20 ข้อคิดจากหนังสือ The Power of Habit : Why We Do What We Do in Life and Business เขียนโดย Charles Duhigg
20 ข้อคิดจากหนังสือ The Power of Habit : Why We Do What We Do in Life and Business เขียนโดย Charles Duhigg
.
Charles Duhigg เป็นนักข่าวรางวัลพูลิตเซอร์จาก The New York Times หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 2012 และกลายเป็นหนังสือขายดีระดับปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนวิธีที่คนทั้งโลกมองคำว่า "นิสัย" ไปตลอดกาล
.
แก่นของเล่มนี้วางอยู่บนข้อค้นพบทางประสาทวิทยาที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือพฤติกรรมส่วนใหญ่ในชีวิตเราไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจอย่างใคร่ครวญ แต่เกิดจากวงจรอัตโนมัติที่ฝังอยู่ในสมองส่วนลึกที่เรียกว่า basal ganglia
.
Duhigg พาเราเดินทางผ่านงานวิจัยในห้องแล็บ MIT เรื่องราวของคนไข้สูญเสียความทรงจำ นักการตลาดในตำนาน โค้ชอเมริกันฟุตบอล ผู้บริหารโรงงานอะลูมิเนียม ห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ ไปจนถึงขบวนการเรียกร้องสิทธิพลเมือง เพื่อพิสูจน์ความจริงข้อเดียวที่ร้อยทั้งเล่มเข้าด้วยกัน นิสัยเปลี่ยนได้ ถ้าเราเข้าใจกลไกของมัน
.
โครงสร้างหนังสือแบ่งเป็นสามส่วนครับ
.
ส่วนแรกว่าด้วยนิสัยของปัจเจกบุคคล ทั้งกลไกการเกิด การสร้างใหม่ และการเปลี่ยนนิสัยเก่า
.
ส่วนสองว่าด้วยนิสัยขององค์กรที่ประสบความสำเร็จ ทั้งเรื่องนิสัยหลัก พลังใจ วิกฤต และการที่บริษัททำนายพฤติกรรมเราได้
.
ส่วนสามว่าด้วยนิสัยของสังคมและขบวนการเปลี่ยนแปลง ปิดท้ายด้วยคำถามเชิงจริยศาสตร์ว่าเราต้องรับผิดชอบต่อนิสัยของตัวเองแค่ไหน
.
ต่อไปนี้คือ 20 ข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้
.
.
===============
.
1. นิสัยกุมบังเหียนชีวิตเรามากกว่าที่เรากล้ายอมรับ
.
เรื่องเปิดเล่มคือ Lisa Allen หญิงสาวที่เคยสูบบุหรี่ ดื่มหนัก อ้วน มีหนี้สินรุงรัง และตกงานซ้ำซาก แต่เมื่อนักวิทยาศาสตร์พบเธออีกครั้ง เธอเลิกบุหรี่มาสี่ปี ลดน้ำหนักได้หกสิบปอนด์ วิ่งมาราธอน เรียนต่อปริญญาโท และซื้อบ้านเป็นของตัวเอง
.
สิ่งที่จุดชนวนการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ไม่ใช่พลังใจมหาศาล แต่เป็นการที่เธอเลือกเปลี่ยนนิสัยเพียงหนึ่งเดียวในตอนแรก คือการเลิกบุหรี่ ภาพสแกนสมองของเธอแสดงให้เห็นว่ารูปแบบประสาทเก่าถูกแทนที่ด้วยรูปแบบใหม่อย่างชัดเจน
.
งานวิจัยของมหาวิทยาลัยดุ๊กปี 2006 พบว่ากว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของการกระทำที่เราทำในแต่ละวันไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจจริง ๆ แต่เป็นนิสัย ตั้งแต่เราตื่นเช้าขึ้นมา แปรงฟันก่อนหรือหลังอาบน้ำ ผูกเชือกรองเท้าข้างซ้ายหรือขวาก่อน ขับรถเส้นทางไหนไปทำงาน ทุกอย่างไหลไปตามร่องที่สมองขุดไว้แล้ว
.
William James นักจิตวิทยายุคบุกเบิกเคยเขียนไว้ตั้งแต่ปี 1892 ว่าชีวิตเราเท่าที่มันมีรูปร่างชัดเจน แทบทั้งหมดล้วนเป็นมวลของนิสัย
.
ข้อคิดสำคัญที่สุดของหนังสือทั้งเล่มเริ่มต้นตรงนี้ ถ้าพฤติกรรมเกือบครึ่งหนึ่งของเราเป็นอัตโนมัติ การเข้าใจว่านิสัยทำงานอย่างไรจึงเท่ากับการได้คันโยกที่ทรงพลังที่สุดในการกำหนดทิศทางชีวิต สุขภาพ การเงิน และความสุขของเรา คนที่เข้าใจกลไกนี้จะออกแบบชีวิตได้ คนที่ไม่เข้าใจจะถูกชีวิตลากไป
.
.
2. หัวใจของทุกนิสัยคือวงจรสามขั้น สัญญาณ พฤติกรรม รางวัล
.
นักวิจัย MIT ในยุค 90 ทดลองกับหนูในเขาวงกตรูปตัว T ที่มีช็อกโกแลตซ่อนอยู่ปลายทาง ครั้งแรกหนูเดินสะเปะสะปะ ดมโน่นเกานี่ สมองทำงานหนักตลอดเวลา แต่เมื่อวิ่งเส้นทางเดิมซ้ำหลายร้อยรอบ การทำงานของสมองกลับลดลงเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงสองจุดที่สมองพุ่งพล่าน คือตอนต้นเมื่อได้ยินเสียงคลิกเปิดประตู และตอนปลายเมื่อเจอช็อกโกแลต ระหว่างนั้นสมองแทบหลับ
.
จากการทดลองนี้ Duhigg สรุปวงจรนิสัยออกมาเป็นสามองค์ประกอบ
.
เริ่มจากสัญญาณ (cue) ที่บอกสมองให้เข้าสู่โหมดอัตโนมัติและเลือกว่าจะใช้นิสัยตัวไหน
.
ตามด้วยพฤติกรรม (routine) ซึ่งอาจเป็นทางกาย ทางความคิด หรือทางอารมณ์
.
และปิดท้ายด้วยรางวัล (reward) ที่ช่วยให้สมองจดจำว่าวงจรนี้คุ้มค่าที่จะทำซ้ำ เมื่อวงจรนี้หมุนวนนานพอ สัญญาณและรางวัลจะเชื่อมโยงกันจนกลายเป็นความเคยชินที่ฝังแน่น
.
