เรียนทุกอย่างให้เร็วขึ้นเท่าตัว : 20 บทเรียนจาก The Science of Rapid Skill Acquisition เขียนโดย Peter Hollins

Peter Hollins เล่นเปียโนอยู่เจ็ดปี แล้วก็ยังเล่นได้แค่งูๆปลาๆ
.
เด็กบางคนใช้เวลาเจ็ดปีไปยืนบนเวที Carnegie Hall ส่วน Mozart แต่งคอนแชร์โตตั้งแต่อายุสี่ขวบ แต่ Hollins เล่นเพลงง่ายๆ วนอยู่อย่างนั้นเกือบตลอดเจ็ดปี
.
ตอนแรกเขาโทษว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์ จนมองย้อนกลับไปแล้วเจอความจริงที่เจ็บกว่านั้น เพื่อนร่วมชั้นที่เริ่มเรียนพร้อมกันเป๊ะ เลื่อนระดับขึ้นทุกปี ในขณะที่ครูของเขาแทบไม่กล้าเลื่อนระดับให้
.
ความต่างไม่ได้อยู่ที่พรสวรรค์ มันอยู่ที่แม่ของเพื่อนคนนั้น ผู้หญิงที่เคยเป็นนักเทนนิสระดับมหาวิทยาลัยและถือไม้เกาหลังที่ตีแรงใช้ได้ (รายละเอียดตรงนี้ Hollins ยืนยันว่าเรื่องจริง)
.
ประเด็นของหนังสือทั้งเล่มซ่อนอยู่ในเรื่องเปียโนนี้แหละครับ คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการเรียนรู้เป็นเรื่องของพรสวรรค์ ทั้งที่จริงมันเป็นเรื่องของ "วิธี" เสียมากกว่า และวิธีที่ถูกต้องนั้นเรียนรู้กันได้
.
The Science of Rapid Skill Acquisition พาเราเดินตั้งแต่การเลือกว่าจะเรียนอะไร ไปจนถึงการวางแผน การฝึกซ้อมแบบที่นักวิทยาศาสตร์การเรียนรู้ยอมรับ การทำความเข้าใจให้ลึกถึงกระดูก การสร้างจุดแข็งที่คนอื่นลอกไม่ได้ การจัดสภาพแวดล้อมรอบตัว และการตั้งความคาดหวังให้ตรงกับความจริง
.
และนี่คือ 20 บทเรียนจากหนังสือเล่มนี้
.
.
======================
.
1. การเรียนรู้คือปุ่มเปลี่ยนชีวิต แต่โรงเรียนสอนเราแค่ "ท่องแล้วคาย"
.
ลองนึกถึงเพื่อนคนหนึ่งของ Hollins ผู้หญิงที่หย่ากับสามีหลังแต่งงานมาสิบปี ไม่เคยทำงาน ไม่มีทักษะอะไรขายได้เลย เธอสอนตัวเองทำเครื่องประดับทีละขั้น เพราะไม่มีเงินไปลงคอร์ส ห้าปีต่อมาเธอเปิดธุรกิจเครื่องประดับแฮนด์เมดของตัวเอง และอีกสามปีถัดมาก็ซื้อบ้านที่ใช้เป็นร้านได้ ทั้งหมดนี้เริ่มจากความสามารถเดียวคือการเรียนรู้สิ่งใหม่ด้วยตัวเอง
.
นี่คือหัวใจที่ Hollins อยากให้เราเห็นตั้งแต่หน้าแรก การเรียนรู้คือเครื่องมือเปลี่ยนสถานการณ์ชีวิตจากบนลงล่าง ใครเรียนได้เร็วก็เปลี่ยนชีวิตได้เร็วในทิศที่ตัวเองอยากไป ปัญหาคือเราเกือบทุกคนถูกฝึกมาผิดทาง การเรียนครั้งแรกในชีวิตของเราเกิดในห้องเรียนแบบรับอย่างเดียว ครูป้อนข้อมูล เราจำ แล้วคายออกมาตอนสอบ จบ
.
ทักษะการท่องจำแล้วเติมคำในช่องว่างมันเก่งอยู่อย่างเดียวคือทำให้สอบผ่าน พอออกมาเจอโลกจริงที่ต้องเอาความรู้ไปใช้ทำอะไรสักอย่าง เรากลับงงว่าจะเริ่มตรงไหน เพราะไม่เคยมีใครสอนให้เราจดโน้ตเป็น บริหารเวลาเป็น โฟกัสเป็น หรือจัดลำดับความสำคัญเป็น ข้อมูลที่มีไว้เพื่อตัวมันเองนั้นแทบไม่มีค่า แถมความรู้จากโรงเรียนหลายอย่างก็ล้าสมัยไปตามเทคโนโลยีแล้วด้วยซ้ำ
.
ข่าวดีคือเราอยู่ในยุคที่เรียนอะไรก็ได้ง่ายที่สุดในประวัติศาสตร์ คอร์สฟรีเต็มอินเทอร์เน็ต เมื่อยี่สิบปีก่อนถ้าอยากรู้อะไรต้องเดินไปห้องสมุดเปิดสารานุกรมพลิกอยู่เป็นชั่วโมง เดี๋ยวนี้เครื่องมือทุกอย่างอยู่ในมือเราหมด คำถามจึงไม่ใช่ "เรียนได้ไหม" แต่เป็น "ทำไมเราถึงยังไม่เรียน" และคำตอบมักจะเป็นเพราะเราไม่เคยเรียนรู้วิธีเรียนรู้ ซึ่งหนังสือเล่มนี้กำลังจะแก้ให้
.
.
2. เลือกสนามให้เป็น เพราะเวลาและสมองของคุณมีจำกัด
.
ลองนั่งลิสต์ทักษะที่คุณอยากเรียนดูครับ อย่าแปลกใจถ้าได้ออกมาเป็นเลขสองหลัก คนเราอยากเก่งไปหมดทุกอย่าง แต่ความจริงที่ต้องยอมรับคือเราทำได้มากสุดแค่สองสามอย่างในช่วงเวลาหนึ่ง การเลือกจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก มันคือการตัดสินใจว่าจะเอาชีวิตที่มีจำกัดไปลงทุนกับอะไร
.
Hollins ให้ตัวกรองมาห้าข้อ
.
ข้อแรกคือ "เป้าหมาย" คุณเรียนสิ่งนี้ไปทำไม เพื่อเงิน เพื่องานอดิเรก เพื่อความสัมพันธ์ หรือเพื่อสุขภาพ การเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังความเจ็บปวดจะช่วยให้คุณอดทนได้ เพราะรู้ว่าปลายทางคุ้มค่า
.
ข้อสองคือ "อุปสงค์กับอุปทาน" ทักษะบางอย่างขายได้แพงเพราะคนต้องการเยอะแต่คนทำเป็นน้อย คนเขียน HTML กับ CSS มีเกลื่อน แต่คนที่เข้าใจ Python หรือ Ruby on Rails ลึกๆ หายากกว่ามาก
.
ข้อสามคือ "พรสวรรค์" ถ้าคุณมีของติดตัวมาอยู่แล้วก็ใช้มันให้เป็นประโยชน์ เพราะมันทำให้ก้าวหน้าเร็วกว่า โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นคนใจร้อน
.
Hollins พูดประโยคที่น่าจำว่า การได้อยู่ใน 1% บนสุดของทักษะหนึ่งนั้นทั้งคุ้มกว่า ทำเงินได้มากกว่า และอิสระกว่าการอยู่ใน 10% บน เพราะ 1% คือคนที่ได้เงินมากที่สุดและถูกตามตัวเสมอ
.
ข้อสี่คือ "โอกาสที่มีอยู่ตรงหน้า" บริษัทคุณยอมจ่ายค่าเรียนตัดต่อวิดีโอให้ไหม มีญาติที่เป็นเซียนทำสวนพร้อมสอนหรือเปล่า สภาพแวดล้อมรอบตัวทำให้ทักษะไหนเรียนง่ายเป็นพิเศษ
.
ข้อห้าคือ "สถานการณ์ชีวิต" เราถูกจ้าง ถูกไล่ออก เริ่มความสัมพันธ์ เลิกรา แต่งงาน หย่า ป่วย ย้ายบ้าน มีลูก ไม่มีใครรอดพ้นความเปลี่ยนแปลงพวกนี้ และบางครั้งมันก็บังคับให้เราต้องเรียนทักษะใหม่ บริษัทลดขนาดก็ต้องเรียนทำงบ เป็นพ่อแม่ก็ต้องหัดทำกับข้าว เป็นเบาหวานก็ต้องเรียนออกกำลังกาย
.
เมื่อชีวิตยื่นความเปลี่ยนแปลงมาให้ การต่อต้านมีแต่เสีย ยอมรับมันแล้วใช้มันเป็นแรงผลักให้ปรับตัวจะฉลาดกว่าเยอะ
.
.
3. รู้จักสี่ด่าน จาก "ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้" สู่ "ทำได้โดยไม่ต้องคิด"
.
