สรุป 13 ข้อคิดจากหนังสือ The 10 Pillars of Wealth สิบเสาหลักแห่งความมั่งคั่ง เขียนโดย Alex Becker
Alex Becker เดินออกจากกองทัพอากาศอเมริกันตอนอายุยี่สิบสาม พร้อมเงินติดตัวก้อนสุดท้ายเพียงราวหกพันดอลลาร์ ในกองทัพเขามีตำแหน่งเป็นนักดับเพลิงประจำเครื่องบิน แต่เอาเข้าจริงแล้วเวลาเกือบทั้งหมดกลับหมดไปกับการล้างรถดับเพลิงและขัดห้องน้ำ จนเกลียดงานนั้นเข้ากระดูกดำ
.
และความเกลียดนี้เองที่ผลักให้เขาไปเรียนรู้เรื่อง SEO แล้วต่อยอดมาเป็นธุรกิจซอฟต์แวร์ จนกลายเป็นเศรษฐีเงินล้านตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสามสิบ
.
Becker บอกว่าเส้นแบ่งระหว่างคนรวยกับคนที่ไม่รวยไม่ได้อยู่ที่โชค พรสวรรค์ หรือไอเดียอัจฉริยะ แต่อยู่ที่ชุดความเชื่อและกรอบความคิดที่คนรวยทุกคนมีเหมือนกัน และคนทั่วไปกลับไม่มี เขาเรียกความเชื่อเหล่านี้ว่า "เสาหลัก" เปรียบเหมือนเสาที่ค้ำยันวิหารกรีกเอาไว้ทั้งหลัง
.
ตัวร้ายประจำเล่มคือคนที่เขาเรียกว่า Traffic Fighter หรือคนที่ตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างไปนั่งรถติดและด่าคันข้างหน้า ทำงานตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็นในงานที่ตัวเองเกลียด ไม่ได้ถึงกับยากจน แต่ก็ไม่เคยได้ลิ้มรสความเป็นอิสระ
.
น้ำเสียงของหนังสือดิบ ตรง และกวนประสาทแบบจงใจ เพราะเขาพร้อมจะด่าคนอ่านเพื่อปลุกให้ตื่น โครงสร้างของเล่มแบ่งออกเป็นสิบเสาหลักที่ว่าด้วยกรอบความคิด บวกด้วยเสาหลักลับที่ว่าด้วยการตัดสินใจ และปิดท้ายด้วยบทพิเศษว่าด้วยวิธีเริ่มต้นธุรกิจจริงๆ
.
และต่อไปนี้คือ 13 ข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้ครับ
.
.
====================
.
1. ความรวยเป็นทักษะที่ฝึกได้ เหมือนการเล่นเกม
.
Becker เปิดเล่มด้วยการชี้ไปที่ความเชื่อพิษร้ายที่ถูกฝังอยู่ในหัวของคนส่วนใหญ่ นั่นคือความคิดที่ว่าการจะรวยได้ต้องมีอะไรบางอย่างที่พิเศษเกิดขึ้นเสมอ ต้องโชคดี ต้องเป็นอัจฉริยะ ต้องเจอช่องโหว่ หรือต้องเกิดมาเป็นคนพิเศษ ความเชื่อแบบนี้บอกกลายๆ ว่าคนธรรมดาที่ขยันก็ไม่มีทางรวยได้ เพราะความสำเร็จไม่ได้อยู่ในมือของเราตั้งแต่แรก และเขาบอกว่าความเชื่อนี้แหละที่ฆ่าโอกาสของคน 99 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ก่อนจะได้เริ่มลงมือทำอะไรเสียด้วยซ้ำ
.
จุดที่เขาอยากแก้คือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า "ยาก" เพราะคนส่วนใหญ่มองการหาเงินเหมือนการเล่นสล็อตแมชชีนที่ลาสเวกัส คือยากในความหมายว่าโอกาสชนะมีน้อยและขึ้นอยู่กับดวงล้วนๆ แต่ Becker กลับบอกว่าที่จริงแล้วการหาเงินมันยากแบบเดียวกับการเล่นวิดีโอเกมมากกว่า
.
ในฐานะที่เขาเองเป็นเกมเมอร์ตัวยง เขาเคยเห็นคนที่ขี้เกียจและดูไร้ค่าในชีวิตจริงกลายเป็นเทพในเกมออนไลน์มาแล้ว เพราะอะไรน่ะหรือ เพราะเขาเชื่อว่าตัวเองเก่งได้ แล้วเล่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเก่งขึ้นมาจริงๆ ส่วนเรื่องเงินเองก็เป็นเกมลักษณะเดียวกัน ถ้าทุ่มเวลาและพลังลงไปมากพอ คุณก็จะเก่งขึ้นได้อย่างแน่นอน ความเชื่อเป็นตัวขับเคลื่อนการกระทำ และการกระทำก็เป็นตัวสร้างผลลัพธ์ขึ้นมา
.
นี่เป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ให้เห็นได้ทุกเช้าของวันธรรมดาในเวลาแปดโมง เมื่อคนเป็นล้านลุกขึ้นมาขับรถฝ่าการจราจรไปนั่งทำงานในออฟฟิศสีกลางๆ ที่มีคนคอยสั่งให้ทำโน่นทำนี่ตลอดทั้งวัน หาเงินได้แค่พอจ่ายบิลแต่ไม่เคยพอจะได้ทุกอย่างที่ต้องการ แล้วก็วนเวียนอยู่แบบนั้นไปจนถึงวันเกษียณ เหตุผลที่พวกเขายอมใช้ชีวิตเช่นนี้ก็เพราะเชื่อว่าชีวิตแปดโมงถึงห้าโมงคือทางเลือกที่ดีที่สุด หรือกระทั่งเป็นทางเลือกเดียวที่พวกเขามี
.
สิ่งที่จุดไฟให้คนลุกขึ้นมาเปลี่ยนได้จริงๆ จึงมักไม่ได้มาจากความอยากรวย แต่มาจากความเจ็บปวด Becker เล่าว่าตัวเขาเองเปลี่ยนได้เพราะทนงานในกองทัพต่อไปไม่ไหว และทนต่อภาพที่ตัวเองจะถูกมองว่าเป็นคนล้มเหลวไปทั้งชีวิตไม่ได้ เขาเทียบให้เห็นภาพว่า คนสูบบุหรี่หลายคนเลิกได้ทันทีในวันที่หมอบอกว่าเป็นมะเร็งปอด หรือคนเรามักรีบกินยาตอนป่วยแต่กลับลืมกินวิตามินตอนที่ยังสบายดี ความเจ็บที่มากพอนั่นเองที่ทำให้คนยอมขัดต่อทุกสิ่งที่เคยถูกสอนมาตลอดชีวิต
.
.
2. ปฏิเสธการรวยแบบช้าๆ
.
เสาหลักแรกว่าด้วยการเลิกเชื่อในสูตรชีวิตที่ทุกคนพยายามยัดเยียดให้เรา นั่นคือ เรียนเก่ง เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ หางานดีๆ ทำงานหนัก เก็บเงิน แล้วค่อยเกษียณตอนอายุหกสิบห้า สูตรนี้ถูกขายในนามของหนทางที่ปลอดภัยและความเสี่ยงต่ำ ในขณะที่การทำธุรกิจกลับถูกวาดภาพให้ดูเสี่ยงราวกับการเล่นหวย
.
แต่ Becker เถียงกลับว่า การรวยช้าต่างหากที่เป็นการพนันก้อนโตของชีวิต เพราะมันเปรียบเหมือนการก่อปราสาททรายทางการเงินไปเรื่อยๆ นานถึงสามสิบปี แล้วได้แต่ภาวนาว่าฝนจะไม่ตกลงมาซ้ำ
.
เพื่อให้เห็นภาพ เขาไล่ให้ดูทีละข้อว่ามีอะไรบ้างที่ต้องไม่เกิดขึ้นเลยตลอดสามสิบปีนั้น คุณต้องไม่ตาย ต้องไม่ถูกไล่ออก ต้องไม่ถูกลดคน งานต้องไม่ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี และบริษัทที่คุณทำต้องอยู่รอด เศรษฐกิจต้องไม่พัง ค่าเงินต้องแข็ง ซึ่งตัวแปรเหล่านี้ล้วนอยู่นอกเหนือการควบคุมของคุณทั้งสิ้น Becker ยกตัวอย่างว่าญาติของเขาเองต่างถูกเลิกจ้างกันถ้วนหน้าเพราะเศรษฐกิจหรือบริษัทล่ม และยิ่งคุณใช้เวลาสร้างนานเท่าไร โอกาสที่ฝนจะตกลงมาใส่ก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
.