เรื่องของ Eugene Pauly คนไข้ที่สมองส่วนความจำถูกไวรัสทำลายจนจำอะไรใหม่ไม่ได้เกินไม่กี่วินาที กลับยืนยันความจริงข้อนี้อย่างน่าทึ่ง เขาจำไม่ได้ว่าครัวอยู่ตรงไหน แต่เมื่อหิวก็เดินไปหยิบถั่วได้ถูกที่ เขาวาดแผนที่บ้านตัวเองไม่ได้ แต่เดินเล่นรอบบล็อกแล้วกลับบ้านถูกทุกครั้ง เพราะ basal ganglia ของเขาไม่ได้เสียหาย วงจรนิสัยจึงยังทำงาน พิสูจน์ว่านิสัยกับความทรงจำเป็นคนละระบบกันโดยสิ้นเชิง
.
.
3. สมองสร้างนิสัยขึ้นมาเพราะมันขี้เกียจโดยธรรมชาติ
.
กระบวนการที่สมองแปลงลำดับการกระทำที่ซับซ้อนให้กลายเป็นกิจวัตรอัตโนมัติเรียกว่า chunking หรือการรวมเป็นก้อน ลองนึกถึงตอนถอยรถออกจากโรงรถ ครั้งแรกที่เราหัดขับ มันต้องใช้สมาธิมหาศาล เปิดประตูโรงรถ ปรับเบาะ เสียบกุญแจ ปรับกระจก เช็กสิ่งกีดขวาง เข้าเกียร์ถอย กะระยะ
.
ทั้งหมดนี้ต้องคิดทีละขั้น แต่วันนี้เราทำมันได้โดยแทบไม่ต้องใช้ความคิดเลย เพราะมันกลายเป็นก้อนนิสัยเดียวไปแล้ว
.
เหตุผลที่สมองทำเช่นนี้คือมันต้องการประหยัดพลังงานอยู่ตลอดเวลา สมองที่มีประสิทธิภาพคือสมองที่ใช้พื้นที่น้อย ทำให้หัวเล็กลง ซึ่งในเชิงวิวัฒนาการหมายถึงการคลอดที่ปลอดภัยขึ้นและลดอัตราการตายของแม่และลูก
.
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสมองไม่ต้องเสียพลังคิดเรื่องพื้นฐานอย่างการเดินหรือการเลือกกิน เราจึงมีพลังเหลือไปประดิษฐ์หอก ระบบชลประทาน เครื่องบิน และวิดีโอเกม
.
แต่ความสามารถนี้มีด้านมืดของมัน เพราะสมองไม่รู้จักแยกแยะระหว่างนิสัยดีกับนิสัยร้าย มันเปลี่ยนทุกอย่างที่ทำซ้ำให้เป็นนิสัยโดยอัตโนมัติ ดังนั้นถ้าเราปล่อยให้สมองทำงานตามใจมัน การนั่งจมโซฟาแทนการวิ่ง หรือการคว้าโดนัทเมื่อเดินผ่าน ก็จะกลายเป็นร่องลึกได้ง่ายพอ ๆ กับนิสัยที่เป็นประโยชน์ ความรู้ตัวจึงเป็นสิ่งเดียวที่กั้นเราจากการเป็นทาสของความเคยชิน
.
.
4. นิสัยไม่เคยถูกลบทิ้ง มันแค่หลับรอวันตื่น
.
Ann Graybiel นักวิทยาศาสตร์ MIT ผู้ดูแลการทดลองเขาวงกตอธิบายความจริงที่ทั้งให้กำลังใจและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน ทีมของเธอเคยฝึกหนูจนวิ่งเขาวงกตเป็นนิสัย แล้วค่อยลบนิสัยนั้นด้วยการย้ายตำแหน่งรางวัล แต่วันหนึ่งเมื่อพวกเขานำรางวัลกลับไปวางที่เดิม นิสัยเก่าก็โผล่กลับมาทำงานในทันที เธอบอกว่านิสัยไม่เคยหายไปจริง ๆ มันถูกเข้ารหัสฝังลงในโครงสร้างสมองของเรา
.
นี่เป็นข่าวดีในแง่หนึ่ง เพราะมันหมายความว่าเราไม่ต้องหัดขับรถใหม่ทุกครั้งหลังกลับจากเที่ยวพักผ่อน ทักษะและกิจวัตรที่ดีจะคงอยู่กับเราเสมอ แต่มันเป็นข่าวร้ายในอีกแง่ เพราะนิสัยร้ายที่เราเคยพยายามกำจัดก็ไม่ได้ตายไปไหน มันแอบซ่อนอยู่ในเงามืดของสมอง รอเพียงสัญญาณและรางวัลที่ถูกต้องเพื่อปลุกมันให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
.
ความเข้าใจข้อนี้เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการเลิกนิสัยไปอย่างสิ้นเชิง เพราะมันบอกว่าเราไม่สามารถ "ลบ" นิสัยร้ายได้ สิ่งที่ทำได้คือสร้างวงจรประสาทใหม่ที่แข็งแรงกว่ามาทับมันไว้ ผลักนิสัยเดิมให้ถอยไปอยู่เบื้องหลัง เหมือนที่ Lisa Allen แทนที่การสูบบุหรี่ด้วยการวิ่ง คนที่เข้าใจเรื่องนี้จะไม่หลงคิดว่าตัวเองหายขาดจากนิสัยร้ายตลอดกาล แต่จะระวังตัวอยู่เสมอเมื่อสัญญาณเก่ากลับมา
.
.
5. ความอยากคือเชื้อเพลิงที่แท้จริงซึ่งทำให้วงจรนิสัยหมุนได้
.
Claude Hopkins นักโฆษณาในตำนานช่วงต้นศตวรรษที่ 20 คือผู้ที่ทำให้คนอเมริกันทั้งประเทศหันมาแปรงฟัน ผ่านการตลาดยาสีฟันเปปโซเดนต์ เคล็ดลับที่เขาประกาศคือ การหาสัญญาณที่เรียบง่ายและรางวัลที่ชัดเจน สัญญาณคือคราบฟิล์มบนผิวฟันที่เขาให้คนเอาลิ้นไปลูบแล้วรู้สึกได้ทันที รางวัลคือฟันสวยและรอยยิ้มงดงาม ภายในทศวรรษเดียว คนอเมริกันที่มียาสีฟันในบ้านพุ่งจาก 7 เปอร์เซ็นต์เป็น 65 เปอร์เซ็นต์
.
