สรุป 20 ข้อคิดจากหนังสือ The Black Swan เขียนโดย Nassim Nicholas Taleb
ก่อนที่ชาวยุโรปจะเดินเรือไปถึงออสเตรเลีย คนทั้งโลกเชื่อสนิทใจว่าหงส์ทุกตัวเป็นสีขาว ความเชื่อนี้ดูหนักแน่นมาก เพราะมันผ่านการยืนยันมานับพันปีจากหงส์ขาวนับล้านตัวที่ทุกคนเคยเห็นกับตา จนกระทั่งวันหนึ่งหงส์ดำตัวเดียวปรากฏขึ้น และล้มความเชื่อทั้งหมดลงในพริบตา
.
ความรู้ที่สั่งสมมาตลอดประวัติศาสตร์ พังลงด้วยข้อสังเกตเพียงครั้งเดียว นี่คือบทเรียนเรื่องความเปราะบางของความรู้ที่ Taleb ใช้เปิดเรื่อง
.
Nassim Nicholas Taleb อดีตเทรดเดอร์และนักคณิตศาสตร์ด้านความเสี่ยงที่ผันตัวมาเป็นนักปรัชญาว่าด้วยความไม่แน่นอน หยิบภาพนี้มาตั้งชื่อหนังสือ และให้คำนิยาม "หงส์ดำ" ไว้ด้วยคุณสมบัติสามอย่าง
.
หนึ่งคือมันหายากจนอยู่นอกความคาดหมายของเรา เพราะไม่มีอะไรในอดีตชี้ว่ามันจะเกิดได้ สองคือเมื่อมันเกิด มันส่งผลกระทบรุนแรงมหาศาล และสามคือทั้งที่เราคาดมันไม่ได้เลยล่วงหน้า แต่พอมันเกิดแล้ว ธรรมชาติมนุษย์กลับปั้นคำอธิบายขึ้นมาราวกับว่ามันเป็นเรื่องที่เดาได้มาตั้งแต่ต้น สามคำสั้นๆ ที่สรุปมันคือ หายาก กระทบหนัก และอธิบายได้แค่ย้อนหลัง
.
หัวใจของหนังสือเล่มนี้คือคำถามว่า ทำไมเราถึงเอาแต่จ้องเศษสตางค์ ขณะที่ปล่อยให้เงินก้อนใหญ่ลอยผ่านหน้าไป สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง การล่มสลายของสหภาพโซเวียต การมาถึงของอินเทอร์เน็ต เหตุการณ์ 11 กันยายน เรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตเราเกือบทั้งหมดไม่เคยมาตามนัด แต่เรากลับใช้เวลาส่วนใหญ่หมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่รู้แล้วและเกิดซ้ำๆ
.
Taleb ยังชี้ว่าตั้งแต่มนุษย์ก้าวพ้นยุคหินและเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม อิทธิพลของหงส์ดำยิ่งทวีขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เรื่องธรรมดาที่เราอ่านจากหนังสือพิมพ์กลับยิ่งไร้ความสำคัญลง เขาถึงกับกล้าฟันธงว่า ยิ่งโลกก้าวหน้าและซับซ้อนขึ้น อนาคตจะยิ่งคาดเดายากขึ้น ไม่ใช่ง่ายลง
.
หนังสือแบ่งเป็นสี่ส่วน ส่วนแรกว่าด้วยวิธีที่เราเข้าใจอดีตและปัจจุบันแบบบิดเบี้ยว ส่วนที่สองว่าด้วยความผิดพลาดของเราเรื่องการทำนายอนาคต ส่วนที่สามลงลึกถึงโครงสร้างทางสถิติที่ทำให้เรามองไม่เห็นหงส์ดำ และส่วนสุดท้ายว่าด้วยการใช้ชีวิตให้อยู่รอดในโลกที่เต็มไปด้วยมัน เล่มนี้เป็นหนึ่งในชุดงาน Incerto ของ Taleb ที่ปูทางไปสู่แนวคิดเรื่องความทนทานต่อความผันผวนในเล่มต่อๆ มาด้วย
.
ต่อไปนี้คือ 20 ข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้ครับ
.
.
=======================
.
1. หงส์ดำคืออะไร และทำไมมันถึงสำคัญกว่าทุกอย่างที่คุณรู้
.
หงส์ดำในความหมายของ Taleb คือเหตุการณ์ที่หายาก กระทบรุนแรง และอธิบายได้แค่ตอนมันเกิดไปแล้ว สามอย่างนี้รวมกันทำให้มันกลายเป็นปริศนา เพราะมันคาดไม่ได้แต่เปลี่ยนทุกอย่าง และมนุษย์ก็ชอบหลอกตัวเองว่าเข้าใจมันดี ทั้งที่จริงไม่เข้าใจเลย สิ่งที่ Taleb ชี้ให้เห็นคือ ตรรกะของหงส์ดำทำให้สิ่งที่คุณไม่รู้ มีความหมายมากกว่าสิ่งที่คุณรู้
.
ลองนึกถึงเหตุการณ์ 11 กันยายน ถ้ามันถูกคาดการณ์ไว้ตั้งแต่วันที่ 10 มันคงไม่เกิดขึ้น เพราะคงมีเครื่องบินขับไล่บินวนเหนือตึก คงมีการล็อกประตูห้องนักบิน อันตรายที่แท้จริงจึงมาจากสิ่งที่อยู่นอกจินตนาการของเรา ไม่ใช่สิ่งที่เราเตรียมรับมือไว้แล้ว เช่นเดียวกับคลื่นสึนามิในมหาสมุทรอินเดียปี 2004 ถ้ามันถูกคาดไว้ ความเสียหายคงน้อยกว่านั้นมาก เพราะคงมีระบบเตือนภัยล่วงหน้า สิ่งที่คุณรู้ไว้แล้วจึงทำร้ายคุณไม่ได้จริง
.
ที่น่าสนใจคือ หงส์ดำมีทั้งด้านร้ายและด้านดี Taleb ยกตัวอย่างสูตรลับของการทำร้านอาหารให้รวย ถ้ามันชัดเจนและรู้กันทั่วไป ร้านข้างๆ ก็คงทำตามไปแล้ว ความสำเร็จก้อนใหญ่ครั้งต่อไปจึงต้องมาจากไอเดียที่คนในวงการปัจจุบันคิดไม่ถึง ยิ่งความสำเร็จไม่คาดฝันเท่าไร คู่แข่งยิ่งน้อย และคนที่ลงมือทำยิ่งได้มากเท่านั้น
.
ในวงการอย่าง venture capital หรือการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ผลตอบแทนจากสิ่งที่ไม่มีใครคาดถึงนั้นมหาศาล เพราะคุณเสียได้น้อยแต่ได้คืนได้ไม่จำกัด กลยุทธ์จึงไม่ใช่การพยายามทำนายหงส์ดำ แต่คือการวางตัวเองให้พร้อมเก็บเกี่ยวมันเมื่อมันมาถึง
.
Taleb สรุปไว้ด้วยกฎที่ฟังดูย้อนแย้ง ผลตอบแทนของการลงมือทำสิ่งใหม่ มักแปรผกผันกับสิ่งที่คนคาดว่ามันจะให้ ในเกมที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนแบบนี้ สิ่งที่คุณรู้แทบไม่มีค่าเลย ถ้าศัตรูของคุณรู้ว่าคุณรู้มันอยู่แล้ว
.
.
2. ประวัติศาสตร์เป็นกล่องทึบที่เรามองไม่เห็นข้างใน
.
Taleb เรียกอาการที่สมองมนุษย์เป็นเวลาเจอกับประวัติศาสตร์ว่า "สามอาการของความทึบแสง"
.
อาการแรกคือภาพลวงว่าเราเข้าใจ ทุกคนคิดว่าตัวเองรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ทั้งที่โลกซับซ้อนและสุ่มกว่านั้นมาก
.
อาการที่สองคือการบิดเบือนเมื่อมองย้อนหลัง เหตุการณ์ในหนังสือประวัติศาสตร์ดูเป็นระเบียบและมีเหตุผลกว่าตอนมันเกิดจริงเสมอ
.
