตร์ที่แย่เห็นแค่สิ่งที่กระทบสายตาทันที ส่วนคนเก่งมองเลยไปถึงสิ่งที่จะตามมาทีหลัง คนแย่เห็นแค่ผลที่เกิดกับกลุ่มเดียว คนเก่งถามต่อว่าแล้วกลุ่มอื่นล่ะ Hazlitt บอกว่าความเข้าใจผิดทางเศรษฐกิจเก้าในสิบที่กำลังสร้างความเสียหายให้โลกใบนี้ ล้วนเกิดจากการมองข้ามบทเรียนข้อเดียวนี้
.
ที่น่าสนใจคือคนที่คิดผิดไม่ได้โง่กว่าคนที่คิดถูกเสมอไป หลายครั้งเขาฉลาดกว่าด้วยซ้ำ เขาแค่ฉลาดไปในทางที่ผิด เก่งในการประดิษฐ์เหตุผลครึ่งเดียวที่ฟังดูเข้าท่าจนคนเชื่อตามทั้งประเทศ
.
ความยากของบทเรียนนี้อยู่ที่ความน่าเบื่อ การไล่ดูผลกระทบทุกด้านต่อทุกคนต้องอาศัยการคิดยาวๆ ต่อกันเป็นลูกโซ่ พอถึงข้อที่สามผู้ฟังก็เริ่มหาว ขณะที่นักการเมืองหรือนักเศรษฐศาสตร์จอมปลอมแค่หยิบครึ่งความจริงที่ฟังแล้วสะใจมาเสิร์ฟ เขาพูดถึงผลดีที่เกิดทันทีกับคนกลุ่มเดียว และตรงนั้นเขามักพูดถูก
.
ปัญหาคือเขาหยุดเล่าแค่ครึ่งเดียว แล้วครึ่งที่เหลือดันเป็นครึ่งที่สำคัญกว่า
.
อีกชั้นหนึ่งที่ทำให้เรื่องนี้ยาก คือคนเรามักมองนโยบายผ่านสายตาของอาชีพตัวเอง ชาวนามองทุกอย่างจากมุมราคาข้าว คนทำรองเท้ามองจากมุมกำแพงภาษีรองเท้า แต่ละคนถูกในมุมของตัวเอง แต่ผิดเมื่อมองทั้งระบบ
.
เพราะสิ่งที่ดีต่ออาชีพหนึ่งอาจเลวร้ายต่ออีกร้อยอาชีพที่เหลือ หน้าที่ของนักเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริงคือการถอยออกมามองภาพรวม ในขณะที่ทุกคนกำลังตะโกนถึงผลประโยชน์เฉพาะหน้าของกลุ่มตัวเอง
.
Hazlitt ยังเตือนเรื่องวลีฮิตของฝั่งตรงข้ามไว้ด้วย เวลามีใครชี้ว่านโยบายหนึ่งจะพังในระยะยาว คนพวกนี้จะตอบกลับเบาๆ ว่า "ในระยะยาวเราก็ตายกันหมดแล้ว" ซึ่งฟังดูเท่ดี
.
แต่ Hazlitt สวนว่าโศกนาฏกรรมคือเรากำลังเก็บเกี่ยวผลระยะยาวของนโยบายในอดีตอยู่ทุกวันนี้ วันนี้คือวันพรุ่งนี้ที่นักเศรษฐศาสตร์แย่ๆ เมื่อวานบอกให้เราไม่ต้องสนใจ หนี้ที่ก่อไว้เมื่อสิบปีก่อนกำลังมาทวงในวันนี้ และคนที่บอกให้ไม่ต้องห่วงเรื่องระยะยาวก็มักจะไม่อยู่ให้เราตามไปถามตอนบิลมาถึง
.
.
2. หน้าต่างที่แตก กับช่างกระจกผู้โชคดี
.
เด็กเกเรปาอิฐใส่หน้าต่างร้านขนมปังจนแตก เจ้าของร้านวิ่งออกมาด่า แต่เด็กหนีไปแล้ว
.
ฝูงชนมามุงดู แล้วเริ่มปลอบใจกันว่าเรื่องร้ายมันก็มีด้านดีนะ อย่างน้อยช่างกระจกก็ได้งาน หน้าต่างบานใหม่ราคาห้าสิบดอลลาร์ เงินก้อนนี้จะไปหมุนต่อให้ร้านอื่นเป็นวงกว้างไม่รู้จบ ช่างกระจกได้เงินก็เอาไปซื้อของจากร้านอื่น ร้านอื่นได้เงินก็เอาไปซื้อต่ออีกที
.
พอคิดไปคิดมา ข้อสรุปสุดท้ายที่ฝูงชนเกือบจะลงมติร่วมกันก็คือ เจ้าเด็กที่ปาอิฐนั้นแท้จริงแล้วคือผู้มีพระคุณของสังคม
.
ทีนี้ลองมองอีกมุม ฝูงชนพูดถูกอยู่ข้อเดียว คือช่างกระจกได้งานจริง ช่างกระจกดีใจกับเหตุการณ์นี้พอๆ กับสัปเหร่อที่ได้ข่าวว่ามีคนตาย
.
แต่เจ้าของร้านขนมปังเสียเงินห้าสิบดอลลาร์ที่เขาตั้งใจจะเอาไปตัดสูทใหม่ ตอนนี้เขาได้หน้าต่างมาแทนสูท จากที่ควรจะมีทั้งหน้าต่างและสูท เขาเหลือแค่หน้าต่างอย่างเดียว ถ้านับเป็นความมั่งคั่งรวมของเขา เขาจนลงไปหนึ่งสูทเต็มๆ
.
กำไรของช่างกระจกก็คือการขาดรายได้ของช่างตัดเสื้อ ไม่มีการจ้างงานใหม่เกิดขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว มีแค่การย้ายงานจากมือหนึ่งไปอีกมือหนึ่ง ฝูงชนคิดถึงแค่สองคนในเหตุการณ์ คือเจ้าของร้านกับช่างกระจก พวกเขาลืมคนที่สามไป นั่นคือช่างตัดเสื้อ
.
และที่ลืมก็เพราะช่างตัดเสื้อจะไม่มีวันได้โผล่เข้ามาในฉากนี้ คนเราเห็นหน้าต่างบานใหม่ในอีกสองวัน แต่จะไม่มีวันเห็นสูทตัวนั้น เพราะมันจะไม่ถูกตัดขึ้นมาเลย
.
นี่คือบทเรียนเรื่องสิ่งที่ตาเห็นกับสิ่งที่ตามองไม่เห็น ที่จะตามหลอกหลอนไปตลอดทั้งเล่ม และเหตุผลที่มันหลอกคนได้เก่งก็เพราะสิ่งที่ตาเห็นมันจับต้องได้ ถ่ายรูปลงข่าวได้ ส่วนสิ่งที่ตามองไม่เห็นมันคือเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้น เป็นสูทที่ไม่มีตัวตน เป็นงานที่ไม่ถูกสร้าง ไม่มีใครออกมาประท้วงแทนสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่
.
Hazlitt บอกว่าทั้งเล่มที่เหลือก็คือความเข้าใจผิดข้อนี้ในร่างอวตารต่างๆ กัน บางร่างใหญ่โตจนคุณแทบจำไม่ออกว่าข้างในมันคือหน้าต่างแตกบานเดิม
.
.
3. พรอันประเสริฐของการทำลายล้าง
.
ความเข้าใจผิดเรื่องหน้าต่างแตกไม่ได้ตายไปไหน มันแค่กินอ้วนขึ้นจนจำหน้าแทบไม่ได้ Hazlitt บอกว่ามันคือความเชื่อที่ดื้อด้านที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐศาสตร์ และร่างใหม่ของมันคือความเชื่อว่าสงครามทำให้ประเทศรวยขึ้น
.