แต่ความจริงที่ Hopkins เองไม่รู้ตัวคือ ยังมีองค์ประกอบที่สามซ่อนอยู่ นักประสาทวิทยา Wolfram Schultz ค้นพบมันจากการทดลองกับลิงชื่อ Julio
.
เมื่อ Julio เรียนรู้ว่าแตะคันโยกแล้วจะได้น้ำแบล็กเบอร์รี สมองมันจะหลั่งสารแห่งความสุขในตอนได้รางวัล แต่เมื่อทำซ้ำจนชำนาญ สมองกลับเริ่มหลั่งสารนั้นตั้งแต่ตอนเห็นสัญญาณบนจอ ก่อนน้ำผลไม้จะมาถึงด้วยซ้ำ และเมื่อใดที่น้ำไม่มา ความสุขที่คาดหวังจะกลายเป็นความหงุดหงิดและความอยากที่รุนแรง
.
สิ่งที่ Hopkins ขายจริง ๆ จึงไม่ใช่ฟันสวย แต่เป็นความรู้สึกซ่า ๆ เย็น ๆ ในปากจากกรดซิตริกและน้ำมันมินต์ในเปปโซเดนต์ คนเริ่มเชื่อมโยงความรู้สึกซ่านั้นกับความสะอาด จนเมื่อวันไหนลืมแปรงฟัน พวกเขาจะรู้สึกได้ทันทีว่าขาดอะไรไป นี่คือความลับที่ทำให้แม้ทุกวันนี้ยาสีฟันแทบทุกยี่ห้อยังต้องใส่สารที่ทำให้ปากซ่า ทั้งที่มันไม่ได้ช่วยทำความสะอาดเลยแม้แต่น้อย
.
.
6. การสร้างนิสัยใหม่ให้สำเร็จต้องออกแบบความอยากให้เกิดขึ้นก่อน
.
เรื่องของน้ำยาดับกลิ่นเฟบรีซจาก P&G เป็นบทเรียนราคาแพงเรื่องนี้ ทีมการตลาดของ Drake Stimson สร้างผลิตภัณฑ์ที่ลบกลิ่นเหม็นได้แทบทุกชนิด พวกเขามั่นใจว่าจะรวยจากมัน วางสัญญาณเป็นกลิ่นเหม็น รางวัลเป็นการกำจัดกลิ่น ตามสูตรของ Hopkins ทุกประการ แต่สินค้ากลับขายไม่ออกอย่างน่าใจหาย ขวดเฟบรีซถูกซุกไว้หลังตู้จนเต็มไปด้วยฝุ่น
.
ความล้มเหลวเฉลยตัวเองเมื่อทีมไปเยี่ยมบ้านหญิงที่เลี้ยงแมวเก้าตัว กลิ่นแมวแรงจนนักวิจัยคนหนึ่งแทบอาเจียน แต่เจ้าของบ้านบอกว่าเธอแทบไม่ได้กลิ่นอะไรเลย คนที่อยู่กับกลิ่นเหม็นจะชินจนไม่ได้กลิ่นมันอีกต่อไป สัญญาณที่ควรกระตุ้นการใช้งานจึงถูกซ่อนจากคนที่ต้องการมันมากที่สุด เฟบรีซไม่มีโอกาสได้กลายเป็นนิสัยเลยตั้งแต่ต้น
.
ทางออกมาจากการสังเกตวิดีโอที่ผู้หญิงคนหนึ่งทำเตียงเสร็จแล้วยิ้มอย่างพอใจ ทีมจึงพลิกตำแหน่งของเฟบรีซให้กลายเป็นรางวัลปิดท้ายของการทำความสะอาด เติมน้ำหอมให้มีกลิ่นเฉพาะตัว เปลี่ยนสโลแกนเป็น "ชำระกลิ่นแห่งชีวิต" เพื่อปลุกความอยากที่ว่าบ้านจะหอมสดชื่นเหมือนที่มันดูสะอาด ภายในสองเดือนหลังเปิดตัวใหม่ ยอดขายเพิ่มเป็นสองเท่า และภายในหนึ่งปีทำเงินกว่า 230 ล้านดอลลาร์ ความอยากคือชิ้นส่วนที่ขาดหายไป
.
.
7. กฎทองของการเปลี่ยนนิสัย เก็บสัญญาณเดิม ให้รางวัลเดิม เปลี่ยนแค่พฤติกรรมตรงกลาง
.
Tony Dungy โค้ชอเมริกันฟุตบอลถูกปฏิเสธจากการสัมภาษณ์งานหัวหน้าโค้ชถึงสี่ครั้ง เพราะปรัชญาของเขาฟังดูเรียบง่ายเกินไป เขาบอกว่าแชมป์ไม่ได้ทำสิ่งพิเศษ พวกเขาทำสิ่งธรรมดาแต่ทำโดยไม่ต้องคิด เร็วเกินกว่าที่ฝ่ายตรงข้ามจะตั้งรับทัน เขาไม่ต้องการสร้างนิสัยใหม่ให้นักกีฬา เพราะรู้ว่าไม่มีใครยอมทิ้งร่องนิสัยที่สร้างมาทั้งชีวิตเพียงเพราะโค้ชสั่ง
.
แทนที่จะสร้างใหม่ Dungy เลือกเปลี่ยนนิสัยเก่าของผู้เล่นด้วยสิ่งที่อยู่ในหัวพวกเขาอยู่แล้ว เขาใช้สัญญาณภาพเดิมในสนามที่ผู้เล่นคุ้นเคย เช่น การวางเท้าของแนวรับฝ่ายตรงข้าม แต่กำหนดพฤติกรรมตอบสนองชุดใหม่ที่เรียงเป็นลำดับชัดเจน เพื่อให้ผู้เล่นไม่ต้องเสียเวลาตัดสินใจ ทุกอย่างกลายเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติ
.
นี่คือกฎทองที่ว่า ถ้าใช้สัญญาณเดิมและให้รางวัลเดิม เราเปลี่ยนพฤติกรรมตรงกลางและเปลี่ยนนิสัยได้ หลักการเดียวกันนี้เป็นรากฐานของการบำบัดโรคพิษสุราเรื้อรัง โรคอ้วน โรคย้ำคิดย้ำทำ และพฤติกรรมทำลายตัวเองอีกนับร้อย
.
คนที่พยายามเลิกกินจุบจิบมักล้มเหลวถ้าไม่มีพฤติกรรมใหม่มาตอบสนองสัญญาณและความอยากเดิม คนสูบบุหรี่มักเลิกไม่ได้จนกว่าจะหากิจกรรมอื่นมาแทนที่บุหรี่เมื่อความอยากนิโคตินถูกกระตุ้น กุญแจไม่ได้อยู่ที่การฝืนตัดวงจร แต่อยู่ที่การสอดพฤติกรรมใหม่เข้าไปในร่องเดิมอย่างแยบยล
.
