20 ข้อคิดจากหนังสือ THE WARREN BUFFETT WAY : วิถีแห่งคุณค่า วิถีแห่ง วอเร็น บัฟเฟตต์ เขียนโดย Robert G. Hagstrom
Robert G. Hagstrom ย้อนรอยดีลทุกดีลที่ Buffett เคยลงทุน แล้วถอดรหัสออกมาว่าเบื้องหลังการตัดสินใจที่ดูเหมือนสามัญสำนึกนั้น มีหลักการอะไรซ่อนอยู่
.
คำนำของเล่มเปิดด้วยประเด็น ทฤษฎีตลาดมีประสิทธิภาพ (Efficient Market Hypothesis) ที่สอนกันในมหาวิทยาลัยชั้นนำช่วงทศวรรษ 1960 บอกว่า "คุณเอาชนะตลาดไม่ได้" เพราะราคาหุ้นสะท้อนข้อมูลทุกอย่างไปแล้ว แต่แล้วก็มี Warren Buffett ยืนอยู่ตรงนั้น เป็นข้อยกเว้นที่ดำรงอยู่นานพอ ใหญ่พอ และสม่ำเสมอพอ
.
แก่นของเล่มคือการจัดระบบความคิดของ Buffett ออกเป็นสี่หมวด ได้แก่หลักว่าด้วยตัวธุรกิจ หลักว่าด้วยผู้บริหาร หลักว่าด้วยการเงิน และหลักว่าด้วยตลาด รวมเป็นหลักการสิบสองข้อที่ Hagstrom เรียกว่า "Twelve Immutable Tenets"
.
จากนั้นเขาพาไปดูว่าหลักการเหล่านี้ทำงานจริงอย่างไรผ่านดีลในตำนานอย่าง Coca-Cola และ Washington Post ก่อนจะปิดท้ายด้วยเรื่องที่คนมักมองข้าม นั่นคือการบริหารพอร์ต จิตวิทยาการลงทุน และคุณค่าของความอดทน ซึ่งเป็นด้านที่ทำให้คนเก่งจำนวนมากล้มเหลว ทั้งที่รู้หลักการทุกข้อ
.
ต่อไปนี้คือ 20 ข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้ครับ
.
.
======================
.
1. บทเรียนราคาแพงตอนอายุ 11 ขวบ ที่ติดตัว Buffett ไปตลอดชีวิต
.
หุ้นตัวแรกในชีวิตของ Buffett คือ Cities Service Preferred เขาชวนพี่สาวชื่อ Doris ลงขันกันคนละสามหุ้น ที่ราคาราว 38 ดอลลาร์ต่อหุ้น เด็กชายวัย 11 คนนี้ไม่ได้ซื้อมั่ว เขาศึกษากราฟราคามาก่อน และเลือกหุ้นโปรดของพ่อตัวเอง
.
แต่ฤดูร้อนปีนั้นตลาดดิ่ง หุ้นร่วงไปราว 30 เปอร์เซ็นต์ และ Doris ก็ไม่ยอมให้น้องชายอยู่เป็นสุข เธอทวงถามเรื่องเงินที่หายไปทุกวัน จนเมื่อหุ้นเด้งกลับมาที่ราว 40 ดอลลาร์ Buffett รีบขายทิ้งเพื่อเอากำไรน้อยนิดราวห้าดอลลาร์ แล้วปลดความกดดันออกจากบ่า
.
ปัญหาคือหลังจากนั้นไม่นาน Cities Service พุ่งทะลุ 200 ดอลลาร์ เด็กชาย Buffett คำนวณแล้วพบว่าเขาทิ้งกำไรไปกว่า 492 ดอลลาร์ และเนื่องจากเขาใช้เวลาห้าปีกว่าจะเก็บเงิน 120 ดอลลาร์แรกได้ เขาจึงรู้สึกราวกับเพิ่งโยนงานทั้งชีวิต 20 ปีข้างหน้าทิ้งลงถังขยะ
.
เจ็บปวดมาก แต่ก็มีค่ามาก เพราะเขาสาบานกับตัวเองสองข้อในวันนั้น ข้อแรกคือจะไม่ปล่อยให้ราคาที่ตัวเองเคยจ่ายมาเป็นตัวบงการการตัดสินใจในอนาคต และข้อสองคือจะไม่ยอมพอใจกับกำไรเล็กๆอีก
.
ความน่าสนใจคือบทเรียนนี้ตามหลอกหลอน Buffett ในเชิงบวกไปตลอด เพราะมันสอนเรื่องที่สำคัญที่สุดในการลงทุนตั้งแต่ยังเด็ก นั่นคือความอดทน และที่ลึกกว่านั้นคือมันเปิดเผยว่าราคาที่แกว่งในระยะสั้นกับมูลค่าที่แท้จริงของกิจการเป็นคนละเรื่องกัน สิ่งที่ทำให้ Doris ขายหมูคือความรู้สึกอึดอัดทางอารมณ์ ไม่ใช่ตัวเลขมูลค่าของบริษัทที่เปลี่ยนไป
.
.
2. ดีล American Express ที่สอนว่าข่าวร้ายในหน้าหนึ่งกับมูลค่าที่แท้จริงเป็นคนละเรื่อง
.
ปี 1963 เกิดเรื่องอื้อฉาวที่เรียกว่า Salad Oil Scandal บริษัทน้ำมันพืชชื่อ Allied Crude นำโดย Tino De Angelis ใช้ความจริงง่ายๆเพียงข้อเดียวว่าน้ำมันลอยอยู่บนน้ำ
.
เขาสร้างถังเก็บน้ำมันจำนวน 139 ถังในนิวเจอร์ซีย์ เติมน้ำเข้าไปเกือบเต็ม แล้วราดน้ำมันสลัดไว้บางๆด้านบน เมื่อผู้ตรวจสอบเอาไม้จุ่มวัด พนักงานก็ตะโกนตัวเลขปลอมลงมา ผลคือธนาคารและบริษัทการค้าหลายแห่งปล่อยกู้บนสินค้าคงคลังลวงนี้กว่า 150 ล้านดอลลาร์ และหนึ่งในเหยื่อรายใหญ่คือ American Express ที่ขาดทุน 58 ล้านดอลลาร์ ราคาหุ้นร่วงกว่าครึ่ง
.
ตรงนี้คือจุดที่แยก Buffett ออกจากนักลงทุนทั่วไป เขารู้ตัวเลขขาดทุน 58 ล้าน แต่สิ่งที่เขาไม่รู้และอยากรู้คือลูกค้าจริงๆมองเรื่องนี้อย่างไร เขาจึงไปนั่งเฝ้าหน้าเครื่องเก็บเงินตามร้านอาหารในโอมาฮา เพื่อดูว่าคนยังควักบัตร American Express Green Card มาจ่ายอยู่ไหม
.
คำตอบคือยังใช้กันปกติ เขาเดินเข้าธนาคารหลายแห่งเพื่อถามว่ายอดขายเช็คเดินทางของบริษัทกระทบไหม คำตอบก็คือไม่กระทบ ตลาดกำลังลงโทษหุ้นเพราะข่าวอื้อฉาว ขณะที่อำนาจของแบรนด์ในชีวิตจริงของผู้บริโภคยังอยู่ครบ
.
เมื่อกลับถึงออฟฟิศ Buffett ทุ่มเงิน 13 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ของสินทรัพย์ทั้งหมดในห้างหุ้นส่วน ลงไปในหุ้นตัวเดียว สองปีถัดมาราคาหุ้นเพิ่มขึ้นสามเท่า ทำกำไรราว 20 ล้านดอลลาร์ บทเรียนที่ฝังอยู่ในดีลนี้คือเมื่อหุ้นของบริษัทแข็งแกร่งซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าจริงเพราะเหตุการณ์ชั่วคราว สิ่งที่ต้องทำคือลงมืออย่างเด็ดขาด และความกล้าที่จะลงหนักในไอเดียที่เข้าใจจริงนี่เอง ที่จะเป็นรากของแนวคิดการลงทุนแบบโฟกัสในเวลาต่อมา
.
