สรุป 20 ข้อคิดจาก The 33 Strategies of War เขียนโดย Robert Greene

เราถูกสอนมาตั้งแต่เด็กให้เป็นคนดี อ่อนน้อม รู้จักประนีประนอม และอยู่ร่วมกับคนอื่นให้ได้ ใครที่ก้าวร้าวหรือชอบเอาชนะมักถูกมองว่าสุดท้ายจะต้องจ่ายราคาทางสังคม คือความโดดเดี่ยวและการไม่เป็นที่รัก
.
ค่านิยมเรื่องความกลมเกลียวถูกปลูกฝังเข้ามาเงียบๆ ผ่านหนังสือ how-to ผ่านภาพลักษณ์สงบเสงี่ยมของคนที่ก้าวขึ้นไปถึงจุดสูงสุด และผ่านมารยาทที่อบอวลอยู่ในพื้นที่สาธารณะ
.
ปัญหาคือเราถูกเตรียมมาเพื่อสันติภาพ ทั้งที่โลกจริงซึ่งรอเราอยู่นั้นเต็มไปด้วยการต่อสู้
.
Robert Greene ผู้เขียน The 48 Laws of Power และ The Art of Seduction เปิดหนังสือเล่มนี้ในปี 2006 ด้วยจุดยืนตรงไปตรงมาแบบนั้น เขาบอกว่าสงครามที่เราเผชิญมีหลายระดับ ระดับที่เห็นง่ายคือคู่แข่งที่อยู่อีกฝั่ง แต่ที่ซับซ้อนและน่ากลัวกว่าคือศึกกับคนที่อยู่ฝ่ายเดียวกับเรา คนที่ยิ้มแย้มเป็นมิตรต่อหน้าแต่บ่อนทำลายเราลับหลัง คนที่เล่นเกม passive aggression อย่างแนบเนียน บนผิวน้ำดูสงบ แต่ใต้น้ำคือตัวใครตัวมัน
.
Greene บอกให้เรายอมรับว่ามนุษย์มีสัญชาตญาณก้าวร้าวที่กดข่มไม่ได้ และเสนอว่าทางออกที่ดีกว่าการเก็บกดหรือการระเบิดอารมณ์ใส่กัน คือการเป็น "นักรบเชิงกลยุทธ์" ผู้จัดการกับความขัดแย้งด้วยสติที่สงบนิ่งและการเคลื่อนไหวที่ชาญฉลาด
.
ความน่าสนใจคือ Greene ดึงบทเรียนจากประวัติศาสตร์การทหารมาทั้งเล่ม ตั้งแต่ Sun Tzu, Napoleon, Hannibal, Alexander the Great ไปจนถึงนายพลและนักการเมืองยุคใหม่ แล้วแปรมันเป็นจิตวิทยาที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้
.
คำว่า strategy มาจากภาษากรีก strategos ที่แปลตรงตัวว่า "ผู้นำกองทัพ" และหัวใจของศาสตร์นี้คือการคิดล่วงหน้า ยิ่งคิดและวางแผนไกลเท่าไร โอกาสชนะก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น Alexander เอาชนะกองทัพเปอร์เซียที่ใหญ่กว่าได้ด้วยกลยุทธ์ที่เหนือกว่า ไม่ใช่ด้วยกำลังที่มากกว่า
.
และต่อไปนี้คือ 20 ข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้ครับ
.
.
=================
.
1. ประกาศสงครามกับศัตรูของคุณ (The Polarity Strategy)
.
Greene บอกว่าเราเสียพลังงานไปมหาศาลกับการคลุมเครือว่าใครกันแน่ที่เป็นปฏิปักษ์กับเรา เหมือนแม่เหล็กที่ต้องมีขั้วตรงข้ามถึงจะเกิดแรงเคลื่อน การมีศัตรูที่ชัดเจนจะให้ทิศทางและพลังกับชีวิต คนที่ขวางทางเรา คนที่เป็นตัวแทนของทุกอย่างที่เรารังเกียจ กลายเป็นแหล่งพลังที่ทำให้เรามีเป้าหมายขึ้นมา
.
ปัญหาของคนส่วนใหญ่คือเราไม่อยากยอมรับว่ามีศัตรู เราอยากให้ทุกคนเป็นมิตร เลยมองข้ามสัญญาณของความเป็นปฏิปักษ์ที่คนชอบอำพรางไว้ใต้รอยยิ้ม Greene สอนให้เราฝึกดมกลิ่นศัตรู สังเกตรูปแบบพฤติกรรมที่เผยความเป็นศัตรูออกมา และเมื่อจับภาพชัดแล้ว ก็ประกาศสงครามในใจ ไม่ต้องป่าวประกาศออกไป แต่ให้ความชัดเจนนั้นอยู่ในหัวของเรา
.
ที่สำคัญคือเขาเตือนว่าอย่าไร้เดียงสา ศัตรูบางประเภทไม่มีทางสายกลาง ไม่มีจุดที่จะประนีประนอมได้ การพยายามเอาใจคนแบบนี้รังแต่จะเชื้อเชิญให้เขารุกหนักขึ้น เพราะมันส่งสัญญาณความอ่อนแอออกไป
.
บทเรียนใช้จริงคือ อย่าออกไปหาเรื่องทะเลาะกับใคร แต่ก็เลิกแกล้งทำเป็นว่าทุกคนรอบตัวหวังดีกับเราหมด ความขัดแย้งที่จัดวางให้ถูกที่กลับให้พลังกับเราได้ คู่แข่งที่คู่ควรหนึ่งคนทำให้เราเก่งขึ้นได้มากกว่าคำชมร้อยคำ
.
.
2. อย่ารบด้วยกลยุทธ์ของสงครามครั้งที่แล้ว (The Guerrilla-War-of-the-Mind Strategy)
.
สิ่งที่ถ่วงเราไว้และทำให้เราทุกข์มากที่สุดมักคืออดีต เราเอาบทเรียนจากศึกครั้งก่อนมาใช้กับสถานการณ์ตรงหน้าที่ความจริงแล้วไม่เหมือนกันเลย Greene บอกว่าเวลาเราทำพลาด เรามักคิดว่าที่พลาดเพราะรู้ไม่มากพอ ถ้ารู้มากกว่านี้คงทำได้ดีกว่า ทั้งที่ความจริงเรามักพลาดเพราะเราไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน เรามัวฟังเสียงในหัวตัวเอง เอาทฤษฎีที่ย่อยมานานแล้วมาทาบกับเรื่องที่อยู่ตรงหน้า
.
นายพลและนักกลยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้โดดเด่นเพราะมีความรู้มากกว่าคนอื่น แต่เพราะสามารถทิ้งความเชื่อเดิมๆ และจดจ่ออยู่กับขณะปัจจุบันได้เมื่อจำเป็น Carl von Clausewitz เรียกช่องว่างระหว่างแผนกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงว่า "friction" และเพราะ friction เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จิตใจของเราจึงต้องไหลทันความเปลี่ยนแปลง ตอนมีคนถาม Napoleon ว่าเขายึดหลักการทำสงครามข้อไหน เขาตอบว่าไม่ยึดข้อไหนเลย อัจฉริยภาพของเขาคือการตอบสนองต่อสถานการณ์ตามที่มันเป็น
.
Greene เปรียบจิตใจเหมือนแม่น้ำ ยิ่งไหลเร็วยิ่งทันปัจจุบันและยิ่งสดใหม่ ส่วนความคิดวกวน บาดแผลเก่า และความสำเร็จในอดีต คือก้อนหินและโคลนที่ทับถมจนน้ำหยุดไหลและเน่าเสีย Field Marshal Erwin Rommel เคยพูดถึงทหารอเมริกันในแอฟริกาเหนือว่าพวกเขาเรียนรู้ได้เร็วกว่าอังกฤษ เพราะ "การให้การศึกษานั้นง่ายกว่าการสอนใหม่" คนที่ถูกฝึกมาแน่นเกินไปมักช้ากว่าหนึ่งก้าวในสนามจริง เพราะมัวสนใจกฎที่เรียนมามากกว่าสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
.
บทเรียนคือ กับดักของศึกครั้งล่าสุด ถ้าครั้งก่อนชนะ เรามักขี้เกียจและทำซ้ำวิธีเดิม ถ้าครั้งก่อนแพ้ เรามักขลาดและลังเล ทางที่ดีคือพยายามลบมันออกจากหัว แล้วเข้าหาเรื่องใหม่ราวกับว่าเราไม่รู้อะไรเลยและต้องเริ่มเรียนใหม่ทั้งหมด
.
.
3. รักษาสติให้มั่นท่ามกลางความวุ่นวาย (The Counterbalance Strategy)
.