ผู้คนพากันชี้ไปที่เมืองที่ถูกถล่มราบในยุโรปหลังสงครามโลกแล้วบอกว่า เห็นไหม ทั้งหมดนี้ต้องสร้างใหม่ มันจะเกิด "ปาฏิหาริย์แห่งการผลิต" ที่ต้องใช้สงครามเท่านั้นถึงจะปลุกขึ้นมาได้ บางคนถึงกับเสียดายเงียบๆ ว่าทำไมถึงไม่มีภัยพิบัติมากระตุ้นเศรษฐกิจบ้าง
.
จุดที่พลาดคือการสับสนระหว่างความจำเป็น (need) กับอุปสงค์ (demand) ยิ่งสงครามทำลายมากเท่าไหร่ ความจำเป็นหลังสงครามก็ยิ่งมากเท่านั้น
.
เรื่องนี้จริง คนที่บ้านถูกระเบิดย่อมต้องการบ้านใหม่อย่างยิ่งยวด แต่ความจำเป็นไม่เท่ากับอุปสงค์ อุปสงค์ที่แท้จริงต้องมีกำลังซื้อหนุนหลังด้วย คนที่อยากได้บ้านแต่ไม่มีเงินสักบาท ไม่สามารถสร้างงานให้ช่างก่อสร้างได้
.
Hazlitt ยกตัวอย่างว่าความจำเป็นของจีนในยุคนั้นมากกว่าของอเมริกาหลายเท่า แต่กำลังซื้อกลับน้อยกว่ามาก ผลคือธุรกิจไปโตในอเมริกาที่คนมีเงินจ่าย ไม่ได้ไปโตในที่ที่คนต้องการของมากที่สุด
.
Walter Block ผู้เขียนคำนำสรุปความบ้าของตรรกะนี้ไว้ ถ้าการถูกถล่มทำให้เยอรมนีกับญี่ปุ่นรุ่งเรืองเพราะได้โรงงานใหม่เอี่ยมแทนโรงงานเก่า งั้นเราก็แค่ทิ้งระเบิดใส่โรงงานตัวเองได้เลยสิ ไม่ต้องรอข้าศึกมาทำให้
.
ถ้าตรรกะนี้ถูกจริง ประเทศที่ฉลาดที่สุดควรเผาเมืองตัวเองทุกสิบปีเพื่อความเจริญ ซึ่งพอพูดออกมาดังๆ ทุกคนก็รู้ทันทีว่ามันบ้า
.
ความจริงที่ Hazlitt ยืนยันคือ หลังสงครามอุปทานหดตัวลงเพราะกำลังการผลิตถูกทำลาย เมื่ออุปทานหด อุปสงค์ที่แท้จริงก็หดตามไปด้วย เพราะคนผลิตของได้น้อยลงก็มีของไปแลกของอื่นน้อยลง สิ่งที่ดูเหมือนความต้องการก้อนมหึมา แท้จริงเป็นเพียงการย้ายความต้องการจากของอย่างหนึ่งไปสู่อีกอย่าง
.
เมื่อคนยุโรปต้องทุ่มแรงงานไปสร้างบ้านที่เคยมีอยู่แล้ว พวกเขาก็เหลือแรงงานไปทำเสื้อผ้า อาหาร หรือของใหม่ๆ น้อยลงเท่านั้นเอง สิ่งที่ประเทศที่ฟื้นตัวได้เร็วทำ ไม่ใช่เพราะระเบิดช่วย แต่เพราะคนของเขาขยันและระบบเศรษฐกิจเปิดให้ผลิตได้คล่อง ระเบิดเป็นแค่หลุมที่พวกเขาต้องปีนออกมาก่อนจะเริ่มสร้างของใหม่จริงๆ
.
.
4. โครงการของรัฐ แปลว่าภาษีเสมอ
.
ไม่มีความเชื่อไหนในโลกที่หนักแน่นเท่าความเชื่อว่ารัฐใช้เงินแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น เศรษฐกิจซบเซาเหรอ รัฐใช้เงินสิ คนว่างงานเหรอ ก็เพราะกำลังซื้อในระบบไม่พอ รัฐใช้เงินอุดให้เต็มสิ ฟังแล้วเหมือนมียาวิเศษขนานเดียวที่รักษาได้ทุกโรค
.
แต่ Hazlitt เตือนว่าทุกอย่างที่เราได้มา นอกจากของขวัญฟรีจากธรรมชาติอย่างแสงแดดและอากาศ ล้วนต้องมีคนเป็นคนจ่าย
.
โลกเต็มไปด้วยคนที่มีสูตรเสกของฟรี พวกเขาบอกว่ารัฐใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องเก็บภาษี ก่อหนี้ไปเรื่อยๆ ได้โดยไม่ต้องใช้คืน เพราะ "เราติดหนี้ตัวเราเอง" Hazlitt ตอบแบบไม่อ้อมค้อมว่าความฝันหวานๆ แบบนี้ในอดีตจบลงด้วยการล้มละลายของชาติหรือเงินเฟ้อพุ่งกระฉูดทุกครั้ง
.
คำว่าเราติดหนี้ตัวเราเองก็ยังหลอกอยู่ดี เพราะ "เรา" ที่เป็นเจ้าหนี้กับ "เรา" ที่เป็นลูกหนี้มักไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกัน คนกลุ่มหนึ่งได้ดอกเบี้ย อีกกลุ่มต้องจ่ายภาษีมาใช้หนี้ และเงินเฟ้อเองก็คือภาษีรูปแบบหนึ่ง เป็นรูปแบบที่โหดร้ายเป็นพิเศษด้วยซ้ำเพราะมันเก็บเงียบๆ โดยไม่ต้องผ่านสภา สุดท้ายทุกดอลลาร์ที่รัฐใช้ต้องมาจากภาษีหนึ่งดอลลาร์เสมอ ไม่ช้าก็เร็ว
.
สะพานสักแห่งถ้าสร้างเพราะมีคนต้องการใช้จริง แก้ปัญหาจราจรได้จริง คุ้มกับเงินที่ดึงมาจากประชาชน ก็ไม่มีใครเถียง แต่สะพานที่สร้างขึ้นเพื่อ "สร้างงาน" เป็นสะพานคนละพันธุ์กัน
.
พอการจ้างงานกลายเป็นเป้าหมาย ความจำเป็นก็ถูกลดชั้นลงเป็นเรื่องรอง คำถามเปลี่ยนจาก "สะพานควรสร้างตรงไหน" กลายเป็น "สะพานพอจะสร้างตรงไหนได้บ้าง" และพอเหตุผลกลายเป็นการจ้างงานล้วนๆ การสร้างสะพานที่ไม่มีใครใช้ก็ดูสมเหตุสมผลขึ้นมาทันที
.
คนงานที่มาสร้างสะพานนั้นเรามองเห็น เราถ่ายรูปพวกเขาลงหน้าหนึ่งได้ นักการเมืองไปยืนตัดริบบิ้นได้ แต่คนงานในอีกร้อยอาชีพที่ไม่ได้เกิดขึ้น เพราะเงินถูกหักไปเป็นภาษีเสียก่อน เรามองไม่เห็น
.
ภาษีก้อนนั้นถ้าอยู่ในมือประชาชน เขาอาจเอาไปซื้อรถ จ้างช่าง เปิดร้าน สร้างงานที่กระจายตัวจนไม่มีใครนับได้ งานเหล่านั้นหายไปอย่างเงียบๆ โดยไม่มีพิธีตัดริบบิ้น
.
.
5. เครดิตของรัฐ คือการเบนทิศทรัพยากร
.
รัฐบาลชอบปล่อยกู้และค้ำประกันเงินกู้ ด้วยเหตุผลว่าช่วยคนตัวเล็กที่ธนาคารไม่ยอมปล่อย ฟังดูใจดี แต่ Hazlitt ถามกลับว่าทำไมธนาคารเอกชนถึงไม่ยอมปล่อยกู้ให้คนเหล่านั้นตั้งแต่แรก
.