.
3. การปิดห้างหุ้นส่วนปี 1969 บทเรียนเรื่องการยอมพลาดกำไรง่ายๆเพื่อรักษาหลักการ
.
ระหว่างปี 1957 ถึง 1969 ผลงานของ Buffett Partnership นั้นเหนือจริง ห้าปีแรกพอร์ตโต 251 เปอร์เซ็นต์ในช่วงที่ดัชนีดาวโจนส์ขึ้นเพียง 75 เปอร์เซ็นต์ ถึงสิ้นปี 1966 พอร์ตทบต้นไปแล้ว 1,156 เปอร์เซ็นต์ ทิ้งดัชนีไม่เห็นฝุ่น
.
แต่ในใจของ Buffett กลับเริ่มไม่สบาย เพราะดนตรีในตลาดเปลี่ยนเพลง ยุคนั้นถูกเรียกว่า Go-Go years เงินไหลเข้าหุ้นเติบโตร้อนแรงอย่าง Avon, Polaroid, Xerox ที่ซื้อขายกันที่ห้าสิบถึงร้อยเท่าของกำไร ความโลภเป็นคนขับรถ และตรรกะแบบ Graham ที่ Buffett ยึดถือกลับใช้ไม่ได้ผลในสนามแบบนี้
.
ปี 1969 เขาตัดสินใจปิดห้างหุ้นส่วน และเขียนจดหมายถึงหุ้นส่วนทุกคนด้วยถ้อยคำที่ตรงไปตรงมา ใจความสำคัญคือเขาจะไม่ทิ้งวิธีการเดิมที่เขาเข้าใจตรรกะของมัน แม้ในตอนนี้มันจะใช้ยากและอาจทำให้พลาดกำไรที่ดูเหมือนหามาได้ง่ายๆ เพื่อไปกอดวิธีการใหม่ที่เขาไม่เข้าใจเต็มที่ ไม่เคยทำสำเร็จ และอาจนำไปสู่การสูญเงินต้นถาวร
.
นี่คือถ้อยแถลงที่ลึกซึ้งกว่าที่เห็น เพราะมันคือการยอมรับต่อสาธารณะว่าเขาเล่นไม่เป็นในเกมแบบนี้ จึงขอออกจากโต๊ะ ในขณะที่คนอื่นยังเทเงินเข้าโต๊ะที่กำลังร้อนแรง
.
ผู้เขียนเรียกช่วงนี้ว่าจุดเปลี่ยนความโค้งของชีวิต Buffett เพราะมันคือช่วงที่ Buffett นักลงทุนกำลังกลายร่างเป็น Buffett นักธุรกิจ เขาเริ่มซื้อกิจการเข้ามาควบคุมโดยตรง ทั้ง Dempster Mill และโรงงานทอผ้าที่ชื่อ Berkshire Hathaway บทเรียนที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขผลตอบแทน แต่อยู่ที่วินัยในการยอมอยู่นอกเกมเมื่อเกมนั้นเล่นด้วยกติกาที่เราไม่เชื่อ ความสามารถในการนั่งเฉยๆเมื่อทุกคนกำลังวิ่งคือทักษะที่หายากที่สุดอย่างหนึ่งในโลกการเงิน
.
.
4. Margin of Safety รากฐานทั้งหมดที่ Buffett รับมาจาก Benjamin Graham
.
Graham ถูกขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งการวิเคราะห์หลักทรัพย์ และความสำคัญของหนังสือ Security Analysis ปี 1934 ส่วนหนึ่งมาจากจังหวะเวลา มันปรากฏหลังตลาดล่มปี 1929 เพียงไม่กี่ปี ตอนที่โลกการเงินยังอยู่ในซากปรักหักพัง
.
สิ่งที่น้อยคนรู้คือตัว Graham เองล้มละลายจากวิกฤตปี 1929 เขาต้องสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาใหม่เป็นครั้งที่สอง และความเจ็บปวดนั้นเองที่หล่อหลอมแนวคิดเรื่องความปลอดภัยขึ้นมา
.
หัวใจที่ Graham มอบให้ Buffett คือแนวคิด Margin of Safety หรือส่วนต่างเพื่อความปลอดภัย Graham สังเกตว่าหายนะปี 1929 ไม่ได้เกิดจากการเก็งกำไรที่ปลอมตัวมาเป็นการลงทุน แต่เกิดจากการลงทุนที่ค่อยๆแปรสภาพเป็นการเก็งกำไร ผู้คนซื้อหุ้นในราคาใดก็ได้ที่ตลาดในอารมณ์มองโลกสวยเสนอมา โดยไร้สำนึกเรื่องความคาดหวังทางคณิตศาสตร์
.
ทางแก้ของเขาคือซื้อหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากพอ จนเหลือช่องว่างที่รองรับความผิดพลาดและโชคร้ายได้ เปรียบเหมือนการสร้างสะพานให้รับน้ำหนักได้สามหมื่นปอนด์ ทั้งที่จะให้รถวิ่งผ่านแค่หมื่นปอนด์
.
ความเชื่อของ Graham วางอยู่บนสมมติฐานสองข้อที่ Buffett รับมาเต็มๆ ข้อแรกคือตลาดมักตั้งราคาผิดเพราะความกลัวและความโลภของมนุษย์ ตอนพีคของความหวัง ความโลภดันราคาเกินมูลค่า ตอนตื่นกลัว ความกลัวกดราคาต่ำกว่ามูลค่า ข้อสองคือปรากฏการณ์การถดถอยสู่ค่าเฉลี่ย ซึ่ง Graham อ้างคำของกวีโรมัน Horace ว่าหลายสิ่งที่ร่วงหล่นจะฟื้นคืน และหลายสิ่งที่รุ่งโรจน์อยู่ตอนนี้จะร่วงหล่น สาระเดียวกันคือนักลงทุนสามารถทำกำไรจากแรงแก้ไขตัวเองของตลาดที่ไร้ประสิทธิภาพได้
.
.
5. เส้นแบ่งระหว่างการลงทุนกับการเก็งกำไร อยู่ที่เจตนา ไม่ใช่ตัวสินทรัพย์
.
ปัญหาแรกที่ Graham ต้องจัดการก่อนสร้างทฤษฎีใดๆคือ ในยุคนั้นไม่มีนิยามที่ชัดเจนของคำว่าการลงทุน เขาอ้างคำของผู้พิพากษา Louis Brandeis ว่าการลงทุนเป็นคำที่มีความหมายหลากหลาย
.
แล้วเขาก็ชี้ให้เห็นว่าประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าสิ่งนั้นเป็นหุ้นหรือพันธบัตร พันธบัตรที่ค้ำประกันไม่ดีก็ไม่อาจเรียกว่าการลงทุนเพียงเพราะมันเป็นพันธบัตร และหุ้นที่ซื้อขายต่ำกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนสุทธิก็ไม่อาจเรียกว่าการเก็งกำไรเพียงเพราะมันเป็นหุ้น
.