เราชอบคิดว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่มีเหตุผล แต่ Greene เตือนว่านั่นจริงแค่ครึ่งเดียว เราเป็นสัตว์อารมณ์พอๆ กับเป็นสัตว์เหตุผล และสิ่งที่กำหนดพฤติกรรมเราส่วนใหญ่คืออารมณ์ในชั่วขณะนั้น เราดูเหมือนมีเหตุผลก็เพราะกิจวัตรประจำวันช่วยให้ทุกอย่างดูสงบและควบคุมได้ แต่พอเจอสถานการณ์เลวร้าย ความมีเหตุผลก็หายวับ เหลือแต่ความกลัว ความใจร้อน และความสับสน
.
ประเด็นที่เขาย้ำคือ จิตใจของเราอ่อนแอกว่าอารมณ์ของเรา และเรามักรู้ตัวก็ต่อเมื่ออยู่ในยามคับขัน ซึ่งเป็นเวลาที่เราต้องการความเข้มแข็งที่สุดพอดี สิ่งที่ทำให้จิตแกร่งขึ้นและคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น ไม่ใช่ความรู้หรือสติปัญญาที่มากขึ้น แต่คือวินัยภายในและความทนทานที่สร้างผ่านการเผชิญหน้ากับความยากลำบาก Alexander the Great, Ulysses S. Grant และ Winston Churchill ล้วนได้ความนิ่งนี้มาจากการลองผิดลองถูกในตำแหน่งที่ต้องรับผิดชอบ
.
เรื่องของ George S. Patton เป็นตัวอย่างที่คมมาก เขามาจากตระกูลทหารและกลัวมาตลอดว่าตัวเองจะขี้ขลาดในสนามรบจนทำให้วงศ์ตระกูลเสื่อมเสีย วันที่เขาต้องนำทหารบุกเข้าใส่ปืนกลเยอรมัน ขาเขาสั่นจนเป็นวุ้นและสติแทบหลุด แต่ทันใดนั้นเขาเห็นภาพบรรพบุรุษนักรบของตระกูลในเครื่องแบบจ้องลงมา เขาตะโกนว่า "ถึงเวลาที่ Patton อีกคนจะตายแล้ว" แล้วลุกขึ้นวิ่งเข้าใส่ปืน หลังจากวันนั้น เขาจงใจพาตัวเองออกไปยังแนวหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อเผชิญความกลัวซ้ำๆ จนมันเล็กลงเรื่อยๆ
.
บทเรียนของ Patton บอกเราสองอย่าง อย่างแรกคือการเผชิญหน้ากับความกลัวและปล่อยให้มันโผล่ขึ้นมา ดีกว่าการกดมันไว้ เพราะความกลัวเติบโตได้ดีในความไม่รู้ การจงใจวางตัวเองในสถานการณ์ที่ต้องเจอกับความกลัวจะทำให้เราคุ้นชินกับมัน และทุกครั้งที่เอาชนะความกลัวได้ มันจะคืนความมั่นใจและความนิ่งกลับมาให้ ข้อนี้คือหัวใจของ Stoic ในร่างของนักรบ
.
.
4. สร้างความรู้สึกจวนตัวให้ตัวเอง (The Death-Ground Strategy)
.
เรามักรู้สึกล่องลอยในการกระทำ มีตัวเลือกเต็มไปหมดแต่ไม่มีอันไหนจำเป็นจริงๆ อิสระกลายเป็นภาระ และมีเสียงกระซิบในใจตลอดว่าเราน่าจะทำได้มากกว่านี้ เราผลาญเวลาไปเยอะมาก แต่พอมีเส้นตายหรือความรับผิดชอบบางอย่างถูกโยนมาที่มือ ทุกอย่างเปลี่ยน ไม่มีอิสระอีกต่อไป ทุกสิ่งที่ทำดูจำเป็นไปหมด และเรากลับรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
.
กว่าสองพันปีก่อน Sun Tzu พูดถึงสิ่งที่เรียกว่า "death ground" คือพื้นที่ที่กองทัพถูกต้อนจนหลังชนภูเขาหรือแม่น้ำ ไม่มีทางหนี เมื่อไม่มีทางถอย ทหารจะสู้ด้วยจิตใจที่แกร่งกว่าปกติสองสามเท่า เพราะความตายปรากฏอยู่ตรงหน้าจริงๆ Hernán Cortés เผาเรือทิ้งทั้งหมดเมื่อขึ้นฝั่งเม็กซิโก เพื่อให้ลูกน้องไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินหน้า แม่ทัพจีน Han Hsin จงใจตั้งทัพหันหลังให้แม่น้ำ ขัดกับตำราพิชัยสงครามทุกข้อ แล้วชนะ เพราะลูกน้องที่เพิ่งเกณฑ์มาจากตลาดจะหนีทันทีถ้ามีที่ปลอดภัยให้หนี
.
Greene อธิบายว่า death ground เป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่กว้างกว่าสนามรบ มันคือสถานการณ์ใดๆ ที่เรารู้สึกว่าถูกปิดล้อมและไม่มีทางเลือก มีแรงกดดันจริงๆ อยู่ข้างหลัง เวลากำลังจะหมด และความล้มเหลวซึ่งเป็นเหมือนความตายทางจิตใจกำลังจ้องหน้าเราอยู่ เราต้องลงมือ ไม่อย่างนั้นก็ต้องรับผลที่ตามมา
.
ตัวอย่างที่ชัดคือ Lyndon B. Johnson ตอนอายุ 28 ที่ตัดสินใจลงสมัครชิงตำแหน่งในสภาที่ว่างลงกะทันหัน ทั้งที่ยังหนุ่มและแทบไม่มีใครรู้จัก เขาเดิมพันทุกอย่างไว้กับการทุ่มครั้งเดียว เทคนิคของกลยุทธ์นี้คือการเลือกใช้มันกับตัวเองเป็นครั้งคราว เหมือนเป็นนาฬิกาปลุก ตัดเชือกที่ผูกเราไว้กับความสบาย แล้วเข้าสู่ดินแดนที่ไม่มีทางถอยกลับ เพราะโลกถูกขับเคลื่อนด้วยความจำเป็น คนจะเปลี่ยนพฤติกรรมก็ต่อเมื่อจำเป็นต้องเปลี่ยนเท่านั้น
.
.
5. รักษาเอกภาพในการบังคับบัญชา ระวังกับดักของ Groupthink (The Command-and-Control Strategy)
.
การนำคนในยุคนี้ต้องการสัมผัสที่ละเอียดอ่อน เพราะคนเราหวาดระแวงอำนาจมากขึ้น และเกือบทุกคนต่างมองตัวเองว่าเป็นนายทหาร ไม่ใช่พลทหาร พอรู้สึกว่าต้องแสดงตัวตน คนเลยเอาผลประโยชน์ของตัวเองมาก่อนทีม เอกภาพของกลุ่มจึงเปราะบางและแตกง่าย Greene เตือนว่าผู้นำหลายคนตกหลุมยุคสมัย คืออยากดูเป็นประชาธิปไตยจนยกอำนาจตัดสินใจให้กลุ่มทั้งหมด โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังละเมิดกฎสำคัญที่สุดข้อหนึ่งของการทำสงคราม นั่นคือเอกภาพในการบังคับบัญชา
.
ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์หลายครั้งเกิดจากการนำที่แตกแยก ในศึก Cannae ปี 216 ก่อนคริสตกาล โรมันมีกำลังมากกว่า Hannibal ถึงสองเท่า แต่ถูกล้อมทำลายเกือบหมด ส่วนหนึ่งเพราะมีผู้นำสองคนผลัดกันบัญชาการ และทะเลาะกันเองมากพอๆ กับสู้กับศัตรู Frederick the Great เอาชนะพันธมิตรห้ามหาอำนาจได้ส่วนหนึ่งเพราะตัดสินใจได้เร็วกว่า ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามต้องประชุมหารือกันทุกการเคลื่อนไหว ในสงครามโลกครั้งที่สอง นายพล Marshall ยืนกรานให้มีผู้บัญชาการสูงสุดเพียงคนเดียว ซึ่งเปิดทางให้ Eisenhower ประสบความสำเร็จในยุโรป
.
ที่การนำแบบแบ่งแยกอันตราย เพราะคนในกลุ่มมักคิดและทำในแบบที่ไม่สมเหตุผลและไร้ประสิทธิภาพ ซึ่ง Greene เรียกว่า Groupthink คนในกลุ่มจะกลายเป็นนักการเมือง พูดและทำสิ่งที่คิดว่าจะช่วยภาพลักษณ์ของตัวเองในกลุ่ม มุ่งเอาใจคนอื่นมากกว่าจะมองสิ่งต่างๆ ตามจริง ที่ปัจเจกคนเดียวกล้าและสร้างสรรค์ได้ กลุ่มกลับกลัวความเสี่ยง และความจำเป็นต้องหาจุดประนีประนอมระหว่างอีโก้ของทุกคนก็ฆ่าความคิดสร้างสรรค์ทิ้ง
.
