สรุป 20 ข้อคิดจากหนังสือ Outliers : The Story of Success เขียนโดย Malcolm Gladwell
สรุป 20 ข้อคิดจากหนังสือ Outliers : The Story of Success เขียนโดย Malcolm Gladwell
.
หนังสือเล่มนี้เถียงกับเรื่องเล่าที่เราคุ้นเคยที่สุดเกี่ยวกับความสำเร็จ เรื่องเล่าที่บอกว่าคนเก่งคือเมล็ดพันธุ์ที่แข็งแรงเป็นพิเศษ เกิดมาพร้อมสมองและความมุ่งมั่นที่เหนือกว่าคนทั่วไป แล้วฝ่าฟันขึ้นมาด้วยลำแข้งตัวเอง
.
Malcolm Gladwell บอกว่าเรื่องเล่านี้พลาดตรงที่มองแค่ตัวต้นไม้ ทั้งที่ความจริงเราต้องมองทั้งผืนป่า ต้นโอ๊กที่สูงที่สุดในป่าไม่ได้สูงเพราะงอกจากลูกโอ๊กที่ดีที่สุดเท่านั้น แต่เพราะไม่มีต้นไม้อื่นบังแสง ดินรอบรากลึกและอุดม ไม่มีกระต่ายมาแทะเปลือกตอนยังเป็นต้นกล้า และไม่มีคนตัดไม้มาโค่นก่อนมันโต
.
ตัวหนังสือแบ่งเป็นสองส่วนใหญ่ ส่วนแรกชื่อ Opportunity ว่าด้วยจังหวะเวลา วันเกิด การได้สิทธิ์เข้าถึงทรัพยากร และโชคทางประชากรศาสตร์ ส่วนที่สองชื่อ Legacy ว่าด้วยวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษส่งต่อมาให้เราโดยที่เราไม่รู้ตัว และนี่คือ 20 ข้อคิดสำคัญจากหนังสือเล่มนี้ครับ
.
.
==================
.
1. สุขภาพและชะตากรรมของคนคนหนึ่งซ่อนอยู่ในชุมชนที่หล่อหลอมเขา ไม่ใช่แค่ในตัวเขา
.
หนังสือเปิดด้วยปริศนาของเมือง Roseto รัฐ Pennsylvania ชุมชนผู้อพยพชาวอิตาเลียนที่หมอชื่อ Stewart Wolf ค้นพบในยุค 1950 ว่าแทบไม่มีใครอายุต่ำกว่า 55 ปีตายด้วยโรคหัวใจเลย และอัตราการตายจากโรคหัวใจของผู้ชายอายุเกิน 65 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศราวครึ่งหนึ่ง
.
ที่ชวนงงคือชาว Roseto ทำอาหารด้วยน้ำมันหมู กินไขมันถึง 41 เปอร์เซ็นต์ของแคลอรีต่อวัน สูบบุหรี่จัด และหลายคนน้ำหนักเกิน ตามตำราแล้วพวกเขาน่าจะป่วยมากกว่าคนทั่วไปด้วยซ้ำ
.
Wolf ไล่ตรวจสมมติฐานทีละข้อแล้วชนทางตันทุกครั้ง อาหารไม่ใช่คำตอบ พันธุกรรมก็ไม่ใช่ เพราะญาติของชาว Roseto ที่อยู่เมืองอื่นไม่ได้สุขภาพดีแบบนี้ ทำเลก็ไม่ใช่ เพราะเมือง Bangor ที่อยู่ติดกันมีอัตราตายจากโรคหัวใจสูงกว่า Roseto ถึงสามเท่า
.
สิ่งที่เหลืออยู่คือตัวเมือง Roseto เอง เมืองที่มีครอบครัวสามชั่วอายุคนอาศัยอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน มีองค์กรพลเมืองถึง 22 แห่งในเมืองที่มีคนไม่ถึงสองพัน และมีธรรมเนียมที่ไม่ให้คนรวยอวดความมั่งมี พร้อมกับโอบอุ้มคนที่ล้มเหลวไม่ให้รู้สึกต่ำต้อย สายใยที่แน่นแฟ้นนี้เองที่ทำหน้าที่เป็นเกราะปกป้องสุขภาพของพวกเขา
.
ตอนที่ Wolf กับนักสังคมวิทยา John Bruhn นำผลวิจัยไปเสนอ พวกเขาเจอเสียงคัดค้านอย่างหนัก เพราะวงการแพทย์ยุคนั้นพูดกันแต่เรื่องยีนกับการเลือกของแต่ละคน ไม่มีใครเคยคิดว่าสุขภาพเกี่ยวข้องกับชุมชน ข้อคิดนี้คือกุญแจของทั้งเล่ม เพราะเราจะเข้าใจไม่ได้เลยว่าทำไมคนคนหนึ่งถึงแข็งแรงหรือประสบความสำเร็จ ถ้าเรามองแค่ตัวเขาโดยตัดโลกที่อยู่รอบตัวเขาออกไป
.
.
2. วันเกิดของคุณอาจกำหนดว่าคุณจะได้เป็นนักกีฬาอาชีพหรือไม่ และความได้เปรียบเล็กๆ จะถูกขยายจนกลายเป็นความจริง
.
Gladwell เริ่มภาคแรกด้วยรายชื่อนักกีฬาฮอกกี้เยาวชนระดับหัวกะทิของแคนาดา แล้วชวนสังเกตว่าวันเกิดของผู้เล่นกระจุกตัวอยู่ในเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคมอย่างผิดสังเกต
.
นักจิตวิทยา Roger Barnsley พบว่าในทีมเยาวชนชั้นนำ ผู้เล่นที่เกิดไตรมาสแรกของปีมีมากกว่าผู้เล่นที่เกิดไตรมาสสุดท้ายราวห้าเท่าครึ่ง คำอธิบายไม่เกี่ยวกับโหราศาสตร์เลย แต่เป็นเพราะแคนาดาขีดเส้นแบ่งอายุของฮอกกี้เยาวชนไว้ที่ 1 มกราคม เด็กที่เกิดต้นปีจึงตัวโตและร่างกายพร้อมกว่าเด็กที่เกิดปลายปีในรุ่นเดียวกัน
.
ในวัยก่อนวัยรุ่น ช่วงอายุที่ต่างกันแค่สิบสองเดือนหมายถึงความต่างมหาศาลด้านขนาดตัวและการควบคุมร่างกาย และในประเทศที่หลงใหลฮอกกี้ที่สุดในโลก โค้ชเริ่มคัดเด็กเข้าทีมตัวแทนตั้งแต่อายุเก้าหรือสิบขวบ พอเด็กถูกเลือก เขาได้โค้ชที่ดีกว่า ได้เพื่อนร่วมทีมที่เก่งกว่า ได้ลงเล่นห้าสิบถึงเจ็ดสิบห้าเกมต่อฤดูกาลแทนที่จะเป็นยี่สิบเกมแบบเด็กในลีกธรรมดา และได้ซ้อมมากกว่ากันสองถึงสามเท่า
.
พออายุสิบสาม-สิบสี่ปี เขาก็เก่งกว่าจริงๆ ตอนเริ่มต้นเด็กคนนั้นไม่ได้เก่งกว่าใคร เขาแค่อายุมากกว่านิดเดียว แต่ระบบค่อยๆ ขยายความได้เปรียบเล็กจิ๋วนั้นจนกลายเป็นความจริง
.