คำตอบมักเป็นเพราะนายธนาคารที่เอาเงินของตัวเองไปเสี่ยง ประเมินแล้วว่าโอกาสได้คืนต่ำ คนปล่อยกู้ด้วยเงินตัวเองมีแรงจูงใจมหาศาลที่จะดูคนให้ขาด เพราะถ้าดูพลาดเขาเจ็บเอง
.
พอรัฐกระโดดเข้ามาปล่อยกู้แทน คนตัดสินใจปล่อยกู้กลับเป็นข้าราชการที่ไม่ได้เอาเงินตัวเองมาเสี่ยง รัฐกำลังเอาเงินของคนเสียภาษีไปเสี่ยงในสิ่งที่คนเอาเงินตัวเองยังไม่กล้าเสี่ยง
.
ลองนึกถึงชาวนาสองคน คนแรกขยันและบริหารเก่ง มีประวัติใช้หนี้ตรงเวลา อีกคนทำไร่ไม่ค่อยรอด เป็นหนี้เก่าก็ยังไม่หมด รัฐตัดสินใจปล่อยกู้ให้ชาวนาคนที่สองไปซื้อรถไถ ด้วยเหตุผลว่าเขาน่าสงสารและเข้าไม่ถึงแหล่งทุน
.
เรามองเห็นรถไถคันใหม่กับชาวนาที่ยิ้มออก แต่สิ่งที่มองไม่เห็นคือชาวนาคนแรกที่ควรได้เครดิตก้อนนั้นไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า
.
ทุนในระบบมีจำกัด รถไถในตลาดก็มีจำนวนจำกัด เมื่อมันไหลไปทางหนึ่ง มันก็ไหลออกจากอีกทางหนึ่งเสมอ การปล่อยกู้ให้คนที่น่าจะเจ๊ง แปลว่าการไม่ปล่อยกู้ให้คนที่น่าจะรอด
.
พอเงินกู้ก้อนที่เสี่ยงเกินไปกลายเป็นหนี้เสีย คนที่ต้องจ่ายบิลคือผู้เสียภาษีทุกคน Hazlitt ชี้ว่าตรรกะแบบนี้ลงโทษความสามารถและให้รางวัลความล้มเหลว เพราะมันดึงทรัพยากรจากมือที่ใช้เป็น ไปป้อนให้มือที่ใช้ไม่เป็น แล้วผลที่ตามมามักเลวร้ายกว่าที่คิด
.
เพราะมันส่งสัญญาณผิดให้ทั้งระบบว่า ขอแค่ทำธุรกิจไม่รอดให้ดูน่าสงสารพอ เดี๋ยวก็มีเงินคนอื่นมาอุ้ม ทั้งหมดนี้ทำในนามของความเมตตา แต่ความเมตตาที่ใช้เงินคนอื่นและบ่อนทำลายคนเก่งไปพร้อมกัน
.
.
6. คำสาปของเครื่องจักรที่ไม่เคยเป็นจริง
.
ความเชื่อที่ว่าเครื่องจักรทำให้คนตกงานเป็นหนึ่งในความเข้าใจผิดที่ฆ่าไม่ตายที่สุด ถูกหักล้างมาแล้วเป็นพันครั้ง และฟื้นจากเถ้าถ่านขึ้นมาเป็นพันครั้งเช่นกัน ทุกครั้งที่มีเทคโนโลยีใหม่ ความกลัวก้อนเดิมก็โผล่กลับมาในชุดใหม่
.
Hazlitt ชี้ว่าถ้าเชื่อแบบนี้อย่างมีตรรกะสม่ำเสมอจริงๆ มันจะนำไปสู่ข้อสรุปประหลาด เพราะไม่ใช่แค่เครื่องจักรสมัยใหม่ที่ทำให้คนตกงาน มนุษย์ยุคหินก็ต้องเริ่มสร้างการว่างงานตั้งแต่ประดิษฐ์เครื่องมือชิ้นแรกเพื่อทุ่นแรงตัวเองแล้ว
.
ถ้าเครื่องทุ่นแรงคือศัตรูของการจ้างงานจริง สังคมที่จ้างงานเต็มที่ที่สุดควรเป็นสังคมที่ยากจนที่สุดและใช้มือเปล่าทำทุกอย่าง
.
ลองดูตัวเลขจาก Adam Smith ในหนังสือ The Wealth of Nations ปี 1776 คนงานที่ไม่มีเครื่องจักรทำเข็มได้วันละไม่ถึงหนึ่งเล่ม แต่พอแบ่งงานกันทำและมีเครื่องจักรช่วย ทำได้วันละ 4,800 เล่ม
.
ถ้าเครื่องจักรแย่งงานคนจริง แปลว่าในอุตสาหกรรมทำเข็มมีคนตกงานไปแล้ว 99.98 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่สมัยนั้น มืดมนกว่านี้มีอีกไหม แต่ในความเป็นจริง เข็มที่ถูกลงทำให้คนซื้อได้มากขึ้น อุตสาหกรรมโตขึ้น และคนทำเข็มไม่ได้สูญพันธุ์ไปไหน
.
ประวัติศาสตร์เล่าเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตอนเครื่องถักถุงน่องเข้ามาในอังกฤษ คนงานทุบมันทิ้งในการจลาจล เผาบ้าน ไล่ล่านักประดิษฐ์จนต้องหนีเอาชีวิตรอด
.
คนถักถุงน่อง 50,000 คนทุกข์ยากอยู่ราวสี่สิบปี ความกลัวของพวกเขาในระยะสั้นมีเหตุผล เพราะพวกเขาเจ็บจริงและเจ็บนาน Hazlitt ไม่ได้ปฏิเสธความเจ็บนั้น แต่ในระยะยาวความเชื่อของพวกเขาผิด
.
เพราะก่อนสิ้นศตวรรษที่ 19 อุตสาหกรรมถุงน่องจ้างคนมากกว่าตอนต้นศตวรรษอย่างน้อย 100 เท่า เครื่องปั่นฝ้ายของ Richard Arkwright ก็เหมือนกัน ปี 1760 อังกฤษมีคนทำผ้าฝ้าย 7,900 คน ผ่านไป 27 ปี ตัวเลขพุ่งเป็น 320,000 คน เพิ่มขึ้น 4,400 เปอร์เซ็นต์ เครื่องจักรที่ควรจะฆ่าอาชีพนี้ กลับทำให้มันใหญ่ขึ้นจนคนรุ่นก่อนนึกไม่ถึง
.
เหตุผลที่เป็นแบบนั้นคือ เมื่อเครื่องจักรทำให้ของถูกลง คนมีเงินเหลือไปซื้ออย่างอื่น สร้างอุปสงค์ในอุตสาหกรรมใหม่ ทุนที่เคยจมอยู่ในการทำงานแบบเก่าถูกปลดปล่อยไปลงทุนที่อื่น และของที่เคยแพงจนมีแต่คนรวยใช้ได้ ก็กลายเป็นของที่คนทั่วไปเอื้อมถึง
.
ความเข้าใจผิดข้อนี้อายุยืนจริงๆ ปี 1945 Eleanor Roosevelt ถึงกับเขียนลงคอลัมน์ว่า เครื่องทุ่นแรงเป็นของดีก็ต่อเมื่อมันไม่ทำให้คนตกงาน Hazlitt ตอบกลับด้วยคำถามที่ทำให้ตรรกะนี้เปลือยเปล่าทันที ถ้าอยากรักษางานไว้ให้มากที่สุด ทำไมเราถึงขนส่งสินค้าจาก New York ไป Chicago ด้วยรถไฟ ในเมื่อเราจ้างคนจำนวนมหาศาลให้แบกมันไปบนหลังได้
.
ทุกคนในชีวิตประจำวันต่างพยายามทำงานให้เสร็จด้วยแรงน้อยที่สุดอยู่แล้ว ถ้าการทุ่นแรงเป็นบาป เราทุกคนก็เป็นคนบาปด้วยกันทั้งนั้น
.