สิ่งที่ชี้ขาดตามความเห็นของ Graham คือเจตนา การซื้อหลักทรัพย์ด้วยเงินกู้โดยหวังกำไรเร็วๆคือการเก็งกำไร ไม่ว่าหลักทรัพย์นั้นจะเป็นหุ้นหรือพันธบัตร เขาจึงเสนอนิยามของตัวเองว่า การลงทุนคือการดำเนินการที่หลังจากวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้ว ให้คำมั่นได้ว่าจะรักษาเงินต้นและให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ การดำเนินการใดที่ไม่เข้าเงื่อนไขนี้คือการเก็งกำไร ประโยคสั้นๆนี้อัดแน่นด้วยความคิดที่ควรค่าแก่การพิจารณา
.
สิ่งที่รบกวนใจ Graham มาตลอดอาชีพคือการที่นักลงทุนสถาบันค่อยๆไหลไปสู่พฤติกรรมเก็งกำไร หลังตลาดหมีปี 1973 ถึง 1974 เขาได้รับเชิญไปร่วมประชุมกับเหล่าผู้จัดการกองทุน และตกใจมากกับสิ่งที่ได้ยิน เขาบอกว่าไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าการบริหารเงินของสถาบันเสื่อมถอยจากการลงทุนที่มั่นคงไปสู่การแข่งขันไล่ล่าผลตอบแทนสูงสุดในเวลาที่สั้นที่สุดได้อย่างไร
.
นี่คือเส้นแบ่งที่นักลงทุนทุกคนควรถามตัวเองก่อนกดซื้อทุกครั้งว่ากำลังลงทุนหรือกำลังเก็งกำไร เพราะคำตอบของคำถามนี้กำหนดทุกอย่างที่ตามมา ทั้งกรอบเวลา ความคาดหวัง และวิธีรับมือกับความผันผวน
.
.
6. Philip Fisher และคำถามที่เปลี่ยนนิยามคำว่าหุ้นดี
.
ถ้า Graham สอน Buffett ให้มองตัวเลขและราคา Philip Fisher คือคนที่สอนให้เขามองคุณภาพของตัวธุรกิจและคน Fisher เริ่มอาชีพที่ปรึกษาการลงทุนช่วงต้นทศวรรษ 1930
.
ทั้งที่ดูเหมือนเป็นจังหวะบ้าบิ่นที่จะเปิดบริษัทตอนตลาดพังพินาศ แต่เขามองว่ามีข้อได้เปรียบสองอย่าง คือนักลงทุนที่ยังเหลือเงินอยู่ล้วนไม่พอใจโบรกเกอร์เดิม และในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ เจ้าของธุรกิจมีเวลาว่างพอจะนั่งคุยกับเขานานๆ
.
สิ่งที่ทำให้ Fisher ตื่นเต้นคือบริษัทที่สามารถเพิ่มยอดขายและกำไรในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมได้ปีแล้วปีเล่า เขาแบ่งบริษัทยอดเยี่ยมออกเป็นสองพันธุ์ พันธุ์แรกคือโชคดีและเก่งอย่าง Alcoa ที่ผู้บริหารมองออกว่าอะลูมิเนียมจะมีตลาด แล้วบังเอิญอุตสาหกรรมการบินก็เติบโตพอดี อีกพันธุ์คือโชคดีเพราะเก่งอย่าง DuPont ที่ถ้าอยู่กับดินปืนเฉยๆคงเป็นแค่บริษัทเหมืองธรรมดา แต่เพราะนำความรู้ไปต่อยอดสร้างไนลอน เซลโลเฟน และลูไซต์ จึงสร้างตลาดใหม่ขึ้นมาเอง
.
Fisher ยังเน้นเรื่องอัตรากำไรที่สูงและการเติบโตที่ไม่ต้องพึ่งการระดมทุนเพิ่ม เพราะการออกหุ้นใหม่เรื่อยๆจะเจือจางความเป็นเจ้าของของผู้ถือหุ้นเดิมจนกำไรหายไป บริษัทที่มีอัตรากำไรสูงจึงสร้างเงินทุนหล่อเลี้ยงการเติบโตจากภายในได้เอง โดยไม่ต้องเบียดเบียนผู้ถือหุ้น
.
.
7. Charlie Munger กับลูกอม See's Candies ที่เปลี่ยนทิศทาง Buffett ไปตลอดกาล
.
ความสัมพันธ์ของ Buffett กับ Munger เริ่มจากคำพูดประหลาดของหมอ Davis เพื่อนบ้านที่ Buffett ไปขอเงินลงทุน หมอตัดบทกลางคันแล้วบอกว่าจะให้แสนดอลลาร์ พอ Buffett ถามว่าทำไม หมอตอบว่าเพราะคุณทำให้ผมนึกถึง Charlie Munger
.
ทั้งสองมาเจอกันจริงในปี 1959 และเข้ากันได้ทันที Munger เป็นทนายความที่หลงใหลในความรู้หลายแขนง ทั้งวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา จิตวิทยา และคณิตศาสตร์ เขาเชื่อในการสร้างโครงตาข่ายของแบบจำลองทางความคิดจากทุกศาสตร์มารวมกัน ซึ่งต่างจากกรอบของ Buffett ที่ผูกติดกับ Graham
.
จุดที่ Munger ลากจูง Buffett ข้ามแม่น้ำจากการลงทุนแบบเน้นของถูกไปสู่การซื้อบริษัทคุณภาพสูง อยู่ในเรื่องของ See's Candies ปี 1971 ราคาขายอยู่ที่ 40 ล้านดอลลาร์ หักเงินสดในบริษัทแล้วเหลือสุทธิ 30 ล้าน แต่ Buffett ลังเลเพราะ See's ถูกประเมินที่สามเท่าของมูลค่าตามบัญชี ซึ่งแพงเกินไปตามหลักของ Graham
.
Munger พยายามโน้มน้าวว่าราคาที่ดูแพงนี้แหละคือดีลที่ดี สุดท้าย Buffett เสนอ 25 ล้านดอลลาร์และผู้ขายตกลง สิบปีต่อมามีคนเสนอซื้อ See's ที่ 125 ล้าน หรือห้าเท่าของราคาที่ซื้อมา และ Buffett ปฏิเสธ Munger สรุปดีลนี้ในภายหลังว่านี่คือครั้งแรกที่พวกเขาจ่ายเงินเพื่อคุณภาพ
.
มันเปลี่ยนปรัชญาของ Buffett ในระดับการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก แนวคิดเดิมของ Graham ที่ Buffett เรียกว่าการลงทุนแบบเก็บก้นบุหรี่ คือเดินไปเห็นก้นบุหรี่ทิ้งอยู่บนทางเท้า เก็บมาสูบฟรีอีกหนึ่งปื๊ด รสชาติแย่แต่ราคาศูนย์บาท วิธีนี้ใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีคนมาชำระบัญชีหรือซื้อต่อ แต่ถ้าเศรษฐกิจของกิจการแย่และต้องถือไว้สิบปี ผลตอบแทนสุดท้ายก็จะต่ำตามไปด้วย Buffett จึงสรุปด้วยประโยคอมตะว่าเวลาเป็นมิตรของกิจการชั้นเยี่ยม และเป็นศัตรูของกิจการธรรมดา
.
.
8. วงความเชี่ยวชาญ และศิลปะของการก้าวข้ามรั้วสูงแค่ฟุตเดียว
.
เมื่อเข้าสู่หลักการสิบสองข้อ หมวดแรกคือเรื่องตัวธุรกิจ และข้อแรกสุดคือกิจการต้องเรียบง่ายและเข้าใจได้ Buffett ยืนยันว่าความสำเร็จทางการเงินสัมพันธ์กับความเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองลงทุน
.
คำพูดที่คมที่สุดคือ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่วงความเชี่ยวชาญของคุณกว้างแค่ไหน แต่อยู่ที่คุณนิยามขอบเขตของมันได้ชัดเจนแค่ไหน คนที่รู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร มักทำผลงานได้ดีกว่าคนที่คิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่าง
.