ในปี 1970 Noel Burch จาก Gordon Training International ลากเส้นการเดินทางของการเรียนทุกทักษะออกมาเป็นสี่ด่าน มันมีประโยชน์ตรงที่ทำให้เรารู้ว่าตอนนี้เรายืนอยู่ตรงไหน และความเจ็บปวดที่เรากำลังเจอนั้นปกติแค่ไหน Hollins ใช้เปียโนเล่าให้ฟัง
.
ด่านแรกชื่อ "ไม่เก่งแบบไม่รู้ตัว" คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองไม่รู้อะไรบ้าง ตอนเริ่มหัดเปียโน สิ่งเดียวที่คุณรู้คือเปียโนหน้าตาเป็นยังไง กดแล้วมีเสียง จบ
.
ด่านสองชื่อ "ไม่เก่งแบบรู้ตัว" คุณเริ่มเห็นแล้วว่าตัวเองยังไม่รู้อะไร เล่นสเกลได้บ้าง อ่านโน้ตพื้นฐานออก แต่นิ้วยังไม่คล่อง ต้องค่อยๆ คลำไป รู้ว่าควรทำอะไรแต่ทำยังไม่ได้เพราะฝีมือยังไม่ถึง
.
ด่านสามชื่อ "เก่งแบบรู้ตัว" คุณทำได้แล้ว แต่ต้องตั้งใจ ต้องคอยจ้องกระบวนการของตัวเองเพื่อให้มันค่อยๆ กลายเป็นนิสัย คุณมีตารางซ้อมประจำ จับเพลงจากการฟังได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่ยังต้องมองโน้ตอยู่
.
ด่านสี่ชื่อ "เก่งแบบไม่รู้ตัว" คุณทำมันได้ทั้งที่ไม่ต้องคิดเลย เล่นเกือบทุกเพลงจากการฟัง โน้ตเพลงต้องใช้ก็ต่อเมื่อเจอเพลงที่ไม่เคยฟังมาก่อนเท่านั้น ถึงตรงนี้ Elton John อาจโทรมาขอคำปรึกษาคุณก็ได้
.
ที่ด่านพวกนี้มีค่าก็เพราะมันยับยั้งความผิดหวัง คนส่วนใหญ่ล้มเลิกเพราะคิดว่าความยากตอนต้นแปลว่าตัวเองไม่มีทางทำได้ ทั้งที่ทุกคนที่เก่งเริ่มต้นจากการไม่รู้อะไรเลยเหมือนกันหมด ยาเดียวที่รักษาความเจ็บปวดในด่านต้นๆ ได้คือการเดินหน้าต่อ เพราะมันแค่ด่านหนึ่งที่ทุกคนต้องผ่าน ไม่ใช่ใบประกาศว่าคุณหมดสิทธิ์
.
.
4. ทุบทักษะก้อนยักษ์ให้แตกเป็นชิ้น แล้วเทแรงลงที่ 20% ที่ชี้เป็นชี้ตาย
.
เหตุผลหนึ่งที่คนกลัวการเรียนทักษะใหม่ คือมองจากไกลๆ แล้วมันดูใหญ่จนน่ากลัว แต่สิ่งที่เราเรียกว่า "ทักษะ" จริงๆ แล้วเกือบทุกอย่างเป็นกองทักษะย่อยที่มาประกอบกัน
.
"การสร้างบ้าน" ไม่มีอยู่จริงในฐานะทักษะเดี่ยว มันคือวิศวกรรม งานช่างไม้ การวางแผน การเขียนแบบ งานปูน งานกระเบื้อง รวมร้อยอย่างเข้าด้วยกัน พอเราแตกมันออกเป็นชิ้นๆ แล้วฝึกทีละชิ้น มันก็ไม่น่ากลัวอีกต่อไป
.
จุดที่ฉลาดกว่าการแตกเฉยๆ คือการรู้ว่าทักษะย่อยไม่ได้สำคัญเท่ากันทุกอัน ตรงนี้คือที่มาของกฎ Pareto หรือกฎ 80/20 ที่ว่า 80% ของผลลัพธ์มาจาก 20% ของสาเหตุ หน้าที่ของเราคือหาให้เจอว่าทักษะย่อย 20% ไหนสร้างผลมากที่สุด แล้วทุ่มเวลาลงไปตรงนั้นแบบไม่สมดุล
.
ตัวอย่างเรื่องภาษาจะทำให้เห็นภาพชัด Gabriel Wyner ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนภาษาบอกว่า ถ้ารู้คำศัพท์ที่ใช้บ่อยที่สุดราว 1,000 คำแรก คุณจะเข้าใจ 70% ของบทความทั่วไป และ 2,000 คำจะครอบคลุมถึง 80%
.
Dr. Paul Nation ขยายให้เห็นชัดกว่านั้น ภาษาอังกฤษมีคำมากกว่า 250,000 คำ แต่ถ้ารู้แค่ 100 คำที่ใช้บ่อยที่สุด คุณจะเข้าใจเกือบครึ่งหนึ่งของทุกประโยคที่คนพูด คิดดูสิครับ คำไม่ถึงหนึ่งในหมื่นของทั้งภาษากินพื้นที่เกือบครึ่งของทุกประโยค
.
เพราะฉะนั้นเวลาจะเรียนเยอรมัน อย่าเริ่มจากคำว่า a the he she ตามตำราที่มักจัดเรียงผิดลำดับความสำคัญ ให้ถอยมาถามว่า 300 คำที่คนเยอรมันใช้บ่อยที่สุดคือคำไหน แล้วซอยมันเป็นก้อนเล็กๆ ฝึกทีละก้อน
.
หรือถ้าจะเรียนกีตาร์ ทักษะย่อยที่สร้าง domino effect ได้มากคือความคล่องของนิ้ว การอ่านโน้ต ความรู้สึกจังหวะ และความแข็งแรงของมือ ทุ่มเวลาลงสี่อย่างนี้แบบไม่สมดุล แล้วฝีมือโดยรวมจะกระโดดเอง ทักษะย่อยที่เหลือค่อยเก็บระหว่างทางได้
.
.
5. เรื่อง "สไตล์การเรียน" เป็นตำนานที่ถูกหักล้างไปแล้ว สิ่งที่เหลือคือสมาธิ
.
มีคนพยายามขายสูตรการเรียนรู้นับล้าน พีระมิดการเรียนรู้ที่คุณเคยได้ยินบ่อยๆ น่ะ ถูกหักล้างไปแล้ว ความเชื่อที่ว่าสมองซีกขวาคุมความคิดสร้างสรรค์ ซีกซ้ายคุมตรรกะ ก็ถูกหักล้างเหมือนกัน
.
Hollins บอกว่าจริงๆ แล้วนี่เป็นข่าวดี เพราะมันแปลว่าข้อมูลก็คือข้อมูล ไม่ว่าจะส่งมาทางไหน คุณจะอ่านหนังสือหรือฟังบรรยายในเรื่องเดียวกัน สมองก็ประมวลผลไม่ต่างกัน
.
แต่ตรงนี้มีข้อแม้ตัวใหญ่ สไตล์การเรียนยังมีประโยชน์อยู่ เพียงแต่เหตุผลที่มันมีประโยชน์ต่างจากที่หลายคนเข้าใจ การเรียนรู้ขึ้นอยู่กับว่าคุณตั้งใจได้แค่ไหน และให้ความสนใจมากเท่าไหร่ นั่นต่างหากที่กำหนดว่าคุณซึมซับอะไรได้บ้าง
.
ถ้าคุณอ่านหนังสือแล้วใจลอยตลอด การฟังคลิปเสียงอาจเหมาะกับคุณมากกว่า บทเรียนสำคัญเรื่องสไตล์การเรียนจึงสรุปได้ง่ายๆ ว่าคุณเรียนได้ดีที่สุดในสื่อที่คุณตั้งใจกับมันได้นานที่สุด พอการเรียนเริ่มน่าเบื่อ มันก็เริ่มไร้ผลทันที
.
วิธีที่ดีคือผสมสื่อหลายแบบเข้าด้วยกัน อยากเรียนทำซูชิก็เริ่มจากตำราและประวัติศาสตร์ของซูชิ แทรกคลิป YouTube การทำซูชิ ดูสารคดี Jiro Dreams of Sushi ที่เล่าชีวิตเชฟซูชิระดับตำนานของญี่ปุ่น แล้วไปเข้าคลาสที่ได้ดูการสาธิตใกล้ๆ ได้ลงมือทำเอง ได้คุยกับคนในคลาส และพอมีประสบการณ์พอก็ลองสอนเพื่อนทำดู
.
การร้อยกิจกรรมพวกนี้เข้าด้วยกันคือทางที่ใกล้คำว่าการันตีที่สุด เหตุผลส่วนหนึ่งก็เพราะความแปลกใหม่ของสื่อแต่ละแบบช่วยตรึงความสนใจของคุณไว้นั่นเอง
.
.
6. เป็นนักสะสมข้อมูลที่รู้จักหยุด แล้วกล้ากระโดดก่อนจะมองให้ครบ
.