.
7. เกลี่ยงานกันทำ และการจ้างคนเกินจำเป็น
.
มีกฎประหลาดมากมายที่ถูกออกแบบมาเพื่อ "กระจายงาน" ให้คนได้ทำกันเยอะๆ Hazlitt ยกตัวอย่างจริงที่ฟังแล้วอยากหัวเราะถ้ามันไม่น่าเศร้าขนาดนี้ สหภาพไฟฟ้าในบางเมืองกำหนดว่าต้องจ้างช่างไฟประจำไว้คนหนึ่ง ที่ไม่ต้องทำอะไรทั้งวันนอกจากสับสวิตช์ตอนเช้าและตอนเย็น เวลาที่เหลือเขานั่งอ่านหนังสือหรือเล่นไพ่คนเดียว
.
ในวงการรถไฟ สหภาพยืนยันให้จ้างพนักงานเติมถ่านบนหัวรถจักรที่เปลี่ยนมาใช้น้ำมันแล้ว คนที่ไม่มีถ่านให้เติมแต่ยังต้องมีตำแหน่ง ในโรงละครต้องจ้างคนเปลี่ยนฉากแม้แต่ในละครที่ไม่มีฉากให้เปลี่ยน กฎพวกนี้บางทีก็เขียนไว้ในข้อตกลงแรงงานอย่างจริงจังเสียด้วย
.
ตรรกะเบื้องหลังคือถ้าแบ่งงานหนึ่งให้คนสองคนทำ ก็จะมีงานเหลือให้คนมากขึ้น ฟังดูเหมือนการแบ่งปันที่มีน้ำใจ แต่ความจริงคือผลผลิตต่อคนลดลง เมื่อของที่ผลิตได้ทั้งหมดเท่าเดิมแต่ต้องหารกันมากปาก ค่าจ้างที่แท้จริงต่อหัวก็ลดลงตาม
.
สังคมไม่ได้รวยขึ้นจากการให้คนสองคนทำงานของคนเดียว มันแค่จ่ายเงินสองก้อนเพื่อผลงานก้อนเดียว
.
เรื่องเดียวกันนี้โผล่ขึ้นมาอีกตอนปลดทหารหรือข้าราชการหลังสงคราม หลายคนกลัวว่าจะเกิดการว่างงานมหาศาลเพราะคนหลายล้านจะตกงานพร้อมกัน
.
แต่ Hazlitt ชี้ว่าทหารและข้าราชการเหล่านั้นถูกเลี้ยงดูด้วยภาษีที่เก็บจากคนทำงานที่ผลิตของจริง ตอนที่พวกเขายังอยู่ในกองทัพ พวกเขาบริโภคโดยไม่ได้ผลิตของพลเรือน เมื่อปล่อยพวกเขากลับสู่ภาคการผลิต ของในตลาดมีมากขึ้น ไม่ได้น้อยลง และภาษีที่เคยใช้เลี้ยงพวกเขาก็กลับคืนสู่กระเป๋าประชาชนเป็นกำลังซื้อก้อนใหม่
.
หัวใจที่ Hazlitt อยากให้จำคือ การจ้างงานเต็มที่ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด การผลิตเต็มที่ต่างหากที่เป็นเป้าหมาย การจ้างงานเต็มที่นั้นทำได้ง่ายมาก ระบบทาสก็มีการจ้างงานเต็มที่ คุก กองทัพ ค่ายแรงงาน ล้วนมีการจ้างงานเต็มร้อย แต่ไม่มีใครอยากอยู่ในนั้น เราอยากให้คนมีงานทำเพราะเราอยากได้ของและบริการที่งานนั้นผลิตออกมา
.
การจ้างงานเป็นเพียงวิธีการ ส่วนการผลิตคือจุดหมายปลายทาง คนที่สับสนสองอย่างนี้ก็เหมือนคนที่คิดว่าการขุดหลุมแล้วกลบใหม่ทั้งวันคือความรุ่งเรือง เพราะอย่างน้อยทุกคนก็มีงานทำ ทั้งที่ตอนเย็นสังคมไม่ได้มีอะไรเพิ่มขึ้นมาเลยนอกจากหลุมที่ถูกกลบไปแล้ว
.
.
8. กำแพงภาษีศุลกากร "ปกป้อง" ใครกันแน่
.
Adam Smith วางหลักไว้เรียบง่ายว่า ผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในทุกประเทศคือการได้ซื้อของจากคนที่ขายถูกที่สุด เขาบอกว่าหลักข้อนี้ชัดเจนจนน่าขำที่ต้องมาเสียเวลาพิสูจน์
.
ถ้าไม่ใช่เพราะวาทศิลป์เจ้าเล่ห์ของพ่อค้าที่ทำให้สามัญสำนึกของมนุษย์สับสนไปหมด ในชีวิตส่วนตัวทุกคนรู้ดีว่าการได้ซื้อของดีราคาถูกคือเรื่องดี ไม่มีใครภูมิใจที่จ่ายแพงกว่าที่ควร
.
แต่พอเปลี่ยนจากคนเป็นประเทศ ตรรกะกลับพลิกหัวกลับหางอย่างน่าประหลาด
.
Hazlitt ยกตัวอย่างผู้ผลิตเสื้อสเวตเตอร์อเมริกันที่ขายตัวละ 15 ดอลลาร์ ขณะที่ของอังกฤษคุณภาพเท่ากันขายแค่ 10 ดอลลาร์ เขาไปขอให้รัฐตั้งกำแพงภาษี 5 ดอลลาร์ ไม่ใช่เพื่อตัวเขาเองหรอกนะ แต่เพื่อคนงานพันคนที่เขาจ้างต่างหาก
.
ฟังดูมีน้ำใจมาก ถ้าเลิกภาษีเขาเจ๊ง คนพันคนตกงาน โรงงานปิด เมืองทั้งเมืองซบเซา ภาพนี้เรามองเห็นชัดเจน นักข่าวไปทำสกู๊ปได้ นักการเมืองเอาไปหาเสียงได้
.
แต่ภาพที่มองไม่เห็นนั้นใหญ่กว่ามาก ถ้าเลิกภาษี ผู้บริโภคซื้อเสื้อตัวเดิมในราคา 10 ดอลลาร์ เหลือเงินอีก 5 ดอลลาร์ไปซื้ออย่างอื่น เงิน 5 ดอลลาร์ที่คูณด้วยผู้ซื้อหลายล้านคน กลายเป็นกำลังซื้อมหาศาลที่ไหลไปสร้างงานในอีกหลายอุตสาหกรรม
.
ยิ่งกว่านั้น การที่อเมริกายอมซื้อเสื้ออังกฤษ แปลว่าอังกฤษได้ดอลลาร์ไปซื้อสินค้าอเมริกันกลับ เพราะดอลลาร์เอาไปใช้ที่อื่นในโลกไม่ได้นอกจากเอามาซื้อของจากอเมริกาในที่สุด สุดท้ายอเมริกาส่งออกมากขึ้น คนงานในอุตสาหกรรมรถยนต์หรือเครื่องซักผ้าได้งานเพิ่ม การจ้างงานสุทธิไม่ได้ลดลง มันแค่ย้ายไปอยู่ในอุตสาหกรรมที่อเมริกาทำได้เก่งกว่าและคุ้มกว่า
.
กำแพงภาษีจึงปกป้องอุตสาหกรรมเดียวที่เรามองเห็น โดยเก็บภาษีจากผู้บริโภคทุกคนและอีกร้อยอุตสาหกรรมที่เรามองไม่เห็น มันยังตรึงคนงานพันคนไว้กับงานที่ประเทศทำได้ไม่เก่ง แทนที่จะปล่อยให้พวกเขาขยับไปทำงานที่สร้างมูลค่าได้มากกว่า
.