ข้อต่อมาคือกิจการต้องมีประวัติการดำเนินงานที่สม่ำเสมอ Buffett หลีกเลี่ยงบริษัทที่กำลังแก้ปัญหายากหรือเปลี่ยนทิศทางครั้งใหญ่ ประสบการณ์สอนเขาว่าการพลิกฟื้นกิจการมักไม่ค่อยพลิกได้จริง
.
ประโยคที่เขาใช้อธิบายเรื่องนี้กับ Munger คือพวกเขาไม่ได้เรียนรู้วิธีแก้ปัญหาธุรกิจที่ยาก สิ่งที่เรียนรู้คือวิธีหลีกเลี่ยงมันต่างหาก ความสำเร็จของพวกเขามาจากการมองหารั้วสูงแค่ฟุตเดียวที่ก้าวข้ามได้สบาย ไม่ใช่การฝึกกระโดดข้ามรั้วเจ็ดฟุต
.
สิ่งที่หลายคนตีความผิดคือคิดว่านี่เป็นเรื่องของการขี้ขลาดหรือไม่กล้าเสี่ยง แต่จริงๆมันคือการบริหารความน่าจะเป็น เมื่อคุณเลือกแต่เกมที่คุณมีโอกาสชนะสูงและเข้าใจกติกาทุกข้อ ในระยะยาวสถิติจะอยู่ข้างคุณเอง คนส่วนใหญ่ทำตรงข้าม คือหลงใหลในสิ่งที่พรุ่งนี้อาจจะเป็น จนมองข้ามความจริงของธุรกิจที่อยู่ตรงหน้าวันนี้
.
.
9. คูเมือง พลังในการตั้งราคา และเส้นแบ่งระหว่างแฟรนไชส์กับสินค้าโภคภัณฑ์
.
Buffett แบ่งโลกธุรกิจออกเป็นสองส่วนที่ไม่เท่ากัน ส่วนเล็กๆคือกิจการชั้นเยี่ยมที่เขาเรียกว่าแฟรนไชส์ และส่วนใหญ่คือกิจการแย่ที่ไม่คุ้มจะซื้อ
.
นิยามแฟรนไชส์ของเขาคือบริษัทที่ขายสินค้าหรือบริการที่ผู้คนต้องการหรือปรารถนา ไม่มีของทดแทนใกล้เคียง และไม่ถูกควบคุมราคา คุณสมบัติสามข้อนี้ทำให้บริษัทตั้งราคาได้ และบางครั้งขึ้นราคาได้ โดยไม่ต้องกลัวเสียส่วนแบ่งตลาด พลังในการตั้งราคานี้เองที่ทำให้กิจการสร้างผลตอบแทนต่อทุนสูงกว่าค่าเฉลี่ยได้
.
ภาพเปรียบที่ Buffett ใช้คือคูเมือง สิ่งที่ปกป้องปราสาทจากการรุกรานของคู่แข่ง ยิ่งคูกว้างและยั่งยืนมากเท่าไรเขายิ่งชอบ และเขาพูดติดตลกว่าสิ่งที่เขารักคือปราสาทใหญ่ที่ล้อมด้วยคูเมืองกว้างที่มีปลาปิรันยาและจระเข้ว่ายอยู่
.
หัวใจของการลงทุนตามคำของเขาคือการหาว่าความได้เปรียบเชิงแข่งขันของบริษัทคืออะไร และเหนือสิ่งอื่นใดคือความยั่งยืนของความได้เปรียบนั้น เขาให้นิยามบริษัทยอดเยี่ยมว่าคือบริษัทที่จะยังยอดเยี่ยมอยู่ในอีก 25 ถึง 30 ปีข้างหน้า
.
ในทางกลับกัน กิจการแย่คือกิจการที่ขายสินค้าโภคภัณฑ์ คือสินค้าที่แทบแยกไม่ออกจากของคู่แข่ง สิ่งที่เคยเป็นโภคภัณฑ์อย่างน้ำมัน เคมีภัณฑ์ ทองแดง วันนี้ขยายไปถึงคอมพิวเตอร์ รถยนต์ สายการบิน ธนาคาร และประกันภัย ต่อให้ทุ่มงบโฆษณามหาศาลก็สร้างความแตกต่างที่มีความหมายไม่ได้ เพราะแข่งกันได้แค่เรื่องราคา ซึ่งกัดกินกำไร วิธีเดียวที่จะทำให้ธุรกิจโภคภัณฑ์ทำกำไรได้อย่างน่าเชื่อถือคือเป็นผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำที่สุด
.
.
10. การจัดสรรทุน หน้าที่สำคัญที่สุดของผู้บริหารที่คนมองข้าม
.
เมื่อเข้าสู่หมวดผู้บริหาร Buffett ยกให้ความมีเหตุผลเป็นข้อแรก และเขาชี้ชัดว่าการกระทำที่สำคัญที่สุดของผู้บริหารคือการจัดสรรทุนของบริษัท เพราะเมื่อเวลาผ่านไป การตัดสินใจว่าจะทำอะไรกับกำไรที่หามาได้นี่แหละ ที่กำหนดมูลค่าของผู้ถือหุ้น
.
คำชมสูงสุดที่ Buffett มอบให้ผู้บริหารคนหนึ่งได้คือการบอกว่าเขาคิดและทำราวกับเป็นเจ้าของบริษัทเสียเอง Carol Loomis แห่งนิตยสาร Fortune เคยเขียนว่าความมีเหตุผลคือคุณสมบัติที่ Buffett คิดว่าทำให้สไตล์การบริหาร Berkshire ของเขาต่างจากคนอื่น และเป็นคุณสมบัติที่เขาพบว่าขาดหายไปในบริษัทจำนวนมาก
.
ประเด็นเรื่องการจัดสรรทุนผูกกับวงจรชีวิตของบริษัท ในช่วงเติบโตเร็ว บริษัทมักต้องเก็บกำไรไว้ทั้งหมดหรือกระทั่งกู้เงินเพิ่มเพื่อหล่อเลี้ยงการเติบโต แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงอิ่มตัว บริษัทเริ่มผลิตเงินสดเกินความจำเป็น
.
คำถามคือควรเอาเงินส่วนเกินนั้นไปทำอะไร ถ้านำกลับไปลงทุนในกิจการแล้วได้ผลตอบแทนต่อทุนสูงกว่าต้นทุนของเงินทุน ก็ควรเก็บไว้ลงทุนต่อ แต่ถ้าได้ต่ำกว่า การฝืนเก็บไว้ลงทุนคือความไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง ทางเลือกที่เหลือคือซื้อกิจการอื่นมาเสริมการเติบโต หรือคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นผ่านปันผลหรือการซื้อหุ้นคืน
.
หลักการนี้สรุปเป็นข้อหนึ่งในหมวดการเงินที่เรียกว่าหลักหนึ่งดอลลาร์ ใจความคือทุกหนึ่งดอลลาร์ที่บริษัทเก็บกำไรไว้ มันต้องสร้างมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นอย่างน้อยหนึ่งดอลลาร์ ถ้าบริษัทเก็บกำไรไว้แล้วใช้อย่างไม่เกิดประโยชน์เป็นเวลานาน ในที่สุดตลาดก็จะกดราคาหุ้นลงอย่างยุติธรรม นี่คือแบบทดสอบที่เรียบง่ายแต่เผยความจริงของฝีมือผู้บริหารได้อย่างไม่ปรานี
.
.
11. ความซื่อตรง และเหตุผลที่ Buffett ลิสต์ความผิดพลาดของตัวเองทุกปี
.