อาการที่สามคือการให้ค่าข้อมูลและความเห็นของผู้รู้มากเกินไป โดยเฉพาะเวลาคนเหล่านั้นชอบจัดหมวดหมู่ทุกอย่างให้ดูเรียบร้อย
.
Taleb เปรียบเรื่องนี้กับการที่เราเห็นแค่อาหารที่เสิร์ฟบนโต๊ะ แต่ไม่เคยเห็นว่าในครัวเกิดอะไรขึ้น เราเห็นผลลัพธ์ แต่ไม่เห็นเครื่องจักรที่ผลิตมันออกมา ตอนเด็กเขาเติบโตท่ามกลางสงครามกลางเมืองเลบานอนที่ผู้ใหญ่บอกว่า "อีกไม่กี่วันก็จบ" คนจำนวนมากถึงกับนั่งรอในห้องโรงแรมที่ไซปรัสและกรีซเพื่อรอให้สงครามจบ สงครามนั้นกินเวลาเกือบสิบเจ็ดปี
.
อาการหนึ่งที่ฝังลึกคือสิ่งที่เขาเรียกว่า ตาบอดต่อระยะเวลา คนเรามักประเมินว่าวิกฤตจะจบเร็วเสมอ และผู้ลี้ภัยก็มักใช้เวลาทั้งชีวิตวิ่งคิดสถานการณ์สมมติในหัวว่า ถ้าตอนนั้นไม่เกิดเหตุการณ์นั้น พวกเขาคงยังอยู่บ้านเกิด ราวกับว่าหายนะใหญ่มีต้นเหตุเดียวที่ถอนออกได้
.
ความน่าขันคือ คนเรามักมองเห็นอาการนี้ในคนอื่น แต่ไม่เคยเห็นในตัวเอง ลุงของ Taleb มองออกว่าผู้ลี้ภัยรุ่นก่อนหลอกตัวเอง แต่พอถามว่าครั้งนี้จะเหมือนกันไหม ลุงตอบว่า "ไม่หรอก ที่นี่มันต่างออกไป มันต่างมาตลอด"
.
บทเรียนหลักของบทนี้สรุปได้สั้นๆ ว่า ประวัติศาสตร์ไม่ได้คืบคลาน มันกระโดด เราจึงไม่มีทางต่อจุดของอดีตเข้าหากันแล้วลากเส้นไปทำนายอนาคตได้ และคนที่อ่านประวัติศาสตร์แบบมองย้อนหลังเพียงอย่างเดียว ก็เหมือนคนขับรถที่จ้องแต่กระจกมองหลัง
.
.
3. ห้องสมุดแห่งสิ่งที่ยังไม่ได้อ่าน
.
นักเขียนชื่อ Umberto Eco มีหนังสือในห้องสมุดส่วนตัวถึงสามหมื่นเล่ม เขาแบ่งแขกที่มาเยือนเป็นสองพวก พวกแรกถามด้วยความทึ่งว่า "อ่านครบทุกเล่มหรือเปล่า" ส่วนคนกลุ่มน้อยที่เหลือเข้าใจประเด็นว่า ห้องสมุดที่ดีไม่ใช่ของประดับเอาไว้อวด แต่เป็นเครื่องมือทำงาน และหนังสือที่ยังไม่ได้อ่านนั้นมีค่ามากกว่าหนังสือที่อ่านจบแล้ว
.
Taleb เรียกกองหนังสือที่ยังไม่ได้อ่านนี้ว่า antilibrary หรือห้องสมุดต้านความรู้ หลักคิดคือ ยิ่งคุณรู้มากเท่าไร แถวของหนังสือที่ยังไม่ได้อ่านก็ยิ่งยาวขึ้นเท่านั้น และมันยืนจ้องคุณอย่างข่มขู่ เพื่อเตือนว่าโลกของสิ่งที่คุณยังไม่รู้นั้นกว้างใหญ่กว่าที่คิดเสมอ คุณควรเติมห้องสมุดด้วยสิ่งที่ยังไม่รู้ ให้มากเท่าที่กำลังทรัพย์จะอำนวย
.
ปัญหาของมนุษย์คือเราชอบมองความรู้เป็นทรัพย์สมบัติที่ต้องปกป้องและใช้ไต่อันดับทางสังคม เราจึงเอาแต่โฟกัสไปที่สิ่งที่รู้แล้ว ไม่มีใครเดินถือใบประวัติย้อนกลับที่บอกว่าตัวเองยังไม่เคยเรียนหรือไม่เคยมีประสบการณ์อะไรบ้าง ทั้งที่ของแบบนั้นต่างหากที่บอกความจริงเกี่ยวกับขอบเขตความรู้ของเรา หน้าที่นั้นเลยตกเป็นของคู่แข่งที่คอยชี้จุดอ่อนเราแทน
.
Taleb เรียกคนที่โฟกัสไปที่หนังสือที่ยังไม่ได้อ่าน และไม่ปฏิบัติต่อความรู้ราวกับเป็นสมบัติหรือเครื่องเสริมอีโก้ ว่า Antischolar หรือ Skeptical Empiricist
.
.
4. โลกสองใบ Mediocristan กับ Extremistan
.
Taleb แบ่งความสุ่มในโลกออกเป็นสองดินแดน ดินแดนแรกชื่อ Mediocristan ที่ซึ่งเหตุการณ์เดี่ยวๆ ไม่มีน้ำหนักมากนัก ลองนึกภาพว่าคุณเอาคนพันคนมายืนเรียงกัน แล้วเติมคนที่หนักที่สุดในโลกเข้าไป น้ำหนักของเขายังเป็นแค่เศษเสี้ยวของน้ำหนักรวม สิ่งที่อยู่ใน Mediocristan คือพวกน้ำหนัก ส่วนสูง แคลอรีที่กิน กฎสูงสุดของมันคือ เมื่อกลุ่มตัวอย่างใหญ่พอ ไม่มีเหตุการณ์เดี่ยวๆ ไหนเปลี่ยนผลรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ
.
ดินแดนที่สองชื่อ Extremistan ที่ซึ่งข้อสังเกตเพียงตัวเดียวสามารถครอบงำผลรวมทั้งหมดได้ ลองเอาคนพันคนเดิมมาวัดความมั่งคั่งแทน แล้วเติม Bill Gates เข้าไป เขาคนเดียวจะกินส่วนแบ่งเกือบ 99.9 เปอร์เซ็นต์ ลองทำกับยอดขายหนังสือ J.K. Rowling คนเดียวกลบนักเขียนอีกพันคนได้สบาย
.
เรื่องในสังคมเกือบทั้งหมด ทั้งความมั่งคั่ง ยอดขาย ชื่อเสียง การอ้างอิงทางวิชาการ ล้วนเป็นพลเมืองของ Extremistan เหตุผลคือสิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลข่าวสาร ไม่ใช่วัตถุที่จับต้องได้ เงินในบัญชีเพิ่มเป็นพันเท่าได้โดยไม่ต้องใช้พลังงานอะไรเลย มันเป็นแค่ตัวเลข
.
ที่น่าคิดคือ ในอดีตสงครามเคยเป็นเรื่องของ Mediocristan เพราะการฆ่าคนทีละคนนั้นยาก แต่พอมีอาวุธทำลายล้างสูง การกดปุ่มเดียวก็ล้างโลกได้
.
ความต่างนี้สำคัญต่อเรื่องความรู้อย่างยิ่ง ถ้ามนุษย์ต่างดาวมาวัดส่วนสูงคนบนโลก เขาวัดแค่ร้อยคนก็ได้ภาพเฉลี่ยที่แม่นยำแล้ว เพราะใน Mediocristan ร้อยตัวอย่างแรกบอกเกือบทุกอย่างที่ต้องรู้ และต่อให้เจอเรื่องเซอร์ไพรส์ มันก็ไม่ร้ายแรง แต่ใน Extremistan คุณคำนวณค่าเฉลี่ยจากข้อมูลใดๆ ก็ลำบาก เพราะมันขึ้นกับข้อสังเกตตัวเดียวได้ทั้งหมด
.
.
5. ระวังอาชีพและสิ่งที่ "ขยายได้ไม่จำกัด"
.