.
8. การรู้ตัวว่านิสัยทำงานอย่างไรคือก้าวแรกและเกือบครึ่งทางของการเปลี่ยนมัน
.
Mandy นักศึกษาปริญญาโทวัย 24 ปีติดนิสัยกัดเล็บจนเลือดออก ปลายนิ้วเต็มไปด้วยแผลตกสะเก็ด ความอายทำลายชีวิตทางสังคมของเธอ เธอลองทุกวิธีแล้วแต่ไม่สำเร็จ จนได้พบนักจิตวิทยาที่ใช้เทคนิคชื่อ habit reversal training
.
ขั้นแรกเขาถามว่าเธอรู้สึกอะไรก่อนยกมือขึ้นกัดเล็บ คำตอบคือความตึงที่ปลายนิ้ว นั่นคือสัญญาณ และรางวัลคือความรู้สึกครบถ้วนสมบูรณ์หลังกัดเสร็จ ซึ่งแท้จริงคือการกระตุ้นทางกายภาพที่เธอโหยหา
.
นักบำบัดให้เธอพกการ์ดติดตัว ทุกครั้งที่รู้สึกตึงที่ปลายนิ้วให้ขีดเครื่องหมายลงไป เพียงสัปดาห์เดียวเธอกลับมาพร้อมรอยขีด 28 ครั้ง เธอเริ่มรู้ตัวอย่างชัดเจนว่านิสัยนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ จากนั้นนักบำบัดสอนพฤติกรรมแข่งขัน เมื่อใดรู้สึกตึง ให้เอามือซุกกระเป๋าหรือกำดินสอ แล้วหาอะไรกระตุ้นทางกายแทน เช่น ถูแขนหรือเคาะข้อนิ้วบนโต๊ะ สัญญาณและรางวัลคงเดิม เปลี่ยนแค่พฤติกรรม ภายในหนึ่งเดือนนิสัยกัดเล็บก็หายไป
.
หลักการเดียวกันนี้คือสิ่งที่ทำให้กลุ่ม Alcoholics Anonymous ได้ผล ขั้นตอนที่ให้สมาชิกสำรวจตัวเองอย่างไร้ความกลัวและสารภาพต่อผู้อื่น แท้จริงคือการบังคับให้คนเขียนรายการทุกสิ่งที่กระตุ้นให้เขาดื่ม
.
Nathan Azrin ผู้พัฒนาเทคนิคนี้บอกว่ามันดูง่ายจนน่าตกใจ แต่เมื่อเรารู้ว่านิสัยทำงานอย่างไร รู้จักสัญญาณและรางวัลของมัน เราก็เดินทางมาถึงครึ่งทางของการเปลี่ยนแล้ว สมองสามารถถูกตั้งโปรแกรมใหม่ได้ ขอเพียงเราตั้งใจทำมันอย่างมีสติ
.
.
9. ความเชื่อคือส่วนผสมลับที่ทำให้นิสัยใหม่กลายเป็นพฤติกรรมถาวร
.
การเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยกฎทองได้ผลดีจนถึงจุดหนึ่ง นักวิจัยพบว่าคนติดเหล้าที่เรียนรู้การแทนที่นิสัยมักรักษาความสำเร็จไว้ได้จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์เครียดหนักในชีวิต เช่น รู้ว่าแม่เป็นมะเร็งหรือชีวิตคู่กำลังพังทลาย แล้วหลายคนก็กลับไปดื่มอีก คำถามคือถ้าการแทนที่นิสัยมีประสิทธิภาพจริง ทำไมมันถึงล้มเหลวในช่วงเวลาวิกฤต
.
คำตอบที่นักวิจัยเกลียดแต่ปฏิเสธไม่ได้คือพระเจ้า หรือพูดให้ตรงกว่านั้นคือ "ความเชื่อ" คนติดเหล้าที่เชื่อว่ามีพลังบางอย่างเข้ามาในชีวิต มีแนวโน้มผ่านพ้นช่วงเครียดไปได้โดยยังไม่กลับไปดื่ม นักวิจัยสรุปว่าไม่ใช่ตัวพระเจ้าที่สำคัญ แต่เป็นความสามารถในการเชื่อต่างหากที่สร้างความแตกต่าง เมื่อคนเรียนรู้ที่จะเชื่อในบางสิ่ง ทักษะนั้นจะลามไปยังส่วนอื่นของชีวิต จนพวกเขาเริ่มเชื่อว่าตัวเองเปลี่ยนได้
.
Lee Ann Kaskutas นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่าความเชื่อจะเกิดง่ายขึ้นมากเมื่ออยู่ในชุมชน คนเราอาจสงสัยในความสามารถของตัวเองเมื่ออยู่คนเดียว แต่กลุ่มจะโน้มน้าวให้เขาพักความไม่เชื่อนั้นไว้ก่อน ชุมชนสร้างความเชื่อ เรื่องของทีม Colts ที่รวมใจกันหลังการจากไปของ Jamie ลูกชายโค้ช Dungy แล้วคว้าแชมป์ซูเปอร์โบวล์ได้ในที่สุด ก็เป็นภาพสะท้อนเดียวกัน เมื่อผู้เล่นเชื่อในกันและกันและในระบบ นิสัยที่ฝึกมาทั้งหมดจึงยึดเหนี่ยวไว้ได้แม้ในวินาทีกดดันที่สุด
.
.
10. นิสัยหลักเพียงตัวเดียวสามารถสะเทือนทั้งชีวิตและทั้งองค์กร
.
เมื่อ Paul O'Neill ขึ้นเป็นซีอีโอของบริษัทอะลูมิเนียม Alcoa ในปี 1987 นักลงทุนคาดหวังว่าเขาจะพูดเรื่องกำไรและส่วนต่างราคา แต่เขากลับยืนขึ้นพูดเรื่องความปลอดภัยของคนงาน เป้าหมายของเขาคืออุบัติเหตุเป็นศูนย์ นักลงทุนตกตะลึง บางคนรีบโทรบอกลูกค้าให้ขายหุ้นทิ้งทันที กลายเป็นคำแนะนำที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตของพวกเขา
.
O'Neill รู้ว่าเขาไม่สามารถสั่งให้พนักงานเปลี่ยนนิสัยการทำงานได้โดยตรง แต่ความปลอดภัยเป็นนิสัยหลัก (keystone habit) ที่เมื่อขยับมันแล้ว ทุกอย่างจะขยับตามเป็นลูกโซ่
.