Buffett ให้ความสำคัญสูงกับผู้บริหารที่รายงานผลประกอบการอย่างตรงไปตรงมา ยอมรับความผิดพลาดพอๆกับการแบ่งปันความสำเร็จ เขายังชื่นชมผู้บริหารที่สื่อสารผลงานได้โดยไม่หลบหลังหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป
.
สิ่งที่ต้องรายงานตามความเห็นของเขาคือข้อมูลที่ช่วยให้คนอ่านตอบสามคำถามได้ คือบริษัทมีมูลค่าราวเท่าไร มีโอกาสแค่ไหนที่จะทำตามภาระผูกพันในอนาคตได้ และผู้บริหารทำงานได้ดีแค่ไหนเมื่อเทียบกับไพ่ที่ถืออยู่ในมือ
.
เขาทำเป็นตัวอย่างเอง ในรายงานประจำปีของ Berkshire ปี 1989 เขาเริ่มธรรมเนียมการแจกแจงความผิดพลาดของตัวเองอย่างเป็นทางการ ภายใต้หัวข้อความผิดพลาดในยี่สิบห้าปีแรกฉบับย่อ สองปีต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นความผิดพลาดประจำวัน โดยสารภาพทั้งสิ่งที่ทำพลาดและโอกาสที่พลาดไปเพราะไม่ลงมือ
.
มีคนวิจารณ์ว่าการที่ Buffett ยอมรับผิดต่อสาธารณะนั้นง่าย เพราะเขาถือหุ้นเองเยอะจนไม่มีวันถูกไล่ออก ซึ่งก็จริง แต่เขายืนยันว่าความซื่อตรงเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารไม่น้อยไปกว่าผู้ถือหุ้น เพราะซีอีโอที่หลอกคนอื่นในที่สาธารณะ สุดท้ายอาจหลอกตัวเองในที่ลับ
.
Buffett ยกเครดิตให้ Munger ที่ช่วยให้เขาเข้าใจคุณค่าของการศึกษาความผิดพลาดของตัวเอง แทนที่จะหมกมุ่นอยู่กับความสำเร็จเพียงอย่างเดียว ความซื่อตรงในที่นี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องคุณธรรม แต่เป็นเครื่องมือทางสติปัญญาที่ทำให้คนเรียนรู้และพัฒนาได้จริง
.
.
12. แรงผลักดันเชิงสถาบัน และฝูงเลมมิ่งที่กระโดดลงทะเลตามกัน
.
ข้อที่ลึกที่สุดในหมวดผู้บริหารคือแรงผลักดันเชิงสถาบัน หรือ Institutional Imperative ซึ่ง Buffett บอกว่าเป็นการค้นพบที่น่าตกใจที่สุดในชีวิตการทำธุรกิจของเขา
.
ตอนเรียนหนังสือเขาถูกสอนว่าผู้บริหารที่มีประสบการณ์ย่อมซื่อสัตย์ ฉลาด และตัดสินใจอย่างมีเหตุผลโดยอัตโนมัติ แต่พอเข้าสู่โลกจริง เขากลับพบว่าความมีเหตุผลมักเหี่ยวเฉาเมื่อแรงผลักดันเชิงสถาบันเข้ามา
.
Buffett เชื่อว่าแรงนี้ทำให้เกิดอาการที่พบบ่อยหลายอย่าง องค์กรต้านการเปลี่ยนทิศทาง โครงการมักผุดขึ้นมาเพื่อดูดซับเงินที่มีอยู่ ความต้องการของผู้นำไม่ว่าจะงี่เง่าแค่ไหนก็จะมีลูกน้องทำรายงานผลตอบแทนมารองรับให้ดูดี และพฤติกรรมของบริษัทคู่แข่งจะถูกเลียนแบบอย่างไร้สมอง เขาเล่าว่าถ้าซีอีโออยากซื้อกิจการที่ต้องการผลตอบแทน 15 เปอร์เซ็นต์เพื่อให้ดีลคุ้ม น่าทึ่งมากที่ลูกน้องจะรายงานกลับมาว่าธุรกิจนั้นทำได้ 15.1 เปอร์เซ็นต์พอดี
.
เกร็ดที่ทำให้เรื่องนี้มีชีวิตคือ Jack Ringwalt หัวหน้าของ National Indemnity ที่ Berkshire ซื้อมาในปี 1967 ขณะที่บริษัทประกันทั้งวงการแห่กันรับกรมธรรม์ในเงื่อนไขที่การันตีผลตอบแทนต่ำหรือกระทั่งขาดทุน Ringwalt กลับถอยออกจากตลาดและปฏิเสธรับงานใหม่ Buffett เห็นปัญญาในการตัดสินใจนี้และทำตาม
.
จนถึงวันนี้บริษัทประกันทุกแห่งของ Berkshire ยังยึดหลักเดียวกัน คือการที่คนอื่นทำอะไรกันหมด ไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นถูกต้อง คนส่วนใหญ่ไม่อยากดูโง่ด้วยการรายงานขาดทุนรายไตรมาส ในขณะที่คู่แข่งยังโชว์กำไร ทั้งที่ทั้งวงการกำลังมุ่งหน้าลงทะเลพร้อมกันเหมือนฝูงเลมมิ่ง
.
.
13. ผลตอบแทนต่อทุน ไม่ใช่กำไรต่อหุ้น เพราะกำไรต่อหุ้นคือม่านบังตา
.
ในหมวดการเงิน Buffett ปฏิเสธมาตรวัดยอดนิยมอย่างกำไรต่อหุ้น เขาเรียกมันว่าม่านบังตา
.
เหตุผลคือบริษัทส่วนใหญ่เก็บกำไรปีก่อนไว้ส่วนหนึ่งเพื่อเพิ่มฐานทุน ดังนั้นการที่กำไรต่อหุ้นโต 10 เปอร์เซ็นต์ในขณะที่ฐานทุนก็โต 10 เปอร์เซ็นต์ไปด้วย ก็ไม่ต่างอะไรกับการฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์แล้วปล่อยให้ดอกเบี้ยทบต้น ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น สิ่งที่เขาดูแทนคือผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นอัตราส่วนของกำไรจากการดำเนินงานต่อส่วนของผู้ถือหุ้น
.
การใช้อัตราส่วนนี้ต้องมีการปรับหลายอย่าง Buffett ตีมูลค่าหลักทรัพย์ที่ถือไว้ด้วยราคาทุนแทนราคาตลาด เพราะการขึ้นลงของตลาดโดยรวมจะบิดเบือนผลตอบแทนต่อทุนของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เขายังตัดกำไรขาดทุนจากเงินทุนและรายการพิเศษทั้งหมดออก เพราะต้องการแยกผลงานประจำปีที่แท้จริงของธุรกิจออกมาให้เห็นชัด
.
เขาอยากรู้ว่าผู้บริหารสร้างผลตอบแทนจากการดำเนินงานได้ดีแค่ไหนเมื่อเทียบกับเงินทุนที่ใช้ไป เพราะนั่นคือเครื่องตัดสินผลงานทางเศรษฐกิจของผู้บริหารที่ดีที่สุดในสายตาของเขา
.
ที่สำคัญคือ Buffett เชื่อว่าธุรกิจที่ดีควรสร้างผลตอบแทนต่อทุนที่ดีได้โดยใช้หนี้น้อยหรือไม่ใช้เลย เขารู้ว่าบริษัทสามารถปั้นตัวเลขผลตอบแทนต่อทุนให้สูงขึ้นได้ด้วยการก่อหนี้เพิ่ม แต่เขาไม่ประทับใจ เพราะการตัดสินใจทางธุรกิจที่ดีย่อมให้ผลที่น่าพอใจอยู่แล้วโดยไม่ต้องพึ่งการกู้ยืม และบริษัทที่มีหนี้สูงจะเปราะบางมากในยามเศรษฐกิจชะลอตัว บริษัทที่ต้องพึ่งหนี้เพื่อให้ได้ผลตอบแทนต่อทุนที่ดี จึงเป็นบริษัทที่ควรมองด้วยความระแวง
.