ในทางกลับกัน เขาบอกว่าการรวยเร็วผ่านการทำธุรกิจกลับมีความเสี่ยงต่ำ ด้วยเหตุผลเพียงข้อเดียว คือคุณเป็นคนควบคุมทุกอย่างเอง สมองของคุณ สิ่งที่คุณเรียนรู้ และความหนักที่คุณทุ่มลงไป ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นตัวกำหนดว่าคุณจะหาเงินได้มากแค่ไหน
.
Becker ยังแยกความเสี่ยงออกเป็นสองแบบเพื่อให้เห็นชัดขึ้น ความเสี่ยงที่ดีคือความเสี่ยงที่คุณคุมได้ด้วยการวางแผนและการมองการณ์ไกล ส่วนความเสี่ยงที่เลวร้ายคือความเสี่ยงที่คุณปล่อยให้คนอื่นเป็นคนคุมแทน และเมื่อมองในมุมนี้ การนั่งทำงานประจำที่เกลียดไปทั้งชีวิตจึงตั้งอยู่บนกองความเสี่ยงที่เลวร้ายล้วนๆ
.
หัวใจของบทนี้สรุปอยู่ในสามข้อ คุณควบคุมชีวิตของตัวเองได้ คุณเก่งขึ้นกับอะไรก็ได้ และคุณได้รับอนุญาตให้ล้มเหลว Becker บอกว่าข่าวดีของการรวยเร็วก็คือคุณทำถูกแค่ครั้งเดียวก็เพียงพอแล้ว ต่อให้ล้มเหลวมาสิบครั้ง แต่ถ้าครั้งที่สิบเอ็ดสำเร็จ คุณก็รวยไปได้ตลอดชีวิต
.
เขาเล่าถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำงานพาร์ตไทม์ที่ Costco และใช้ชีวิตอยู่ด้วยค่าใช้จ่ายเพียงเดือนละไม่กี่ร้อยดอลลาร์ เธอลองทำธุรกิจล้มแล้วล้มอีกอยู่สองปี แต่เพราะค่าครองชีพต่ำมาก การล้มจึงไม่เคยทำให้เธอหมดตัว และในที่สุดความพยายามครั้งที่หกก็สำเร็จ จากนั้นอีกเพียงสองปีต่อมาเธอก็กลายเป็นเศรษฐี
.
.
3. แยกเวลาออกจากเงิน
.
ในเสาหลักที่สอง Becker หยิบหนัง The Wolf of Wall Street ขึ้นมาเป็นภาพประกอบ ตัวละครอย่าง Jordan Belfort ใช้เวลาเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ไปกับการเสพยาและจัดปาร์ตี้ แต่ก็ยังทำเงินได้ในระดับเทียบเท่าร้อยล้านดอลลาร์ต่อปี ประโยคที่ว่า "เวลาคือเงิน" จึงใช้ไม่ได้เสมอไป เพราะถ้ามันจริง Jordan คงเจ๊งไปตั้งแต่หกเดือนแรก ความมั่งคั่งของเขาไม่ได้มาจากเวลาของตัวเอง แต่มาจากกองทัพนักขายที่ท่องบทขายของเขาจนขึ้นใจ แล้วยิงบทเดียวกันนั้นใส่ลูกค้าวันละหลายพันครั้ง
.
แนวคิดสำคัญตรงนี้ก็คือ ในหนึ่งวันเราทุกคนมีเวลาเท่ากันหมด และเมื่อเวลามีเพดานจำกัดเช่นนี้ คนเราจึงเหลือทางเลือกอยู่สองทาง
.
ทางแรกคือการเพิ่มมูลค่าเวลาของตัวเอง อย่างที่ทนายความ หมอ หรือนักกีฬาทำกัน LeBron James เก่งจนเวลาเพียงหนึ่งนาทีของเขามีค่าหลายพันดอลลาร์ แต่ในที่สุดแล้ว LeBron ก็มีนาทีอยู่อย่างจำกัด รายได้ของเขาจึงมีเพดาน และที่แย่ไปกว่านั้นคือคนอื่นต่างหากที่เป็นคนตัดสินว่าเวลาของคุณมีค่าแค่ไหน เพราะถ้าวันหนึ่งคนเลิกดูบาส มูลค่าของ LeBron ก็จะหายวับไปทันที
.
ส่วนทางที่สองซึ่ง Becker ยืนยันว่าเป็นทางของคนรวยตัวจริง คือการแยกเวลาออกจากรายได้โดยสิ้นเชิง แทนที่จะเอาเวลาไปทำงาน เราควรเอาเวลาไปสร้างระบบหรือเครื่องจักรที่ทำงานแทนเราได้ เพราะเครื่องจักรของคุณนั้นทำงานได้เกือบไม่จำกัดชั่วโมง และสร้างเงินได้แม้ในตอนที่คุณกำลังหลับ กำลังเที่ยว หรือกำลังออกเดต ธุรกิจของเขาเองก็อิงอยู่กับซอฟต์แวร์ การขายร้อยชุดกับขายล้านชุดใช้เวลาพอๆ กัน เพดานรายได้จึงหายไป และสิ่งที่จำกัดเหลืออยู่ก็มีเพียงขนาดของตลาดเท่านั้น
.
เพื่อตอกย้ำประเด็นนี้ เขาเล่าเรื่องของ Joe กับ Nick สองนักการตลาดที่ทำเงินได้เดือนละแสนดอลลาร์เท่ากัน และต่างก็อยากขยับไปให้ถึงสองแสน
.
Joe เป็นคนดื้อที่จะทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เขาทำงานวันละสิบสองชั่วโมงและภูมิใจกับมัน แต่เพราะเวลาถูกแบ่งออกไปห้าทาง งานของเขาจึงไม่เคยดีที่สุดสักด้านเดียว และสุดท้ายก็ไปตันอยู่ที่สองแสน
.
ส่วน Nick เลือกเอาเงินสามหมื่นไปจ้างทีมงาน ทั้งนักพัฒนา นักออกแบบ ทีมซัพพอร์ต และคนทำคอนเทนต์ แล้วใช้เวลาที่เหลือไปคิดวิธีดันธุรกิจให้โต ผลคือภายในสองปี ธุรกิจของ Nick ทำเงินได้เดือนละล้านและขายทิ้งไปได้ในราคาห้าสิบล้านดอลลาร์ เพราะเวลาของเขาไม่จำเป็นต่อการทำให้ธุรกิจเดินหน้าเลย
.
คำถามสี่ข้อก่อนเริ่มธุรกิจของเขาจึงเป็นว่า ธุรกิจนี้หาเงินได้ในตอนที่คุณไม่อยู่หรือไม่ คนอื่นหรือเครื่องจักรทำแทนได้ไหม ฝึกให้คนอื่นมารันแทนได้หรือเปล่า และขยายจากร้อยดอลลาร์ไปเป็นล้านได้โดยไม่ต้องเพิ่มเวลาของคุณไหม
.
.
4. ยอมรับว่าคุณต้องเก่งกว่าคนอื่น การมีฝีมือและเครื่องมือพร้อมจะไม่มีความหมาย ถ้าใจของคุณไม่เชื่อว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มท็อปวันเปอร์เซ็นต์
.
ในเสาหลักที่สาม Becker ชวนเราจินตนาการว่าตัวเองเป็นนักแข่ง NASCAR ที่มีทุกอย่างพร้อมสรรพ ทั้งรถที่ดีที่สุด ทีมช่างที่ดีที่สุด และรถที่เร็วกว่าคันอื่นแบบผิดกติกา แต่คุณกลับมีปัญหาเพียงข้อเดียว คือไม่เชื่อว่าตัวเองจะชนะ
.
