สรุป 20 ข้อคิดจากหนังสือ Mindset: The New Psychology of Success ของ Carol S. Dweck
ในวันหนึ่งของช่วงปลายทศวรรษ 1960 Carol S. Dweck นักจิตวิทยาวัยเริ่มต้นอาชีพคนหนึ่ง นั่งสังเกตเด็กอายุสิบขวบกลุ่มหนึ่งทำปริศนาที่ออกแบบให้ยากขึ้นเรื่อยๆ เธอคาดว่าเด็กบางคนจะร้องไห้ บางคนจะยอมแพ้ บางคนจะหงุดหงิด ทุกอย่างเป็นไปตามคาด ยกเว้นเด็กบางคน
.
เด็กชายคนหนึ่งถูมือเข้าหากันแล้วร้องออกมาว่า "ผมรักความท้าทาย" อีกคนเงยหน้าขึ้นมาด้วยรอยยิ้มก่อนพึมพำว่า "ผมหวังว่าเรื่องนี้จะให้ความรู้กับผมได้"
.
Dweck ถึงกับชะงัก ก่อนหน้านี้เธอเชื่อมาตลอดว่ามนุษย์มีเพียงสองประเภท คือพวกที่รับมือกับความล้มเหลวได้ กับพวกที่รับมือมันไม่ได้ ไม่มีใครในจินตนาการของเธอเลยที่ "รัก" ความล้มเหลว เด็กกลุ่มนั้นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของงานวิจัยที่กินเวลากว่าสี่สิบปี และตกผลึกอยู่ในหนังสือเล่มนี้
.
หนังสือ Mindset ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 2006 มีแก่นความคิดว่า ความเชื่อพื้นฐานที่คนๆ หนึ่งมีต่อความสามารถของตัวเองนั้นเองที่กำหนดเส้นทางทั้งหมดของชีวิตเขา Dweck แบ่งความเชื่อนี้ออกเป็นสองชุดใหญ่
.
ชุดแรกคือ Fixed Mindset ซึ่งเชื่อว่าสติปัญญา ความสามารถ และบุคลิกภาพเป็นสิ่งตายตัวที่ติดตัวมาแต่กำเนิดและเปลี่ยนแปลงไม่ได้
.
ชุดที่สองคือ Growth Mindset ซึ่งเชื่อว่าทุกสิ่งสามารถบ่มเพาะและพัฒนาได้ผ่านความพยายาม ยุทธวิธีที่ดี และการเรียนรู้จากผู้อื่น
.
ตลอดทั้งเล่ม Dweck พาเราเข้าไปสำรวจว่ากรอบความคิดทั้งสองนี้แทรกซึมอยู่ในทุกพื้นที่ของชีวิต ตั้งแต่ห้องเรียน สนามกีฬา ห้องประชุมบริษัท ความสัมพันธ์ในครอบครัว ไปจนถึงการเลี้ยงดูบุตร
.
ต่อไปนี้คือ 20 ข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้
.
.
==================
.
1. กรอบความคิดสองแบบสร้างโลกสองใบให้คนคนเดียวกัน
.
Dweck ชี้ว่าคำถามที่ว่า "มนุษย์เปลี่ยนแปลงได้หรือเปล่า" หาใช่คำถามเชิงปรัชญาที่ลอยๆ แต่คือกลไกที่ทำงานอยู่ในจิตใจของเราทุกเมื่อเชื่อวัน คนที่เชื่อว่าสติปัญญาและบุคลิกภาพเป็นของตายตัวจะใช้ชีวิตอยู่ในโลกของการพิสูจน์ตัวเองอยู่ตลอดเวลา ทุกการสอบ ทุกการนำเสนอ ทุกบทสนทนา กลายเป็นเวทีตัดสินว่าตัวเขาฉลาดหรือโง่ น่ารักหรือน่ารังเกียจ มีคุณค่าหรือไร้คุณค่า
.
ส่วนคนที่เชื่อว่าความสามารถบ่มเพาะได้จะใช้ชีวิตอยู่ในโลกอีกใบหนึ่ง โลกของการพัฒนาตน ทุกเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของพวกเขากลายเป็นโอกาสในการเรียนรู้ ไม่ใช่ศาลที่ต้องนั่งฟังคำพิพากษา ความแตกต่างนี้เริ่มจากความเชื่อเพียงข้อเดียว แต่ปลายทางคือชีวิตที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว
.
Alfred Binet ผู้คิดค้นแบบทดสอบ IQ ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เคยเขียนไว้ในหนังสือ Modern Ideas About Children ของเขาว่า "นักปรัชญาสมัยใหม่บางคนอ้างว่าสติปัญญาของคนคือปริมาณคงที่ที่ไม่อาจเพิ่มขึ้นได้ เราต้องประท้วงและต่อต้านความมองโลกในแง่ร้ายอย่างโหดร้ายนี้"
.
เป็นเรื่องน่าขบขันที่เครื่องมือซึ่งคนทั่วโลกใช้ในการตีตราเด็กว่าฉลาดหรือโง่นั้น ถูกสร้างขึ้นโดยคนที่เชื่อมั่นว่าสติปัญญาสามารถบ่มเพาะได้ และเขาสร้างมันขึ้นมาเพื่อระบุเด็กที่ตามหลัง ไม่ใช่เพื่อปิดประตูใส่พวกเขา หากแต่เพื่อหาวิธีพาพวกเขากลับเข้าสู่เส้นทาง
.
.
2. ฉากเดียวกัน คนสองแบบ ปฏิกิริยาที่ห่างกันราวฟ้ากับเหว
.
เพื่ออธิบายความแตกต่างของกรอบความคิดทั้งสองให้เห็นภาพ Dweck เสนอฉากสมมุติง่ายๆ ให้ผู้เข้าร่วมงานวิจัยลองนึกตาม วันหนึ่งคุณได้เกรด C+ จากวิชาที่ตั้งใจเรียนมาก ตอนเย็นรถถูกใบสั่งจอด เพื่อนสนิทที่โทรหากลับฟังคุณเล่าอย่างเสียๆ หายๆ คำถามคือคุณจะรู้สึก คิด และทำอย่างไรต่อไป
.
คนที่มี Fixed Mindset ตอบราวกับโลกถล่มทลาย "ฉันมันคนล้มเหลว" "ฉันมันโง่" "ชีวิตฉันมันน่าสมเพช" "ไม่มีใครรักฉัน" วิธีรับมือของพวกเขาคือนอนทั้งวัน กินช็อกโกแลต ทะเลาะกับใครสักคน หรือไม่เช่นนั้นก็ดื่มเหล้า
.