.
14. กำไรของเจ้าของ และความจริงที่ว่ากำไรทางบัญชีอาจเป็นภาพลวงตา
.
แนวคิดที่ลึกที่สุดในหมวดการเงินคือกำไรของเจ้าของ หรือ Owner Earnings Buffett เปิดด้วยประโยคว่ากำไรทุกประเภทไม่ได้เท่ากัน
.
บริษัทที่มีสินทรัพย์หนักเมื่อเทียบกับกำไรมักรายงานกำไรลวงตา เพราะเงินเฟ้อกัดกินมูลค่าสินทรัพย์เหล่านั้น ทำให้กำไรของบริษัทเหล่านี้มีคุณภาพคล้ายภาพลวงตากลางทะเลทราย กำไรทางบัญชีจึงมีประโยชน์ต่อนักวิเคราะห์ก็ต่อเมื่อมันใกล้เคียงกับกระแสเงินสดที่บริษัทควรจะสร้างได้จริง
.
Buffett ยังเตือนว่ากระทั่งกระแสเงินสดเองก็ยังหลอกนักลงทุนได้ เพราะนิยามกระแสเงินสดทั่วไปลืมความจริงข้อสำคัญไปข้อหนึ่ง นั่นคือรายจ่ายลงทุน เขาชี้ว่าธุรกิจในสหรัฐส่วนใหญ่ต้องใช้เงินลงทุนใหม่ในระดับใกล้เคียงกับค่าเสื่อมราคา เพื่อรักษาตำแหน่งทางเศรษฐกิจและปริมาณการขายเอาไว้
.
จะเลื่อนได้ปีสองปี แต่ถ้าไม่ลงทุนในระยะยาว ธุรกิจก็เสื่อมแน่นอน รายจ่ายลงทุนเหล่านี้จึงเป็นค่าใช้จ่ายจริงพอๆกับค่าแรงและค่าน้ำค่าไฟ ความนิยมในตัวเลขกระแสเงินสดพุ่งสูงในยุคของการซื้อกิจการด้วยเงินกู้ เพราะมันถูกใช้เพื่อให้เหตุผลกับราคาที่แพงเกินจริง
.
สูตรของ Buffett จึงคือกำไรสุทธิบวกค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย ลบด้วยรายจ่ายลงทุนและเงินทุนหมุนเวียนที่ต้องเพิ่ม เขายอมรับว่าตัวเลขนี้ไม่แม่นยำเป๊ะ เพราะต้องอาศัยการประมาณรายจ่ายลงทุนในอนาคต แต่เขาอ้างคำของ Keynes ว่าเขายอมถูกแบบคลุมเครือดีกว่าผิดแบบแม่นยำ นี่คือบทเรียนทางความคิดที่สำคัญ คือการยอมรับความไม่แน่นอนในการประมาณการที่ถูกต้อง ดีกว่าการหลอกตัวเองด้วยตัวเลขที่ดูแม่นยำแต่วัดผิดสิ่ง
.
.
15. Coca-Cola บทพิสูจน์ว่าหลักการทั้งหมดทำงานจริงในดีลเดียว
.
ฤดูใบไม้ร่วงปี 1988 Donald Keough ประธาน Coca-Cola สังเกตเห็นว่ามีใครบางคนกำลังกว้านซื้อหุ้นบริษัทเป็นจำนวนมหาศาล เมื่อรู้ว่าโบรกเกอร์ผู้ซื้อมาจากแถบมิดเวสต์ เขานึกถึง Buffett ทันทีและโทรไปถามตรงๆว่ากำลังซื้อหุ้น Coca-Cola อยู่หรือเปล่า
.
Buffett เงียบไปครู่หนึ่งก่อนยอมรับ และขอให้ Keough เก็บเป็นความลับจนกว่าเขาจะเปิดเผยสัดส่วนการถือครองเอง เพราะถ้าข่าวรั่ว ราคาหุ้นจะพุ่งทันทีและเขายังซื้อไม่ครบ ถึงฤดูใบไม้ผลิปี 1989 ผู้ถือหุ้น Berkshire จึงได้รู้ว่า Buffett ทุ่มเงิน 1.02 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นหนึ่งในสามของพอร์ต เข้าซื้อหุ้น Coca-Cola จนถือ 7 เปอร์เซ็นต์ของบริษัท เป็นการลงทุนก้อนเดียวที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีของ Berkshire
.
วอลล์สตรีทเกาหัวกันทั้งถนน เพราะ Buffett จ่ายแพงถึงห้าเท่าของมูลค่าตามบัญชีและสิบห้าเท่าของกำไร เพื่อบริษัทอายุร้อยปีที่ขายแค่น้ำอัดลม ความน่าทึ่งคือ Buffett รู้จัก Coca-Cola มาตั้งแต่อายุห้าขวบ ตอนเป็นเด็กเขาซื้อโค้กแพ็คหกขวดจากร้านของปู่ในราคา 25 เซนต์ แล้วขายปลีกขวดละห้าเซนต์ได้กำไร 20 เปอร์เซ็นต์ เขาเฝ้าดูการเติบโตของบริษัทนี้มาห้าสิบปีโดยไม่เคยซื้อหุ้นแม้แต่หุ้นเดียว
.
สิ่งที่สะกิดให้เขาลงมือในที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงภายใต้การนำของ Roberto Goizueta ซีอีโอเชื้อสายคิวบาคนแรกที่เข้ามากอบกู้ Coca-Cola จากยุค 1970 ที่ย่ำแย่ ทั้งกรณีโค้กรสองุ่นที่หมักจนต้องเททิ้งลงอ่าวโตเกียว และซีอีโอคนก่อนที่เอาเงินไปลงทุนในฟาร์มกุ้งและไร่องุ่นทำไวน์จนผู้ถือหุ้นไม่พอใจ Goizueta เรียกผู้บริหารสูงสุดห้าสิบคนมาประชุมที่ปาล์มสปริงส์ บอกให้ทุกคนบอกมาว่าบริษัททำอะไรผิด
.
เขาขายธุรกิจไวน์ทิ้ง ตัดต้นทุน และโฟกัสกลับมาที่ธุรกิจน้ำเชื่อมหลัก ผลคืออัตรากำไรก่อนภาษีพุ่งจาก 12.9 เปอร์เซ็นต์ในปี 1980 เป็น 19 เปอร์เซ็นต์ในปี 1988 ผลตอบแทนต่อทุนเพิ่มจาก 20 เป็น 31 เปอร์เซ็นต์ ดีลนี้จึงเป็นตำราที่มีชีวิต เพราะมันรวมหลักการเรื่องธุรกิจเข้าใจง่าย ประวัติสม่ำเสมอ คูเมืองแข็งแกร่ง และผู้บริหารมีเหตุผลและซื่อตรง เข้าไว้ในการตัดสินใจครั้งเดียว
.
.
16. Washington Post ดีลที่ Buffett ซื้อบริษัทในราคาต่ำกว่าหนึ่งในสี่ของมูลค่าจริง
.
ดีลนี้เกิดในปี 1973 ตอนนั้นทั้งบริษัท Washington Post มีมูลค่าตลาดเพียง 80 ล้านดอลลาร์ แต่ Buffett ยืนยันว่านักวิเคราะห์หลักทรัพย์ นายหน้าสื่อ และผู้บริหารวงการสื่อส่วนใหญ่ จะประเมินมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทไว้ที่ 400 ถึง 500 ล้านดอลลาร์
.