ปัญหาของการหาข้อมูลในยุคนี้คือคุณไม่รู้จะเชื่อใคร คนที่บอกว่าตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญน่ะ อะไรทำให้เขาเชี่ยวชาญนอกจากตำแหน่งบนนามบัตร หรือต่อให้เก่งจริง เขาสอนเป็นไหม หรือต่อให้สอนเป็น เขาดันถือความเห็นสุดโต่งที่คนส่วนน้อยเชื่อหรือเปล่า Hollins ให้กระบวนการห้าขั้นที่ห้ามข้ามขั้นไหนเลย
.
ขั้นแรกเก็บให้กว้าง อย่าเพิ่งเลือก ลองนึกภาพคุณเสิร์ช Google แล้วคลิกทุกลิงก์ในสิบหน้าแรก เป้าหมายตอนนี้ไม่ใช่หาคำตอบ แต่หาภาพพาโนรามาของเรื่องที่กำลังศึกษา คุณอาจงงกว่าเดิมหลังขั้นนี้ ซึ่งปกติมาก
.
ขั้นสองกรองแหล่งที่มา ขั้นนี้อาจตัดข้อมูลทิ้งไปได้ 75% หรือมากกว่า แหล่งที่ดีจะหนุนข้อโต้แย้งด้วยข้อมูลและความจริงที่ตรวจสอบได้ แหล่งที่แย่จะเน้นโน้มน้าวด้วยอารมณ์และคำพูดเกินจริง อย่าสับสนระหว่างเรื่องเล่ากับหลักฐาน ต่อให้มีเรื่องเล่าหลายอันก็ตาม เพราะนิทานหลอกเด็กทุกเรื่องก็เริ่มต้นแบบนั้น
.
ขั้นสามมองหารูปแบบและจุดที่ทับซ้อนกัน แหล่งที่ดีมักพูดเรื่องเดียวกัน พอหลายแหล่งพูดตรงกันบ่อยๆ นั่นคือสัญญาณว่ามันเป็นแก่นสำคัญ
.
ขั้นสี่ตามหาความเห็นที่ค้านคุณ ขั้นนี้สำคัญมากและคนมักข้าม พอเรามีทฤษฎีในใจแล้ว เรามักเลือกฟังแต่สิ่งที่ยืนยันสิ่งที่เราอยากให้เป็นจริง อาการนี้เรียก confirmation bias และมันไม่มีที่ยืนในงานวิจัยที่ดี จงเปิดใจให้เสียงฝ่ายตรงข้ามดังเต็มเสียง
.
ขั้นห้าประกอบทุกอย่างเข้าด้วยกันเป็นภาพที่มีมิติ พูดได้ว่า "X Y Z เพราะอย่างนี้ แต่ทั้งนี้ A B C เพราะอย่างนั้น" ถ้าพูดแบบนี้ไม่ได้อย่างมั่นใจ แปลว่าต้องถอยกลับไปหนึ่งสองขั้น
.
หลุมที่ลึกที่สุดของขั้นนี้คือความรู้สึกว่าข้อมูลไม่เคยพอ การเก็บข้อมูลมันง่ายและสบายใจ เพราะมันง่ายกว่าขั้นต่อไปที่คือการลงมือเรียนจริงๆ ตรงนี้คือการเอาการวางแผนมาเป็นข้ออ้างผัดวันประกันพรุ่ง คุณรู้สึกว่ากำลังทำงานอยู่ ทั้งที่จริงแค่ถ่วงเวลา จงยอมรับว่าคุณจะไม่มีวันรู้ทุกอย่าง
.
คุณไม่ต้องรู้ตำแหน่งทุกคนในทีมฟุตบอลก่อนจะเริ่มซ้อม ไม่ต้องอ่านงาน Shakespeare จบทุกชิ้นก่อนจะเริ่มเขียน ลองสลับจากการเป็น "ผู้บริโภคข้อมูล" มาคิดแบบ "ผู้ผลิต" ที่ลงมือเพราะรู้ว่าตัวเองมีอะไรบางอย่างข้างในให้เริ่มได้เลย โดยไม่รอใครมายืนยัน ส่วนที่ยังไม่รู้ค่อยเรียนเอาระหว่างทาง
.
.
7. Deliberate Practice ซ้อมตรงท่อนที่มือพันกัน ไม่ใช่เล่นทั้งเพลงรัวๆ ให้ตัวเองสบายใจ
.
ลองนึกภาพคุณกำลังหัดเล่นเปียโนเพลงใหม่ มีท่อนกลางๆ ไม่กี่ท่อนที่สองมือไม่ค่อยเข้ากัน การซ้อมแบบปกติคือเล่นรวดทั้งเพลงตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งที่ส่วนใหญ่ของเพลงเล่นได้คล่องอยู่แล้ว มีปัญหาแค่ตรงกลาง นี่คือสิ่งที่พวกเราเกือบทุกคนทำ และมันคือการใช้เวลาแบบเปลืองที่สุด
.
Deliberate practice เรียกร้องให้คุณทิ้งทุกอย่างที่เล่นได้แล้ว แล้วเจาะซ้อมเฉพาะจุดที่อ่อนตรงกลางจนกว่ามันจะได้มาตรฐาน หลักการคือคุณแข็งแรงเท่ากับจุดที่อ่อนที่สุดของคุณเท่านั้น เพราะฉะนั้นต้องจัดการจุดอ่อนก่อน วิธีคือแตกทักษะออกเป็นชิ้นเล็กๆ เล่นผ่านไปสองสามรอบเพื่อหาว่าคุณสะดุดตรงไหน แล้วเอาตรงนั้นมาฝึกซ้ำแบบไม่ปรานี
.
Cal Newport ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์เล่าวิธีที่เขาเอาชนะวิชาคณิตศาสตร์ไม่ต่อเนื่อง เขาซื้อกระดาษเปล่ามาเป็นรีม คัดลอกทุกข้อพิสูจน์ที่อาจารย์เขียนบนกระดาน แล้วกลับไปนั่งแกะเองที่บ้าน ตรงไหนไม่เข้าใจก็เปิดตำราเปิดเน็ตจนกระจ่าง
.
พอใกล้สอบเขามีกองข้อพิสูจน์ที่เขียนด้วยมือกองเบ้อเริ่ม เขาแยกมันเป็นสองกอง กองที่นึกออกง่ายกับกองที่ต้องเจาะ แล้วซ้อมกองที่มีปัญหาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนรีดความเข้าใจออกมาหมด ผลคือเขาได้คะแนนสูงสุดในชั้น ไม่ใช่แค่สอบไฟนอล แต่ทั้งวิชา
.
ศัตรูตัวฉกาจของวิธีนี้คือการเคลื่อนไหวแบบไร้สติ การซ้อมเรื่องเดิมซ้ำๆ มันหลอกเราว่ากำลังก้าวหน้า เพราะเรา "ผ่าน" มันมากขึ้น แต่ความจริงเราอาจแค่ตอกย้ำนิสัยผิดๆ ให้ฝังลึกขึ้น
.
อย่าสับสนว่าการทำซ้ำคือการพัฒนา การพัฒนาเกิดจากการทำซ้ำก็จริง แต่การทำซ้ำเปล่าๆ ไร้ค่า กล้ามเนื้อจำทุกอย่างที่มันเจอ มันไม่แยกแยะว่านิสัยดีหรือเลว เพราะฉะนั้นจงซ้อมช้าๆ ซ้อมให้ถูก และหยุดก่อนที่การซ้อมจะเริ่มมั่ว
.
.
8. Interleaved Practice สับขาหลอกสมองด้วยการสลับเรื่องที่ฝึก
.
ตั้งแต่เด็กเราถูกสอนให้เรียนทีละเรื่องเป็นบล็อกใหญ่ๆ เรียนเรื่อง A ให้จบก่อนค่อยขยับไป B เหมือนกินผักให้หมดก่อนค่อยกินของหวาน ถ้าเขียนเป็นรหัสก็จะได้รูปแบบ AAABBBCCC ปรากฏว่านี่ไม่ใช่วิธีที่สมองชอบ
.
การสลับฝึกหรือ interleaving คือการพังลำดับนั้นทิ้ง เอาทักษะที่เกี่ยวข้องกันหลายอย่างมาสลับฝึกในรอบเดียว จาก AAA กลายเป็น ABC นักเรียนพีชคณิตที่ต้องเข้าใจเรื่องเลขชี้กำลัง การวาดกราฟ และราก แทนที่จะเรียนทีละเรื่อง ก็เริ่มจากเลขชี้กำลัง แตกไปวาดกราฟ ขยับไปราก แล้ววนกลับมาเลขชี้กำลัง ฟังดูเหมือนมั่ว แต่งานวิจัยบอกว่ามันเพิ่มการเรียนรู้และการจดจำได้ถึง 43% เมื่อเทียบกับการเรียนเป็นบล็อก
.