เกมที่ต้องเล่นคือ รักษาเอกภาพในการบังคับบัญชาให้ได้ ถือเชือกทุกเส้นไว้ในมือตัวเอง วิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ภาพใหญ่ต้องมาจากเราคนเดียว แต่ขณะเดียวกันก็ต้องกลบรอย ทำงานหลังฉาก ทำให้กลุ่มรู้สึกมีส่วนร่วม ขอความเห็นพวกเขา หยิบไอเดียดีๆ มาใช้ และปฏิเสธไอเดียแย่ๆ อย่างสุภาพ ถ้าจำเป็นก็ปรับแผนเล็กๆ น้อยๆ พอให้คนที่หวั่นไหวรู้สึกดี แต่สุดท้ายให้เชื่อวิสัยทัศน์ของตัวเอง
.
.
6. แบ่งกำลังเป็นหน่วยย่อย ทำให้ตัวเองมีทางเลือกมากกว่าคู่แข่ง (The Controlled-Chaos Strategy)
.
คนจำนวนมากอยากได้สูตรสำเร็จ พวกเขาไม่อยากคิดเอง อยากได้ขั้นตอนที่ผู้เชี่ยวชาญบอกมาให้ทำตาม Greene บอกว่าเราต้องกำจัดความเข้าใจผิดข้อนี้ทิ้งไป เพราะหัวใจของกลยุทธ์ไม่ได้อยู่ที่การทำตามแผนเลิศๆ ทีละขั้น แต่อยู่ที่การวางตัวเองให้อยู่ในสถานการณ์ที่เรามีทางเลือกมากกว่าศัตรู แทนที่จะคว้าตัวเลือก A เป็นคำตอบเดียว กลยุทธ์ที่แท้จริงคือการวางตัวเองให้ทำ A หรือ B หรือ C ได้แล้วแต่สถานการณ์
.
Sun Tzu เรียกสิ่งนี้ว่า shih คือตำแหน่งของพลังที่ซ่อนอยู่ เหมือนก้อนหินที่วางอยู่บนยอดเขาอย่างหมิ่นเหม่ หรือสายธนูที่ขึงตึง แค่แตะก้อนหินเบาๆ หรือปล่อยสายธนู พลังมหาศาลก็ถูกปลดปล่อยออกมา และมันพุ่งไปทางไหนก็ได้ตามการเคลื่อนไหวของศัตรู Napoleon คงไม่เคยรู้จักคำว่า shih แต่เขาเข้าใจมันลึกซึ้งที่สุดในประวัติศาสตร์ พอเขาวางกองทัพเจ็ดกองไว้ในรูปแบบที่ดูเหมือนวุ่นวายตามแนวแม่น้ำ Rhine ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะหันไปทางไหนก็พ่ายแพ้ เพราะ Napoleon มีทางเลือกไม่จบสิ้น ส่วนศัตรูมีไม่กี่ทางและทุกทางล้วนเลวร้าย
.
กุญแจสำคัญที่กองทัพเยอรมันใช้คือแนวคิด Auftragstaktik หรือยุทธวิธีตามภารกิจ Moltke เขียนไว้ว่าโอกาสดีๆ จะถูกปล่อยทิ้งทันทีถ้าผู้บังคับบัญชาเอาแต่รอคำสั่ง นายทหารทุกระดับต้องทำสิ่งที่สถานการณ์ต้องการตามที่เขาเห็น ลงมือโดยไม่ต้องรอคำสั่ง หรือกระทั่งทำขัดคำสั่งถ้าคำสั่งนั้นไม่สอดคล้องกับความจริง มีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งนายพันถูกตำหนิที่ทำพลาด เขาแก้ตัวว่าทำตามคำสั่ง Prince Frederick Charles ตอบกลับว่า "ฝ่าบาทแต่งตั้งให้ท่านเป็นนายพัน เพราะเชื่อว่าท่านจะรู้ว่าเมื่อไรไม่ควรเชื่อฟังคำสั่งของพระองค์"
.
บทเรียนสำหรับชีวิตและงานคือ อย่ารวมศูนย์ทุกอย่างไว้ที่ตัวเองจนระบบขยับช้า ความเร็วและการปรับตัวคือสิ่งสำคัญที่สุด การแบ่งกำลังออกเป็นหน่วยที่คิดและตัดสินใจเองได้ ทำให้เราว่องไวและหยุดยาก แต่ทั้งหมดนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อทุกหน่วยซึมซับวิญญาณและเป้าหมายร่วมกัน ให้ภารกิจกับพวกเขา แล้วปล่อยให้วิ่ง
.
.
7. เลือกสมรภูมิอย่างระมัดระวัง มองเห็นต้นทุนที่ซ่อนอยู่ (The Perfect-Economy Strategy)
.
ความจริงถูกนิยามด้วยขีดจำกัดที่คมชัด เรามีพลังให้ใช้จำกัด มีทรัพยากรจำกัด ทักษะและความสามารถไปได้ไกลแค่ระดับหนึ่ง สัตว์รู้จักอยู่ในขีดจำกัดของมัน มันไม่พยายามบินสูงกว่าหรือสะสมอาหารจนหมดแรง มันแค่ทำให้ดีที่สุดกับสิ่งที่มี แมวเคลื่อนไหวอย่างประหยัด ไม่เปลืองแรงสักนิด ส่วนคนที่เคยยากจนมักรู้ขีดจำกัดของตัวเองดี และเพราะถูกบีบให้ทำมากที่สุดจากสิ่งที่มีน้อย พวกเขาจึงสร้างสรรค์อย่างไม่น่าเชื่อ
.
ปัญหาของคนที่อยู่ในสังคมอุดมสมบูรณ์คือเราสูญเสียสำนึกเรื่องขีดจำกัด เราถูกกันออกจากความตายจนนึกว่ามีเวลาไม่จำกัด มีพลังไม่จำกัด คิดว่าแค่พยายามมากขึ้นก็จะได้สิ่งที่ต้องการ Greene บอกว่าความอุดมสมบูรณ์ทำให้เรารวยในความฝัน เพราะในฝันไม่มีขีดจำกัด แต่มันทำให้เราจนในความจริง นักรบหาความงามจากความจริง จากการรู้ขีดจำกัด และจากการทำให้ได้มากที่สุดกับสิ่งที่มี เหมือนแมวที่หาวิธีออกหมัดให้มีแรงมากที่สุดด้วยการเปลืองแรงน้อยที่สุด
.
แม่ทัพ Vo Nguyen Giap เป็นตัวอย่างที่ดี เขาเผชิญกับฝรั่งเศสและอเมริกาที่มีทรัพยากรและอาวุธเหนือกว่ามหาศาล กองทัพเขาเป็นแค่ชาวนาที่มีขวัญกำลังใจแต่แทบไม่มีอะไรอย่างอื่น Giap เคยมีโอกาสรับรถบรรทุก วิทยุ และอาวุธจากจีน แต่เขามองว่านั่นคือกับดัก เพราะมันจะแค่ทำให้เขากลายเป็นเวอร์ชันที่อ่อนแอกว่าของศัตรู เขาเลือกใช้สิ่งที่มี เปลี่ยนจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็ง รถบรรทุกถูกเครื่องบินทิ้งระเบิดได้ แต่เส้นทางลำเลียงที่มองไม่เห็นนั้นทิ้งระเบิดไม่ได้ เขาเลยใช้ลูกหาบเดินแบกเสบียงและข้ามแม่น้ำด้วยสะพานเชือกที่จมอยู่ใต้ผิวน้ำ
.
นี่คือเหตุผลที่เราต้องคิดถึงต้นทุนแฝงของทุกสงครามที่จะเข้าไปพัวพัน ทั้งเวลาที่เสียไป ความปรารถนาดีของผู้คนที่ถูกผลาญทิ้ง และศัตรูที่ขมขื่นแค้นจนคิดจะแก้แค้น บางครั้งการรอ หรือการบ่อนทำลายศัตรูอย่างเงียบๆ ดีกว่าการเข้าปะทะตรงๆ คนที่รู้ว่าเมื่อไรควรชะลอ เมื่อไรควรฟื้นฟูตัวเอง คือคนที่อยู่ได้นานกว่าและเล่นเกมยาว
.
.
8. ปล่อยให้อีกฝ่ายขยับก่อน (The Counterattack Strategy)
.