มีคำแนะนำยอดนิยมว่า ให้เลือกอาชีพที่ scalable คืออาชีพที่รายได้ไม่ผูกติดกับแรงและเวลาที่คุณลงไป นักเขียน เทรดเดอร์ นักร้อง ดารา คนเหล่านี้ขายงานชิ้นเดิมให้คนเป็นล้านได้โดยไม่ต้องทำงานเพิ่ม ตรงข้ามกับหมอฟัน คนทำขนมปัง หรือโสเภณี ที่รายได้ถูกจำกัดด้วยจำนวนชั่วโมงในหนึ่งวัน
.
Taleb บอกว่า ถ้าคิดให้ดี เขาจะแนะนำตรงกันข้าม เพราะอาชีพที่ scalable นั้นดีก็ต่อเมื่อคุณประสบความสำเร็จเท่านั้น มันคืออาชีพในดินแดน Extremistan ที่การแข่งขันโหดร้าย ผลตอบแทนกระจุกตัวอยู่กับคนไม่กี่คนที่ชนะ ส่วนคนส่วนใหญ่แทบไม่ได้อะไรเลย หงส์ดำของอาชีพแบบนี้จึงมีทั้งแบบที่ทำให้รวยล้นฟ้า และแบบที่ทำให้คุณเป็นหนึ่งในคนนับพันที่ถูกลืม
.
ความเสี่ยงอีกด้านของอาชีพ scalable คือเทคโนโลยีพลิกเกมได้เสมอ Taleb เล่าถึงนักร้องโอเปร่าในศตวรรษที่สิบเก้าที่เคยรู้สึกมั่นคงเพราะเสียงของเขาเป็นที่ต้องการ จนกระทั่งการอัดเสียงและแผ่นเสียงถือกำเนิด นักร้องชั้นนำเพียงไม่กี่คนก็กวาดผู้ฟังทั้งโลกไป ปล่อยให้นักร้องท้องถิ่นที่เคยเลี้ยงชีพได้ตกงานกันเป็นแถบ เทคโนโลยีเดียวกันที่ทำให้คนหนึ่งรวยมหาศาล ก็พรากอาชีพของอีกหลายร้อยคนไปพร้อมกัน
.
อาชีพที่ไม่ scalable อาจดูน่าเบื่อและมีเพดานรายได้ แต่มันให้ความมั่นคง คุณรู้ว่าจะได้เท่าไรต่อชั่วโมง และความผันผวนของมันต่ำ ประเด็นที่ลึกกว่านั้นคือ การเข้าใจว่ารายได้ของคุณอยู่ในดินแดนไหน จะช่วยให้คุณรู้ว่ากำลังเล่นเกมที่ผลตอบแทนกระจุกหรือกระจาย และควรวางความคาดหวังกับการบริหารความเสี่ยงไว้อย่างไร
.
.
6. บทเรียนจากไก่งวง
.
ลองนึกถึงไก่งวงที่ถูกเลี้ยงด้วยอาหารทุกวัน การให้อาหารแต่ละครั้งยิ่งตอกย้ำความเชื่อของมันว่า มนุษย์รักมันและคอยดูแลมัน ความมั่นใจของมันสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนวันที่ผ่านไป จนถึงวันก่อนเทศกาล Thanksgiving บางอย่างที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น และความเชื่อทั้งหมดของมันถูกหักล้างด้วยเหตุการณ์เดียว ความมั่นใจของมันสูงที่สุดในวินาทีก่อนหายนะพอดี
.
นี่คือสิ่งที่นักปรัชญาเรียกว่าปัญหาการอนุมาน หรือปัญหาของ David Hume การเอาอดีตมาฉายภาพอนาคตอย่างไร้เดียงสาคือต้นตอเดียวที่ทำให้เราเข้าใจหงส์ดำไม่ได้ ลองดูคำพูดของกัปตันเรือคนหนึ่งในปี 1907 ที่ว่า ตลอดชีวิตการเดินเรือ เขาไม่เคยเจออุบัติเหตุร้ายแรงใดๆ ที่ควรค่าแก่การพูดถึงเลย เขาคือ E.J. Smith กัปตันเรือ RMS Titanic ที่จมลงในอีกห้าปีถัดมา
.
โลกการเงินเต็มไปด้วยไก่งวงแบบนี้ Taleb เล่าว่าธนาคารจงใจจ้างคนนิสัยน่าเบื่อและฝึกให้น่าเบื่อยิ่งขึ้น เพราะเงินกู้ของพวกเขาเจ๊งแค่นานๆ ครั้ง ดูภายนอกจึงเหมือนระมัดระวัง แต่ในปี 1982 ธนาคารใหญ่ของอเมริกาขาดทุนเกือบเท่ากับกำไรทั้งหมดที่เคยทำมาในประวัติศาสตร์ เพราะปล่อยกู้ให้ประเทศในละตินอเมริกาที่เบี้ยวหนี้พร้อมกัน ต่อมาในปี 1998 กองทุน LTCM ที่บริหารโดยนักเศรษฐศาสตร์รางวัล Nobel ก็ล้มในพริบตา เพราะใช้คณิตศาสตร์แบบโค้งระฆังที่หลอกทั้งวงการให้เชื่อว่าคุมความเสี่ยงได้
.
จุดสำคัญที่สุดของบทนี้คือ หงส์ดำเป็นเรื่องสัมพัทธ์กับความรู้ของแต่ละคน วันที่หนึ่งพันเอ็ดที่ไม่มีอาหารคือหงส์ดำสำหรับไก่งวง แต่ไม่ใช่สำหรับคนฆ่าสัตว์ เพราะมันอยู่ในแผนของเขาตั้งแต่แรก หงส์ดำจึงเป็นปัญหาของคนที่ถูกหลอก มันเกิดขึ้นเมื่อความคาดหวังของคุณผิด และ Taleb ยังชี้ความไม่สมมาตรที่เจ็บปวดเอาไว้ว่า หงส์ดำด้านดีมักใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล ส่วนหงส์ดำด้านร้ายเกิดขึ้นรวดเร็ว เพราะการทำลายนั้นง่ายและเร็วกว่าการสร้างเสมอ
.
.
7. กับดักของการมองหาแต่สิ่งที่ยืนยันความเชื่อตัวเอง
.
ธรรมชาติของเราคือมองหาหลักฐานที่ยืนยันสิ่งที่เราเชื่ออยู่แล้ว และเรามักจะหาเจอเสมอ ใครที่ตามหาคำยืนยัน ย่อมเจอมากพอจะหลอกตัวเองและหลอกคนรอบข้างได้ Taleb เรียกการเอาตัวอย่างมากองรวมกันให้เข้าทางเรื่องที่อยากเล่าว่า ลัทธิประจักษ์นิยมแบบไร้เดียงสา และยืนยันว่ามันไม่ใช่หลักฐานที่แท้จริง
.
ความผิดพลาดที่ละเอียดอ่อนกว่านั้นคือสิ่งที่เขาเรียกว่า ความผิดพลาดเที่ยวกลับ คือการสับสนระหว่างประโยคที่ว่า "ไม่มีหลักฐานว่ามีหงส์ดำ" กับประโยคที่ว่า "มีหลักฐานว่าไม่มีหงส์ดำ" สองอย่างนี้คนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง การที่คุณยังไม่เคยเจอ ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีอยู่ เปรียบเหมือนการที่ผลตรวจไม่พบโรค ไม่เท่ากับยืนยันว่าไม่มีโรค
.
นี่นำไปสู่ความไม่สมมาตรที่ Karl Popper ชี้ไว้ ข้อมูลกองโตเท่าไรก็ไม่อาจยืนยันทฤษฎีของคุณได้ แต่ตัวอย่างที่ขัดแย้งเพียงตัวเดียวก็ล้มมันได้ การเห็นหงส์ขาวล้านตัวไม่ได้พิสูจน์ว่าหงส์ทุกตัวเป็นสีขาว แต่หงส์ดำตัวเดียวพิสูจน์ว่ามันไม่จริง ความรู้ของเราจึงเดินหน้าด้วยการหักล้าง มากกว่าการสะสมคำยืนยัน
.