ทำไมมันถึงได้ผล เหตุผลแรกคือมันผลักคุณออกจากพื้นที่สบาย และยิ่งซ้อมยาก ยิ่งเรียนรู้ดี เหตุผลสองคือมันทำลายความคุ้นชินกับเรื่องเดียวเดี่ยวๆ บังคับให้คุณต้องดึงข้อมูลออกมาจากความจำจริงๆ แทนการทบทวนแบบเฉื่อยๆ เหตุผลสามและสำคัญสุดคือการสลับเรื่องมันเชื่อมแนวคิดต่างๆ เข้าด้วยกัน ในการเรียนแบบบล็อก พอคุณรู้คำตอบแล้ว ส่วนยากก็จบ แต่ในการสลับฝึก แต่ละครั้งต่างจากครั้งก่อน คำตอบอัตโนมัติใช้ไม่ได้ สมองต้องคอยหาวิธีใหม่ตลอด
.
มีกับดักให้ระวัง interleaving ไม่เหมือน multitasking ซึ่งคุณควรเลี่ยง และอย่าสลับมั่วเกินไป การกระโดดระหว่างเคมี วรรณคดีอังกฤษ และเซรามิกในรอบเดียวคงมั่วเกินจะคุ้ม
.
ทางที่ดีคือสลับระหว่างเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน เช่น ทฤษฎีศิลปะ เทคนิคศิลปะ และประวัติศาสตร์ป๊อปอาร์ตยุค 60 สามอย่างนี้ส่งเสริมกันได้ หรือซ้อมสเกลกีตาร์ คอร์ด แล้วฝึกดีดสลับกันไป Hollins แนะนำว่าสามเรื่องกำลังดี สี่อาจเหมาะกับรอบที่เข้มข้น แต่เกินกว่านั้นคือเกินพอดี
.
.
9. Spaced Repetition ห้านาทีทุกวันชนะหนึ่งชั่วโมงสัปดาห์ละครั้ง
.
ก่อนอื่นต้องเข้าใจหลักหนึ่งที่งานวิจัยปี 2008 ของ Jeffrey Karpicke แห่ง Purdue University แสดงให้เห็นชัด เขาให้นักเรียนกลุ่มหนึ่งเรียนคำศัพท์ กลุ่มที่ใช้ "การดึงความจำ" ด้วยการทดสอบตัวเองจำคำศัพท์ได้ 80% ส่วนกลุ่มที่แค่อ่านทบทวนเฉยๆ จำได้แค่ 34% บทเรียนคือการต่อสู้และปล้ำกับบางอย่างจนสำเร็จมันได้ผลกว่าการอ่านผ่านตา ถ้าการซ้อมของคุณมันง่ายเกินไป แปลว่ามันไม่ได้ทำงานอย่างที่คุณต้องการ
.
ทีนี้มาที่ตัวการซ้อมแบบเว้นช่วง หลักการง่ายมาก คุณจำได้ดีกว่าถ้าเรียนวันละชั่วโมงเทียบกับเรียนรวด 20 ชั่วโมงในสุดสัปดาห์เดียว
.
งานวิจัยบอกว่าการเห็นบางอย่าง 20 ครั้งในวันเดียวได้ผลแย่กว่าการเห็น 10 ครั้งกระจายตลอดเจ็ดวัน แค่นี้ก็พอบอกได้ว่าการอ่านหามรุ่งหามค่ำก่อนสอบเป็นวิธีที่ห่วยแค่ไหน ลองนึกภาพสมองเป็นกล้ามเนื้อ คุณออกกำลังกล้ามเนื้อรัวๆ ไม่พักไม่ได้ มันต้องการเวลาฟื้นตัวเพื่อสร้างการเชื่อมโยง การนอนหลับนี่แหละคือช่วงที่สมองสร้างวงจรประสาทใหม่
.
Hollins ยกตารางอ่านวิชาประวัติศาสตร์สเปนมาให้ดู สมมติอ่านครั้งแรกวันจันทร์เช้า ได้โน้ตห้าหน้า จันทร์ค่ำทบทวนแต่อย่าอ่านเฉยๆ ให้พยายามดึงข้อมูลจากความจำตัวเอง อังคารเช้านึกเองก่อนค่อยเช็กว่าพลาดตรงไหน อังคารค่ำทบทวน พุธบ่ายนึกเองอีกรอบ พฤหัสทบทวน ศุกร์นึกเองอีกครั้ง
.
มองดูแล้วคุณใช้เวลาเพิ่มทั้งสัปดาห์แค่ 75 นาที แต่ได้วนผ่านบทเรียนเพิ่มอีกหกรอบ และเพราะใช้การดึงความจำแทนการอ่านซ้ำ ส่วนใหญ่มันก็เข้าหัวไปแล้ว คุณพร้อมสอบได้ตั้งแต่บ่ายวันศุกร์ ทั้งที่สอบจริงจันทร์หน้า
.
.
10. Problem-Based Learning ตั้งใจแก้ปัญหา X แล้วจะได้ทักษะ Y มาแบบไม่รู้ตัว
.
จำ Mr. Miyagi จากเรื่อง The Karate Kid ได้ไหมครับ ที่สั่งให้ Daniel-san ทาสีรั้ว ลงแว็กซ์รถ ทำงานหนักจนหน้าเขียว แต่พอทำเสร็จกลับกลายเป็นว่าเขาได้พื้นฐานคาราเต้มาเต็มๆ
.
หรือตำนานช่างโลหะมือใหม่ที่ครูสั่งให้แกะโครงสร้างซับซ้อนออกจากก้อนโลหะตันด้วยเครื่องมือมือเปล่า พอทำเสร็จก็กลายเป็นเซียนเครื่องมือมือไปแล้ว นี่คือหัวใจของการเรียนรู้ผ่านปัญหา การเรียนเกิดขึ้นเองโดยปริยายระหว่างที่คุณดิ้นรนแก้ปัญหาหรือไปให้ถึงเป้า
.
แทนที่จะตั้งต้นว่า "ฉันจะเรียน X" ให้ตั้งเป้าว่า "ฉันจะแก้ปัญหา Y" แล้วในกระบวนการนั้นคุณจะได้ X มาเอง
.
Hollins เล่าเรื่องสมัยวัยรุ่นของตัวเองแบบขำๆ เขาอยากจีบ Jessica ในคลาสสเปน โชคดีที่ได้นั่งหลังเธอพอดี เธอไม่ค่อยสนใจวิชาสเปนเลยหันมาถามเขาบ่อยๆ ทีแรกเขาก็หลงตาเธอ แต่แล้วใจฝ่อเพราะตอบคำถามไม่ได้ เขากลัวว่าเธอจะหันไปถามผู้ชายคนอื่น เลยตั้งหน้าตั้งตาเรียนสเปนจนคล่องเร็วกว่าใครในห้องปีนั้น ทำแฟลชการ์ดเป็นปึก เริ่มจากคำเดียวต่อใบ จนท้ายปีกลายเป็นสามสี่ประโยคต่อใบ
.
ผลคือเขาได้ A+ หนึ่งในไม่กี่ตัวในชีวิตมัธยม แต่ไม่เคยไปถึงไหนกับ Jessica เลย เป็นกรณีศึกษาชั้นเยี่ยม เขาอยากแก้ปัญหา X (Jessica) แต่ดันได้ Y (สเปน) มาแทน
.
วิธีนี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างตั้งแต่หนังสือ Democracy and Education ของ John Dewey ในปี 1916 และมาโดดเด่นยุค 1960 เมื่อโรงเรียนแพทย์เริ่มใช้เคสคนไข้จริงสอนนักเรียน แทนที่จะให้ท่องข้อมูลเป็นกอง นักเรียนแพทย์เดินผ่านกระบวนการวินิจฉัยแล้วเก็บความรู้ระหว่างทาง คนไข้ชายอายุ 66 มาหาหมอด้วยอาการหายใจไม่อิ่ม ขั้นต่อไปคืออะไร ต้องถามอะไรบ้าง ตรวจอะไร ผลตรวจแปลว่าอะไร พอลงมือกับเคสจริง การเรียนก็สมจริง จำได้ และน่าสนใจกว่าการนั่งฟังบรรยายมาก
.
ข้อดีของวิธีนี้คือมันบังคับให้คุณเป็นเจ้าของปัญหา อยากแก้ปัญหามื้อเย็นที่วุ่นวายก็ลองวางระบบวางแผนมื้ออาหาร ระหว่างนั้นคุณก็ได้ทักษะการทำอาหารดีขึ้นไปด้วย หรือถ้าเครื่องปิ้งขนมปังที่ใช้ทุกเช้าพัง และคุณอยากรื้อฟื้นความรู้เรื่องอิเล็กทรอนิกส์ ก็ลองแกะมันออกมาหาสาเหตุ เปิดคู่มือ ดูคลิป แล้วซ่อมเอง สุดท้ายคุณได้ทั้งเครื่องปิ้งคืนและทักษะใหม่ พูดง่ายๆ คือยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
.
.
11. ความผิดพลาดคือครูที่ดีที่สุด ถ้าคุณกล้าถามตัวเองแบบไม่เข้าข้าง
.
Hollins เล่าเรื่องตอนหัดขับรถที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด ครูสอนให้เปิดไฟเลี้ยวแล้วเปลี่ยนเลนซ้ายขณะวิ่งด้วยความเร็วระดับ 25 ไมล์ต่อชั่วโมง
.