ตั้งแต่ยุคแรกของประวัติศาสตร์การทหาร นักกลยุทธ์ในหลายวัฒนธรรมสังเกตเห็นปรากฏการณ์แปลกอย่างหนึ่ง คือในการรบ ฝ่ายที่ตั้งรับมักเป็นฝ่ายชนะในตอนจบ เหตุผลข้อแรกคือเมื่อฝ่ายรุกออกตัวไปแล้ว เขาก็ไม่เหลือไพ่ตายอีก ฝ่ายรับเห็นกลยุทธ์ของเขาชัดเจนและตั้งรับได้ ข้อสองคือถ้าฝ่ายรับต้านการบุกครั้งแรกได้ ฝ่ายรุกจะตกอยู่ในสภาพอ่อนแอ กองทัพระส่ำระสายและหมดแรง เพราะการยึดดินแดนใช้พลังงานมากกว่าการรักษามันไว้
.
ศิลปะของการตีโต้กลับนี้คือต้นกำเนิดของกลยุทธ์สมัยใหม่ มันเป็นตัวอย่างแรกของการเข้าหาทางอ้อม คือแทนที่จะโหดและตรงไปตรงมา การตีโต้กลับใช้พลังและความก้าวร้าวของศัตรูเองมาทำลายเขา Napoleon Bonaparte, T. E. Lawrence, Erwin Rommel และ Mao Tse-tung ล้วนเลือกใช้กลยุทธ์นี้ หลักการคือปล่อยให้ศัตรูขยับก่อน ล่อให้เขาบุกอย่างก้าวร้าวจนเปลืองพลังและเสียแนว แล้วฉวยจังหวะที่เขาอ่อนแอและระส่ำระสายเข้าตีกลับ
.
Greene บอกว่ากลยุทธ์นี้ใช้ได้กับการแข่งขันทุกรูปแบบ เพราะมันตั้งอยู่บนสัจธรรมของธรรมชาติมนุษย์ เราเป็นสัตว์ที่ใจร้อนโดยกำเนิด เราทนรอไม่ได้ อยากให้ความต้องการของเราได้รับการตอบสนองเร็วที่สุด นี่คือจุดอ่อนมหาศาล เพราะมันทำให้เราผูกมัดตัวเองโดยไม่คิดให้รอบคอบพอ ในการรีบพุ่งเข้าใส่ เราจำกัดทางเลือกของตัวเองและพาตัวเองเข้าสู่ปัญหา
.
ความอดทนคือสิ่งที่ให้ผลตอบแทนไม่จำกัด มันเปิดโอกาสให้เราดมกลิ่นจังหวะ และจับเวลาตีกลับให้ศัตรูตั้งตัวไม่ทัน คนที่นอนรอจังหวะที่ใช่ได้ มักได้เปรียบคนที่ยอมจำนนต่อความใจร้อนตามธรรมชาติเสมอ บทเรียนสำคัญคือ ในเกมที่ทั้งสองฝ่ายจ้องกันอยู่ คนที่กระพริบตาก่อนมักเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
.
.
9. สร้างภาพลักษณ์ที่น่าเกรงขาม (Deterrence Strategies)
.
วิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับคนก้าวร้าวคือการทำให้เขาไม่กล้าโจมตีเราตั้งแต่แรก และการจะทำแบบนั้นได้ เราต้องสร้างภาพว่าเรามีพลังมากกว่าที่เป็นจริง Saul Alinsky เขียนไว้ในหนังสือ Rules for Radicals ว่า "พลังไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่เรามีเท่านั้น แต่อยู่ที่สิ่งที่ศัตรูคิดว่าเรามี" ถ้าองค์กรเราเล็ก ก็ทำแบบ Gideon คือซ่อนคนไว้ในความมืดแต่ส่งเสียงดังจนคนฟังเชื่อว่าเรามีคนมากกว่าความจริงมาก
.
Greene เรียกศิลปะนี้ว่า reverse intimidation หรือการข่มขวัญย้อนกลับ มันตั้งอยู่บนความจริงเรื่องธรรมชาติมนุษย์ คือคนมักโจมตีเราถ้าเห็นว่าเราอ่อนแอและเปราะบาง การพยายามเอาใจหรือยอมยกบางส่วนให้คนก้าวร้าวเป็นสูตรหายนะ เพราะมันแค่โชว์ความอ่อนแอและเชื้อเชิญการรุกหนักขึ้น แต่การยอมแพ้แบบหมดรูปก็มอบชัยชนะง่าย ๆ ให้เขา และทำให้เราขมขื่น
.
เรื่องของ Stonewall Jackson ที่หุบเขา Shenandoah แสดงให้เห็นความจริงข้อนี้ สิ่งที่สำคัญในสงครามไม่ได้อยู่ที่ว่าเรามีกำลังกี่คน แต่อยู่ที่ว่าศัตรูมองเราอย่างไร Jackson ส่งทหารแค่ 3,600 คนบุกฐานที่มั่นของฝ่ายเหนืออย่างห้าวหาญ จน Lincoln และ McClellan คิดว่าเขาต้องมีกำลังมากกว่านั้นเยอะ เพราะไม่มีใครโง่พอจะส่งคนแค่นี้เข้าตี จากนั้นเขาก็เคลื่อนไหวอย่างคาดเดาไม่ได้ จนฝ่ายเหนือต้องแบ่งกำลังมาคอยระวัง ทั้งที่กองทัพของเขาเล็กจนน่าขัน
.
บทเรียนคือ จงคุมการรับรู้ของคนที่มีต่อเราด้วยการเล่นกับภาพลักษณ์ ผสมความกล้าเข้ากับความคาดเดาไม่ได้ ลงมืออย่างห้าวหาญในยามที่อ่อนแอที่สุด เพราะการกระทำที่ตีความไม่ออกดึงดูดความสนใจและความกังวล ถ้าพฤติกรรมเราอ่านยาก คนจะกลัวว่ามีอะไรมากกว่าที่ตาเห็น คนก้าวร้าวจะถอย และในที่สุดภาพลักษณ์ที่ว่า "อย่ามายุ่งกับคนนี้" ก็จะกลายเป็นความจริง
.
.
10. แลกพื้นที่กับเวลา บางครั้งการไม่ทำอะไรเลยคือกลยุทธ์ (The Nonengagement Strategy)
.
ปัญหาที่เราทุกคนเจอคือเราแทบไม่รู้จักตัวเองจริงๆ ความคิดของเรามาจากหนังสือ ครู และอิทธิพลมากมายที่มองไม่เห็น เราตอบสนองต่อเหตุการณ์อย่างเป็นกลไก และในการคบหากับคนอื่น เราก็ติดจังหวะและอารมณ์ของเขามาง่ายๆ ทั้งหมดนี้สร้างหมอกขึ้นมาบังตา เรามองไม่เห็นสิ่งต่างๆ ตามที่มันเป็น
.
หน้าที่ของนักกลยุทธ์คือการเห็นความต่างระหว่างตัวเรากับคนอื่น เข้าใจตัวเอง ฝ่ายเรา และศัตรูให้ดีที่สุด และได้มุมมองที่ห่างออกมา แต่ Greene บอกว่าพลังที่จะทำแบบนี้มาจากการรู้ว่าเมื่อไรและอย่างไรที่ควรถอย ถ้าเราเอาแต่บุก เอาแต่ตอบโต้คนอื่นด้วยอารมณ์ตลอดเวลา เราจะไม่มีเวลาตั้งหลัก กลยุทธ์ของเราจะอ่อนและเป็นกลไก เหมือนลิงที่เอาแต่เลียนแบบแทนที่จะสร้างสรรค์ การถอยเป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นครั้งคราว เพื่อค้นพบตัวเองและสลัดอิทธิพลที่ปนเปื้อน และเวลาที่ดีที่สุดที่จะทำคือยามคับขัน
.
ในเชิงสัญลักษณ์ การถอยมีความหมายทางศาสนา Moses และชาวยิวหนีเข้าทะเลทรายจึงได้รวมตัวตนของตัวเองและกลับมาเป็นพลังทางสังคม Jesus ใช้เวลาสี่สิบวันในถิ่นทุรกันดาร และ Mohammed ก็หนีออกจาก Mecca ในยามอันตราย ใช้ช่วงเวลานั้นกับสาวกไม่กี่คนเพื่อกระชับความผูกพันและเข้าใจว่าตัวเองยืนอยู่บนอะไร ก่อนจะกลับมาพิชิตคาบสมุทรอาระเบีย
.
บทเรียนคือ การถอยเมื่อเจอศัตรูที่แข็งแกร่งกว่ากลับเป็นสัญญาณของความแข็งแกร่งมากกว่าความอ่อนแอ การต้านความอยากตอบโต้คนก้าวร้าวเอาไว้ ทำให้เราซื้อเวลาอันมีค่ากลับมา เวลาที่จะฟื้นตัว คิด และได้มุมมอง ตำราจีน Huainanzi เขียนไว้ว่า "ปราชญ์ไม่ได้ให้คุณค่ากับเพชรเม็ดใหญ่เท่ากับเวลาเพียงเล็กน้อย เพราะเวลานั้นหายาก แต่เสียไปง่าย" บางครั้งเราทำสำเร็จได้มากที่สุดด้วยการไม่ทำอะไรเลย
.