การมุ่งเน้นความปลอดภัยบังคับให้ช่องทางการสื่อสารทั่วทั้งบริษัทเปิดออก คนงานต้องรายงานปัญหาทันที ผู้บริหารต้องรับฟังและแก้ไข กระบวนการทำงานต้องถูกปรับให้ดีขึ้น ความปลอดภัยจึงลากการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติตามไปด้วย
.
ผลลัพธ์คือเมื่อ O'Neill เกษียณ กำไรสุทธิประจำปีของ Alcoa สูงขึ้นกว่าเดิมห้าเท่า และสถิติความปลอดภัยกลายเป็นหนึ่งในที่ดีที่สุดของโลก
.
นิสัยหลักจึงไม่ใช่นิสัยที่สำคัญที่สุดในแง่คุณค่าโดยตรง แต่เป็นนิสัยที่เมื่อเปลี่ยนแล้วจะปลดล็อกการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ตามมา สำหรับปัจเจกบุคคล การออกกำลังกายมักเป็นนิสัยหลักเช่นนี้ คนที่เริ่มออกกำลังกายมักกินดีขึ้น ทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น และเครียดน้อยลงโดยไม่ได้ตั้งใจ
.
.
11. ชัยชนะเล็ก ๆ สะสมเป็นแรงส่งให้การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
.
ส่วนหนึ่งของพลังนิสัยหลักมาจากสิ่งที่ Duhigg เรียกว่าชัยชนะเล็ก ๆ (small wins) มันคือความสำเร็จเล็กน้อยที่ดูเหมือนไม่สลักสำคัญในตัวเอง แต่เมื่อสะสมต่อกัน มันจะก่อให้เกิดความเชื่อมั่นและรูปแบบใหม่ที่บอกผู้คนว่าการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่านั้นเป็นไปได้
.
ชัยชนะเล็ก ๆ จุดประกายการเปลี่ยนแปลงด้วยการเปลี่ยนรูปแบบความได้เปรียบเล็ก ๆ ให้กลายเป็นข้อพิสูจน์ว่าสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าก็อยู่ในเอื้อม
.
เรื่องของ Michael Phelps นักว่ายน้ำในตำนานเป็นตัวอย่างที่งดงาม โค้ช Bob Bowman ให้ Phelps ฝึกนิสัยหลักตัวหนึ่งตั้งแต่เด็ก คือการ "ดูวิดีโอเทป" ในใจก่อนนอนและทันทีที่ตื่น เขาจะจินตนาการการว่ายที่สมบูรณ์แบบทุกรายละเอียดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในการแข่งโอลิมปิกที่ปักกิ่งปี 2008 แว่นตาว่ายน้ำของเขาเกิดน้ำเข้าจนมองไม่เห็นกลางการแข่งท่าผีเสื้อ 200 เมตร
.
แต่แทนที่จะตื่นตระหนก Phelps ว่ายต่อด้วยนิสัยที่ฝึกมา เขานับจังหวะการตีขาที่ซ้อมจนขึ้นใจ และคว้าเหรียญทองพร้อมทำลายสถิติโลกได้ ทั้งที่มองอะไรไม่เห็นเลย ชัยชนะเล็ก ๆ ที่สะสมมาตลอดหลายปีกลายเป็นเกราะป้องกันในวินาทีวิกฤต บทเรียนคือเราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกัน แค่เลือกชัยชนะเล็ก ๆ ที่ทำได้จริงและสะสมมันไปเรื่อย ๆ แรงส่งจะพาเราไปไกลกว่าที่คิด
.
.
12. พลังใจคือนิสัย และมันคือกล้ามเนื้อที่ฝึกให้แข็งแรงขึ้นได้
.
ที่สตาร์บัคส์ บริษัทค้นพบว่าทักษะที่สำคัญที่สุดของพนักงานไม่ใช่การชงกาแฟ แต่เป็นพลังใจ หรือความสามารถในการควบคุมตนเองเมื่อเจอลูกค้าที่หยาบคายหรือสถานการณ์กดดัน
.
งานวิจัยของ Mark Muraven เผยธรรมชาติของพลังใจผ่านการทดลองที่โด่งดัง เขาให้นักศึกษากลุ่มหนึ่งอดใจไม่กินคุกกี้แต่ให้กินหัวไชเท้าแทน ขณะอีกกลุ่มกินคุกกี้ได้ตามใจ จากนั้นให้ทั้งสองกลุ่มแก้ปริศนาที่แท้จริงแล้วแก้ไม่ได้
.
ผลคือกลุ่มที่ต้องอดใจไม่กินคุกกี้ยอมแพ้ปริศนาเร็วกว่ามาก เพราะพวกเขาใช้พลังใจไปกับการต้านทานคุกกี้จนหมดแล้ว การทดลองนี้พิสูจน์ว่าพลังใจมีจำกัดและหมดได้เหมือนกล้ามเนื้อที่ล้าหลังออกแรง แต่ข่าวดีคือเช่นเดียวกับกล้ามเนื้อ พลังใจสามารถฝึกให้แข็งแรงขึ้นได้ผ่านการออกกำลังกายเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่น การจัดระเบียบบ้านหรือการรักษาท่านั่งให้ตรง
.
สตาร์บัคส์เปลี่ยนพลังใจให้กลายเป็นนิสัยด้วยการสอนพนักงานวางแผนล่วงหน้าสำหรับช่วงเวลาวิกฤต ผ่านวิธีที่เรียกว่า LATTE
.
L - Listen = เราฟังลูกค้า รับฟังปัญหาหรือความไม่พอใจของเขาอย่างตั้งใจ
.
A - Acknowledge = เรารับรู้และยอมรับในสิ่งที่ลูกค้าบ่นหรือร้องเรียน แสดงให้เห็นว่าเราเข้าใจ
.
T - Take action = เราลงมือแก้ปัญหานั้น
.
T - Thank = เราขอบคุณลูกค้า
.
E - Explain = เราอธิบายว่าทำไมปัญหานั้นถึงเกิดขึ้น
.
เมื่อเจอลูกค้าโกรธ พนักงานไม่ต้องตัดสินใจด้วยพลังใจที่อ่อนล้า แต่ทำตามสคริปต์ที่ซ้อมจนเป็นนิสัยไปแล้ว นี่คือเหตุผลว่าทำไมการมีแผนรับมือสำหรับสถานการณ์ยาก ๆ จึงสำคัญกว่าการพึ่งพาความมุ่งมั่นล้วน ๆ
.