เขาเปิดไฟเลี้ยว เหลียวมองข้างหลัง เห็นว่าเลนซ้ายว่าง แล้วค่อยๆ เคลื่อนรถเข้าไป จนได้ยินเสียงแตรดังลั่น มีรถอยู่ในจุดบอดที่เขามองไม่เห็น เขาตกใจหักพวงมาลัยขวาแรงจนเกือบชนอีกคัน โดนแตรอีกดอก แล้วพอไฟแดงพอดี แทนที่จะเหยียบเบรกเขาดันเหยียบคันเร่ง รถที่กำลังจะเลี้ยวเกือบพุ่งชน สุดท้ายครูต้องเหยียบเบรกพิเศษฝั่งผู้โดยสารเข้าควบคุมรถ
.
ทั้งหมดนี้เกิดในเวลาประมาณสิบวินาที จนครูบอกว่าขอไปหาสนามหญ้านุ่มๆ เพราะเขาจะเป็นลม
.
นี่คืออำนาจของจุดบอดในการประเมินตัวเอง คุณคิดว่ากำลังมองข้ามเรื่องเล็กๆ ในการเรียนหรือการแสดงของคุณ แต่มันอาจนำไปสู่หายนะได้
.
การฝึกซ้อมที่ดีต้องมีขั้นที่คนส่วนใหญ่ละเลย นั่นคือการประเมินว่าการซ้อมครั้งนั้นเป็นยังไงจริงๆ คุณดีขึ้นตรงไหน ต่างจากเมื่อก่อนยังไง สิ่งนี้ยากเพราะมันบังคับให้เราทำเรื่องที่ยากที่สุดคือการจ้องมองตัวเอง และยอมรับว่าเรามีจุดบอดที่มองไม่เห็น
.
Hollins ให้สิบคำถามมาเป็นโครงประเมินตัวเอง เช่น สาเหตุของความผิดพลาดคืออะไร คุณพลาดที่กลยุทธ์หรือการลงมือ มีสัญญาณเตือนอะไรที่มองข้าม คุณตั้งสมมติฐานอะไรที่ผิด
.
ความผิดพลาดนี้เผยจุดบอดหรือนิสัยอะไรที่ฉุดคุณไว้ และถ้าเห็นคนอื่นทำพลาดแบบเดียวกัน คุณจะแนะนำเขาว่ายังไง คำถามสุดท้ายนี้มีประโยชน์เพราะบางทีเราเฉียบคมกว่าเมื่อถอยออกมามองในฐานะคนนอก
.
เคล็ดลับคือตอบให้ซื่อสัตย์ที่สุด อย่าหาข้อแก้ตัว ให้เหตุผลและสาเหตุเฉยๆ เก็บมันให้เป็นขาวกับดำ ใช่หรือไม่ใช่ และเป็นเจ้าของความผิดพลาดนั้นเต็มตัว เพราะเราถูกฝึกมาให้หาคนอื่นโทษเสมอเวลาเกิดเรื่อง
.
การมองเข้าไปในตัวเองมันน่ากลัวก็จริง แต่ความกลัวอยู่แค่ชั่วขณะที่คุณตั้งคำถามเท่านั้น พอตอบมันได้ คุณก็ได้เส้นทางที่ชัดเจนในการเรียนรู้จากความผิดพลาดมา ดังที่ Oprah เคยพูดว่า เวลาคุณแพ้ อย่าให้บทเรียนแพ้ไปด้วย
.
.
12. จัดตารางฝึกลงในปฏิทิน อย่ารอให้อารมณ์พาไป
.
เราชอบบ่นว่าไม่มีเวลาซ้อม ทั้งที่ทางออกง่ายอย่างน่าตกใจ จัดตารางลงไปเลย คำแนะนำนี้ฟังดูธรรมดาจนน่าหัวเราะ แต่มันคือกลยุทธ์ที่เรามักลืม เพราะการฝากความสม่ำเสมอไว้กับ "วันไหนอยากซ้อมค่อยซ้อม" คือสูตรของความล้มเหลว
.
วิธีคือกำหนดเวลาประจำลงไปในแต่ละสัปดาห์ ทุกจันทร์หลังเลิกงาน หรือเสาร์เช้าหลังกินข้าว แล้วห้ามยกเลิกถ้าไม่จำเป็นจริงๆ
.
Hollins บอกว่าตารางซ้อมของคุณเขียนด้วยปากกา ส่วนนัดสังสรรค์เขียนด้วยดินสอ เวลานี้คือเวลาที่คุณดูแลความต้องการของตัวเอง มันจะได้ผลก็ต่อเมื่อคุณและคนรอบตัวถือว่ามันแตะต้องไม่ได้ คนอื่นจัดเวลามารอบๆ ช่องนี้เอา
.
ที่จริงคุณควรจัดตารางให้ทั้งวันเลยด้วยซ้ำ ไม่ใช่แค่ช่วงซ้อม รวมถึงพักเที่ยง มื้อเย็น ดูทีวี กระทั่งเวลานอน การอ่านตารางแบบนี้ออกมาดังๆ อาจเป็นกิจกรรมที่น่าเบื่อที่สุดในจักรวาล แต่ในช่วงต้นของการเรียนทักษะ มันทรงพลังกว่าที่คิดเยอะ เพราะมันสร้างจังหวะให้ทั้งวันของคุณ ทำให้การซ้อมกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ พอๆ กับการกินและการนอน
.
.
13. Elaborative Interrogation ไล่ถาม "ทำไม" แบบเด็กๆ จนเจอจุดที่ตัวเองตอบไม่ได้
.
ถ้าคุณเคยอยู่กับเด็กเล็ก คุณจะรู้จัก "ห่วงโซ่ทำไม" เด็กถามว่าฝนมาจากไหน เราตอบว่ามาจากเมฆ เด็กถามต่อว่าทำไมเมฆอุ้มฝนไว้ไม่ได้ ทำไมเมฆไม่ตกลงมาทั้งก้อน ถามไปเรื่อยจนถึงจุดที่เราต้องยอมแพ้ว่า "อืม คำถามดีนะ แต่พ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน" จุดที่เราตอบไม่ได้นั่นแหละคือจุดบอดของเรา และคุณเพิ่งทำสิ่งที่เรียกว่า elaborative interrogation ไปโดยไม่รู้ตัว
.
พูดง่ายๆ มันคือความพยายามอธิบายว่าทำไมข้อเท็จจริงต่างๆ ถึงเป็นจริง ด้วยการตั้งคำถามแบบเด็ก แล้วดูว่าคุณตอบไปได้ถึงจุดไหน คำถาม "ทำไม" และ "อย่างไร" ทรงพลังกว่าคำถาม "อะไร" มาก
.
เพราะ "อะไร" ตอบแบบผิวๆ ได้โดยไม่ต้องเข้าใจอะไรลึก แต่ "ทำไม" บังคับให้คุณเข้าใจถึงเหตุและปัจจัยเบื้องหลัง เราท่องชื่อส่วนต่างๆ ของดอกไม้ได้ กลีบ เกสร รังไข่ แต่ชื่อพวกนั้นไม่มีความหมายอะไรเลยจนกว่าเราจะถามว่าแต่ละส่วนทำหน้าที่อะไร และทำไมหน้าที่นั้นถึงสำคัญต่อการสืบพันธุ์
.
ลองดูตัวอย่างเรื่อง Great Depression ยุค 1930 เริ่มจากถามว่ามันคืออะไร แล้วอะไรเป็นสาเหตุ
.
คำตอบหนึ่งคือตลาดหุ้นพังในเดือนตุลาคม 1929 พอถามต่อว่าทำไมตลาดหุ้นถึงพัง คำตอบหนึ่งคือการซื้อหุ้นด้วยเงินกู้หรือ margin คุณเจาะต่อว่ามันทำงานยังไงและทำไมถึงเป็นปัญหา นักลงทุนกู้เงินจากโบรกเกอร์มาซื้อหุ้นกันจนเกือบทั้งตลาด พอราคาหุ้นร่วงและฟองสบู่แตก ทั้งนักลงทุนและโบรกเกอร์ก็ไม่เหลืออะไร
.
พอตอบตรงนี้ครบแล้ว ก็เด้งไปถามสาเหตุอื่นต่อ ห่วงโซ่มันลากต่อไปได้ไม่รู้จบ จุดสำคัญคือถ้าตอบได้ก็ตอบ ถ้าตอบไม่ได้ก็จดไว้ว่าต้องไปอุดความเข้าใจตรงนั้น
.
ขอบเขตการใช้วิธีนี้กว้างแทบไม่มีที่สิ้นสุด นักเรียนคณิตใช้มันแกะการคำนวณซับซ้อน นักเรียนชีววิทยาใช้หาเงื่อนไขที่นำไปสู่โรคต่างๆ คนเรียนไวโอลินใช้เข้าใจว่าทำไมต้องจับคันชักแบบนั้น โรซินมีไว้ทำไม ไม้แต่ละชนิดให้โทนเสียงต่างกันยังไง ถ้าคุณรอดจากการสอบสวนตัวเองได้ คุณก็มีแนวโน้มจะรอดจากการสอบ และจากการที่คนอื่นมาขอให้คุณสอนเขา
.