.
11. ยอมแพ้บางสมรภูมิเพื่อชนะสงคราม คิดให้ไกลกว่าตาเดียว (Grand Strategy)
.
หลายพันปีก่อน มนุษย์ยกตัวเองขึ้นเหนือโลกของสัตว์ ด้วยพลังของการมองเห็น คือภาษาและความสามารถในการใช้เหตุผล สัตว์พึ่งพาสัญชาตญาณและมองได้แค่สิ่งตรงหน้า แต่มนุษย์เขียนแผนที่ทั้งป่าได้ ศึกษานิสัยของสัตว์อันตรายได้ และเห็นภัยมาก่อนที่มันจะมาถึง สายตาของเราขยายไปทั้งในอดีตและอนาคต และนั่นทำให้เราครองโลก
.
แต่ Greene ชี้ว่า ณ จุดหนึ่งเราหยุดวิวัฒนาการในฐานะสัตว์ที่มีเหตุผล ส่วนหนึ่งของเรายังเป็นสัตว์อยู่ และส่วนนั้นตอบสนองได้แค่สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด คิดข้ามขณะปัจจุบันไม่ได้ ด้านที่มีเหตุผลกับด้านที่เป็นสัตว์จึงทำสงครามกันตลอด เราวางแผนเพื่อเป้าหมาย แต่พอลงมือจริงเรากลับใช้อารมณ์และเสียมุมมอง เราใช้กลยุทธ์ไขว่คว้าสิ่งที่ต้องการ แต่ไม่หยุดถามว่าสิ่งนั้นจำเป็นจริงไหม และได้มาแล้วจะเกิดผลอะไรตามมา
.
โศกนาฏกรรมกรีกอย่าง Oedipus Rex สะท้อนเรื่องนี้ ตัวเอกคิดว่าตัวเองรู้ความจริงและรู้จักโลกพอจะลงมือ แต่สายตาเขาถูกอารมณ์และความปรารถนาบดบัง เขามีมุมมองแค่บางส่วน เลยลงมืออย่างขาดความยั้งคิดและสร้างความทุกข์ ในทางกลับกัน Helen บรรยาย Odysseus ว่าเป็น "ยอดนักกลยุทธ์ ผู้รู้ทุกกลเม็ด และมีจิตใจที่ลึกล้ำ"
.
หัวใจของ Grand Strategy คือศิลปะของการมองข้ามสมรภูมิตรงหน้า และคำนวณไปข้างหน้า มันต้องการให้เราจดจ่ออยู่กับเป้าหมายสูงสุดและวางแผนไปให้ถึงมัน ปล่อยให้คนอื่นจมอยู่กับความปั่นป่วนของแต่ละศึก ดีใจกับชัยชนะเล็กๆ ของตัวเอง บางครั้งการยอมเสียหมากเล็กๆ คือราคาที่คุ้มค่าสำหรับการรุกฆาตในตอนจบ เพราะ Grand Strategy จะมอบรางวัลสูงสุดให้ นั่นคือการได้หัวเราะเป็นคนสุดท้าย
.
.
12. รู้จักศัตรู อ่านคนให้ออก (The Intelligence Strategy)
.
พลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตไม่ได้มาจากทรัพยากรไม่จำกัดหรือทักษะกลยุทธ์ที่สมบูรณ์แบบ แต่มาจากความรู้ที่ชัดเจนเกี่ยวกับคนรอบตัว คือความสามารถในการอ่านคนได้เหมือนอ่านหนังสือ ถ้าเรามีความรู้แบบนั้น เราจะแยกมิตรออกจากศัตรู คาดการณ์เจตนาร้ายของเขาได้ มองทะลุกลยุทธ์ของเขาและตั้งรับได้ทัน
.
Greene เตือนเรื่องสายลับว่ามันไม่น่าเชื่อถือ เพราะสายลับกรองข้อมูลผ่านอคติของตัวเอง และน้ำเสียง แววตา หรือรายละเอียดเล็กๆ ที่เผยตัวตนคน มักหายไปจากรายงานของพวกเขา สุดท้ายข้อมูลของสายลับไม่มีความหมายเลยถ้าเราตีความพฤติกรรมและจิตวิทยาของมนุษย์ไม่เป็น Hannibal, Julius Caesar, Prince Metternich, Winston Churchill และ Lyndon Johnson สมัยอยู่ในวุฒิสภา ล้วนเป็นนักศึกษาธรรมชาติมนุษย์ชั้นยอดและนักอ่านคนที่เหนือชั้นก่อนเป็นอย่างอื่น
.
Miyamoto Musashi ปรมาจารย์ดาบกล่าวว่ามีตาอยู่สองแบบ แบบหนึ่งแค่มองสิ่งต่าง ๆ อีกแบบมองทะลุเข้าไปเห็นธรรมชาติภายในของมัน ตาแบบแรกไม่ควรเกร็งเพื่อจะได้สังเกตให้มากที่สุด ส่วนตาแบบที่สองต้องแข็งแกร่งเพื่อมองเห็นการทำงานในใจของคู่ต่อสู้ได้ชัด เขาบอกด้วยว่าในการประลองดาบ เราปล่อยให้ตาแสดงเจตนาได้ แต่ห้ามปล่อยให้ตาเผยใจออกมาเด็ดขาด
.
ก้าวแรกของการอ่านคนคือการเลิกคิดว่าคนเป็นปริศนาที่เจาะไม่เข้า ที่เขาดูเป็นปริศนาก็เพราะเกือบทุกคนถูกฝึกให้อำพรางความรู้สึกและเจตนาที่แท้จริงมาตั้งแต่เด็ก เพราะถ้าเราเดินไปบอกทุกคนว่าเรารู้สึกอย่างไรและวางแผนจะทำอะไร เราก็จะเปราะบางต่อเจตนาร้าย เป้าหมายของกลยุทธ์นี้จึงควรเป็นจิตใจของคนที่บัญชาการกองทัพ มากกว่าตัวกองทัพที่เราเห็น เพราะถ้าเราเข้าใจว่าจิตใจนั้นทำงานอย่างไร เราก็มีกุญแจที่จะรับมือกับมันได้
.
.
13. เอาชนะด้วยความเร็วและความฉับพลัน (The Blitzkrieg Strategy)
.
เดือนพฤษภาคม 1940 กองทัพเยอรมันบุกฝรั่งเศสด้วยสงครามรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า blitzkrieg เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเหลือเชื่อ ประสานรถถังกับเครื่องบินเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นชัยชนะที่รวดเร็วและรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การทหาร ความสำเร็จของมันมาจากการที่ฝ่ายสัมพันธมิตรตั้งรับแบบแข็งทื่อ พอเยอรมันเจาะแนวได้ พวกเขาก็ปรับตัวไม่ทัน เพราะเยอรมันรุกเร็วกว่าที่ศัตรูจะประมวลผลได้ว่าเกิดอะไรขึ้น พอตัดสินใจได้ว่าจะตอบโต้อย่างไร สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปแล้ว พวกเขาช้ากว่าหนึ่งก้าวเสมอ
.
Greene บอกว่าทุกวันนี้เรายิ่งเจอคนที่ตั้งรับและระมัดระวัง คนที่เริ่มต้นทุกอย่างจากจุดยืนนิ่ง ๆ เหตุผลง่ายมาก คือชีวิตสมัยใหม่เร็วขึ้นเรื่อยๆ เต็มไปด้วยสิ่งรบกวน คนจำนวนมากเลยถอยเข้าหาตัวเอง ก่อกำแพงทางจิตใจขึ้นมา พวกเขาเกลียดความรู้สึกถูกเร่ง และกลัวการทำพลาด เลยพยายามทำให้ทุกอย่างช้าลงโดยไม่รู้ตัว ด้วยการตัดสินใจนานขึ้น พูดแบบไม่ผูกมัด และตั้งรับ
.
Blitzkrieg ที่ปรับมาใช้ในชีวิตประจำวันจึงเหมาะกับยุคนี้ ขณะที่คนรอบตัวยังตั้งรับและขยับไม่ออก เราสร้างความประหลาดใจด้วยการลงมืออย่างฉับพลันและเด็ดขาด บีบให้เขาต้องตอบโต้ก่อนพร้อม เขาจะตั้งตัวไม่ทัน มีแนวโน้มจะใช้อารมณ์และตอบสนองอย่างขาดสติ และถ้าเรากดดันต่อด้วยอะไรที่คาดไม่ถึง เขาจะร่วงลงสู่เกลียวความสับสนทางจิตวิทยา
.