นักสังคมวิทยา Robert Merton เรียกกลไกแบบนี้ว่าคำทำนายที่ทำให้ตัวเองเป็นจริง แคนาดาตั้งต้นจากความเชื่อที่ผิดว่าใครคือเด็กเก่งที่สุด ทั้งที่จริงแค่เลือกคนที่อายุมากที่สุดในรุ่น แต่การทุ่มทรัพยากรให้ดาวรุ่งกลุ่มนั้นกลับทำให้คำตัดสินที่ผิดในตอนแรกดูเหมือนถูกต้องขึ้นมา
.
สิ่งที่ Gladwell ทิ้งไว้คือ ถ้าแคนาดาเปิดลีกที่สองให้เด็กที่เกิดครึ่งหลังของปี วันนี้ประเทศจะมีดาวฮอกกี้มากกว่าเดิมเท่าตัว ระบบที่เราใช้กำลังทิ้งความสามารถไปครึ่งหนึ่งเพียงเพราะเส้นแบ่งวันเกิดที่ใครสักคนลากขึ้นมาลอยๆ
.
.
3. ความเป็นเลิศต้องการการฝึกฝนราวหนึ่งหมื่นชั่วโมง และไม่มีทางลัด
.
งานวิจัยของ Anders Ericsson ที่สถาบันดนตรีชั้นนำของ Berlin คือหัวใจของกฎหมื่นชั่วโมง เขาแบ่งนักไวโอลินเป็นสามกลุ่ม คือดาวเด่นที่จะได้เป็นศิลปินเดี่ยวระดับโลก กลุ่มที่ฝีมือดีพอใช้ และกลุ่มที่จะไปเป็นครูดนตรี
.
ทั้งสามกลุ่มเริ่มจับไวโอลินตอนอายุห้าขวบเหมือนกัน แต่พออายุยี่สิบ กลุ่มดาวเด่นสะสมชั่วโมงฝึกได้คนละหมื่นชั่วโมง กลุ่มดีพอใช้ได้แปดพันชั่วโมง ส่วนว่าที่ครูดนตรีได้แค่สี่พันกว่าชั่วโมง
.
Ericsson หาคนสองประเภทไม่เจอเลย ประเภทแรกคืออัจฉริยะโดยธรรมชาติที่ลอยขึ้นไปถึงจุดสูงสุดได้ทั้งที่ฝึกแค่เศษเสี้ยวของคนอื่น ส่วนอีกประเภทคือคนที่ทุ่มเทฝึกหนักกว่าใครเพื่อนแต่กลับไปไม่ถึงแถวหน้าสักที
.
เมื่อคนคนหนึ่งมีฝีมือพอจะสอบเข้าโรงเรียนดนตรีชั้นนำได้แล้ว สิ่งที่แยกคนหนึ่งจากอีกคนคือเขาทุ่มเทแค่ไหน และคนที่อยู่ยอดสุดไม่ได้แค่ขยันกว่าคนอื่น แต่ขยันกว่ามากๆ
.
แม้แต่ Mozart ก็ไม่ได้รับการยกเว้นจากกฎนี้ แม้เขาจะแต่งเพลงตั้งแต่ยังเล็ก แต่นักวิจารณ์ดนตรี Harold Schonberg ชี้ว่าผลงานชิ้นเอกที่แท้จริงของ Mozart มาช้า เขายังสร้างงานระดับยอดเยี่ยมไม่ได้จนกว่าจะผ่านการฝึกหนักมายี่สิบกว่าปี การฝึกฝนจึงไม่ใช่สิ่งที่เราทำหลังจากเก่งแล้ว แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เราเก่งขึ้นมาตั้งแต่แรก
.
.
4. โอกาสที่จะได้ฝึกฝนมาก่อนความสามารถ และคนยิ่งใหญ่มักได้โอกาสนั้นมาโดยบังเอิญ
.
หนึ่งหมื่นชั่วโมงเป็นเวลามหาศาล วัยรุ่นทั่วไปฝึกได้มากขนาดนั้นด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องมีโอกาสพิเศษบางอย่างมาเปิดประตูให้ The Beatles ได้โอกาสนั้นตอนถูกชวนไปเล่นที่เมือง Hamburg ในเยอรมนี ในคลับที่บังคับให้เล่นวันละแปดชั่วโมง เจ็ดวันต่อสัปดาห์ ติดต่อกัน
.
John Lennon เล่าว่าที่ Liverpool พวกเขาเล่นแค่เซ็ตละชั่วโมง แต่ที่ Hamburg ต้องเล่นยาวจนต้องค้นหาวิธีเล่นแบบใหม่และจำเพลงให้ได้มหาศาล เมื่อถึงปี 1964 ที่พวกเขาแจ้งเกิด พวกเขาเล่นสดมาแล้วประมาณ 1,200 ครั้ง มากกว่าที่วงดนตรีส่วนใหญ่ในปัจจุบันเล่นตลอดทั้งอาชีพเสียอีก
.
Bill Joy ผู้เขียนซอฟต์แวร์ที่ทำให้อินเทอร์เน็ตใช้งานได้ ก็เช่นกัน ปี 1971 เขาบังเอิญเข้ามหาวิทยาลัย Michigan ที่เพิ่งเปิดศูนย์คอมพิวเตอร์แบบแบ่งเวลาใช้งานเป็นหนึ่งในแห่งแรกๆ ของโลก ทำให้เด็กอายุสิบเจ็ดได้นั่งเขียนโปรแกรมได้ไม่จำกัด
.
ส่วน Bill Gates ได้จังหวะโชคต่อเนื่องถึงเก้าครั้ง เริ่มจากพ่อแม่ส่งเขาเข้าโรงเรียน Lakeside ที่มีเทอร์มินัลคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ปี 1968 ตามด้วยการได้ใช้คอมพิวเตอร์ฟรีของบริษัทและมหาวิทยาลัยในช่วงเวลาประหลาดอย่างตีสามถึงหกโมงเช้า
.
จุดที่ Gladwell ชี้คือ โอกาสทั้งหมดนี้มีสิ่งร่วมกันอย่างเดียว นั่นคือมันมอบเวลาฝึกฝนให้ กว่า Gates จะลาออกจาก Harvard ไปตั้งบริษัท เขาเขียนโปรแกรมต่อเนื่องมาเจ็ดปีและผ่านหมื่นชั่วโมงไปไกลแล้ว
.
ตัว Gates เองยอมรับว่าถ้าในโลกนี้มีวัยรุ่นที่ได้ประสบการณ์แบบเขาสักห้าสิบคน เขาก็คงตกใจ เพราะเขารู้ดีว่าตัวเองโชคดีเหลือเชื่อ พรสวรรค์ของคนเหล่านี้เป็นเรื่องจริง แต่สิ่งที่แยกพวกเขาออกจากคนอื่นที่เก่งพอกันคือโอกาสที่บังเอิญตกมาถึงมือ
.
.
5. การเกิดถูกปีถูกคลื่นประวัติศาสตร์สำคัญพอๆ กับความสามารถ
.
Gladwell ชวนคิดว่าถ้าจุดเริ่มของยุคคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลคือมกราคม 1975 ใครจะอยู่ในจุดที่ได้เปรียบที่สุด คำตอบคือคนที่ตอนนั้นอายุยี่สิบหรือยี่สิบเอ็ด แก่พอจะร่วมการปฏิวัติแต่ยังไม่แก่จนติดกับงานเดิม
.