คำว่า "ปกป้อง" จึงเป็นคำที่ควรใส่เครื่องหมายคำพูดคร่อมไว้ตลอด เพราะมันปกป้องคนกลุ่มเล็กด้วยกระเป๋าเงินของคนกลุ่มใหญ่ และทำให้ทั้งประเทศจนลงเล็กน้อยเพื่อให้คนไม่กี่คนรวยขึ้นชั่วคราว
.
.
9. ความคลั่งไคล้การส่งออก
.
ทุกประเทศดูจะหลงรักการส่งออกและเกลียดการนำเข้าราวกับเป็นศัตรู รัฐบาลภูมิใจกับ "ดุลการค้าเกินดุล" เหมือนเป็นเหรียญรางวัล พาดหัวข่าวว่าส่งออกพุ่งคือข่าวดี นำเข้าพุ่งคือข่าวร้าย
.
แต่ Hazlitt ชวนถามคำถามพื้นฐานที่คนมักลืม เราส่งออกไปทำไม คำตอบสุดท้ายคือเพื่อจะได้นำเข้า เราขายของให้ต่างชาติเพื่อจะเอาเงินนั้นมาซื้อของที่เราอยากได้จากเขา การส่งออกที่ไม่ได้นำไปสู่การนำเข้าก็แทบไร้ความหมาย เหมือนทำงานหนักทั้งปีเพื่อสะสมใบเสร็จไว้ดูเล่นโดยไม่เคยเอาไปแลกอะไร
.
ถ้าประเทศหนึ่งยืนยันจะส่งออกมากกว่านำเข้าตลอดไป สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือประเทศนั้นกำลังยกของให้คนอื่นฟรีๆ โดยรับกระดาษหรือสัญญาว่าจะใช้หนี้กลับมาแทน
.
คนงานในประเทศทำงานหนักผลิตของจริง อาหารจริง เครื่องจักรจริง ส่งไปให้คนอีกซีกโลกใช้ แล้วได้ตัวเลขสวยๆ ในบัญชีกับพันธบัตรกลับมาชื่นชม เงินกู้ที่ปล่อยให้ต่างชาติแล้วสุดท้ายไม่ได้คืน Hazlitt บอกตรงๆ ว่ามันก็คือของขวัญดีๆ นี่เอง เป็นของขวัญที่คนให้ไม่รู้ตัวว่ากำลังให้
.
Hazlitt ไม่ได้บอกว่าการส่งออกเป็นเรื่องเลว เขาบอกว่าการส่งออกกับการนำเข้าเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน มันต้องสมดุลกันในระยะยาวโดยธรรมชาติ เพราะต่างชาติจะเอาอะไรมาจ่ายค่าสินค้าเราได้ ถ้าไม่ใช่สินค้าของเขาเอง
.
คนที่อยากให้ส่งออกมากๆ แต่กีดกันการนำเข้าให้มากๆ พร้อมกัน กำลังเรียกร้องสิ่งที่ขัดแย้งกันในตัวเอง เหมือนอยากขายของเก่งแต่ไม่อยากให้ใครเอาเงินมาจ่ายซื้อ หรืออยากเป็นเจ้าหนี้ที่ไม่มีวันได้เงินคืน กำแพงที่กั้นการนำเข้าทุกด่าน สุดท้ายก็เป็นกำแพงที่กั้นการส่งออกของตัวเองไปด้วยโดยไม่รู้ตัว
.
.
10. การอุ้มอุตสาหกรรมที่กำลังจะตาย
.
พออุตสาหกรรมไหนเริ่มร่วงโรย จะมีเสียงเรียกร้องให้รัฐเข้าไป "ช่วย" ด้วยเงินอุดหนุน กำแพงภาษี หรือการประกันราคา ฟังดูเป็นเรื่องน่าเห็นใจ ไม่มีใครอยากเห็นโรงงานปิดและคนตกงาน
.
แต่ Hazlitt ชี้ว่าการพยุงอุตสาหกรรมที่กำลังตาย เท่ากับการลงโทษอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต เพราะทรัพยากรทั้งทุนและแรงงานมีจำกัด เมื่อมันถูกตรึงไว้ในที่ที่ผลิตได้น้อย มันก็ไม่สามารถไหลไปยังที่ที่ผลิตได้มากกว่า เงินภาษีและคนงานที่ถูกใช้ไปอุ้มของเก่า คือเงินและคนที่หายไปจากการสร้างของใหม่
.
เรามองเห็นอุตสาหกรรมที่ถูกช่วยไว้กับคนงานที่ยังมีงานทำ เราเห็นโรงงานที่ไม่ปิด เห็นครอบครัวที่ยังมีรายได้ แต่เรามองไม่เห็นอุตสาหกรรมใหม่ที่ไม่ได้เกิดขึ้น เพราะทุนและคนถูกขังอยู่ในอุตสาหกรรมเก่า
.
เราไม่เห็นบริษัทที่ไม่ได้ก่อตั้ง งานที่ไม่ได้ถูกสร้าง เทคโนโลยีที่ถูกถ่วงให้ช้าลง การที่ผู้บริโภคหันไปซื้อของจากที่อื่นไม่ใช่ความโหดร้าย มันคือสัญญาณว่าโลกมีทางเลือกที่ดีกว่าให้แล้ว และคนกำลังโหวตด้วยเงินของตัวเองว่าชอบอะไรมากกว่า การฝืนสัญญาณนี้ก็เหมือนการสั่งให้แม่น้ำไหลย้อนกลับขึ้นเขา ทำได้ก็จริงถ้ายอมจ่ายค่าปั๊มมหาศาล แต่ฝืนธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา
.
เรื่อง "ราคาพาริตี้" ของสินค้าเกษตรก็อยู่ในตระกูลเดียวกัน การประกันให้ราคาพืชผลคงอัตราส่วนตายตัวกับราคาสินค้าอื่นฟังดูยุติธรรม เหมือนให้ความเป็นธรรมกับชาวนา แต่จริงๆ แล้วเป็นการเลือกช่วงเวลาฐานมาอ้างแบบสุ่มๆ มักเลือกปีที่ราคาพืชผลดีเป็นพิเศษมาเป็นมาตรฐาน แล้วบังคับให้ผู้บริโภคและผู้เสียภาษีอุดหนุนส่วนต่างให้ตลอดไป
.
Hazlitt เรียกความคิดทั้งตระกูลนี้ว่าหลักการบ้าๆ ที่หวังสร้างความมั่งคั่งด้วยการทำให้ของขาดแคลน ซึ่งอาจเป็นจริงสำหรับผู้ผลิตกลุ่มเดียวที่ทำให้ของของตัวเองหายาก เขาขายได้ราคาดีขึ้น แต่เป็นเท็จเสมอเมื่อมองทั้งสังคม
.
เพราะถ้าทุกคนทำแบบนี้พร้อมกัน ทุกอย่างขาดแคลนไปหมด ราคาสูงไปหมด นั่นคือนิยามของความยากจน ไม่ใช่ความมั่งคั่ง มันคือการฆ่าตัวตายทางเศรษฐกิจที่ทำกันทีละนิดจนไม่ทันสังเกต
.
.
11. ระบบราคาทำงานอย่างไร
.
ราคาคือระบบสื่อสารที่ซับซ้อนที่สุดอย่างหนึ่งเท่าที่มนุษย์เคยมี ทั้งที่หน้าตาภายนอกของมันเป็นเพียงตัวเลขบนป้าย
.
Hazlitt อธิบายว่าเมื่อของอย่างหนึ่งขาดแคลน ราคาของมันสูงขึ้น สัญญาณนี้บอกผู้ผลิตว่าควรทุ่มทรัพยากรมาผลิตสิ่งนี้เพิ่ม เพราะตอนนี้มันทำกำไรได้ดี พอผลิตมากขึ้นจนเกินความต้องการ ราคาก็ตก สัญญาณนี้บอกให้ย้ายทรัพยากรไปทำอย่างอื่นที่ยังขาดอยู่
.