บทเรียนเชิงปฏิบัติคือ ให้ระแวงคำยืนยันเฉพาะตอนที่ความผิดพลาดมีราคาแพง และฝึกถามตัวเองว่า มีหลักฐานอะไรที่จะพิสูจน์ว่าความเชื่อนี้ผิดได้บ้าง การตามหาสิ่งที่ขัดแย้งกับความเชื่อตัวเอง คือสิ่งที่สวนกับสัญชาตญาณมนุษย์มากที่สุด แต่ก็มีค่ามากที่สุดเช่นกัน
.
.
8. เราหลอกตัวเองด้วยเรื่องเล่า
.
มนุษย์มีความต้องการเชิงชีววิทยาที่จะลดทอนความซับซ้อนของโลกให้เหลือเป็นเรื่องเล่าง่ายๆ Taleb เรียกอาการนี้ว่า กับดักของเรื่องเล่า มันอันตรายเพราะมันเพิ่มความรู้สึกว่าเราเข้าใจ ทั้งที่จริงเราแค่ปั้นเหตุผลขึ้นมาเอง เขาบอกว่าการไม่ตั้งทฤษฎีนั้นยากมาก เพราะการตั้งทฤษฎีคือโหมดอัตโนมัติของสมอง การหยุดตัวเองไม่ให้รีบหาคำอธิบาย ต้องใช้ความพยายามอย่างมหาศาล
.
มีการทดลองที่นักจิตวิทยาให้ผู้หญิงเลือกถุงน่องคู่ที่ชอบที่สุดจากสิบสองคู่ แล้วถามเหตุผล ทุกคนตอบได้หมดว่าเลือกเพราะเนื้อผ้า สัมผัส หรือสี ทั้งที่ถุงน่องทุกคู่เหมือนกันเป๊ะ พวกเธอสร้างคำอธิบายขึ้นมาทีหลังโดยไม่รู้ตัว
.
นี่ชี้ว่าเราเก่งเรื่องการอธิบายมากกว่าเรื่องการเข้าใจจริงๆ การทดลองกับผู้ป่วยที่สมองสองซีกถูกตัดขาดจากกันยิ่งชัด เมื่อสั่งให้สมองซีกหนึ่งทำท่าบางอย่าง แล้วถามสมองอีกซีกว่าทำเพราะอะไร คนไข้จะหาเหตุผลมาตอบทันที ทั้งที่ความจริงไม่มีเหตุผลใดเลยนอกจากถูกสั่งให้ทำ
.
เรื่องนี้เชื่อมโยงกับการแบ่งระบบคิดของมนุษย์ออกเป็นสองแบบ ระบบหนึ่งคือความคิดเร็วที่ทำงานอัตโนมัติ ใช้อารมณ์นำ และเต็มไปด้วยทางลัด ส่วนระบบสองคือความคิดช้าที่ใช้เหตุผลและตรวจสอบตัวเองได้ ความผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดเพราะเราใช้ระบบเร็วทั้งที่นึกว่ากำลังใช้ระบบช้า เรื่องเล่าที่ฟังดูลื่นไหลจึงล่อให้ระบบเร็วเชื่อได้ง่าย
.
.
9. ห้องรอแห่งความหวัง
.
ในนิยายเรื่อง Il deserto dei tartari นายทหารหนุ่มชื่อ Giovanni Drogo ถูกส่งไปประจำป้อมห่างไกลกลางทะเลทราย เขาคิดว่านี่เป็นแค่งานชั่วคราว ก่อนจะได้ย้ายไปอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่า เขาถึงกับหาช่องทางขอย้ายภายในสี่เดือน แต่ในนาทีสุดท้าย บางอย่างในความเงียบของป้อมและการรอคอยศัตรูที่อาจบุกเข้ามา ก็ตรึงเขาไว้ที่นั่น การรอวันที่ศึกใหญ่จะมาถึง ค่อยๆ กลายเป็นเหตุผลเดียวในการมีชีวิตอยู่ของเขา
.
Drogo ใช้ทั้งชีวิตเลื่อนการเริ่มต้นชีวิตจริงออกไป สามสิบห้าปีแห่งความหวังบริสุทธิ์ ที่ฝากไว้กับเหตุการณ์อันไม่น่าจะเกิด ในตอนจบ ศึกใหญ่ที่เขารอคอยมาทั้งชีวิตก็มาถึงจริง ในขณะที่เขากำลังนอนรอความตายอยู่ในโรงแรมข้างทาง และพลาดมันไป
.
Taleb ใช้เรื่องนี้สะท้อนหงส์ดำในด้านกลับ คือเหตุการณ์ที่ไม่น่าเกิด แต่เราอยากให้มันเกิดอย่างยิ่ง คุณสมบัติหนึ่งของหงส์ดำคือความไม่สมมาตรของผลลัพธ์ Drogo ยอมแลกชีวิตทั้งชีวิตกับโอกาสได้สัมผัสความรุ่งโรจน์เพียงไม่กี่ชั่วโมง สิ่งที่ค้ำเขาไว้ได้ตลอดการรอคอยอันยาวนานคือ การมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ในป้อมเดียวกัน
.
Taleb ตั้งข้อสังเกตว่า คนที่เดิมพันกับหงส์ดำมักต้องการกลุ่มก้อนของตัวเอง เหมือนสำนักคิดต่างๆ ในประวัติศาสตร์ที่รวมตัวกันเพื่อให้คนที่มีไอเดียแปลกแยกได้มีเพื่อน การถูกโลกเมินพร้อมกันทั้งกลุ่ม ยังทนได้มากกว่าการถูกเมินอยู่คนเดียว
.
บทเรียนที่ฝังอยู่ในเรื่องเศร้านี้คือคำเตือนเก่าแก่ที่ว่า จงระวังสิ่งที่คุณปรารถนา เพราะบางครั้งการตามล่าหงส์ดำในชีวิต อาจทำให้เราพลาดชีวิตจริงที่อยู่ตรงหน้าไปทั้งหมด
.
.
10. หลักฐานที่เงียบงัน
.
นักปรัชญาโรมันชื่อ Cicero เล่าเรื่อง Diagoras ผู้ไม่เชื่อในพระเจ้า มีคนพยายามโน้มน้าวเขาด้วยภาพวาดของบรรดาผู้ศรัทธาที่สวดมนต์แล้วรอดชีวิตจากเรืออับปาง Diagoras ถามกลับเพียงประโยคเดียวว่า แล้วภาพของคนที่สวดมนต์แล้วจมน้ำตายอยู่ที่ไหน คนตายไม่มีโอกาสบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง
.
Taleb เรียกสิ่งนี้ว่าปัญหาของหลักฐานที่เงียบงัน เราเห็นแต่ผู้รอดชีวิตที่ออกมาเล่าความสำเร็จ แต่ไม่เคยเห็นคนนับร้อยที่ทำแบบเดียวกันแล้วล้มเหลว เพราะพวกเขาไม่อยู่ตรงนั้นให้สัมภาษณ์ เวลาเราอ่านเรื่องเศรษฐีที่ทิ้งเรียนแล้วประสบความสำเร็จ เราลืมไปว่ามีคนทิ้งเรียนอีกมหาศาลที่ไม่เคยได้ออกสื่อ
.
อีกตัวอย่างที่เขายกคือชาว Phoenician ที่ถูกเล่าขานว่าไม่เคยสร้างงานวรรณกรรม ทั้งที่ความจริงอาจเขียนไว้มาก เพียงแต่เขียนบนวัสดุที่ผุพังไปหมด เราจึงสรุปจากสิ่งที่หลงเหลือ ไม่ใช่จากสิ่งที่เคยมีอยู่จริง
.
เขาเปรียบเปรยไว้คมว่า มันง่ายเหลือเกินที่จะสร้างทฤษฎีว่าด้วยความสำเร็จขึ้นมา โดยไม่เคยเดินไปมองที่สุสาน เพราะคนตายไม่เขียนประวัติศาสตร์ของตัวเอง สิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าคือ คนที่รอดมาได้ด้วยโชคล้วนๆ มักเข้าใจผิดว่าตัวเองมีสูตรลับ และพร้อมจะสอนสูตรนั้นให้คนอื่นด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
.
.
11. ความผิดพลาดแบบสนามเด็กเล่น
.