.
14. Feynman Technique ถ้าอธิบายให้เด็ก 5 ขวบเข้าใจไม่ได้ แปลว่าคุณยังไม่เข้าใจมันจริง
.
เครื่องมือพี่น้องที่ดังกว่าและคมกว่าคือ Feynman Technique ตั้งชื่อตาม Richard Feynman นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลที่ได้ฉายา "นักอธิบายผู้ยิ่งใหญ่" เพราะเล่าเรื่องยากอย่างฟิสิกส์ควอนตัมให้ใครก็เข้าใจได้ วิธีนี้มาจากเทคนิคการเรียนของเขาเองสมัยเป็นนักศึกษาที่ Princeton และเขาขัดเกลามันต่อตอนเป็นอาจารย์ มันมีสี่ขั้น
.
ขั้นหนึ่งเลือกแนวคิดที่จะเรียน เอาเรื่องแรงโน้มถ่วงเป็นตัวอย่าง
.
ขั้นสองเขียนอธิบายมันด้วยภาษาง่ายๆ ที่เด็กห้าขวบเข้าใจ ยิ่งสั้นยิ่งง่ายยิ่งยาก ขั้นนี้แหละคือตัวตัดสิน ถ้าคุณย่อมันให้เหลือสองประโยคที่เด็กเข้าใจได้ คุณน่าจะเชี่ยวชาญมันจริง
.
แต่ถ้าคุณเริ่มอ้อมค้อม ยืดยาด หรือพูดว่า "เอ่อ มันก็คือแรงโน้มถ่วงไง" แสดงว่าคุณเพิ่งเจอรอยรั่วในเกราะตัวเอง คุณอาจอธิบายได้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับวัตถุที่อยู่ใต้แรงโน้มถ่วง อธิบายได้ว่าตอนไร้แรงโน้มถ่วงเป็นยังไง แต่ตรงกลางที่เชื่อมสองอย่างนี้กลับเป็นสิ่งที่คุณนึกว่ารู้แต่ข้ามมาตลอด
.
ขั้นสามคือกลับไปหาความรู้มาอุดจุดที่อธิบายไม่ได้ จนพูดได้ประมาณว่า แรงโน้มถ่วงคือแรงที่ทำให้วัตถุที่ใหญ่กว่าดึงดูดวัตถุที่เล็กกว่าเข้าหา เพราะน้ำหนักและมวลของมัน
.
ขั้นสี่คือสร้างการเปรียบเทียบ ขั้นนี้เป็นยอดของความเข้าใจ เพราะการเปรียบเทียบเรื่องสองเรื่องเข้าด้วยกันต้องเข้าใจลักษณะแก่นของทั้งคู่ลึกพอ เช่น แรงโน้มถ่วงเหมือนตอนคุณเหยียบเท้าลงในแอ่งน้ำ แล้วใบไม้ที่ลอยอยู่ถูกดึงเข้าหาเท้าด้วยแรงดึงดูดที่มองไม่เห็นจากมวลของเท้า แรงดึงดูดนั้นแหละคือแรงโน้มถ่วง
.
นี่คือเหตุผลที่การสอนคนอื่นเป็นเครื่องมือเรียนรู้ที่ทรงพลัง เพราะมันบังคับให้คุณทบทวนสิ่งที่รู้ แล้วจัดมันใหม่ในรูปแบบที่คนอื่นเข้าใจตามได้ ลองทำตอนนี้เลยครับ ทำไมท้องฟ้าถึงเป็นสีฟ้า รีโมททีวีทำงานยังไง ฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้ยังไง เมฆทำมาจากอะไร การย่อยอาหารคืออะไร คำถามพวกนี้คุณตอบผิวๆ ได้ แต่พอจะลงลึกต่อ คุณก็จะรู้ทันทีว่าตัวเองรู้น้อยกว่าที่คิดแค่ไหน
.
.
15. Bloom's Taxonomy บันไดหกขั้นจาก "จำได้" ถึง "สร้างของใหม่"
.
ปัญหาที่เราเห็นทุกวันคือคนที่ตัดสินเรื่องต่างๆ อย่างมั่นใจ ทั้งที่ความเข้าใจเรื่องนั้นยังตื้นเขิน Benjamin Bloom สร้างกรอบในปี 1956 (ปรับปรุงปี 2001) เพื่ออธิบายว่าความเข้าใจที่แท้จริงมีหกระดับ และคุณต้องผ่านขั้นล่างก่อนถึงจะทำขั้นบนได้จริง
.
ขั้นหนึ่งคือ "จำ" การดึงข้อมูลจากความจำระยะยาว ถ้าจะเรียนประวัติศาสตร์อเมริกา อย่างน้อยต้องจำลำดับเหตุการณ์และตัวละครสำคัญอย่าง Benjamin Franklin กับ George Washington ได้ก่อน เพราะถ้าไม่รู้แม้แต่โครงร่าง ก็ไม่มีตรรกะให้เกาะ
.
ขั้นสองคือ "เข้าใจ" คือตีความได้เองว่าข้อเท็จจริงพวกนั้นหมายความว่าอะไร ตรงนี้คุณเอา elaborative interrogation มาใช้ได้เลย ถามว่าทำไมการปฏิวัติอเมริกาถึงเกิด แรงจูงใจคืออะไร คนส่วนใหญ่ในเรื่องส่วนใหญ่ไม่เคยผ่านขั้นนี้ แล้วดันรีบกระโดดไปขั้นถัดๆ ไป
.
ขั้นสามคือ "นำไปใช้" เอาความเข้าใจไปใช้กับบริบทใหม่ เช่น เข้าใจองค์ประกอบของการปฏิวัติอเมริกา แล้วดูว่ามันเทียบกับการปฏิวัติฝรั่งเศสยังไง
.
ขั้นสี่คือ "วิเคราะห์" มองหาแรงที่ซ่อนอยู่ ตั้งคำถามว่าอะไรน่าจะเกิดขึ้นได้ อะไรควรทำต่างไป อังกฤษพลาดตรงไหน
.
ขั้นห้าคือ "ประเมิน" ตัดสินคุณค่าของแนวคิดต่างๆ ได้อย่างมีน้ำหนัก เหมือนนักวิจารณ์อาหารหรือหนังตัวจริงที่ความเห็นมีค่า ขั้นหกคือ "สร้างสรรค์" เอาความรู้ไปผสมกับสิ่งที่รู้อยู่เดิม แล้วสร้างไอเดียใหม่ไปแก้ปัญหาชุดอื่น เช่น เอาบทเรียนจากการปฏิวัติอเมริกาไปร่างแผนให้สังคมที่ถูกกดขี่ในปัจจุบัน
.
หัวใจของ Bloom's Taxonomy คือมันเป็นเครื่องวัดส่วนตัว ตอนนี้คุณยืนอยู่ขั้นไหนกับเรื่องที่อยากเก่ง คุณข้ามขั้นไปหรือเปล่า คุณพยายามจะ "ประเมิน" หรือ "สร้างสรรค์" ทั้งที่ยังไม่เคยวิเคราะห์อะไรเลยไหม
.
เพราะคนที่กระโดดข้ามขั้นนี่แหละคือที่มาของความเห็นห่วยๆ ที่เราอ่านเจอทุกวัน และมันบังคับให้เราทำสิ่งที่เรียกว่า metacognition คือการคิดเกี่ยวกับความคิดของตัวเอง
.
.
16. อย่าแทงม้าตัวเดียว จงสร้าง "กองทักษะ" แบบ Scott Adams
.
ความจริงที่เจ็บคือมีแค่ 1% ของคนเท่านั้นที่ได้อยู่ใน 1% บนสุดของทักษะใดทักษะหนึ่ง (Hollins บอกว่าเขาเช็กเลขแล้ว) การพยายามเป็นที่หนึ่งของโลกในเรื่องเดียวจึงเหมือนเดิมพันกับความเป็นไปได้ทางสถิติที่แทบเป็นศูนย์
.
แล้วถ้าเราไม่ใช่อัจฉริยะระดับนั้น เราจะทำตัวให้โดดเด่นจากคนที่เก่งพอๆ กันได้ยังไง คำตอบคือแนวคิดที่ชื่อ skill stacking ซึ่งมีจุดกำเนิดอยู่ในหน้าการ์ตูนของหนังสือพิมพ์
.
คนทำให้แนวคิดนี้ดังคือ Scott Adams ผู้สร้างการ์ตูน Dilbert ที่ตีพิมพ์ใน 65 ประเทศ และทำให้เขามีทรัพย์สินราว 75 ล้านดอลลาร์
.
ทั้งที่ Adams ยอมรับเองว่าเขาไม่ได้อยู่ใน 1% บนสุดของอะไรเลย เขาวาดรูปไม่ได้เก่งที่สุด ตัวการ์ตูนของเขาเป็นแค่รูปคนแท่งๆ ที่ต่างกันแค่ทรงผมกับจมูก ให้เขาอยู่ท็อป 10% ของฝีมือวาด
.
เขาไม่ใช่เซียนธุรกิจ แต่จบบริหารจาก UC Berkeley ก็ให้ท็อป 5%
.