คำถามก็คือ คุณจะคว้าชัยชนะได้ไหม คำตอบคือไม่ เพราะเวลามีช่องว่างให้แซงแบบเสี่ยงเล็กน้อย คุณก็จะไม่กล้าเหยียบคันเร่ง และเวลาขับเคียงข้างมากับคู่แข่ง คุณก็จะตื่นกลัวจนถอยเอง การมีฝีมือและเครื่องมือพร้อมจึงไม่มีความหมายใดๆ เลย ถ้าใจของคุณไม่เชื่อว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มท็อปวันเปอร์เซ็นต์
.
เขาอธิบายเรื่องนี้ผ่านหลักง่ายๆ ที่ว่า ความเชื่อนำไปสู่การกระทำ และการกระทำก็นำไปสู่ผลลัพธ์ ลองคิดดูว่า ถ้าคุณเชื่อว่าตัวเองหน้าตาดี คุณก็จะวางตัวมั่นใจกับเพศตรงข้ามและได้ผลลัพธ์ตามความเชื่อนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าอยากได้ผลลัพธ์เป็นความมั่งคั่งมหาศาล คุณก็ต้องสร้างธุรกิจที่ดีกว่าธุรกิจอื่นถึง 99 เปอร์เซ็นต์ และจุดเริ่มต้นของทุกอย่างก็คือการยอมรับเสียก่อนว่าคุณต้องเก่งให้ได้
.
Becker บอกว่าความเชื่อข้อนี้ทรงพลังถึงขั้นทำให้คนโง่กลายเป็นคนรวยได้ และการขาดมันก็ทำให้อัจฉริยะกลายเป็นคนจนได้เช่นกัน เพราะคนที่เชื่อมั่นจนกล้าไล่ตามฝันที่คนปกติไม่กล้านั้น มักจะได้ลงมือในสิ่งที่คนขี้กลัวไม่มีวันยอมทำ
.
เพื่อให้เห็นว่าความเชื่อนี้แรงแค่ไหน เขาเล่าถึงเพื่อนคนหนึ่งชื่อ Com Mirza ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าทรัพย์สินเกินกว่าห้าร้อยล้านดอลลาร์ Com เคยเป็นเด็กที่ออกจากโรงเรียนกลางคัน ไม่รู้เรื่องการเขียนโค้ดหรือการทำธุรกิจเลยแม้แต่น้อย ธุรกิจแปดอันแรกของเขาล้มละลายและสร้างหนี้สินก้อนโต แต่ Com ก็ยอมรับมาตลอดว่าการจะสำเร็จได้นั้นต้องทำทุกอย่างที่จำเป็น มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ธุรกิจของเขากำลังจะถูกสั่งปิด หากหาเงินทุนกว่าหนึ่งล้านปอนด์มาไม่ได้ และหลังจากถูกนักลงทุนปฏิเสธไปเกือบหมดจนถูกไล่ออกจากห้องประชุมครั้งสุดท้าย เขาก็เดินเคาะประตูทีละห้องในตึกออฟฟิศ จนหาเงินมาได้ก่อนเส้นตายเพียงไม่กี่ชั่วโมง
.
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น Becker เสนอเครื่องมือง่ายๆ เอาไว้ว่า เวลาเจอปัญหาให้ลองถามตัวเองว่า ถ้าฉันเป็นอัจฉริยะนักธุรกิจที่ทำได้ทุกอย่างในโลก ฉันจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร เพราะคำถามนี้จะทำให้คำว่า "ฉันทำไม่ได้" หายไปจากปากแทบจะทันที
.
สมมติว่าคุณอยากเริ่มธุรกิจ แต่พูดกับคนแปลกหน้าไม่เก่ง คำตอบก็จะชัดขึ้นมาเองว่า คุณไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องฝึกฝนจนกลายเป็นนักสื่อสารที่เก่ง และพอลงมือทำจนได้เงินก้อนแรก ตามด้วยก้อนถัดมา สักวันหนึ่งคุณก็จะกลายเป็นคนเก่งจริง จนไม่ต้องคอยถามคำถามนั้นอีกต่อไป
.
.
5. ทุกอย่างที่เกิดขึ้นคือความผิดของคุณ 100%
.
เสาหลักที่สี่เริ่มต้นด้วยเรื่องเล่าที่มืดและจงใจให้สุดโต่ง โดย Becker ออกตัวไว้ก่อนว่านี่เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อตอกย้ำประเด็นเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาตัดสินใคร
.
เรื่องมีอยู่ว่า Steven เป็นพ่อที่ดีพร้อมในทุกมาตรฐานของสังคม คืนหนึ่งเขาขับรถไปรับลูกสาวที่ป่วยกลับบ้าน โดยขับผ่านสี่แยกที่มีจุดอับสายตา เขามองซ้ายมองขวาจนแน่ใจว่าปลอดภัยแล้วจึงขับออกไป แต่ในจังหวะนั้นเอง มีเด็กมหาวิทยาลัยที่เมาขับรถกระบะมาด้วยความเร็วร้อยไมล์ต่อชั่วโมงพุ่งเข้าชน Steven และลูกสาวเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนเด็กที่เมานั้นเดินจากไปได้พร้อมแผลที่หัวเพียงเล็กน้อย และคำถามก็คือ เหตุการณ์นี้เป็นความผิดของใคร
.
คำตอบของ Becker คือมันเป็นความผิดของ Steven และเขาเองที่ป้องกันมันได้ มันฟังดูโหดร้าย แต่ประเด็นที่เขาต้องการสื่อก็คือ สังคมมักจะโยนความผิดไปให้เด็กที่เมา ทั้งจับเข้าคุกและออกกฎหมายมาควบคุม ทว่าทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่าคนที่ต้องจ่ายราคาแพงที่สุดคือ Steven ไม่ใช่เด็กที่เมา เพราะการโทษคนอื่นนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วได้เลย
.
ลองคิดดูว่า ถ้า Steven คิดเผื่อไว้ล่วงหน้าว่าการขับรถดึกๆ ผ่านย่านที่เด็กเมาชอบมามั่วสุมนั้นเป็นความเสี่ยงที่ตัวเองต้องรับผิดชอบ เขาอาจจะชวนลูกให้ค้างที่บ้านเพื่อน หรือเลือกขับไปอีกเส้นทางหนึ่ง แล้วโศกนาฏกรรมครั้งนี้ก็อาจจะไม่เกิดขึ้น
.
หัวใจของบทนี้อยู่ที่สมการที่ว่า การยอมรับความผิดก็เท่ากับการได้ความควบคุมกลับคืนมา เพราะเมื่อใดที่คุณโทษคนอื่น คุณก็กำลังสละความรับผิดชอบและการควบคุมเหนือชีวิตตัวเองออกไปด้วย และในโลกของธุรกิจนั้น ไม่ว่ามันจะเป็นความผิดของใคร แต่คนที่ต้องจ่ายราคาก็คือคุณเสมอ
.
Becker เล่าว่าเขาเคยมีพนักงานคนหนึ่งที่ปล่อยปละจนทำให้ลูกค้ามูลค่ากว่าสองหมื่นดอลลาร์ไม่ได้รับบริการ ตอนนั้นเขาเลือกที่จะโทษพนักงานคนนั้น ทั้งหักเงินเดือนและขู่จะไล่ออก แต่สุดท้ายแล้ว คนที่ต้องไปขอโทษและชดเชยให้ลูกค้าก็คือตัวเขาเอง ในขณะที่พนักงานคนนั้นเดินจากไปได้อย่างสบายๆ
.
และพอเขาเปลี่ยนมาคิดว่าทุกอย่างคือความรับผิดชอบของตัวเอง เขาก็เริ่มตรวจงานของพนักงานทุกวัน ทดสอบระบบให้เรียบร้อยก่อนเปิดทุกครั้ง และปลดคนที่ทำงานไม่ได้มาตรฐานออกอย่างรวดเร็ว ด้วยวิธีคิดแบบนี้เอง เขาบอกว่าเขาสามารถป้องกันปัญหาใหญ่ๆ ได้ถึง 99 เปอร์เซ็นต์ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น และนี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมหลายคนจึงคิดว่าธุรกิจเป็นเรื่องเสี่ยง เพราะพวกเขาไม่ยอมรับความผิดนั่นเอง
.
