สรุป 20 ข้อคิดจากหนังสือ Hidden Potential: The Science of Achieving Greater Things เมื่อคนธรรมดาจะคว้าสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เขียนโดย Adam Grant
เราพูดถึงศักยภาพราวกับมันเป็นทรัพย์สินที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด บางคนได้มาเต็มกระเป๋า บางคนได้มานิดเดียว และหน้าที่ของเราตลอดชีวิตคือใช้ของที่ได้รับมาให้คุ้มที่สุด
.
เราปรบมือให้เด็กหัวดีในห้อง นักกีฬามากพรสวรรค์ในสนาม และเด็กอัจฉริยะบนเวที ราวกับโลกนี้แบ่งคนออกเป็นสองพวกตั้งแต่ต้น พวกที่ถูกเลือกแล้ว กับพวกที่เหลือซึ่งได้แต่ยืนมองอยู่ห่างๆ พร้อมปลอบใจตัวเองว่าเราคงไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนั้น
.
แต่ Adam Grant นักจิตวิทยาองค์กรจาก Wharton ใช้เวลาเกือบทั้งอาชีพรื้อความเชื่อนี้ออกมาดูทีละชิ้น และข้อสรุปของเขาในหนังสือ Hidden Potential กลับด้านมันเกือบทั้งหมด
.
เขาบอกว่าพรสวรรค์ไม่ใช่ของหายาก มันกระจายอยู่ทั่วไปเสียด้วยซ้ำ ของหายากคือโอกาส และตัวที่ตัดสินจริงๆ ว่าใครจะไปได้ไกลแค่ไหน ไม่ใช่ระยะที่คุณนำคนอื่นอยู่ตอนออกตัว แต่เป็นระยะทางที่คุณกล้าเดินไปบนเส้นทางที่อึดอัด ล้มแล้วลุก และที่ขาดไม่ได้คือความเชื่อมั่นในตัวของคุณ
.
และต่อไปนี้คือ 20 ข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้
.
.
================
.
1. ทุกคนมีศักยภาพซ่อนอยู่ และความสำเร็จวัดกันที่ระยะทางที่เดินมา
.
ฤดูใบไม้ผลิปี 1991 ในโรงแรมแห่งหนึ่งนอกเมือง Detroit หัวกะทิรุ่นเยาว์ของอเมริกามารวมตัวกันแข่งหมากรุกชิงแชมป์ประเทศระดับมัธยมต้น ไม่มีใครคิดว่าทีม Raging Rooks จะเป็นคู่แข่ง พวกเขาเป็นเด็กผิวสีจากโรงเรียนรัฐใน Harlem หลายคนเพิ่งหัดเล่นตอน ป.6 กัปตันทีม Kasaun Henry หัดเล่นในสวนสาธารณะกับพ่อค้ายา ขณะที่คู่แข่งอย่าง Dalton เป็นโรงเรียนเตรียมอุดมหรูที่สอนหมากรุกตั้งแต่ชั้นอนุบาล มีเด็กอัจฉริยะ มีโค้ชระดับประเทศ มีทุกอย่างที่เงินซื้อได้
.
ส่วนโค้ชของเด็ก Harlem ชื่อ Maurice Ashley หนุ่มผู้อพยพชาวจาเมกาวัยยี่สิบกว่า เขาไม่ได้คัดเด็กเก่งมาตั้งแต่ต้น เขาแค่หยิบเด็กที่บังเอิญสนใจและว่างมาฝึก หนึ่งในนั้นเคยเป็นเด็กเกเรประจำห้อง "ทีมเราไม่มีดาวเด่นเลยสักคน" เขาเล่า แล้วเด็กจน Harlem ก็เสมอที่หนึ่งระดับประเทศ จากมือใหม่กลายเป็นแชมป์ภายในสองปี ตอนที่เสียงตะโกนดังขึ้นกลางทางเดินว่า "Mr. Ashley! Mr. Ashley!" นั่นคือตอนที่ Kasaun พลิกล็อกเอาชนะมือวางอันดับหนึ่งของ Dalton ได้
.
Maurice เชื่อมาตลอดว่าพรสวรรค์กระจายอยู่อย่างเท่าเทียม แต่โอกาสต่างหากที่ไม่เท่าเทียม เขามองเห็นศักยภาพในจุดที่คนอื่นมองข้าม สิ่งที่เขากำลังทำคือการปลูกดอกกุหลาบขึ้นจากรอยแตกของคอนกรีต และนี่คือความเชื่อที่ Grant ใช้เปิดทั้งเล่ม ว่าเราไม่จำเป็นต้องเป็นเด็กมหัศจรรย์ตั้งแต่เกิด เพื่อจะไปถึงจุดที่ไม่มีใครคาดคิดได้
.
.
2. ถ้ารู้สึกสบาย แสดงว่าคุณกำลังเรียนผิดวิธี
.
ครูทั่วโลกถึง 89 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่าควรสอนให้ตรงกับ "สไตล์การเรียนรู้" ของเด็ก บางคนสายฟัง บางคนสายดู บางคนสายอ่าน แนวคิดนี้ระเบิดความนิยมไปทั้งโลก มันมีปัญหาแค่อย่างเดียวเท่านั้น คือเมื่อทีมผู้เชี่ยวชาญรวบรวมงานวิจัยหลายสิบปี กลับไม่พบหลักฐานว่ามันได้ผลเลยสักนิด สไตล์ที่เราชอบคือสไตล์ที่ทำให้เราสบาย แต่บ่อยครั้งเรากลับเรียนได้ดีกว่าในแบบที่ทำให้เราอึดอัด เพราะมันบังคับให้เราออกแรงมากขึ้น
.
ลองดู Steve Martin ตอนเริ่มเล่นเดี่ยวไมโครโฟนในยุค 60 เขาล้มไม่เป็นท่าครั้งแล้วครั้งเล่า คืนหนึ่งมีคนยืนขึ้นปาแก้วไวน์แดงใส่เขากลางเวที เคยมีคืนที่เขายืนอยู่บนเวทียี่สิบนาทีโดยไม่มีใครหัวเราะแม้แต่ครั้งเดียว วิธีเดียวที่เขาเคยตัดทิ้งคือการเขียนมุกเอง เพราะมันยากและไม่ใช่สไตล์ของเขา จนวันหนึ่งเขาเจอกับความจริงอันน่าสยอง ว่าถ้าอยากประสบความสำเร็จ เขาต้องเขียนทุกอย่างด้วยตัวเอง บนเวทีการพูดสดทำให้เขาพูดน้ำท่วมทุ่ง แต่บนกระดาษการเขียนบังคับให้เขาเล็มไขมันออกจนเหลือแต่กระดูก
.
Steve ค้นพบว่าการเขียนเป็นมากกว่าเครื่องมือสื่อสาร มันคือเครื่องมือเรียนรู้ที่เผยรูโหว่ในความคิดของเราออกมา การเขียนที่ไม่ชัดคือสัญญาณของความคิดที่ไม่ชัด และดังที่ตัวละครโค้ช Ted Lasso ในเล่มพูดเอาไว้สั้นๆ ว่า "ถ้าคุณรู้สึกสบาย แสดงว่าคุณกำลังทำมันผิดอยู่"
.
.
3. ลงสนามตั้งแต่วันแรก เพราะความเชี่ยวชาญงอกจากการลงมือ ไม่ใช่รอจนพร้อม
.
"ผมเอาแต่บอกตัวเองว่าผมไม่มียีนภาษา" Benny Lewis เล่า เขาเรียนภาษาไอริชสิบเอ็ดปี เยอรมันอีกห้าปี ย้ายไปอยู่สเปนตั้งหกเดือน แต่พออายุยี่สิบเอ็ดก็ยังพูดได้แค่ภาษาอังกฤษ ส่วน Sara Maria Hasbun เรียนสเปนมาหกปีก็ยังพูดไม่ได้ จนพ่อของเธอบอกอย่างนุ่มนวลว่าเธอคงพูดสเปนไม่ได้หรอก ไปทุ่มเทกับอย่างอื่นที่ทำได้ดีดีกว่า
.
ทั้งสองคนนี้ภายหลังกลายเป็นนักพูดหลายภาษา Benny เชี่ยวชาญหกภาษา Sara Maria พูดคล่องห้าภาษา จุดที่ Grant ค้นพบคือ พวกเขาก้าวข้ามกำแพงทางใจ ไม่ใช่กำแพงทางสมอง พวกเขาเรียนรู้ที่จะสบายใจกับความไม่สบายใจ
.