Julius Caesar เป็นปรมาจารย์ของความเร็วและความฉับพลัน เขาอาจจู่ๆก็ไปจับมือเป็นพันธมิตรกับศัตรูตัวฉกาจของวุฒิสมาชิกคนหนึ่ง บีบให้คนนั้นต้องเปลี่ยนท่าทีหรือเสี่ยงเผชิญหน้าอันตราย หรือเขาอาจอภัยโทษให้คนที่เคยรบกับเขาอย่างไม่คาดฝัน จนคนนั้นกลายเป็นพันธมิตรที่ภักดี ชื่อเสียงเรื่องทำสิ่งที่คาดเดาไม่ได้นี้เอง ที่ยิ่งทำให้คนรอบตัวเขาระวังตัวและตั้งหลักไม่ทันมากขึ้นไปอีก
.
.
14. โจมตีตรงจุดที่เจ็บที่สุด (The Center-of-Gravity Strategy)
.
ในการทำสงคราม เป็นเรื่องธรรมชาติที่เราจะจดจ่อกับสิ่งที่จับต้องได้ คือกำลังพล อาวุธ และยุทโธปกรณ์ แม้แต่นักกลยุทธ์ที่ฉลาดก็มักมองที่กองทัพ อำนาจการยิง และกำลังสำรองของศัตรูก่อน Greene บอกว่ามันต้องใช้ความพยายามมากที่จะยกตัวเองขึ้นเหนือระดับนั้น แล้วตั้งคำถามที่ต่างออกไปว่า อะไรทำให้กองทัพของศัตรูเคลื่อนไหว อะไรให้แรงผลักและความทนทานกับมัน ใครเป็นคนชี้นำการกระทำของมัน และแหล่งที่มาของความแข็งแกร่งที่แท้จริงอยู่ตรงไหน
.
ทุกคนและทุกองค์กรมีแหล่งพลังที่ตัวเองพึ่งพา เมื่อมองคู่แข่ง เราต้องค้นลงไปใต้ผิวเพื่อหาแหล่งนั้น คือจุดศูนย์ถ่วงที่ยึดโครงสร้างทั้งหมดไว้ด้วยกัน การโจมตีตรงจุดนั้นจะสร้างความเจ็บปวดที่ไม่ได้สัดส่วนกับแรงที่เราใช้ Greene บอกว่าให้หาสิ่งที่อีกฝ่ายหวงแหนและปกป้องมากที่สุด นั่นแหละคือจุดที่เราต้องตี
.
เรื่องของ Judith กับ Holofernes เป็นภาพแทนที่ทรงพลัง เมื่อกองทัพ Assyria ปิดล้อมเมืองจนชาวเมืองหมดแรงเพราะขาดน้ำ Judith หญิงหม้ายชาวฮีบรูแต่งตัวงดงาม เดินเข้าไปในค่ายศัตรู เข้าถึงตัว Holofernes แม่ทัพใหญ่ และตัดหัวเขา เมื่อหัวคือศูนย์กลางของกองทัพหายไป ทั้งกองทัพก็พังทลาย แทนที่จะสู้กับทหารทุกคน เธอเล็งไปที่จุดเดียวที่ทำให้ทุกอย่างล่มสลายได้
.
บทเรียนใช้จริงคือ เวลาเจอปัญหาหรือคู่แข่งที่ดูใหญ่โต อย่าเสียแรงไปกับการตีทุกจุด ให้มองหาเสาหลักที่ค้ำทุกอย่างไว้ บางทีอาจเป็นคนคนเดียว ความสัมพันธ์เส้นเดียว แหล่งเงินทุนเดียว หรือความเชื่อหลักเพียงข้อเดียว เมื่อจัดการตรงนั้นได้ ส่วนที่เหลือก็จัดการง่ายขึ้นมาก
.
.
15. เอาชนะทีละส่วน แตกปัญหาใหญ่ให้เป็นชิ้นเล็ก (The Divide-and-Conquer Strategy)
.
หลายพันปีก่อน บรรพบุรุษของเรารู้สึกอ่อนแอและเปราะบางอย่างยิ่ง สัตว์มีความเร็ว มีเขี้ยวเล็บ มีขนกันหนาว แต่มนุษย์ไม่มีอะไรเลย ทางเดียวที่จะชดเชยความอ่อนแอนั้นคือการรวมกลุ่ม กลุ่มหรือเผ่าให้การป้องกันจากผู้ล่าและทำให้การล่าได้ผลกว่า เมื่อกลุ่มใหญ่ขึ้น มนุษย์ก็พัฒนาการแบ่งงานกันทำ และผลลัพธ์คือพลังของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นสุทธิ
.
Aesop เล่านิทานเรื่องวัวสามตัวกับสิงโตไว้ว่า วัวสามตัวกินหญ้าด้วยกันเสมอ สิงโตอยากกินมันแต่ทำอะไรไม่ได้เพราะมันอยู่ด้วยกันตลอด สิงโตเลยใช้คำพูดยุยงให้วัวแตกคอกัน พอแยกออกจากกันได้ มันก็โดดเดี่ยว และสิงโตก็กินทีละตัว นี่คือหัวใจของกลยุทธ์นี้ พลังของศัตรูอยู่ที่ความเหนียวแน่นและความไว้ใจกัน ถ้าทำลายสิ่งนั้นได้ ศัตรูที่น่าเกรงขามที่สุดก็ล้มได้
.
Greene ชี้ว่าในสมรภูมิยุคโบราณที่เป็นการรบประชิดตัว แม่ทัพเรียนรู้แต่เนิ่น ๆ ว่าต้องจัดทหารให้อยู่เป็นแถวแน่น พอทหารไว้ใจเพื่อนข้าง ๆ ว่าจะไม่ถอยทิ้งให้ตัวเองโดนล้อม เขาก็สู้คนข้างหน้าได้อย่างมั่นใจขึ้น โรมันถึงขั้นจัดให้ทหารหนุ่มใจร้อนอยู่แถวหน้า ทหารเก๋าที่นิ่งที่สุดอยู่แถวหลัง และคนที่อ่อนแอที่สุดถูกล้อมด้วยคนที่กล้าและมั่นคงกว่า เพื่อให้ความรู้สึกปลอดภัย Colonel Ardant du Picq นักเขียนการทหารยังสังเกตว่าในศึกใหญ่หลายครั้ง คนตายจริงๆ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจากความเหนียวแน่นของกองทัพแตกสลายไปแล้ว
.
บทเรียนใช้จริงคืออย่าให้รูปลักษณ์ของศัตรูข่มขวัญเรา ให้มองดูส่วนประกอบที่ประกอบกันขึ้นเป็นภาพรวม เมื่อแยกชิ้นส่วนออก หว่านความขัดแย้งและการแบ่งแยก เราก็ล้มศัตรูที่น่ากลัวที่สุดได้ และเวลาเราเจอปัญหาหรือเรื่องยากๆ ที่ก้อนใหญ่จนน่าท้อ ให้แปลงมันเป็นปัญหาชิ้นเล็กที่เอาชนะได้ทีละชิ้น
.
.
16. บีบให้คู่แข่งอ่อนแอลงก่อนจะลงมือ สร้างทางสองแพร่งที่เลวร้ายทุกทาง (The Ripening-for-the-Sickle Strategy)
.
ไม่ว่าเราจะแข็งแกร่งแค่ไหน การรบไม่จบไม่สิ้นกับคนอื่นนั้นเหนื่อย แพง และไร้จินตนาการ Greene บอกว่านักกลยุทธ์ที่ฉลาดมักชอบศิลปะของการเคลื่อนกำลังมากกว่า คือก่อนที่การรบจะเริ่มด้วยซ้ำ พวกเขาหาทางวางคู่ต่อสู้ไว้ในตำแหน่งที่อ่อนแอจนชัยชนะมาง่ายและเร็ว ล่อศัตรูให้เข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่ดูล่อตาแต่จริง ๆ คือกับดักและทางตัน ถ้าตำแหน่งของเขาแข็งแกร่ง ก็ล่อให้เขาทิ้งมันไปด้วยการพาไล่ตามเป้าลวง
.
ในประวัติศาสตร์มีรูปแบบการทำสงครามสองแบบ แบบเก่าแก่ที่สุดคือสงครามบั่นทอนกำลัง คือศัตรูยอมแพ้เพราะเราฆ่าคนของเขาไปมากพอ มันเป็นวิธีที่ดิบและไม่ซับซ้อน เล่นกับสัญชาตญาณรุนแรงที่สุดของมนุษย์ ส่วนอีกแบบที่พัฒนาขึ้นมาในจีนโบราณ เน้นที่การทำให้อีกฝ่ายอ่อนแอและเสียสมดุลก่อนการรบจะเริ่ม แม่ทัพจะเคลื่อนกำลังเพื่อทำให้ศัตรูสับสนและโกรธ ทำให้เขาต้องสู้ในตำแหน่งที่เสียเปรียบ เช่นรบขึ้นเขา หรือหันหน้าสู้แดดและลม
.