.
13. พลังใจอ่อนล้าได้ และความรู้สึกว่าได้เลือกเองช่วยฟื้นมันกลับมา
.
เมื่อพลังใจถูกใช้จนหมดในเรื่องหนึ่ง มันจะเหลือน้อยลงสำหรับเรื่องถัดไป นี่อธิบายว่าทำไมคนที่อดทนกับงานเครียดมาทั้งวันถึงมักระเบิดอารมณ์กับครอบครัวตอนกลับบ้าน หรือทำไมเราถึงควบคุมการกินไม่ได้หลังจากวันที่ต้องตัดสินใจหนัก ๆ คลังพลังใจที่ร่วมกันถูกถ่ายเทไปจนแห้งเหือด เหลือไม่พอจะต้านทานสิ่งล่อใจในตอนท้าย
.
แต่งานวิจัยพบสิ่งที่น่าสนใจ ความรู้สึกว่าได้ควบคุมตัวเองหรือได้เลือกด้วยตัวเองช่วยลดการอ่อนล้าของพลังใจได้อย่างมาก การทดลองหนึ่งแสดงว่าพนักงานที่รู้สึกว่าตัวเองมีเสียง ได้รับการเห็นคุณค่า และมีอำนาจในการตัดสินใจ จะมีพลังใจและแรงจูงใจมากกว่าคนที่ถูกสั่งให้ทำตามอย่างเดียว เมื่อคนรู้สึกว่ากำลังทำอะไรเพื่อตัวเอง การควบคุมตนเองจะไม่เหนื่อยล้าเท่า
.
บทเรียนนี้ทรงพลังทั้งในการจัดการตัวเองและการนำทีม สำหรับตัวเราเอง การเปลี่ยนกรอบคิดจาก "ฉันต้องทำ" เป็น "ฉันเลือกที่จะทำ" ช่วยให้นิสัยใหม่ยั่งยืนขึ้น สำหรับผู้นำ การให้อิสระและการเคารพในการตัดสินใจของทีมไม่ใช่เพียงเรื่องของน้ำใจ แต่เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยรักษาพลังใจของคนทั้งองค์กรไว้ไม่ให้หมดเร็วเกินไป
.
.
14. วิกฤตคือโอกาสทองในการรื้อนิสัยที่ฝังลึกขององค์กร
.
โรงพยาบาลโรดไอแลนด์เคยมีนิสัยองค์กรที่เป็นพิษ คือลำดับชั้นอำนาจที่เข้มงวดระหว่างหมอกับพยาบาลจนไม่มีใครกล้าทักท้วงเมื่อเห็นความผิดพลาด ผลคือเกิดเหตุผ่าตัดผิดด้านสมองของผู้ป่วย เพราะพยาบาลที่สังเกตเห็นความผิดปกติไม่กล้าหยุดศัลยแพทย์อาวุโส วิกฤตครั้งนี้กลายเป็นแรงผลักให้โรงพยาบาลรื้อนิสัยองค์กรเสียใหม่ทั้งระบบ
.
เหตุการณ์ไฟไหม้สถานีรถไฟใต้ดินคิงส์ครอสในลอนดอนปี 1987 เป็นอีกตัวอย่างที่น่าสลด พนักงานเห็นไฟลุกจากทิชชูบนบันไดเลื่อนแต่ไม่มีใครจัดการ เพราะนิสัยองค์กรกำหนดให้แต่ละแผนกดูแลเฉพาะเขตของตัวเอง เรื่องไฟไม่ใช่หน้าที่ใคร การสงบศึกระหว่างแผนกที่ไม่เป็นทางการกลับกลายเป็นกับดักมรณะ ไฟลุกลามจนคร่าชีวิตคน 31 ราย วิกฤตครั้งนี้บังคับให้ระบบรถไฟใต้ดินทั้งหมดถูกปรับโครงสร้างความรับผิดชอบใหม่
.
ผู้นำที่ชาญฉลาดเข้าใจว่าในยามปกติ องค์กรจะต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนิสัยเก่าอย่างหัวชนฝา แต่ในยามวิกฤต ความรู้สึกฉุกเฉินจะเปิดหน้าต่างให้ผู้นำรื้อและสร้างนิสัยใหม่ได้ในแบบที่ปกติทำไม่ได้ ผู้นำที่เก่งจึงไม่ปล่อยให้วิกฤตผ่านไปเปล่า ๆ แต่ใช้มันเป็นจังหวะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จำเป็น
.
.
15. องค์กรคือกลุ่มก้อนของนิสัยและการสงบศึกที่มองไม่เห็น
.
องค์กรทุกแห่งดำเนินอยู่ได้ด้วยกิจวัตรที่ฝังลึกซึ่งไม่มีใครเขียนไว้ในคู่มือ แต่ทุกคนรู้และทำตาม กิจวัตรเหล่านี้คือนิสัยขององค์กร มันช่วยให้คนจำนวนมากทำงานร่วมกันได้โดยไม่ต้องถามทุกเรื่อง ลูกน้องตัดสินใจเองได้โดยไม่ต้องขออนุญาตทุกครั้ง คนที่ปกติเข้ากันไม่ได้ก็ยังทำงานด้วยกันได้ผ่านร่องนิสัยที่ทุกคนยอมรับ
.
ส่วนสำคัญของนิสัยองค์กรคือสิ่งที่เรียกว่าการสงบศึก (truce) ระหว่างกลุ่มที่มีผลประโยชน์ขัดกัน
.
แต่ละแผนกยอมไม่ก้าวก่ายเขตของกันและกันเพื่อให้ทั้งระบบเดินหน้าได้ การสงบศึกเหล่านี้มีประโยชน์มหาศาลในการลดความขัดแย้งและรักษาเสถียรภาพ แต่ดังที่เห็นจากกรณีคิงส์ครอส มันกลายเป็นอันตรายได้เมื่อไม่มีใครยอมรับผิดชอบในเรื่องที่ตกอยู่ระหว่างรอยต่อ
.
สำหรับใครก็ตามที่ทำงานในองค์กร ความเข้าใจข้อนี้มีค่าอย่างยิ่ง เพราะมันบอกว่าการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรไม่ได้เริ่มที่การประกาศวิสัยทัศน์สวยหรู แต่เริ่มที่การมองให้เห็นนิสัยและการสงบศึกที่ซ่อนอยู่ แล้วค่อย ๆ ปรับมันอย่างเข้าใจ ผู้นำที่มองเห็นนิสัยองค์กรได้ชัดเจนคือผู้นำที่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่คนอื่นคิดว่าเปลี่ยนไม่ได้
.