Sara Maria อธิบายความย้อนแย้งข้อนี้ไว้ดี เราจะสบายใจกับทักษะได้ก็ต่อเมื่อฝึกจนชำนาญ แต่การฝึกก่อนชำนาญมันอึดอัด เราเลยหลบ และวงจรนั้นก็ขังเราไว้กับที่ คำแนะนำของเธอคือเริ่มพูดตั้งแต่วันแรก ท่องประโยคแนะนำตัวสั้นๆ แล้วลงสนามเลย คลังคำในหัวจะค่อยๆ ขยายเองระหว่างที่เราพยายามสื่อสาร
.
คำพูดนี้เปลี่ยนชีวิต Benny ที่เคยนั่งแปล The Lord of the Rings ฉบับสเปนทีละหน้าด้วยพจนานุกรม หน้าเดียวใช้เวลาเป็นสัปดาห์ กว่าจะรู้ว่าตัวเองลองมาหมดแล้วยกเว้นการพูดจริงๆ และแนวคิดนี้ไม่ได้ใช้แค่กับภาษา Grant บอกว่าเราเขียนโค้ดได้ตั้งแต่วันแรก สอนได้ตั้งแต่วันแรก ความสบายใจไม่ใช่เงื่อนไขของการฝึก มันคือผลพลอยได้ของการฝึก ถ้ามัวรอจนรู้สึกพร้อม วันนั้นอาจไม่มีวันมาถึง เรากลายเป็นคนพร้อมได้ก็ด้วยการกระโดดลงไปทั้งที่ยังไม่พร้อมนี่แหละ
.
.
4. ตั้งงบของความผิดพลาด แล้ววิ่งเข้าใส่มัน
.
Benny Lewis วัดความก้าวหน้าในการเรียนภาษาด้วยตัวเลขที่ฟังแล้วชวนสะดุ้ง คือจำนวนความผิดที่เขาทำได้ในแต่ละวัน เขาตั้งเป้าทำผิดให้ได้อย่างน้อยวันละ 200 ครั้ง "ยิ่งคุณทำผิดมากเท่าไหร่ คุณยิ่งพัฒนาเร็วขึ้นและมันยิ่งกวนใจคุณน้อยลง" พอถึงประเทศใหม่ เขาจะเข้าหาทุกคนที่อยู่ใกล้นานเกินห้าวินาที ตลอดทางเขาเคยแนะนำตัวด้วยเพศผิด เคยบอกว่าตัวเองหลงรักรถบัส แต่เขาไม่เคยตำหนิตัวเอง เพราะเป้าหมายของเขาคือการทำผิดอยู่แล้ว
.
คนส่วนใหญ่โยงการผัดวันประกันพรุ่งเข้ากับความขี้เกียจ แต่นักจิตวิทยาบอกว่ามันเป็นเรื่องการจัดการอารมณ์มากกว่าการบริหารเวลา เวลาเราผัดงาน เราไม่ได้หลบความเหนื่อย เราหลบความรู้สึกอึดอัดที่งานนั้นปลุกขึ้นในใจต่างหาก แต่สุดท้ายเราก็จะรู้ว่ากำลังหลบหนทางไปสู่จุดที่อยากไปด้วย
.
สิ่งที่สวนสามัญสำนึกคือ การจงใจทำผิดกลับช่วยให้ผิดน้อยลง งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าเมื่อนักเรียนถูกบังคับให้เดาผิดก่อนได้คำตอบที่ถูก พวกเขากลับทำผิดน้อยลงในการสอบครั้งต่อมา ความผิดพลาดในช่วงต้นช่วยตรึงคำตอบที่ถูกไว้ในความจำ และยิ่งไปกว่านั้น พอ Benny ทำผิด คนมักชมเขาที่กล้าลอง และเมื่อความพยายามถูกชมบ่อยเข้า ตัวความพยายามเองก็เริ่มกลายเป็นรางวัล Benny พูดประโยคที่อาจฟังย้อนแย้งแต่จริง ว่ายาแก้อาการกลัวการทำผิดที่ดีที่สุด คือการทำผิดให้มากขึ้น
.
.
5. เป็นฟองน้ำ ที่ฉลาดเลือกว่าจะซึมซับอะไรและกรองอะไรทิ้ง
.
เมื่อราวครึ่งพันล้านปีก่อน เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่กวาดล้างสิ่งมีชีวิตไปกว่าสามในสี่ของโลก แต่มีสิ่งมีชีวิตหนึ่งที่ไม่เพียงรอด มันยังเฟื่องฟู นั่นคือฟองน้ำทะเล หลายคนคิดว่าฟองน้ำดูดซับทุกอย่างเข้ามาแบบไม่เลือก แต่ความจริงมันเก่งเรื่องการกรองสารพิษและขับสิ่งที่ไม่ดีออกไป มันคือภาพที่ Grant ใช้แทนทักษะที่เรียกว่าความสามารถในการซึมซับ และวางหลักไว้ว่า ความก้าวหน้าขึ้นอยู่กับคุณภาพของสิ่งที่เรารับเข้ามา ไม่ใช่ปริมาณที่เราออกไปหา
.
Grant แบ่งคนเป็นสี่แบบจากสองคำถามง่ายๆ ว่าเราเชิงรับหรือเชิงรุก และเราหาข้อมูลเพื่อปกป้องอีโก้หรือเพื่อเติบโต คนเชิงรับที่เอาอีโก้นำเหมือนยางลบที่อะไรก็ซึมไม่เข้า คนเชิงรุกที่เอาอีโก้นำเหมือนเทฟลอน ออกไปหาฟีดแบ็กก็จริงแต่พอเป็นคำติก็สลัดทิ้งหมด คนเชิงรับที่อยากโตเหมือนดินเหนียว ปั้นได้แต่ต้องรอคนมาปั้น ส่วนฟองน้ำตัวจริงคือคนเชิงรุกที่อยากเติบโต
.
ภาพชัดที่สุดอยู่ที่สนามขว้างหอก Julius Yego จากหมู่บ้านชนบทในเคนยาไม่มีไฟฟ้า ไม่มีโค้ช สูงแค่ 5 ฟุต 9 นิ้ว ขณะที่คู่แข่ง Ihab Abdelrahman จากอียิปต์สูง 6 ฟุต 4 นิ้ว แข็งแรงราวกับเกิดมาเพื่อกีฬานี้ Ihab สอนง่าย ได้ทุนไปฝึกที่ฟินแลนด์ แต่พอหมดทุนเขาก็เลิกฝึกไปดื้อๆ เขาเป็นดินเหนียวที่รอคนมาปั้น
.
ส่วน Julius เวลามีคนถามว่าโค้ชเขาคือใคร เขาตอบหน้าตาเฉยว่า "YouTube" เขานั่งดูคลิปนักขว้างระดับโลกในร้านเน็ต ซึมซับสิ่งที่เห็น กรองส่วนที่ไม่เข้ากับสไตล์ตัวเองออก จนคว้าแชมป์โลกด้วยระยะขว้างไกลที่สุดในรอบสิบสี่ปี คนที่เก่งกว่าและสอนง่ายกว่ากลับหยุดนิ่ง ส่วนเด็กที่ลงมือหาความรู้มาป้อนตัวเองกลับไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ
.
.
6. ขอ "คำแนะนำ" แทน "คำติชม"
.
Grant ในวัยนักศึกษาปริญญาเอกเป็นคนขี้อายขนาดที่แค่ยกมือพูดในห้องเรียนก็ใจสั่น เพื่อพิชิตความกลัวการพูดในที่สาธารณะ เขาอาสาไปบรรยายในคลาสเพื่อนๆ แต่พอขอฟีดแบ็ก กลับได้แต่คำชมลอยๆ ว่าเนื้อหาน่าสนใจ บรรยายได้กระตือรือร้นดี (มีนักศึกษาคนหนึ่งเคยติว่าเสียงหายใจของเขาฟังเหมือน Darth Vader) ปัญหาคือคนที่มีคำติเป็นประโยชน์มักไม่กล้าพูด อย่างที่ Grant เปรียบว่า แค่จะบอกเพื่อนว่ามีเศษผักติดฟันเรายังพูดไม่ค่อยออก
.
เขาแยกคนเป็นสามแบบ
.
หนึ่ง : นักวิจารณ์มองเห็นจุดอ่อนแล้วโจมตีตัวตนที่แย่ที่สุดของเร
.
สอง : เชียร์ลีดเดอร์มองเห็นจุดแข็งแล้วฉลองตัวตนที่ดีที่สุดของเรา
.
สาม : ส่วนโค้ชมองเห็นศักยภาพแล้วช่วยให้เรากลายเป็นเวอร์ชันที่ดีขึ้น
.