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีใครนั่งสั่งการจากส่วนกลาง ไม่ต้องมีกระทรวงไหนคอยคำนวณว่าควรผลิตขนมปังกี่ก้อน รองเท้ากี่คู่ ระบบมันจัดการตัวเองผ่านราคา
.
ความสวยงามของระบบนี้คือมันประสานการตัดสินใจของคนหลายล้านคนที่ไม่เคยรู้จักกันเลย ชาวนาในที่หนึ่งกับคนซื้อขนมปังในอีกที่หนึ่งสื่อสารกันผ่านราคา โดยไม่ต้องคุยกันสักคำ ไม่ต้องรู้จักชื่อกัน ราคาขนมปังที่ขยับขึ้นบอกชาวนาให้ปลูกข้าวสาลีเพิ่ม โดยที่ชาวนาไม่ต้องรู้เลยว่าใครเป็นคนกิน
.
ราคายังทำหน้าที่ปันส่วนของที่มีจำกัดให้ไปอยู่กับคนที่เห็นคุณค่าของมันมากพอจะยอมจ่าย และคอยจูงใจให้คนลงมือผลิตในสิ่งที่สังคมต้องการ กำไรกับขาดทุนที่ตามมาก็เป็นเหมือนคะแนนที่บอกว่าใครเดาความต้องการของคนได้แม่นและใครเดาพลาด
.
ด้วยเหตุนี้ความพยายามจะ "รักษาเสถียรภาพ" ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ด้วยการกักตุนหรือทำลายของทิ้ง อย่างที่เคยมีการเผากาแฟทิ้งเพื่อพยุงราคา จึงเป็นการทำลายสัญญาณที่ระบบส่งออกมา
.
ราคาที่ตกลงมันกำลังบอกว่าโลกผลิตกาแฟมากเกินไป ควรย้ายที่ดินและแรงงานบางส่วนไปปลูกอย่างอื่น การเผากาแฟทิ้งเพื่อดันราคาให้สูงไว้ ก็เหมือนการปิดปากคนที่กำลังบอกความจริงที่เราไม่อยากได้ยิน
.
Hazlitt เปรียบว่าการเข้าไปบิดราคาเพราะไม่ชอบสิ่งที่มันบอก ก็เหมือนการทุบหน้าปัดมาตรวัดน้ำมันในรถเพราะไม่พอใจที่เข็มชี้ว่าน้ำมันใกล้หมด เข็มไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหา มันแค่รายงานความจริงให้เรารู้เท่านั้น ทุบเข็มทิ้งไม่ได้ทำให้น้ำมันในถังเพิ่มขึ้น มันแค่ทำให้เราขับต่อไปอย่างมั่นใจจนรถดับกลางทาง
.
.
12. เมื่อรัฐลงมือกำหนดราคาเอง
.
การกำหนดเพดานราคาให้ต่ำกว่าราคาตลาดฟังดูเป็นเรื่องดี โดยเฉพาะกับของจำเป็นอย่างเนื้อ นม ขนมปัง เหตุผลคือถ้าปล่อยให้ราคาลอยตามตลาด จะมีแต่คนรวยที่ซื้อได้ คุมราคาไว้สิ ทุกคนจะได้ส่วนแบ่งที่เป็นธรรม
.
เจตนาดีแทบทุกครั้ง แต่ Hazlitt อธิบายว่าการคุมราคาต่ำกว่าตลาดทำให้เกิดสองอย่างตามมาเสมอ และสองอย่างนี้ทำงานพร้อมกันจากคนละทิศ จนผลลัพธ์ออกมาตรงข้ามกับความตั้งใจ
.
อย่างแรก อุปสงค์เพิ่มขึ้น เพราะของถูกลง คนก็อยากซื้อและซื้อได้มากขึ้น คนที่เคยซื้อพอประมาณก็ซื้อเผื่อ คนที่ไม่เคยซื้อก็เริ่มซื้อ
.
อย่างที่สอง อุปทานลดลง เพราะกำไรหดหรือหายไป ผู้ผลิตรายเล็กที่ต้นทุนสูงถอยทัพก่อน แม้แต่รายที่เก่งที่สุดก็อาจถูกบังคับให้ผลิตแบบขาดทุน ซึ่งไม่มีใครทำได้นาน
.
ผลลัพธ์คือของขาดตลาด คนเข้าคิวยาวหน้าร้าน ของหมดตั้งแต่เช้า ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่รัฐต้องการพอดิบพอดี เพราะของที่ถูกเลือกมาคุมราคา มักเป็นของจำเป็นที่รัฐอยากให้มีเหลือเฟือที่สุด สุดท้ายมันกลับเป็นของที่หายากที่สุด
.
จากนั้นรัฐก็ต้องงัดเครื่องมือใหม่ออกมาแก้ปัญหาที่ตัวเองสร้างขึ้น เริ่มจากการปันส่วนด้วยคูปอง เพราะของไม่พอแจกตามใจซื้อแล้ว ตามด้วยการคุมต้นทุนย้อนขึ้นไปทั้งสายการผลิต จะคุมราคานมก็ต้องไปคุมค่าจ้างคนส่งนม ราคาภาชนะ ราคาอาหารสัตว์ ราคาที่ดินเลี้ยงวัว พอคุมตรงนั้นก็เกิดของขาดตรงนั้นต่อ เพราะคนเลี้ยงวัวก็เจอปัญหาเดียวกัน ลามเป็นวงกว้างออกไปเรื่อยๆ จนเข้าใกล้การคุมราคาทุกอย่างทั้งระบบ แล้วก็ตามด้วยเงินอุดหนุนเพื่อชดเชยให้ผู้ผลิตยอมผลิตต่อ และตลาดมืดที่ผุดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ เพราะเมื่อราคาทางการต่ำเกินจริง คนก็ยอมจ่ายแพงใต้โต๊ะเพื่อให้ได้ของ Hazlitt เรียกมันว่าวงจรที่ขยายตัวไม่รู้จบ รัฐบาลเหมือนคนที่อุดรูรั่วรูหนึ่ง แล้วน้ำก็ดันไปแตกออกอีกรูหนึ่งเสมอ ยิ่งอุดยิ่งแตก จนสุดท้ายต้องเลือกระหว่างคุมทั้งระบบแบบเศรษฐกิจวางแผนเต็มรูป หรือยอมปล่อยมือให้ราคากลับไปทำงานของมัน
.
.
13. กฎหมายค่าแรงขั้นต่ำ และคำถามเรื่องสหภาพ
.
ค่าจ้างก็คือราคาชนิดหนึ่ง เป็นราคาของบริการแรงงาน Hazlitt บอกว่าน่าเสียดายที่ราคาของแรงงานดันมีชื่อเรียกต่างจากราคาอื่น เพราะมันทำให้คนลืมไปว่าหลักการเดียวกันคุมทั้งสองอย่าง
.
คนที่รู้ดีว่าการบังคับขึ้นราคาสินค้าจะทำให้ของขายไม่ออกและทำร้ายอุตสาหกรรมที่ตั้งใจช่วย กลับหันมาสนับสนุนการบังคับขึ้นค่าแรงโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทั้งที่มันคือเรื่องเดียวกันเป๊ะ เพียงแต่เปลี่ยนจากของบนชั้นวางเป็นแรงงานของคน
.
หลักการตรงไปตรงมา ถ้ากฎหมายห้ามจ้างใครต่ำกว่าสัปดาห์ละ 30 ดอลลาร์ สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือคนที่มีมูลค่าต่อนายจ้างไม่ถึง 30 ดอลลาร์จะไม่ถูกจ้างเลย คนที่ทำงานสร้างมูลค่าได้สัปดาห์ละ 25 ดอลลาร์ ไม่มีนายจ้างคนไหนยอมจ้างในราคา 30 เพราะจ้างไปก็ขาดทุนทุกสัปดาห์
.
คุณทำให้คนคนหนึ่งมีค่าขึ้นมาไม่ได้ด้วยการออกกฎหมายห้ามจ่ายเขาน้อยกว่านั้น
.
