15 ข้อคิดจากหนังสือ The Inner Game of Tennis : เกมภายใน จิตใจ เทนนิส เขียนโดย Timothy Gallwey

ปี 1974 โค้ชเทนนิสคนหนึ่งที่ Harvard เขียนหนังสือเล่มบางๆ เกี่ยวกับวิธีการสอนเทนนิสที่ไม่เหมือนใครของเขา เขาไม่คาดคิดว่าหนังสือจะขายเกิน 10 เล่ม แต่ 50 ปีต่อมา The Inner Game of Tennis กลายเป็นหนังสือที่ยังถูกอ่านต่อเนื่องทุกปี ยอดขายรวมเกือบ 2 ล้านเล่มทั่วโลก
.
Bill Gates ยกให้เป็นหนังสือที่ส่งอิทธิพลต่อเขามากที่สุดเล่มหนึ่ง Pete Carroll โค้ชทีมอเมริกันฟุตบอลระดับแชมป์ชาติอ่านตอนเป็นนักศึกษา แล้วเอาไปใช้สร้างทีมระดับตำนาน Phil Jackson โค้ชของ Michael Jordan และ Kobe Bryant ยกให้เป็นคัมภีร์ที่เขาให้ลูกทีมทุกคนอ่าน
.
แต่ความประหลาดของเล่มนี้คือ แม้ชื่อหนังสือมีคำว่าเทนนิส แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่หนังสือเทนนิสเลย มันคือหนังสือเกี่ยวกับจิตใจของมนุษย์ที่ลึกที่สุดเล่มหนึ่งของศตวรรษที่ 20 ว่าด้วยเหตุผลที่เรามักเป็นศัตรูที่ร้ายที่สุดของตัวเอง และวิธีปลดปล่อยตัวเองออกจากศัตรูนั้น
.
Timothy Gallwey เขียนมันขึ้นมาเพื่ออธิบายสิ่งที่เขาค้นพบขณะสอนเทนนิส ว่านักเรียนของเขาไม่ได้แพ้คู่แข่ง พวกเขาแพ้เสียงในหัวของตัวเอง และเมื่อเรียนวิธีจัดการกับเสียงนั้น พวกเขาไม่ได้แค่ตีเทนนิสดีขึ้น พวกเขาใช้ชีวิตดีขึ้น
.
.
====================
.
1. คุณมีสองตัวตนในหัว และคนหนึ่งกำลังทำลายอีกคน
.
Gallwey เป็นโค้ชเทนนิสที่ Harvard ในช่วงต้นยุค 70 เขาสอนนักเรียนมาหลายร้อยคน ทั้งผู้บริหารที่รวยที่สุด นักกีฬาที่มีพรสวรรค์ที่สุด แม่บ้านที่ใจเย็นที่สุด แต่ทุกคนมีจุดร่วมอย่างหนึ่งที่น่าแปลกใจ พวกเขาคุยกับตัวเองในสนามไม่หยุด
.
"เฮ้ย โง่ฉิบหาย ตีแบบนี้ได้ไง" "ยกแร็กเก็ตเร็วๆ สิ" "ทำไมพลาดอีกแล้ว คนอะไรไม่ได้เรื่อง"
.
วันหนึ่ง Gallwey นั่งดูนักเรียนคนหนึ่งพึมพำกับตัวเองระหว่างพลาดลูก แล้วเขาหยุดคิด เดี๋ยวก่อน ใครกำลังพูดกับใคร ถ้าคุณพูดกับตัวเอง แปลว่าต้องมีคนพูดหนึ่งคน และคนฟังอีกหนึ่งคน ถ้าเป็นคนคนเดียวกัน บทสนทนาจะเกิดขึ้นไม่ได้
.
คำตอบคือในหัวคุณมีสองตัวตน Gallwey เรียกว่า Self 1 และ Self 2 ซึ่งกลายเป็นแนวคิดหลักที่ทำให้หนังสือเล่มนี้อยู่ในใจผู้คนมา 50 ปี
.
Self 1 คือเสียงในหัว ตัวที่พูดไม่หยุด ตัวที่วิจารณ์ ตัวที่บ่น ตัวที่สั่งให้ร่างกายทำนั่นทำนี่ ตัวที่กังวลเรื่องผลลัพธ์ ตัวที่เปรียบเทียบคุณกับคนอื่น ตัวที่สร้างความกลัว คนส่วนใหญ่หลงเข้าใจว่าเสียงนี้คือตัวฉัน แต่จริงๆ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของจิต
.
Self 2 คือร่างกายจริงของคุณ สมอง ระบบประสาท กล้ามเนื้อ ความจำที่สะสมจากประสบการณ์ทั้งหมดของชีวิต นี่คือตัวที่ตีลูกจริงๆ เขียนจริงๆ ขับรถจริงๆ สนทนาจริงๆ
.
ปัญหาคือ Self 1 ไม่ไว้ใจ Self 2 เลย ถึงแม้ Self 2 จะทำงานซับซ้อนได้ดีกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ใดๆ Self 1 ก็ยังสั่งสอนไม่หยุด วิจารณ์ไม่หยุด การตีลูกเทนนิสที่ดีต้องคำนวณความเร็วลูก ทิศทางลม การหมุน ตำแหน่งของคู่แข่ง สั่งกล้ามเนื้อหลายร้อยมัดให้ทำงานประสานกันภายในครึ่งวินาที ไม่มีคอมพิวเตอร์เครื่องไหนในโลกปี 1974 ทำได้ แต่ Self 2 ของคุณทำได้สบายๆ
.
แต่พอ Self 1 เข้ามาขัดว่า งอเข่าหน่อย ตีข้างหน้า อย่าลืมฟอลโล่วทรู เมื่อกี้พลาดใช่ไหม ทำไมเล่นห่วยจัง ร่างกายเกร็ง สมาธิแตก ตีพลาดเพิ่ม Self 1 ด่าหนักขึ้น วงจรอุบาทว์เริ่ม
.
สิ่งนี้ไม่ได้เกิดแค่ในสนามเทนนิส มันเกิดตอนคุณสัมภาษณ์งาน ตอนคุณขึ้นพูดต่อหน้าคน ตอนคุณจีบคนที่ชอบ ตอนคุณเขียนงานสำคัญ เสียงในหัวที่ด่าคุณตลอดเวลา ไม่ใช่เพื่อนคู่คิด มันคือคู่แข่งที่ร้ายที่สุดที่คุณมี คุณไม่ได้แพ้โลก คุณแพ้ตัวเองในหัว
.
.
2. เวลาที่คุณเล่นเก่งที่สุด คือเวลาที่สมองเงียบที่สุด
.