ของยากคือการเปลี่ยนสองแบบแรกให้เป็นแบบสุดท้าย ทางออกที่เขาค้นพบเรียบง่ายมาก แทนที่จะขอฟีดแบ็ก ให้ขอคำแนะนำ ฟีดแบ็กมองย้อนหลังว่าครั้งก่อนเราทำได้ดีแค่ไหน ส่วนคำแนะนำมองไปข้างหน้าว่าครั้งหน้าจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร
.
พอเขาเปลี่ยนคำถามเป็น "มีอะไรหนึ่งอย่างที่ผมทำให้ดีขึ้นได้บ้าง" คนก็เริ่มให้คำตอบที่ใช้ได้จริง เช่นอย่าเปิดด้วยมุกถ้าไม่มั่นใจว่ามันจะเวิร์ก หรือเปิดด้วยเรื่องเล่าส่วนตัวเพื่อทำให้คุณดูเป็นมนุษย์ขึ้น สิบปีต่อมา Grant ได้ขึ้นพูด TED และทุกวันนี้หลังบรรยายทุกครั้งเขายังถามเจ้าภาพคำถามเดิม ว่ามีอะไรที่ทำให้ดีขึ้นได้บ้าง คำถามดีๆ คำเดียวนั้นเอง ที่ค่อยๆ เปลี่ยนคนรอบตัวให้กลายเป็นโค้ชของเรา
.
.
7. จะเชื่อใครให้ดูสามอย่าง เขาใส่ใจเราไหม น่าเชื่อถือไหม และรู้จักเราดีพอไหม
.
Mellody Hobson นั่งอยู่ในงานอาหารเช้าที่ Princeton จัดเพื่อจีบเธอ ข้างๆ เธอคือ Bill Bradley อดีตดาวบาส NBA ที่ผันมาเป็นวุฒิสมาชิก เธอยิงคำถามใส่เขาไม่หยุดจนเขาเอ็นดูและเริ่มเป็นพี่เลี้ยงให้ จนวันหนึ่งระหว่างกินข้าวกลางวัน Bill ก็ให้คำติแรงๆ ว่าสมัยเล่นบาส เขาเคยเห็นผู้เล่นเก่งๆ ที่เอาแต่ยิงเองไม่ส่งบอลให้เพื่อน เธอมีนิสัยชอบครอบงำทั้งห้อง ถ้าไม่ระวังจะกลายเป็นคนหวงลูก น้ำตา Mellody เริ่มคลอ
.
ตรงนี้ Grant แทรกความคิดที่ขัดความเชื่อทั่วไป ว่าการรับคำติแล้วสะเทือนใจไม่ใช่เรื่องน่าอาย การที่เรารู้สึกกับมันแปลว่าเราเอาจริง ตราบใดที่อีโก้ไม่ขวางการเรียนรู้ก็พอ เขายังแยกความสุภาพออกจากความหวังดี ความสุภาพคือการกลั้นคำเอาไว้เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกดีในวันนี้ ส่วนความหวังดีคือการพูดตรงๆ เพื่อให้เขาดีขึ้นในวันพรุ่งนี้
.
Mellody คิดทันว่าถ้าปล่อยน้ำตาไหล Bill จะไม่กล้าติเธออีกแล้ว เธอจึงใช้เกณฑ์สามข้อที่ Grant เรียกว่าเครื่องวัดความน่าไว้ใจ คือความใส่ใจ ความน่าเชื่อถือ และความคุ้นเคย ถ้าใครไม่แคร์เรา เขาก็ยังไม่มีสิทธิ์ให้เราแคร์ปฏิกิริยาของเขา ถ้าใครไม่รู้จริงหรือไม่รู้จักเราดีพอ เราก็ปัดความเห็นนั้นทิ้งได้
.
Bill มีครบทั้งสาม เธอจึงไม่ร้องไห้ แต่ขอคำแนะนำว่าจะปรับตัวยังไง และนั่นทำให้ Bill อยากโค้ชเธอต่อไปไม่หยุด ภายหลังเขาเป็นคนแนะนำเธอให้รู้จักผู้ก่อตั้ง Starbucks จนได้นั่งในบอร์ด และในวันแต่งงานของเธอ Bill คือคนที่จูงเธอเดินเข้าสู่พิธี เรื่องเริ่มจากน้ำตาที่เกือบไหล แต่เพราะเธอไม่ปล่อยให้มันไหล มันจึงกลายเป็นความสัมพันธ์ที่หล่อเลี้ยงทั้งชีวิต
.
.
8. ตามหา "ความไม่สมบูรณ์ที่ยอมรับได้" แทนการไล่ล่าความไร้ที่ติ
.
วันที่แผ่นดินไหวถล่มเมือง Kobe ในปี 1995 Tadao Ando อยู่อีกซีกโลก เขารีบบินกลับด้วยใจหนักอึ้ง สิ่งที่กังวลไม่ใช่บ้านตัวเอง แต่เป็นอาคารหลายสิบหลังที่ชุมชนไว้ใจให้เขาออกแบบบนรอยเลื่อนที่ยังคุกรุ่น คนกว่า 6,000 คนเสียชีวิต อาคารกว่าสองแสนหลังพังยับ เขาปีนข้ามซากตึกสิบชั้นที่ทลายลงมา แต่ในบรรดาอาคาร 35 หลังของเขา ไม่มีสักหลังที่ถล่ม ไม่มีแม้แต่รอยร้าวที่มองเห็นได้
.
ฟังแล้วเหมือนงานของคนที่หมกมุ่นความสมบูรณ์แบบสุดขีด แต่ Ando กลับปฏิเสธความสมบูรณ์แบบโดยสิ้นเชิง เขาเป็นเด็กยากจน ไม่มีปริญญาสถาปัตย์ เรียนรู้เองด้วยการยืมหนังสือเพื่อนมาอ่านและวาดทับภาพร่างซ้ำๆ
.
ก่อนหน้านั้นเขาเป็นนักมวยอาชีพ ในสังเวียนเขาซึมซับความจริงข้อหนึ่ง ว่าไม่มีการชกที่ไร้ที่ติ ยังไงก็ต้องโดนต่อย ถ้าอยากปกป้องหน้า ก็ต้องยอมเปิดลำตัวให้โดนหมัด เขาเลือกสร้างกำแพงจากคอนกรีตที่เพื่อนร่วมวงการรังเกียจ แล้วขัดมันจนเรียบนุ่ม จนช่างคนหนึ่งบอกว่า Ando อยากให้คอนกรีต "ถูกเขย่าจนดูเหมือนเนย" มันยังไม่เรียบในสายตา แต่กลายเป็นที่ยอมรับได้เมื่อสัมผัสแล้วนุ่มสนิท
.
ในใจ Ando เป้าหมายไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ แต่คือ "ระดับที่ยอมรับได้อย่างสมบูรณ์" เขารู้ว่าการจะเข้มงวดในบางด้าน ต้องยอมปล่อยด้านอื่นไป งานของเขาพิถีพิถันเรื่องรูปทรงแต่ผ่อนปรนเรื่องประโยชน์ใช้สอย บ้านหลังหนึ่งของเขาต้องเดินผ่านลานเปิดโล่งเพื่อย้ายห้อง วันฝนตกก็ต้องกางร่มในบ้านตัวเอง
.
Grant ยังแทรกข้อมูลที่อาจทำให้คนเรียนเก่งสะดุ้ง ว่าความสมบูรณ์แบบกับผลงานในชีวิตจริงมีความสัมพันธ์กันเป็นศูนย์ ประติมากรและสถาปนิกระดับโลกส่วนใหญ่เคยได้เกรดบีกับซี ส่วนเพื่อนร่วมรุ่นที่ได้เกรดสวยกลับสร้างผลงานที่โดดเด่นน้อยกว่า เพราะการทุ่มขัดเกลาทุกจุดให้ไร้ที่ติ มักทำให้เราไม่เหลือแรงไปกับเรื่องที่สำคัญกว่า
.
.
9. "ทำให้ดีที่สุด" คือยาแก้ความสมบูรณ์แบบที่ผิดขนาน ให้เปลี่ยนเป็นเป้าที่ชัดและท้าทาย
.
ที่ขอบสระว่ายน้ำ Grant วัยเด็กเคยเสียเวลาเป็นชั่วโมงไปกับการพยายามขจัดละอองน้ำเล็กๆ ตอนพุ่งลง แทนที่จะแก้ปัญหาใหญ่กว่าอย่างการกระโดดที่สูงไม่พอ เขามีอาการลังเลบนกระดาน เคยเดินกลับไปกลับมา 45 นาทีโดยไม่กระโดดสักครั้ง ขณะยืนแข็งทื่ออยู่นั้น เขาไม่ได้แค่เสียเวลา เขากำลังแช่แข็งความก้าวหน้าของตัวเอง สิ่งที่นึกว่าเป็นจุดแข็งกลับกลายเป็นจุดอ่อน
.