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น Becker แนะนำให้ลองเขียนสิ่งที่อยากได้ในชีวิตพร้อมกับเหตุผลที่ยังไม่ได้มันมาลงไป แล้วเปลี่ยนประโยคจาก "ไม่มีเวลาเพราะต้องเลี้ยงลูก" ให้กลายเป็น "ฉันบริหารเวลาได้ห่วยเอง" เพราะวินาทีที่ปัญหากลายเป็นสิ่งที่คุณแก้ไขได้ มันก็จะเลิกเป็นข้ออ้างไปโดยปริยาย
.
.
6. คิดแบบคนที่เชื่อว่าโลกนี้มีเงินไม่จำกัด
.
เสาหลักที่ห้ามีความน่าสนใจตรงที่ Becker ดึงบทเรียนมาจากอาชีพแรกๆ ของเขา นั่นคือการเป็นโค้ชสอนผู้ชายจีบผู้หญิง
.
เขาสังเกตเห็นว่าผู้ชายที่จีบไม่ติดส่วนใหญ่มักมีปัญหาเดียวกัน คือมองผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าราวกับเธอเป็นผู้หญิงคนสุดท้ายในโลก ความคิดแบบนี้เองที่ทำให้พวกเขาเกร็ง กลัว และกลายเป็นคนน่าอึดอัด
.
ในขณะที่ผู้ชายที่จีบเก่งกลับวางตัวสบายๆ เพราะเขาเชื่อว่าโลกนี้มีผู้หญิงอยู่อย่างไม่จำกัด ถ้าคนนี้ไม่ชอบก็แค่ไปคุยกับคนอื่นต่อ และความเชื่อในเรื่องความอุดมสมบูรณ์นี้เองที่ใช้ได้กับเรื่องเงินด้วยเช่นกัน
.
เขาบอกตรงๆ ว่าเงินจะผลักไสคนที่มีกรอบความคิดแบบขาดแคลน เพราะคนที่คิดว่าการหาเงินเป็นเรื่องสับสน ควบคุมไม่ได้ หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้ ก็มักจะมีปัญหากับการหาเงินไปตลอด
.
ในทางตรงกันข้าม คนที่คิดแบบอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเชื่อว่าเงินที่หาได้นั้นไม่มีขีดจำกัด เงินก็จะวิ่งเข้าหาเขาเอง และนี่ก็คือเหตุผลที่คนรวยมักจะรวยขึ้น ส่วนคนจนก็มักจะจนต่อไป เพราะแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ใครสักคนจะคิดว่าตัวเองเป็นเศรษฐีพันล้านได้ โดยที่ยังไม่เชื่อก่อนว่าเงินในโลกนี้มีอยู่อย่างไม่จำกัด
.
Becker แบ่งคนในบาร์ออกเป็นสี่แบบเพื่อนำมาเทียบกับเรื่องเงิน
.
คนแบบแรกคือ Mr. Never Takes Risks ที่ไม่เคยกล้าเสี่ยงอะไรเลย ได้แต่ทำตัวกลางๆ ที่ปลอดภัยจนชีวิตจืดชืดไร้สีสัน
.
คนแบบที่สองคือ Mr. Watch But Not Do ซึ่งหนักกว่านั้น เพราะเขาได้แต่ยืนดูคนอื่นแล้วเยาะเย้ย โดยที่ตัวเองไม่กล้าลงสนามเลยแม้แต่ครั้งเดียว
.
ส่วนคนแบบที่สามคือ Mr. Brute Force ที่แม้จะห่วยแต่ก็ไม่แคร์ เขาเข้าหาผู้หญิงยี่สิบคนติดกันแล้วถูกปฏิเสธหมด แต่สุดท้ายก็ยังมีอยู่คนหนึ่งที่ตอบรับ เพราะเขาคิดว่าอย่างเลวร้ายที่สุดก็แค่ถูกปฏิเสธ ไม่ได้ถึงตาย และยังมีโอกาสให้ลองได้ไม่จำกัด ซึ่งนี่ก็คือกรอบความคิดเดียวกันกับผู้ประกอบการที่ล้มมายี่สิบครั้งแล้วมาสำเร็จในครั้งที่ยี่สิบเอ็ด เขายกตัวอย่าง Sam Walton ผู้ก่อตั้ง Walmart ที่ต้องรอจนอายุหกสิบกว่ากว่าจะ "ติด"
.
ส่วนคนแบบที่สี่อย่าง Mr. Ladies' Man คือเป้าหมายปลายทางที่เราอยากเป็น เขาเป็นคนมั่นใจ มีทักษะ และเข้าใจคน อีกทั้งยังรับความเสี่ยงแบบที่ผ่านการคำนวณมาแล้ว
.
สิ่งที่ Becker อยากให้เข้าใจก็คือ กรอบความคิดแบบอุดมสมบูรณ์นั้นไม่ได้เกี่ยวกับการมีเงินหรือการใช้เงิน เพราะต่อให้คุณจนแค่ไหนก็มีกรอบความคิดนี้ได้ ในเมื่อแก่นของมันคือการรู้ว่ายังมีหนทางหาเงินเพิ่มได้เสมอ เทคนิคหนึ่งที่เขาแนะนำคือให้ลองเขียนเช็คหนึ่งล้านดอลลาร์ขึ้นมาในใจ เวลาที่ต้องลังเลว่าจะลงทุนกับธุรกิจหรือจะเก็บเงินไว้ดี ก็ให้นึกเสมอว่าเงินก้อนนั้นกำลังจะมาถึงคุณ จากนั้นค่อยๆ เปลี่ยนโฟกัสจาก "จะเก็บเงินที่มีอยู่อย่างไร" มาเป็น "จะหาเงินเพิ่มในวันนี้อย่างไร" เพราะถ้ามัวแต่ประหยัด คุณก็จะไม่มีวันขยายอะไรได้เลย
.
.
7. เลิกถามว่า "ถ้าเกิด..." แล้วโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
.
เสาหลักที่หกถ่ายทอดผ่านเรื่องของพนักงานขายรถสองคนที่เหมือนกันแทบทุกอย่าง นั่นคือ Ben กับ Roy โดยต่างกันเพียงแค่ Ben เป็นคนที่คิดถึงแต่ "ถ้าเกิด" ในขณะที่ Roy โฟกัสกับปัญหาที่อยู่ตรงหน้า
.
ในวันแรก Ben เอาแต่นั่งดูคนอื่นขายและอ่านหนังสือทั้งวันเพราะกลัวจะพลาด ส่วน Roy เลือกที่จะลงไปคุยกับลูกค้าจริงๆ จนพบว่าตัวเองขายห่วย แล้วก็กลับบ้านไปหาวิธีแก้ใน Google
.
ในวันต่อๆ มา Ben ก็ยังคงเอาแต่ไล่แก้ปัญหาสมมติ ทั้งกลัวจะถูกฟ้องเรื่องรถมีตำหนิ และกลัวว่าลูกค้าจะโกรธ ในขณะที่ Roy กลับขายได้มากขึ้นเรื่อยๆ จากหนึ่งคัน เป็นสี่คัน และหกคัน เพราะเขาเจอปัญหาจริงแล้วแก้ไปทีละอย่าง พอถึงสิ้นเดือน Ben จึงถูกไล่ออกทั้งที่ไม่เคยทำอะไรผิดเลย ก็เพราะเขาไม่เคยขายรถได้สักคันนั่นเอง
.
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เขายกตัวอย่างจริงของ Kotton Grammer ที่เข้ามาในกลุ่มของ Becker ในตอนที่ตกงานและเกือบถังแตก แต่แทนที่จะมัวแต่ถามคำถามเรื่องการขายอยู่เป็นเดือนๆ เหมือนคนอื่น Kotton กลับเลือกที่จะยกหูโทรไปขายเลยทันที
.
ผลก็คือภายในหนึ่งปี เขาทำกำไรได้เดือนละกว่าแสนดอลลาร์จากการขายบริการ SEO และในปีถัดมาก็ทะลุไปถึงสี่แสนดอลลาร์ต่อเดือน ทั้งหมดนี้ก็เพราะเขาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปทีละข้อ โดยเริ่มจากการหาลูกค้า แล้วจึงค่อยขยับไปเรื่องการให้บริการ
.
ด้วยเหตุนี้ Becker จึงเสนอให้เราเปลี่ยนนิยามของคำว่าความผิดพลาดเสียใหม่ ให้มันหมายถึงบทเรียนที่จะทำเงินให้คุณในอนาคต แทนที่จะเป็นข้ออ้างที่ทำให้ไม่ลงมือ และเขาก็ย้ำว่ายิ่งคุณทำพลาดได้เร็วเท่าไร คุณก็จะยิ่งประสบความสำเร็จเร็วขึ้นเท่านั้น
.