ลองนึกถึงเวลาที่คุณทำอะไรได้ดีที่สุดในชีวิต ไม่ว่าจะงาน กีฬา ดนตรี หรือการสนทนาที่รู้สึกว่าฟลูว์ คุณจะพบจุดร่วมอย่างหนึ่ง ตอนนั้นคุณไม่ได้คิดเลย
.
ภาษาอังกฤษมีคำที่น่าสนใจ He's out of his mind เขาหลุดออกจากหัวแล้ว He's playing unconscious เขาเล่นแบบไม่รู้ตัว He doesn't know what he's doing เขาไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไร ทั้งหมดนี้คือคำชม ไม่ใช่คำด่า ซึ่งเป็นเรื่องตลกมาก ถ้าคิดดูดีๆ
.
ทำไมเราถึงพูดแบบนี้ เพราะผลงานที่ยอดที่สุดมักเกิดตอนที่ Self 1 หายไปแล้ว ตาเห็นลูกชัด หูได้ยินเสียง ร่างกายเคลื่อนไหวเอง ไม่มีการคิดว่าควรทำอย่างไร ไม่มีการวิจารณ์ว่าทำถูกหรือผิด
.
นักกีฬาเรียกว่า The Zone นักดนตรีเรียกว่า Flow เซนเรียกว่า Mushin หรือจิตที่ไร้ความคิด นักเขียนเรียกว่าช่วงที่งานเขียนตัวเอง คำที่ต่างกันแต่สภาวะเดียวกัน
.
Bill Russell นักบาสเกตบอลในตำนานของทีม Boston Celtics เคยบรรยายสภาวะนี้ว่า บางครั้งผมสัมผัสได้ว่าเกมถัดไปจะเกิดขึ้นอย่างไร ก่อนที่ฝั่งตรงข้ามจะเริ่มเล่นด้วยซ้ำ อยากตะโกนบอกเพื่อนร่วมทีมว่ามันจะมาทางนั้น แต่รู้ว่าถ้าพูด ทุกอย่างจะเปลี่ยน ดูเหมือนเราเล่นกันแบบ slow motion
.
สิ่งที่น่าขันคือ คนที่กำลังอยู่ในสภาวะนี้ ถ้ามีใครถาม ตีดีจังวันนี้ ทำยังไง แล้วเขาเริ่มคิดตอบ คือผมจับแร็กเก็ตแบบนี้ ย่อเข่าแบบนี้ สภาวะนั้นจะหายทันที และเขาจะเริ่มตีพลาด ทันทีที่ Self 1 กลับเข้ามายุ่ง ความมหัศจรรย์ก็หายไป Gallwey ทดลองจริงกับคู่แข่งของเขาอยู่เรื่อยๆ ถ้าคู่แข่งกำลังเล่นดี แค่ถามว่าวันนี้ตีโฟร์แฮนด์ดีจังทำยังไง 95% ของคู่แข่งจะตอบ แล้วฟอร์มจะเสียทันทีในเกมถัดไป
.
นี่คือเหตุผลที่การพยายามเล่นให้ดี มักทำให้เล่นแย่ลง เพราะการพยายามคือการเรียก Self 1 กลับมา คนที่เข้าใจเรื่องนี้จะเลิกพยายามเป็นคนเก่ง แล้วเริ่มฝึกให้ Self 2 ทำงานได้อย่างอิสระ
.
.
3. การสอนที่ดีที่สุด คือการสอนน้อยที่สุด
.
Gallwey เล่าเรื่องนักเรียนคนหนึ่งชื่อ Paul ผู้ไม่เคยจับแร็กเก็ตมาก่อนในชีวิต ในยุคนั้นวิธีสอนเทนนิสมาตรฐานคือ อธิบายการจับด้ามแร็กเก็ตแบบ Eastern grip อธิบายมุมของข้อมือ อธิบายตำแหน่งของเท้า อธิบายจุดที่ต้องกระทบลูก อธิบายฟอลโล่วทรู สาธิต ให้ลอง แก้ อธิบายใหม่ ให้ลองใหม่
.
วันนั้น Gallwey ทดลองวิธีที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เขาบอก Paul สั้นๆ ว่า ดูผมตีสิบครั้ง แค่ดูเฉยๆ ไม่ต้องคิดว่าผมทำอะไร ไม่ต้องจำเป็นขั้นตอน แค่ให้ภาพเข้าไปในหัว แล้วจินตนาการว่าคุณเป็นผม
.
Paul ดูเงียบๆ Gallwey ตีสิบลูก จากนั้นยื่นแร็กเก็ตให้ Paul
.
ครั้งแรกของชายที่ไม่เคยจับแร็กเก็ตในชีวิต เขาย่อตัวเข้าท่าพร้อม สวิงถอยหลังอย่างสมบูรณ์แบบ สวิงไปข้างหน้า แร็กเก็ตเรียบ ฟอลโล่วทรูจบที่ระดับไหล่ สวยงามเหมือนนักเทนนิสฝึกมา 2 ปี
.
แล้ว Gallwey สังเกตว่าเท้า Paul ไม่ขยับเลย ยังยืนที่เดิม พอถามว่าเห็นผมขยับเท้าไหม Paul ตอบว่า โอ้ ลืมไปเลย สิ่งเดียวที่เขาพยายามจำ กลับเป็นสิ่งเดียวที่เขาทำไม่ได้ ทุกอย่างอื่นที่ซึมซับแบบไม่ตั้งใจ ถูกทำซ้ำได้อย่างสมบูรณ์ แต่สิ่งที่ Self 1 พยายามจำ กลายเป็นจุดเดียวที่พัง
.
ข้อสรุปที่ Gallwey ได้มีสี่ข้อที่เปลี่ยนวิธีสอนของเขาไปตลอด ภาพดีกว่าคำ การแสดงดีกว่าการสอน การสอนมากไปแย่กว่าไม่สอนเลย และการพยายามทำให้ได้มักทำให้ล้มเหลว
.
นี่คือเหตุผลที่เด็กเรียนเดินเรียนพูดได้ โดยไม่มีใครสอนเป็นขั้นเป็นตอน พวกเขาแค่ดู เลียนแบบ แล้วร่างกายก็ทำตามเอง ผู้ใหญ่ที่ลืมว่าตัวเองเรียนทุกอย่างในชีวิตด้วยวิธีนี้ กลับไปสอนเด็กด้วยวิธีที่ไม่เคยใช้ได้ผลกับตัวเอง ยัดเยียดคำอธิบาย ยัดเยียดกฎ ยัดเยียดข้อห้าม จนเด็กเกร็ง และทำได้แย่กว่าถ้าปล่อยให้เรียนเอง
.
ถ้าคุณเป็นครู พ่อแม่ หรือโค้ช คำถามที่ต้องถามตัวเองทุกครั้งคือ ฉันกำลังสอนมากเกินไปหรือเปล่า บางครั้งสิ่งที่คนเรียนต้องการไม่ใช่คำอธิบาย แต่คือกระจกที่สะท้อนให้เห็นสิ่งที่เขากำลังทำอยู่
.
