15 ข้อคิดจากหนังสือ How to Stop Worrying and Start Living เขียนโดย Dale Carnegie
ปี 1944 Dale Carnegie เดินเข้าห้องสมุดสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของนิวยอร์ก เพื่อหาหนังสือเกี่ยวกับ "ความกังวล" เขาพบหนังสือในหมวดนี้ 22 เล่ม แล้วก็พบอีกอย่างที่ทำให้เขาขำไม่ออก หมวด "ไส้เดือน" มีหนังสืออยู่ 189 เล่ม
.
มนุษยชาติเขียนหนังสือเรื่องไส้เดือนไว้มากกว่าเรื่องความกังวลเกือบเก้าเท่า ทั้งที่ความกังวลคือสิ่งที่ทำให้เตียงในโรงพยาบาลกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศเต็มไปด้วยคนไข้โรคประสาทและอารมณ์ Carnegie หาหนังสือที่ใช้สอนได้ไม่เจอสักเล่ม เขาเลยลงมือเขียนเอง
.
เขาใช้เวลาเจ็ดปีอ่านชีวประวัติคนดังตั้งแต่ Confucius ถึง Churchill สัมภาษณ์คนจริงอย่าง Henry Ford, Eleanor Roosevelt, Jack Dempsey และที่สำคัญที่สุด เขาเปิด "ห้องทดลองกำจัดความกังวล" ในคลาสผู้ใหญ่ของตัวเองนานห้าปี ให้ลูกศิษย์เอากฎไปใช้จริงในชีวิต แล้วกลับมาเล่าผล
.
หนังสือเล่มนี้จึงเต็มไปด้วยชื่อจริง ที่อยู่จริง เรื่องจริง ไม่มี "นาย ก." หรือ "คนรู้จักคนหนึ่งในรัฐโอไฮโอ" แบบที่ตรวจสอบไม่ได้
.
เมื่อปอกเปลือกเทคนิคทั้งหมดออกมา คุณจะพบว่ามันคือสโตอิกภาคปฏิบัติที่แต่งกายด้วยภาษาบ้านไร่มิสซูรี Marcus Aurelius, Epictetus, Seneca, Schopenhauer โผล่มาเป็นระยะ ปนกับชาวนา นักธุรกิจ และทหารผ่านศึก
.
Carnegie พูดไว้ตรงๆ ในคำนำว่า "ปัญหาของเราไม่ใช่ความไม่รู้ แต่คือการไม่ลงมือทำ" เรารู้วิธีใช้ชีวิตให้ดีอยู่แล้ว เราแค่ไม่ทำ หนังสือเล่มนี้มีหน้าที่เตะหน้าแข้งเราให้ลุกขึ้นมาทำ
.
และนี่คือ 15 ข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้ครับ
.
.
================
.
1. อย่าให้แมลงตัวจิ๋วโค่นต้นไม้ใหญ่
.
บนเนินเขา Long's Peak ในโคโลราโด มีซากต้นไม้ยักษ์ที่ยืนต้นมา 400 ปี มันเป็นต้นกล้าตอน Columbus ขึ้นฝั่งอเมริกา และโตครึ่งหนึ่งตอนกลุ่ม Pilgrim มาตั้งรกราก
.
ตลอดชีวิตมันถูกฟ้าผ่าสิบสี่ครั้ง รอดจากหิมะถล่มและพายุนับไม่ถ้วน แต่สุดท้ายมันล้มลงเพราะกองทัพแมลงปีกแข็งตัวเล็กๆ ที่กัดกินเปลือกและทำลายความแข็งแรงภายในทีละนิด แมลงที่เล็กจนคนบีบให้แหลกระหว่างนิ้วได้
.
เราก็เหมือนต้นไม้ยักษ์นั้น เรามักผ่านพายุใหญ่ของชีวิตมาได้อย่างกล้าหาญ แต่กลับปล่อยให้เรื่องจุกจิกในชีวิตประจำวันกัดกินหัวใจเรา
.
ผู้พิพากษา Joseph Sabath แห่งชิคาโกที่ไกล่เกลี่ยคู่หย่าร้างมากว่าสี่หมื่นคู่ บอกว่า "เรื่องเล็กน้อยคือต้นตอของความทุกข์ในชีวิตคู่ส่วนใหญ่" และอัยการนิวยอร์กก็บอกว่าครึ่งหนึ่งของคดีในศาลอาญาเริ่มจากเรื่องเล็กๆ คำพูดสะกิดใจ ท่าทีหยาบคาย สิ่งที่ทำให้ความภูมิใจในตัวเองสะดุด
.
Eleanor Roosevelt ตอนแต่งงานใหม่ๆ เคยกังวลหลายวันเพราะแม่ครัวทำอาหารห่วย แต่ตอนนี้เธอบอกว่าจะแค่ยักไหล่แล้วลืมมันไป
.
ภรรยาของ Carnegie เองตอนจัดเลี้ยงเคยพบว่าผ้าเช็ดปากสามผืนไม่เข้าชุดกับผ้าปูโต๊ะ และแขกกำลังมาถึงประตู เธอเกือบร้องไห้ แล้วก็คิดได้ว่าทำไมต้องปล่อยให้เรื่องนี้ทำลายทั้งค่ำคืน เธอบอกว่ายอมให้เพื่อนคิดว่าตัวเองเป็นแม่บ้านที่เลินเล่อ ดีกว่าเป็นแม่บ้านที่หงุดหงิดอารมณ์เสีย และปรากฏว่าไม่มีแขกคนไหนสังเกตเห็นผ้าเช็ดปากเลยสักคน
.
Disraeli พูดไว้สั้นๆ ว่า "ชีวิตสั้นเกินกว่าจะเอาไปใช้กับเรื่องเล็ก" ลองนึกถึง Rudyard Kipling คนเขียนบทกวีว่าจงรักษาสติไว้เมื่อคนรอบข้างเสียสติ แต่ตัวเขาเองทะเลาะกับน้องเขยเรื่องกองหญ้าแห้งบนที่ดิน จนกลายเป็นคดีดังที่สุดในประวัติศาสตร์รัฐ Vermont และทำให้เขากับภรรยาต้องทิ้งบ้านในอเมริกาไปตลอดชีวิต ทั้งหมดเพราะกองหญ้าแห้ง
.
.
2. กฎค่าเฉลี่ย ถามตัวเองว่ามันมีโอกาสเกิดจริงแค่ไหน
.
ตอนเด็ก Carnegie ร้องไห้เพราะกลัวถูกฝังทั้งเป็น กลัวฟ้าผ่า กลัวไม่มีอะไรกิน กลัวเด็กผู้หญิงจะหัวเราะเยาะถ้าเขายกหมวกทักทาย กลัวไม่มีผู้หญิงคนไหนยอมแต่งงานด้วย และกังวลว่าจะคุยอะไรกับภรรยาระหว่างนั่งเกวียนกลับบ้านในวันแต่งงาน
.
เขาขบคิดปัญหาสะเทือนโลกนี้หลายชั่วโมงขณะเดินตามคันไถ พอโตขึ้นเขาพบว่า 99% ของสิ่งที่เขากังวลตอนเด็กไม่เคยเกิดขึ้นจริง
.
โอกาสที่เขาจะถูกฟ้าผ่าตายในหนึ่งปี ตามสถิติคือหนึ่งในสามแสนห้าหมื่น โอกาสถูกฝังทั้งเป็นน้อยกว่าหนึ่งในสิบล้าน ถ้าเขาจะกังวลให้ถูกเรื่อง เขาควรกังวลเรื่องมะเร็งที่คนหนึ่งในแปดเป็น มากกว่ามากังวลเรื่องฟ้าผ่า ประเด็นคือ เราตัดความกังวลเก้าในสิบทิ้งได้ทันที ถ้าเราหยุดกังวลนานพอที่จะถามตัวเองว่า ตามกฎค่าเฉลี่ยแล้ว เรื่องนี้มีเหตุผลให้กังวลจริงไหม
.
บริษัทประกันที่ดังที่สุดในโลกอย่าง Lloyd's of London ทำเงินมหาศาลจากนิสัยของมนุษย์ที่ชอบกังวลกับเรื่องที่แทบไม่เคยเกิด พวกเขาพนันกับคนว่าหายนะที่คนกลัวจะไม่เกิดขึ้น แต่เรียกมันว่า "ประกันภัย" และอยู่ได้สองร้อยปีด้วยการเดิมพันบนกฎค่าเฉลี่ย
.