ถ้าคุณแก่เกินไปในปี 1975 คุณคงได้งานที่ IBM มีบ้าน มีครอบครัว และไม่มีทางทิ้งทุกอย่างไปเล่นกับคอมพิวเตอร์เครื่องเล็กราคาสามร้อยกว่าดอลลาร์ แต่ถ้าเด็กเกินไปคุณก็ยังเรียนมัธยมอยู่ ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดจึงแคบมาก คือเกิดราวปี 1954 หรือ 1955
.
เมื่อไล่ตรวจดู Gladwell พบว่าผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีระดับตำนานเกิดในช่วงนี้อย่างน่าทึ่ง Bill Gates เกิด 28 ตุลาคม 1955 Steve Jobs เกิด 24 กุมภาพันธ์ 1955 Eric Schmidt เกิด 27 เมษายน 1955 พวกเขาคือนักกีฬาฮอกกี้ที่เกิดวันที่ 1 มกราคม เพียงแต่อยู่ในสนามของซิลิคอนแวลลีย์
.
ปรากฏการณ์เดียวกันเกิดกับมหาเศรษฐีในประวัติศาสตร์อเมริกา เมื่อดูรายชื่อคนรวยที่สุดเจ็ดสิบห้าคนในประวัติศาสตร์มนุษย์ มีชาวอเมริกันจำนวนมากที่เกิดในทศวรรษ 1830 อย่าง John Rockefeller และ Andrew Carnegie เพราะพวกเขาอยู่ในวัยกำลังดีตอนที่เศรษฐกิจอเมริกาแปรโฉมครั้งใหญ่ในยุค 1860 และ 1870 นักประวัติศาสตร์คนหนึ่งถึงกับเขียนว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับเด็กยากจนที่ใฝ่ฝันจะร่ำรวยคือเกิดราวปี 1835
.
.
6. ความฉลาดมีเพดาน เมื่อฉลาดถึงระดับหนึ่งแล้ว คะแนนที่เพิ่มขึ้นแทบไม่ช่วยอะไร
.
Gladwell เล่าเรื่อง Chris Langan ชายที่มีไอคิวราว 195 สูงกว่าที่ว่ากันว่าเป็นของ Einstein ที่ราว 150 เรื่องของเขาท้าทายความเชื่อที่ว่ายิ่งไอคิวสูงยิ่งสำเร็จมาก ความจริงคือความสัมพันธ์ระหว่างไอคิวกับความสำเร็จใช้ได้ถึงจุดหนึ่งเท่านั้น เมื่อไอคิวถึงราว 120 แล้ว คะแนนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่าจะได้เปรียบในโลกจริงเพิ่มขึ้นแบบที่วัดได้
.
นักจิตวิทยา Liam Hudson เปรียบไอคิวเหมือนความสูงในบาสเกตบอล คนสูงห้าฟุตหกอาจไม่มีลุ้นเล่นอาชีพ แต่พอสูงถึงระดับหนึ่งแล้ว ความสูงที่เพิ่มขึ้นก็หยุดสำคัญ ผู้เล่นที่สูงหกฟุตแปดไม่ได้เก่งกว่าคนที่เตี้ยกว่าสองนิ้วโดยอัตโนมัติ Michael Jordan ที่หลายคนยกให้เก่งที่สุดก็สูงแค่หกฟุตหกนิ้ว สมองก็เป็นแบบเดียวกัน คุณแค่ต้องฉลาดให้ถึงระดับที่พอ Langan กับ Einstein ต่างก็ฉลาดพอจะขบคิดเรื่องฟิสิกส์ยากๆ ได้ทั้งคู่
.
เกร็ดที่หนุนเรื่องนี้คือเมื่อ Gladwell ดูว่าชาวอเมริกันยี่สิบห้าคนล่าสุดที่ได้ Nobel สาขาการแพทย์จบปริญญาตรีจากที่ไหน รายชื่อกลับเต็มไปด้วยมหาวิทยาลัยธรรมดาๆ อย่าง Antioch College และ Case Institute ปะปนกับ Harvard และ MIT ไม่ได้กระจุกอยู่แต่มหาวิทยาลัยชั้นยอดอย่างที่เราเดา เพราะความสำเร็จขั้นสูงสุดต้องการมากกว่าคะแนนสอบ มันต้องการสิ่งที่ข้อสอบไอคิววัดไม่ได้
.
.
7. ไอคิวสูงลิ่วไม่การันตีความสำเร็จ บทเรียนจากการทดลองที่ติดตามอัจฉริยะตลอดชีวิต
.
ในช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ นักจิตวิทยา Lewis Terman ทุ่มเทชีวิตศึกษาเด็กอัจฉริยะ เขาส่งทีมงานไปคัดเด็กจากโรงเรียนทั่วรัฐ California ผ่านการสอบไอคิวสามรอบ จนได้เด็กหัวกะทิ 1,470 คนที่ไอคิวเฉลี่ยเกิน 140 และสูงสุดแตะ 200
.
กลุ่มนี้ถูกเรียกว่า Termites และ Terman เฝ้าดูแลพวกเขาราวกับแม่ไก่ ติดตามทุกการเลื่อนตำแหน่ง ทุกการแต่งงาน ทุกความเจ็บป่วย ด้วยความเชื่อมั่นว่าเด็กกลุ่มนี้จะกลายเป็นชนชั้นนำในอนาคตของอเมริกา
.
แต่ผลที่ออกมากลับน่าผิดหวัง เมื่อเด็กเหล่านี้โตขึ้น ส่วนใหญ่มีชีวิตธรรมดาๆ และแทบไม่มีใครได้เป็นบุคคลสำคัญระดับชาติเลย Terman ลองหาคำอธิบายว่าอะไรแยกกลุ่มที่ประสบความสำเร็จออกจากกลุ่มที่ล้มเหลว เขาเทียบทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต งานอดิเรก อายุที่เริ่มเดินเริ่มพูด และคะแนนไอคิวที่แม่นยำ สุดท้ายมีเพียงสิ่งเดียวที่สำคัญจริง นั่นคือภูมิหลังของครอบครัว
.
กลุ่มที่ประสบความสำเร็จเกือบทั้งหมดมาจากครอบครัวชนชั้นกลางขึ้นไป บ้านเต็มไปด้วยหนังสือ พ่อครึ่งหนึ่งจบมหาวิทยาลัยในยุคที่การศึกษาระดับนั้นยังหายาก ส่วนกลุ่มที่ล้มเหลวมาจากครอบครัวยากจน เกือบหนึ่งในสามมีพ่อแม่ที่ออกจากโรงเรียนตั้งแต่ก่อนจบ ป.7
.
เด็กกลุ่มหลังนี้เคยเป็นอัจฉริยะตัวจริง ถ้าคุณพบพวกเขาตอนห้าหกขวบ คุณจะทึ่งกับความช่างสงสัยและไหวพริบ แต่สิ่งที่พวกเขาขาดไม่ใช่อะไรที่อยู่ในยีนหรือซื้อหาไม่ได้ พวกเขาแค่ขาดชุมชนรอบตัวที่เตรียมพวกเขาให้พร้อมรับมือกับโลก พรสวรรค์ของพวกเขาถูกปล่อยให้สูญเปล่าทั้งที่ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้น
.
.
8. ความคิดสร้างสรรค์เป็นคนละเรื่องกับไอคิว และมันอาจสำคัญกว่าในงานที่ยิ่งใหญ่
.
ถ้าความฉลาดสำคัญแค่ถึงจุดหนึ่ง แล้วเลยจุดนั้นไป อะไรจะเริ่มสำคัญแทน Gladwell เสนอให้ลองทดสอบอีกแบบ แทนที่จะวัดไอคิว ลองให้คนเขียนรายการการใช้งานที่เป็นไปได้ทั้งหมดของวัตถุหนึ่งชิ้น เช่น อิฐ หรือผ้าห่ม
.