Taleb ปิดท้ายส่วนแรกด้วยตัวละครสองคน คนหนึ่งคือ Fat Tony ชายชาวบรุกลินที่อ่านโลกออกจากสัญชาตญาณและประสบการณ์ อีกคนคือ Dr. John นักคิดผู้มีระเบียบ คิดทุกอย่างในกรอบที่ถูกป้อนมาให้
.
เขาถามทั้งสองคนว่า ถ้าโยนเหรียญที่ยุติธรรมแล้วออกหัวติดกัน 99 ครั้ง โอกาสที่ครั้งที่ 100 จะออกก้อยเป็นเท่าไร Dr. John ตอบทันทีว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ตามทฤษฎีความน่าจะเป็น ส่วน Fat Tony ตอบว่าไม่เกิน 1 เปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าเหรียญออกหัวติดกัน 99 ครั้ง คำว่าเหรียญยุติธรรมนั่นแหละที่ผิด เหรียญต้องถูกถ่วงมาแล้ว
.
Taleb เรียกว่า ludic fallacy หรือความผิดพลาดที่เกิดจากการเอาความไม่แน่นอนแบบเกมและข้อสอบมาใช้กับชีวิตจริง ความไม่แน่นอนในคาสิโนนั้นถูกฆ่าเชื้อ มีกติกาชัดเจน รู้ความน่าจะเป็นล่วงหน้า และอยู่ในดินแดน Mediocristan
.
แต่ความไม่แน่นอนในโลกจริงไม่มีอะไรแบบนั้นเลย คุณต้องค้นหาความน่าจะเป็นเอง และต้นตอของความเสี่ยงก็ไม่มีนิยามตายตัว Taleb บอกว่าความเสี่ยงที่ "คำนวณได้" แทบไม่มีอยู่จริงในชีวิต มันเป็นแค่สิ่งประดิษฐ์ในห้องทดลอง
.
เรื่องจริงของคาสิโนแห่งหนึ่ง พวกเขาทุ่มเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์กับทฤษฎีการพนันและระบบเฝ้าระวังล้ำสมัย แต่ความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดสี่ครั้งกลับอยู่นอกโมเดลทั้งหมด
.
ครั้งแรกคือเสือที่นักแสดงในโชว์ดังเลี้ยงไว้เองหันมาทำร้ายเขา ทำให้สูญเงินราวร้อยล้านดอลลาร์ ครั้งที่สองคือผู้รับเหมาที่ไม่พอใจค่าชดเชยพยายามวางระเบิดเสาคาสิโน ครั้งที่สามคือพนักงานที่มีหน้าที่ส่งเอกสารภาษีให้สรรพากร กลับเอาไปซ่อนในกล่องใต้โต๊ะหลายปีโดยไม่มีใครรู้ จนคาสิโนเกือบเสียใบอนุญาต และครั้งที่สี่คือลูกสาวเจ้าของคาสิโนถูกลักพาตัว จนเขาต้องยักยอกเงินมาจ่ายค่าไถ่
.
Taleb คำนวณคร่าวๆ ว่ามูลค่าของหงส์ดำนอกโมเดลเหล่านี้ มากกว่าความเสี่ยงในโมเดลถึงราวพันเท่า คาสิโนจ่ายเงินมหาศาลเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่คาดเดาได้ ทั้งที่ความเสี่ยงจริงเกือบทั้งหมดมาจากด้านที่มองไม่เห็น เขาจึงสรุปว่า เครื่องวัดความเข้าใจโลกที่แท้จริงคือความสามารถในการทำนาย ส่วนการเล่าเรื่องให้ฟังดูฉลาดเป็นคนละเรื่องกัน อาคารคาสิโนอยู่ในโลกที่คำนวณได้ แต่ชีวิตจริงยืนอยู่ข้างนอกนั้น
.
.
12. เรื่องอื้อฉาวของการพยากรณ์
.
ในส่วนที่สองของหนังสือ Taleb หันมาโจมตีความสามารถในการทำนายของมนุษย์ เขาเรียกความหลงตัวเองเรื่องขอบเขตความรู้ว่า epistemic arrogance หรือความเย่อหยิ่งทางความรู้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรารู้น้อย แต่อยู่ที่เรามั่นใจในสิ่งที่รู้มากเกินกว่าความรู้จริงที่มี ยิ่งความรู้เพิ่มขึ้น ความมั่นใจกลับพุ่งเร็วกว่า จนกลายเป็นความสับสนและความหลงผิด
.
มีการทดลองคลาสสิกที่ให้คนประเมินช่วงตัวเลขของบางสิ่ง โดยตั้งช่วงให้กว้างพอที่ตัวเองมั่นใจ 98 เปอร์เซ็นต์ว่าคำตอบจะตกอยู่ในนั้น เช่น จำนวนคนรักของพระนาง Catherine II แห่งรัสเซีย หรือจำนวนประชากร
.
ในทางทฤษฎี ควรมีคนทายพลาดแค่ราว 2 เปอร์เซ็นต์ แต่ผลจริงในกลุ่มนักศึกษา MBA ของ Harvard กลับพลาดถึง 45 เปอร์เซ็นต์ โดยทั่วไปอัตราพลาดมักอยู่ที่ 15 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ Taleb ตั้งคำถามว่า เราจึงมั่นใจในสิ่งที่รู้มากกว่าความเป็นจริงถึงยี่สิบกว่าเท่าหรือเปล่า ที่น่าสนใจคือคนขับแท็กซี่กับภารโรงมักถ่อมตัวกว่า ส่วนนักการเมืองและผู้บริหารองค์กรนั่นแหละที่เย่อหยิ่งที่สุด
.
ความเย่อหยิ่งนี้แสดงออกชัดที่สุดในการวางแผน Taleb ยกตัวอย่าง Sydney Opera House ที่ตั้งใจจะเปิดต้นปี 1963 ด้วยงบเจ็ดล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย สุดท้ายมันเปิดช้าไปกว่าสิบปี ด้วยงบราวร้อยสี่ล้านดอลลาร์ ทั้งที่ยังเป็นเวอร์ชันที่ลดความทะเยอทะยานลงแล้ว เขาบอกว่าชาวออสเตรเลียนึกว่ากำลังสร้างอนุสรณ์ให้เส้นขอบฟ้าของเมือง แต่สิ่งที่พวกเขาสร้างจริงๆ คืออนุสรณ์แห่งความล้มเหลวของมนุษย์ในการคาดการณ์อนาคต
.
Taleb เรียกต้นเหตุของความผิดพลาดในการวางแผนว่า การมองทะลุอุโมงค์ คือการเพ่งไปที่สิ่งที่เรารู้และคาดไว้แล้ว แล้วละเลยแหล่งความไม่แน่นอนที่อยู่นอกสายตา ข้อสรุปที่เจ็บปวดของบทนี้คือ มนุษย์ยังไม่ฉลาดพอจะได้รับความไว้ใจให้ถือครองความรู้ และการที่เราพยากรณ์พลาดมหาศาลนั้นยังไม่น่าตกใจเท่ากับการที่เราไม่เคยพูดถึงสถิติความพลาดของตัวเองเลย
.
.
13. ปัญหาของผู้เชี่ยวชาญ
.
เมื่อเราคาดการณ์อนาคตไม่ได้ ความเป็นผู้เชี่ยวชาญในหลายวงการจึงเป็นเพียงภาพลวงตา Taleb เรียกคนกลุ่มนี้ว่า empty suit หรือสูทเปล่า คือคนที่สวมเสื้อผ้าดูน่าเชื่อถือ พูดจาด้วยศัพท์ซับซ้อน แต่เมื่อดูจากสถิติผลงานจริงแล้ว ทำนายได้ไม่ต่างจากคนทั่วไปเลย
.
เขาแยกวิชาชีพออกเป็นสองแบบ แบบหนึ่งคือวงการที่ความเชี่ยวชาญมีอยู่จริง เช่น หมอผ่าตัด นักบิน นักหมากรุก เพราะสภาพแวดล้อมของพวกเขาค่อนข้างมั่นคงและให้ผลตอบรับชัดเจน ความผิดพลาดในวันนี้สอนให้เก่งขึ้นในวันหน้า
.