สิ่งที่น่าตกใจคือเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเพียงเกรด C+ ในการสอบกลางภาค ไม่ใช่การสอบไล่ เป็นใบสั่งจอดรถ ไม่ใช่อุบัติเหตุรถยนต์ เป็นเพื่อนที่ฟังอย่างเสียๆ หายๆ ไม่ใช่เพื่อนที่ตัดขาดความสัมพันธ์ ทว่าจากวัตถุดิบเล็กๆ เพียงเท่านี้ Fixed Mindset สามารถปั้นความรู้สึกพ่ายแพ้สิ้นเชิงและความเป็นอัมพาตทางอารมณ์ขึ้นมาได้
.
ส่วนคนที่มี Growth Mindset ตอบว่า "ฉันต้องตั้งใจเรียนให้มากขึ้น ระวังการจอดรถให้ดีกว่านี้ และคงต้องถามเพื่อนว่าวันนี้เธอเป็นอะไรหรือเปล่า" พวกเขายังคงเสียใจอยู่ ไม่ได้เป็นยอดมนุษย์ผู้ไร้อารมณ์ แต่พวกเขาไม่ติดป้ายว่าตัวเองคืออะไร เหตุการณ์เป็นเหตุการณ์ ไม่ใช่คำตัดสินตัวตน พวกเขาพร้อมจะเผชิญและจัดการกับมันต่อไป
.
.
3. การประเมินตัวเองของคนสองกรอบความคิดต่างกันอย่างน่าฉงน
.
มีความเชื่อแพร่หลายว่าคนที่เชื่อในความเป็นไปได้ของการพัฒนามักเป็นพวกฝันเฟื่องเกินตัว ประเมินตัวเองสูงเกินจริง ส่วนคนที่ยึดติดอยู่กับความเป็นจริงเหมือนจะรู้จักขีดจำกัดของตัวเองดี Dweck พบว่าความจริงตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง
.
งานวิจัยของเธอชี้ว่าคนที่ประเมินความสามารถของตัวเองได้แม่นยำที่สุดคือคน Growth Mindset ส่วนคน Fixed Mindset คือกลุ่มที่ประเมินผิดพลาดเกือบทั้งหมดของกลุ่มตัวอย่าง
.
เหตุผลที่ฟังดูขัดสามัญสำนึกนี้กลับเข้าใจได้ไม่ยาก หากคุณเชื่อว่าตนเองพัฒนาได้ คุณก็ย่อมเปิดรับข้อมูลที่บอกว่าตอนนี้คุณยืนอยู่ตรงไหน เพราะข้อมูลนั้นจำเป็นต่อการเดินทางข้างหน้า ความบกพร่องคือแผนที่ ไม่ใช่คำพิพากษา
.
แต่หากคุณเชื่อว่าความสามารถของคุณเป็นของตายตัว ทุกข้อมูลที่บอกว่าคุณยังไม่เก่งพอจะกลายเป็นคำตัดสินถาวรว่าคุณคืออะไร คนกลุ่มหลังจึงจำเป็นต้องบิดเบือนความจริงเพื่อปกป้องอัตตา ไม่ใช่เพราะพวกเขาขี้โกง หากแต่เพราะการมองความจริงตรงๆ คือเรื่องเจ็บปวดเกินทน
.
.
4. ความสำเร็จคือการเรียนรู้ หาใช่การพิสูจน์ความฉลาด
.
Dweck เสนอเรื่องราวของ Benjamin Barber นักสังคมวิทยาผู้ยิ่งใหญ่ ที่เคยกล่าวประโยคหนึ่งซึ่งสรุปแก่นของหนังสือทั้งเล่มได้ดีกว่าใคร "ผมไม่แบ่งโลกออกเป็นคนแข็งแกร่งกับคนอ่อนแอ หรือคนที่สำเร็จกับคนที่ล้มเหลว ผมแบ่งโลกออกเป็นผู้เรียนรู้กับผู้ที่หยุดเรียนรู้"
.
คำถามที่ตามมาคือ อะไรกันที่ทำให้คนๆ หนึ่งกลายเป็นผู้หยุดเรียนรู้ ทั้งที่มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมแรงขับมหาศาลในการค้นพบสิ่งใหม่ ทารกล้มแล้วลุก ล้มแล้วลุก ไม่เคยตัดสินใจเลิกหัดเดินเพราะกลัวหน้าแตก
.
คำตอบของ Dweck คือ Fixed Mindset คือสิ่งที่ฆ่าผู้เรียนรู้ในตัวเรา เมื่อเด็กเริ่มประเมินตัวเองได้ บางคนเริ่มกลัวว่าตัวเองจะดูไม่ฉลาด พวกเขาจึงเลือกเล่นเฉพาะสิ่งที่ทำได้แล้ว เลือกอ่านเฉพาะหนังสือที่อ่านได้แล้ว เลือกคบหาเฉพาะคนที่ทำให้ตัวเองรู้สึกฉลาด ความปลอดภัยกลายเป็นเรือนจำ
.
ในการศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮ่องกง Dweck พบหลักฐานที่ชวนใจหายอย่างยิ่ง นักศึกษา Fixed Mindset ที่ภาษาอังกฤษอ่อนกลับปฏิเสธคอร์สเสริมภาษาอังกฤษ ทั้งที่ทั้งมหาวิทยาลัยใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักในการเรียนการสอน พวกเขายอมเอาอนาคตทางการเรียนทั้งหมดมาเสี่ยง เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองยังต้องเรียนรู้
.
.
5. ความพยายามคือเครื่องมือสร้างความเป็นเลิศ หาใช่หลักฐานของความอ่อนแอ
.
ใน Fixed Mindset ความพยายามคือสิ่งน่าอาย เพราะถ้าคุณต้องพยายาม นั่นหมายความว่าคุณไม่ได้เก่งโดยธรรมชาติ คุณไม่ใช่ของจริง
.
Michael Jordan เคยพูดประโยคหนึ่งในโฆษณาของ Nike ที่ Dweck ยกมาอ้างหลายครั้ง "ผมพลาดช็อตไปกว่าเก้าพันครั้ง แพ้เกือบสามร้อยเกม ยี่สิบหกครั้งที่เพื่อนร่วมทีมไว้ใจให้ผมยิงช็อตชนะการแข่งขัน และผมพลาด ผมล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าในชีวิต และนั่นเองคือเหตุผลที่ผมประสบความสำเร็จ"
.