ข้อสอบแบบนี้เรียกว่าการทดสอบความคิดแบบกระจาย ซึ่งตรงข้ามกับข้อสอบที่ให้หาคำตอบที่ถูกเพียงคำตอบเดียว มันไม่มีคำตอบตายตัว สิ่งที่วัดคือจำนวนและความแปลกใหม่ของไอเดีย หรือพูดให้ตรงคือมันวัดความคิดสร้างสรรค์
.
Liam Hudson เคยเก็บคำตอบจากนักเรียนสองคนในโรงเรียนชั้นนำของอังกฤษ คนแรกชื่อ Poole เขาตอบเรื่องอิฐและผ้าห่มได้กว้างไกล ตั้งแต่ใช้ทุบกระจกในการปล้น ใช้ถ่วงผ้าห่มบนเตียง ไปจนถึงใช้เป็นเป้าซ้อมยิงสำหรับคนสายตาสั้น
.
ความคิดของเขากระโดดจากภาพความรุนแรงไปเรื่องเพศ ไปเรื่องคนกระโดดหนีไฟจากตึก แล้ววกกลับมาเรื่องในชีวิตประจำวันได้อย่างคล่องแคล่ว อ่านแล้วรู้สึกได้ว่าถ้าให้เวลาอีกสิบนาที เขาคงคิดได้อีกเป็นยี่สิบข้อ
.
ส่วนนักเรียนอีกคนชื่อ Florence ซึ่ง Hudson บอกว่าเป็นเด็กอัจฉริยะที่มีไอคิวสูงที่สุดคนหนึ่งในโรงเรียน เขาตอบเรื่องอิฐว่าใช้สร้างของกับใช้ขว้าง และตอบเรื่องผ้าห่มแบบใช้งานพื้นฐานทั่วไป แล้วก็หยุดเพียงเท่านั้น
.
ไอคิวของ Florence สูงกว่า Poole แต่นั่นแทบไม่มีความหมาย เพราะทั้งคู่อยู่เหนือเพดานความฉลาดไปแล้ว สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือความคิดของ Poole โลดแล่นได้ในแบบที่ความคิดของ Florence ทำไม่ได้ แล้วลองคิดดูว่าระหว่างสองคนนี้ ใครเหมาะกว่าที่จะทำงานสร้างสรรค์ระดับคว้ารางวัล Nobel
.
.
9. สองอัจฉริยะ คนหนึ่งคุมโครงการระเบิดปรมาณู อีกคนเป็นบาวเซอร์หน้าผับ เพราะปัญญาคนละชนิด
.
Gladwell เทียบ Chris Langan กับ Robert Oppenheimer ที่จุดวิกฤติคล้ายกันแต่จบไม่เหมือนกัน ตอนเรียนที่ Cambridge นั้น Oppenheimer ซึมเศร้าหนักจนถึงขั้นหยิบสารเคมีจากห้องแล็บมาพยายามวางยาพิษอาจารย์ที่ปรึกษาชื่อ Patrick Blackett
.
โชคดีที่อาจารย์รู้ทัน เรื่องถึงมหาวิทยาลัย แต่หลังการเจรจาที่ยืดเยื้อ เขาถูกลงโทษเพียงภาคทัณฑ์และต้องเข้าพบจิตแพทย์ ส่วน Langan แค่แม่ลืมกรอกเอกสารต่อทุน เขากลับเสียทุนที่ Reed College ไปทันทีเพราะไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนสนใจช่วย ต่อมาที่ Montana State แค่ขอย้ายคาบเรียนเพราะรถเสีย ที่ปรึกษาก็ตอบกลับว่าเขายังไม่เรียนรู้เลยว่าทุกคนต้องเสียสละเพื่อการศึกษา คำขอถูกปฏิเสธ และเขาก็ออกจากมหาวิทยาลัยไปตลอดกาล
.
เรื่องที่ตอกย้ำความต่างได้คมที่สุดเกิดขึ้นยี่สิบปีต่อมา เมื่อนายพล Leslie Groves ตามหาคนนำโครงการแมนฮัตตัน ว่ากันตามเหตุผล Oppenheimer เป็นตัวเลือกที่ไม่น่าได้เลย เขาอายุน้อย เป็นนักทฤษฎีในงานที่ต้องการนักทดลอง มีเพื่อนเป็นคอมมิวนิสต์ และไม่เคยบริหารงานใดมาก่อน นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งถึงกับเปรยว่าหมอนี่บริหารร้านขายแฮมเบอร์เกอร์ยังไม่ได้
.
แต่ Oppenheimer เข้าใจว่า Groves คือคนเฝ้าประตู เขาจึงเปิดเสน่ห์และความเฉลียวฉลาดออกมาเต็มที่จนนายพลหลงใหลถึงขั้นบอกนักข่าวว่าหมอนี่อัจฉริยะตัวจริง
.
ความต่างนี้คือสิ่งที่นักจิตวิทยา Robert Sternberg เรียกว่าปัญญาเชิงปฏิบัติ ทักษะที่รู้ว่าจะพูดอะไรกับใคร พูดเมื่อไหร่ และพูดอย่างไรให้ได้ผลสูงสุด มันแยกขาดจากปัญญาเชิงวิเคราะห์ที่วัดด้วยไอคิว
.
Oppenheimer บังเอิญมีทั้งสองอย่างเต็มเปี่ยม ส่วน Langan มีหัวคิดเหนือชั้นแต่ขาดทักษะที่จะต่อรองกับโลก ทุกวันนี้เขาอยู่บนฟาร์มม้าในรัฐ Missouri เขียนทฤษฎีจักรวาลขนาดมหึมาที่แทบไม่มีใครได้อ่าน
.
ชายที่มีสมองหนึ่งในล้านคนนี้ยังไม่เคยสร้างผลกระทบใดต่อโลก ไม่ใช่เพราะเขาฉลาดน้อยกว่า Oppenheimer แต่เพราะไม่มีใครเคยสอนให้เขารู้จักเคาะประตูที่ถูกบาน
.
.
10. ครอบครัวชนชั้นกลางสอนลูกให้รู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์เรียกร้อง และนั่นคือทุนที่มองไม่เห็น
.
ถ้าปัญญาเชิงปฏิบัติคือกุญแจ คำถามคือมันมาจากไหน คำตอบที่ Gladwell เสนอคือมันมาจากการเลี้ยงดู
.
นักสังคมวิทยา Annette Lareau ติดตามครอบครัวสิบสองครอบครัวอย่างใกล้ชิดและพบรูปแบบการเลี้ยงลูกที่ต่างกันตามชนชั้น พ่อแม่ชนชั้นกลางใช้วิธีที่เธอเรียกว่าการบ่มเพาะอย่างตั้งใจ คือคอยจัดตารางกิจกรรมและประเมินความสามารถของลูกตลอดเวลา ส่วนพ่อแม่ที่ยากจนกว่าดูแลให้ลูกอิ่มท้องปลอดภัยแล้วปล่อยให้เติบโตไปตามธรรมชาติ
.
Lareau ย้ำว่าไม่มีวิธีไหนดีกว่ากันในเชิงศีลธรรม เด็กยากจนหลายคนมารยาทดีกว่า งอแงน้อยกว่า และมีความเป็นตัวของตัวเองสูงกว่า
.