Jim Grant พ่อค้าผลไม้นำเข้าส้มและเกรปฟรุตทีละสิบกว่าตู้รถไฟ เคยทรมานตัวเองด้วยความคิดว่า ถ้ารถไฟตกราง ถ้าสะพานถล่ม จนกลัวว่าตัวเองเป็นแผลในกระเพาะ หมอบอกว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรนอกจากประสาทตึง
.
เขาเลยถามตัวเองว่า ตลอดหลายปีที่ขนผลไม้มากว่าสองหมื่นห้าพันตู้ มีกี่ตู้ที่เกิดอุบัติเหตุ คำตอบคือประมาณห้า อัตราส่วนห้าพันต่อหนึ่ง แล้วสะพานเคยถล่มทับตู้เขากี่ครั้ง คำตอบคือไม่เคยเลย เขาเลยตัดสินใจปล่อยให้กฎค่าเฉลี่ยกังวลแทนเขา และโรคกระเพาะก็หายไป
.
.
3. ร่วมมือกับสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
.
ตอนเด็ก Carnegie กระโดดจากหน้าต่างบ้านร้าง แหวนที่นิ้วเกี่ยวตะปูจนนิ้วชี้ขาด เขากรีดร้องด้วยความกลัวว่าจะตาย แต่พอมือหายดี เขาไม่เคยกังวลกับมันอีกเลยแม้แต่วินาทีเดียว เพราะจะกังวลไปทำไม เขายอมรับสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ บนซากวิหารเก่าในอัมสเตอร์ดัมมีคำจารึกว่า "มันเป็นเช่นนั้น มันเป็นอย่างอื่นไม่ได้"
.
Booth Tarkington นักเขียนชื่อดังเคยบอกว่า เขาทนอะไรก็ได้ในชีวิต ยกเว้นอย่างเดียวคือตาบอด แล้ววันหนึ่งตอนอายุหกสิบกว่า เขามองพรมบนพื้นแล้วเห็นสีเบลอ
.
จักษุแพทย์บอกว่าเขากำลังจะตาบอด สิ่งที่เขากลัวที่สุดมาถึงแล้ว แต่แทนที่จะพังทลาย เขากลับใช้อารมณ์ขัน เวลามีจุดดำลอยตัดผ่านสายตา เขาจะทักทายว่า "อ้าว คุณปู่มาอีกแล้ว เช้าสดใสแบบนี้จะไปไหนหรือครับ"
.
เขาเข้าผ่าตัดสิบสองครั้งในปีเดียวด้วยยาชาเฉพาะที่ และยังบอกว่า "น่าทึ่งจริงๆ ที่วิทยาศาสตร์ผ่าตัดสิ่งที่ละเอียดอ่อนอย่างดวงตามนุษย์ได้"
.
ปรมาจารย์ยูยิตสูสอนลูกศิษย์ว่า "จงโน้มเอนเหมือนต้นหลิว อย่าต้านเหมือนต้นโอ๊ก" Carnegie ปลูกต้นไม้ยี่สิบต้นบนฟาร์ม พอพายุน้ำแข็งมา ต้นที่ทระนงต้านน้ำหนักของน้ำแข็งก็แตกหักจนต้องตัดทิ้ง แต่ในป่าสนทางเหนือที่เขาเดินทางผ่านหลายร้อยไมล์ เขาไม่เคยเห็นต้นสนต้นไหนหักเพราะน้ำแข็งเลย เพราะมันรู้จักโน้มกิ่งลงตามน้ำหนัก
.
ยางรถยนต์ก็เช่นกัน ตอนแรกผู้ผลิตพยายามทำยางที่ต้านแรงกระแทกของถนน มันถูกถนนฉีกเป็นริ้วๆ จนพวกเขาเปลี่ยนมาทำยางที่ดูดซับแรงกระแทกแทน
.
คำแนะนำที่ดีที่สุดเรื่องความกังวลในเล่ม Carnegie บอกว่าคือบทสวดของ Reinhold Niebuhr
.
"ขอประทานความสงบให้ข้ายอมรับสิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้ ความกล้าที่จะเปลี่ยนสิ่งที่เปลี่ยนได้ และปัญญาที่จะแยกแยะความแตกต่างระหว่างสองสิ่งนั้น"
.
แต่ Carnegie ก็ย้ำว่านี่ไม่ใช่การก้มหัวให้ทุกอุปสรรค ตราบใดที่ยังมีโอกาสกอบกู้สถานการณ์ จงสู้ แต่เมื่อสามัญสำนึกบอกว่าเรื่องนี้เปลี่ยนไม่ได้แล้ว ในนามของสติ จงหยุดตีโพยตีพาย
.
.
4. ตั้งคำสั่ง stop-loss ให้ความกังวลของคุณ
.
Charles Roberts ที่ปรึกษาการลงทุนเล่าว่า เขาเรียนรู้หลักการสำคัญที่สุดจากนักเก็งกำไรชื่อ Burton Castles ว่า "ผมตั้งคำสั่ง stop-loss ในทุกการลงทุน ถ้าซื้อหุ้นที่ห้าสิบดอลลาร์ ผมจะตั้งขายอัตโนมัติที่สี่สิบห้าทันที"
.
หมายความว่าถ้าหุ้นตกลงห้าจุด มันจะถูกขายเอง จำกัดการขาดทุนไว้แค่นั้น ถ้าซื้อถูกตั้งแต่แรก กำไรจะเฉลี่ยสิบ ยี่สิบห้า หรือห้าสิบจุด คุณเลยผิดได้เกินครึ่งหนึ่งและยังทำเงินได้
.
แต่หลังจากนั้น Roberts ค้นพบว่าหลัก stop-loss ใช้ได้กับทุกความรำคาญและความขุ่นเคืองในชีวิต เขามีเพื่อนที่ชอบมาสายประจำ ทำให้เขานั่งรอเสียเวลามื้อกลางวันไปครึ่งหนึ่ง เขาเลยบอกเพื่อนว่า "คำสั่ง stop-loss ของฉันสำหรับการรอนายคือสิบนาทีพอดี ถ้านายสายเกินสิบนาที นัดเรายกเลิก และฉันจะไปแล้ว"
.
Benjamin Franklin ตอนเจ็ดขวบเคยซื้อนกหวีดด้วยเหรียญทั้งหมดที่มีโดยไม่ถามราคา พอพี่ๆ บอกว่าเขาจ่ายแพงเกินไป เขาร้องไห้ด้วยความหงุดหงิด เจ็ดสิบปีต่อมาตอนเป็นเอกอัครราชทูตประจำฝรั่งเศส
.
เขายังจำได้ว่าการจ่ายแพงเกินไปสำหรับนกหวีดทำให้เขาเสียใจมากกว่าความสุขที่นกหวีดให้ และเขาสรุปว่าความทุกข์ส่วนใหญ่ของมนุษย์เกิดจากการประเมินค่าของสิ่งต่างๆ ผิด การจ่ายแพงเกินไปสำหรับนกหวีดของตัวเอง
.
ตัวอย่างที่เจ็บที่สุดคือ Leo Tolstoy ผู้เขียน War and Peace กับภรรยาที่ตอนแรกรักกันจนคุกเข่าอ้อนวอนพระเจ้าให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนิรันดร์ แต่กลับทะเลาะกันจนบ้านกลายเป็น "โรงพยาบาลบ้า"
.
Tolstoy เขียนไดอารีโทษภรรยา เพื่อให้ลูกหลานในอนาคตเข้าข้างเขา ภรรยาก็ฉีกหน้าไดอารีทิ้ง เขียนไดอารีของตัวเองโทษเขากลับ และถึงขั้นเขียนนิยายปั้นเขาเป็นปีศาจ สองคนนี้ใช้เวลาห้าสิบปีทะเลาะกันเรื่องว่าพวกเราในฐานะคนรุ่นหลังจะโทษใคร และความจริงคือ พวกเราไม่ได้สนใจแม้แต่นิดเดียว
.
.
5. ชีวิตของคุณคือสิ่งที่ความคิดของคุณสร้างขึ้น
.
Marcus Aurelius จักรพรรดิผู้ปกครองโรม สรุปสิ่งที่สำคัญที่สุดไว้ในแปดคำว่า "ชีวิตของเราคือสิ่งที่ความคิดของเราสร้างขึ้น" ถ้าเราคิดความคิดที่มีความสุข เราจะมีความสุข ถ้าคิดความคิดที่หวาดกลัว เราจะกลัว
.