.
4. Trying Hard กับ Effort คือคนละสิ่ง
.
Joan เป็นแม่บ้านวัยกลางคนที่มาเรียนเทนนิสกับ Gallwey ด้วยอาการท้อแท้ เธอบอกว่าเล่นเทนนิสไม่ได้เรื่อง ตีลูกโดนขอบแร็กเก็ตเกือบทุกครั้ง สามีไม่ยอมให้เล่นคู่ผสมด้วย Gallwey สังเกตสวิงของเธอ จริงๆ แล้วไม่ได้แย่เลย แต่เธอตีลูกโดนขอบ 8 ครั้งจาก 10 ซึ่งน่าแปลกใจ
.
Gallwey เลยทดลองอะไรแปลกๆ
.
ครั้งแรก เขาบอก Joan ให้พยายามตีให้ลูกโดนกลางแร็กเก็ต ผลคือเธอโดนกลาง 4 ครั้ง โดนขอบ 6 ครั้ง
.
ครั้งที่สอง เขาบอก Joan ให้ลองตีให้โดนขอบ ผลคือเธอโดนกลาง 6 ครั้ง โดนขอบ 4 ครั้ง ตรงข้ามกับที่สั่ง
.
ครั้งที่สาม เขาบอก ครั้งนี้อย่าคิดอะไรเลย แค่จดจ่อกับลายของลูกบอล ไม่ต้องพยายามตีให้โดน ให้แร็กเก็ตเจอลูกเองตรงไหนก็ได้ ผลคือเธอโดนกลาง 9 ครั้งจาก 10
.
Joan ยืนอึ้ง เธอเพิ่งเข้าใจว่าความพยายามของเธอคือปัญหา ไม่ใช่ทางออก
.
ความพยายามที่ดูเหมือนดีงาม ที่เราถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่าเป็นคุณธรรม จริงๆ แล้วบ่อยครั้งคือสิ่งที่ทำให้เราแย่ลง เพราะการพยายามหมายถึง Self 1 เข้ามาควบคุม เกร็งกล้ามเนื้อที่ไม่ควรเกร็ง ให้คำสั่งที่ไม่ควรให้ วิจารณ์ตัวเองที่ไม่ควรวิจารณ์
.
Gallwey ชี้ว่า Trying Hard กับ Effort คือคนละสิ่ง Trying Hard คือพลังของ Self 1 ซึ่งเป็นความกังวล ความเกร็ง ความพยายามควบคุม ส่วน Effort คือพลังของ Self 2 ซึ่งคือการทุ่มเทแบบผ่อนคลาย การที่ร่างกายทำงานเต็มที่ในสภาวะที่ปล่อยให้ทำงานอย่างเสรี
.
.
5. กล้ามเนื้อของมนุษย์ทำงานแค่สองโหมด เปิดกับปิด
.
ข้อเท็จจริงทางกายวิภาคที่คนไม่ค่อยรู้ กล้ามเนื้อของเราไม่มีโหมดเกร็งนิดๆ กล้ามเนื้อแต่ละมัดคือสวิตช์ไฟ เปิดหรือปิด ไม่มีกลางทาง สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเกร็งนิดหน่อยหรือหนักมาก คือจำนวนมัดของกล้ามเนื้อที่ถูกเรียกมาใช้
.
แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าต้องใช้กี่มัดเพื่อตีลูกเทนนิสให้แรง ไม่มีใครรู้ แต่ร่างกายคุณรู้ถ้าคุณปล่อยให้มันทำงาน Self 2 จะเรียกกล้ามเนื้อมาพอดีเป๊ะ ไม่มากไม่น้อย
.
ปัญหาคือ Self 1 คิดว่ามันรู้ เห็นว่าต้องตีแรง เลยสั่งให้เรียกกล้ามเนื้อเพิ่ม เกร็งข้อมือ เกร็งแขน เกร็งไหล่ เกร็งกราม เกร็งหน้า แต่กล้ามเนื้อที่ถูกเรียกมาเพิ่มเกินความจำเป็น ไม่ได้ช่วยตีแรงขึ้น กลับทำงานต้านกันเอง
.
Gallwey ชวนทำการทดลองง่ายๆ ยกแร็กเก็ตหรืออะไรก็ได้ในมือ เกร็งข้อมือแน่นๆ แล้วลองสะบัดข้อมือเร็วที่สุด บันทึกความเร็ว จากนั้นปล่อยข้อมือให้หลวม สะบัดเร็วที่สุด จะพบว่าข้อมือที่ปล่อยหลวม สะบัดได้เร็วกว่าหลายเท่า
.
นี่คือเหตุผลที่คนพยายามเสิร์ฟให้แรงมากๆ มักได้ลูกที่อ่อนกว่าคนที่เสิร์ฟสบายๆ เพราะการเกร็งข้อมือฆ่าความเร็วของการสะบัด ซึ่งคือแหล่งของพลังจริงๆ ในการเสิร์ฟ
.
ในชีวิตก็เหมือนกัน คนที่พยายามแสดงออกอย่างมั่นใจในการสัมภาษณ์งาน มักดูแข็งและไม่เป็นธรรมชาติ คนที่พยายามสนทนาให้ฉลาดในเดท มักตลกน้อยลงและไม่น่าสนใจ คนที่พยายามเขียนให้ลึกซึ้ง มักเขียนได้ตื้นกว่าเดิม การเกร็งในจิตใจก็เหมือนการเกร็งในกล้ามเนื้อ มันเรียกทรัพยากรที่ไม่จำเป็นมาใช้ และสิ่งที่ได้คือผลลัพธ์ที่อ่อนลง ไม่ใช่แกร่งขึ้น
.
ทักษะสูงสุดของมนุษย์คือการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเกร็ง เมื่อไหร่ควรปล่อย คนที่เก่งในเรื่องไหน มักเก่งในการปล่อยส่วนที่ไม่ต้องใช้ มากกว่าเกร็งส่วนที่ต้องใช้
.
.
6. การตัดสินตัวเองคือรากของทุกปัญหา
.
Gallwey ชี้ว่ากระบวนการที่ Self 1 ทำงานหลักๆ คือการตัดสิน ลูกนี้ดี ลูกนี้แย่ ตีเก่ง ตีห่วย เคลื่อนที่ดี เคลื่อนที่พลาด ตลอดทั้งเกม ตลอดทั้งวัน ตลอดทั้งชีวิต
.
ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ ก็ต้องประเมินตัวเองไม่ใช่หรือ แต่ Gallwey ชี้ให้เห็นว่ากระบวนการตัดสินมีขั้นตอนที่คนไม่ค่อยสังเกต
.