แต่ในแง่ปฏิบัติ การบ่มเพาะอย่างตั้งใจให้ความได้เปรียบมหาศาล เด็กชนชั้นกลางได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม การรับมือกับสถานการณ์ที่มีกฎเกณฑ์ และที่สำคัญที่สุดคือการพูดคุยกับผู้ใหญ่อย่างสบายใจและกล้าเรียกร้องเมื่อต้องการ สิ่งนี้ Lareau เรียกว่าความรู้สึกว่าตนมีสิทธิ์
.
เกร็ดที่ติดตาคือฉากเด็กชายวัยเก้าขวบลูกครอบครัวมีฐานะ ที่แม่สอนในรถระหว่างทางไปหาหมอว่า ให้คิดคำถามที่อยากถามหมอไว้ ถามอะไรก็ได้ ไม่ต้องอาย
.
เด็กชนชั้นกลางจึงโตมาโดยรู้ว่าแม้อยู่ต่อหน้าผู้มีอำนาจอย่างหมอหรือครู เขาก็มีสิทธิ์เอ่ยปากและปรับสถานการณ์ให้เข้ากับความต้องการของตัวเอง ส่วนเด็กยากจนมักโตมาด้วยความรู้สึกห่างเหินและยอมจำนนต่อระบบ ทักษะการเรียกร้องนี้แหละคือสิ่งที่ Chris Langan ไม่เคยมี
.
.
11. ทนายระดับตำนาน Joe Flom กับสามบทเรียนที่ซ่อนอยู่หลังคำว่าพรสวรรค์
.
ภาคแรกปิดท้ายด้วยเรื่องของ Joe Flom ทนายผู้เป็นตำนานแห่งสำนักงาน Skadden, Arps ลูกผู้อพยพชาวยิวที่ยากจนแต่ไต่ขึ้นเป็นหนึ่งในทนายที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก Gladwell ชี้ว่าเบื้องหลังความสำเร็จของเขามีบทเรียนซ่อนอยู่สามข้อ
.
บทเรียนแรกคือจังหวะการเกิด Flom เกิดในทศวรรษ 1930 ซึ่งเป็นช่วงที่นักประชากรศาสตร์เรียกว่าหุบเหวประชากร เพราะในยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ครอบครัวอเมริกันหยุดมีลูก คนรุ่นนั้นจึงเล็กกว่าทั้งรุ่นก่อนหน้าและรุ่นถัดมา ปี 1935 มีเด็กเกิดเพียงราว 2.37 ล้านคน เทียบกับปี 1915 ที่มีเกือบสามล้านคน เด็กรุ่นนี้จึงเรียนในโรงเรียนที่ไม่แออัดและเข้าสู่ตลาดงานในเวลาที่มีคู่แข่งน้อย
.
บทเรียนที่สองคือมรดกทางอาชีพ พ่อแม่ของทนายชาวยิวรุ่นนั้นจำนวนมากทำงานในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าของนิวยอร์ก งานนี้แม้หนักและค่าแรงต่ำ แต่อยู่ใกล้ศูนย์กลางเศรษฐกิจเมือง คนทำเสื้อผ้าได้เรียนรู้เรื่องการตลาด การผลิต และการต่อรอง
.
Gladwell เทียบกับผู้อพยพที่ไปเป็นกรรมกรหรือทำงานในไร่ ซึ่งทำงานสามสิบปีก็ไม่เคยมองเห็นว่าความสำเร็จหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ในโรงงานเสื้อผ้าเล็กๆ คุณมองเห็นชัดว่าคนที่ตั้งตัวได้ทำอะไร และมองออกว่าจะทำตามอย่างไร ความรู้นี้ซึมเข้าสู่รุ่นลูกโดยไม่มีใครตั้งใจสอน
.
บทเรียนที่สามมาจากเรื่องของ Louis และ Regina Borgenicht คู่ผู้อพยพที่เริ่มจากการเย็บผ้ากันเปื้อนขายตามถนน Borgenicht กลับบ้านมาตอนกลางคืนทั้งเหนื่อยและจน แต่เขามีชีวิตชีวา เพราะเขาเป็นเจ้านายตัวเอง งานของเขาซับซ้อนพอจะกระตุ้นความคิด และยิ่งเขากับภรรยาอดหลับอดนอนเย็บผ้ามากเท่าไหร่ วันรุ่งขึ้นก็ขายได้เงินมากขึ้นเท่านั้น
.
สามสิ่งนี้คืออิสระในการตัดสินใจ ความซับซ้อนของงาน และความเชื่อมโยงระหว่างความพยายามกับผลตอบแทน คือคุณสมบัติที่ทำให้งานมีความหมาย และเป็นมรดกทางความเชื่อที่ส่งต่อให้ลูกหลานชาวยิวรุ่นต่อมาประสบความสำเร็จในวิชาชีพที่ต้องอาศัยความวิริยะแบบเดียวกัน
.
.
12. วัฒนธรรมแห่งเกียรติเกิดจากวิถีชีวิตคนเลี้ยงสัตว์บนภูเขา และฝังลึกข้ามรุ่นแม้ต้นตอจะหายไปนาน
.
ภาคสองเปิดด้วยเรื่องของเมือง Harlan รัฐ Kentucky ในเทือกเขา Appalachia ที่เต็มไปด้วยการล้างแค้นระหว่างตระกูลซึ่งนองเลือดข้ามทศวรรษ ตระกูล Howard กับ Turner ฆ่ากันไปมากว่ายี่สิบปี
.
และนี่ไม่ใช่กรณีเดียว ทั่วทั้งเทือกเขามีความบาดหมางแบบเดียวกันในเมืองเล็กๆ ที่หน้าตาคล้ายกันไปหมด เมื่อหลายตระกูลทะเลาะกันในรูปแบบซ้ำๆ ตลอดแนวเทือกเขา มันจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นรูปแบบที่ต้องมีคำอธิบาย
.
นักสังคมวิทยาอธิบายว่าภูมิภาคนี้ฝังรากวัฒนธรรมแห่งเกียรติเอาไว้ลึก ซึ่งมักก่อตัวในพื้นที่ภูเขาหรือดินแดนที่เพาะปลูกยากอย่าง Sicily หรือเขตภูเขาของสเปน
.
เหตุผลคือบนภูเขาคุณทำนาไม่ได้ ต้องเลี้ยงแพะหรือแกะ ชาวนาอยู่รอดด้วยความร่วมมือของคนในชุมชน แต่คนเลี้ยงสัตว์อยู่ตามลำพังและต้องกังวลตลอดว่าฝูงสัตว์ซึ่งเป็นทรัพย์สินทั้งหมดจะถูกขโมยในคืนเดียว ในโลกแบบนี้ ชื่อเสียงและการแสดงให้เห็นว่าตัวเองไม่ใช่คนอ่อนแอที่จะถูกรังแกกลายเป็นเรื่องความเป็นความตาย
.
ที่น่าทึ่งคือวัฒนธรรมนี้ยังคงอยู่ในตัวลูกหลานแม้พวกเขาจะเลิกเลี้ยงแกะและย้ายเข้าเมืองมาหลายรุ่นแล้ว นักจิตวิทยา Dov Cohen และ Richard Nisbett ทดลองที่มหาวิทยาลัย Michigan โดยจัดให้มีคนเดินมาชนไหล่นักศึกษาชายในทางเดินแคบๆ แล้วด่าด้วยคำหยาบเบาๆ
.
นักศึกษาจากภาคเหนือส่วนใหญ่หัวเราะปล่อยผ่าน แต่นักศึกษาจากภาคใต้ซึ่งเป็นดินแดนของวัฒนธรรมแห่งเกียรติกลับโกรธจริงจัง
.