วิธีคิดของเขาเริ่มจากกำไรของเจ้าของในปีนั้นที่ราว 10.4 ล้าน เมื่อหารด้วยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว ก็ได้มูลค่าราว 150 ล้าน เกือบสองเท่าของราคาตลาด แต่ยังต่ำกว่าที่เขาประเมิน
.
จากนั้นเขาบวกความจริงเข้าไปทีละชั้น หนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่เป็นเหมือนเจ้าผูกขาดในเมืองของตัวเอง จึงขึ้นราคาได้สูงกว่าเงินเฟ้อ และเมื่อสมมติว่า Washington Post ขึ้นราคาจริงได้ปีละ 3 เปอร์เซ็นต์ มูลค่าก็ขยับไปที่ราว 350 ล้าน ยิ่งไปกว่านั้น Buffett รู้ว่าอัตรากำไรก่อนภาษีของบริษัทในตอนนั้นอยู่ที่ราว 10 เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 15 เปอร์เซ็นต์ และ Katharine Graham ตั้งใจจะพากลับไปสู่ระดับนั้น
.
ถ้าทำได้ มูลค่าจะเพิ่มอีกราว 135 ล้าน รวมเป็นมูลค่าที่แท้จริงราว 485 ล้านดอลลาร์ ไม่ว่าจะคิดแบบอนุรักษ์นิยมแค่ไหน Buffett ก็ซื้อบริษัทนี้ได้ในราคาต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่า และเขาเองยืนยันว่าซื้อได้ในราคาต่ำกว่าหนึ่งในสี่ด้วยซ้ำ
.
สิ่งที่ตามมาคือบทพิสูจน์ของฝีมือ Katharine Graham เธอลดหนี้ของบริษัทลงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 1978 และจัดการกับต้นทุนค่าแรงที่สูงด้วยการยืนหยัดสู้กับสหภาพในการประท้วงปี 1975 ที่รุนแรง จนสุดท้ายบริษัทชนะ อัตรากำไรก่อนภาษีพุ่งจาก 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ไปแตะ 31.8 เปอร์เซ็นต์ในปี 1988 และในฐานะที่ผลิตเงินสดได้มากกว่าที่ลงทุนต่อได้ บริษัทเลือกคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นด้วยการซื้อหุ้นคืนถึง 43 เปอร์เซ็นต์ระหว่างปี 1975 ถึง 1991 ในราคาเฉลี่ยหุ้นละ 60 ดอลลาร์
.
ดีลนี้คือการรวมแนวคิดส่วนต่างความปลอดภัยของ Graham เข้ากับการประเมินมูลค่าแบบมองอนาคต และผู้บริหารที่จัดสรรทุนอย่างมีเหตุผล
.
.
17. การลงทุนแบบโฟกัส และคำสอนนักโป๊กเกอร์ของ Charlie Munger
.
เมื่อเข้าสู่เรื่องการบริหารพอร์ต ผู้เขียนชี้ว่า Buffett อยู่ตรงข้ามกับภาพจำของผู้จัดการกองทุนที่จ้องจอราคาทั้งวัน
.
เขาเคลื่อนไหวด้วยความสงบที่มาจากความมั่นใจ ไม่สนใจการเปลี่ยนแปลงของราคารายนาที และเรียกตัวเองว่านักลงทุนแบบโฟกัส เพราะเขาทุ่มเงินไปในบริษัทยอดเยี่ยมเพียงไม่กี่แห่ง แนวคิดนี้ขัดกับคำสอนกระแสหลักเรื่องการกระจายความเสี่ยงอย่างสิ้นเชิง
.
ตรรกะของการโฟกัสคือ ถ้าคุณเป็นนักลงทุนที่รู้บางอย่าง คือเข้าใจเศรษฐกิจของธุรกิจและหาบริษัทที่มีความได้เปรียบระยะยาวในราคาสมเหตุสมผลได้สักห้าถึงสิบแห่ง การกระจายแบบดั้งเดิมก็ไม่มีเหตุผลสำหรับคุณ เพราะการถือหุ้นจำนวนมากเพิ่มโอกาสที่คุณจะซื้อสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจดีพอ
.
Buffett ถึงกับบอกว่าทุกครั้งที่ลงทุน คุณควรมีความกล้าและความเชื่อมั่นพอจะใส่อย่างน้อยสิบเปอร์เซ็นต์ของความมั่งคั่งสุทธิลงในหุ้นตัวนั้น แนวคิดนี้ได้รับอิทธิพลจาก Fisher ที่ชอบถือบริษัทยอดเยี่ยมจำนวนน้อยที่เข้าใจดี มากกว่าบริษัทธรรมดาจำนวนมากที่เข้าใจตื้นเขิน
.
Munger อธิบายเรื่องนี้ด้วยภาษานักพนัน เขาเล่าว่าในทศวรรษ 1960 เขาเอาตารางดอกเบี้ยทบต้นมานั่งคำนวณว่าต้องถือหุ้นกี่ตัว และเขารู้จากการเล่นโป๊กเกอร์ว่าเมื่อแต้มต่ออยู่ในมือคุณอย่างท่วมท้น คุณต้องเดิมพันหนัก เขาสรุปว่าถ้าทนความผันผวนของราคาได้ การถือหุ้นเพียงสามตัวก็เพียงพอ และเสริมว่าเขาทนได้เพราะถูกเลี้ยงดูมาโดยคนที่เชื่อในการรับมือกับการขึ้นลง
.
ความจริงที่สำคัญคือการลงทุนแบบโฟกัสต้องแลกมาด้วยความผันผวนที่สูงกว่า และคนที่จะอยู่รอดในเส้นทางนี้ได้ต้องมีจิตใจที่นิ่งพอจะมองข้ามหลุมบ่อระยะสั้น เพราะรู้ว่าในระยะยาวเศรษฐกิจของกิจการจะชดเชยความแกว่งของราคาเอง
.
.
18. Mr. Market หุ้นส่วนอารมณ์แปรปรวนที่เราเลือกได้ว่าจะฟังหรือเมิน
.
สิ่งที่คนมักมองข้ามคือ Graham ไม่ได้สอนแค่คณิตศาสตร์ เขาสอนเรื่องจิตวิทยาด้วย
.
เขาเชื่อว่าศัตรูที่ร้ายที่สุดของนักลงทุนไม่ใช่ตลาด แต่คือตัวเอง คนที่เก่งคณิตศาสตร์ การเงิน และบัญชี แต่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ก็ไม่เหมาะจะทำกำไรจากการลงทุน เครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดของเขาในการสอนเรื่องนี้คือตัวละครสมมติชื่อ Mr. Market
.
ลองจินตนาการว่าคุณกับ Mr. Market เป็นหุ้นส่วนในกิจการเอกชนแห่งหนึ่ง ทุกวันโดยไม่มีพลาด Mr. Market จะเสนอราคาที่เขายินดีซื้อหุ้นของคุณหรือขายหุ้นของเขาให้คุณ ปัญหาคืออารมณ์ของเขาแปรปรวน บางวันเขาร่าเริงและมองเห็นแต่อนาคตสดใส ก็เสนอราคาสูงลิ่ว บางวันเขาหดหู่และเห็นแต่หายนะ ก็เสนอราคาต่ำเตี้ย
.
จุดที่ Graham เน้นคือ Mr. Market ไม่ถือสาถ้าคุณเมินเขา เขาจะกลับมาใหม่พรุ่งนี้พร้อมราคาใหม่ และสิ่งที่มีประโยชน์คือกระเป๋าเงินของเขา ไม่ใช่สติปัญญาของเขา ถ้าเขาโผล่มาในอารมณ์โง่ๆ คุณมีอิสระที่จะเมินเขาหรือฉวยโอกาสจากเขา แต่จะหายนะทันทีถ้าคุณตกอยู่ใต้อิทธิพลของเขา
.