เขาไม่ใช่คนตลกที่สุด แต่การ์ตูนของเขาขำพอจะอยู่ได้หลายปี ก็ให้อีกท็อป 5%
.
Adams สรุปเองว่า พอเอาทักษะธุรกิจระดับธรรมดา ความขยัน ความกล้าเสี่ยง และอารมณ์ขันพอใช้ได้มารวมกัน เขากลายเป็นคนที่ค่อนข้างมีหนึ่งเดียว และความเป็นหนึ่งเดียวนั้นมีมูลค่าทางการค้า
.
ไอเดียคือปรับเป้าใหม่ เลิกหวังเป็นท็อป 1% แล้วตั้งเป้าเป็นท็อป 10 ถึง 15% ของสามสี่ทักษะที่เสริมกันได้ เพราะการได้ท็อป 5% ของทักษะเดียวมันก็แค่ทำให้คุณยืนอยู่ท่ามกลางคนเก่งคนอื่นๆ ที่เหมือนคุณ ไม่มีอะไรโดดเด่น
.
แต่คนที่ท็อป 10 ถึง 15% ของหลายทักษะที่ไม่มีใครมีครบเหมือนกัน ต่างหากที่หาตัวจับยาก โบนัสหวานๆ คือการขึ้นไปท็อป 10 ถึง 15% นั้นง่ายกว่าการขึ้นท็อป 1% เยอะ บางทีแค่อ่านหนังสือสองสามเล่มในเรื่องหนึ่งคุณก็รู้มากกว่าคน 95% แล้ว
.
มีงานวิจัยของ Boston Consulting Group ปี 2017 ที่พบว่าบริษัทที่มีทักษะและภูมิหลังหลากหลายทำรายได้มากกว่าถึง 19%
.
ลองนึกถึงนักเขียน นักเขียนระดับท็อป 5% เขียนเก่งมากแต่ไม่มีวันดัง เพราะยังสู้ท็อป 1% ไม่ได้และไม่มีช่องทางให้คนเจอ แต่ถ้านักเขียนคนนั้นเขียนโค้ด HTML ได้นิดหน่อยและรู้จักใช้โซเชียลมีเดีย เขาสร้างบล็อกโชว์งานตัวเองได้ สร้างแบรนด์ได้ ปล่อยงานให้คนทั่วโลกเห็นได้ และพอเติมไหวพริบทางธุรกิจเข้าไปอีกหน่อย เขาก็เปลี่ยนงานเขียนเป็นรายได้จริงได้
.
นักเขียนคนนั้นอาจอยู่แค่ท็อป 5% ของฝีมือเขียน แต่กองทักษะที่เขาสะสมไว้ทำให้เขาไปได้ไกลกว่าคนที่เขียนเก่งกว่าหลายเท่า
.
.
17. คนรอบตัวกำหนดชะตา และคนที่อันตรายที่สุดคือ "Negative Nancy"
.
เราชอบคิดว่าความสำเร็จของเราเป็นผลของความสามารถและความมุ่งมั่นล้วนๆ แต่ Hollins บอกตรงๆ ว่านั่นเป็นการให้เครดิตตัวเองมากเกินไป
.
มีงานวิจัยของ New England Journal of Medicine ที่ตามคน 12,067 คนนาน 32 ปี พบว่าเวลาเพื่อนน้ำหนักขึ้น โอกาสที่เราจะอ้วนตามเพิ่มขึ้น 57% และถ้าเป็นเพื่อนสนิทมากๆ ตัวเลขนั้นพุ่งไปถึง 171% คนรอบตัวมีอิทธิพลต่อเราตลอดวันตลอดคืน ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่
.
ในบรรดาคนที่ฉุดเราไว้ คนที่อันตรายที่สุดคือพวก "Negative Nancy" คนที่คอยบอกว่าทำไม่ได้หรอก เป็นไปไม่ได้หรอก จะเหนื่อยทำไม พอเราได้ยินบ่อยๆ มันก็ค่อยๆ ซึมเข้ามาเป็นมุมมองของเราเอง
.
ที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือ ความลบส่วนใหญ่ที่คนพ่นใส่เราไม่ได้เกี่ยวกับความสามารถของเราเลย แต่เกี่ยวกับความกลัวและความรู้สึกไม่มั่นคงของเขาเอง สัญชาตญาณมนุษย์คือเชียร์คนอื่น จนถึงจุดที่คนๆ นั้นเริ่มจะแซงเรา พอใกล้สำเร็จเมื่อไหร่ คนพวกนี้กลับกลายเป็นนักวิจารณ์ที่ดุที่สุดของคุณทันที
.
ความลบเกือบทั้งหมดของคนคนหนึ่งมักงอกมาจากความกลัวสามอย่าง กลัวไม่ได้รับการเคารพ กลัวไม่มีใครรัก และกลัวว่าเรื่องร้ายจะเกิดขึ้น
.
พอเข้าใจว่าคำตำหนิของเขามาจากความทุกข์ในใจเขาเอง เราก็จะเห็นว่ามันเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา และไม่ควรปล่อยให้มันมาถ่วงเรา คนลบเหยียบเบรกตลอดเวลา ส่วนคนบวกเหยียบคันเร่งให้คุณ พวกเขาพยายามผลักคุณไปทางความเชื่อมั่นเวลาคุณเริ่มสงสัยตัวเอง
.
ทางออกง่ายพอๆ กับคำถาม วางเรื่องความรู้สึกผิด ภาระผูกพัน หนี้ทางใจ และความสัมพันธ์อันยาวนานไว้ก่อน คุณอยากให้คนพวกนี้อยู่ในชีวิตจริงๆ เหรอ แน่นอนว่ามันพูดง่ายกว่าทำ โดยเฉพาะถ้าคนลบเป็นคนในครอบครัว แต่อย่างน้อยให้ลดเวลาที่ต้องอยู่ใกล้พวกเขา และเรียนรู้ที่จะฟังสารที่แท้จริงเบื้องหลังความลบนั้น เพราะมันไม่ได้เกี่ยวกับคุณเลย
.
.
18. หาแบบอย่าง หาพี่เลี้ยง หา "แหล่งบ่มเพาะ" แล้วออกแบบพื้นที่กายภาพให้ตัวเอง
.
พอกำจัดเสียงลบออกไปแล้ว ขั้นต่อไปคือเติมเสียงบวกเข้ามาแทน เริ่มจากการหา "แบบอย่าง" ใครสักคนที่ไปถึงเป้าที่คุณอยากไปแล้ว แล้วสังเกตเขาอย่างตั้งใจ ดูพฤติกรรมภายนอกของเขา ดูว่าเขาให้ค่ากับอะไร และดูสภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมเขามา
.
ถ้าอยากเป็นนักเชลโล การศึกษาวินัยการซ้อมของ Yo-Yo Ma ก็เป็นจุดเริ่มที่ดี เขาเริ่มเล่นเชลโลตั้งแต่อายุสี่ขวบ และพ่อแม่ทั้งคู่เป็นนักดนตรีอาชีพ
.
ตรงนี้ Hollins เตือนให้วิเคราะห์สภาพแวดล้อมตอนที่เขากำลัง "สร้าง" ทักษะ ไม่ใช่ตอนที่เขาเป็นปรมาจารย์ไปแล้ว
.
ขั้นถัดมาคือหา "พี่เลี้ยง" ตัวจริง คนที่ให้คำแนะนำส่วนตัวจากประสบการณ์ตรงได้ และพี่เลี้ยงที่ดีควรเป็นคนที่ไต่ขึ้นมาจากศูนย์ด้วยความพยายาม ไม่ใช่คนที่ได้มาเพราะพรสวรรค์ล้วนๆ
.
เหตุผลคือ คนที่ต้องเรียนทุกอย่างเองตั้งแต่ต้นเข้าใจขั้นตอนแต่ละขั้นได้ลึกและอธิบายได้ดีกว่า ในขณะที่พวกอัจฉริยะมักทำสิ่งต่างๆ ด้วยสัญชาตญาณจนอธิบายไม่ถูก
.
Hollins เปรียบว่าให้เชื่อนักบาสสูง 5 ฟุต 8 มากกว่าคนสูง 7 ฟุต 2 เพราะคนเตี้ยกว่าต้องพัฒนาทักษะที่ลึกกว่าเพื่อชดเชยข้อเสียเปรียบ มีคำพูดที่ว่า "ความสูงสอนกันไม่ได้"
.
มีทฤษฎีที่น่าสนใจว่าคุณคือค่าเฉลี่ยของห้าคนที่คุณใช้เวลาด้วยมากที่สุด คุณจึงไม่ควรเป็นสมาชิกที่ "เก่งที่สุด" ในกลุ่มไหนเลย เพราะนั่นแปลว่าค่าเฉลี่ยของคนอื่นกำลังถ่วงคุณลง และถ้าทำได้
.