นักวิจัยวัดฮอร์โมนแล้วพบว่าระดับคอร์ติซอลและเทสโทสเตอโรนของชายภาคใต้พุ่งสูงชัดเจน ร่างกายของพวกเขาตอบสนองราวกับเกียรติกำลังถูกท้าทาย ทั้งที่บรรพบุรุษเลิกเลี้ยงสัตว์บนภูเขามานานแล้ว วัฒนธรรมจึงไม่ใช่เสื้อคลุมที่ถอดออกได้ตามใจ แต่หล่อหลอมปฏิกิริยาของเราในแบบที่เราเองไม่รู้ตัว
.
.
13. ลำดับชั้นทางวัฒนธรรมในห้องนักบินทำให้เครื่องบินตก และการแก้ที่รากของมันช่วยชีวิตคนได้
.
ในยุค 1980 ถึง 1990 สายการบิน Korean Air เครื่องตกบ่อยจนอัตราการสูญเสียเครื่องสูงกว่าสายการบินอเมริกันหลายเท่า Gladwell ชี้ว่าสาเหตุไม่ได้อยู่ที่ทักษะการบินของนักบินเกาหลี เพราะพวกเขาผ่านการฝึกมาอย่างดีและขับเครื่องรุ่นเดียวกับสายการบินทั่วโลก
.
ปัญหาที่แท้จริงซ่อนอยู่ในมรดกวัฒนธรรมเรื่องลำดับชั้นที่ติดตัวพวกเขาเข้าไปในห้องนักบิน แนวคิดสำคัญคือดัชนีระยะห่างเชิงอำนาจของ Geert Hofstede ซึ่งวัดว่าวัฒนธรรมหนึ่งให้ความสำคัญกับลำดับชั้นและการเคารพผู้มีอำนาจมากแค่ไหน เกาหลีมีค่านี้สูงมาก คนตำแหน่งต่ำกว่าจึงรู้สึกว่าการโต้แย้งผู้บังคับบัญชาตรงๆ เป็นเรื่องที่ทำแทบไม่ได้
.
ในห้องนักบิน เมื่อกัปตันกำลังพาเครื่องเข้าสู่อันตราย ผู้ช่วยนักบินหรือวิศวกรการบินที่อายุน้อยกว่ามักเลือกพูดอ้อมๆ บอกใบ้ แทนที่จะเตือนชัดเจน นักภาษาศาสตร์เรียกการพูดแบบลดทอนน้ำหนักนี้ว่า mitigated speech
.
ตัวอย่างที่เห็นภาพที่สุดคือเที่ยวบินที่ตกบนเกาะ Guam ในคืนที่อากาศเลวร้าย วิศวกรการบินมองเห็นว่าอันตราย แต่กลับพูดเพียงทำนองว่าเรดาร์ตรวจอากาศช่วยเราได้มากเลยนะ ซึ่งความหมายที่ซ่อนอยู่คืออากาศแย่จนไม่ควรร่อนลงด้วยสายตา แต่เขาไม่กล้าพูดตรงขนาดนั้น กัปตันจึงไม่เก็บความ
.
กรณีคล้ายกันเกิดกับสายการบิน Avianca ที่ตกเพราะน้ำมันหมด เพราะผู้ช่วยนักบินสื่อสารกับหอบังคับการบินด้วยถ้อยคำที่อ่อนเกินกว่าจะทำให้อีกฝ่ายรู้ว่านี่คือเหตุฉุกเฉิน
.
ส่วนที่ให้ความหวังคือ Korean Air พลิกสถานการณ์ได้จริง เมื่อยอมรับว่าปัญหาอยู่ที่มรดกวัฒนธรรม พวกเขาก็ลงมือแก้ที่รากของมัน วิธีหนึ่งที่ได้ผลคือกำหนดให้ภาษาในห้องนักบินเป็นภาษาอังกฤษ เพราะการเปลี่ยนภาษาช่วยให้นักบินหลุดจากลำดับชั้นและรูปแบบการพูดที่ฝังอยู่ในภาษาเกาหลี
.
Gladwell ชี้ว่ามรดกวัฒนธรรมทรงพลังมาก แต่ไม่ใช่คำสาปที่เปลี่ยนไม่ได้ เมื่อเราเข้าใจว่ามันมาจากไหนและส่งผลอย่างไร เราก็จัดการกับมันได้ และการยอมรับว่ามันมีอยู่จริงต่างหากคือก้าวแรกของการแก้ปัญหาให้ถูกจุด
.
.
14. ภาษาที่ใช้เรียกตัวเลขทำให้เด็กเอเชียได้เปรียบด้านคณิตศาสตร์ตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียน
.
บทเรื่องนาข้าวเริ่มด้วยเกร็ดเรื่องระบบการเรียกตัวเลขที่หลายคนคาดไม่ถึง ในภาษาอังกฤษมีคำอย่าง eleven, twelve, thirteen ที่ไม่เข้าระบบ และยังเรียงหลักสิบกับหลักหน่วยสลับกันระหว่างเลขสิบกว่ากับเลขยี่สิบขึ้นไป ส่วนภาษาจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีมีระบบที่สมเหตุสมผลกว่า สิบเอ็ดคือสิบหนึ่ง สิบสองคือสิบสอง ยี่สิบสี่คือสองสิบสี่ ตรงไปตรงมาตามค่าของตัวเลข
.
ความต่างนี้ส่งผลจริง เด็กจีนอายุสี่ขวบนับเลขได้ถึงสี่สิบโดยเฉลี่ย ส่วนเด็กอเมริกันวัยเดียวกันนับได้แค่สิบห้า และส่วนใหญ่นับถึงสี่สิบไม่ได้จนอายุห้าขวบ พูดอีกอย่างคือเด็กอเมริกันตามหลังเด็กเอเชียไปแล้วหนึ่งปีในทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐานที่สุดตั้งแต่ก่อนเข้าโรงเรียน
.
ระบบที่เป็นระเบียบยังทำให้การบวกลบง่ายขึ้น เวลาเด็กอเมริกันบวกเลขในหัว เขาต้องแปลคำเป็นตัวเลขก่อนแล้วค่อยคิด แต่เด็กเอเชียมีสมการฝังอยู่ในประโยคอยู่แล้ว สามสิบเจ็ดบวกยี่สิบสองในภาษาเอเชียคือสามสิบเจ็ดบวกสองสิบสอง ซึ่งให้คำตอบห้าสิบเก้าออกมาทันที มรดกทางภาษาที่ไม่มีใครเลือกได้นี้มอบการออกตัวที่เร็วกว่าในวิชาเลข โดยไม่เกี่ยวกับความฉลาดเลยแม้แต่น้อย
.
.
15. วัฒนธรรมนาข้าวสร้างความเชื่อว่าความเพียรนำไปสู่ผลตอบแทนเสมอ
.
ความได้เปรียบที่ลึกกว่าเรื่องภาษาคือทัศนคติต่อความพยายามที่มาจากวัฒนธรรมการปลูกข้าว นาข้าวในเอเชียมีขนาดเล็กแต่ต้องการการดูแลที่แม่นยำมาก ต้องปรับพื้นให้เรียบสนิทก่อนปล่อยน้ำ ต้องคุมระดับน้ำให้พอดี ต้องเรียงต้นกล้าให้ห่างกันเป๊ะ
.
ชาวนาเอเชียจึงทำงานราวสามพันชั่วโมงต่อปีท่ามกลางความร้อนและความชื้น เทียบกับชาวนายุโรปที่ปล่อยทุ่งว่างทั้งฤดูหนาว
.