.
16. บริษัทอ่านนิสัยของเราออก และออกแบบเพื่อกระตุ้นมันได้
.
Andrew Pole นักสถิติของห้าง Target สร้างแบบจำลองที่ทำนายได้ว่าลูกค้าคนไหนกำลังตั้งครรภ์ จากการวิเคราะห์รูปแบบการซื้อ เช่น การเปลี่ยนมาซื้อโลชั่นไร้กลิ่น อาหารเสริมแคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสี และกระเป๋าใบใหญ่
.
ห้างให้คะแนนทำนายการตั้งครรภ์พร้อมประมาณวันคลอด เพราะรู้ว่าช่วงตั้งครรภ์และมีลูกใหม่คือช่วงที่นิสัยการซื้อของคนเปลี่ยนแปลงและพร้อมถูกปรับมากที่สุด
.
เรื่องนี้ระเบิดเป็นข่าวเมื่อพ่อคนหนึ่งบุกมาต่อว่าห้างที่ส่งคูปองสินค้าเด็กมาให้ลูกสาววัยมัธยมของเขา เขาโกรธว่าห้างกำลังกระตุ้นให้เด็กท้อง แต่ไม่กี่วันต่อมาเขากลับมาขอโทษ เพราะค้นพบว่าลูกสาวตั้งครรภ์จริง ห้างรู้ก่อนพ่อด้วยซ้ำ เหตุการณ์นี้เผยให้เห็นว่าข้อมูลพฤติกรรมการซื้อสามารถเปิดเผยความลับส่วนตัวที่สุดของเราได้
.
บทเรียนการตลาดคือ Target เรียนรู้ที่จะไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าถูกจับตามอง พวกเขาเริ่มสอดคูปองสินค้าเด็กปนไปกับสินค้าสุ่มอย่างเครื่องตัดหญ้าหรือแก้วไวน์ เพื่อให้โฆษณาดูไม่น่าขนลุก ความรู้ข้อนี้ทำให้เราในฐานะผู้บริโภคต้องตื่นรู้ว่าทุกการซื้อของเรากำลังถูกอ่านและถูกออกแบบให้ตอบสนอง คนที่เข้าใจกลไกนิสัยจะไม่ตกเป็นเหยื่อง่าย ๆ
.
.
17. ห่อสิ่งใหม่ด้วยสิ่งคุ้นเคย แล้วคนจะยอมรับมันโดยไม่รู้ตัว
.
ค่ายเพลง Arista เคยมั่นใจว่าเพลง "Hey Ya!" ของวง OutKast จะดังถล่มทลาย ข้อมูลทุกอย่างบ่งชี้ว่ามันคือเพลงฮิต แต่เมื่อสถานีวิทยุเปิด ผู้ฟังกลับเปลี่ยนช่องทันที เพราะเพลงมันแปลกใหม่และไม่คุ้นหูเกินไป สมองมนุษย์โหยหาความคุ้นเคย เมื่อได้ยินสิ่งที่แปลกเกินคาด มันจะรู้สึกไม่สบายใจและอยากหนี แม้เพลงนั้นจะดีแค่ไหนก็ตาม
.
ทางออกที่ค่ายค้นพบคือการสอดเพลงใหม่ไว้ระหว่างเพลงฮิตสองเพลงที่คนคุ้นเคยอยู่แล้ว เมื่อ "Hey Ya!" ถูกห่อหุ้มด้วยความคุ้นเคยทั้งสองด้าน ผู้ฟังก็เริ่มรู้สึกว่ามันคุ้นไปด้วย พวกเขาฟังจนจบและในที่สุดก็ติดใจ เพลงที่เคยถูกเปลี่ยนช่องกลายเป็นเพลงดังอันดับหนึ่งของประเทศ เคล็ดลับคือการทำให้สิ่งใหม่รู้สึกคุ้นเคยพอที่สมองจะยอมเปิดรับ
.
หลักการเดียวกันนี้ใช้อธิบายหลายเรื่อง ตั้งแต่การที่ Target ต้องห่อคูปองเด็กด้วยสินค้าทั่วไป ไปจนถึงการนำเสนอไอเดียใหม่ในที่ทำงาน คนที่อยากผลักดันความเปลี่ยนแปลงต้องเข้าใจว่าการนำเสนอสิ่งแปลกใหม่ล้วน ๆ มักเจอแรงต้าน วิธีที่ฉลาดกว่าคือเชื่อมโยงสิ่งใหม่เข้ากับสิ่งที่คนคุ้นเคยและไว้ใจอยู่แล้ว เพื่อให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยพอที่จะก้าวข้ามไป
.
.
18. นิสัยทางสังคมและพลังของความสัมพันธ์หลวม ๆ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง
.
Rosa Parks ไม่ใช่คนผิวดำคนแรกที่ถูกจับเพราะไม่ยอมลุกจากที่นั่งบนรถเมล์ในมอนต์โกเมอรี ก่อนหน้าเธอมี Claudette Colvin และคนอื่นอีกหลายคน แต่ทำไมการจับกุม Rosa Parks เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 1955 ถึงจุดชนวนการคว่ำบาตรรถเมล์ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์อเมริกาได้ คำตอบอยู่ที่นิสัยทางสังคมและตำแหน่งของเธอในชุมชน
.
Rosa Parks เป็นคนที่ฝังรากลึกในเครือข่ายสังคมหลากหลายชั้น เธอรู้จักทั้งคนงาน นักวิชาการ และผู้นำชุมชน เธอมีสิ่งที่นักสังคมวิทยา Mark Granovetter เรียกว่า "ความสัมพันธ์หลวม ๆ" จำนวนมาก ความสัมพันธ์ระดับคนรู้จักที่กระจายข้ามกลุ่มสังคมต่าง ๆ เมื่อเธอถูกจับ ความเห็นใจจึงแพร่กระจายผ่านเครือข่ายเหล่านี้อย่างรวดเร็ว นิสัยทางสังคมแห่งมิตรภาพทำให้คนกลุ่มแรกออกมาเคลื่อนไหว
.
แต่สิ่งที่ทำให้ขบวนการขยายตัวคือแรงกดดันจากความสัมพันธ์หลวม ๆ ในชุมชน เมื่อคนรอบข้างต่างเข้าร่วม การไม่เข้าร่วมจึงกลายเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก นิสัยทางสังคมแห่งการคล้อยตามเพื่อนทำงานเหมือนแรงโน้มถ่วง ดึงคนทั้งชุมชนเข้าสู่ขบวนการ บทเรียนคือการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างไม่ได้เริ่มจากคนเก่งคนเดียว แต่เริ่มจากการที่นิสัยทางสังคมและเครือข่ายความสัมพันธ์ส่งต่อแรงกระเพื่อมไปทั้งระบบ
.