จักรพรรดิ Maurikios แห่งไบแซนไทน์เขียนไว้ว่า "การทำสงครามก็เหมือนการล่าสัตว์ สัตว์ป่าถูกจับด้วยการสะกดรอย การดักซุ่ม การวนล้อม และอุบายต่างๆ มากกว่าด้วยกำลังล้วนๆ การพยายามเอาชนะศัตรูแบบประชิดตัวต่อหน้า ต่อให้ดูเหมือนชนะ ก็เสี่ยงและอาจเสียหายหนัก" ปรัชญานี้ถูกบันทึกไว้โดย Sun Tzu ในตำราพิชัยสงคราม เพราะเขาเห็นว่าต้นทุนของสงครามมากกว่าจำนวนศพ มันคือการสูญเสียทรัพยากร ความปรารถนาดี และขวัญกำลังใจ
.
หัวใจของกลยุทธ์นี้คือการสร้างทางสองแพร่ง คือคิดการเคลื่อนไหวที่ให้ศัตรูมีทางเลือกในการตอบสนองหลายทาง แต่ทุกทางล้วนเลวร้าย ส่งความโกลาหลและความสับสนไปในทิศทางของเขา เพราะคู่ต่อสู้ที่สับสน หงุดหงิด และโกรธ ก็เหมือนผลไม้สุกงอมบนกิ่ง ลมพัดเบาๆ มันก็ร่วงเอง
.
.
17. รู้วิธีจบให้สวยงาม (The Exit Strategy)
.
Greene แบ่งคนออกเป็นสามแบบ แบบแรกคือพวกช่างฝันและช่างพูด ที่เริ่มทุกโครงการด้วยไฟแรงกล้า แต่พลังนั้นมอดลงเร็วเมื่อเจอโลกจริงและงานหนักที่จำเป็นต่อการทำให้สำเร็จ ชีวิตของพวกเขาเกลื่อนไปด้วยโครงการที่ทำค้างไว้ครึ่งๆ กลางๆ แบบที่สองคือคนที่ทำทุกอย่างให้จบได้ แต่ข้ามเส้นชัยด้วยพลังและความกระตือรือร้นที่น้อยลงกว่าตอนเริ่มมาก ตอนจบเลยดูรีบๆ ปะๆติดๆ และทิ้งความรู้สึกค้างคาให้คนอื่น ไม่น่าจดจำ ไม่กังวาน
.
คนสองแบบแรกเริ่มต้นทุกโครงการโดยไม่มีภาพชัดว่าจะจบมันอย่างไร พอโครงการดำเนินไปและต่างจากที่จินตนาการไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกเขาก็ไม่แน่ใจว่าจะถอนตัวออกมาอย่างไร เลยยอมแพ้ หรือรีบรวบรัดให้จบๆ ไป
.
แบบที่สามคือคนที่เข้าใจกฎสำคัญข้อหนึ่งของอำนาจและกลยุทธ์ คือตอนจบของอะไรสักอย่าง ทั้งโครงการ การรณรงค์ หรือแม้แต่บทสนทนา มีความสำคัญกับคนอย่างมหาศาล มันกังวานอยู่ในใจ สงครามอาจเริ่มอย่างยิ่งใหญ่และมีชัยมากมาย แต่ถ้าจบไม่สวย นั่นคือสิ่งเดียวที่ทุกคนจำได้ คนกลุ่มนี้เลยรู้ว่าประเด็นไม่ได้อยู่แค่ที่การทำสิ่งที่เริ่มไว้ให้จบ แต่อยู่ที่การจบมันให้ดี ด้วยพลังและหัวที่โปร่งใส โดยมองไปถึงแสงเรืองรองที่จะอยู่ในใจคนหลังจากนั้น พวกเขาเริ่มต้นด้วยแผนที่ชัดเจน และวางแผนไปไกลกว่าจุดจบ คือไปถึงผลที่ตามมา
.
นักมวยอย่าง Jack Dempsey เคยถูกถามว่าเวลาจะต่อยคน เขาเล็งที่คางหรือที่จมูก เขาตอบว่า "ไม่ทั้งสองอย่าง ผมเล็งที่ท้ายทอย" หัวใจของศิลปะการจบที่ดีคือการรู้ว่าเมื่อไรควรหยุด และยอดสูงสุดของปัญญาเชิงกลยุทธ์คือการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและการพัวพันทั้งหมดที่เราไม่มีทางถอนตัวออกมาได้จริงๆ
.
.
18. ผสานความจริงกับเรื่องลวงอย่างแนบเนียน (Misperception Strategies)
.
ในยุคแรกของสงคราม แม่ทัพเจอปัญหาคือความสำเร็จขึ้นอยู่กับการรู้เรื่องของฝ่ายตรงข้ามให้มากที่สุด ทั้งเจตนา จุดแข็ง และจุดอ่อน แต่ศัตรูย่อมไม่มีวันเปิดเผยข้อมูลนี้ให้ ทางออกเดียวคือการสังเกตศัตรูเพื่อหาสัญญาณภายนอกที่บ่งบอกสิ่งที่เกิดขึ้นภายใน เช่นการนับกองไฟหุงข้าวในค่ายศัตรู ถ้าจำนวนเพิ่มแสดงว่ามีกำลังเสริมมา ถ้าลดอาจแปลว่ากองทัพถูกแบ่งหรือมีทหารหนีทัพ
.
แต่แม่ทัพก็รู้ว่าขณะที่ตัวเองจ้องดูอีกฝ่าย อีกฝ่ายก็จ้องดูเขาเช่นกัน นักกลยุทธ์ที่ฉลาดในหลายวัฒนธรรมเลยเกิดความคิดคล้ายกันขึ้นมาว่า แล้วทำไมเราไม่จงใจบิดเบือนสัญญาณที่ศัตรูกำลังดูอยู่ล่ะ ถ้าเขานับกองไฟของเรา ทำไมไม่ก่อไฟให้มากขึ้นหรือน้อยลงเพื่อสร้างภาพลวงเรื่องกำลัง ถ้าเขาตามทุกการเคลื่อนไหวของกองทัพเรา ทำไมไม่เคลื่อนในแบบหลอกๆ หรือส่งกำลังบางส่วนไปเป็นเป้าลวง ศัตรูที่คิดว่าตัวเองรู้กำลังและเจตนาของเรา แต่ไม่รู้ว่ากำลังถูกหลอก จะลงมือบนความรู้ที่ผิด และทำพลาดสารพัด มันจะเคลื่อนกำลังไปสู้กับศัตรูที่ไม่มีอยู่จริง คือสู้กับเงา
.
ในแก่นของมัน การลวงทางทหารคือการบงการและบิดเบือนสัญญาณของตัวตนและเป้าหมายของเราอย่างละเอียดอ่อน เพื่อควบคุมมุมมองที่ศัตรูมีต่อความจริง และทำให้เขาลงมือบนความเข้าใจผิดนั้น มันคือศิลปะของการจัดการภาพลักษณ์ ซึ่งภายหลังลามจากสนามรบเข้าสู่การเมืองและสังคม
.
สำหรับคนทั่วไป ประโยชน์ที่สำคัญกว่าของข้อนี้คือการเข้าใจมันให้ทันพอจะรู้ตัวเมื่อถูกเล่นงาน เพราะในโลกที่ทุกคนพยายามจัดการการรับรู้ของเรา การรู้ว่าเกมนี้มีอยู่จริง และคอยถามตัวเองว่าภาพที่เห็นถูกจัดวางมาให้เห็นหรือเปล่า คือเกราะป้องกันชั้นแรกที่ดีที่สุด
.
.
19. ยึดพื้นที่สูงทางศีลธรรม (The Righteous Strategy)
.
Greene เริ่มข้อนี้ด้วยข้อสังเกตที่แสบมาก เขาบอกว่าในเกือบทุกวัฒนธรรม ศีลธรรมหรือการนิยามความดีความชั่ว แรกเริ่มเกิดขึ้นเพื่อแยกคนชนชั้นหนึ่งออกจากอีกชนชั้น ในกรีกโบราณ คำว่า "ดี" ผูกอยู่กับชนชั้นสูงที่รับใช้รัฐและพิสูจน์ความกล้าในสนามรบ ส่วน "เลว" มักหมายถึงชนชั้นล่าง เมื่อเวลาผ่านไป ระบบจริยธรรมก็วิวัฒน์มาทำหน้าที่รักษาความเป็นระเบียบของสังคม
.