วิธีกำจัด "ถ้าเกิด" ที่ขี้ขลาดออกไปก็คือการแทนที่มันด้วย "ถ้าเกิด" ที่เจ็บปวดยิ่งกว่า เช่น ถ้าเกิดฉันไม่ยอมลงมือทำอะไรเลย ถ้าเกิดฉันต้องจนไปตลอดชีวิต ถ้าเกิดฉันต้องทำงานที่เกลียดต่อไปอีกสามสิบปี หรือถ้าเกิดในวันตายฉันต้องมานั่งเสียใจที่ไม่เคยได้ลองทำ
.
Becker อธิบายว่ามนุษย์เราถูกขับเคลื่อนด้วยการหนีความเจ็บปวดมากกว่าการไล่ตามความสุข เทคนิคหนึ่งที่เขาแนะนำคือให้เขียน "ย่อหน้าแห่งการกระทำ" สั้นๆ ขึ้นมา อย่างเช่น "ปัญหาเดียวของฉันคือการหาลูกค้า ฉันต้องเรียนรู้แค่เรื่องการขาย และต้องโทรหา อีเมลหา และไปงานเครือข่ายธุรกิจทุกครั้งที่มีโอกาส" แล้วก็ท่องประโยคนี้ซ้ำๆ ทุกครั้งที่มี "ถ้าเกิด" โผล่เข้ามากวนใจ
.
.
8. วาดแผนที่ของการกระทำที่พาไปถึงเป้าหมาย
.
เสาหลักที่เจ็ดชี้ให้เห็นว่าคนรวยมักเก่งในเรื่องการตั้งเป้าหมายและการวาดแผนไปสู่เป้าหมายนั้นมากกว่าคนทั่วไป Becker สังเกตว่าคนที่มีรายได้น้อยมักจะมีเป้าหมายระยะสั้น หรือไม่ก็มีเป้าหมายที่ใหญ่โตแต่กลับไม่มีแผนการใดๆ ที่จะไปให้ถึง
.
บางคนอยากเป็นนักเขียนหนังสือขายดีแต่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะตีพิมพ์หนังสืออย่างไร หรือบางคนอยากเปิดร้านแต่ก็ไม่รู้ว่าจะเลือกทำเลที่ตั้งอย่างไรดี และสุดท้ายพวกเขาก็มักจะล้มเลิกไป เพราะรู้สึกท่วมท้นไปกับทางเลือกที่สับสน Becker จึงบอกว่าที่จริงแล้ว การสร้างแผนเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้นสำคัญยิ่งกว่าตัวเป้าหมายเสียอีก
.
เขาย้ำว่าเหตุการณ์ใหญ่ๆ ในชีวิตของคนรวยนั้นแทบไม่เคยเกิดขึ้นภายในวันเดียว แต่มันคือผลรวมของการกระทำเล็กๆ นับร้อยที่สั่งสมมาเป็นเดือนเป็นปี
.
การที่ใครสักคนขายบริษัทซอฟต์แวร์ได้ในราคาร้อยล้านดอลลาร์นั้น ไม่ได้เกิดจากการขายเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากการคิดไอเดีย การเขียนโค้ดอยู่หกเดือน การจ้างทีมที่ใช่ การซื้อโฆษณาที่ถูกจุด และเรื่องเล็กๆ อีกหลายสิบอย่างประกอบกัน
.
ในขณะที่ Traffic Fighter มักมองเห็นแต่เพียง "ช่วงเวลาแห่งความสำเร็จ" หรือภาพในตอนที่ตัวเองรวยแล้ว แต่พอถามถึงรายละเอียดว่าจะหาเงินได้เท่าไร จะขายอะไร และลูกค้าคือใคร ทุกอย่างก็กลับกลายเป็นเครื่องหมายคำถามก้อนใหญ่
.
เขาจึงเสนอแบบฝึกหัดสามขั้นตอน
.
โดยขั้นแรกคือให้นิยามเป้าหมายใหญ่ออกมาจากไลฟ์สไตล์ที่อยากได้ แล้วลองหาราคาของแต่ละอย่าง ก่อนจะแปลงมันออกมาเป็นเป้ารายได้ที่ชัดเจน เขายกตัวอย่างว่า ถ้าอยากได้ทุกอย่างในชีวิตจริงๆ แล้วต้องใช้เงินถึงห้าล้านดอลลาร์ คำถามถัดไปก็คือ จะไปหาเงินก้อนนี้มาจากธุรกิจอะไร สมมติว่าเลือกขายโปรตีนผงในราคาขวดละ 47 ดอลลาร์ให้กับชาว crossfit เป้าหมายใหญ่ก็จะกลายเป็นว่าต้องขายให้ได้ถึง 106,383 ขวด
.
จากนั้นในขั้นที่สองคือการแตกมันออกเป็นเป้าหมายย่อยห้าข้อ ทั้งการคิดสูตร การสร้างระบบขาย การหาวิธีโฆษณา การสร้างแบรนด์ และการนำไปวางขายในร้านใหญ่ๆ
.
ส่วนขั้นที่สามก็คือการแตกแต่ละเป้าหมายย่อยลงไปอีกให้กลายเป็นงานเล็กๆ ที่ลงมือทำได้จริง เช่น การค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ต การถามคนที่เคยทำมาก่อน และการโทรไปสอบถามราคากับโรงงาน และพอทำครบทุกขั้น เป้าหมายที่เคยคลุมเครือก็จะกลายเป็นแผนที่ภาพชัดเหมือนภาพระบายสีตามตัวเลข
.
.
9. โฟกัสเฉพาะสิ่งที่ทำให้คุณได้เงิน
.
ในเสาหลักที่แปด Becker ชวนเราจินตนาการถึงโลกประหลาดใบหนึ่ง ที่ซึ่งคุณจะได้เงินหนึ่งพันดอลลาร์ทุกครั้งที่วิ่งครบหนึ่งไมล์ โดยทำได้แค่วันละแปดชั่วโมงเท่านั้น คำถามก็คือ สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณควรทำคืออะไร
.
คำตอบนั้นชัดเจนว่าคือการวิ่งให้เร็วที่สุด ทว่ายังมีงานอีกร้อยอย่างที่ดูเหมือนจำเป็น ทั้งการทำอาหาร การซื้อของ การซักเสื้อผ้า และการเตรียมจุดพักน้ำ ซึ่งงานเหล่านี้แม้จะจำเป็น แต่มันก็แอบขโมยเวลาวิ่งของคุณไปทีละน้อย
.
Becker คำนวณให้เห็นว่า ถ้าคุณเสียเวลาไปวันละครึ่งชั่วโมงกับการเตรียมอาหารและน้ำ คุณจะสูญเงินไปกว่าเดือนละแสนแปดหมื่นดอลลาร์ และทางแก้ก็ง่ายมาก คือจ้างคนมาเตรียมให้ในราคาเพียงวันละไม่กี่ร้อยบาท แล้วเอาเวลาทั้งหมดที่เหลือไปทุ่มให้กับการวิ่งแทน
.
หลักการที่เขาดึงออกมาจากเรื่องนี้ก็คือ ให้ระบุการกระทำที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดออกมา แล้วโฟกัสกับมันเพียงอย่างเดียว ส่วนงานที่เหลือก็มอบหมายออกไปให้คนอื่นทำ
.
Becker บอกว่าในช่วงเริ่มต้น คนมักจะทำหลายอย่างพร้อมกันไปหมด ทั้งอ่านหนังสือพัฒนาตัวเองและค้นข้อมูลอยู่สิบเรื่องในเวลาเดียวกัน จนการกระทำต่างๆ ไม่เกิดประสิทธิภาพ เพราะไม่ได้ทำในสิ่งที่ทำเงินได้จริง
.
สำหรับธุรกิจของเขาเองนั้นมีอยู่สามอย่างที่สร้างรายได้สูงสุด คือการหาลีด การขายผ่านเว็บบินาร์ และการสร้างสื่อการขาย โดยทุกชั่วโมงที่เขาขายบนเว็บบินาร์สามารถทำเงินได้เฉลี่ยถึงสามถึงห้าหมื่นดอลลาร์ เขาจึงเลือกทุ่มเวลาให้กับสามอย่างนี้ แล้วมอบหมายงานที่เหลือทั้งหมดออกไป
.