มูลค่าของแรงงานมาจากสิ่งที่เขาผลิตได้ ไม่ได้มาจากตัวเลขในกฎหมาย คุณแค่พรากสิทธิ์ในการหารายได้เท่าที่ความสามารถเขาทำได้ออกไป แล้วยังพรากบริการเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาพอจะให้สังคมได้ไปด้วย สรุปคือเอาการว่างงานที่ได้ศูนย์ดอลลาร์ไปวางแทนที่ค่าแรงต่ำที่ยังได้ 25 ดอลลาร์
.
มีคนแย้งว่า ถ้าอุตสาหกรรมไหนอยู่ได้ด้วยค่าแรงข้าวยากหมากแพง ก็ปล่อยให้มันตายไปเถอะ คำพูดนี้ฟังดูกล้าหาญและมีศีลธรรม แต่มองข้ามความจริงไปสามข้อ
.
ข้อแรกผู้บริโภคต้องเสียสินค้านั้นไป ของที่เคยมีก็หายไปจากตลาด
.
ข้อสองคนงานในอุตสาหกรรมนั้นถูกตัดสินให้ว่างงานทันที
.
ข้อสามและสำคัญที่สุด ค่าแรงที่ว่าต่ำนั้น เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเท่าที่คนงานเหล่านั้นมีอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงไปทำงานที่จ่ายดีกว่าไปนานแล้ว
.
เมื่อถูกผลักออกมาจากงานที่พวกเขาเลือกเองว่าดีที่สุด พวกเขาต้องไปแย่งงานในที่ที่ตัวเองเคยปฏิเสธเพราะแย่กว่า ทำให้คนล้นในตลาดแรงงานส่วนอื่น ดันค่าจ้างในที่เหล่านั้นให้ต่ำลงไปอีก คนที่ตั้งใจจะช่วยกลับทำร้ายเป็นวงกว้าง
.
ส่วนเรื่องสหภาพแรงงาน Hazlitt ตอบคำถามที่เป็นชื่อบทตรงๆ ว่าสหภาพขึ้นค่าจ้างได้จริงไหม คำตอบคือค่าจ้างโดยรวมถูกกำหนดโดยผลิตภาพของแรงงานเป็นหลัก ไม่ใช่อำนาจต่อรองของสหภาพ
.
นี่คือเหตุผลว่าทำไมค่าแรงในอเมริกาถึงสูงกว่าหลายประเทศมาตลอด ทั้งที่หลายประเทศก็มีสหภาพที่เข้มแข็งกว่า เพราะคนงานอเมริกันผลิตได้มากกว่าต่อชั่วโมงเนื่องจากมีทุนและเครื่องจักรหนุนหลัง
.
สหภาพอาจดันค่าจ้างของสมาชิกตัวเองให้สูงเกินมูลค่าตลาดได้ก็จริง แต่ต้องแลกด้วยการว่างงานของคนงานกลุ่มอื่นที่ถูกกันออกจากงานนั้น เพราะเงินก้อนที่จ่ายเพิ่มต้องมาจากที่ใดที่หนึ่งเสมอ สุดท้ายมันมักมาจากกระเป๋าของผู้บริโภคและคนทำงานด้วยกันเองในอุตสาหกรรมอื่น ไม่ได้มาจากกำไรก้อนโตของนายทุนอย่างที่เข้าใจกัน
.
.
14. ภาพลวงตาของเงินเฟ้อ
.
ความเข้าใจผิดที่เก่าแก่และดื้อด้านที่สุดเรื่องเงินเฟ้อ คือการสับสนระหว่าง "เงิน" กับ "ความมั่งคั่ง"
.
Adam Smith เขียนไว้เมื่อราวสองศตวรรษก่อนว่าคนเรามักคิดว่าการรวยคือการมีเงินมาก จนเงินกับความมั่งคั่งกลายเป็นคำที่ใช้แทนกันได้ในภาษาพูด แต่ความมั่งคั่งที่แท้จริงคือสิ่งที่ผลิตและบริโภค อาหารที่เรากิน เสื้อผ้าที่เราใส่ บ้านที่เราอยู่ รถ เรือ โรงงาน โรงเรียน เงินเป็นเพียงกระดาษหรือตัวเลขที่เราใช้เป็นตัวกลางแลกของพวกนี้
.
ถ้ารัฐพิมพ์เงินแจกทุกคนให้มีเงินเป็นสองเท่าในชั่วข้ามคืน เราจะซื้อของได้มากขึ้นเป็นสองเท่าก็ต่อเมื่อของในโลกมีเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าด้วย แต่ของไม่ได้เพิ่มขึ้นเพียงเพราะกระดาษเพิ่มขึ้น ไม่อย่างนั้นราคาก็แค่ขยับขึ้นเป็นสองเท่าตามไป ทุกคนถือเงินมากขึ้นแต่ซื้อของได้เท่าเดิม
.
มีความเชื่อหนึ่งบอกว่าระบบจ่ายเงินให้ผู้ผลิตไม่พอที่จะซื้อสินค้าที่ตัวเองทำขึ้นมากลับคืน เลยเกิด "ช่องโหว่" ของกำลังซื้อที่ต้องเติมเงินเข้าไปอุด ฟังดูเหมือนมีหลุมโหว่ในระบบที่ต้องช่วยกันถม
.
Hazlitt ชี้ว่านี่เป็นความผิดพลาดในการนับเลขล้วนๆ ฝั่งหนึ่งของสมการนับมูลค่าของชิ้นเดียว อีกฝั่งดันนับซ้ำหลายรอบทุกขั้นการผลิต จนเกิดเป็นช่องว่างปลอมๆ ขึ้นมาบนกระดาษ แล้วก็เรียกร้องให้รัฐพิมพ์เงินมาเติมหลุมที่ไม่เคยมีอยู่จริง พอเติมเข้าไป สิ่งที่ได้คือเงินเฟ้อ ไม่ใช่ความมั่งคั่ง
.
แต่ข้อคิดที่คมที่สุดของบทนี้คือ เงินเฟ้อไม่ได้กระทบทุกคนเท่ากันและพร้อมกัน
.
หลายคนคิดว่าถ้าราคาขึ้นทุกอย่างพร้อมกันก็เท่ากับไม่มีใครเสียเปรียบ แต่ความจริงไม่เป็นแบบนั้น ลองแบ่งคนเป็นกลุ่ม A B C D ตามลำดับที่ได้รับเงินใหม่ที่รัฐพิมพ์ออกมา
.
กลุ่ม A เช่นพวกผู้รับเหมาที่รับงานจากรัฐโดยตรง ได้เงินก่อนใครเพื่อน ตอนนั้นราคาสินค้าในตลาดยังไม่ทันขึ้น เพราะคนอื่นยังไม่รู้ว่ามีเงินใหม่เข้าระบบ พวกเขาเลยใช้เงินซื้อของได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยในราคาเก่า พอเงินไหลผ่านมือต่อไปเรื่อยๆ ราคาก็ค่อยๆ ขยับขึ้นตามปริมาณเงินที่เพิ่ม
.
กว่าจะถึงกลุ่ม D ซึ่งอยู่ปลายสุด ราคาสินค้าขึ้นไปหมดแล้ว พวกเขาได้เงินก้อนใหม่มาทีหลังในตอนที่ทุกอย่างแพงขึ้นแล้ว กำไรของคนที่ได้เงินก่อน จึงมาจากการขาดทุนของคนที่ได้เงินทีหลังโดยตรง
.
เงินเฟ้อจึงเป็นภาษีที่ซ่อนเร้น ที่เก็บหนักที่สุดจากคนที่อยู่ห่างจากแท่นพิมพ์เงินมากที่สุด คนตัวเล็กที่เงินเดือนขึ้นช้าที่สุด คนแก่ที่อยู่ด้วยเงินบำนาญหรือเงินเก็บ คือคนที่ต้องจ่ายแพงที่สุดให้กับการพิมพ์เงินที่พวกเขาไม่ได้เป็นคนตัดสินใจ
.