หลักฐานหลายร้อยชิ้นที่ Grant ยกมาชี้ว่าสิ่งที่ขับเคลื่อนการเติบโตคือมาตรฐานสูง ไม่ใช่ความไร้ที่ติ และที่น่าแปลกคือ คนที่ถูกบอกให้ "ทำให้ดีที่สุด" กลับทำได้แย่กว่าและเรียนรู้น้อยกว่าคนที่ได้เป้าหมายเฉพาะเจาะจงและยาก เพราะคำว่าทำให้ดีที่สุดมันคลุมเครือเกินกว่าจะรู้ว่าเล็งอะไรอยู่
.
โค้ช Eric Best สอน Grant ว่าเลข 10 ในกีฬากระโดดน้ำไม่ได้แปลว่าสมบูรณ์แบบ มันแปลว่ายอดเยี่ยม เขาตั้งเป้าแต่ละท่าให้พอดีขอบความสามารถ ท่าพื้นฐานเล็ง 6.5 ท่ายากเอาแค่ 5 ท่าใหม่ขอแค่เกินศูนย์ และย้ำว่าถ้าอยากเข้าใกล้ความถูกต้อง มันต้องรู้สึกผิดก่อน
.
อีกฟากหนึ่ง Twyla Tharp นักออกแบบท่าเต้นทุ่มเงิน 8.5 ล้านดอลลาร์ทำละครเพลงเต้นจากเพลง Billy Joel รอบเปิดตัวที่ชิคาโกในปี 2002 พังไม่เป็นท่า ผู้ชมหน้าตาทุกข์ระทมจนเธอกลัวว่าพอพักครึ่งคนจะลุกหนีกันหมด Jesse ลูกชายของเธอทำตารางจัดหมวดคำติทั้งหมด
.
หลักที่ใช้คือ ถ้าคนคนเดียวยกธงแดงอาจเป็นแค่รสนิยม แต่ถ้าคนเป็นโหลพูดตรงกันโดยไม่ได้นัดกัน นั่นคือปัญหาคุณภาพจริง ตารางเผยว่าเสียงบ่นกระจุกอยู่ที่องก์แรก เธอจึงเติมบทนำสั้นๆ และหยิบท่าเต้นเก่าของตัวเองมารีไซเคิล สอนนักเต้นในไม่กี่ชั่วโมง สุดท้าย Movin' Out ได้เข้าชิงรางวัล Tony สิบสาขา
.
จากเรื่องนี้ Grant สร้างคำว่า "ผลงานขั้นต่ำที่น่าหลงรัก" ขึ้นมาเทียบกับผลงานขั้นต่ำที่แค่ใช้งานได้ของซิลิคอนแวลลีย์ ทุกวันนี้เขาตั้งคณะลูกขุนชั่วคราวสำหรับงานสำคัญทุกชิ้น คำขอแรกไม่ใช่คำติ แต่เป็นคะแนนจาก 0 ถึง 10 แล้วถามว่าจะทำยังไงให้เข้าใกล้ 10 มากขึ้น เป้าหมายที่คมชัดต่างหากที่บอกเราได้ว่าควรทุ่มแรงตรงไหน และเมื่อไหร่ที่พอแล้ว
.
.
10. คนตัดสินเราจากช่วงที่ดีที่สุด ไม่ใช่ช่วงที่แย่ที่สุด แล้วทำไมเราไม่ให้ความเมตตาตัวเองแบบเดียวกัน
.
คนสมบูรณ์แบบกลัวว่าพลาดครั้งเดียวจะกลายเป็นคนล้มเหลวทั้งคน แต่จากแปดงานวิจัยที่ Grant อ้าง คนเราไม่ได้ตัดสินความสามารถของคุณจากการแสดงเพียงครั้งเดียว เขาเรียกมันว่าผลของการตีความเกินจริง ทำอาหารพังจานเดียวคนก็ไม่คิดว่าคุณเป็นเชฟห่วย เผลอเอานิ้วบังเลนส์กล้องคนก็ไม่สรุปว่าคุณถ่ายรูปไม่เป็น เพราะมันเป็นแค่ภาพเดียวจากช่วงเวลาเดียว
.
ที่จริงเวลาคนประเมินทักษะเรา เขาให้น้ำหนักจุดพีคมากกว่าจุดต่ำสุดเสียอีก ต่อให้คุณเห็น Serena Williams เสิร์ฟเสียซ้ำๆ คุณก็จะยอมรับความเก่งของเธอทันทีที่เห็นเอซเพียงลูกเดียว Steve Jobs ล้มเหลวกับ Apple Lisa คนก็ยังยกย่องเขาเป็นผู้มีวิสัยทัศน์จาก Mac และเราตัดสินอัจฉริยภาพของ Shakespeare จาก Hamlet กับ King Lear โดยให้อภัยบทละครที่ลืมได้อย่าง Timon of Athens
.
อีกเครื่องมือที่ Grant ใช้แก้ความสมบูรณ์แบบคือการเดินทางข้ามเวลาในใจ เพราะยิ่งเราเก่งขึ้น เรายิ่งเรียกร้องจากตัวเองมากขึ้นและสังเกตความก้าวหน้าทีละนิดน้อยลง วิธีซึ้งกับมันคือถามว่า ถ้าเมื่อห้าปีก่อนคุณรู้ว่าวันนี้จะทำอะไรได้บ้าง คุณจะภูมิใจแค่ไหน เขาลองดูคลิปกระโดดน้ำสมัยเด็กของตัวเอง เด็กอายุสิบสี่ที่ตีลังกาแทบไม่ได้คนนั้นคงตะลึงกับความก้าวหน้าที่เขาทำได้ มันละลายความอับอายของเขาออกไป
.
การเฆี่ยนตีตัวเองไม่ได้ทำให้แข็งแกร่ง มันทิ้งไว้แต่รอยช้ำ ถ้าโลกให้อภัยภาพแย่ๆ ภาพเดียวของเราได้ ก็ไม่มีเหตุผลที่เราจะใจร้ายกับตัวเองยิ่งกว่าที่คนอื่นเป็น
.
.
11. เปลี่ยนการฝึกอันน่าเบื่อให้กลายเป็นการเล่น
.
คณะกรรมการของ Royal Academy of Music ในลอนดอนปฏิเสธเด็กสาวคนหนึ่ง พวกเขาลงความเห็นว่าเธอขาดความสามารถ ไม่มีทางเป็นนักดนตรีอาชีพได้ ในทางเทคนิคพวกเขาไม่ได้พูดผิดเลย เพราะ Evelyn Glennie หูหนวกอย่างรุนแรง หูเธอเริ่มเสื่อมตั้งแต่อายุแปดขวบ พออายุสิบสองเวลาคนพูดด้วยเธอแทบไม่ได้ยินเสียง แต่ไม่ถึงสิบปีต่อมา เธอกลายเป็นนักเพอร์คัชชันเดี่ยวเต็มเวลาคนแรกของโลก ออกทัวร์ขายบัตรหมดร้อยรอบต่อปี
.
ครูของเธอชื่อ Ron Forbes ไม่ได้เคี่ยวเธอด้วยตารางซ้อมน่าเบื่อ เขาช่วยเธอหาวิธีรับเสียงผ่านการสั่นสะเทือนตามร่างกายแทน เธอเริ่มคิดว่าทั้งตัวเป็นหูยักษ์ โน้ตสูงสะท้อนแถวใบหน้าและคอ โน้ตต่ำสั่นที่ขาและเท้า เธอฝึกเท้าเปล่าเพื่อรู้สึกการสั่นให้ชัดขึ้น พอเธอเก่งขึ้น Ron ก็ค่อยๆ ลดช่วงระยะโน้ตให้แคบลง ราวกับเลื่อนเลเวลในวิดีโอเกม แล้วโยนโจทย์ใหม่อย่างเล่นเพลงของ Bach บนกลองสแนร์ "ไม่เคยมีเส้นแบ่งระหว่างความสนุกกับงานหนักเลย" เธอเล่า "ฉันเป็นเหมือนฟองน้ำ"
.
ในวงการเพลง คำว่าฝึกซ้อมกับคำว่าเล่นเป็นคำเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ Grant แยกแพสชันออกจากความหมกมุ่น คนที่หมกมุ่นทุ่มเวลามากกว่าแต่ทำได้ไม่ดีกว่า แถมเสี่ยงทั้งหมดไฟจากการทำงานหนักเกิน และเฉาตายจากความเบื่อ แม้แต่ Mozart ก็ถูกพ่อเคี่ยวจนนักเขียนชีวประวัติเรียกว่า "ทาสไร้เงื่อนไข" มีเหตุผลให้เชื่อว่าเขาสำเร็จทั้งที่ฝึกแบบนั้น ไม่ใช่เพราะฝึกแบบนั้น
.