นี่ไม่ใช่การให้มองโลกแบบ Pollyanna หลับหูหลับตา Carnegie แยกแยะระหว่าง "ความห่วงใย" กับ "ความกังวล" ความห่วงใยคือการรับรู้ปัญหาแล้วลงมือจัดการอย่างใจเย็น ความกังวลคือการวนเป็นวงกลมอย่างไร้ผล
.
ที่น่าทึ่งคือทัศนคติส่งผลถึงพละกำลังกายจริงๆ นักจิตวิทยา J.A. Hadfield เคยทดลองให้ชายสามคนบีบเครื่องวัดแรง ในสภาวะปกติพวกเขาบีบได้เฉลี่ย 101 ปอนด์ แต่พอสะกดจิตบอกว่าพวกเขาอ่อนแอ บีบได้แค่ 29 ปอนด์ ไม่ถึงหนึ่งในสามของปกติ และพอสะกดจิตบอกว่าพวกเขาแข็งแกร่ง บีบได้เฉลี่ย 142 ปอนด์ ความคิดเปลี่ยนพละกำลังจริงได้เกือบห้าร้อยเปอร์เซ็นต์
.
แต่คำถามคือ เราจะเปลี่ยนความรู้สึกตอนที่จิตใจกำลังย่ำแย่ได้ยังไง William James ให้คำตอบที่เป็นแก่นของจิตวิทยาภาคปฏิบัติ เราเปลี่ยนอารมณ์ทันทีด้วยการ "ตั้งใจ" ไม่ได้ แต่เราเปลี่ยน "การกระทำ" ได้ และเมื่อเปลี่ยนการกระทำ อารมณ์จะเปลี่ยนตาม
.
"ทางสู่ความร่าเริงที่ดีที่สุด เมื่อความร่าเริงหายไป คือการนั่งตัวตรงอย่างร่าเริง พูดและทำราวกับว่าความร่าเริงอยู่ที่นั่นแล้ว" ลองยิ้มกว้างๆ ยืดอกหายใจลึกๆ แล้วฮัมเพลง คุณจะพบว่าเป็นไปไม่ได้ทางกายภาพที่จะหดหู่ขณะแสดงอาการของคนที่มีความสุขเปล่งประกาย
.
H.J. Englert ในรัฐอินเดียนา เคยถูกหมอบอกว่าความดันเขาพุ่งถึง 214 และเป็นอันตรายถึงชีวิต เขากลับบ้านไปเตรียมพินัยกรรม จมอยู่ในความหดหู่จนทำให้ทั้งครอบครัวทุกข์ไปด้วยตลอดสัปดาห์
.
แล้ววันหนึ่งเขาบอกตัวเองว่า "นายทำตัวเหมือนคนโง่ นายอาจยังไม่ตายไปอีกปี งั้นทำไมไม่ลองมีความสุขตอนที่ยังอยู่" เขายืดอก ยิ้ม แสดงเป็นว่าทุกอย่างปกติ มันต้องฝืนตอนแรก แต่ไม่นานเขาก็เริ่มรู้สึกดีขึ้นจริง และต่อมาความดันก็ลดลง เขาให้ร่างกายได้โอกาสรักษาตัวเองด้วยสิ่งเดียวคือการเปลี่ยนทัศนคติ
.
.
6. ราคาแสนแพงของการแก้แค้น
.
คืนหนึ่งใน Yellowstone Park Carnegie นั่งรอดูหมีกริซลีออกมากินเศษอาหาร เจ้าหน้าที่ป่าบอกว่าหมีกริซลีฟัดได้แทบทุกสัตว์ในโลกตะวันตก แต่มีสัตว์เพียงชนิดเดียวที่มันยอมให้มากินด้วยใต้แสงไฟ นั่นคือสกังก์ หมีรู้ว่าตบทีเดียวสกังก์ก็ตาย แต่มันไม่ทำ เพราะมันรู้จากประสบการณ์ว่ามันไม่คุ้ม
.
Carnegie บอกว่าตอนเป็นเด็กฟาร์มเขาดักสกังก์สี่ขา ตอนเป็นผู้ใหญ่เขาเจอสกังก์สองขาบนทางเท้านิวยอร์ก และเขาพบว่ามันไม่คุ้มที่จะไปยุ่งกับทั้งสองชนิด
.
เมื่อเราเกลียดศัตรู เรากำลังมอบอำนาจให้พวกเขาเหนือการนอน ความอยากอาหาร ความดันโลหิต สุขภาพ และความสุขของเรา
.
ศัตรูคงดีใจจนเต้นรำถ้ารู้ว่าความเกลียดของเรากำลังทรมานเราเอง ความเกลียดของเราไม่ได้ทำร้ายพวกเขา แต่กำลังเปลี่ยนวันคืนของเราเป็นนรก นิตยสาร Life ระบุว่าลักษณะนิสัยเด่นของคนความดันสูงคือความขุ่นเคือง พอความขุ่นเคืองเรื้อรัง โรคหัวใจก็ตามมา
.
George Rona ทนายที่หนีสงครามไปสวีเดน เคยได้จดหมายสมัครงานตอบกลับที่ด่าว่าเขาเขียนภาษาสวีเดนไม่ได้เรื่อง เต็มไปด้วยข้อผิดพลาด
.
เขาโกรธมากและเขียนจดหมายตอบโต้แบบเผาให้เกรียม แต่แล้วหยุดคิดว่า เดี๋ยวก่อน ฉันรู้ได้ยังไงว่าหมอนี่ผิด ภาษาสวีเดนไม่ใช่ภาษาแม่ของฉัน บางทีฉันอาจผิดจริงโดยไม่รู้ตัว เขาเลยฉีกจดหมายเดิมทิ้ง เขียนใหม่ขอบคุณชายคนนั้นที่ช่วยชี้ข้อบกพร่อง ไม่กี่วันต่อมาเขาได้จดหมายเรียกตัวไปสัมภาษณ์ และได้งาน
.
Edith Cavell พยาบาลอังกฤษที่ถูกหน่วยยิงเป้าเยอรมันประหารในปี 1915 เพราะช่วยทหารบาดเจ็บหลบหนี ก่อนตายเธอพูดสองประโยคที่ถูกสลักไว้ในทองสัมฤทธิ์ว่า "ฉันตระหนักว่าความรักชาติไม่เพียงพอ ฉันต้องไม่มีความเกลียดหรือความขมขื่นต่อใคร"
.
และเมื่อ Carnegie ถามลูกชายของ Eisenhower ว่าพ่อของเขาเคยผูกใจเจ็บใครไหม คำตอบคือ "ไม่เลย พ่อไม่เคยเสียเวลาแม้แต่นาทีเดียวคิดถึงคนที่ตัวเองไม่ชอบ" Confucius สรุปไว้สองพันปีก่อนว่า "การถูกทำผิดหรือถูกปล้น ไม่ใช่อะไรเลย เว้นแต่คุณจะจดจำมันต่อไป"
.
.
7. เลิกคาดหวังคำขอบคุณ แล้วคุณจะไม่ทุกข์เพราะความเนรคุณอีกเลย
.
Carnegie เจอนักธุรกิจคนหนึ่งในเท็กซัสที่เดือดดาลจนต้องระบายให้ฟังภายในสิบห้านาทีแรกที่เจอกัน เรื่องที่เขาโกรธเกิดขึ้นเมื่อสิบเอ็ดเดือนก่อน เขาแจกโบนัสคริสต์มาสให้พนักงานสามสิบสี่คน รวมหมื่นดอลลาร์ ตกคนละราวสามร้อย และไม่มีใครขอบคุณเขาสักคน "เสียดายจริงที่ผมเคยให้พวกมันแม้แต่เพนนีเดียว" เขาบ่นด้วยความขมขื่น
.
ขงจื๊อบอกว่า "คนโกรธเต็มไปด้วยพิษเสมอ" และชายคนนี้เต็มไปด้วยพิษจน Carnegie สงสาร เขาอายุราวหกสิบ เหลือเวลาอีกสักสิบสี่สิบห้าปี แต่เสียไปแล้วเกือบหนึ่งปีกับความขุ่นเคืองเรื่องที่จบไปแล้ว
.