.
19. ขบวนการที่ยั่งยืนต้องมอบนิสัยใหม่และอัตลักษณ์ใหม่ให้ผู้คน
.
มิตรภาพและแรงกดดันทางสังคมจุดประกายขบวนการได้ แต่สิ่งที่ทำให้มันยืนยาวคือองค์ประกอบที่สาม การมอบนิสัยและความรู้สึกถึงตัวตนใหม่ให้ผู้เข้าร่วม Martin Luther King Jr. และผู้นำขบวนการสิทธิพลเมืองเข้าใจว่าการคว่ำบาตรจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อคนเริ่มมองตัวเองในแบบใหม่ ไม่ใช่เหยื่อที่รอความช่วยเหลือ แต่เป็นผู้ลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยมือตัวเอง
.
Rick Warren ใช้หลักการเดียวกันสร้างโบสถ์ Saddleback ให้กลายเป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
.
เขาไม่ได้พึ่งพาแรงศรัทธาจากการเทศน์อย่างเดียว แต่สร้างกลุ่มย่อยจำนวนมากที่สมาชิกพบกันสม่ำเสมอ กลุ่มเหล่านี้ปลูกฝังนิสัยใหม่ทางจิตวิญญาณและมอบความรู้สึกเป็นเจ้าของให้สมาชิก เมื่อคนรู้สึกว่าศรัทธาเป็นของตัวเอง ไม่ใช่สิ่งที่ถูกยัดเยียด พวกเขาจึงรักษามันไว้และส่งต่อให้คนอื่น
.
แก่นคือขบวนการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเปลี่ยนวิธีที่คนมองตัวเอง การให้คนทำตามคำสั่งจะอยู่ได้แค่ชั่วคราว แต่การช่วยให้คนสร้างอัตลักษณ์ใหม่ผ่านนิสัยและชุมชนจะสร้างพลังที่ยั่งยืน เมื่อคนเชื่อว่า "ฉันคือคนแบบนี้" พฤติกรรมที่สอดคล้องกับตัวตนนั้นจะไหลออกมาเองโดยไม่ต้องบังคับ นี่คือศิลปะของผู้นำที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
.
.
20. เมื่อเรารู้แล้วว่านิสัยทำงานอย่างไร เราก็มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบมัน
.
หนังสือปิดท้ายด้วยคำถามเชิงจริยศาสตร์ที่หนักแน่น ผ่านสองเรื่องที่ตัดกันอย่างคมคายครับ เรื่องแรกคือ Angie Bachmann แม่บ้านที่ค่อย ๆ กลายเป็นนักพนันติดงอมแงม คาสิโนเรียนรู้นิสัยของเธอและคอยป้อนสิ่งล่อใจจนเธอสูญเสียมรดกและบ้านไปจนหมด เมื่อคดีขึ้นศาล คำถามคือเธอต้องรับผิดชอบหรือไม่ในเมื่อพฤติกรรมของเธอเป็นนิสัยที่ฝังลึก
.
เรื่องที่สองคือ Brian Thomas ชายชาวเวลส์ที่บีบคอภรรยาตนเองจนเสียชีวิตขณะหลับเดิน เขากำลังฝันร้ายว่าต่อสู้กับผู้บุกรุก สมองส่วนที่ควบคุมการตัดสินใจหลับสนิทในขณะนั้น ศาลตัดสินให้เขาพ้นผิด เพราะเขาไม่มีสติรู้ตัวและไม่มีทางเลือกใด ๆ เลยในขณะก่อเหตุ ความแตกต่างระหว่างสองคดีจึงอยู่ที่เส้นบาง ๆ ของการรู้ตัว
.
Duhigg สรุปว่าความแตกต่างคือ Thomas ไม่รู้เลยว่านิสัยหลับเดินของเขาอาจนำไปสู่อันตราย แต่ Bachmann รู้ดีว่าตัวเองมีปัญหาการพนัน และเมื่อเรารู้แล้วว่านิสัยตัวหนึ่งดำรงอยู่และทำงานอย่างไร เราก็มีอิสระและหน้าที่ที่จะเปลี่ยนมัน
.
เสรีภาพในการเลือกที่ซ่อนอยู่ในความตื่นรู้นี้เอง นี่คือสารสุดท้ายที่ทรงพลังที่สุดของหนังสือ ความรู้เรื่องนิสัยมาพร้อมความรับผิดชอบ เมื่อเราเข้าใจกลไกแล้ว เราไม่อาจอ้างได้อีกต่อไปว่าเราเปลี่ยนตัวเองไม่ได้
.
Duhigg ปิดเล่มด้วยคู่มือปฏิบัติที่กลั่นทุกอย่างให้เหลือสี่ขั้นตอน
.
หนึ่ง : เริ่มจากระบุพฤติกรรมที่อยากเปลี่ยน
.
สอง : จากนั้นทดลองกับรางวัลเพื่อหาว่าความอยากที่แท้จริงเบื้องหลังพฤติกรรมคืออะไร เช่น เวลาลุกไปกินขนมระหว่างทำงาน เราหิวจริงหรือแค่เบื่อและอยากพัก
.
สาม : ต่อมาคือแยกแยะสัญญาณให้ออก ซึ่งงานวิจัยพบว่าสัญญาณเกือบทั้งหมดตกอยู่ในห้าหมวด ได้แก่ สถานที่ เวลา สภาวะอารมณ์ คนรอบข้าง และการกระทำที่เกิดก่อนหน้า
.
สี่ : ขั้นสุดท้ายคือวางแผนพฤติกรรมใหม่ไว้ล่วงหน้าให้ตอบสนองสัญญาณและรางวัลเดิม
.
นิสัยไม่ใช่ชะตากรรมที่ถูกขีดไว้ตายตัว มันคือร่องที่สมองขุดขึ้นเพื่อประหยัดพลังงาน และเมื่อเราเข้าใจวงจรสัญญาณ พฤติกรรม รางวัล พร้อมเติมความอยากและความเชื่อเข้าไป เราก็สามารถออกแบบร่องใหม่ที่นำพาชีวิตไปในทิศทางที่เราเลือกเองได้ ความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมักเริ่มจากการขยับนิสัยหลักเพียงตัวเดียว แล้วปล่อยให้แรงส่งของชัยชนะเล็ก ๆ พาเราไปต่อครับ
.
.
.
.
#SuccessStrategies