.
15. การโจมตีการออม และหน้าที่ของกำไร
.
หัวข้อสุดท้ายที่ Hazlitt เก็บไว้ปิดเล่ม คือความเชื่อยอดฮิตที่ว่าการออมทำร้ายเศรษฐกิจ ส่วนการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ คนที่ใช้เงินเก่งถูกยกย่องว่าช่วยให้เงินหมุน คนที่เก็บออมถูกมองว่าทำให้เงินจมและฉุดเศรษฐกิจ
.
เขาหยิบตัวอย่างคลาสสิกของ Bastiat เรื่องพี่น้องสองคนมาเล่า แต่ละคนมีมรดกที่ให้รายได้ปีละ 50,000 ดอลลาร์เท่ากัน เพื่อให้เห็นภาพชัดว่าใครทำให้สังคมรวยขึ้นกันแน่
.
Alvin พี่ชายเป็นนักใช้เงินตัวยง ใช้ทั้งรายได้แล้วยังควักเงินต้นออกมาใช้อีก เขาเที่ยวไนต์คลับ ให้ทิปหนักมือ เลี้ยงคนรับใช้เป็นกองทัพ มีคนขับรถสองคน ซื้อเรือยอชต์ ซื้อม้าแข่ง โปรยเครื่องเพชรให้ภรรยา บรรดาบริกร พ่อค้าเพชร ช่างขนสัตว์ มองเขาเป็นผู้มีพระคุณของสังคม เพราะเขากระจายเงินไปทั่วและทุกคนที่อยู่รอบตัวเขาได้ประโยชน์เห็นๆ
.
ส่วน Benjamin น้องชายใช้เงินแค่ราว 25,000 ดอลลาร์ ใช้ชีวิตพอประมาณ คนทั่วไปเลยมองว่าเขาสร้างงานได้ไม่ถึงครึ่งของพี่ชาย ส่วนเงินอีกครึ่งที่เหลือก็เหมือนหายไปจากระบบ ไม่มีประโยชน์อะไรกับใคร
.
แต่ลองดูว่า Benjamin ทำอะไรกับเงินที่เหลือ เขาไม่ได้เอาไปกองไว้ในลิ้นชักหรือซุกใต้ฟูกให้มันนอนเฉยๆ เขาบริจาคส่วนหนึ่ง ที่เหลือเอาไปฝากธนาคารหรือลงทุน เงินที่ฝากถูกธนาคารปล่อยกู้ให้ธุรกิจเอาไปเป็นทุนหมุนเวียน จ้างคนงาน ซื้อวัตถุดิบ เงินที่ลงทุนถูกใช้ซื้อสินค้าทุน ทั้งโรงงาน เครื่องจักร เรือ รถบรรทุก ซึ่งล้วนต้องมีคนผลิตและมีคนได้งานจากมัน
.
การออมในโลกสมัยใหม่จึงเป็นเพียงการใช้จ่ายอีกรูปแบบหนึ่ง ต่างกันแค่เงินถูกส่งต่อให้คนอื่นเอาไปใช้เพิ่มกำลังการผลิต แทนที่จะใช้ซื้อของบริโภคให้หมดไปกับความสุขชั่วคราว
.
ความต่างที่ลึกกว่านั้นคือ Alvin กำลังกินทุนของตัวเองให้ร่อยหรอลงไปทุกปี ขณะที่ Benjamin กำลังสร้างทุนก้อนใหม่ที่จะผลิตของและจ้างคนต่อไปได้อีกนาน
.
คนที่ดูเหมือนใจป้ำที่สุดกลับเป็นคนที่ทำให้สังคมจนลงในระยะยาว ส่วนคนที่ดูเหมือนขี้เหนียวกลับเป็นคนที่วางอิฐก้อนใหม่ให้เศรษฐกิจ
.
เรื่องนี้โยงตรงเข้ากับหน้าที่ของกำไรที่คนมักเข้าใจผิด หลายคนมองว่ากำไรคือส่วนเกินที่นายทุนกอบโกยจากคนจน เป็นเงินที่ถ้าตัดออกได้ทุกคนจะดีขึ้น แต่ Hazlitt อธิบายว่าหน้าที่จริงของมันคือการเป็นระบบนำทาง ที่คอยบอกผู้ผลิตว่าสังคมต้องการอะไร
.
ของไหนทำกำไรได้ดี แสดงว่าคนต้องการมันมากกว่าต้นทุนที่ใช้ผลิต ทรัพยากรก็ควรไหลไปทางนั้น และที่สำคัญพอกัน ความกลัวขาดทุนทำหน้าที่คอยดึงผู้ผลิตออกจากการผลิตสิ่งที่ไม่มีใครต้องการ
.
ใครที่ผลิตของไม่ตรงความต้องการก็ขาดทุนจนต้องเลิก ทรัพยากรจะได้ไม่ถูกผลาญไปกับของที่ผิดที่ผิดเวลา กำไรกับขาดทุนจึงเป็นทั้งแครอทและไม้เรียวที่ทำให้ทรัพยากรอันมีจำกัดของโลกถูกใช้ไปกับสิ่งที่คนต้องการจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่ใครคนใดคนหนึ่งคิดว่าคนควรต้องการ
.
.
=================
.
โดยสรุป ความแตกต่างเกือบทั้งหมดระหว่างคนที่มองเศรษฐกิจขาดกับคนที่มองพลาด อยู่ตรงสองจุด คือมองไกลกว่าผลที่เกิดทันที และมองกว้างกว่าคนกลุ่มเดียวที่ยืนอยู่ตรงหน้า สิ่งที่ตาเห็นมักเป็นแค่ครึ่งเดียวของความจริง อีกครึ่งคือสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้น
.
งานที่ไม่ได้ถูกสร้าง ของที่ไม่ได้ถูกผลิต ทางเลือกที่หายไปอย่างเงียบๆ และครึ่งที่มองไม่เห็นนี้แหละที่มักจะใหญ่กว่าครึ่งที่เราเห็น ปัญหาเดียวของมันคือมันไม่เคยได้ออกข่าว เพราะสูทที่ไม่ถูกตัดไม่เคยรวมตัวกันเดินขบวนประท้วง
.
ความเข้าใจผิดที่หนังสือเล่มนี้เตือนไว้แทบไม่เคยเปลี่ยนหน้าตา มันแค่เปลี่ยนเสื้อผ้าไปเรื่อยๆ วันนี้มาในชื่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ พรุ่งนี้มาในชื่อการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ มะรืนมาในชื่อการอุดหนุนคนตัวเล็ก ดูใหม่เอี่ยมทุกครั้ง แต่พอแกะเสื้อนอกออกดู ก็เจอหน้าต่างแตกบานเดิมจากข้อที่สอง แค่อายุมากขึ้นแปดสิบปี
.
ดังนั้นทุกครั้งที่ได้ยินใครบอกว่านโยบายหนึ่งจะสร้างงานหรือช่วยคนตัวเล็ก ลองถามสองคำถามที่ Hazlitt ฝากไว้ หนึ่งคือแล้วผลในระยะยาวล่ะ สองคือแล้วผลต่อคนกลุ่มอื่นที่ไม่ได้มายืนอยู่ในรูปถ่ายล่ะ ถ้าคนตอบเริ่มพูดเร็วขึ้นแล้วบอกว่าเรื่องระยะยาวเดี๋ยวค่อยว่ากัน นั่นแหละคือสัญญาณว่าคุณถามถูกทางแล้ว
.
เตือนไว้ก่อนว่าความรู้ข้อนี้มาพร้อมราคาที่ต้องจ่าย พอมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น คุณจะฟังคำสัญญาหาเสียงได้สนุกน้อยลงไปตลอดกาล แต่แลกกับการไม่โดนหลอกด้วยมุกเดิมทุกสี่ปี
.
.
.
.
#SuccessStrategies