แทนที่จะจมอยู่ในความน้อยใจ เขาน่าจะถามตัวเองว่าทำไมไม่มีใครซาบซึ้ง บางทีเขาอาจจ่ายน้อยและใช้งานหนัก บางทีพนักงานอาจมองว่าโบนัสคือสิ่งที่พวกเขาหามาได้ ไม่ใช่ของขวัญ บางทีเขาอาจเข้าถึงยากจนไม่มีใครกล้าขอบคุณ
.
สิ่งที่ Carnegie ชี้คือ ชายคนนี้ทำพลาดแบบที่มนุษย์ทำกันบ่อยที่สุด คือคาดหวังคำขอบคุณ เขาแค่ไม่เข้าใจธรรมชาติของคน
.
ลองดูตัวเลขนี้ Samuel Leibowitz ทนายที่ช่วยคนพ้นเก้าอี้ไฟฟ้าได้เจ็ดสิบแปดคน คุณคิดว่ามีกี่คนกลับมาขอบคุณหรือส่งการ์ดคริสต์มาสให้เขา คำตอบคือศูนย์ พระเยซูรักษาคนโรคเรื้อนสิบคนในบ่ายวันเดียว มีกี่คนกลับมาขอบคุณ มีแค่คนเดียว
.
Charles Schwab เคยออกเงินช่วยเสมียนธนาคารคนหนึ่งให้รอดจากคุก ต่อมาเสมียนคนนั้นกลับหันมาด่าเขา และ Andrew Carnegie เคยให้เงินญาติคนหนึ่งหนึ่งล้านดอลลาร์ ญาติคนนั้นกลับสาปแช่งเขา เพราะ Carnegie ยกเงิน 365 ล้านให้การกุศล แล้ว "ตัดเขาด้วยเงินกระจอกแค่ล้านเดียว"
.
Marcus Aurelius หนึ่งในผู้ปกครองที่ฉลาดที่สุดของโรม เขียนในไดอารีว่า "วันนี้ฉันจะได้เจอคนที่พูดมาก คนเห็นแก่ตัว หยิ่งยโส และเนรคุณ แต่ฉันจะไม่แปลกใจหรือหวั่นไหว เพราะฉันนึกภาพโลกที่ไม่มีคนแบบนี้ไม่ออก"
.
นี่คือกุญแจ การที่คนเรามักลืมขอบคุณคือเรื่องธรรมชาติ ถ้าเราเดินไปคาดหวังคำขอบคุณ เรากำลังมุ่งหน้าสู่ความเจ็บปวด แต่ถ้าเราให้เพราะความสุขในการให้ คำขอบคุณที่ได้มาเป็นครั้งคราวจะกลายเป็นเซอร์ไพรส์ที่น่ายินดี และถ้าไม่ได้ เราก็ไม่กระเทือน
.
พ่อกับแม่ของ Carnegie ยากจนและมีหนี้ตลอด แต่ทุกปียังส่งเงินไปบ้านเด็กกำพร้า ทั้งที่ไม่เคยไปเยี่ยมและไม่มีใครขอบคุณนอกจากจดหมาย พวกเขาได้รับผลตอบแทนอย่างงดงาม คือความสุขในการได้ช่วยเด็กๆ โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน
.
Aristotle อธิบายมนุษย์ในอุดมคติว่า "มีความสุขในการทำสิ่งดีให้ผู้อื่น แต่ละอายที่จะให้ผู้อื่นทำสิ่งดีให้ตน เพราะการให้ความเมตตาคือเครื่องหมายของความสูงส่ง"
.
.
8. ถ้าชีวิตให้มะนาวมา ก็ทำน้ำมะนาวซะ
.
Carnegie ถาม Robert Hutchins อธิการบดีมหาวิทยาลัยชิคาโกว่าเขาเลิกกังวลได้ยังไง เขาตอบว่าใช้คำแนะนำของ Julius Rosenwald ประธาน Sears ที่ว่า "เมื่อชีวิตให้มะนาวมา ก็ทำน้ำมะนาว"
.
คนโง่พอเจอมะนาวก็ยอมแพ้ บอกว่าฉันพ่ายแล้ว มันคือโชคชะตา แต่คนฉลาดถามว่า ฉันเรียนรู้อะไรจากความโชคร้ายนี้ได้ ฉันจะเปลี่ยนมะนาวเป็นน้ำมะนาวได้ยังไง นักจิตวิทยา Alfred Adler บอกว่าหนึ่งในคุณสมบัติที่น่าทึ่งที่สุดของมนุษย์คือ "อำนาจในการเปลี่ยนลบให้เป็นบวก"
.
Thelma Thompson ตามสามีไปอยู่ค่ายทหารใกล้ทะเลทราย Mojave เธอเกลียดที่นั่นสุดหัวใจ ร้อน 125 องศา คุยกับใครไม่รู้เรื่อง ลมพัดทรายเข้าทั้งอาหารและอากาศที่หายใจ เธอเขียนจดหมายถึงพ่อบอกว่าจะยอมแพ้กลับบ้าน พ่อตอบกลับมาแค่สองบรรทัดที่เปลี่ยนชีวิตเธอ
.
"ชายสองคนมองออกจากลูกกรงเรือนจำ คนหนึ่งเห็นโคลน อีกคนเห็นดวงดาว"
.
เธออ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า ละอายใจ และตัดสินใจมองหาดวงดาว เธอเริ่มผูกมิตรกับชาวพื้นเมือง ศึกษากระบองเพชร เฝ้าดูพระอาทิตย์ตกในทะเลทราย และตื่นเต้นจนเขียนนิยายเกี่ยวกับมันออกมาหนึ่งเล่ม ทะเลทรายไม่ได้เปลี่ยน เธอต่างหากที่เปลี่ยน
.
ตัวอย่างที่ทรงพลังที่สุดคือ Ben Fortson ที่ Carnegie พบในลิฟต์โรงแรมที่แอตแลนตา ชายร่าเริงที่ไม่มีขาทั้งสองข้าง นั่งวีลแชร์ ขออภัยอย่างสุภาพที่ทำให้ Carnegie ต้องขยับ เขาประสบอุบัติเหตุตอนอายุยี่สิบสี่และไม่เคยได้เดินอีกเลย
.
ตอนแรกเขาโกรธแค้นและขมขื่น แต่พบว่าความขมขื่นไม่ได้ให้อะไรนอกจากความขมขื่น เขาเลยหันมาอ่านหนังสือ สิบสี่ปีอ่านไปอย่างน้อย 1,400 เล่ม ฟังดนตรีดีๆ และมีเวลาคิด เขาบอกว่า "เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมมองโลกและเห็นคุณค่าที่แท้จริง" วันนี้ Ben Fortson ที่ยังนั่งวีลแชร์ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศของรัฐจอร์เจีย
.
Al Smith เคยเรียนไม่จบแม้แต่ชั้นประถม โตในความยากจน แต่กลายเป็นผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กสี่สมัยและผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เพราะตอนเข้าสภาครั้งแรกเขาไม่เข้าใจร่างกฎหมายเลยสักนิด เขาเลือกที่จะเรียนวันละสิบหกชั่วโมง เปลี่ยนมะนาวแห่งความไม่รู้เป็นน้ำมะนาวแห่งความรู้
.
Nietzsche บอกว่าสูตรของมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่คือ "ไม่ใช่แค่ทนต่อสิ่งจำเป็น แต่รักมัน" และ William James สรุปว่า "ความบกพร่องของเราช่วยเราในแบบที่คาดไม่ถึง" Milton เขียนกวีได้ดีขึ้นเพราะตาบอด Beethoven แต่งเพลงได้ดีขึ้นเพราะหูหนวก
.
.
9. ลืมตัวเองด้วยการช่วยคนอื่น สูตรรักษาใจใน 14 วัน
.
คำพูดที่น่าทึ่งที่สุดในเล่มมาจาก Alfred Adler ที่บอกผู้ป่วยโรคซึมเศร้าว่า "คุณจะหายได้ใน 14 วัน ถ้าทำตามใบสั่งนี้ พยายามคิดทุกวันว่าจะทำให้ใครสักคนมีความสุขได้ยังไง"
.
Adler อธิบายว่าโรคซึมเศร้าคือความโกรธและการตำหนิผู้อื่นที่ยืดเยื้อยาวนาน เพื่อเรียกร้องความเอาใจใส่และความเห็นใจ และเหตุผลที่แท้จริงของความป่วยคือการขาดความร่วมมือกับเพื่อนมนุษย์ ทันทีที่ผู้ป่วยเชื่อมโยงตัวเองกับคนอื่นบนพื้นฐานที่เท่าเทียมและร่วมมือกัน เขาก็หาย
.