นี่คือความขัดแย้งใจกลางของ Fixed Mindset John McEnroe เคยพูดอย่างภาคภูมิใจว่า "บางคนไม่อยากซ้อม พวกเขาแค่อยากแสดง บางคนอยากซ้อมเป็นร้อยครั้งก่อนแสดง ผมเป็นพวกแรก" เพราะในกรอบความคิดของ McEnroe การต้องซ้อมร้อยครั้งเท่ากับการยอมรับว่าตัวเองไม่ได้พิเศษพอ
.
ส่วน Chuck Yeager นักบินทดสอบในตำนานกล่าวคนละแบบ "ไม่มีสิ่งที่เรียกว่านักบินที่เกิดมาเก่ง ไม่ว่าผมจะมีพรสวรรค์อะไรก็ตาม การเป็นนักบินที่ชำนาญคืองานหนักจริงๆ คือประสบการณ์เรียนรู้ตลอดชีวิต นักบินที่เก่งที่สุดบินมากกว่าคนอื่น นั่นเองคือเหตุผลที่พวกเขาเก่งที่สุด" ใน Growth Mindset ความพยายามคือทางเดิน ไม่ใช่สัญลักษณ์ของความบกพร่อง
.
.
6. ใน Fixed Mindset ความล้มเหลวเปลี่ยนสถานะจากการกระทำเป็นตัวตน
.
Dweck ยกบทความหนึ่งของหนังสือพิมพ์ The New York Times ที่ตั้งข้อสังเกตว่า ในสังคมร่วมสมัย ความล้มเหลวได้เปลี่ยนสถานะจาก "การกระทำ" (I failed) ไปสู่ "อัตลักษณ์" (I am a failure)
.
ใน Fixed Mindset การสอบตกหนึ่งวิชาไม่ใช่ "ฉันสอบไม่ผ่านวิชานี้" หากแต่กลายเป็น "ฉันคือคนล้มเหลว" การถูกปฏิเสธจากมหาวิทยาลัย Princeton ไม่ใช่ "ฉันไม่ได้เข้า Princeton" หากแต่กลายเป็น "ฉันคือเด็กที่ไม่ได้เข้า Princeton" และอัตลักษณ์นี้ฝังลึกถาวร
.
เรื่องที่สะเทือนใจที่สุดในบทนี้คือเรื่องของ Bernard Loiseau เชฟชาวฝรั่งเศสระดับสามดาว Michelin เจ้าของร้านอาหารหลายแห่งในปารีส และเป็นผู้ร่วมบุกเบิกการทำอาหารแบบ nouvelle cuisine ในช่วงก่อนการประกาศคู่มือ Michelin ปี ค.ศ. 2003 มีข่าวลือว่าร้านของเขาอาจจะถูกลดดาวจากสามเหลือสองดาว แม้สุดท้ายข่าวลือนั้นจะไม่เป็นจริง แต่ก่อนคู่มือจะตีพิมพ์ Loiseau ก็ตัดสินใจปลิดชีพตัวเอง
.
ผู้อำนวยการของคู่มืออาหารอีกเล่มที่ก่อนหน้านี้ลดคะแนนเขาจาก 19 เหลือ 17 ออกมาบอกว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่คะแนนสองคะแนนจะคร่าชีวิตคนได้ แต่ใน Fixed Mindset มันคือเรื่องที่เข้าใจได้ คะแนนที่ลดลงไม่ได้บอกว่าเขาทำอาหารพลาด หากแต่บอกว่าเขาคือผู้ล้มเหลว คือคนตกยุค
.
.
7. ใน Fixed Mindset คนล้มเหลวเลือกโทษคนอื่นแทนการเรียนรู้
.
John Wooden โค้ชบาสเกตบอลในตำนาน เคยพูดประโยคที่ Dweck ยกมาอ้างบ่อยครั้งว่า "คุณยังไม่ใช่ผู้ล้มเหลวจนกว่าคุณจะเริ่มโทษคนอื่น" ความหมายคือตราบใดที่คุณยังเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง คุณก็ยังอยู่ในกระบวนการพัฒนา แต่นาทีที่คุณปฏิเสธความผิดพลาดและโยนทุกอย่างให้คนอื่น คุณก็ปิดประตูการเติบโตของตัวเอง
.
John McEnroe คือตัวอย่างเลิศของรูปแบบนี้ การพ่ายแพ้ทุกครั้งของเขาในชีวิตเทนนิสมีคำอธิบายของมันเอง วันนั้นเขาเป็นไข้ อีกวันเขาปวดหลัง วันโน้นเขาตกเป็นเหยื่อของความคาดหวัง อีกวันเขาตกเป็นเหยื่อของหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ วันที่แพ้เพื่อน เป็นเพราะเพื่อนกำลังมีความรัก ส่วนตัวเขาเองว่างเปล่า วันที่กินใกล้เวลาแข่งเกินไป วันที่อากาศหนาวเกินไป วันที่อากาศร้อนเกินไป วันที่ฝึกซ้อมน้อยเกินไป วันที่ฝึกซ้อมมากเกินไป
.
ความพ่ายแพ้ที่เจ็บปวดที่สุดของเขาคือการแพ้ในรายการ French Open ปี ค.ศ. 1984 ทั้งที่นำอยู่สองเซตต่อศูนย์เหนือ Ivan Lendl ในความเห็นของเขา ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นเกิดจากช่างกล้องของ NBC ถอดหูฟังจนเกิดเสียงรบกวนข้างคอร์ต
.
Dweck ตั้งข้อสังเกตอย่างเรียบๆว่า เมื่อความผิดทั้งหมดเป็นของคนอื่นเสมอ McEnroe จึงไม่จำเป็นต้องฝึกสมาธิ ไม่จำเป็นต้องฝึกการควบคุมอารมณ์ การโทษคนอื่นคือกรงที่กักขังการเติบโตไว้อย่างเงียบๆ
.
.
8. การชมเชยที่ผิดวิธีคือยาพิษช้าๆ ต่อจิตใจเด็ก
.
ผลงานวิจัยที่อาจสร้างผลกระทบมากที่สุดของ Dweck คือชุดงานวิจัยเรื่องการชมเด็ก เธอและทีมงานทำการทดลองง่ายๆ ให้เด็กทำโจทย์ปริศนาที่ง่ายและทำได้ดี จากนั้นแบ่งเด็กเป็นสองกลุ่ม
.
กลุ่มแรกได้รับคำชมว่า "เก่งจังเลย เธอนี่ฉลาดมาก"
.
ส่วนกลุ่มที่สองได้รับคำชมว่า "เธอตั้งใจดีนะ คงทุ่มเทกับมันมาก"
.