ขั้นแรก คุณตัดสินเหตุการณ์เดี่ยว ลูกนี้ตีพลาด
.
ขั้นสอง คุณรวมเหตุการณ์เข้าด้วยกัน ฉันพลาดโฟร์แฮนด์หลายครั้งแล้ววันนี้
.
ขั้นสาม คุณระบุตัวตนกับเหตุการณ์ ฉันมีโฟร์แฮนด์ที่ห่วย
.
ขั้นสี่ คุณตัดสินตัวเอง ฉันเป็นนักเทนนิสที่ห่วย
.
ขั้นห้า ซึ่งเลวร้ายที่สุด ฉันเป็นคนที่ห่วย
.
จากลูกบอลลูกเดียว คุณเดินทางไปถึงการตัดสินคุณค่าของตัวเอง ในไม่กี่วินาที
.
ที่แย่กว่านั้น การตัดสินเหล่านี้กลายเป็นคำทำนายที่เป็นจริงเอง พอคุณบอกตัวเองว่าเป็นคนเสิร์ฟห่วย ร่างกายจะเริ่มเล่นบทบาทของคนเสิร์ฟห่วย ตั้งใจไม่พอ เกร็งเกินไป ไม่ไว้ใจตัวเอง ผลคือเสิร์ฟห่วยจริงๆ และคุณก็ยิ่งมั่นใจว่าตัวเองเป็นแบบนั้น
.
Gallwey เล่าเรื่องที่คมมาก ในวัฒนธรรมจีน คนไข้จะไปหาหมอตอนสบายดี และหมอจะช่วยให้คนไข้สบายดีต่อไป ไม่ใช่รอจนป่วยแล้วค่อยไปหา ในเทนนิสก็ควรเหมือนกัน ไม่ต้องเอาโฟร์แฮนด์ที่คุณตัดสินว่าป่วยไปหาโปรให้รักษา เอาโฟร์แฮนด์ที่เป็นอยู่ตามนั้น ไม่ต้องแปะป้ายว่าดีหรือแย่ แล้วพัฒนาไปเรื่อยๆ
.
สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ การสังเกตไม่เท่ากับการตัดสิน คุณสังเกตได้ว่าเสิร์ฟแรกเข้า 50% วันนี้ นั่นคือข้อเท็จจริง แต่พอแปะคำว่าแย่ลงไป นั่นคือการตัดสิน และมันจะพาไปสู่ความโกรธ ความหงุดหงิด ความท้อแท้ ซึ่งทำให้เสิร์ฟแย่ลงในเกมถัดไป
.
ตัวอย่างการเปลี่ยนภาษาที่ Gallwey เสนอ แทนที่จะพูดว่าโฟร์แฮนด์ฉันห่วย ให้พูดว่าโฟร์แฮนด์ของฉันกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลง แทนที่จะบอกว่าฉันเล่นแย่วันนี้ ให้บอกว่าวันนี้ร่างกายของฉันเคลื่อนที่ช้ากว่าปกติ ภาษาที่ปราศจากการตัดสิน ปลดล็อกการเติบโตที่ภาษาแห่งการตัดสินปิดกั้น
.
.
7. เรื่องเล่าของ Jack กับกระจกที่เปลี่ยนทุกอย่าง
.
Jack เป็นผู้บริหารใหญ่ที่ควบคุมธุรกิจมูลค่าหลายพันล้าน แต่บ่นกับ Gallwey ว่าโฟร์แฮนด์ของเขาห่วยมาตลอดชีวิต
.
“ผมยกแร็กเก็ตสูงเกินไปตอนสวิงถอยหลัง” Jack พูด
.
“คุณรู้ได้ไง” Gallwey ถาม
.
เพราะโปรห้าคนบอกผมแบบนี้แล้ว แต่ผมก็ยังแก้ไม่ได้
.
Gallwey ขอให้ Jack สวิงให้ดู Jack เริ่มสวิงโดยยกแร็กเก็ตต่ำ แต่ก่อนจะสวิงไปข้างหน้า แร็กเก็ตของเขายกสูงขึ้นไปที่ระดับไหล่เอง ซึ่งจะทำให้ลูกลอยออก Gallwey ขอให้สวิงอีกหลายครั้ง
.
ครั้งนี้ดีกว่าใช่ไหม Jack ถาม ผมพยายามเก็บแร็กเก็ตต่ำ
.
แต่แร็กเก็ตยกขึ้นทุกครั้ง Jack ไม่รู้ตัว
.
แล้ว Gallwey ทำสิ่งที่เรียบง่ายที่สุดแต่ทรงพลัง เขาพา Jack ไปยืนหน้ากระจกใหญ่ข้างสนาม ขอให้สวิงให้ดู คราวนี้ Jack เห็นตัวเองในกระจก
.
โอ้ ผมยกแร็กเก็ตสูงจริงๆ มันสูงกว่าไหล่เลย Jack พูดด้วยความประหลาดใจ
.
Gallwey บอกว่าสิ่งที่เขาเห็นคือความประหลาดใจของ Jack ซึ่งไม่น่าจะเกิด ถ้า Jack รู้อยู่แล้ว ไม่มีใครประหลาดใจกับสิ่งที่ตัวเองรู้อยู่แล้ว ความประหลาดใจคือหลักฐานว่า Jack ไม่เคยเห็นจริงๆ ในห้าปีที่โปรห้าคนบอกซ้ำ Jack แค่ได้ยินคำ แต่ไม่เคยเห็นการกระทำของตัวเอง
.
หลังจากเห็นในกระจก Jack สวิงใหม่ คราวนี้แร็กเก็ตอยู่ต่ำได้เองโดยไม่ต้องพยายาม สิบนาทีต่อมา เขาตีโฟร์แฮนด์ได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุดในชีวิต ไม่มีการสั่ง ไม่มีการตัดสิน มีแค่การเห็นสิ่งที่เป็น
.
นี่คือหัวใจของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน คนส่วนใหญ่พยายามเปลี่ยนตัวเองโดยการบังคับ ฉันจะไม่โกรธอีก ฉันจะไม่กินของหวานอีก ฉันจะไม่เลื่อนฟีดอีก แต่การบังคับต้องใช้พลังใจ ซึ่งหมดเร็ว
.
วิธีที่ยั่งยืนกว่าคือการเห็นตัวเองตามที่เป็น ชัดเจน ไม่ตัดสิน เห็นว่าตัวเองทำอะไรอยู่ ในวินาทีที่คุณโกรธ สังเกตความโกรธ ในวินาทีที่คุณหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนฟีด สังเกตการหยิบ การเห็นที่แท้จริงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเอง โดยที่คุณไม่ต้องสู้กับตัวเอง
.