(ข้อสังเกตเล็กน้อย : คำอธิบายของ Adler เป็นมุมมองปี 1931 ปัจจุบันแพทย์เข้าใจว่าโรคซึมเศร้าเกี่ยวกับชีววิทยาของสมองและพันธุกรรม ไม่ใช่การเลือกของผู้ป่วย และไม่หายด้วยการคิดบวกอย่างเดียว สิ่งที่ยังใช้ได้คือหลักที่ว่า การหมกมุ่นกับตัวเองทำให้แย่ลง การสนใจผู้อื่นช่วยให้ดีขึ้น ส่วนการรักษาจริงควรอยู่ในมือแพทย์)
.
Mrs. William Moon ทำได้เร็วกว่านั้น เธอหายในวันเดียว ค่ำก่อนคริสต์มาสเธอจมอยู่ในความเศร้าและสงสารตัวเองหลังสูญเสียสามี เธอเดินไร้จุดหมายขึ้นรถบัสคันแรกที่เจอ ลงที่เมืองที่ไม่รู้จักชื่อ เดินผ่านโบสถ์ที่กำลังบรรเลงเพลง Silent Night
.
เธอเข้าไปนั่งจนเผลอหลับ พอตื่นมาเห็นเด็กกำพร้าสองคนยืนดูต้นคริสต์มาส เด็กผู้หญิงชี้มาที่เธอแล้วถามว่า "ซานต้าเอาเธอมาให้เราหรือเปล่านะ" เด็กทั้งสองไม่มีพ่อแม่ เธอพาพวกเขาไปกินขนมและซื้อของขวัญให้ ความเหงาของเธอหายไปราวกับมีเวทมนตร์ เธอบอกว่าเด็กกำพร้าสองคนนั้นทำเพื่อเธอมากกว่าที่เธอทำเพื่อพวกเขา
.
Margaret Tayler Yates เป็นผู้ป่วยติดเตียงโรคหัวใจมากว่าปี นอนวันละยี่สิบสองชั่วโมง จนเช้าวันที่ญี่ปุ่นโจมตี Pearl Harbour กาชาดขอให้เธอเป็นศูนย์กลางรับสายช่วยติดตามว่าครอบครัวทหารถูกอพยพไปไหน
.
เธอเริ่มจากรับสายบนเตียง แล้วลุกขึ้นนั่ง จนสุดท้ายลุกออกจากเตียงไปนั่งที่โต๊ะ เพราะยุ่งกับการช่วยคนที่ลำบากกว่าจนลืมตัวเอง เธอไม่เคยกลับไปนอนติดเตียงอีกเลย เธอบอกว่า "วิกฤตนั้นให้พลังที่ฉันไม่เคยคิดว่ามี มันดึงความสนใจออกจากตัวเองไปสู่ผู้อื่น"
.
Carl Jung เคยบอกว่า ผู้ป่วยของเขาหนึ่งในสามไม่ได้เป็นโรคประสาทที่นิยามทางคลินิกได้ แต่ป่วยจาก "ความว่างเปล่าและไร้ความหมายของชีวิต" พวกเขาพลาดเรือ ยืนบนท่า โทษทุกคนยกเว้นตัวเอง และเรียกร้องให้โลกเอาใจใส่ความต้องการที่หมกมุ่นแต่ตัวเอง Aristotle เรียกการช่วยผู้อื่นว่า "ความเห็นแก่ตัวอย่างรู้แจ้ง" และ Benjamin Franklin สรุปง่ายที่สุดว่า "เมื่อคุณดีต่อผู้อื่น คุณกำลังดีต่อตัวเองที่สุด"
.
.
10. ไม่มีใครเตะหมาที่ตายแล้ว
.
ปี 1929 Robert Hutchins เข้ารับตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยชิคาโกด้วยวัยเพียงสามสิบ เหล่านักการศึกษารุ่นเก่าส่ายหัว คำวิจารณ์ถล่มลงมาใส่ "เด็กมหัศจรรย์" คนนี้ราวกับหินถล่ม เด็กเกินไป อ่อนประสบการณ์ ความคิดเพี้ยน แม้แต่หนังสือพิมพ์ก็ร่วมวงรุม
.
เช้าวันที่เขารับตำแหน่ง เพื่อนคนหนึ่งบอกพ่อของ Hutchins ว่า "ผมตกใจมากที่อ่านบทบรรณาธิการที่ด่าลูกชายคุณเช้านี้" พ่อตอบว่า "ใช่ มันรุนแรง แต่อย่าลืมว่าไม่มีใครเตะหมาที่ตายแล้ว"
.
และยิ่งหมาตัวนั้นสำคัญเท่าไหร่ คนยิ่งได้ความสะใจจากการเตะมากเท่านั้น เจ้าชายแห่งเวลส์ที่ต่อมาเป็นพระเจ้า Edward VIII เคยเรียนรู้เรื่องนี้ตอนอยู่ที่วิทยาลัย Dartmouth
.
ตอนอายุสิบสี่ วันหนึ่งนายทหารพบเขากำลังร้องไห้ ถามว่าเป็นอะไร เขาไม่ยอมบอกตอนแรก แต่สุดท้ายสารภาพว่าถูกนักเรียนนายเรือคนอื่นเตะ พอผู้บังคับบัญชาเรียกเด็กๆ มาสอบถามว่าทำไม คำตอบหลังจากอึกอักอยู่นานคือ พวกเขาอยากบอกได้ในอนาคตว่าเคยเตะกษัตริย์
.
หลายคนได้ความสะใจดิบเถื่อนจากการด่าคนที่มีการศึกษาหรือประสบความสำเร็จกว่า ระหว่างเขียนบทนี้ Carnegie ได้จดหมายจากผู้หญิงคนหนึ่งกล่าวหาว่า General William Booth ยักยอกเงินบริจาคแปดล้านดอลลาร์
.
ข้อกล่าวหานี้เหลวไหลสิ้นดี ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้กำลังหาความจริง เธอกำลังหาความพึงใจจากการฉุดคนที่อยู่เหนือกว่าให้ต่ำลง Carnegie โยนจดหมายลงถังขยะ จดหมายฉบับนั้นไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับ General Booth เลย แต่บอกอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับตัวคนเขียน
.
Schopenhauer พูดไว้นานแล้วว่า "คนต่ำช้ายินดีอย่างยิ่งกับข้อบกพร่องและความผิดพลาดของคนยิ่งใหญ่"
.
ลองดูประวัติศาสตร์
.
Thomas Jefferson ผู้เขียนคำประกาศอิสรภาพ เคยถูกประณามอย่างหนัก George Washington เคยถูกเรียกว่าคนหน้าไหว้หลังหลอก คนหลอกลวง และ "แทบไม่ต่างจากฆาตกร" มีการ์ตูนวาดเขายืนรอกิโยตินตัดหัว ฝูงชนเย้ยหยันเขาขณะขี่ม้าผ่านถนน
.
Admiral Peary คนแรกที่พิชิตขั้วโลกเหนือ ถูกผู้บังคับบัญชากล่าวหาว่ารับเงินสำรวจไป "นอนเอ้อระเหยในอาร์กติก" เพราะอิจฉาที่เขาได้รับการยกย่อง
.
General Grant ถูกจับและถูกริบกองทัพภายในหกสัปดาห์หลังชนะศึกครั้งใหญ่ เพราะปลุกความริษยาของผู้บังคับบัญชาที่หยิ่งยโส
.
บทเรียนคือ เมื่อคุณถูกวิจารณ์ บ่อยครั้งมันเกิดเพราะมันให้ความรู้สึกสำคัญแก่คนวิจารณ์ มันมักหมายความว่าคุณกำลังทำอะไรบางอย่างสำเร็จและน่าจับตามอง ถ้า Peary นั่งโต๊ะทำงานเงียบๆ ในกรมทหารที่วอชิงตัน เขาคงไม่สำคัญพอจะปลุกความอิจฉาของใครได้เลย
.
.
11. ชิงวิจารณ์ตัวเองก่อนที่ศัตรูจะลงมือ
.
Carnegie มีแฟ้มหนึ่งในตู้เอกสารส่วนตัวที่เขียนกำกับไว้ว่า "FTD" ย่อมาจาก Fool Things I Have Done หรือ "เรื่องโง่ๆ ที่ฉันเคยทำ"
.