ครั้งหนึ่งแม่คนหนึ่งพาลูกสาวที่เบื่อการสีไวโอลินมาขอให้ Evelyn ช่วยปลุกใจ แต่ Evelyn กลับท้าให้เด็กสีเพลงย้อนหลัง คิดสิบวิธีที่จะไม่สีไวโอลิน และใส่เสียงจากการ์ตูนเรื่องโปรดกับสัตว์ตัวโปรดเข้าไป เด็กเดินออกจากห้องด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า ก่อนหน้านี้การซ้อมของเธอจดจ่อกับ "ผลของการถูกตัดสิน" Evelyn บอก "แต่ผลที่แท้จริงคือความสุขของเธอเอง" และถ้าปราศจากความสุข ศักยภาพก็ยังคงถูกซ่อนเอาไว้
.
.
12. แข่งกับตัวเองในอดีต ไม่ใช่กับคู่แข่ง
.
ฤดูร้อนก่อนปีสุดท้ายมัธยม โค้ชจาก Davidson College ไปดูเด็กหนุ่มคนหนึ่งเล่นบาส "เขาเล่นห่วยมาก โยนบอลออกนอกสนาม ทำบอลหลุดมือ เลี้ยงบอลโดนเท้าตัวเอง ยิงไม่ลง" โค้ชเล่า "แต่ตลอดเกมนั้นเขาไม่เคยโทษกรรมการ ไม่เคยชี้นิ้วใส่เพื่อนร่วมทีม เขาเอาแต่เชียร์อยู่ข้างสนาม ไม่เคยหวั่นไหวเลย นั่นแหละที่ติดตาผม" เด็กหนุ่มคนนั้นออกจากมัธยมมาแบบไร้ทุนจากทีมดัง ถูกจัดอยู่ในเกรดสามดาวเท่านั้น เขาชื่อ Stephen Curry
.
โค้ช Brandon Payne ผู้ฝึก Curry เคยเป็นนักบาสที่ยิงแม่นแต่วิ่งสู้คู่แข่งไม่ไหว เขายอมรับว่าตอนนั้นเขารักการเล่นแต่ไม่ได้รักการซ้อม โดยเฉพาะการวิ่งสปรินต์และฝึกฟุตเวิร์กที่น่าเบื่อ พอผันมาเป็นโค้ช เขาตั้งใจว่าจะไม่ปล่อยให้ผู้เล่นคนไหนตกหลุมเดียวกับที่เขาเคยขุดให้ตัวเอง หลักของเขาเรียบง่าย "การซ้อมของเราไม่มีคำว่าน่าเบื่อ" ในเกม Twenty-One ผู้เล่นมีเวลาหนึ่งนาทีทำให้ครบยี่สิบเอ็ดแต้ม แต่หลังยิงทุกครั้งต้องวิ่งไปกลางสนามแล้ววิ่งกลับ ความเหนื่อยหอบจำลองสภาพในเกมจริง
.
ข้อเสียของการแข่งกับคนอื่นคือเราชนะได้โดยไม่ต้องเก่งขึ้น เขาอาจมีวันที่แย่ หรือเราอาจฟลุก ในแบบของ Brandon คนที่เราแข่งด้วยคือตัวเราในอดีต และมาตรฐานที่เรายกขึ้นคือสำหรับตัวเราในอนาคต ทางเดียวที่จะชนะคือการเติบโต อีกอย่างที่เขาทำคือสลับโจทย์ไปมาทุกยี่สิบนาที ไม่ให้ Curry ฝึกทักษะเดียวซ้ำจนจำเจ
.
งานวิจัยหลายร้อยชิ้นพบว่าการสลับฝึกข้ามทักษะทำให้พัฒนาเร็วขึ้น โค้ช Steve Kerr พูดถึงสิ่งที่ผูกนักกีฬาผู้ยิ่งใหญ่ไว้ด้วยกัน "พวกเขารักกระบวนการ เวลาคุณรักอะไรอย่างที่พวกเขารัก คุณก็ทำมัน คุณเก่งขึ้น แล้วคุณก็ไปต่อเรื่อยๆ"
.
.
13. การพักคือเชื้อเพลิง ไม่ใช่การถอนเท้าออกจากคันเร่ง
.
ตอนเป็นนักศึกษาเต็มเวลาที่ Royal Academy Evelyn Glennie หลงรักการซ้อมมาก เริ่มจากวันละสองสามชั่วโมง แต่พอเห็นเพื่อนซ้อมหนักกว่า ความรู้สึกบังคับก็เริ่มคืบคลานเข้ามาในหัว เธอตื่นเช้าขึ้นและซ้อมดึกขึ้น แต่ความรู้สึกว่า "ต้องทำ" กลับดูดจังหวะสนุกของการตีกลองออกไปจนหมด แล้วความคิดสร้างสรรค์กับความก้าวหน้าก็ระเหยตามไปด้วย เธอจึงรู้ว่ามีสิ่งที่เรียกว่าการซ้อมมากเกินไป
.
Grant อธิบายว่าการพักมีอย่างน้อยสามประโยชน์ มันช่วยรักษาแพสชันที่กลมกลืน เพราะแม้แต่การพักสั้นๆ ห้าถึงสิบนาทีก็ลดความล้าและเพิ่มพลังงานได้ แค่นึกได้ว่าวันนี้วันเสาร์ก็พอจะบั่นทอนแรงจูงใจภายในแล้ว เพราะเรานึกได้ว่าน่าจะไปทำอะไรสนุกๆ ได้
.
Yo-Yo Ma จำกัดการซ้อมไว้ระหว่างสามถึงหกชั่วโมงและเลี่ยงช่วงเช้ามืดกับดึกดื่น ประโยชน์ที่สองคือการพักปลดปล่อยไอเดียใหม่ Lin-Manuel Miranda คิดละครเพลง Hamilton ขึ้นมาตอนนอนลอยอยู่บนแพในสระน้ำพร้อมมาร์การิตาในมือ ประโยชน์ที่สามคือการพักทำให้จำได้ลึกขึ้น การพักสิบนาทีหลังเรียนช่วยเพิ่มความจำได้ 10 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์
.
ทุกวันนี้ถ้าได้ดู Evelyn เล่น คุณจะเห็นความสุขแบบเดียวกันทั้งตอนซ้อมคนเดียวและตอนแสดงต่อหน้าคนทั้งโลก แต่เธอแทบไม่เคยซ้อมเกินครั้งละยี่สิบนาทีก่อนจะพัก บางครั้งเธออยากหยิบไม้ตีขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง บางครั้งก็แค่อยากนั่งจ้องผนัง หรืออ่านหนังสือดีๆ ส่วนเรื่องตารางซ้อมตายตัวนั้น เธอหัวเราะแล้วบอกว่า "ไม่มีกิจวัตรเด็ดขาด นั่นมันฟังเหมือนการถูกจับเป็นตัวประกัน" สำหรับเธอ การพักไม่ใช่การหยุดเดินทาง มันคือการเติมน้ำมันเพื่อให้เดินทางได้ไกลขึ้น
.
.
14. เมื่อชนทางตัน บางทีต้องถอยหลังเพื่อจะได้ไปต่อ
.
ในเกมแรกที่กลับมาเล่นเมเจอร์ลีก R. A. Dickey ทำสถิติเสมอประวัติศาสตร์ แต่เป็นสถิติแบบที่ไม่มีใครอยากได้ เขาเสียโฮมรันถึงหกครั้งในสามอินนิง ไม่เคยมีพิตเชอร์คนไหนทำได้แย่กว่านี้ ฝูงชนโห่ ทีมดึงเขาออกแล้วส่งกลับไมเนอร์ลีกอีกครั้ง ก่อนหน้านี้เขาเคยถูกหั่นเงินสัญญาจากแปดแสนเหลือไม่ถึงแปดหมื่นเพราะตรวจพบว่าข้อศอกขวาไม่มีเอ็น เคยขายลูกกอล์ฟที่งมจากบึงที่มีจระเข้เพื่อหาเงินช่วงนอกฤดู เคยย้ายบ้านสามสิบกว่าครั้งเพื่อมาเจอที่เดิม ตอนอายุสามสิบเอ็ด ดูเหมือนทุกอย่างจบแล้ว
.