กระจกที่ Jack มองไม่ใช่แค่กระจกในสนามเทนนิส มันคือการมองตัวเองด้วยตาที่ไม่ตัดสิน และนั่นคือสิ่งที่ทุกคนต้องฝึก ไม่ว่าจะอยู่ในสนามเทนนิสหรือในชีวิต
.
.
8. ร่างกายคุณฉลาดกว่าที่คุณคิด
.
Gallwey ขอให้ผู้อ่านทำสิ่งหนึ่ง ทิ้งความคิดเห็นที่คุณมีต่อร่างกายตัวเองไปก่อน ไม่ว่าจะคิดว่ามันงุ่มง่าม ไม่คล่อง ธรรมดา หรือยอดเยี่ยม แล้วคิดถึงสิ่งที่มันกำลังทำอยู่ตอนนี้
.
ขณะที่คุณอ่านประโยคนี้ ตาของคุณกำลังเคลื่อนไหวโดยไม่ต้องใช้ความพยายาม รับภาพขาวดำ เปรียบเทียบกับความจำเกี่ยวกับสัญลักษณ์ที่คล้ายกัน แปลเป็นสัญลักษณ์ เชื่อมต่อกับสัญลักษณ์อื่น สร้างเป็นความหมาย พันๆ ของการคำนวณเหล่านี้เกิดขึ้นในเสี้ยววินาที
.
พร้อมกันนั้น หัวใจของคุณสูบฉีดเลือด ปอดของคุณหายใจ ระบบอวัยวะที่ซับซ้อนอย่างไม่น่าเชื่อทำงานเองโดยคุณไม่ต้องสั่ง เซลล์หลายพันล้านตัวกำลังทำงาน สืบพันธุ์ ต่อสู้กับโรค
.
ลองคิดถึงสิ่งที่ร่างกายต้องทำเพื่อรับลูกเสิร์ฟของ Pete Sampras ในยุคที่หนังสือเขียน ภายในครึ่งวินาที สมองต้องคำนวณความเร็วเริ่มต้นของลูก การชะลอความเร็ว ผลของลม ผลของการหมุน ทิศทางที่ลูกจะไป จุดที่ลูกจะเด้ง จุดที่แร็กเก็ตจะกระทบ พร้อมทั้งสั่งให้เท้าเคลื่อน สั่งให้แร็กเก็ตไปในตำแหน่ง มุม และความเร็วที่ถูก โดยคำนึงถึงตำแหน่งของคู่แข่งอีกฝั่ง เพื่อเลือกว่าจะตีตรงหรือเฉียง
.
ไม่มีคอมพิวเตอร์ในปี 1974 ทำได้ ไม่มี AI ในปี 2026 ทำได้ แต่ร่างกายของคนเล่นเทนนิสธรรมดาก็ทำได้ทุกวัน
.
แล้วคนที่มีร่างกายมหัศจรรย์แบบนี้ กลับเรียกตัวเองว่างุ่มง่าม ไม่คล่อง ด่าร่างกายตัวเองด้วยคำต่างๆ ราวกับมันเป็นอุปสรรค ทั้งที่จริงๆ มันคือเครื่องมือที่พิเศษที่สุดที่คุณจะมี
.
.
9. Self 2 พูดภาษาภาพ ไม่ใช่ภาษาคำ
.
Gallwey ค้นพบสิ่งสำคัญ Self 2 ไม่เข้าใจคำ มันเข้าใจภาพ ทำไม เพราะ Self 2 มีอยู่ก่อนที่คุณจะเรียนพูด
.
ลูกในครรภ์มี Self 2 ทำงานอยู่แล้ว ควบคุมการเต้นของหัวใจ การเคลื่อนไหว การเติบโต ทารกเกิดมาพร้อม Self 2 ที่สมบูรณ์ เรียนดูดนม จำหน้าแม่ ตอบสนองต่อเสียง ทั้งหมดนี้ไม่มีคำ พอเด็กโตขึ้น เรียนพูด คำเข้ามาในชีวิต แต่ Self 2 ไม่ได้เปลี่ยนโหมด มันยังพูดภาษาภาพและความรู้สึกอยู่เหมือนเดิม
.
นี่คือเหตุผลที่การสอนด้วยคำมักใช้ไม่ได้ผล โค้ชบอกว่ายกแร็กเก็ตสูงที่ระดับไหล่ฟอลโล่วทรู คำว่าระดับไหล่ ฟอลโล่วทรู เป็นคำนามธรรมที่ Self 2 ต้องแปลกลับเป็นภาพและความรู้สึก ระหว่างทางการแปลเกิดความคลาดเคลื่อน Self 2 ของคน 10 คนแปลคำเดียวกันได้ 10 แบบ
.
แต่ถ้าโค้ชแสดงให้ดู 10 ครั้ง แล้วบอกแค่ว่าจำภาพนี้ไว้ Self 2 รับภาพเข้าไปตรงๆ ไม่ต้องแปล ทำซ้ำได้แม่นกว่ามาก
.
Gallwey เสนอว่า การสื่อสารกับ Self 2 มีสามวิธีหลัก หนึ่งคือขอผลลัพธ์ เห็นภาพว่าอยากให้ลูกไปตกที่ไหน แล้วปล่อยให้ร่างกายหาทางเอง สองคือขอรูปแบบ เห็นภาพของการเคลื่อนไหวที่ต้องการ จับแร็กเก็ตในท่าฟอลโล่วทรูที่ดี ดูให้นาน แล้วปล่อยให้ร่างกายทำตามภาพนั้น สามคือขอความรู้สึก สวิงด้วยแร็กเก็ตในมือ รู้สึกถึงน้ำหนัก ความเร็ว ทิศทาง ให้ความรู้สึกนั้นติดเข้าไปในร่างกาย
.
ในชีวิตก็ใช้หลักเดียวกันได้ ถ้าคุณอยากเปลี่ยนนิสัยการพูด การเขียน การทำงาน อย่าแค่ตั้งใจเปลี่ยนด้วยคำสั่ง ดูตัวอย่างที่ใช่ ให้ Self 2 ดูดซึม ให้ภาพอยู่ในหัว แล้วปล่อยให้ร่างกายและจิตใต้สำนึกทำงาน
.
ตอนใครจะเปลี่ยนวิธีพูดต่อหน้าคน ดูนักพูดที่ชอบ 10 คลิป แค่ดู ไม่ต้องจดเทคนิค ภาพจะซึมเข้าไปเอง ตอนใครจะเปลี่ยนวิธีเขียน อ่านนักเขียนที่ชอบเยอะๆ สไตล์จะซึมเข้ามา นี่คือเหตุผลที่ Stephen King บอกว่าถ้าอยากเป็นนักเขียน ต้องอ่านมาก เพราะภาพของการเขียนที่ดี ต้องเข้าไปในหัวก่อน แล้วมือค่อยทำตาม
.
.