ผ่านมากว่าหกสิบปีนับจากวันที่ Graham สร้าง Mr. Market ขึ้นมา ความผิดพลาดที่เขาเตือนไว้ก็ยังอยู่กับเราครบถ้วน นักลงทุนยังตัดสินใจอย่างไร้เหตุผล ความกลัวและความโลภยังแทรกซึมอยู่ในตลาด
.
ปฏิกิริยาที่เหมาะสมของนักลงทุนตัวจริงเมื่อเจอตลาดขาลง คือปฏิกิริยาเดียวกับเจ้าของธุรกิจที่ถูกเสนอราคาที่ไม่น่าสนใจ นั่นคือเพิกเฉยต่อมัน นักลงทุนตัวจริงแทบไม่เคยถูกบังคับให้ขาย และมีอิสระที่จะไม่สนใจราคาที่ตลาดเสนอในยามที่มันบ้าคลั่ง
.
.
19. ความเกลียดการขาดทุน อุปสรรคทางจิตวิทยาที่ใหญ่ที่สุดของนักลงทุน
.
การเงินเชิงพฤติกรรมอธิบายว่าทำไมคนถึงตกเป็นเหยื่อของ Mr. Market
.
นักลงทุนส่วนใหญ่มั่นใจเกินจริง เมื่อถามคนกลุ่มใหญ่ว่าขับรถเก่งแค่ไหน คนส่วนมากจะตอบว่าเหนือค่าเฉลี่ย ทั้งที่เป็นไปไม่ได้ในทางสถิติ พวกเขายังตอบสนองเกินเหตุต่อข่าวร้ายและตอบสนองช้าต่อข่าวดี Richard Thaler ถึงกับแนะนำติดตลกว่าให้ลงทุนในหุ้นแล้วอย่าเปิดจดหมาย เพราะการจ้องราคาบ่อยเกินไปทำให้คนตัดสินใจผิดพลาดจากการมองสั้นเกินไป
.
แต่อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดตามความเห็นของผู้เขียนคือความเกลียดการขาดทุน Daniel Kahneman และ Amos Tversky พิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ในทฤษฎี Prospect Theory ปี 1979 ว่ามนุษย์เสียใจกับการขาดทุนมากกว่าดีใจกับกำไรขนาดเท่ากันถึงสองถึงสองเท่าครึ่ง
.
พูดง่ายๆคือความเจ็บปวดจากการเสียเงินหนักกว่าความสุขจากการได้เงินก้อนเดียวกันราวสองเท่า ในการเดิมพันที่โอกาสห้าสิบห้าสิบ คนส่วนใหญ่จะไม่ยอมเสี่ยงเลยจนกว่าผลตอบแทนที่อาจได้จะสูงเป็นสองเท่าของสิ่งที่อาจเสีย
.
ผลกระทบต่อการลงทุนนั้นชัดเจนและลึกซึ้ง เพราะเพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของตัวเอง เราจึงกอดหุ้นที่ขาดทุนไว้นานเกินไปด้วยความหวังลมๆแล้งๆว่าสถานการณ์จะพลิก ในเมื่อยังไม่ขาย เราก็ยังไม่ต้องเผชิญหน้ากับความผิดพลาดของตัวเอง ความเกลียดการขาดทุนยังทำให้คนระมัดระวังเกินเหตุ ถึงขั้นที่คนซึ่งมีเวลาลงทุนอีกหลายสิบปียังเก็บเงินก้อนใหญ่ไว้ในพันธบัตร นี่คือกับดักทางอารมณ์ที่ฉุดคนเก่งให้ล้มเหลว ทั้งที่รู้หลักการทุกข้อ
.
.
20. ความอดทน ความคิดที่เดินทางช้า และเหตุผลที่อุปนิสัยสำคัญกว่าไอคิว
.
หนังสือปิดท้ายด้วยเรื่องที่ Buffett ถือเป็นหัวใจ นั่นคือความอดทน ผู้เขียนอ้างคำของ Tolstoy ใน War and Peace ที่ว่านักรบที่แข็งแกร่งที่สุดมีอยู่สองคน คือเวลาและความอดทน
.
เขาอธิบายว่าไอเดียดีๆในการลงทุนมีสองแบบ แบบที่เดินทางเร็วคือไอเดียง่ายๆอย่างค่าพีอีหรืออัตราปันผล ซึ่งทุกคนเห็นพร้อมกันจึงไม่เหลือกำไรให้ใคร กับแบบที่เดินทางช้า คือไอเดียที่ต้องอาศัยการไตร่ตรองและความเชี่ยวชาญเฉพาะ ซึ่งเป็นที่เดียวที่โอกาสในการลงทุนระยะยาวซ่อนอยู่ หลักการทั้งหมดในเล่มนี้คือไอเดียที่เดินทางช้า
.
ผู้เขียนเชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับแนวคิดของ Kahneman ในหนังสือ Thinking Fast and Slow ที่แบ่งความคิดเป็นระบบหนึ่งกับระบบสอง ระบบหนึ่งคิดเร็วและใช้สัญชาตญาณ ระบบสองคิดช้าและต้องใช้ความพยายามอย่างมีสติ บทโปรดของผู้เขียนคือบทที่ชื่อผู้ควบคุมขี้เกียจ ที่ Kahneman ชี้ว่าคนฉลาดจำนวนมากพอใจกับคำตอบแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวจนหยุดคิดต่อ
.
มีการทดลองถามนักศึกษาจาก Harvard Princeton และ MIT ด้วยคำถามอย่างเช่นไม้เบสบอลกับลูกบอลรวมกัน 1.10 ดอลลาร์ ไม้แพงกว่าลูกหนึ่งดอลลาร์ ลูกราคาเท่าไร กว่าครึ่งตอบผิด เพราะรีบคว้าคำตอบ 10 เซนต์ที่ผุดขึ้นมาในระบบหนึ่ง ทั้งที่คำตอบที่ถูกคือ 5 เซนต์ นักคิดระบบสองนั้นอดทนโดยธรรมชาติ และหลักการในเล่มนี้คือไอเดียที่ต้องใช้ระบบสองในการเข้าใจ
.
บทสรุปสุดท้ายอยู่ที่คำถามว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่า Buffett เป็นนักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกจริง คำตอบคือต้องดูสองตัวแปรพร้อมกัน
.
ผลตอบแทนที่เหนือกว่าและระยะเวลาที่ยาวนาน เพราะโชคอาจมีบทบาทในระยะสั้น แต่กาลเวลาจะเผยว่ามีฝีมือจริงหรือไม่
.
ระหว่างปี 1965 ถึง 2012 มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้นของ Berkshire เติบโตในอัตรา 19.7 เปอร์เซ็นต์ต่อปีเทียบกับ 9.4 เปอร์เซ็นต์ของ S&P 500 และในช่วงนั้นดัชนีขาดทุนถึง 11 ปี ขณะที่ Berkshire ขาดทุนเพียงสองปี
.
ที่น่าคิดที่สุดคือชายผู้ทำสิ่งนี้ได้ยังอาศัยในบ้านหลังเดิมที่ซื้อมาในปี 1958 และชอบชีสเบอร์เกอร์กับโค้กมากกว่าอาหารหรู เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่ทำให้เขาต่างจากคนอื่นไม่ใช่ไอคิว แต่คืออุปนิสัย คือความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผลและนิ่งสงบนั่นเองครับ
.
.
.
.
#SuccessStrategies