แต่ Grant ใช้เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า การติดอยู่กับที่ไม่ใช่สัญญาณว่าเราจมแล้ว และที่ราบสูงไม่ใช่สัญญาณว่าเราถึงยอดแล้ว มันคือสัญญาณว่าอาจถึงเวลาหันกลับไปหาเส้นทางใหม่ นักวิทยาศาสตร์ Wayne Gray กับ John Lindstedt ค้นพบรูปแบบที่น่าทึ่งหลังศึกษาหลักฐานกว่าศตวรรษ ว่าเวลาฝีมือคนหยุดนิ่ง ก่อนที่มันจะดีขึ้นอีกครั้ง มันมักจะแย่ลงก่อน เพราะการถอยหลังหมายถึงการทิ้งแผนเดิมและเริ่มใหม่ ฝีมือเลยตกชั่วคราวเพราะเรายอมสละสิ่งที่สั่งสมมา
.
ลองคิดถึงการพิมพ์ดีด ถ้าจิ้มทีละนิ้ว คุณจะตันอยู่ที่สามสิบถึงสี่สิบคำต่อนาที อยากเพิ่มเป็นเท่าตัวต้องเปลี่ยนมาพิมพ์สัมผัส แต่ก่อนจะเร็วขึ้นต้องช้าลงก่อนเพื่อจำตำแหน่งปุ่ม ในการศึกษาเกม NBA กว่าสองหมื่นแปดพันเกม พอผู้เล่นตัวเก่งบาดเจ็บ ทีมจะแย่ลงตามคาด แต่พอดาวเด่นกลับมา ทีมกลับชนะมากกว่าเดิม เพราะระหว่างที่ไม่มีเขา ทีมต้องกลับไปเริ่มใหม่และค้นเส้นทางใหม่
.
ความจริงคือเราชอบกลัวการถอยหลัง เรามองการชะลอตัวเป็นการเสียพื้นที่ มองการถอยกลับเป็นการยอมแพ้ มองการเลี้ยวเส้นใหม่เป็นการหลงทาง เราเลยยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มั่นคงแต่ติดอยู่กับที่ และนั่นเองคือกับดักที่อันตรายกว่าการยอมถอยหลังเสียอีก
.
.
15. ออกเดินทางใหม่ใช้แค่เข็มทิศ ไม่ต้องรอแผนที่ และอย่าฝากชีวิตไว้กับครูคนเดียว
.
มันเป็นคาถาที่ได้ยินกันจนชิน อยากเก่งให้เรียนจากคนที่เก่งที่สุด เรียนทำอาหารกับเชฟมิชลิน เรียนฟิสิกส์กับ Einstein อะไรจะดีไปกว่านั้น คำตอบคือ ดีกว่านั้นเยอะ ในงานวิจัยที่เก็บข้อมูลนักศึกษาปีหนึ่งของ Northwestern นักเรียนที่เรียนวิชาพื้นฐานกับผู้เชี่ยวชาญตัวจริงกลับได้เกรดในวิชาต่อยอดแย่กว่า และ Einstein เองก็สอนหนังสือได้แย่ คลาสหนึ่งของเขามีนักศึกษาแค่สามคนจนต้องยกเลิก เพราะเขารู้มากเกินไป ส่วนนักเรียนรู้น้อยเกินไป
.
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่าคำสาปของความรู้ ยิ่งคุณรู้มาก ยิ่งนึกไม่ออกว่าการไม่รู้เป็นยังไง ความรู้ของผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เป็นความรู้ที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ ตอน Grant ถามนักกระโดดน้ำชั้นเซียนว่าหมุนตัวเร็วได้ยังไง คำตอบคือ "ก็แค่ม้วนตัวเป็นลูกบอล" เท่านั้นเอง R. A. Dickey ต้องเปลี่ยนมาขว้างลูก knuckleball ลูกที่ลอยช้าและแทบไม่หมุน โค้ชให้ได้แค่เข็มทิศชี้ทิศทาง เพราะไม่มีใครเคยทำงานกับคนขว้างลูกแบบนี้ ไม่มีตำรา ไม่มีแผนที่
.
เขาเลยไปหาคนที่เคยขว้างลูกนี้สำเร็จทีละคนเพื่อเก็บ "หมุด" จากเส้นทางของแต่ละคน Tim Wakefield สอนให้แขนเคลื่อนลงกลางลำตัว Phil Niekro สังเกตว่าเขาไม่ดันสะโพกไปข้างหน้า Charlie Hough สอนให้นึกภาพตัวเองยืนในกรอบประตูแล้วขว้างโดยไม่ให้ตัวแตะกรอบ จนรู้สึกแขนสั้นเหมือนไดโนเสาร์ T-rex แต่บางหมุดเขาต้องเรียนรู้ที่จะไม่ทำตามด้วย โค้ชเอาแต่บอกให้ขว้างช้าราว 60 ไมล์ แต่พอลองเองเขากลับพบว่าลูกที่ดีที่สุดของเขาวิ่งที่ 80 ไมล์
.
และบางอย่างไม่มีครูคนไหนสอนได้ เขาต้องค้นพบเองว่าต้องเรียนวิชาทำเล็บ เพราะเล็บต้องยาวพอจะจับลูกแต่สั้นพอไม่ให้หัก เขากลายเป็นช่างทำเล็บส่วนตัว หลังขว้างลูกใส่กำแพงและตาข่ายไปกว่าสามหมื่นครั้ง R. A. Dickey ก็ไม่ติดอยู่กับที่อีกต่อไป เพราะคู่มือที่พาเขาไปถึงปลายทาง สุดท้ายแล้วเป็นคู่มือที่เขาประกอบขึ้นเองจากหมุดของคนหลายคน
.
.
16. เมื่อย่ำอยู่กับที่จนหมดแรง ให้สร้างแรงส่งด้วยการเลี้ยวออกทางอ้อม
.
มีความรู้สึกหนึ่งที่ Grant ยอมรับว่าเจอกับตัวเองตอนเขียนบทนี้ เขาลองเปรียบความก้าวหน้าที่ไม่เป็นเส้นตรงกับการทุบกำแพง ขุดอุโมงค์ ถอนต้นไม้ แต่ไม่มีอันไหนเข้าท่า ร่างนั้นได้คะแนน 4 เต็ม 10 จากคณะลูกขุน เขาวนอยู่หลายสัปดาห์ ความย้อนแย้งของการติดอยู่กับบทที่ว่าด้วยการหลุดจากความติดขัด ทำเอาเขาขำไม่ออก สภาพแบบนี้มีชื่อเรียกว่าความห่อเหี่ยว ไม่ได้ซึมเศร้าหรือหมดไฟ แต่รู้สึกเฉาๆ ตื่นมาแต่ละวันด้วยอาการเซ็ง และที่ร้ายคือมันไม่ได้แค่ทำให้รู้สึกติดอยู่ มันยังขังเราไว้จริงๆ เพราะมันบั่นทอนสมาธิและแรงจูงใจ
.
หลักฐานที่ Grant พบชี้ว่า แรงจูงใจในแต่ละวันมาจากความรู้สึกว่าได้ก้าวหน้า และเราไม่ได้หาแรงจูงใจด้วยการจ้องสิ่งที่ไม่เวิร์กให้หนักขึ้น แต่บางทีสร้างแรงส่งได้ด้วยการเลี้ยวไปสู่จุดหมายใหม่ การเลี้ยวออกทางอ้อมไม่ใช่การหยุด เรายังเคลื่อนที่อยู่ เพียงแต่มุ่งสู่เป้าอื่นชั่วคราว ในงานวิจัย คนที่ใช้เวลายามค่ำกับงานเสริมที่สนุก กลับทำงานหลักได้ดีขึ้นในวันรุ่งขึ้น ตัว Grant เองเล่นเกม Scrabble ออนไลน์แก้เซ็ง พอแกะตัวอักษร r-a-l-g-n-o-i เป็นคำว่า Original ได้ ชัยชนะเล็กนั้นก็เป็นเชื้อเพลิงให้เขากลับมาเขียนต่อ
.
ส่วน R. A. Dickey เลือกเติมเชื้อเพลิงด้วยภูเขาทั้งลูก ในปี 2012 เขาตัดสินใจปีน Mount Kilimanjaro เพื่อระดมทุนช่วยวัยรุ่นที่ถูกค้ามนุษย์ ทั้งที่ทีม Mets ส่งจดหมายขู่ว่าจะยกเลิกสัญญาถ้าเขาบาดเจ็บ เขาเสี่ยงเงินเดือนทั้งฤดูกาลแล้วเดินขึ้นไปกว่าหมื่นหกพันฟุต "ผมรู้สึกตัวเล็กกว่าที่เคยรู้สึกในชีวิต มันมึนเมาดีแท้" เขาเขียน ปีนั้นกลายเป็นฤดูกาลที่ดีที่สุดในอาชีพเขา เขาได้เป็นออลสตาร์ครั้งแรก และเป็นคนขว้าง knuckleball คนแรกที่คว้ารางวัล Cy Young
.