คำชมต่างกันเพียงไม่กี่คำ ทว่าผลกระทบกลับมหาศาล
.
เมื่อให้เด็กเลือกระหว่างปริศนายากกว่าหรือปริศนาง่ายเหมือนเดิม เด็กที่ถูกชมเรื่องความฉลาดส่วนใหญ่เลือกปริศนาง่าย พวกเขาไม่อยากเสี่ยงต่อภาพลักษณ์ "ฉลาด" ที่เพิ่งได้รับมา ส่วนเด็กที่ถูกชมเรื่องความพยายามส่วนใหญ่เลือกปริศนายาก พวกเขาอยากเรียนรู้เพิ่มเติม ที่น่าตกใจกว่านั้นคือเมื่อทำการทดสอบ IQ หลังการทดลอง คะแนนของกลุ่มแรกตกลง คำชมเรื่องความฉลาดทำให้ความฉลาดของพวกเขาลดลงจริงๆ
.
เมื่อให้เด็กเขียนจดหมายเล่าประสบการณ์ของตัวเองไปยังเด็กโรงเรียนอื่น เกือบสี่สิบเปอร์เซ็นต์ของเด็กที่ถูกชมเรื่องความฉลาดโกหกคะแนนของตัวเองให้สูงกว่าความจริง ป้ายฉลากที่ถูกแปะให้ก่อให้เกิดแรงกดดันมหาศาลที่ต้องรักษามันไว้ แม้จะต้องโกหก คำชมที่ดูเหมือนของขวัญ จึงกลายเป็นโซ่ตรวน
.
.
9. ความท้าทายคืออาหารของจิตใจที่เติบโต
.
Dweck เล่าเรื่องของ Marina Semyonova นักเต้นบัลเลต์ผู้ยิ่งใหญ่ของรัสเซีย ซึ่งคิดค้นวิธีคัดเลือกลูกศิษย์อย่างชาญฉลาด เธอจะพาผู้สมัครเข้ามาเรียนสองสามครั้งก่อนตัดสินใจ ในระหว่างนั้นเธอจะให้ฟีดแบ็กที่ลำบากใจ แล้วเฝ้าดูว่าใครจะตื่นเต้นกับความท้าทาย ใครจะหดหู่กับการวิจารณ์ คนที่เธอเลือกไม่ใช่คนที่เต้นสวยที่สุด หากแต่คือคนที่ดวงตาเปล่งประกายเมื่อได้รับโจทย์ที่ยากขึ้น
.
Mia Hamm นักฟุตบอลหญิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคของเธอ พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า "ตลอดชีวิตฉันเล่นกับคนที่เก่งกว่า เริ่มจากเล่นกับพี่ชายที่โตกว่า ตอนสิบขวบเข้าทีมเด็กชายอายุสิบเอ็ด แล้วก็ไปต่อกับทีมมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของอเมริกา ทุกวันฉันพยายามเล่นให้ทันระดับของพวกเขา และฉันก็พัฒนาเร็วกว่าที่เคยฝันถึง"
.
ในขณะที่คน Fixed Mindset เลือกอยู่ในสนามที่ตัวเองชนะแน่ๆ คน Growth Mindset ยินดีไปอยู่ในที่ที่ตัวเองคืออ่อนแอที่สุด เพราะนั่นเองคือสนามที่จะทำให้พวกเขาเติบโตที่สุด ความท้าทายไม่ใช่ภัยคุกคามต่ออัตตา แต่คือสารอาหารของศักยภาพ
.
.
10. ในวงการกีฬา "พรสวรรค์" คือมายาคติที่หลอกลวงทั้งโค้ชและนักกีฬา
.
ในวงการกีฬา ไม่มีคำใดศักดิ์สิทธิ์เท่าคำว่า "พรสวรรค์" ผู้เชี่ยวชาญทุกคนพยายามค้นหา "natural" คนที่มีรูปร่าง การเคลื่อนไหว และความเป็นนักกีฬาฝังอยู่ในยีน Dweck ชี้ว่านี่เองคือกับดักที่ทำลายนักกีฬาดาวเด่นมานับไม่ถ้วน
.
Billy Beane คือตัวอย่างที่ Dweck เล่าจากหนังสือ Moneyball ของ Michael Lewis ตั้งแต่อยู่มัธยม Beane เป็นทั้งคนทำคะแนนสูงสุดในทีมบาสเกตบอล เป็นทั้งควอเตอร์แบ็กของทีมฟุตบอลและเป็นนักตีที่ดีที่สุดของทีมเบสบอล ทุกคนเชื่อว่าเขาคือ Babe Ruth คนต่อไป
.
ทว่านาทีที่ทุกอย่างเริ่มขัดใจ Beane จะอาละวาดทำลายข้าวของ "เขาไม่ได้แค่เกลียดการล้มเหลว เหมือนว่าเขาไม่รู้วิธีล้มเหลว" สก๊าวคนหนึ่งกล่าว ตลอดอาชีพการเล่น Beane จึงไม่เคยพัฒนาตัวเองจากความผิดพลาด เพราะการยอมรับว่าตัวเองมีจุดอ่อนเท่ากับการยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่ของจริง
.
สิ่งที่น่าสนใจคือ Beane ในฐานะผู้เล่นล้มเหลว ทว่า Beane ในฐานะผู้บริหารกลับประสบความสำเร็จมหาศาล เพราะเมื่อมาเป็นผู้จัดการทีม Oakland Athletics เขาเลือกซื้อ "กรอบความคิด" แทนการซื้อ "พรสวรรค์" และพาทีมที่มีค่าตัวต่ำเป็นอันดับสองของลีกไปคว้าแชมป์ดิวิชั่นในปี ค.ศ. 2002 ด้วยสถิติ 103 ชัยชนะ ระยะห่างระหว่างนักกีฬาที่ล้มเหลวกับผู้บริหารที่ยิ่งใหญ่ของคนคนเดียวกัน คือระยะของการเปลี่ยนกรอบความคิด
.
.
11. ความเป็นแชมป์อยู่ที่ความสามารถดึงสิ่งที่ดีที่สุดออกมาเมื่อจำเป็น
.
Billie Jean King นักเทนนิสในตำนาน เล่าถึงช่วงเวลาที่เธอเข้าใจคำว่า "แชมเปี้ยน" เป็นครั้งแรก เธอเล่นรอบชิงที่ Forest Hills กับ Margaret Smith ผู้ที่อยู่ในจุดสูงสุดของอาชีพ ในเซตแรก King เล่นได้สวยงามอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่พลาดวอลเลย์แม้แต่ลูกเดียว และนำห่างอย่างน่าพอใจ แต่จู่ๆเซตนั้นก็จบลง Smith ชนะ เซตที่สอง King นำห่างอีกครั้ง กำลังเสิร์ฟเพื่อปิดเซต และจู่ๆ Smith ก็ชนะเซตและชนะแมตช์
.