อีกแบบคือวงการที่อ้างว่ามีผู้เชี่ยวชาญ แต่ไม่มีหลักฐานรองรับ เช่น นักวิเคราะห์เศรษฐกิจ นักทำนายการเมือง ที่ปรึกษาการลงทุน นักจิตวิทยาคลินิก ในวงการเหล่านี้ ดีกรีปริญญาเอกไม่ได้ทำให้ทายแม่นกว่าคนธรรมดาเลย
.
สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มหลังเก่งจริง ไม่ใช่การทำนาย แต่เป็นการเล่าเรื่องให้ฟังดูน่าเชื่อ และการห่อหุ้มความว่างเปล่าด้วยโมเดลคณิตศาสตร์ที่ดูหรูหรา พวกเขาผูกผลตอบแทนสูงไว้กับความสามารถในการสร้างความมั่นใจ มากกว่าความสามารถในการทำนายให้ถูก ที่ร้ายกว่านั้นคือ ยิ่งให้ข้อมูลพวกเขามากขึ้นเท่าไร พวกเขายิ่งมั่นใจในคำทำนายของตัวเองมากขึ้น ทั้งที่ความแม่นยำไม่ได้เพิ่มตามเลย
.
บทเรียนของบทนี้คือ เวลาฟังคำทำนายจากใคร ให้ถามก่อนว่าเขาอยู่ในวงการที่ความเชี่ยวชาญพิสูจน์ได้จริงหรือไม่ และอย่าให้ความมั่นใจในน้ำเสียงของเขามาแทนที่หลักฐานในผลงานจริง
.
.
14. การค้นพบครั้งใหญ่มาจากความบังเอิญ
.
คำว่า serendipity มาจากนิทานเรื่องเจ้าชายสามองค์แห่ง Serendip ที่มักค้นพบสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ตามหาอยู่เสมอ Taleb ชี้ว่าความก้าวหน้าที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ ล้วนเป็นสิ่งที่ทำนายไม่ได้และมาจากความบังเอิญ ไม่ใช่จากการวางแผน อย่างที่ Francis Bacon เคยบอกว่า ความก้าวหน้าที่สำคัญที่สุดมักเป็นสิ่งที่อยู่นอกเส้นทางของจินตนาการ
.
Alexander Fleming ค้นพบเพนิซิลลินตอนกำลังเก็บกวาดห้องทดลอง แล้วบังเอิญพบว่าเชื้อราปนเปื้อนเข้าไปในจานทดลองเก่า ที่น่าทึ่งคือ แม้แต่ตัวเขาเองยังเกือบเลิกสนใจไอเดียนี้ก่อนที่มันจะถูกนำมาปัดฝุ่นใหม่
.
นักดาราศาสตร์สองคนที่ Bell Labs พยายามกำจัดเสียงซ่ารบกวนในเสาอากาศ เพราะคิดว่าเป็นเพราะมูลนกที่ติดอยู่ สุดท้ายเสียงนั้นคือร่องรอยการกำเนิดจักรวาล
.
ส่วน Charles Townes ผู้ประดิษฐ์เลเซอร์ ตอนนั้นเพียงสนุกกับการแยกลำแสง โดยไม่มีไอเดียเรื่องการผ่าตัดตา แผ่นซีดี หรือการเก็บข้อมูลเลยแม้แต่น้อย เพื่อนร่วมงานยังล้อว่าสิ่งประดิษฐ์ของเขาไร้ประโยชน์
.
และ Viagra เองก็เริ่มต้นจากการเป็นยาลดความดันโลหิต ส่วนยาลดความดันอีกตัวกลับกลายเป็นยาปลูกผม
.
Taleb สรุปประโยคนี้ได้สวยงามว่า เราสร้างของเล่นขึ้นมา และของเล่นบางชิ้นก็เปลี่ยนโลก คนที่ค้นพบมักมองไม่ออกในตอนแรกด้วยซ้ำว่ากำลังถืออะไรอยู่ในมือ คนที่ตั้งหน้าตั้งตาหาหลักฐานมักหาไม่เจอ ส่วนคนที่ไม่ได้หากลับเป็นคนพบ และยังถูกยกย่องว่าเป็นผู้ค้นพบ เขายังเล่าถึงบริษัทไบโอเทคที่ตั้งชมรมชื่อ Fat Tails Club เพราะเข้าใจว่าธุรกิจวิจัยเต็มไปด้วยความบังเอิญ จึงปล่อยให้นักวิทยาศาสตร์ค้นไปตามสัญชาตญาณ แล้วค่อยหาทางทำเงินทีหลัง
.
บทเรียนเชิงปฏิบัติคือ จงเพิ่มโอกาสที่จะเจอความบังเอิญดีๆ ให้มากที่สุด อย่างที่ Louis Pasteur ว่าไว้ โชคเข้าข้างคนที่เตรียมพร้อม วิธีที่ดีที่สุดคือลงมือทดลอง ลองผิดลองถูก และวางตัวเองไว้ในที่ที่หงส์ดำด้านดีจะวิ่งเข้าหา
.
.
15. กลยุทธ์ Barbell
.
เมื่อเรารู้ว่าตัวเองทำนายผิดได้เสมอ และเครื่องวัดความเสี่ยงส่วนใหญ่ก็เชื่อถือไม่ได้ Taleb เสนอกลยุทธ์ที่เขาเรียกว่า barbell แทนที่จะวางเงินไว้ในสิ่งที่อ้างว่าความเสี่ยงปานกลาง ซึ่งความจริงไม่มีใครรู้ว่าปานกลางจริงไหม ให้เอาเงิน 85 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ไปไว้ในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดเท่าที่หาได้ ส่วนที่เหลือ 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์เอาไปลงในเดิมพันที่เก็งกำไรสุดขั้ว
.
หลักการคือ จะหนักด้านหนึ่งและเบาอีกด้านอย่างสุดทาง ไม่ใช่อยู่ตรงกลางแบบครึ่งๆ กลางๆ ด้วยวิธีนี้ ต่อให้เกิดหงส์ดำ คุณก็เสียได้ไม่เกินส่วนเล็กๆ ที่เก็งกำไรไว้ ส่วนเงินก้อนใหญ่ปลอดภัย ขณะเดียวกันคุณก็ยังเปิดรับโอกาสได้คืนแบบไม่จำกัดจากส่วนเล็กนั้น คุณตัดความเสี่ยงร้ายแรงที่คำนวณไม่ได้ออก แต่ยังคงเปิดประตูให้กับด้านดี
.
Taleb แยกธุรกิจออกเป็นแบบที่หงส์ดำเป็นบวกกับแบบที่หงส์ดำเป็นลบ การเขียนหนังสือ การวิจัย และ venture capital คือธุรกิจที่คุณเสียน้อยแต่ได้มาก เพราะหนังสือเล่มหนึ่งอาจดังเปรี้ยงด้วยเหตุผลที่ไม่มีใครคาด ส่วนการธนาคารและการปล่อยกู้คือธุรกิจที่ผลลัพธ์ที่ไม่คาดฝันมักจะเป็นลบ เพราะดีที่สุดคือได้เงินคืน แต่แย่ที่สุดคือเสียทั้งหมด
.
ผู้กำกับชื่อ William Goldman เคยบอกว่า ไม่มีใครรู้อะไรหรอก เกี่ยวกับการทำนายว่าหนังเรื่องไหนจะดัง เขารู้ว่าทำนายไม่ได้ แต่ก็รู้ว่าถ้ามีเรื่องหนึ่งดังขึ้นมา เขาจะได้ประโยชน์มหาศาล
.
Taleb ยังเตือนให้เก็บเกี่ยวโอกาสทุกครั้งที่มันโผล่มา เพราะมันหายากกว่าที่คิด ถ้าคนใหญ่คนโตในวงการนัดเจอ ให้ยกเลิกทุกอย่างแล้วไป เพราะหน้าต่างบานนั้นอาจไม่เปิดอีก เขาถึงกับบอกว่าการอยู่ในเมืองใหญ่มีค่ามาก เพราะเพิ่มโอกาสเจอความบังเอิญ จงออกไปงานสังสรรค์ เพราะการพูดคุยเล่นๆ มักนำไปสู่ความก้าวหน้าครั้งใหญ่ บทเรียนสุดท้ายของเขาจึงคมมาก จงลงทุนในความพร้อม ไม่ใช่ในการทำนาย เพราะการเฝ้าระวังทุกอย่างตลอดเวลานั้นเป็นไปไม่ได้
.