สิ่งที่ดูเหมือนความสำเร็จที่โผล่มาจากไหนไม่รู้ แท้จริงคือการสั่งสมชัยชนะเล็กๆ ตลอดเจ็ดปี ในระยะสั้น เส้นตรงพาเราไปเร็วกว่า แต่ในระยะยาว การวนเป็นวงต่างหากที่พาเราขึ้นสู่ยอดที่สูงที่สุด
.
.
17. สอนในสิ่งที่อยากเรียน และโค้ชคนอื่นเพื่อเรียกความมั่นใจกลับมาให้ตัวเอง
.
ในเดือนมกราคมปี 1944 ชายสิบหกคนทั่วประเทศได้รับคำสั่งลึกลับให้รีบไปรายงานตัวที่ฐานทัพเรือนอกชิคาโก พวกเขามาจากอาชีพต่างกัน ทั้งช่างกล ช่างเย็บหนังสือ พนักงานยกของ ทนาย และกำลังจะกลายเป็นชายผิวสีกลุ่มแรกที่เข้าฝึกเป็นนายทหารเรือสหรัฐ ครูฝึกหลายคนสบประมาทพวกเขา ระยะเวลาฝึกถูกหั่นครึ่งเหลือสิบสัปดาห์ ในคลาสนายทหารปกติมีคนผ่านแค่สามในสี่ แต่ทั้งสิบหกคนนี้ผ่านหมด ด้วยเกรดเฉลี่ยรวม 3.89 เต็ม 4.0 ผู้นำในวอชิงตันถึงกับสงสัยว่ามีการโกง เลยให้พวกเขาสอบใหม่ ผลคือได้คะแนนสูงขึ้นไปอีก พวกเขาคือ the Golden Thirteen
.
เคล็ดลับของพวกเขาคือคำสาบานในห้องนอนว่าจะจมหรือลอยไปด้วยกัน พอได้ตำราพวกเขาก็ไล่หัวข้อแล้วรอให้ใครสักคนตะโกนว่า "อันนี้ของฉัน" คนเก่งเลขรับวิชาวิเคราะห์ คนชอบประวัติศาสตร์รับวิชาทหาร ทุกคืนพวกเขาหมอบในห้องน้ำพร้อมไฟฉายซ้อมจนเลยเที่ยงคืน Grant ชี้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การได้เรียนจากเพื่อนที่เก่ง แต่เป็นผลของการได้สอน คนที่สอนต่างหากที่เก่งขึ้น เราจำได้ดีขึ้นหลังจากดึงความรู้นั้นออกมา และเข้าใจมันดีขึ้นหลังจากอธิบาย แม้แค่ถูกบอกล่วงหน้าว่าจะต้องสอนก็พอจะกระตุ้นการเรียนรู้แล้ว ในกลุ่มนี้ ทนายที่เจอคำถามกฎหมายทหารซึ่งตัวเองไม่เคยรู้ ก็เรียนรู้มันด้วยการสอนมันให้คนอื่น
.
การได้สอนช่วยเรื่องความสามารถ แต่การได้โค้ชช่วยเรื่องความมั่นใจ ตอน Grant ประหม่าก่อนพูด TED ครั้งแรก เขาขอคำแนะนำจาก Joanna ลูกสาวขี้อายวัยแปดขวบ ที่บอกให้เขามองหาคนหนึ่งคนในผู้ชมที่ยิ้มและพยักหน้า
.
ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ตอน Joanna ขึ้นเวทีละครโรงเรียนแล้วประหม่า เธอกลับสบตาพ่อแม่แล้วยิ้มกว้าง เธอเอาคำแนะนำของตัวเองมาใช้ ในการทดลองหนึ่ง นักเรียนมัธยมที่ถูกสุ่มให้ไปแนะนำรุ่นน้องเรื่องการรักษาแรงจูงใจ กลับได้เกรดสูงขึ้นในหลายวิชา เวลาเจอเรื่องยาก สัญชาตญาณแรกของเราคือหยิบโทรศัพท์ไปขอคำปรึกษา แต่บ่อยครั้งคำแนะนำที่เราให้คนอื่น คือคำแนะนำที่เราเองก็ต้องเอาไปใช้
.
.
18. ใช้ทั้งความคาดหวังสูงและต่ำเป็นเชื้อเพลิง และอย่าลืมว่าเราสู้เพื่อใคร
.
ขณะ Alison Levine กำลังหอบหายใจปีนข้ามธารน้ำแข็งบน Mount Everest มีเสียงตะโกนจากด้านหลัง "ด้วยความเร็วแค่นี้คุณไม่มีทางถึงยอดหรอก ถ้าไปเร็วกว่านี้ไม่ได้ก็ไม่ควรมาที่นี่ กลับบ้านไปเถอะ" เธอสูงแค่ 5 ฟุต 4 นิ้ว หนัก 112 ปอนด์ เกิดมาพร้อมรูรั่วที่หัวใจ และมีโรคระบบไหลเวียนเลือดที่ทำให้เลือดหยุดไปเลี้ยงปลายมือปลายเท้าในอากาศหนาว เธอนำทีมนักปีนเขาหญิงอเมริกันกลุ่มแรกขึ้น Everest แต่พายุเข้าตอนเหลืออีกไม่ถึง 300 ฟุตจากยอด พวกเขาต้องหันหลังกลับ พอกลับถึงบ้านเธอเจอแต่เสียงเยาะเย้ย "ถ้าไม่ถึงยอด มันก็ไม่นับ" เธอจมลงในความหดหู่และสาบานว่าจะไม่เหยียบ Everest อีก
.
แต่งานวิจัยของ Samir Nurmohamed ที่ Grant ยกมาเผยมุมที่น่าสนใจ ว่าผลของความคาดหวังขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนตั้งมัน
.
ในการทดลอง คนที่ได้รับความคาดหวังสูงจากคนที่รู้เรื่องงานจริง จะทุ่มเทและทำได้ดีกว่า แต่ถ้าคนที่สบประมาทเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องเลย ผลกลับพลิก คนจะพยายามหนักขึ้นและทำได้ดีกว่าเมื่อถูกดูถูก เพราะการถูกดูถูกจากคนไม่รู้จริงรู้สึกเหมือนคำท้า เราไม่ซึมซับความคาดหวังต่ำของเขา แต่ก็ไม่เพิกเฉย เรากลับถูกขับให้ลุกขึ้นมาพิสูจน์ว่าเขาคิดผิด Alison รู้ดีว่าพวกที่ด่าเธอไม่รู้เรื่องการปีนเขา และนั่นทำให้เธออยากให้พวกเขากลืนคำพูดตัวเอง
.
แต่การอยากพิสูจน์ว่าคนอื่นคิดผิดเป็นแค่ประกายไฟ การจะให้ไฟลุกโชนต้องมีอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่า มันง่ายกว่าที่จะฝ่าอุปสรรคเมื่อเราถือคบเพลิงให้คนที่มีความหมายกับเรา เพื่อนของ Alison ชื่อ Meg เคยอยากให้เธอลองอีกครั้ง แต่ Meg เสียชีวิตในปี 2009 Alison จึงตัดสินใจปีน Everest อีกหนเพื่อรำลึกถึงเธอ เธอสลักชื่อ Meg ไว้บนขวานน้ำแข็ง ทุกครั้งที่ใจเริ่มสั่น เธอจะมองขวานแล้วบอกตัวเองว่า ฉันทำสิ่งนี้เพื่อ Meg
.
ครั้งนี้เธอถึงยอด และมันเป็นก้าวสุดท้ายที่ทำให้เธอพิชิตยอดเขาสูงสุดของทั้งเจ็ดทวีปครบ แต่ช่วงเวลาที่เธอภูมิใจที่สุดไม่ใช่ก้าวสุดท้ายสู่ยอด มันคือระยะทางที่เธอเดินกลับมาถึงจุดที่เคยหันหลังกลับ ความก้าวหน้าไม่ได้สะท้อนแค่ในยอดที่เราพิชิต แต่อยู่ในหุบเหวที่เราข้ามผ่านด้วย
.
.
19. ระบบที่ดีลงทุนกับทุกคน ไม่ใช่แค่ดาวเด่น และทีมที่ยอดเยี่ยมนำโดยคนที่ฟังเป็น
.