10. จงเริ่มร่องใหม่ อย่าสู้กับร่องเก่า
.
Gallwey อธิบายทฤษฎี Groove หรือร่องของนิสัย ทุกครั้งที่คุณสวิงแร็กเก็ตแบบหนึ่ง คุณเพิ่มความน่าจะเป็นที่จะสวิงแบบนั้นอีก สมองเหมือนแผ่นเสียง ทุกการกระทำสร้างร่องเล็กๆ ทำซ้ำมากขึ้น ร่องลึกขึ้น ในที่สุดเข็มของพฤติกรรมตกลงในร่องนั้นเอง โดยอัตโนมัติ
.
นั่นคือนิสัย
.
คนส่วนใหญ่พยายามเปลี่ยนนิสัยด้วยการสู้กับร่องเก่า กัดฟัน ใช้พลังใจ บังคับตัวเองไม่ให้ทำแบบเดิม นี่เหมือนการขุดตัวเองออกจากร่องลึก ใช้พลังมหาศาล เหนื่อย และมักแพ้
.
Gallwey เสนอวิธีที่เด็กใช้ เด็กไม่ขุดตัวเองออกจากร่องเก่า เด็กแค่เริ่มร่องใหม่
.
เด็กไม่ต้องเลิกนิสัยคลานเพื่อที่จะเดิน เพราะเด็กไม่คิดว่าคลานเป็นนิสัยที่ต้องเลิก เด็กแค่พบว่าเดินง่ายกว่า เลยเริ่มทำสิ่งใหม่ ร่องของการเดินถูกสร้างขึ้น ร่องของการคลานค่อยๆ จางหายไปโดยไม่ต้องต่อสู้
.
ถ้าคุณบอกตัวเองว่า ฉันต้องไม่โกรธอีก ฉันต้องไม่สูบบุหรี่อีก ฉันต้องไม่ดูหนังดึกอีก คุณกำลังยืนในร่องเก่าแล้วพยายามปีนออก พลังใจจะหมดก่อนที่คุณจะชนะ
.
วิธีที่ Gallwey เสนอคือ ไม่ต้องสนใจร่องเก่า เริ่มร่องใหม่ ถ้าคุณอยากเลิกโกรธ ไม่ต้องพยายามไม่โกรธ เริ่มฝึกตอบสนองแบบใหม่ที่คุณอยากเป็น ถ้าคุณอยากเลิกกินของหวาน ไม่ต้องพยายามต้านทาน เริ่มกินของที่คุณอยากให้ร่างกายคุ้นเคย ร่องใหม่จะค่อยๆ ลึกขึ้น ร่องเก่าจะค่อยๆ จางไป
.
ประเด็นสำคัญที่ Gallwey ย้ำคือ ไม่มีพฤติกรรมไหนที่ถูกทำซ้ำโดยไม่ทำหน้าที่บางอย่าง นิสัยทุกอย่างของคุณมีประโยชน์ในแง่ใดแง่หนึ่ง ถึงจะดูแย่ การสูบบุหรี่คลายเครียด การดูหนังดึกหนีความเหงา การโกรธปกป้องตัวตน ถ้าคุณพยายามเลิกนิสัยโดยไม่หาสิ่งทดแทนที่ทำหน้าที่เดียวกัน คุณจะกลับไปหามันตอนเจอปัญหาเสมอ
.
.
11. การเห็นลายของลูกบอล สอนคุณเรื่องชีวิตมากกว่าเทนนิส
.
หนึ่งในเทคนิคที่ Gallwey ชอบที่สุดคือการจ้องลายของลูกเทนนิส ลูกเทนนิสมีเส้นโค้งสีขาวบนพื้นสีเหลือง ตอนลูกหมุน เส้นนี้สร้างลายที่ซับซ้อน Gallwey ให้นักเรียนจ้องลายนี้แทนที่จะคิดว่าต้องตีอย่างไร
.
ผลลัพธ์น่าทึ่ง นักเรียนไม่ได้แค่ตีดีขึ้น พวกเขาเห็นลูกชัดขึ้น เหมือนลูกโตขึ้นและช้าลง บางคนรายงานว่าเหมือนลูกเคลื่อนในโหมดสโลว์โมชั่น
.
ทำไมเทคนิคง่ายๆ นี้ทรงพลังขนาดนั้น เพราะ Self 1 ชอบพูดถ้าไม่มีงานทำ พอคุณให้ Self 1 ทำงานคือจ้องลาย มันยุ่งเกินกว่าจะมาวิจารณ์ สั่งสอน หรือสร้างความเกร็ง Self 2 ก็ได้ทำงานอย่างสงบ และทำได้ดีเยี่ยม
.
หลักการที่ลึกกว่านั้นคือ สมาธิคือการให้ของขวัญแก่สิ่งที่คุณสนใจ เวลาคุณสนใจอะไรจริงๆ คุณเห็นสิ่งนั้นชัดกว่าคนอื่น ถ้าคุณจ้องลายลูกบอลอย่างที่ไม่เคยจ้องมาก่อน คุณจะเห็นรายละเอียดที่คนอื่นมองไม่เห็น ลูกบอลที่คุณเคยเห็นเป็นพันครั้งในชีวิต กลายเป็นของใหม่
.
หลักการนี้ใช้ได้กับทุกอย่าง ถ้าคุณฟังคนพูดด้วยความสนใจจริงๆ จ้องสีหน้า สังเกตน้ำเสียง ฟังคำที่เขาเลือกใช้ คุณจะเข้าใจเขามากกว่าใคร ถ้าคุณกินอาหารโดยสังเกตรสชาติจริงๆ คุณจะพบรสที่ซับซ้อนที่คนรีบกินไม่เคยรู้ ถ้าคุณเดินในสวนโดยดูใบไม้จริงๆ คุณจะเห็นโลกที่คนเดินผ่านไม่เคยเห็น
.
Gallwey เรียกสิ่งนี้ว่า Quality Attention ซึ่งแตกต่างจาก Attention ธรรมดา คนส่วนใหญ่สนใจแบบผิวเผิน มองโดยไม่เห็น ฟังโดยไม่ได้ยิน อยู่กับใครโดยไม่อยู่จริงๆ
.
ในยุคที่ทุกคนเลื่อนฟีด มองโดยไม่เห็น ฟังโดยไม่ได้ยิน คนที่สนใจของจริงได้อย่างเต็มที่ จะเป็นคนที่หายาก และมีค่า
.
.
12. เกมหลายเกมที่คนเล่นในสนามเดียว
.
Gallwey สังเกตว่าคนที่มาเล่นเทนนิส จริงๆ แล้วเล่นหลายเกมพร้อมกัน และบ่อยครั้งไม่รู้ตัว
.