นักประวัติศาสตร์ David Arkush เทียบสุภาษิตชาวนารัสเซียกับจีนแล้วพบความต่างชัดเจน
.
สุภาษิตรัสเซียมักยอมจำนนต่อโชคชะตา เช่น ถ้าฟ้าไม่ประทาน แผ่นดินก็ไม่ให้ผล สะท้อนระบบศักดินาที่ชาวนาไม่เชื่อว่าแรงงานของตัวเองมีผล
.
ส่วนสุภาษิตจีนเต็มไปด้วยความเชื่อว่าการทำงานหนัก การวางแผนรอบคอบ และการพึ่งตัวเองจะนำผลตอบแทนมาในที่สุด สุภาษิตจีนบทหนึ่งบอกว่าคนที่ลุกก่อนรุ่งสามร้อยหกสิบวันต่อปีย่อมทำให้ครอบครัวร่ำรวยได้
.
เกร็ดที่เด็ดที่สุดคืองานของ Erling Boe นักวิจัยที่บังเอิญค้นพบว่าในการสอบ TIMSS เด็กแต่ละประเทศต้องกรอกแบบสอบถามยาวราว 120 ข้อก่อนสอบ และหลายคนเบื่อจนเว้นว่างไปหลายข้อ
.
Boe ลองจัดอันดับประเทศตามจำนวนข้อที่เด็กยอมกรอกจนครบ แล้วพบว่าอันดับนั้นตรงกับอันดับคะแนนคณิตศาสตร์เป๊ะ ประเทศที่เด็กอดทนกรอกแบบสอบถามจนจบคือประเทศเดียวกับที่เด็กทำเลขเก่งที่สุด
.
.
16. ช่องว่างระหว่างเด็กรวยกับเด็กจนไม่ได้เกิดในห้องเรียน แต่เกิดในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน
.
หนึ่งในงานวิจัยที่พลิกความเข้าใจมากที่สุดมาจากนักสังคมวิทยา Karl Alexander ที่ติดตามเด็กประถม 650 คนในเมือง Baltimore โดยทั่วไปเราเห็นช่องว่างคะแนนระหว่างเด็กรวยกับเด็กจนถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ ตลอดห้าปี แล้วสรุปว่าเป็นเพราะเด็กจนหัวไม่ดีพอหรือโรงเรียนสอนไม่ดี
.
แต่เมือง Baltimore สอบเด็กทั้งในเดือนมิถุนายนก่อนปิดเทอมและเดือนกันยายนหลังเปิดเทอม ทำให้ Alexander แยกได้ว่าเด็กเรียนรู้แค่ไหนระหว่างปีการศึกษากับช่วงปิดเทอม
.
ผลที่ออกมาพลิกทุกอย่าง เมื่อดูเฉพาะการเรียนรู้ในห้องเรียนตลอดห้าปี เด็กยากจนเรียนรู้ได้ 189 คะแนน มากกว่าเด็กรวยที่ได้ 184 คะแนนด้วยซ้ำ พอโรงเรียนเปิด เด็กจนตักตวงความรู้ได้ไม่แพ้ใคร ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่หัวสมองหรือที่ห้องเรียนเลย
.
ความต่างทั้งหมดเกิดในฤดูร้อน เมื่อดูคะแนนการอ่านช่วงปิดเทอม ตลอดห้าปีคะแนนของเด็กรวยพุ่งขึ้นรวม 52.49 คะแนน ส่วนเด็กจนขยับขึ้นเพียง 0.26 คะแนน พูดง่ายๆ คือเด็กจนแทบหยุดเรียนรู้สนิทเมื่อโรงเรียนปิด
.
เหตุผลไม่ซับซ้อน เด็กจากครอบครัวมีฐานะกลับบ้านไปเจอชั้นหนังสือ พ่อแม่ที่พาเข้าห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์ และค่ายฤดูร้อน ส่วนเด็กในย่านยากจนกลับบ้านไปเจอฤดูร้อนที่ว่างเปล่า ความได้เปรียบเกือบทั้งหมดของเด็กรวยจึงไม่ได้เกิดในโรงเรียน แต่เกิดตอนโรงเรียนไม่ได้เปิด
.
.
17. โรงเรียนที่นำมรดกของนาข้าวมาสู่เด็กยากจน และข้อตกลงที่ Marita ยอมแลก
.
เรื่องราวที่ต่อยอดจากช่องว่างฤดูร้อนคือ KIPP Academy โรงเรียนในย่าน South Bronx ที่ก่อตั้งโดย David Levin และ Michael Feinberg โด่งดังเรื่องคณิตศาสตร์ ทั้งที่เด็กส่วนใหญ่มาจากครอบครัวยากจนและพ่อแม่ไม่เคยเข้ามหาวิทยาลัย แต่พอจบ ม.2 ถึง 84 เปอร์เซ็นต์ทำเลขได้ในระดับชั้นหรือสูงกว่า เทียบเท่าเด็กในย่านคนรวย
.
ความลับไม่ได้อยู่ที่หลักสูตรวิเศษหรือครูที่เก่งกว่าใคร แต่อยู่ที่การให้เด็กยากจนได้เวลาเรียนที่มากและยาวขึ้น เพื่ออุดช่องว่างที่เคยรั่วไหลไปในฤดูร้อน
.
เด็กหญิงวัยสิบสองชื่อ Marita คือตัวแทนของเรื่องนี้ เธอตื่นแต่เช้ามืด เรียนถึงเย็น ทำการบ้านต่อจนดึก และมาเรียนแม้วันเสาร์กับช่วงหน้าร้อน เธอเล่าเองว่าเข้านอนตอนเที่ยงคืนและแทบไม่มีเวลาให้เพื่อนเก่าในละแวกบ้าน นี่คือข้อตกลงที่ Marita ยอมรับ เธอแลกชีวิตวัยเด็กแบบทั่วไปกับโอกาสที่จะหลุดจากวงจรเดิม
.
อย่างที่ Gladwell ปิดบทไว้อย่างงดงาม Marita ไม่ได้ต้องการโรงเรียนใหม่เอี่ยมที่มีสนามกว้าง ไม่ต้องการคอมพิวเตอร์ ห้องเรียนเล็กลง หรือไอคิวที่สูงเท่า Chris Langan สิ่งที่เธอต้องการมีเพียงโอกาส และมีคนหยิบมรดกของนาข้าวมาวางไว้ให้เธอใน South Bronx นั่นคือความเชื่อที่ว่าการทำงานหนักอย่างมีวินัยและต่อเนื่องจะนำไปสู่ผลตอบแทนเสมอ
.
ความสำเร็จของเด็ก KIPP ไม่ได้พิสูจน์ว่าเด็กจนเก่งกว่าที่เราคิด แต่พิสูจน์ว่าเมื่อไหร่ที่เราหยิบยื่นโอกาสที่ถูกต้องให้ ความสามารถที่เราเคยคิดว่าหายไปนั้นมันอยู่ตรงนั้นมาตลอด
.
.
18. คำว่า Outlier มาจากสถิติ และมันคือจุดที่หลุดออกจากเส้นโค้ง
.
ชื่อหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาลอยๆ Gladwell เปิดเล่มด้วยนิยามจากพจนานุกรมว่า outlier มีสองความหมาย
.
หนึ่งคือสิ่งที่อยู่ห่างออกไปหรือถูกจัดแยกจากกลุ่มหลัก
.