ตอนแรก King งุนงง เธอไม่เคยนำห่างคู่ต่อสู้ขนาดนี้ในแมตช์สำคัญ แล้วก็เกิดวินาที Eureka เธอเข้าใจในทันทีว่าแชมเปี้ยนคืออะไร แชมเปี้ยนคือคนที่สามารถยกระดับการเล่นของตนได้เมื่อจำเป็นต้องทำ เมื่อสกอร์ใกล้กันที่สุด เมื่อทุกอย่างขึ้นอยู่กับแต้มเดียว แชมเปี้ยน "แข็งแกร่งกว่าเดิมสามเท่า"
.
Dweck ยกตัวอย่าง Jackie Joyner-Kersee ที่พูดให้กำลังใจตัวเองตลอด 800 เมตรสุดท้ายของการแข่งขันชิงแชมป์โลก ขณะเผชิญหน้ากับอาการหอบหืดที่กำลังจะกำเริบ และ Jack Nicklaus นักกอล์ฟผู้ยิ่งใหญ่ที่ในตลอดอาชีพใน PGA Tour เผชิญสถานการณ์ "ต้องทำให้ได้" หลายสิบครั้ง และพลาดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น นี่ไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์ทางร่างกาย หากแต่คือกล้ามเนื้อทางจิตใจที่ถูกฝึกฝนมาอย่างยาวนาน
.
.
12. องค์กรที่หลงใหลในพรสวรรค์มักจบลงอย่างน่าเศร้า
.
ในปี ค.ศ. 2001 Enron บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ที่ถูกยกย่องว่าเป็นบริษัทแห่งอนาคต ล้มละลายอย่างสะเทือนทั้งวงการ ใครหลายคนตั้งคำถามว่าอะไรเป็นต้นเหตุ
.
Dweck ยกบทวิเคราะห์ของ Malcolm Gladwell ใน The New Yorker ที่ชี้ว่าต้นเหตุคือ "talent mindset" แนวคิดของบริษัทที่ปรึกษา McKinsey ที่กลายเป็นความเชื่อหลักของวงการธุรกิจอเมริกัน ว่าความสำเร็จขององค์กรขึ้นอยู่กับการดึงตัวคนเก่งที่สุดมาทำงาน เช่นเดียวกับที่ทีมกีฬาทุ่มเงินซื้อนักกีฬาดาวรุ่ง บริษัทจึงควรเปย์เต็มที่ในการซื้อพรสวรรค์
.
Enron จ้างคนจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ จ่ายค่าตอบแทนสูงลิ่ว และสร้างวัฒนธรรมที่บูชาความเก่ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือพนักงานทั้งหมดถูกผลักเข้าสู่ Fixed Mindset ทุกคนต้องดูฉลาดเสมอ ทุกคนต้องไม่แสดงจุดอ่อน เมื่อจุดอ่อนเริ่มปรากฏ พวกเขาเลือกปกปิดด้วยการโกหก ในที่สุดเมื่อความจริงปะทุออกมา บริษัทก็พังทลายลง
.
Gladwell สรุปไว้คมคายว่า "เมื่อคนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ให้คุณค่ากับพรสวรรค์โดยกำเนิด พวกเขาจะลำบากมากเมื่อภาพลักษณ์ถูกคุกคาม พวกเขาจะไม่ยอมเข้าคอร์สเสริม จะไม่ยอมรับกับนักลงทุนและสาธารณชนว่าตัวเองผิด พวกเขาจะโกหกเสียก่อน" บริษัทที่ไม่สามารถแก้ไขตัวเองได้ ย่อมไม่สามารถเจริญรุ่งเรืองได้
.
.
13. เจ้านายที่ทำร้ายลูกน้องคือคนที่กลัวการถูกเปิดเผยจุดอ่อนของตัวเอง
.
ในบท Business ของหนังสือ Dweck สำรวจปรากฏการณ์ที่เธอเรียกว่า "Brutal Bosses" หรือเจ้านายที่โหดร้าย เธอชี้ว่าเจ้านายที่ชอบดูถูก เหยียดหยาม และทำลายความรู้สึกของลูกน้องนั้น ลึกลงไปข้างใต้คือคนที่ติดอยู่ใน Fixed Mindset อย่างถาวร
.
พวกเขาเชื่อว่าโลกแบ่งออกเป็นคนเหนือกว่ากับคนด้อยกว่า และตัวเองต้องเป็นคนเหนือกว่าตลอดเวลา การกดคนอื่นให้ต่ำลงจึงเป็นวิธีง่ายที่สุดในการรู้สึกว่าตัวเองสูงส่ง
.
Harvey Hornstein ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้นำองค์กร เขียนไว้ในหนังสือ Brutal Bosses ว่าการทำร้ายลูกน้องคือ "ความปรารถนาของเจ้านายที่จะเพิ่มความรู้สึกถึงอำนาจ ความสามารถ และคุณค่าของตนเอง โดยแลกกับการลดทอนคุณค่าของลูกน้อง"
.
ตัวอย่างที่ Dweck ยกขึ้นมานั้นทำให้ผู้อ่านขนลุก Paul Kazarian อดีตซีอีโอของ Sunbeam-Oster เรียกตัวเองว่า "คนสมบูรณ์แบบนิยม" ทว่านั่นเป็นเพียงคำสุภาพสำหรับ "คนทำร้ายผู้อื่น"
.
เขาขว้างของใส่ลูกน้องเมื่อโกรธ วันหนึ่งคอมป์โทรลเลอร์ของบริษัทเดินออกจากห้องเขาเพียงเพื่อจะเห็นกล่องน้ำส้มลอยข้ามอากาศพุ่งตามมา
.
และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ Hornstein พบว่าเหยื่อของเจ้านายเหล่านี้มักไม่ใช่คนที่ทำงานไม่เก่ง หากแต่กลับเป็นลูกน้องที่เก่งที่สุด เพราะคนเก่งคือภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดต่อภาพลักษณ์ของเจ้านายผู้ติดในกรอบยึดติด วิศวกรของบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ให้สัมภาษณ์ว่า "เป้าหมายของเขาคือพวกเราที่เก่งที่สุด ถ้าคุณห่วงผลงานของพวกเรา คุณคงไม่ทำร้ายคนที่ทำผลงานดีที่สุด"
.