เพื่อให้เห็นภาพ เขาเปรียบเทียบคนเพียงคนเดียวว่าทำงานได้อย่างจำกัด แต่ถ้าได้นั่งบังคับหุ่นยนต์ Transformer ตัวมหึมา คุณก็จะดันตึกระฟ้าให้ล้มได้ คนหนึ่งคนนั้นทำงานได้แค่หกสิบถึงแปดสิบชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่ถ้ามีพนักงานสักสิบคน คุณจะได้เวลาทำงานมากถึงสี่ร้อยชั่วโมงต่อสัปดาห์
.
Becker ยกตัวอย่างว่าถ้าเขาจ่ายเงินให้นักพัฒนาสามหมื่นดอลลาร์ เขาแทบจะรับประกันได้เลยว่าซอฟต์แวร์นั้นจะสร้างเงินกลับมาได้ถึงสามแสน เพราะตัวเขาเองไม่มีเวลาไปเรียนเขียนโค้ด และเวลาของเขาก็มีค่ามากกว่าเมื่อนำไปใช้สั่งงานคน ในเมื่อการสั่งงานเพียงสิบห้านาทีสามารถแลกกลับมาได้เป็นงานนับร้อยชั่วโมง
.
เขายังเล่าเรื่องของ Amy นักการตลาดมือใหม่ที่ตั้งเป้าจะทำเงินให้ได้เดือนละหนึ่งหมื่นดอลลาร์จากลูกค้าสิบราย และเมื่อไล่ดูงานทั้งหมดที่เธอวางเอาไว้ ทั้งการอ่านหนังสือสี่เล่ม การฝึกทำ SEO การเรียนยิงโฆษณา การทำเว็บไซต์ และการโทรหาลูกค้า กลับมีเพียงข้อสุดท้ายเท่านั้นที่ทำให้ได้เงินจริง ในขณะที่ข้ออื่นๆ เป็นเพียงการเรียนรู้ที่ไม่มีใครจ่ายเช็คให้
.
และพอ Amy ขยับขึ้นไปถึงหมื่นดอลลาร์แล้วอยากไปต่อให้ถึงแสนดอลลาร์ เธอก็ต้องมาวิเคราะห์กันใหม่ จนพบว่าตอนนี้สิ่งที่ทำเงินได้จริงคือการปิดการขายในที่ประชุมแบบตัวต่อตัว ส่วนการโทรเย็นและการส่งอีเมลนั้นควรจ้างทีมงานมาทำแทน Becker จึงเตือนเอาไว้ว่า การกระทำที่เคยทำให้คุณรวยในวันนี้ อาจกลายเป็นสิ่งที่ฉุดรั้งไม่ให้คุณรวยยิ่งขึ้นในวันข้างหน้าก็ได้
.
.
10. เงินคืออำนาจเหนือคน คุณรวยคนเดียวไม่ได้
.
เสาหลักที่เก้าเปิดด้วยประโยคชวนสะดุ้งที่ว่า เงินไม่ใช่ของจริง หรืออย่างน้อยก็ไม่จริงในแบบที่คนทั่วไปเข้าใจกัน เพราะถ้าคุณเป็นคนเพียงคนเดียวบนโลกใบนี้ เงินก็จะไม่มีค่าหรือประโยชน์ใดๆ เลย ลองคิดดูว่า ตัวเลขที่ขึ้นๆ ลงๆ อยู่ในตลาดหุ้นสามารถทำให้คนคนหนึ่งมีอำนาจราวกับเทพเจ้า หรือไร้ค่ายิ่งกว่าคนเร่ร่อนได้ ทั้งที่มันเป็นเพียงสัญญาณบนหน้าจอเท่านั้น
.
Becker จึงสรุปว่าเงินก็คืออำนาจเหนือคนอื่น และมันคือการแลกเปลี่ยนอำนาจระหว่างผู้คน เพราะเมื่อคุณเซ็นเช็คใบหนึ่ง ก็จะมีคนมาสร้างบ้านให้คุณ หรือเมื่อผู้หญิงคนหนึ่งเซ็นเช็ค ก็จะมีคนไปจับปลาจากอีกฟากหนึ่งของโลกมาทำให้เธอกินพร้อมไวน์สักขวด
.
ความเข้าใจข้อนี้สำคัญมาก เพราะมันจะบังคับให้คุณเลิกโฟกัสที่ตัวเงิน แล้วหันมาทำความเข้าใจคนที่เป็นผู้มอบคุณค่าให้กับเงินแทน เพราะคุณรวยคนเดียวไม่ได้ คุณต้องมีคนอื่นที่อยากจะเอาเงินมาให้คุณด้วย
.
ความผิดพลาดอย่างหนึ่งของ Traffic Fighter ก็คือการพยายามหาเงินโดยไม่เข้าใจคน พวกเขามักนึกว่าเงินงอกออกมาจากการทำงานราวกับมีท่อวิเศษต่อตรงเข้าบัญชี ทั้งที่ในความเป็นจริง เงินทุกบาทที่ใครเคยได้มานั้น ล้วนเคยอยู่ในกระเป๋าของคนอื่นมาก่อน และมาจากการแลกเปลี่ยนคุณค่าที่รับรู้ร่วมกันทั้งสิ้น
.
Becker ยก Steve Jobs ขึ้นมาเป็นภาพประกอบ พร้อมกับเตือนไม่ให้เราสับสนระหว่างการเข้าใจคนกับการเป็นที่รัก เพราะในสารคดีหลายเรื่อง Jobs กลับถูกมองว่าเป็นคนที่ยากจะรักเอาเสียด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่เขามีก็คือความเข้าใจว่าคนต้องการอะไร ก่อนที่พวกเขาเองจะรู้ตัวเสียอีก
.
คนที่เขียนโค้ดให้ Apple ก็คือคนอื่น คนที่ออกแบบ คนที่สร้าง และคนที่ซื้อ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนอื่นทั้งนั้น Jobs เพียงแค่เข้าใจคนอย่างทะลุปรุโปร่ง จนรู้ว่าจะทำอย่างไรให้พวกเขาทำในสิ่งที่เขาต้องการ
.
สิ่งที่ Becker อยากให้เราตระหนักก็คือ คนรวยคือคนที่เข้าใจคน คุณจะเป็นคนใจร้าย หยาบคาย หรือไม่น่าคบในชีวิตส่วนตัวก็ได้ แต่คุณจำเป็นต้องเข้าใจคนและรู้วิธีทำให้พวกเขาทำในสิ่งที่คุณต้องการ
.
เขาจึงแนะนำให้แบ่งเวลาในแต่ละวันไปเรียนรู้เรื่องคน ทั้งเรื่องการขาย การเป็นผู้นำ และการเข้าใจอารมณ์ พร้อมกับเตือนเอาไว้ว่า ความเข้าใจคนนั้นสามารถใช้ได้ทั้งในทางดีและทางร้าย ดังนั้นเป้าหมายของเราจึงควรเป็นการเข้าใจคนเพื่อทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น ไปพร้อมๆ กับที่ตัวเราเองก็ได้เงินกลับคืนมา ไม่ใช่การเข้าใจเพื่อหลอกลวงหรือยัดเยียดของห่วยๆ ให้กับเขา
.
.
11. ถ้าจะเก่งสักเรื่อง จงเก่งเรื่องการขาย
.
ภายในเสาหลักที่เก้านี้เอง Becker ได้ตอกย้ำถึงทักษะเพียงหนึ่งเดียวที่เขายกให้เป็นพระเอกของเรื่อง นั่นก็คือการขาย เขาบอกว่าหัวใจของการได้เงินมานั้นคือปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนสองฝ่ายเสมอ ไม่ว่าจะผ่านโฆษณาในอินเทอร์เน็ต โต๊ะประชุม หรือการจับมือตกลงกันที่ Starbucks ก็ตาม
.