สองคือค่าทางสถิติที่แตกต่างจากค่าอื่นในกลุ่มตัวอย่างอย่างเห็นได้ชัด ลองนึกภาพการพล็อตข้อมูลคนทั้งหมดเป็นกราฟ คนส่วนใหญ่จะกระจุกอยู่กลางเส้นโค้ง ส่วน outlier คือจุดที่หลุดออกไปไกลจนผิดปกติ
.
ในบริบทของหนังสือ มันหมายถึงคนที่ประสบความสำเร็จสูงผิดธรรมดาจนหลุดกรอบประสบการณ์ของคนทั่วไป อย่าง Bill Gates, The Beatles หรือทนายระดับ Joe Flom และคำถามที่ Gladwell สนใจตลอดทั้งเล่มก็คือ อะไรกันแน่ที่ผลักคนเหล่านี้ให้กระเด็นออกจากเส้นโค้ง
.
คำตอบของเขาคือสิ่งที่ทำให้คนกลายเป็น outlier ไม่ได้อยู่ในตัวบุคคลล้วนๆ แต่อยู่ในเงื่อนไขรอบตัวที่เรามองข้าม คำถามที่เราชอบถามคือคนสำเร็จเป็นคนแบบไหน แต่คำถามที่ให้คำตอบจริงคือคนสำเร็จมาจากไหน เพราะจุดที่หลุดออกจากเส้นโค้งนั้น แท้จริงถูกผลักออกไปด้วยมือที่เรามองไม่เห็น
.
.
19. ความสำเร็จไม่ได้แจกแบบสุ่ม เราออกแบบให้มันยุติธรรมขึ้นได้
.
ข้อคิดที่ Gladwell ย้ำตลอดเล่มไม่ใช่แค่ว่าคนเก่งโชคดี แต่คือว่าโชคเหล่านั้นถูกแจกอย่างไม่ทั่วถึง และนั่นคือสิ่งที่เราแก้ไขได้ เขายกตัวอย่างฮอกกี้อีกครั้งว่า ถ้าแคนาดามีลีกที่สองสำหรับเด็กที่เกิดครึ่งหลังของปี ประเทศจะมีดาวนักกีฬาเพิ่มขึ้นเท่าตัวทันที เพียงแค่หยุดทิ้งความสามารถของคนครึ่งหนึ่งไปเปล่าๆ
.
เขาชี้ว่าเรามักทึ่งที่โลกเปิดทางให้เด็กอายุสิบสามอย่าง Bill Gates ได้ใช้คอมพิวเตอร์แบบไม่จำกัด แต่นั่นคือบทเรียนที่ผิด เพราะความจริงคือโลกเปิดโอกาสนั้นให้เด็กเพียงคนเดียวในปี 1968 ลองคิดดูว่าถ้าวัยรุ่นสักล้านคนได้โอกาสเดียวกัน เราจะมี Microsoft อีกกี่บริษัท นี่คือคำถามที่ทำให้เรื่องของ outlier ไม่ใช่แค่เรื่องน่าทึ่ง แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย
.
หัวใจจึงอยู่ที่การออกแบบสังคมใหม่ แทนที่จะปล่อยให้ความสำเร็จขึ้นอยู่กับวันเกิดที่โชคดีหรืออุบัติเหตุทางประวัติศาสตร์ เราสร้างระบบที่หยิบยื่นโอกาสให้คนได้กว้างขึ้นได้ และเมื่อนั้น ความสามารถที่เคยถูกปล่อยให้สูญเปล่าในทุกวงการก็จะผลิบานขึ้นพร้อมกัน โลกที่เราอยู่จะร่ำรวยกว่าที่เป็นอยู่มากนัก เพียงเพราะเราเลือกที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังด้วยเหตุผลที่ควบคุมไม่ได้
.
.
20. บางอย่างคู่ควร บางอย่างไม่ บางอย่างได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรง บางอย่างเป็นเพียงโชคล้วนๆ แต่ทุกอย่างล้วนสำคัญต่อการทำให้พวกเขาเป็นอย่างที่เป็น
.
Gladwell ปิดหนังสือด้วยเรื่องที่ส่วนตัวที่สุด นั่นคือเรื่องของแม่ตัวเอง Joyce Gladwell เด็กหญิงชาวจาเมกาที่เกิดในหมู่บ้านเล็กๆ แล้วได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ลอนดอน แต่งงานกับนักคณิตศาสตร์ และกลายเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ เขาเล่าเรื่องนี้แบบเรื่องเล่าความสำเร็จมาตรฐาน เด็กต่างจังหวัดที่ฝ่าฟันขึ้นมาด้วยความสามารถ แล้วบอกตรงๆ ว่าเรื่องที่เพิ่งเล่าไปนั้นเป็นความเท็จ เท็จในแบบเดียวกับการเล่าเรื่อง Bill Gates โดยไม่พูดถึงคอมพิวเตอร์ที่ Lakeside
.
เพราะความสำเร็จของแม่เขาคือสายโซ่ของหนี้บุญคุณที่ทอดยาว เธอได้เรียนมัธยมเพราะในปี 1937 เกิดจลาจลทั่วแคริบเบียนจนรัฐบาลอังกฤษตื่นตระหนกและตั้งทุนการศึกษาทั้งเกาะขึ้นในปี 1941 พอดีกับที่เธอถึงวัยสอบ เมื่อแม่เขาสอบไม่ได้ทุนในตอนแรก ยายที่ชื่อ Daisy ก็ยืนกรานส่งลูกเรียนและภาวนา จนเด็กอีกคนบังเอิญได้ทุนสองทุนแล้วสละทุนที่สองให้
.
และเมื่อถึงคราวเข้ามหาวิทยาลัย Daisy ยังต้องไปกู้เงินก้อนใหญ่จาก Mr. Chance เจ้าของร้านชาวจีนที่อาจรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณเธอที่เคยเป็นครูใจดีให้ลูกๆ ของเขา
.
Gladwell ขุดลึกลงไปอีกชั้นว่าความทะเยอทะยานของ Daisy ก็สืบทอดมาจากมรดกของอภิสิทธิ์ บรรพบุรุษของเธอคือชาวไอริชที่มาซื้อหญิงทาสจากตลาดค้าทาสมาเป็นภรรยา ทำให้ลูกหลานมีผิวที่อ่อนกว่าและรอดพ้นจากชีวิตทาส เขาไม่หลีกเลี่ยงด้านมืดของสายโซ่นี้เลย ความซื่อสัตย์ที่จะยอมรับว่าเรามาจากไหนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
.
นี่คือหัวใจของทั้งเล่ม คนที่ดูเหมือนอยู่นอกประสบการณ์ปกติของมนุษย์ แท้จริงเป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์และชุมชน ของโอกาสและมรดก ความสำเร็จของพวกเขาหยั่งรากอยู่ในใยของความได้เปรียบและสิ่งที่สืบทอดกันมา บางอย่างคู่ควร บางอย่างไม่ บางอย่างได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรง บางอย่างเป็นเพียงโชคล้วนๆ แต่ทุกอย่างล้วนสำคัญต่อการทำให้พวกเขาเป็นอย่างที่เป็น
.
เพราะสุดท้ายแล้วครับ ไม่มีนักกีฬาฮอกกี้ ไม่มี Bill Joy ไม่มี Robert Oppenheimer และไม่มี Outlier คนไหน ที่จะมองลงมาจากจุดสูงสุดของโลก แล้วพูดได้อย่างซื่อตรงว่าตัวเองทำสำเร็จทั้งหมดด้วยลำแข้งตัวเองคนเดียว
.
.
.
.
#SuccessStrategies