ผลที่ตามมาคือทั้งบริษัทถูกผลักเข้าสู่ Fixed Mindset ไปด้วยกัน Jim Collins ตั้งข้อสังเกตว่า "นาทีที่ผู้นำยอมให้ตัวเองกลายเป็นความจริงหลักที่คนต้องกังวล แทนที่ความจริงเองจะเป็นความจริงหลัก คุณก็มีสูตรสำเร็จของความธรรมดาหรือเลวร้ายกว่านั้น"
.
ที่ Texas Instruments ในยุคแรกของวงการคอมพิวเตอร์ Mark Shepherd และ Fred Bucy ตะโกน ตบโต๊ะ ดูถูกผู้นำเสนอ และขว้างของถ้าไม่ชอบงาน ผลคือพนักงานหมดจิตวิญญาณนักประดิษฐ์ทั้งบริษัท และ TI สูญเสียโอกาสในวงการคอมพิวเตอร์ทั้งที่เคยนำ IBM อยู่ในยุคบุกเบิก ความกลัวคือศัตรูของนวัตกรรม
.
.
14. ใน Fixed Mindset ความสัมพันธ์จบลงด้วยการแก้แค้น ใน Growth Mindset ความสัมพันธ์จบลงด้วยการให้อภัย
.
เพื่อสำรวจกรอบความคิดในเรื่องความสัมพันธ์ Dweck และทีมงานสัมภาษณ์คนกว่าร้อยคนเกี่ยวกับประสบการณ์ถูกปฏิเสธอย่างเจ็บปวด ทุกคนเคยผ่านมันมาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง สิ่งที่ต่างกันอย่างน่าตกใจคือวิธีที่พวกเขาจัดการกับความเจ็บนั้น
.
คน Fixed Mindset รู้สึกเหมือนถูกตีตราถาวรจากการถูกปฏิเสธ ราวกับมีคำพิพากษาประทับอยู่บนหน้าผากว่า "ไม่น่ารัก" และเป้าหมายสูงสุดของพวกเขาคือการแก้แค้น
.
ผู้หญิงคนหนึ่งบอก Dweck ว่า "ฉันจะทำให้เขาเจ็บถ้ามีโอกาส เขาสมควรได้รับมัน" ผู้ชายอีกคนพูดว่า "เธอเอาคุณค่าของผมไปด้วยตอนที่จากไป ไม่มีวันไหนเลยที่ผมจะหยุดคิดถึงวิธีทำให้เธอชดใช้" เพื่อนของ Dweck เองที่หย่าร้างบอกว่า "ถ้าฉันต้องเลือกระหว่างฉันมีความสุขกับเขาทุกข์ ฉันจะเลือกให้เขาทุกข์แน่นอน"
.
ส่วนคน Growth Mindset เล่าเรื่องที่เจ็บปวดไม่น้อยไปกว่ากัน ทว่าเป้าหมายของพวกเขาคือการเข้าใจ ให้อภัย และเดินต่อ ผู้หญิงคนหนึ่งกล่าวว่า "ฉันไม่ใช่นักบุญ แต่เพื่อสันติของจิตใจตัวเอง ฉันต้องให้อภัยและลืม เขาทำร้ายฉัน แต่ฉันมีชีวิตทั้งชีวิตรอข้างหน้า ฉันจะไม่ยอมใช้มันในอดีต วันหนึ่งฉันก็แค่บอกตัวเองว่า โชคดีนะเขา และโชคดีนะฉัน" คำพูดที่ว่า "การแก้แค้นนั้นหวาน" Dweck เชื่อว่าต้องคิดขึ้นโดยคน Fixed Mindset เพราะคน Growth Mindset ไม่ได้รสชาติของมันเลย
.
.
15. คู่ครองในอุดมคติของสองกรอบความคิดเป็นคนละแบบกันโดยสิ้นเชิง
.
เมื่อ Dweck ถามคนหนุ่มสาวถึงคู่ครองในอุดมคติ คำตอบของสองกลุ่มแตกต่างกันเหมือนภาพคนละโลก คน Fixed Mindset อยากได้คู่ที่ "ยกย่องบูชา" "ทำให้รู้สึกสมบูรณ์แบบ" และ "หลงใหลในตัวพวกเขา" สามีของ Dweck เคยบอกเธอว่าตัวเขาเคยรู้สึกแบบนี้ อยากเป็นพระเจ้าของศาสนาคนเดียวที่ภรรยานับถือ โชคดีที่เขาทิ้งความคิดนี้ก่อนจะพบกับเธอ
.
คน Growth Mindset อยากได้คู่ที่ "เห็นจุดอ่อนของเราและช่วยเราพัฒนา" "ท้าทายให้เราเป็นคนที่ดีกว่า" และ "ให้กำลังใจเราเรียนรู้สิ่งใหม่" ไม่ใช่ว่าพวกเขาอยากได้คู่ที่คอยจิกตี หากแต่พวกเขาอยากได้คนที่เห็นพวกเขาในฐานะมนุษย์ที่กำลังเติบโต ไม่ใช่งานศิลปะสำเร็จรูปที่ต้องตั้งโชว์ในห้อง
.
ปัญหาเริ่มเมื่อสองกรอบความคิดมาเจอกันในชีวิตคู่ ผู้หญิงคนหนึ่งที่แต่งงานกับชาย Fixed Mindset เล่าว่า "ฉันยังเอาข้าวสารออกจากผมไม่หมด ฉันก็เริ่มรู้แล้วว่าฉันทำผิด ทุกครั้งที่ฉันพูดว่า 'ทำไมเราไม่ออกไปเที่ยวกันมากกว่านี้' หรือ 'ฉันอยากให้คุณปรึกษาฉันก่อนตัดสินใจ' เขาจะแตกสลาย แทนที่จะคุยกันเรื่องที่ฉันยก ฉันต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงซ่อมความรู้สึกของเขา" การเติบโตของคนหนึ่ง คือฝันร้ายของอีกคนหนึ่ง
.
.
16. คำชมว่า "ลูกฉลาดมาก" คือกับดักที่พ่อแม่ดักลูกไว้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
.
Dweck กลับมาที่เรื่องการชม คราวนี้เน้นที่บทบาทของพ่อแม่ พ่อแม่หลายคนคิดว่ายิ่งชมว่าลูกฉลาดมาก ลูกก็จะยิ่งมั่นใจและประสบความสำเร็จ ทว่างานวิจัยของ Dweck ชี้ตรงข้าม คำชมเรื่องความฉลาดสร้าง Fixed Mindset ในเด็ก ทำให้เด็กกลัวความท้าทาย กลัวความผิดพลาด และกลัวการเรียนรู้สิ่งใหม่ที่อาจทำให้พวกเขาดู "ไม่ฉลาด"
.