เพราะไม่มีดีลธุรกิจใดเกิดขึ้นได้เลยโดยปราศจากการที่ฝ่ายหนึ่งโน้มน้าวให้อีกฝ่ายควักเงินออกมา เขาชี้ให้เห็นว่ามีสินค้าห่วยๆ มากมายที่ทำเงินได้หลายล้าน และก็มีสินค้าดีเลิศจำนวนไม่น้อยที่กลับแทบไม่ได้เงินเลย ทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับว่าคุณเก่งแค่ไหนในการทำให้คนยอมจ่าย และยังรู้สึกดีที่ได้จ่ายเงินนั้นด้วย
.
เขาเตือนเอาไว้ว่าอย่ายกหน้าที่การขายให้คนอื่นทำแทน เพราะคนอื่นเขียนโค้ดให้คุณได้ ทำสินค้าให้คุณได้ แต่ไม่มีใครรู้จักสินค้าของคุณ เข้าใจกลุ่มลูกค้าของคุณ หรือแคร์ผลตอบแทนของคุณได้เท่ากับตัวคุณเอง
.
การขายจึงเปรียบเสมือนบรรทัดแรกของทุกธุรกิจ เพราะธุรกิจที่มีสินค้าดีแต่ขายไม่ได้ก็คือธุรกิจที่ตายไปแล้ว เขาบอกตรงๆ ว่าถ้าคุณขายเป็นจริงๆ คุณจะเปิดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในวันพรุ่งนี้แล้วปิดดีลมูลค่าล้านดอลลาร์ได้ภายในสัปดาห์นี้เลย แต่ในเมื่อคุณยังขายไม่เป็น การฝึกฝนการขายจึงควรเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอันดับหนึ่ง
.
จุดที่ลึกลงไปอีกขั้นก็คือ ผู้ประกอบการระดับธรรมดาจะขายแค่ตัวสินค้า ในขณะที่ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จล้นหลามจะขายอารมณ์ความรู้สึก Becker ไล่เรียงให้ดูเป็นคู่ๆ ทั้งเสิร์ชเอนจินทั่วไปกับ Google โทรศัพท์ทั่วไปกับ iPhone รถทั่วไปกับ Ferrari ร้านกาแฟทั่วไปกับ Starbucks และเครื่องดื่มชูกำลังทั่วไปกับ Red Bull
.
ในทุกคู่นั้นมีผู้ชนะที่ชัดเจน และถ้าลองถามคนว่าทำไมถึงซื้อ iPhone พวกเขาก็ตอบได้แค่เพียงว่ามันดูเท่กว่าและทันสมัยกว่า ทั้งที่เหตุผลจริงๆ แทบไม่ได้เกี่ยวกับตัวเครื่องเลย แต่กลับเกี่ยวกับความรู้สึกที่ได้เป็นเจ้าของมันต่างหาก
.
บทเรียนข้อนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการขาย แต่ยังครอบคลุมไปถึงการเลือกอุตสาหกรรม การออกแบบสินค้า และการทำการตลาดด้วย Becker บอกว่าวิธีเอาชนะคู่แข่งที่ง่ายที่สุดคือการมีสินค้า แบรนด์ และข้อความที่ทำให้คนรู้สึกได้มากที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องมีสินค้าที่ดีที่สุดเลยด้วยซ้ำ เพราะแบรนด์อย่าง Apple, Red Bull หรือ Starbucks ล้วนยืนหยัดเพื่อบางสิ่งบางอย่างที่มีความหมายต่อผู้คนมากกว่าตัวสินค้า มันคือวิถีชีวิตหรือความรู้สึกอย่างหนึ่ง
.
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น เขาแนะนำสองเรื่อง คือการฝึกขายให้เก่ง และการฝึกตัวเองให้คุ้นชินกับการอยู่ร่วมกับผู้คน ซึ่งวิธีหลังนี้ทำได้ง่ายมาก เพียงแค่บังคับตัวเองให้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเจอกับคนซ้ำๆ จนเก่งขึ้นมาเอง
.
.
12. เลือกเพื่อนที่แข่งกับคุณ และครูที่เหมาะกับคุณ
.
เสาหลักที่สิบเป็นเสาที่แบ่งออกเป็นสองส่วน และ Becker บอกว่ามันเปรียบเหมือนสูตรโกงที่ใช้ได้ผลแม้คุณจะไม่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดเลยก็ตาม
.
โดยส่วนแรกว่าด้วยเรื่องเพื่อนที่แข่งขันกับคุณ เขาเล่าผ่านประสบการณ์ของตัวเองที่เคยเล่นเกม World of Warcraft อยู่นานเป็นพันชั่วโมง
.
สิ่งที่น่าทึ่งก็คือ เกมนี้สามารถทำให้คนทุกประเภทยอมทุ่มเทกับบางอย่างได้หลายร้อยหลายพันชั่วโมง ทั้งที่ในชีวิตจริงพวกเขากลับทำอะไรไม่เคยสำเร็จสักอย่าง และพลังลึกลับที่จุดความหมกมุ่นนั้นขึ้นมาก็คือการได้อยู่ในชุมชนของคนที่มีเป้าหมายเดียวกัน เพราะมนุษย์เรานั้นเป็นสัตว์ฝูง เราจึงเลียนแบบคนที่อยู่ด้วยกันเพื่อให้ตัวเองกลมกลืนเข้ากับฝูงนั้น
.
ด้วยเหตุนี้ Becker จึงบอกว่าคุณก็คือคนที่คุณคบหา ถ้าคุณใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับคนที่ไม่สนใจเรื่องเงินและเอาแต่นั่งดูเรียลลิตี้โชว์ทั้งวัน คุณก็จะกลายเป็นแบบนั้นไปด้วย แต่ถ้าคุณได้อยู่กับคนที่กำลังหาเงินล้านหรือมุ่งมั่นที่จะรวย คุณก็จะเกิดแรงผลักดันให้อยากเป็นแบบเขาบ้าง
.
สำหรับตัวเขาเองนั้น เกือบทุกนาทีในแต่ละวันถูกใช้ไปกับการติดต่อพูดคุยกับคนที่บ้าคลั่งเรื่องการหาเงิน เขาจึงแนะนำให้เราเข้าร่วมกลุ่มฟรีในวงการของตัวเองก่อน แล้วค่อยมองหาว่าใครคือผู้นำในกลุ่มเหล่านั้น เพราะคนพวกนั้นมักจะไปอยู่ในกลุ่มแบบเสียเงินที่มีคุณภาพสูงกว่า ตัวเขาเองก็จ่ายเงินปีละราวห้าหมื่นดอลลาร์เพื่ออยู่ในกลุ่มของครูคนหนึ่ง และมันก็ทำเงินกลับมาให้เขาหลายล้านดอลลาร์
.
Becker บอกว่าอารมณ์อย่างความโกรธ ความอิจฉา และความอยากเอาชนะ ที่จริงแล้วเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังที่สุด หากเรานำมาใช้ให้ถูกทาง
.
ลองดูอย่าง Michael Jordan ที่เวลาแพ้เกม เขาจะโกรธแล้วเอาความโกรธนั้นไปฝึกซ้อมให้หนักขึ้นสิบเท่าในเกมต่อไป ในขณะที่ Traffic Fighter พอโกรธขึ้นมาก็เอาแต่ไปด่าคนใน YouTube และระบายอารมณ์ใส่เพื่อนฝูง ตัวเขาเองก็มีเพื่อนคู่แข่งคนหนึ่งที่ทำธุรกิจอยู่ในวงการเดียวกัน ทั้งคู่พร้อมจะช่วยเหลือกันได้ในทุกเรื่องของชีวิต แต่เมื่ออยู่ในสนามธุรกิจแล้วมันคือสงคราม และการแข่งขันนี้เองที่ผลักดันให้ทั้งสองเก่งขึ้นจนไม่มีใครสู้ได้
.
ส่วนที่สองว่าด้วยเรื่องการหาครูที่เหมาะสม Becker เปรียบการรวยเหมือนกับการเดินผ่านสนามทุ่นระเบิด เพื่อนที่แข่งขันกับคุณนั้นจะคอยให้แรงใจในการเดินผ่าน แต่ครูต่างหากที่จะพาคุณข้ามไปได้เร็วกว่าถึงสิบเท่าด้วยแรงเพียงหนึ่งในสิบ
.