.
16. ระฆังคว่ำคือการหลอกลวงทางปัญญาครั้งใหญ่
.
ในส่วนที่สามของหนังสือ Taleb เปิดศึกกับโค้งระฆัง หรือ the bell curve แบบ Gaussian ที่ตั้งชื่อตาม Carl Friedrich Gauss เครื่องมือนี้ถูกใช้วัดความเสี่ยงในวงการการเงินทั่วโลก ทั้งที่มันถูกออกแบบมาวัดความผิดพลาดทางดาราศาสตร์ตั้งแต่แรก เขาตั้งฉายาให้มันว่า การหลอกลวงทางปัญญาครั้งใหญ่ ความนิยมของมันส่วนหนึ่งมาจาก Francis Galton ที่หลงรักมันถึงขั้นบอกว่า ถ้าชาวกรีกรู้จักมัน คงยกให้เป็นเทพไปแล้ว ขณะที่นักคณิตศาสตร์อย่าง Poincaré กลับรู้สึกระแวงมันมาตลอด
.
หัวใจของโค้งระฆังคือ ยิ่งเราออกห่างจากค่าเฉลี่ย โอกาสจะลดลงเร็วขึ้นเรื่อยๆ แบบทวีคูณ ลองดูตัวอย่างความสูง ถ้าคนทั่วไปสูงเฉลี่ย 1.67 เมตร โอกาสเจอคนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 เซนติเมตรคือ 1 ใน 6 แต่พอเพิ่มเป็นสูงกว่า 60 เซนติเมตร โอกาสตกลงเหลือ 1 ใน พันล้าน และถ้าสูงกว่า 1 เมตร โอกาสกลายเป็นตัวเลขที่มีศูนย์ตามหลังนับสิบตัว นี่คือเหตุผลที่เราเพิกเฉยต่อค่าสุดขั้วในโลกแบบนี้ได้ มีแค่โค้งระฆังเท่านั้นที่ให้การร่วงของโอกาสแบบนี้
.
แต่โลกของเรื่องทางสังคมไม่ได้เป็นแบบนั้น มันเป็นโลกแบบ Mandelbrotian หรือโลกของกฎกำลัง ที่ Benoit Mandelbrot ศึกษาไว้ ลองดูโอกาสในการรวย ทุกครั้งที่ทรัพย์สินเพิ่มเป็นสองเท่า ความถี่ลดลงด้วยอัตราคงที่ ไม่ว่าจะอยู่ที่ระดับไหน ความเหลื่อมล้ำในกลุ่มมหาเศรษฐีเท่ากับความเหลื่อมล้ำในกลุ่มคนรวยทั่วไป มันไม่เคยชะลอตัวลงเหมือนในโค้งระฆัง พูดง่ายๆ คือโลกแบบนี้ไม่มีลมต้านมาคอยฉุดค่าสุดขั้วเอาไว้
.
สิ่งที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ โลกแบบ Gaussian มีลมต้านที่ทำให้โอกาสของค่าสุดขั้วร่วงลงเร็วขึ้นเรื่อยๆ ส่วนโลกแบบ Mandelbrotian ไม่มีลมต้านนั้นเลย และเรื่องในสังคมเกือบทั้งหมดอยู่ในโลกใบหลัง การเอาโค้งระฆังไปวัดมัน จึงเท่ากับหลอกตัวเองว่าควบคุมความไม่แน่นอนได้ ทั้งที่กำลังนั่งอยู่บนถังดินระเบิด
.
.
17. ตัวเลขเดียวล้มทุกอย่าง
.
ผลพวงสำคัญที่สุดของการอยู่ในโลกแบบ Extremistan คือ ตัวเลขเดียวสามารถพลิกค่าเฉลี่ยทั้งหมดของคุณได้ และการขาดทุนครั้งเดียวสามารถล้างกำไรที่สั่งสมมาเป็นร้อยปีได้ในพริบตา คุณจึงไม่มีสิทธิ์พูดว่า นี่เป็นเพียงข้อยกเว้น อีกต่อไป เพราะในโลกใบนี้ ข้อยกเว้นนั่นแหละคือตัวเรื่อง
.
ความเหลื่อมล้ำในโลกแบบนี้สุดขั้วกว่าที่คิด Taleb ยกตัวอย่างว่า ถ้าสุ่มคนสองคนในอเมริกาที่มีรายได้รวมกันหนึ่งล้านดอลลาร์ การกระจายที่น่าจะเป็นที่สุดในโลกแบบ Mediocristan คือคนละห้าแสน แต่ในโลกแบบ Extremistan คือ ห้าหมื่นกับเก้าแสนห้าหมื่น ถ้าเป็นยอดขายหนังสือยิ่งสุดขั้ว นักเขียนสองคนที่ขายรวมกันได้หนึ่งล้านเล่ม การกระจายที่น่าจะเป็นที่สุดคือ 993,000 เล่มของคนหนึ่ง กับ 7,000 เล่มของอีกคน ยิ่งยอดรวมมากเท่าไร การกระจายยิ่งเอนเอียงมากขึ้นเท่านั้น
.
นี่คือเหตุผลที่การวัดความเสี่ยงด้วยเครื่องมือแบบ Mediocristan ในโลกแบบ Extremistan นั้นอันตรายร้ายแรง เพราะมันบอกคุณว่าเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดมีขอบเขตจำกัด ทั้งที่ความจริงไม่มีขอบเขตเลย คนที่บริหารความเสี่ยงด้วยตรรกะผิดดินแดน จึงมองไม่เห็นหายนะที่ใหญ่ที่สุดของตัวเองจนกว่ามันจะมาถึง
.
Taleb เตือนว่า คำพูดที่ว่า ฉันอาจขาดทุนได้นะ นั้นไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง ถ้าคุณไม่ได้ระบุปริมาณว่าขาดทุนแค่ไหน เพราะการเสียรายได้ของวันเดียว กับการเสียทรัพย์สินทั้งหมด มันคนละเรื่องกันอย่างสิ้นเชิง ในโลกที่ตัวเลขเดียวล้มทุกอย่างได้ ขนาดของความเสียหายจึงสำคัญกว่าความถี่ของมันเสมอ
.
.
18. สิ่งที่ใหญ่เกินไปคือสิ่งที่เปราะบางที่สุด
.
ในส่วนสุดท้ายและบทเสริมของฉบับพิมพ์ที่สอง Taleb ดึงบทเรียนจากธรรมชาติมาใช้ เขาบอกว่าธรรมชาติไม่ชอบอะไรที่ใหญ่เกินไป สัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดคือช้าง และมีเหตุผลที่มันใหญ่ได้แค่นั้น ถ้าเขายิงช้างตายหนึ่งตัว ระบบนิเวศก็แทบไม่สะเทือน แต่ถ้าธนาคารยักษ์ใหญ่แห่งเดียวล้ม มันลากทุกอย่างพังตามไปด้วย อย่างที่ Lehman Brothers ล้มในเดือนกันยายน 2008 แล้วฉุดทั้งระบบลงเหว ธรรมชาติไม่ได้จำกัดการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งต่างๆ มันแค่จำกัดขนาดของแต่ละหน่วยเอาไว้
.
ความเชื่อเรื่องการประหยัดต่อขนาด ที่ว่าบริษัทยิ่งใหญ่ยิ่งมีประสิทธิภาพ เป็นความเชื่อที่ขาดหลักฐานรองรับ ความจริงคือ ยิ่งองค์กรใหญ่ ยิ่งดูมีประสิทธิภาพ แต่ก็ยิ่งเปราะบางต่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เพราะมันถูกนักวิเคราะห์ใน Wall Street กดดันให้รีดประสิทธิภาพ ขายกันชนทุกอย่างทิ้ง เพื่อให้กำไรต่อหุ้นดูสวยขึ้น จนสุดท้ายกลับเร่งให้ตัวเองล้ม
.