ในการสอนวิชาคณิตศาสตร์ Dweck ยกตัวอย่างวิธีที่ครูสามารถส่งสารต่างกันได้สองแบบ ครูคนหนึ่งบอกว่า "นี่คือสิ่งที่นักคณิตศาสตร์ทำกัน คุณก็รู้นี่ คนเราเกิดมาเก่งคณิตศาสตร์ ทุกอย่างง่ายสำหรับเขา ส่วนพวกเรา..."
.
คำพูดเพียงเท่านี้สร้าง Fixed Mindset เด็กในห้องจะแบ่งตัวเองเป็นพวกเก่งกับพวกอ่อนทันที ส่วนอีกคนเล่าถึงนักคณิตศาสตร์ว่า "พวกเขาคือคนที่หลงใหลในคณิตศาสตร์ ทุ่มเทกับมัน จนสร้างการค้นพบที่ยิ่งใหญ่" สารนี้สร้าง Growth Mindset ทักษะและความสำเร็จมาจากความทุ่มเทและความพยายาม
.
Dweck เสริมว่าคำชมที่อันตรายอีกแบบหนึ่งคือ "เร็วจัง" และ "ทำได้ครบเลย" คำเหล่านี้บอกเด็กว่าสิ่งที่เราให้คุณค่าคือความเร็วและความสมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นศัตรูของการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง
.
ถ้าเด็กคิดว่า "ฉันฉลาดเพราะเร็วและถูกหมด" เขาก็จะหลีกเลี่ยงทุกสิ่งที่ทำให้เขาช้าหรือผิดพลาด เมื่อลูกทำโจทย์เร็วและถูกหมด Dweck แนะให้พูดว่า "อุ๊ย แม่ขอโทษ คงจะง่ายเกินไป ขอโทษนะที่เสียเวลา มาทำอะไรที่ลูกจะได้เรียนรู้จริงๆ กันดีกว่า"
.
.
17. ครูที่ยิ่งใหญ่ตั้งมาตรฐานสูงและพานักเรียนทุกคนไปถึงมาตรฐานนั้น
.
Dweck แยกแยะอย่างชัดเจนระหว่างครูที่ "ลดมาตรฐานเพื่อให้เด็กรู้สึกดี" กับครูที่ "ตั้งมาตรฐานสูงและสอนวิธีไปให้ถึง" แบบแรกฟังดูเมตตา ทว่าผลคือเด็กที่ออกจากโรงเรียนโดยไม่รู้อะไรเลย และรู้สึกว่าตัวเองสมควรได้รับการชมและงานง่าย แบบที่สองดูเข้มงวด แต่ผลคือเด็กที่ออกจากโรงเรียนพร้อมความสามารถจริงและความเชื่อมั่นในศักยภาพของตน
.
Jaime Escalante ครูในตำนานของโรงเรียน Garfield ในลอสแอนเจลิส โรงเรียนที่ครั้งหนึ่งถูกจัดว่าเป็นโรงเรียนแย่ที่สุดในเมือง สอนวิชาแคลคูลัสระดับมหาวิทยาลัยให้นักเรียนเชื้อสายฮิสปานิกในย่านชนชั้นแรงงาน
.
คำถามของเขาไม่ใช่ "พวกเขาเรียนได้หรือเปล่า" หากแต่คือ "ฉันจะสอนพวกเขาได้อย่างไร" ในปี ค.ศ. 1987 มีโรงเรียนรัฐในอเมริกาเพียงสามแห่งที่มีนักเรียนสอบ AP Calculus มากกว่า Garfield และสองในสามนั้นคือ Stuyvesant และ Bronx High School of Science ซึ่งเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำของนิวยอร์ก
.
Marva Collins ครูในชิคาโกอีกคนหนึ่ง รับเด็กที่ถูกระบุว่า "เรียนพิการ" "ปัญญาอ่อน" หรือ "อารมณ์ผิดปกติ" แทบทุกคนหมดศรัทธาในตัวเองไปแล้ว
.
Collins เริ่มต้นชั้น ป.สองด้วยหนังสือระดับต่ำสุดเท่าที่มี ภายในเดือนมิถุนายน เด็กๆ อ่าน Aristotle, Aesop, Tolstoy, Shakespeare, Poe, Frost และ Dickinson เด็กอายุสี่ขวบเขียนประโยคได้ว่า "Aesop wrote fables" และพูดคุยเรื่องเสียงสระประสมและเครื่องหมายไดอะคริติคัล ความเชื่อในศักยภาพของเด็ก เปลี่ยนผลลัพธ์ของชีวิตเด็กได้จริงๆ
.
.
18. ในความสัมพันธ์พ่อแม่กับลูก การกระทำมีน้ำหนักมากกว่าคำพูด
.
Dweck ยกเรื่องของ Elizabeth เด็กผู้หญิงอายุเก้าขวบที่ไปแข่งยิมนาสติกเป็นครั้งแรก เธอตั้งใจซ้อม คาดหวังว่าจะได้ริบบิ้น ถึงขั้นนึกถึงจุดที่จะแขวนรางวัลในห้องนอนไว้แล้ว ทว่าวันนั้นเธอกลับไม่ได้อะไรเลย กลับบ้านมาด้วยใจสลาย
.
คำถามคือพ่อแม่ควรพูดอะไร?
.
เลือกที่หนึ่งคือ "พ่อคิดว่าลูกเก่งที่สุด" ซึ่งไม่จริงและทุกคนรู้ดี
.
เลือกที่สองคือ "ลูกถูกโกง" ซึ่งสอนให้โทษคนอื่น
.
เลือกที่สามคือ "ยิมนาสติกไม่สำคัญหรอก" ซึ่งสอนให้ดูถูกสิ่งที่ตัวเองทำได้ไม่ดีในทันที
.
เลือกที่สี่คือ "ลูกมีความสามารถ ครั้งหน้าชนะแน่นอน" ซึ่งเป็นคำตอบอันตรายที่สุด เพราะถ้าครั้งนี้แพ้ ทำไมครั้งหน้าจะชนะ
.