เกม Perfect คือเกมของคนที่ต้องเล่นให้สมบูรณ์แบบ เพื่อพิสูจน์ตัวเอง แรงจูงใจคือความไม่มั่นใจ อุปสรรคภายในคือความกลัวว่าจะไม่ดีพอ
.
เกม Compete คือเกมของคนที่ต้องชนะ เพื่อรู้สึกเหนือกว่า แรงจูงใจคือความต้องการควบคุม อุปสรรคคือความกลัวการแพ้ที่หนักหนา
.
เกม Image คือเกมของคนที่เล่นเพื่อดูดี ไม่ว่าจะเล่นคนเดียวหรือมีคนดู แรงจูงใจคือความต้องการได้รับการยอมรับ อุปสรรคคือความอายเมื่อพลาด
.
เกม Friends คือเกมของคนที่เล่นเพื่อเจอเพื่อน ไม่ได้สนใจเทนนิสจริงๆ แรงจูงใจคือความเหงา
.
เกม Health คือเกมของคนที่เล่นเพราะหมอสั่งหรือเพื่อสุขภาพ
.
เกม Fun คือเกมของคนที่เล่นเพื่อความสนุกจริงๆ
.
เกม Learn คือเกมของคนที่เล่นเพื่อเติบโต
.
ปัญหาคือ คนที่เล่นเกมของ Self 1 เช่น Perfect หรือ Compete หรือ Image มักไม่สนุกกับเทนนิส เพราะมีความกลัวสูง ความกดดันสูง และผลลัพธ์ไม่ได้ดังใจบ่อยๆ ทำให้ทุกข์
.
คนที่เล่นเกมของ Self 2 เช่น Fun และ Learn สนุกกับเทนนิสจริงๆ เพราะไม่มีอะไรที่ต้องเสีย ทุกวันเป็นโอกาสให้เติบโต
.
Gallwey ชี้ว่าเกมเหล่านี้ไม่ได้อยู่แค่ในสนาม มันอยู่ในทุกด้านของชีวิต คนทำงานแบบ Perfect ต้องสมบูรณ์แบบเสมอ เหนื่อย คนทำงานแบบ Compete ต้องเอาชนะเพื่อนร่วมงานเสมอ เครียด คนทำงานแบบ Image ต้องดูดีในสายตาเจ้านายเสมอ ไม่กล้าเสี่ยง
.
สิ่งที่ Gallwey ชวนทำคือ ถามตัวเองว่าคุณกำลังเล่นเกมอะไรอยู่ แรงจูงใจจริงๆ คืออะไร แล้วเลือกเกมที่คุ้มค่ากับการเล่น เกมของ Self 2 ไม่ได้แปลว่าไม่เอาจริง มันคือการเอาจริงกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ คือการเติบโต ความสนุก ความสุข มากกว่าการพิสูจน์ตัวเองให้ใครเห็น
.
การรู้ว่าตัวเองเล่นเกมอะไร คือก้าวแรกของการมีอิสระจากเกมที่ไม่ได้เลือกด้วยตัวเอง
.
.
13. ทำไมการชนะถึงไม่เคยพอ
.
Gallwey เริ่มเล่นเทนนิสตั้งแต่เด็ก อายุ 11 เขาลงแข่งครั้งแรก ชนะรอบแรก แพ้รอบสอง และร้องไห้อย่างขมขื่น ทั้งที่ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมการชนะมันสำคัญมากขนาดนั้น
.
ช่วงมัธยม เขาตื่น 7 โมงเช้า กินข้าวใน 5 นาที วิ่งไปสนามเทนนิส ใช้เวลาชั่วโมงก่อนใครมาถึง ตีกับกำแพง ระหว่างวันเล่น 10 ถึง 15 เซ็ต จนมืดเกินกว่าจะเห็นลูก ถ้าใครถามว่าทำไมทำขนาดนั้น เขาตอบว่าชอบเทนนิส แต่จริงๆ แล้วเขาเล่นเกม Perfect o อย่างหนักหน่วง มีบางอย่างที่เขาต้องพิสูจน์ให้ตัวเองเห็น
.
อายุ 15 เขาชนะ National Hardcourt Championship รุ่นยุวชน รู้สึกยอดเยี่ยม แต่ไม่นานก็พบว่ายังไม่พอ
.
ช่วงอายุ 30 กว่า เขาไปแข่งรายการใหญ่ใน Southern California คืนก่อนการแข่ง เขานอนไม่หลับเพราะกังวล รุ่งขึ้นก่อนแมทช์ เขานั่งคิดกับตัวเอง อะไรที่แย่ที่สุดที่อาจจะเกิด คำตอบคือแพ้ยับ กลับบ้านอาย สักพักทุกอย่างก็จะกลับเป็นปกติ
.
แล้วอะไรที่ดีที่สุดที่อาจจะเกิด คำตอบคือชนะ 6 0 6 0 แล้วต้องเล่นต่อไปเรื่อยๆ จนแพ้ในที่สุด กลับไปสโมสร รับคำชื่นชม แล้วทุกอย่างก็จะกลับเป็นปกติ
.
ทั้งสองกรณี สุดท้ายจบที่ปกติ แล้วสิ่งที่เขาอยากได้จริงๆ คืออะไร
.
คำตอบที่ไม่คาดคิดคือ เขาอยากเอาชนะความกังวลที่ทำให้เขาเล่นไม่ได้เต็มที่และไม่มีความสุขในสนาม เขาอยากเอาชนะตัวเอง ไม่ใช่คู่แข่ง
.
พอเข้าใจเรื่องนี้ เขาเดินเข้าสนามด้วยพลังใหม่ ท้ายสุดแพ้ 4 6 4 6 แต่เขาเดินออกมาด้วยความรู้สึกว่าชนะ เขาแพ้เกมภายนอก แต่ชนะเกมภายใน
.
นี่คือเหตุผลที่แชมป์หลายคนพบว่าการชนะไม่เติมเต็ม พอชนะระดับหนึ่ง ก็ต้องชนะระดับถัดไป พอชนะโลก ก็ต้องป้องกันแชมป์ พอเกษียณ ก็รู้สึกว่างเปล่า เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ ไม่ใช่เหรียญ แต่คือการพิสูจน์บางอย่างให้ตัวเอง ซึ่งไม่มีวันพอ
.
คำถามที่ทุกคนควรถามตัวเองคือ เกมที่ฉันเล่นอยู่ตอนนี้ ถ้าฉันชนะ ฉันจะได้อะไรจริงๆ และถ้าฉันแพ้ ฉันจะเสียอะไรจริงๆ คำตอบที่ซื่อสัตย์มักทำให้คุณผ่อนคลายลงทันที
.
.
14. คู่แข่งไม่ใช่ศัตรู เขาคือของขวัญ
.