ในปี 2000 เมื่อมีการสอบ PISA ครั้งแรกเพื่อเทียบความสามารถเด็กอายุสิบห้าทั่วโลก ตัวเก็งคือญี่ปุ่นกับเกาหลี แต่ผู้ชนะกลับเป็นฟินแลนด์ ประเทศที่เพียงรุ่นก่อนหน้านั้นยังถูกมองว่าล้าหลัง ในปี 1960 คนฟินแลนด์ถึง 89 เปอร์เซ็นต์เรียนไม่จบชั้น ม.3 ด้วยซ้ำ ความลับไม่ได้อยู่ที่สูตรวิเศษอะไร แต่อยู่ที่วัฒนธรรมที่เชื่อในศักยภาพของเด็กทุกคน ต่างจากระบบแบบผู้ชนะกินรวบที่ทุ่มทรัพยากรให้เด็กที่ฉายแววตั้งแต่ต้น คำขวัญยอดนิยมในโรงเรียนฟินแลนด์คือ "เราเสียสมองคนไปไม่ได้" ผลคือพวกเขามีทั้งสัดส่วนเด็กเก่งสูงสุดและเด็กอ่อนต่ำสุดในโลก
.
วิธีหนึ่งที่ใช้คือให้ครูอยู่กับนักเรียนกลุ่มเดิมหลายปี เรียกว่า looping นักเศรษฐศาสตร์พบว่าเด็กที่ก้าวหน้าไม่ได้มีครูที่เก่งกว่า แค่บังเอิญได้ครูคนเดิมสองปีติด ฟินแลนด์ทำถึงขั้นให้ครูอยู่กับเด็กได้นานหกปี ครูจึงเชี่ยวชาญในตัวนักเรียน ไม่ใช่แค่ในวิชา
.
ครูใหญ่ Kari Louhivuori ถึงขนาดอาสารับเด็กผู้ลี้ภัยชื่อ Besart Kabashi มาเป็นลูกศิษย์ส่วนตัวหนึ่งปี จนเด็กตามเพื่อนทันและโตไปเปิดสองธุรกิจของตัวเอง สิ่งที่ Grant ทึ่งที่สุดคือ ฟินแลนด์ไม่เอาผลงานไปไว้เหนือความเป็นอยู่ที่ดี และมองว่าการต้องเลือกระหว่างทำได้ดีกับมีชีวิตที่ดีเป็นทางเลือกลวง
.
หลักเดียวกันใช้กับทีมงาน เมื่อเหมืองทองในชิลีถล่มในปี 2010 ขังคนงาน 33 คนไว้ใต้ดิน ทุกอย่างวุ่นวายไปหมด มีตำรวจ นักธรณี วิศวกร ทำงานกันแบบสะเปะสะปะ ประธานาธิบดีจึงเรียกตัว André Sougarret มานำภารกิจ เขาถูกเลือกไม่ใช่เพราะความรู้เทคนิคที่เหนือกว่าคนอื่น แต่เพราะความสามารถในการรับฟัง ทั้งที่เวลาบีบ เขากลับไม่รีบลงมือ และฟังทุกฝ่ายก่อน สุดท้ายคนงานทั้งหมดได้กลับมาหาครอบครัวหลังผ่านไป 69 วัน
.
Grant ชี้ว่าเวลาเลือกผู้นำ เรามักเลือกคนที่พูดมากที่สุด ทั้งที่คนที่ควรเลื่อนตำแหน่งคือคนที่เอาภารกิจไว้เหนืออีโก้ เพราะเป้าหมายไม่ใช่การเป็นคนฉลาดที่สุดในห้อง แต่คือการทำให้ทั้งห้องฉลาดขึ้น และเมื่อทีมเต็มไปด้วยฟองน้ำที่กระตือรือร้น ผู้นำที่ดีที่สุดไม่ใช่คนที่พูดมากที่สุด แต่คือคนที่ฟังได้ดีที่สุด
.
.
20. อย่าตัดสินคนจากความสูงที่เขายืนอยู่ แต่จากระยะทางที่เขาเดินมา
.
คืนหนึ่งในปี 1972 เด็กชาย José Hernández วัยสิบขวบคุกเข่าหน้าทีวีขาวดำเครื่องเก่า มือกำเสาอากาศหนวดกระต่ายเพื่อช่วยรับสัญญาณ พอภาพชัดขึ้น เขาก็เห็นนักบินอวกาศ Apollo เดินอยู่บนดวงจันทร์ เขาฝันว่าสักวันจะได้ไปประทับรอยเท้าตัวเองข้างๆ พวกนั้นบ้าง เขาเรียนจบวิศวกรรมแล้วสมัครเป็นนักบินอวกาศของ NASA แต่ถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมสิบเอ็ดครั้งตลอดสิบห้าปี ครั้งสุดท้ายในปี 1996 เขาขยำจดหมายปฏิเสธแล้วโยนใส่ถังขยะ พอมันพลาด เขาก็ปล่อยมันไว้บนพื้นอย่างนั้นเอง
.
สิ่งที่ NASA ไม่รู้คือ José เติบโตในครอบครัวคนงานเกษตรอพยพที่เดินทางตามฤดูเก็บเกี่ยวจากเม็กซิโกถึงแคลิฟอร์เนีย เก็บสตรอว์เบอร์รี องุ่น มะเขือเทศ เขาพูดอังกฤษไม่ได้ตอนเข้าอนุบาล การไม่มีผลงานเด่นในใบสมัครช่วงแรกดูเหมือนสะท้อนว่าเขาไร้ความสามารถ แต่จริงๆ มันบ่งบอกถึงความยากลำบากที่เขาฝ่าฟันมาต่างหาก
.
Grant บอกว่าระบบที่ชอบคนที่เก่งอยู่แล้ว มักมองข้ามคนที่ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าได้ เครดิตและประสบการณ์เป็นตัวทำนายที่อ่อนแอ คนที่มีประสบการณ์ยี่สิบปีอาจแค่ทำงานปีเดียวซ้ำยี่สิบรอบ อย่าง Tom Brady ที่ถูกดราฟต์อันดับที่ 199 เพราะแมวมองดูแต่ร่างกายของเขา ไม่ได้เปิดดูหัวใจ มีคำกล่าวว่าพรสวรรค์กำหนดพื้น แต่อุปนิสัยกำหนดเพดาน
.
ทางออกที่ Grant เสนอคือดูเส้นทางการพัฒนา ไม่ใช่แค่เกรดเฉลี่ย จากการศึกษานักเรียนทุกคนในฟลอริดา เกรดปีหนึ่งไม่บอกอะไรเลย สิ่งที่บ่งบอกอนาคตได้จริงคือเด็กดีขึ้นตามเวลาหรือไม่ แต่มหาวิทยาลัยมักลบเส้นทางนั้นทิ้งด้วยการยุบทุกอย่างเป็นคะแนนเฉลี่ยตัวเดียว เราลงโทษคนที่เริ่มต้นไม่ดีแล้วพุ่งขึ้นมา ทั้งที่ควรให้รางวัลกับระยะทางที่เขาเดิน José เคยได้ซีในวิชาเคมีและแคลคูลัส เพราะกลางคืนต้องทำงานในโรงงานผักผลไม้ตั้งแต่สี่ทุ่มถึงหกโมงเช้า แต่เกรดเขาไต่ขึ้นทุกเทอมจนจบด้วยเกียรตินิยม
.
ในที่สุด José ก็ได้ขึ้นกระสวยอวกาศในปี 2009 ตอนอายุสี่สิบเจ็ด หลังจากสมัครมาสิบห้าปี เขาเดินทางจากการเก็บสตรอว์เบอร์รีในไร่ไปลอยอยู่ท่ามกลางดวงดาว
.
ปิดท้ายเล่ม Grant เล่าเรื่องตัวเองที่สอบเขียนของ Harvard ตกตั้งแต่สัปดาห์แรก ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เขาลงคลาสปรับพื้นฐาน แต่เขากลับลงคลาสปกติ ขอคำติซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขียนแล้วเขียนใหม่จนได้เกรดเอเพียงคนเดียวในคลาส
.
เขาว่าอาการรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรพูดว่า "ฉันไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ อีกไม่นานทุกคนจะรู้ความจริง" ขณะที่กรอบคิดแบบเติบโตพูดว่า "ฉันแค่ยังไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร อีกไม่นานฉันจะเข้าใจมันเอง" ถ้าหลายคนเชื่อในตัวคุณ บางทีถึงเวลาที่คุณควรเชื่อพวกเขา เพราะการเติบโตที่มีความหมายที่สุดไม่ได้อยู่ที่การสร้างอาชีพ แต่อยู่ที่การสร้างอุปนิสัย และความสำเร็จที่แท้จริงเป็นมากกว่าการไปถึงเป้าหมาย มันคือการได้ใช้ชีวิตตามคุณค่าที่เรายึดถือครับ
.
.
.
.
#SuccessStrategies