ขั้นสูงสุดคือหา "แหล่งบ่มเพาะ" Daniel Coyle เจ้าของหนังสือ The Talent Code ยกตัวอย่างสมาคมช่างฝีมือในฟลอเรนซ์ยุคที่ปั้น Leonardo da Vinci ออกมา และนักฟุตบอลบราซิลที่ฝึกกับ futsal ลูกเล็กกว่าแต่หนักกว่าในสนามเล็กกว่า ทำให้ต้องสัมผัสบอลถี่ขึ้นและแม่นยำขึ้น พอกลับไปเล่นบอลปกติในสนามปกติ ฝีมือจึงโดดเด่น ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ แม้แต่คนที่แย่ที่สุดในกลุ่มก็ยังเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของโลกทั้งใบ
.
สุดท้ายคือสภาพแวดล้อมกายภาพ ตรงนี้ Hollins ให้สมมติฐานว่าคุณควบคุมตัวเองไม่ได้เลย แล้วออกแบบพื้นที่ให้กันพลาด
.
มีงานวิจัยของ Brian Wansink แห่ง Cornell ปี 2006 ที่พบว่าแค่เปลี่ยนจานจากเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 นิ้วเป็น 10 นิ้ว คนกินน้อยลง 22% หลักการคือทำให้สิ่งที่อยากทำง่ายขึ้น และสิ่งที่ไม่อยากทำยากขึ้น อยากซ้อมดนตรีก็วางเครื่องดนตรีไว้กลางห้อง อยากออกกำลังก็วางกระเป๋ายิมไว้หน้าประตู อยากเลิกกินขนมก็เอาช็อกโกแลตไปซ่อนในกล่องห้าชั้นในตู้
.
Mihaly Csikszentmihalyi เจ้าของหนังสือ Flow เรียกสิ่งนี้ว่าการปรับ "พลังกระตุ้น" ลดพลังที่ต้องใช้เพื่อเริ่มสิ่งดี และเพิ่มพลังที่ต้องใช้เพื่อเริ่มสิ่งไม่ดี
.
.
19. ตั้งความคาดหวังให้ตรงความจริง เพราะทางลัดไม่มี และทุกอย่างมีราคา
.
การเรียนรู้นั้นง่ายมาก แค่ดีดนิ้วมันก็เกิดขึ้น แล้วทั้งโลกก็อยู่อย่างมีความสุขตลอดกาล ขอบคุณที่อ่านครับ ...
.
ถ้าประโยคข้างบนทำให้คุณยิ้ม นั่นแหละคือประเด็น ความคิดที่ว่าการเรียนรู้เป็นเรื่องง่ายคือความคาดหวังที่ต้องจัดการตั้งแต่ต้น อะไรก็เป็นไปได้ แต่ไม่มีอะไรง่าย คนส่วนใหญ่ท้อแล้วเลิกเพราะมันยากกว่าที่คิด หรือรู้สึกว่าตัวเองน่าจะเก่งเร็วกว่านี้
.
ตัวเลขพอจะช่วยตั้งหลักได้ งานวิจัยจาก University College London พบว่าโดยเฉลี่ยใช้เวลาราว 66 วันกว่าพฤติกรรมใหม่จะกลายเป็นนิสัย และงานอื่นชี้ว่าใช้เวลาราว 25 ถึง 30 ชั่วโมงในการเอาชนะพื้นฐานของทักษะใหม่ ดูบนกระดาษแล้วพอไหว
.
เป้าหมายคือตั้งความคาดหวังที่สมเหตุสมผลกับสถานการณ์ของคุณ อย่าดูถูกตัวเองเกินไป แต่ก็อย่าประเมินตัวเองสูงเกินไป และอย่าเอาตัวเองไปเทียบกับความสำเร็จของคนอื่น เพราะแต่ละคนเริ่มจากพรสวรรค์และภูมิหลังที่ต่างกัน
.
หัวใจอีกอย่างคือยอมรับว่าข้างหน้าคือทางยาว อย่าหวังทางลัด อย่าหวังโชคช่วย
.
มีคำถามในหมู่นักดนตรีว่า "ไปถึง Carnegie Hall ได้ยังไง" คนถามคาดหวังคำตอบเก๋ๆ สั้นๆ แต่คำตอบจริงคือ "หลายปีของความทุ่มเท การทำงานหนัก และการยอมทิ้งทุกอย่างที่เหลือ" ดังที่ Zig Ziglar พูดไว้ว่า ลิฟต์สู่ความสำเร็จเสียอยู่ตลอด แต่บันไดเปิดให้ใช้เสมอ และอย่ารู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์ในความสำเร็จ ความขยันเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่ง ไม่ใช่ใบรับประกัน
.
เรื่องสุดท้ายที่ต้องเข้าใจคือทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่าย เรียกว่า "ค่าเสียโอกาส" สิ่งที่คุณต้องสละเพื่อแลกกับการได้เรียน อาจเป็นเรื่องเล็กอย่างเวลานอนเล่นบนโซฟา หรือเรื่องใหญ่อย่างเวลากับครอบครัว เงินซื้ออุปกรณ์ หรือนิสัยเก่าๆ ที่ต้องเลิก
.
.
20. ทนความสับสนให้ได้ และจงเป็น "มือใหม่" ที่ไม่รู้อะไรเลยตลอดเวลา
.
เหตุผลหนึ่งที่การเรียนหยุดลงคือคนเราไม่ชอบความรู้สึกสับสน ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหน ไม่รู้ว่าจะพาไอเดียไปทางไหน มันอึดอัดและไม่สนุกเอาเสียเลย
.
Michael Gelb เจ้าของหนังสือ How to Think Like Leonardo da Vinci เรียกความสามารถนี้ว่า "ความอึดทนต่อความสับสน" หรือ confusion endurance ความสามารถที่จะอยู่กับงานต่อไปแทนที่จะทิ้งมันเมื่อเริ่มยาก
.
ลองนึกภาพคุณยืนอยู่กลางห้องที่เต็มไปด้วยกล่องรกๆ ต้องจัดต้องเก็บ ความรู้สึกถูกล้อมด้วยความวุ่นวายมันอึดอัดจนบางคนหายใจไม่ทัน นั่นคือทางแยกที่คุณต้องเลือก ถ้าคุณทนความวุ่นวายจากกองที่ระเกะระกะนี้ไม่ได้ คุณก็จะไม่อยู่กับมันนานพอจะหาทางออกเจอ
.
แต่ถ้าคุณค่อยๆ จัด ค่อยๆ แยกประเภท ทีละกล่องทีละกล่อง คุณก็จะค่อยๆ เข้าใกล้คำตอบ confusion endurance คือการมีแรงพอจะลงมือทำและทำต่อไปในช่วงยากๆ แทนที่จะนั่งรอแรงบันดาลใจ
.
ความคิดในเล่มคือ "คุณไม่รู้อะไรเลย" นี่คือการสวมหมวกนักเรียนตลอดกาลในทุกสถานการณ์ นักเรียนนั้นถ่อมตัว พร้อมฟัง และเปิดใจรับมุมมองใหม่
.
การบอกตัวเองว่า "ฉันไม่รู้อะไรเลย และฉันพร้อมจะฟังคุณจริงๆ" ไม่ได้ลดค่าตัวคุณ มันแค่จัดวางคุณให้อยู่ในตำแหน่งที่เรียนรู้และพัฒนาต่อได้ทีละนิด แนวคิดนี้มาจากเซน คือการมีทัศนคติเปิดกว้างและกระหายใคร่รู้แบบมือใหม่ แม้คุณจะศึกษาเรื่องนั้นมานานแล้วก็ตาม
.
ปัญหาของการเป็นผู้เชี่ยวชาญคือ มันมักทำให้เรารู้สึกว่าไม่ต้องเรียนอะไรอีกแล้ว เราคิดว่าตัวเองไปถึงสุดทางความรู้แล้ว ใครมาบอกว่ายังเรียนได้อีกก็เหมือนดูถูกกัน จิตใจมือใหม่ปลดล็อกพลังที่สำคัญคือ "การกล้าถามคำถามโง่ๆ"
.
พอคุณกล้าถามคำถามที่ดูโง่ ทุกอย่างก็ถูกวางออกมาบนโต๊ะอย่างชัดเจน ไม่เหลือไว้ให้เดาหรือสมมติ บางครั้งการได้เห็นข้อมูลเดิมจากมุมใหม่นี่แหละคือสิ่งเดียวที่คุณต้องการเพื่อทะลุเพดานที่ติดอยู่ ไม่ว่าคุณจะอยู่ตรงไหนหรือเก่งแค่ไหน จงเชื่อว่าคุณยังไม่รู้อะไรเลย แล้วคุณจะเข้าหาทุกการเรียนรู้ด้วยสายตาที่ต่างไปอย่างสิ้นเชิง
.
.
.
.
#SuccessStrategies

Pond Apiwat Atichat

บัณฑิตศิลปศาสตร์เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 8 หลักกลางๆ และเจ้าของเพจ Success Strategies กลยุทธ์แห่งความสำเร็จ

https://www.facebook.com/pond.atichat
Next
Next

สรุป 13 ข้อคิดจากหนังสือ The 10 Pillars of Wealth สิบเสาหลักแห่งความมั่งคั่ง เขียนโดย Alex Becker