แนวคิดเรื่องความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบที่อยู่เบื้องหลังโลกาภิวัตน์ก็มีปัญหาคล้ายกัน เพราะมันสมมติว่าทุกอย่างนิ่ง พอราคาสินค้าที่ประเทศหนึ่งเชี่ยวชาญผันผวนแบบ Extremistan ข้อสรุปก็พลิกได้ทันที ระบบที่เชื่อมโยงกันแน่นเกินไปทำให้รอยร้าวเล็กๆ จุดเดียวลามไปทั้งระบบ เหมือนสมองที่เซลล์ยิงพร้อมกันมากเกินไปจนชัก
.
หนี้ก็เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้คนและองค์กรเปราะบาง สุภาษิตโรมันว่าไว้ Felix qui nihil debet หรือผู้ที่ไม่เป็นหนี้ใครคือผู้ที่เป็นสุข เพราะการก่อหนี้คือการตั้งคำพยากรณ์ที่หนักแน่นเกี่ยวกับอนาคต ถ้าคุณกู้มาร้อยบาทแล้วลงทุนล้มเหลว คุณยังคงเป็นหนี้ร้อยบาทเท่าเดิม Taleb ชี้ว่าศาสนาและประเพณีโบราณในแถบตะวันออกกลางที่ห้ามเรื่องหนี้ แท้จริงคือกลไกปกป้องมนุษย์จากความเย่อหยิ่งทางความรู้ของตัวเอง
.
ธรรมชาติสร้างความซ้ำซ้อนไว้เป็นเกราะป้องกัน เรามีไตสองข้างทั้งที่ใช้ข้างเดียวก็พอ ความซ้ำซ้อนที่ดูเหมือนไม่มีประสิทธิภาพนั้น แท้จริงคือประกันชีวิต ตรงข้ามกับสิ่งที่คุณยายผู้ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่จะแนะนำ คือให้มีเงินสดสำรองหลายปีก่อนจะเสี่ยงอะไร ซึ่งก็คือหลักการดัมเบลนั่นเอง การรีดประสิทธิภาพจนเกลี้ยงคือการเปลือยตัวเองต่อหงส์ดำ
.
.
19. ครึ่งหนึ่งจงระแวง อีกครึ่งจงกล้า
.
Taleb อธิบายปรัชญาการใช้ชีวิตของตัวเองด้วยภาพคนที่แบ่งเป็นสองครึ่ง ครึ่งหนึ่งเขาเป็นพวกขี้สงสัยสุดขั้ว อีกครึ่งเขายึดมั่นในความเชื่อบางอย่างอย่างหัวรั้น เขาระแวงในเรื่องที่คนอื่นเชื่อง่าย และเชื่อในเรื่องที่คนอื่นระแวง เขาเป็นพวกระมัดระวังสุดขั้วในเรื่องที่คนอื่นมองว่าเสี่ยง และกล้าสุดขั้วในเรื่องที่คนอื่นแนะนำให้ระวัง เขาบอกว่าตัวเองขี้ระแวงเรื่องคำยืนยันเฉพาะตอนที่ความผิดพลาดมีราคาแพง เพราะข้อมูลกองโตไม่เคยยืนยันอะไรได้ แต่ตัวอย่างเดียวล้มล้างมันได้
.
หัวใจของเรื่องนี้คือการเลือกว่าจะกังวลกับอะไร เขากังวลกับหายนะร้ายแรงที่อาจถึงตาย มากกว่าความล้มเหลวเล็กๆ
.
เขากังวลกับหุ้นบลูชิปที่ดู ปลอดภัย มากกว่าการลงทุนเก็งกำไร เพราะอย่างแรกซ่อนความเสี่ยงที่มองไม่เห็น ส่วนอย่างหลังคุณรู้อยู่แล้วว่ามันผันผวนและจำกัดการขาดทุนได้ เขาเขียนประโยคที่จำง่ายว่า เขากังวลเรื่องโรคเบาหวานมากกว่าการก่อการร้าย เพราะอันตรายที่คนพูดถึงกันบ่อยๆ มักไม่ใช่อันตรายที่แท้จริง อันตรายที่ร้ายที่สุดมักซ่อนอยู่นอกบทสนทนาประจำวันของเรา
.
กฎการตัดสินใจของเขาเรียบง่าย จงก้าวร้าวเมื่อความล้มเหลวมีต้นทุนต่ำและคุณเปิดรับหงส์ดำด้านบวกได้ และจงระมัดระวังอย่างที่สุดเมื่ออยู่ภายใต้เงาของหงส์ดำด้านลบ จงกล้าเมื่อความผิดพลาดในโมเดลจะเป็นประโยชน์กับคุณ และจงหวาดระแวงเมื่อความผิดพลาดนั้นจะทำร้ายคุณ
.
.
20. จงจำไว้ว่าคุณเองก็คือหงส์ดำ
.
Taleb ปิดท้ายหนังสือด้วยคำแนะนำชีวิตที่เขาบอกว่าใช้ได้จริง เพื่อนของเขาชื่อ Jean-Olivier Tedesco เคยห้ามไม่ให้เขาวิ่งไล่รถไฟใต้ดิน แล้วพูดว่า ผมไม่วิ่งไล่รถไฟหรอก ประโยคสั้นๆ นี้เปลี่ยนวิธีคิดของเขา เพราะการพลาดรถไฟจะเจ็บปวดก็ต่อเมื่อคุณวิ่งไล่มันเท่านั้น เช่นเดียวกัน การที่ชีวิตไม่เป็นไปตามภาพความสำเร็จที่คนอื่นคาดหวัง จะเจ็บปวดก็ต่อเมื่อคุณเองยอมวิ่งตามภาพนั้น
.
เขาบอกว่าคุณยืนอยู่เหนือการแข่งขันชิงตำแหน่งได้ ไม่ใช่ด้วยการออกไปจากมัน แต่ด้วยการเลือกเกณฑ์ความสำเร็จของตัวเองด้วยมือตัวเอง การลาออกจากตำแหน่งเงินดีด้วยการตัดสินใจของตัวเอง ให้ความรู้สึกคุ้มค่ายิ่งกว่าตัวเงินที่ได้ และมันคือก้าวแรกของการประกาศอิสรภาพจากโชคชะตาแบบที่นัก Stoic ทำ ประโยคที่คมที่สุดของบทนี้คือ มันยากกว่ามากที่จะเป็นผู้แพ้ในเกมที่คุณตั้งกติกาขึ้นมาเอง
.
ในภาษาของหงส์ดำ นี่หมายความว่า คุณจะตกเป็นเหยื่อของสิ่งที่ไม่คาดฝัน ก็ต่อเมื่อคุณยอมให้มันควบคุมคุณ คุณคุมไม่ได้ว่าหงส์ดำจะมาเมื่อไหร่ แต่คุณคุมได้เสมอว่าจะทำอะไรและจะวางตัวเองไว้ตรงไหน ฉะนั้นจงทำให้สิ่งที่คุณคุมได้นั้นเป็นเป้าหมายของคุณ
.
Taleb ทิ้งความคิดเชิงปรัชญาไว้ว่า เรามักหงุดหงิดกับกาแฟเย็นชืดหรือการต้อนรับที่ไม่ดี โดยลืมไปว่าการได้มีชีวิตอยู่ตรงนี้ คือโชคก้อนมหึมาที่มีโอกาสเกิดได้น้อยอย่างเหลือเชื่อ ลองนึกถึงเม็ดฝุ่นเม็ดเดียวข้างดาวเคราะห์ที่ใหญ่กว่าโลกเป็นพันล้านเท่า เม็ดฝุ่นนั้นคือโอกาสที่คุณจะได้เกิด ส่วนดาวเคราะห์ทั้งดวงคือโอกาสที่คุณจะไม่ได้เกิด เพราะฉะนั้น อย่าเป็นเหมือนคนเนรคุณที่ได้ปราสาททั้งหลังเป็นของขวัญ แต่มัวบ่นเรื่องเชื้อราในห้องน้ำ และจงจำไว้ว่า ตัวคุณเองนั่นแหละ คือหงส์ดำ
.
.
.
.
#SuccessStrategies