เขาจดบันทึกความโง่เขลาของตัวเองลงในแฟ้มนั้น บางเรื่องเขาบอกเลขาให้พิมพ์ แต่บางเรื่องส่วนตัวและน่าอายเกินกว่าจะให้ใครรู้ เขาเลยเขียนด้วยลายมือตัวเอง คนส่วนใหญ่เก็บความผิดของคนอื่นไว้ในใจ Carnegie เก็บความผิดของตัวเองไว้ในแฟ้ม และเวลาหยิบมาอ่านซ้ำ มันช่วยให้เขารับมือกับปัญหาที่ยากที่สุดที่เขาต้องเจอ นั่นคือการจัดการ Dale Carnegie
.
ปัญหาคือเราต่างเป็นสัตว์ที่เกลียดคำวิจารณ์และกระหายคำชม ไม่ว่าทั้งสองอย่างจะสมเหตุสมผลหรือไม่ Carnegie บอกว่า "เราไม่ใช่สิ่งมีชีวิตแห่งตรรกะ เราคือสิ่งมีชีวิตแห่งอารมณ์ ตรรกะของเราเหมือนเรือแคนูที่ถูกซัดไปมาบนทะเลแห่งอารมณ์ที่มืดมิดและบ้าคลั่ง"
.
Theodore Roosevelt ยอมรับว่าเขาหวังจะถูกได้แค่สามในสี่ครั้ง และ Einstein สารภาพว่าข้อสรุปของเขาผิดถึงเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์
.
Ben Franklin ทำสิ่งที่คนทั่วไปไม่กล้าทำ ทุกคืนเขาตรวจสอบตัวเองอย่างเข้มงวด จนพบว่าตัวเองมีข้อเสียร้ายแรงสิบสามข้อ สามข้อในนั้นคือ ผลาญเวลา หมกมุ่นกับเรื่องจิ๊บจ๊อย และชอบเถียงและขัดคอคนอื่น
.
เขารู้ว่าถ้าไม่กำจัดข้อเสียเหล่านี้ เขาจะไปไม่ถึงไหน เขาเลยต่อสู้กับข้อเสียทีละข้อ สัปดาห์ละข้อ จดสกอร์ว่าวันไหนใครชนะ และทำแบบนี้ติดต่อกันกว่าสองปี ไม่แปลกที่เขากลายเป็นหนึ่งในคนที่ทรงอิทธิพลและเป็นที่รักที่สุดที่อเมริกาเคยสร้าง
.
H.P. Howell นายธนาคารวอลล์สตรีท ก็ทำคล้ายกัน ทุกคืนวันเสาร์ครอบครัวรู้ว่าห้ามวางแผนอะไรให้เขา เพราะเขาจะปลีกตัวไปทบทวนการประชุมและการสนทนาทั้งหมดของสัปดาห์ ถามตัวเองว่าทำผิดอะไรไป ทำอะไรถูก และเรียนรู้บทเรียนอะไรได้บ้าง บางครั้งการทบทวนนี้ทำให้เขาเป็นทุกข์มาก แต่เมื่อปีผ่านไป ความผิดพลาดก็น้อยลงเรื่อยๆ เขาบอกว่าระบบวิเคราะห์ตัวเองนี้ทำเพื่อเขามากกว่าสิ่งอื่นใดที่เขาเคยทำ
.
ตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ Charles Darwin ตอนเขียนต้นฉบับ The Origin of Species เสร็จ เขารู้ว่าแนวคิดปฏิวัติของเขาจะเขย่าโลกทั้งทางปัญญาและศาสนา เขาเลยกลายเป็นนักวิจารณ์ของตัวเอง และใช้เวลาอีกสิบห้าปีตรวจสอบข้อมูล ท้าทายเหตุผล และวิจารณ์ข้อสรุปของตัวเองก่อนตีพิมพ์
.
ส่วน Abraham Lincoln เมื่อรู้ว่า Edward Stanton รัฐมนตรีของเขาด่าเขาลับหลังว่า "ไอ้โง่" เขาไม่ได้โกรธ เขาตอบอย่างใจเย็นว่า "ถ้า Stanton บอกว่าผมเป็นไอ้โง่ ผมก็คงเป็นจริง เพราะเขาถูกเกือบตลอด ผมจะเดินไปดูด้วยตาตัวเอง" Lincoln ไปหา Stanton พบว่าคำสั่งของตัวเองผิดจริง และยกเลิกมัน เขายินดีรับคำวิจารณ์เสมอเมื่อมันจริงใจและตั้งอยู่บนความรู้
.
E.H. Little เริ่มต้นจากการเป็นพนักงานขายสบู่ให้ Colgate ที่ขายไม่ค่อยออกจนกลัวจะตกงาน เขารู้ว่าสบู่ไม่มีปัญหา ราคาก็ไม่มีปัญหา ดังนั้นปัญหาต้องอยู่ที่ตัวเขาเอง เวลาขายไม่ได้ เขาจะเดินวนรอบตึกเพื่อหาว่าทำอะไรผิด
.
บางครั้งเขาเดินกลับไปหาลูกค้าแล้วพูดว่า "ผมไม่ได้กลับมาขายสบู่ ผมกลับมาขอคำวิจารณ์ของคุณ บอกผมตรงๆ ว่าเมื่อกี้ผมทำอะไรผิด อย่าออมมือ" ท่าทีนี้ทำให้เขาได้ทั้งมิตรและคำแนะนำล้ำค่า
.
วันนี้เขาเป็นประธานบริษัท Colgate-Palmolive-Peet ผู้ผลิตสบู่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก บทเรียนคือ แทนที่จะรอให้ศัตรูวิจารณ์เรา จงชิงลงมือก่อน เป็นนักวิจารณ์ที่โหดที่สุดของตัวเอง ค้นหาและแก้ไขจุดอ่อนทั้งหมด ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยปากสักคำ
.
.
12. พักก่อนจะเหนื่อย ไม่ใช่หลังเหนื่อย
.
ทำไมหนังสือเรื่องเลิกกังวลถึงมีบทว่าด้วยความเหนื่อยล้า คำตอบง่ายมาก เพราะความเหนื่อยมักผลิตความกังวล หรืออย่างน้อยก็ทำให้เราอ่อนไหวต่อมัน
.
Dr. Edmund Jacobson ผู้ใช้เวลาหลายปีศึกษาการผ่อนคลายในห้องทดลองมหาวิทยาลัยชิคาโก ประกาศว่าสภาวะทางอารมณ์หรือประสาทใดๆ "ไม่อาจดำรงอยู่ได้ในภาวะที่ร่างกายผ่อนคลายสมบูรณ์" พูดอีกอย่างคือ คุณกังวลต่อไปไม่ได้ถ้าคุณผ่อนคลาย
.
กฎข้อแรกของการป้องกันความเหนื่อยจึงสวนสัญชาตญาณคนทำงานหนักทุกคน นั่นคือ จงพักก่อนจะเหนื่อย เพราะกองทัพสหรัฐพบจากการทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า แม้แต่ทหารหนุ่มที่ผ่านการฝึกมาหลายปี ก็เดินทัพได้ดีกว่าและไกลกว่า ถ้าวางเป้แล้วพักสิบนาทีในทุกชั่วโมง กองทัพถึงบังคับให้พัก
.
หัวใจคุณฉลาดพอๆ กับกองทัพ มันสูบเลือดในแต่ละวันมากพอจะเติมเต็มตู้รถไฟทั้งตู้ ใช้พลังงานในยี่สิบสี่ชั่วโมงมากพอจะตักถ่านหินยี่สิบตันขึ้นแท่นสูงสามฟุต และทำงานหนักขนาดนี้ติดต่อกันห้าสิบ เจ็ดสิบ หรือเก้าสิบปี มันทนได้ยังไง
.
Dr. Walter Cannon แห่งคณะแพทย์ Harvard อธิบายว่า คนส่วนใหญ่คิดว่าหัวใจทำงานตลอดเวลา แต่จริงๆ มันพักหลังการบีบตัวทุกครั้ง เมื่อเต้นในอัตราปานกลางเจ็ดสิบครั้งต่อนาที หัวใจทำงานจริงเพียงเก้าชั่วโมงจากยี่สิบสี่ชั่วโมง รวมแล้วมันพักเต็มๆ สิบห้าชั่วโมงต่อวัน
.