แต่มีคนและกลุ่มบางพวกที่ใช้ศีลธรรมเพื่อจุดประสงค์ต่างออกไป คือไม่ได้ใช้รักษาความสงบเรียบร้อย แต่ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบในสถานการณ์การแข่งขัน ทั้งสงคราม การเมือง และธุรกิจ ในมือของคนพวกนี้ ศีลธรรมกลายเป็นอาวุธที่ใช้ดึงความสนใจมาที่อุดมการณ์ของตัวเอง ขณะเดียวกันก็เบนความสนใจออกจากการกระทำที่ไม่น่าภูมิใจซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ในทุกการช่วงชิงอำนาจ เขาอาจวางตัวเองเป็นเหยื่อของความอยุติธรรม จนการต่อต้านเขาดูเลวร้ายและไร้หัวใจ หรืออาจแสดงความเหนือกว่าทางศีลธรรมจนเรารู้สึกอายที่จะเห็นต่าง
.
Greene เรียกคนพวกนี้ว่า "นักรบศีลธรรม" และแบ่งเป็นสองแบบ แบบที่รู้ตัวกับแบบที่ไม่รู้ตัว แบบที่ไม่รู้ตัวมักถูกขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกอ่อนแอ คือไม่เก่งเกมอำนาจตรง ๆ เลยทำงานด้วยการทำให้คนอื่นรู้สึกผิดและด้อยกว่าทางศีลธรรม Colonel John Boyd เคยให้คำแนะนำเรื่องการปราบกองโจรว่า ให้ทำลายความชอบธรรมของฝ่ายตรงข้ามด้วยการแสดงให้เห็นความซื่อตรงและความสามารถของรัฐบาลในการรับใช้ประชาชนจริงๆ มากกว่าจะขูดรีดพวกเขา
.
บทเรียนคือ ในโลกที่เต็มไปด้วยการเมือง อุดมการณ์ที่เราสู้เพื่อมันต้องดูชอบธรรมกว่าของศัตรู การตั้งคำถามต่อแรงจูงใจของฝ่ายตรงข้ามและทำให้เขาดูเป็นคนชั่ว จะบีบฐานสนับสนุนและพื้นที่เคลื่อนไหวของเขาให้แคบลง และเมื่อตัวเราเองถูกโจมตีทางศีลธรรมจากศัตรูที่ฉลาด อย่ามัวคร่ำครวญหรือโกรธ แต่ให้สู้กลับด้วยไฟแบบเดียวกัน
.
.
20. เจาะเข้าไปในใจคน การสื่อสารคือสงครามรูปแบบหนึ่ง (Communication Strategies)
.
Greene บอกว่าการสื่อสารคือสงครามชนิดหนึ่ง สนามรบของมันคือจิตใจที่ตั้งรับและคอยป้องกันตัวเองของคนที่เราอยากโน้มน้าว เป้าหมายคือการรุกเข้าไป เจาะแนวป้องกันและยึดครองจิตใจเขา อะไรที่นอกเหนือจากนี้คือการสื่อสารที่ไร้ผล เป็นแค่การพูดเพื่อสนองตัวเอง เราต้องเรียนรู้ที่จะแทรกซึมความคิดของเราเข้าไปหลังแนวข้าศึก ส่งสารผ่านรายละเอียดเล็ก ๆ ล่อให้คนมาถึงข้อสรุปที่เราต้องการ และคิดว่าเขามาถึงมันเอง
.
หลายร้อยปีที่ผ่านมา คนพยายามหาสูตรวิเศษที่จะให้พลังในการโน้มน้าวคนด้วยคำพูด แต่ส่วนใหญ่จับต้องไม่ได้ เพราะคำพูดมีคุณสมบัติย้อนแย้ง เวลาเราให้คำแนะนำใครสักคน ต่อให้ฟังดูดีแค่ไหน เราก็กำลังบอกเป็นนัยว่าเรารู้มากกว่าเขา ซึ่งไปกระทบความไม่มั่นคงในใจเขา และอาจทำให้เขายิ่งฝังตัวในนิสัยเดิมที่เราอยากให้เปลี่ยน และบ่อยครั้งเวลาคนพยักหน้าและดูเหมือนถูกโน้มน้าว จริง ๆ เขาแค่พยายามเออออหรืออยากให้เราไปพ้นๆ
.
สิ่งที่เปลี่ยนเราและพฤติกรรมเราได้จริง ไม่ใช่ถ้อยคำที่คนอื่นเอ่ย แต่คือประสบการณ์ของเราเอง บางอย่างที่มาจากภายในไม่ใช่ภายนอก เหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนเราในเชิงอารมณ์ ทำลายแบบแผนการมองโลกเดิม ๆ และทิ้งร่องรอยถาวรไว้ ภาพยนตร์ที่แทรกเข้าไปในจิตใต้สำนึก สื่อสารในแบบที่ก่อนถึงถ้อยคำ ผู้กำกับ Alfred Hitchcock แทบไม่พูดในกองถ่าย เขาสื่อสารผ่านภาพและการแสดงให้เห็นมากกว่าการบอกเล่า และนั่นทรงพลังกว่าคำสั่งใดๆ
.
Jesus สอนสาวกด้วยอุปมา เมื่อสาวกถามว่าทำไมจึงพูดเป็นอุปมา พระองค์ตอบว่าเพราะคนทั่วไป "มองแต่ไม่เห็น ฟังแต่ไม่ได้ยิน และไม่เข้าใจ" เรื่องเล่าและภาพจึงหยั่งรากในใจคนได้ลึกกว่าคำสอนตรง ๆ บทเรียนคือ หลีกเลี่ยงภาษาที่นิ่งทื่อ ชอบเทศนา และเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ทำให้ถ้อยคำของเราเป็นประกายไฟที่จุดให้เกิดการกระทำ ไม่ใช่แค่ให้คนนั่งครุ่นคิดเฉย ๆ
.
.
========================
.
ชาวกรีกรังเกียจ Ares เทพแห่งสงครามในรูปแบบดิบและตรงไปตรงมา เพราะเขาหลงใหลในความรุนแรง โง่ และถูกหลอกได้ง่าย แต่พวกเขาบูชา Athena เทพีแห่งสงครามเชิงกลยุทธ์ ผู้สู้ด้วยปัญญาและความแยบยล และล้ำหน้าศัตรูอยู่หนึ่งก้าวเสมอ
.
Greene บอกว่าความสนใจของเราในเรื่องสงครามควรอยู่ที่ความมีเหตุผลและอุดมคติของการชนะโดยไม่เสียเลือด มากกว่าตัวความรุนแรงและการสูญเสีย เป้าหมายคือการหลอมปรัชญาเข้ากับการรบ ปัญญาเข้ากับสมรภูมิ ให้เป็นส่วนผสมที่ไม่มีใครเอาชนะได้ เพราะพวก Ares ในโลกนี้เอาชนะได้ง่ายเสมอ ส่วนคนที่คิดแบบ Athena จะเปลี่ยนความก้าวร้าวของฝ่ายตรงข้ามให้กลายเป็นต้นเหตุความพ่ายแพ้ของเขาเอง
.
Greene บอกอีกว่า จิตใจของเราคือจุดเริ่มต้นของสงครามและกลยุทธ์ทั้งหมด และก่อนจะเล็งลูกศรไปยังศัตรู เราต้องหันมันมาที่ตัวเองก่อน
.
เพราะสมรภูมิที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตคือสมรภูมิกับตัวเรา กับความกลัว ความใจร้อน อารมณ์ที่คอยระบายสีทุกอย่างที่เราเห็น และความอ่อนแอที่ทำให้เราทำอะไรไม่เคยจบสักอย่าง การวางตัวเป็นคนรักสงบต่อหน้าหมาป่าที่เจ้าเล่ห์และแข็งแรง คือต้นตอของโศกนาฏกรรมที่ไม่จบสิ้น ถ้าเราต้องการสิ่งใด เราต้องพร้อมที่จะสู้เพื่อมัน และอย่างที่ Sun Tzu สรุปไว้สั้นที่สุด ความเป็นผู้ที่ไม่มีใครพิชิตได้นั้นอยู่ที่ตัวเราเอง
.
.
.
.
#SuccessStrategies

Pond Apiwat Atichat

บัณฑิตศิลปศาสตร์เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 8 หลักกลางๆ และเจ้าของเพจ Success Strategies กลยุทธ์แห่งความสำเร็จ

https://www.facebook.com/pond.atichat
Previous
Previous

สรุป 20 ข้อคิดจากหนังสือ The Black Swan เขียนโดย Nassim Nicholas Taleb

Next
Next

20 ข้อคิดจากหนังสือ The Power of Habit : Why We Do What We Do in Life and Business เขียนโดย Charles Duhigg