บทเรียนสำคัญก็คืออย่าไปไล่ตาม Wayne Gretzky หากคุณเพิ่งหัดเล่นฮอกกี้ เพราะการไปขอเรียนกับนักฮอกกี้ระดับตำนานนั้นจะสูญเปล่า ในเมื่อเขาลืมไปแล้วว่าปัญหาของมือใหม่คืออะไร
.
ครูที่เหมาะกับคุณคือคนที่นำหน้าคุณไปเพียงไม่กี่ก้าว ทำเงินได้มากกว่าคุณราวสิบเท่า และเพิ่งจะผ่านจุดเดียวกันกับคุณมาเมื่อไม่นานนี้เอง เขายังเตือนให้เลือกครูที่ทำธุรกิจจริงเป็นหลักและสอนเป็นเพียงงานอดิเรก ไม่ใช่คนที่หากินจากการสอนเป็นหลัก เพราะมีเพียงคนที่ลงสนามจริงเท่านั้นที่รู้ทางลัดและกับดักที่แท้จริง
.
.
13. ตัดสินใจว่าจะรวยให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร
.
เสาหลักลับที่ Becker นับให้เป็นเสาที่สิบเอ็ด เริ่มต้นด้วยสถิติที่เขาบอกว่าน่าเศร้า นั่นคือคนส่วนใหญ่อ่านหนังสือไปเพียงราว 10 เปอร์เซ็นต์ก็เลิกแล้ว และมีเพียง 4.4 เปอร์เซ็นต์ของคนที่พยายามจะลดน้ำหนักก้อนใหญ่เท่านั้นที่ทำสำเร็จและรักษามันเอาไว้ได้ ทั้งที่การลดน้ำหนักนั้นง่ายกว่าการรวยอยู่มากนัก
.
ประเด็นที่เขาต้องการสื่อก็คือ ถ้าคุณอ่านมาจนถึงบทสุดท้ายนี้ได้ คุณก็ถือเป็นข้อยกเว้นทางสถิติไปแล้ว แต่การจะรวยได้จากหนังสือเล่มนี้ คุณต้องก้าวเข้าไปอยู่ในกลุ่ม 0.1 เปอร์เซ็นต์ให้ได้ เพราะคนส่วนใหญ่จะคิดว่าตัวเองทำได้ ลองทำดูสักสัปดาห์ แล้วก็พากันกลับไปอยู่ในเขตปลอดภัยของตัวเองเหมือนเดิม
.
Becker พลิกมุมมองให้เห็นว่า ที่จริงแล้วทุกคนต่างก็ชนะลอตเตอรีทางสถิติมาแล้วทั้งสิ้น เพราะมีอสุจิกว่าร้อยล้านตัวที่ถูกปล่อยออกมา แต่ตัวคุณกลับเป็นคนที่ได้เกิด ซึ่งหมายความว่าคุณโชคดีทางสถิติยิ่งกว่าคนที่ถูกหวยรางวัลใหญ่ถึงหกครั้งเสียอีก เพราะมีเหตุผลเป็นร้อยล้านข้อที่คุณไม่ควรจะได้มีตัวตนอยู่ แต่สุดท้ายคุณก็อยู่ตรงนี้
.
แก่นของเสานี้ก็คือ ทุกคนล้วนมีทางเลือก คนอ้วนทุกคนมีทางเลือก คนที่ไม่รวยทุกคนก็มีทางเลือก เพราะไม่มีตำรวจสถิติคนไหนกระโดดลงมาจากฟ้าแล้วบังคับป้อนโดนัทใส่ปากคุณ และก็ไม่มี Batman เศรษฐีคนใดที่เหวี่ยงตัวไปทั่วเมืองเพื่อขัดขวางไม่ให้คน 99 เปอร์เซ็นต์รวยขึ้นมา คนที่ล้มเหลวนั้นล้วนเลือกที่จะล้มเหลวด้วยตัวเองทั้งสิ้น เพราะพวกเขาเลือกเดินทางที่ง่ายกว่าจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสถิติไป
.
Becker บอกว่ามนุษย์เกือบทุกคนล้วนเคยรู้สึกอยากรวยอย่างแรงกล้ามาแล้วอย่างน้อยสักครั้งในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคนเร่ร่อนใต้สะพาน คนในครอบครัวของคุณ หรือคนถัดไปที่คุณจะได้พบหลังอ่านจบ ทุกคนต่างก็อยากรวยกันทั้งนั้น แต่มีไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ที่จะตัดสินใจและลงมือทำไปสู่ความร่ำรวยให้ได้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม
.
.
========================
.
สรุปสิบเสาหลัก (บวกเสาหลักพิเศษเป็นสิบเอ็ด) ตามที่ Alex Becker วางไว้ในหนังสือ มีดังนี้ครับ
.
เสาที่หนึ่ง = ปฏิเสธการรวยแบบช้าๆ การรวยช้าคือความเสี่ยงที่แท้จริง เพราะตัวแปรอยู่นอกการควบคุม ส่วนการรวยเร็วผ่านธุรกิจกลับเสี่ยงน้อยกว่า เพราะคุณคุมทุกอย่างเอง
.
เสาที่สอง = แยกเวลาออกจากเงิน เลิกขายเวลาของตัวเองที่มีเพดานจำกัด แล้วหันไปสร้างระบบหรือเครื่องจักรที่ทำเงินแทนคุณได้แม้ตอนคุณไม่อยู่
.
เสาที่สาม = ยอมรับว่าคุณต้องเก่งกว่าคนอื่น ความเชื่อว่าตัวเองเก่งจะนำไปสู่การกระทำที่เก่งและผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ ส่วนการคิดว่าตัวเองธรรมดาจะฉุดทุกอย่างไว้
.
เสาที่สี่ = ทุกอย่างที่เกิดขึ้นคือความผิดของคุณ 100% การยอมรับความผิดคือการได้ความควบคุมกลับมา เพราะในธุรกิจ คนที่จ่ายราคาคือคุณเสมอ ไม่ว่ามันจะเป็นความผิดของใคร
.
เสาที่ห้า = คิดแบบคนที่เชื่อว่าโลกนี้มีเงินไม่จำกัด กรอบคิดแบบขาดแคลนจะผลักไสเงิน ส่วนกรอบคิดแบบอุดมสมบูรณ์ที่เชื่อว่ายังมีทางหาเงินเพิ่มเสมอจะดึงดูดมันเข้ามา
.
เสาที่หก = เลิกถามว่า "ถ้าเกิด..." แล้วโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า อย่าติดกับดักความสมบูรณ์แบบจนไม่ลงมือ ให้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าทีละข้อ และยิ่งทำพลาดเร็วก็ยิ่งสำเร็จเร็ว
.
เสาที่เจ็ด = วาดแผนที่ของการกระทำที่พาไปถึงเป้าหมาย นิยามเป้าหมายใหญ่ให้ชัด แล้วแตกออกเป็นเป้าย่อยและงานเล็กๆ ที่ลงมือทำได้จริง เพราะแผนสำคัญยิ่งกว่าตัวเป้าหมาย
.
เสาที่แปด = โฟกัสเฉพาะสิ่งที่ทำให้คุณได้เงิน ระบุการกระทำที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด (ส่วนใหญ่คือการขาย) แล้วทุ่มเวลาให้มัน ส่วนงานที่เหลือก็มอบหมายออกไป
.
เสาที่เก้า = คนมอบเงินให้คนที่เข้าใจคน เงินคืออำนาจเหนือคน คุณรวยคนเดียวไม่ได้ และทักษะเดียวที่ต้องเก่งที่สุดคือการขาย เพราะคนที่ประสบความสำเร็จจริงขายอารมณ์ ไม่ใช่แค่สินค้า
.
เสาที่สิบ = เลือกเพื่อนที่แข่งกับคุณ และครูที่เหมาะกับคุณ คุณคือคนที่คุณคบ จงอยู่ท่ามกลางคนที่ดันคุณไปข้างหน้า และหาครูที่นำหน้าคุณไม่กี่ก้าวพอจะเข้าใจปัญหาของคุณ
.
เสาหลักพิเศษ (เสาที่สิบเอ็ด) = ตัดสินใจว่าจะรวยให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร เสาที่สำคัญที่สุดและใช้ได้ทันที เพราะทุกคนล้วนอยากรวย แต่มีไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ที่ตัดสินใจจะทำให้ได้จริงๆ
.
.
.
.
#SuccessStrategies