หลักฐานที่ตอกย้ำชัดที่สุดคือการทดลองของ Frederick Taylor ที่บริษัท Bethlehem Steel คนงานขนเหล็กดิบได้คนละราว 12.5 ตันต่อวัน และหมดสภาพตอนเที่ยง
.
Taylor เลือกชายชื่อ Schmidt มาทำงานตามนาฬิกาจับเวลา "หยิบเหล็กแล้วเดิน ตอนนี้นั่งพัก ตอนนี้เดิน ตอนนี้พัก" ผลคือ Schmidt ขนเหล็กได้ 47 ตันต่อวัน เกือบสี่เท่าของคนอื่น เขาทำงานราว 26 นาทีและพักราว 34 นาทีในทุกชั่วโมง เขาพักมากกว่าทำงาน แต่ทำงานได้เกือบสี่เท่า และทำได้ติดต่อกันสามปี เพราะเขาพักก่อนจะเหนื่อย
.
Churchill ในวัยหกสิบปลายถึงเจ็ดสิบต้น ทำงานวันละสิบหกชั่วโมงบัญชาการสงครามได้ ด้วยการทำงานบนเตียงถึงสิบเอ็ดโมง งีบหลังมื้อเที่ยง แล้วนอนอีกสองชั่วโมงก่อนมื้อค่ำ เขาไม่ได้รักษาความเหนื่อย เขาป้องกันมัน
.
John D. Rockefeller สะสมความมั่งคั่งมากที่สุดในยุคและมีอายุถึงเก้าสิบแปด ส่วนหนึ่งเพราะงีบครึ่งชั่วโมงในออฟฟิศทุกเที่ยง และแม้แต่ประธานาธิบดีก็โทรหาเขาตอนงีบไม่ได้
.
Henry Ford สรุปง่ายที่สุดว่า "ผมไม่เคยยืนเมื่อนั่งได้ และไม่เคยนั่งเมื่อนอนได้" Daniel Josselyn เขียนไว้ว่า "การพักไม่ใช่การไม่ทำอะไรเลย การพักคือการซ่อมแซม" บทเรียนที่สวนความเชื่อของเราคือ ยิ่งพักเป็น ยิ่งทำได้มาก
.
.
13. คนที่เบื่อต่างหากที่ทำให้คุณเหนื่อย ไม่ใช่ปริมาณงาน
.
Alice พนักงานพิมพ์ดีดกลับบ้านคืนหนึ่งด้วยความอ่อนเพลียสุดขีด ปวดหัว ปวดหลัง เหนื่อยจนอยากเข้านอนโดยไม่กินข้าว แล้วโทรศัพท์ก็ดังขึ้น แฟนหนุ่มชวนไปงานเต้นรำ ดวงตาเธอเป็นประกายทันที เธอวิ่งขึ้นไปแต่งตัวและเต้นรำจนตีสาม พอกลับถึงบ้านเธอไม่เหนื่อยแม้แต่นิดเดียว
.
คำถามคือ เมื่อแปดชั่วโมงก่อน เธอเหนื่อยจริงไหม จริง เธอเหนื่อยเพราะเบื่องาน ไม่ใช่เพราะออกแรง
.
นี่คือข้อเท็จจริงที่น่าทึ่ง งานสมองล้วนๆ ทำให้คุณเหนื่อยไม่ได้ ฟังดูเหลือเชื่อ แต่นักวิทยาศาสตร์เคยเจาะเลือดเปรียบเทียบ เลือดจากเส้นเลือดของกรรมกรที่ทำงานหนักจะเต็มไปด้วยสารพิษความเหนื่อยล้า แต่ถ้าเจาะเลือดจากสมองของ Albert Einstein ตอนสิ้นวัน จะไม่พบสารพิษความเหนื่อยล้าเลยแม้แต่นิดเดียว
.
สมองทำงานได้เร็วและดีพอกันทั้งตอนเริ่มต้นและตอนผ่านไปแปดหรือสิบสองชั่วโมง สมองไม่รู้จักเหนื่อย แล้วอะไรทำให้คุณเหนื่อย
.
จิตแพทย์บอกว่าความเหนื่อยส่วนใหญ่ของคนทำงานนั่งโต๊ะมาจากอารมณ์ ไม่ใช่ความเบิกบานหรือความพอใจ แต่เป็นความเบื่อ ความขุ่นเคือง ความรู้สึกว่าไม่ได้รับการเห็นคุณค่า ความรีบ และความกังวล
.
Dr. Joseph Barmack เคยให้นักศึกษาทำแบบทดสอบที่น่าเบื่อ ผลคือพวกเขาเหนื่อย ง่วง ปวดหัว ปวดตา และหงุดหงิด แต่ที่น่าสนใจคือผลตรวจเมแทบอลิซึมแสดงว่าความดันโลหิตและการใช้ออกซิเจนลดลงจริงเมื่อคนเบื่อ และพุ่งขึ้นทันทีที่เริ่มสนใจและสนุกกับงาน
.
Carnegie เองเคยตกปลาเทราต์แปดชั่วโมงในป่าสูงเจ็ดพันฟุต ฝ่าพุ่มไม้สูงกว่าหัว สะดุดท่อนซุง แต่ไม่เหนื่อยเลย เพราะตื่นเต้นและได้ปลามาหกตัว
.
ในทางกลับกัน มีเรื่องของทหารหนุ่มที่เพิ่งผ่านหลักสูตรคอมมานโดสุดโหด ถูกพาขึ้นเขาในเทือกเขาร็อกกีนานสิบห้าชั่วโมง พวกเขาหมดสภาพจนหลายคนหลับโดยไม่รอกินข้าว แต่ไกด์ที่อายุสี่สิบสองถึงห้าสิบเก้าปีกลับกินข้าวเย็นและนั่งคุยกันต่ออีกหลายชั่วโมงโดยไม่หมดแรง เพราะพวกเขาสนใจในสิ่งที่ทำ
.
Edward Thorndike นักจิตวิทยาสรุปไว้ว่า "ความเบื่อคือสาเหตุเดียวที่แท้จริงที่ทำให้งานลดลง"
.
ทางแก้คือใช้ปรัชญา "ทำราวกับว่า" ของ William James
.
ทำราวกับว่าคุณสนใจงาน แล้วการแสดงนั้นจะค่อยๆ ทำให้ความสนใจกลายเป็นจริง พนักงานพิมพ์ดีดคนหนึ่งในทัลซาที่ต้องกรอกแบบฟอร์มสัญญาน้ำมันที่น่าเบื่อสุดๆ แก้เกมด้วยการแข่งกับตัวเอง นับว่าเช้านี้กรอกได้กี่ใบ แล้วพยายามทำลายสถิติตัวเองในตอนบ่าย ผลคือเธอกลายเป็นคนที่กรอกได้มากที่สุดในแผนก มีพลังมากขึ้น และมีความสุขกับเวลาว่างมากขึ้น
.
เกร็ดเล็กๆ คือ Carnegie บอกว่าเขารู้เรื่องนี้ดีเพราะเขาแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้นเอง งานครึ่งหนึ่งของชีวิตตื่นเราอยู่ที่การทำงาน ถ้าหาความสุขในงานไม่เจอ เราอาจหาความสุขไม่เจอที่ไหนเลย
.
.
14. เลิกกังวลเรื่องนอนไม่หลับ เพราะไม่มีใครตายเพราะอดนอน
.
Samuel Untermyer ทนายระดับนานาชาติที่โด่งดัง ไม่เคยนอนหลับสนิทเลยทั้งชีวิต ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเขากังวลกับโรคหืดและการนอนไม่หลับ พอรักษาไม่หาย เขาเลยตัดสินใจทำสิ่งที่ดีรองลงมา คือใช้ประโยชน์จากการตื่น แทนที่จะพลิกตัวไปมาและกังวลจนป่วย
.
เขาลุกขึ้นมาอ่านหนังสือ ผลคือเขากวาดเกียรตินิยมทุกวิชาและกลายเป็นอัจฉริยะของวิทยาลัย ตอนอายุยี่สิบเอ็ดเขาทำเงินได้ปีละเจ็ดหมื่นห้าพันดอลลาร์ และในปี 1931 ได้ค่าว่าความคดีเดียวหนึ่งล้านดอลลาร์ ซึ่งน่าจะเป็นค่าทนายสูงสุดในประวัติศาสตร์ เขามีอายุถึงแปดสิบเอ็ด เขาบอกว่า "ธรรมชาติจะดูแลฉันเอง" และธรรมชาติก็ทำจริง
.