พ่อของ Elizabeth เลือกทางที่ห้า เขาบอกลูกว่า "พ่อรู้ว่าลูกผิดหวังแค่ไหน แต่ลูกรู้ไหม ลูกยังไม่ได้คว้าชัยจริงๆ ผู้หญิงคนอื่นในงานเล่นยิมนาสติกมานานกว่าและทุ่มเทมากกว่าลูก ถ้าลูกอยากได้รางวัล นี่คือสิ่งที่ลูกต้องทำงานเพื่อมันจริงๆ"
.
Elizabeth รับสารนี้ไปฝึก เธอใช้เวลามากขึ้นซ้อมท่าที่อ่อนแอที่สุด ในการแข่งครั้งต่อไปท่ามกลางนักกีฬาแปดสิบคนจากทั่วภูมิภาค เธอได้ห้าริบบิ้นในประเภทบุคคลและเป็นแชมป์ภาพรวมของการแข่งขัน
.
พ่อของเธอไม่ได้เพียงแค่บอกความจริง เขาสอนให้เธอเรียนรู้จากความล้มเหลวและทำสิ่งที่ต้องทำเพื่อสำเร็จในอนาคต บางทีการรักลูกที่แท้จริง คือการกล้าบอกความจริงในเวลาที่ลูกพร้อมจะปลอบใจ
.
.
19. การเปลี่ยนกรอบความคิดเป็นไปได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงของสมอง
.
ในส่วนที่อาจเป็นแสงสว่างที่สุดของหนังสือ Dweck พูดถึงเวิร์กช็อปที่เธอและทีมพัฒนาขึ้นชื่อว่า Brainology สำหรับนักเรียนวัยรุ่นที่หมดความสนใจในการเรียน หัวใจของหลักสูตรคือการสอนให้เด็กเข้าใจว่าสมองทำงานอย่างไร
.
พวกเขาบอกเด็กๆ ว่า "หลายคนคิดว่าสมองคือปริศนา พวกเขาไม่ค่อยรู้มากนักเกี่ยวกับสติปัญญา หลายคนเชื่อว่าคนเราเกิดมาฉลาด ปานกลาง หรือโง่ และเป็นแบบนั้นตลอดชีวิต ทว่างานวิจัยใหม่ชี้ว่าสมองทำงานคล้ายกล้ามเนื้อ มันเปลี่ยนแปลงและแข็งแรงขึ้นเมื่อถูกใช้งาน นักวิทยาศาสตร์สามารถแสดงให้เห็นแล้วว่าสมองเติบโตอย่างไรเมื่อคุณเรียนรู้"
.
Jimmy นักเรียนคนหนึ่งที่หมดความสนใจไปแล้ว ฟังเรื่องนี้ในเวิร์กช็อปครั้งแรกแล้วถามด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า "หมายความว่าผมไม่ต้องโง่หรือ" ประโยคสั้นๆ นี้เปิดเผยให้เห็นว่าใต้ผิวของเด็กที่ดูเหมือนหมดอาลัยตายอยาก ยังมีหัวใจที่อยากเรียนรู้ซ่อนอยู่
.
สัปดาห์ต่อมาครูของเขารายงานว่า Jimmy ที่ไม่เคยส่งการบ้านตรงเวลาและไม่เคยทำงานพิเศษ คราวนี้นั่งทำงานถึงดึกเพื่อส่งงานก่อนกำหนดให้ครูดูและแก้ไข เขาได้เกรด B+ ในการบ้านนั้น ขณะที่ก่อนหน้านี้เกรดของเขาวนเวียนอยู่ที่ C และต่ำกว่า
.
ความเชื่อที่ว่า "ฉันอาจจะไม่โง่" เปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กคนหนึ่งภายในไม่กี่สัปดาห์ และเปลี่ยนวิถีของชีวิตที่กำลังจะดำดิ่งให้กลับมามีอนาคต
.
.
20. การเปลี่ยนกรอบความคิดเริ่มจากการสังเกตเสียงในหัวของตัวเอง
.
ในบทสุดท้าย Dweck มอบเครื่องมือเชิงปฏิบัติแก่ผู้อ่าน เธอชี้ว่ากรอบความคิดของคนเราแสดงตัวออกมาผ่านบทพูดในใจของตัวเอง คน Fixed Mindset มีเสียงในหัวที่คอยตัดสินตลอดเวลา "นี่หมายความว่าฉันโง่" "พวกเขาคงคิดว่าฉันไม่เก่ง" "ฉันไม่ใช่นักเขียนตัวจริง"
.
ขั้นแรกของการเปลี่ยนคือการสังเกตเสียงนี้ ขั้นที่สองคือตระหนักว่าตัวเองมีทางเลือก จะเชื่อเสียงนี้หรือจะตอบโต้กลับด้วยมุมมองแบบเติบโต ขั้นที่สามคือฝึกตอบโต้กลับซ้ำๆ จนกลายเป็นนิสัย
.
Maggie นักศึกษาที่ฝันเป็นนักเขียน เคยมีบทพูดในใจว่า "อย่าทำเลย อย่าลงคอร์สเขียน อย่าให้ใครอ่านงาน ไม่คุ้มที่จะเสี่ยง ความฝันของเธออาจถูกทำลาย" หลังเข้าฟังบรรยายของ Dweck บทพูดในใจของเธอเปลี่ยนเป็น "ลงมือทำ ทำให้มันเกิดขึ้น พัฒนาทักษะของเธอ ไล่ตามความฝัน"
.
Tony นักศึกษาที่เคยได้เกรดยอดเยี่ยมโดยไม่ต้องเรียนหนัก เมื่อเริ่มเจอวิชาที่ยากในมหาวิทยาลัย เสียงในหัวของเขาเริ่มสับสน "ฉันคืออะไรกันแน่" หลังจากเรียนรู้เรื่องกรอบความคิด เขาเปลี่ยนเสียงนี้เป็น "อย่าหมกมุ่นกับการพิสูจน์ความฉลาดมากเกินไป มาเริ่มอ่านหนังสือ พักผ่อน และดำเนินชีวิตต่อไป"
.
Dweck บอกว่าการเปลี่ยนกรอบความคิดไม่ได้แก้ปัญหาทุกอย่างในชีวิตของเธอ แต่มันทำให้ชีวิตของเธอแตกต่างไป ร่ำรวยขึ้น มีชีวิตชีวามากขึ้น กล้าหาญและเปิดกว้างมากขึ้น และไม่ว่าตอนนี้เราจะพร้อมเปลี่ยนหรือยัง ขอเพียงเก็บแนวคิดเรื่อง Growth Mindset ไว้ในใจ เมื่อใดที่เผชิญอุปสรรค มันจะอยู่ตรงนั้นเสมอ คอยส่องทางสู่อนาคตให้
.
.
.
.
#SuccessStrategies