ช่วงแรกที่ Gallwey เข้าใจเรื่อง Inner Game ลึกขึ้น เขามีปัญหากับการแข่งขัน คิดว่าการอยากชนะคือสิ่งที่ Self 1 สร้าง เลยเลิกสนใจผลแพ้ชนะ พยายามเล่นให้ดีที่สุดเพื่อความสวยงามเท่านั้น
.
แต่มีบางอย่างขาด เขาไม่มีไฟในการเล่น ผลคือเล่นได้ไม่ดีเท่าที่เคย เขาเริ่มสงสัยว่าการแข่งขันไม่ได้แย่ แค่ความหมายที่เราให้กับการแข่งขันต่างหากที่อาจแย่
.
วันหนึ่งเขาเล่นกับคู่แข่งที่เก่งกว่ามาก Gallwey ใช้ทุกช็อต ทุกลูก เพื่อไล่ตามลูกที่ยากที่สุด เพื่อเอาชนะให้ได้ ท้ายสุดเขาแพ้ แต่รู้สึกขอบคุณคู่แข่ง
.
เพราะคู่แข่งที่เก่งกว่า คือคนที่ดันเขาไปสุดความสามารถของตัวเอง ไปถึงจุดที่ถ้าเล่นคนเดียวไม่มีทางไปได้ คู่แข่งไม่ได้ขวางทางของเขา คู่แข่งคือของขวัญ
.
นี่เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการแข่งขันของ Gallwey ไปตลอด คำว่า compete ในภาษาอังกฤษมาจากรากศัพท์ภาษาละติน com-petere ซึ่งแปลว่า แสวงหาด้วยกัน คนสองคนที่แข่งกัน จริงๆ แล้วกำลังทำงานร่วมกัน ทั้งคู่กำลังช่วยกันดึงศักยภาพของอีกฝ่ายออกมา โดยการสร้างอุปสรรคให้เอาชนะ
.
ในมุมนี้ การแข่งขันไม่ใช่เรื่องของการเอาชนะอีกคน แต่คือการใช้อีกคนเป็นเครื่องมือในการเอาชนะข้อจำกัดของตัวเอง
.
ข้อสรุปที่ Gallwey ชอบมากที่สุดคือ ถ้าคุณอยากเติบโต หาคู่แข่งที่เก่งกว่าคุณ ถ้าคุณอยากจบที่นี่ เล่นกับคนที่แย่กว่า คู่แข่งที่ดีคือพรสวรรค์ที่ชีวิตส่งมาให้
.
ในชีวิตก็เหมือนกัน เจ้านายที่ดันคุณให้ทำงานยากกว่าที่คิดว่าทำได้ ไม่ใช่คนที่รังแกคุณ เขาคือครู เพื่อนร่วมงานที่เก่งกว่าคุณ ไม่ใช่คู่แข่ง เขาคือบาร์ที่คุณต้องยกตัวเองให้ถึง ลูกค้าที่เรียกร้องเยอะ ไม่ใช่คนน่ารำคาญ เขาคือผู้สอนคุณเรื่องมาตรฐาน
.
มุมมองนี้ปลดปล่อยคุณจากความเกลียดชังและความกลัว เปลี่ยนคู่แข่งให้กลายเป็นผู้ให้
.
.
15. สนามเทนนิสคือห้องฝึกสำหรับทุกสิ่งในชีวิต
.
ในบทสุดท้าย Gallwey ขยายทุกอย่างที่พูดมาในเล่ม ให้ออกจากสนามเทนนิส ไปครอบคลุมชีวิตทั้งชีวิต
.
ทุกกิจกรรมของมนุษย์ คือเกมสองเกมพร้อมกัน
.
เกมภายนอกคือการไปถึงเป้าหมายภายนอก เอาชนะอุปสรรคภายนอก ต่อสู้กับคู่แข่งภายนอก เป้าหมายมีหลายอย่าง เงิน ชื่อเสียง ความรัก การศึกษา สุขภาพ แต่ละคนต้องเรียนทักษะที่ต่างกันเพื่อไปถึงเป้าต่างกัน
.
เกมภายในเหมือนกันหมด ไม่ว่าคุณจะเล่นเกมภายนอกอะไรอยู่ คู่แข่งภายในคือ Self 1 ตัวเดียว ที่สร้างความสงสัย ความกลัว ความเกร็ง การตัดสินตัวเอง ทักษะที่ต้องฝึกเพื่อเอาชนะ Self 1 คือทักษะเดียวกัน ไม่ว่าเกมภายนอกคืออะไร
.
ถ้าคุณเรียนวิธีจัดการ Self 1 ในสนามเทนนิส คุณได้เครื่องมือที่ใช้ในที่ประชุม ในความสัมพันธ์ ในการเลี้ยงลูก ในการเจอวิกฤต ในการเผชิญความตาย
.
สมาธิในเทนนิส ไม่ต่างจากสมาธิที่ใช้ฟังซิมโฟนี
.
การเผชิญอุปสรรคในการแข่ง ไม่ต่างจากการเผชิญอุปสรรคในชีวิต
.
====================
.
เกมภายนอกเปลี่ยนไปตามวัย เทนนิสในวัย 20 กลายเป็นอาชีพในวัย 30 กลายเป็นครอบครัวในวัย 40 กลายเป็นสุขภาพในวัย 60 เราต้องเรียนรู้ทักษะใหม่อยู่เสมอ เพราะสนามเปลี่ยน
.
แต่เกมภายในเป็นเกมเดียวที่คุณเล่นตั้งแต่เกิดจนตาย คู่แข่งคนเดิม กตกาเดิม ทุกสิ่งที่คุณเรียนรู้เรื่องการจัดการจิตใจของตัวเอง ติดตัวคุณไปทุกสนาม
.
หนังสือเล่มนี้ชื่อ The Inner Game of Tennis แต่จริงๆ มันคือ The Inner Game of Life ที่ Gallwey เลือกใช้เทนนิสเป็นสื่อ สิ่งที่ตัดสินว่าคุณเล่นได้ดีแค่ไหน ไม่ใช่คู่แข่งที่อยู่ฝั่งตรงข้าม แต่คือความสัมพันธ์ที่คุณมีกับตัวเองครับ
.
.
.
.
#SuccessStrategies

Pond Apiwat Atichat

Real Estate Rental Business , Creator , Writer , Law Student

Currently Studying Bachelor of Laws at Chulalongkorn University

First Class Honors in Bachelor of Arts at Ramkhamhaeng University

Previous
Previous

สรุปหนังสือ Marketing 7.0 : คู่มือนักการตลาดผู้คิดเป็น ในยุคที่ AI ครองโลก เขียนโดย Philip Kotler, Hermawan Kartajaya และ Iwan Setiawan

Next
Next

30 ข้อคิดจากหนังสือ Originals: How Non-Conformists Move the World เขียนโดย Adam Grant