Ira Sandner ลูกศิษย์ของ Carnegie เกือบฆ่าตัวตายเพราะนอนไม่หลับเรื้อรัง ที่ตลกร้ายคือปัญหาเริ่มจากการที่เขาเป็นคนหลับสนิทเกินไป ตื่นไม่ทันนาฬิกาปลุกจนไปทำงานสาย เพื่อนแนะนำให้เพ่งสมาธิที่นาฬิกาปลุกก่อนนอน นั่นคือจุดเริ่มต้นของการนอนไม่หลับ
.
เสียงติ๊กต็อกกลายเป็นความหมกมุ่นที่ทำให้เขาพลิกตัวทั้งคืน เป็นแบบนี้แปดสัปดาห์จนเขาคิดจะกระโดดหน้าต่าง สุดท้ายหมอที่รู้จักกันมาทั้งชีวิตบอกว่า "ไปนอนซะ ถ้านอนไม่หลับก็ลืมมันไป บอกตัวเองว่าฉันไม่สนใจถ้าจะไม่หลับ จะนอนตาค้างถึงเช้าก็ไม่เป็นไร หลับตาไว้แล้วบอกตัวเองว่าตราบใดที่ฉันนอนนิ่งๆ ไม่กังวล ฉันก็ได้พักอยู่ดี" สองสัปดาห์ต่อมาเขาเริ่มหลับ ไม่ถึงเดือนเขานอนได้แปดชั่วโมง
.
Dr. Nathaniel Kleitman แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก ผู้วิจัยเรื่องการนอนมากกว่าใครในโลก ประกาศว่าเขาไม่เคยรู้จักใครที่ตายเพราะนอนไม่หลับ สิ่งที่ทำร้ายคือความกังวลเรื่องนอนไม่หลับ ไม่ใช่ตัวการนอนไม่หลับเอง และเขายังบอกว่าคนที่กังวลเรื่องนี้มักหลับมากกว่าที่ตัวเองคิด คนที่สาบานว่า "เมื่อคืนไม่ได้หลับสักงีบ" อาจหลับไปหลายชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว
.
Herbert Spencer นักคิดคนสำคัญแห่งศตวรรษที่สิบเก้า ชอบบ่นเรื่องนอนไม่หลับจนคนรอบข้างรำคาญ ถึงขั้นอุดหูเพื่อกันเสียง
.
คืนหนึ่งเขาแชร์ห้องกับ Professor Sayce แห่งอ็อกซ์ฟอร์ด เช้ามาเขาประกาศว่าไม่ได้หลับสักงีบ ทั้งที่จริงคนที่ไม่ได้หลับคือ Professor Sayce ที่ถูกเสียงกรนของ Spencer ปลุกทั้งคืน
.
บางคนต้องการนอนมากกว่าคนอื่น Toscanini นอนแค่ห้าชั่วโมง แต่ Coolidge นอนสิบเอ็ด ดังนั้นถ้านอนไม่หลับ ลองทำอย่าง Untermyer คือลุกขึ้นมาทำงานหรืออ่านหนังสือ และจำไว้ว่าไม่มีใครเคยถูกฆ่าด้วยการอดนอน ธรรมชาติจะบังคับให้เราหลับเองในที่สุด ไม่ว่าจะดื้อแค่ไหน
.
.
15. ปัญหาการเงินส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่เงินไม่พอ แต่อยู่ที่ไม่รู้วิธีใช้
.
จากการสำรวจของนิตยสาร Ladies' Home Journal เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของความกังวลทั้งหมดของเราเป็นเรื่องเงิน
.
George Gallup เจ้าของสำนักโพลชื่อดัง บอกว่างานวิจัยของเขาชี้ว่าคนส่วนใหญ่เชื่อว่าตัวเองจะหมดปัญหาการเงินถ้ารายได้เพิ่มขึ้นเพียงสิบเปอร์เซ็นต์ ในหลายกรณีมันจริง แต่ในจำนวนที่มากอย่างน่าประหลาดใจ มันไม่จริง
.
Carnegie สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านงบประมาณชื่อ Elsie Stapleton ที่ใช้เวลาหลายปีเป็นที่ปรึกษาการเงินให้ลูกค้าและพนักงานของห้าง Wanamaker's และ Gimbel's เธอช่วยคนทุกระดับรายได้ ตั้งแต่พนักงานยกของที่ได้น้อยกว่าปีละพันดอลลาร์ ไปจนถึงผู้บริหารที่ได้ปีละแสนดอลลาร์
.
และสิ่งที่เธอบอกคือ "เงินที่มากขึ้นไม่ใช่คำตอบของปัญหาการเงินของคนส่วนใหญ่ ฉันเห็นบ่อยครั้งที่รายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้อะไรเพิ่มนอกจากการใช้จ่ายและความปวดหัว สิ่งที่ทำให้คนกังวลไม่ใช่การมีเงินไม่พอ แต่คือการไม่รู้วิธีใช้เงินที่ตัวเองมี"
.
ตอนนี้คงมีคนอ่านพึมพำว่า "อยากให้ไอ้ Carnegie นี่มาจ่ายบิลของฉันด้วยเงินเดือนของฉันดูบ้าง แล้วมันจะเปลี่ยนคำพูด"
.
Carnegie ก็ยอมรับว่าเขาเคยมีปัญหาการเงิน เคยทำงานหนักในไร่ข้าวโพดมิสซูรีวันละสิบชั่วโมง แต่ Stapleton ไม่ได้บอกว่าเรื่องนี้จริงกับทุกคน เธอบอกว่า "คนส่วนใหญ่" และที่น่าคิดคือ ปัญหาการเงินก็ทำงานเหมือนความกังวลแบบอื่นในเล่มนี้ มันไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขในบัญชี แต่ยังอยู่ที่ความสัมพันธ์ของเรากับตัวเลขนั้น
.
ลองนึกถึง Benjamin Franklin ตอนเจ็ดขวบที่จ่ายเงินทั้งหมดซื้อนกหวีดโดยไม่ถามราคา แล้วเสียใจไปทั้งชีวิตที่จ่ายแพงเกินค่าของมัน
.
คนจำนวนมากใช้ชีวิตทั้งชีวิตจ่ายแพงเกินไปสำหรับนกหวีดของตัวเอง ไล่ตามรายได้ที่มากขึ้นเพื่อมาใช้จ่ายที่มากขึ้น แล้วกังวลที่มากขึ้น ความสงบทางการเงินที่แท้จริงเริ่มที่การมีมาตรฐานทองคำของตัวเอง คือรู้ว่าอะไรมีค่าแค่ไหนเมื่อวัดด้วยชีวิตของเรา
.
.
======================
.
ทั้งสิบห้าข้อนี้คือแก่นของหนังสือ แต่ในเล่มยังมีอีกหลายส่วนที่ลึกไม่แพ้กัน บทว่าด้วยศรัทธาที่ William James บอกว่า "ยาแก้ความกังวลที่ทรงพลังที่สุดคือศรัทธา"
.
บทว่าด้วยการได้ระบายความในใจ ที่คนไข้คลินิกในบอสตันเดินยิ้มออกจากห้องทั้งที่ปัญหายังอยู่ครบ เพราะแค่ได้พูดกับคนที่ไว้ใจ
.
บทว่าด้วยการเลือกงานที่ใช่ ที่ Phil Johnson เกลียดร้านซักรีดของพ่อจนหนีไปเป็นช่างเครื่อง แล้วกลายเป็นประธานบริษัท Boeing
.
ไปจนถึงสามสิบสองเรื่องจริงของคนธรรมดาที่เล่าด้วยปากตัวเองว่าเอาชนะความกังวลได้อย่างไร
.
ความกังวลทำงานเหมือนเก้าอี้โยก มันให้ความรู้สึกว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่ไม่พาเราไปไหนเลย หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ขอให้คุณเป็นนักบุญ มันแค่ขอให้คุณเลือก ระหว่างปิดประตูเหล็กกั้นอดีตและอนาคต กับการแบกทั้งสองอย่างไว้บนบ่าจนล้ม
.
ระหว่างยอมรับสิ่งที่เลวร้ายที่สุดแล้วลงมือแก้ กับการวนเป็นวงกลมในหมอกสีเทา ระหว่างนับพรที่มี กับนับปัญหาที่เจอ ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในตัวคุณ และนั่นคือดินแดนที่คุณเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว
.
.
.
.
#SuccessStrategies

