สรุป 25 ข้อคิดสำหรับนักลงทุนและเทรดเดอร์ จากหนังสือ Principles: Life and Work เขียนโดย Ray Dalio

ต้องบอกก่อนว่าแอดเคยสรุปหนังสือเล่มนี้ในมุมทัศนคติชีวิต Pain + Reflection = Progress, Embrace Reality, Radical Open-Mindedness ลงเพจไปหลายรอบแล้ว จนเพื่อนๆน่าจะท่องได้ก่อนแอดด้วยซ้ำ
.
รอบนี้เลยมาเจาะลึกในประเด็นการลงทุนและการอ่านตลาดในแบบที่ดาลิโอใช้จริงๆ ในห้องเทรด, ห้องประชุมกับธนาคารกลาง, และในหัวของเขาเอง หลายข้อเป็นแก่นความคิดที่อยู่ในเล่มแต่ไม่ค่อยถูกหยิบมาพูดในรีวิวทั่วไป
.
หนังสือหนังสือเล่มนี้คือบันทึกการเดินทางของชายคนหนึ่งที่เริ่มต้นเป็นเด็กชายแคดดี้กอล์ฟชานเมืองนิวยอร์ก ก่อนจะกลายเป็นผู้ก่อตั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Bridgewater Associates ดาลิโอเขียนหนังสือเล่มนี้ในจังหวะที่กำลังถ่ายโอนอำนาจให้คนรุ่นต่อไป จึงเปรียบเสมือนการสกัดน้ำเลี้ยงของชีวิตทั้งหมดออกมาในคราวเดียว
.
คุณค่าสูงสุดของหนังสือเล่มนี้สำหรับคนที่อยู่ในตลาด คือการได้เห็นวิธีคิดของชายคนหนึ่งที่ใช้เวลาทั้งชีวิตเปลี่ยนความวุ่นวายของโลกให้กลายเป็น "เครื่องจักร" ที่อ่านออก เป็นกระบวนการที่เริ่มจากสมุดบันทึกเขียนด้วยดินสอ ไปจนถึงระบบที่ประมวลผลข้อมูลกว่าร้อยล้านชุด
.
ต่อไปนี้คือ 25 ข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้
.
.
==============
.
1. ตลาดจะลงโทษคนที่คิดว่ามันง่าย
.
ดาลิโอเริ่มเล่นหุ้นครั้งแรกตอนอายุสิบสอง เขาเอาเงินที่ได้จากการแบกถุงกอล์ฟไปซื้อหุ้น Northeast Airlines ด้วยเหตุผลเดียวคือมันถูกกว่า 5 ดอลลาร์ต่อหุ้น เขาคิดว่ายิ่งซื้อหุ้นได้จำนวนเยอะเท่าไรก็จะได้กำไรมากเท่านั้น ปรากฏว่าเขากำไรสามเท่าจริงๆ แต่นั่นเป็นเพราะ Northeast Airlines กำลังจะล้มละลายและมีบริษัทอื่นเข้ามาซื้อกิจการพอดี
.
ดาลิโอบอกตรงๆ ว่าตอนนั้นเขาโชคดี แต่ไม่รู้ตัวว่าโชคดี เขาเลยคิดว่าการทำเงินในตลาดมันง่าย และนั่นคือความเข้าใจผิดที่ตลาดจะมาทวงคืนในอีกหลายปีถัดมา ในช่วงปี ค.ศ. 1967 ถึง 1979 ตลาดหุ้นตกหนัก ดาลิโอยังคงซื้อเข้าไปเรื่อยๆ เพราะเชื่อว่ามันจะต้องเด้งกลับ จนกว่าจะค่อยๆ เข้าใจว่าราคาในตลาดสะท้อนความคาดหวังของผู้คน มันขึ้นเมื่อผลลัพธ์ดีกว่าที่คาด และลงเมื่อผลลัพธ์แย่กว่าที่คาด
.
บทเรียนแรกของดาลิโอจึงเป็นบทเรียนของความถ่อมตน ตลาดไม่ได้ทำงานตามตรรกะที่นักลงทุนมือใหม่จินตนาการ มันทำงานตามส่วนต่างระหว่างความเป็นจริงและความคาดหวัง
.
.
2. อย่าเชื่อคำพูดของผู้กำหนดนโยบายตอนพวกเขายืนยันว่าเงินตราจะไม่อ่อนค่า
.
วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1971 ประธานาธิบดีนิกสันปรากฏตัวบนจอโทรทัศน์ ประกาศว่าสหรัฐจะยกเลิกข้อผูกพันที่จะให้แลกดอลลาร์เป็นทองคำ ดาลิโอตอนนั้นกำลังจะเริ่มเรียนปริญญาโทที่ Harvard Business School และทำงานเป็นเสมียนที่ตลาดหุ้นนิวยอร์ก เขาฟังนิกสันด้วยความตกตะลึง เพราะก่อนหน้านั้นเจ้าหน้าที่รัฐยืนยันมาตลอดว่าจะไม่ลดค่าเงินดอลลาร์
.
ดาลิโอจดจำบทเรียนนี้ไว้ตลอดชีวิต ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาเขาเห็นรูปแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผู้กำหนดนโยบายมักให้คำยืนยันแบบนี้ทันทีก่อนการลดค่าเงินจะเกิดขึ้น ยิ่งพวกเขายืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเท่าไร สถานการณ์ก็ยิ่งสิ้นหวังมากเท่านั้น และความน่าจะเป็นที่จะลดค่าเงินก็ยิ่งสูงตามไปด้วย
.
เช้าวันจันทร์หลังประกาศของนิกสัน ดาลิโอเดินเข้าตลาดหุ้นด้วยความคาดหวังว่าจะเห็นความโกลาหล มีความโกลาหลจริง แต่ไม่ใช่แบบที่เขาคาดคิด ตลาดกลับพุ่งขึ้นประมาณสี่เปอร์เซ็นต์ในวันเดียว เขาเลยใช้เวลาช่วงฤดูร้อนนั้นศึกษาประวัติการลดค่าเงินในอดีต และค้นพบว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเคยเกิดมาแล้วในประวัติศาสตร์ การเดินทางสู่ความเข้าใจตลาดที่ลึกซึ้งของเขาเริ่มต้นจากความล้มเหลวในการคาดการณ์ครั้งนั้น
.
.
3. วัด Demand ด้วยจำนวนเงินที่ใช้จ่าย ไม่ใช่จำนวนหน่วยที่ซื้อ
.
ในยุคที่ดาลิโอเริ่มศึกษาตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ตำราเศรษฐศาสตร์ทั่วไปวัดทั้ง supply และ demand เป็นปริมาณหน่วยที่ขาย ดาลิโอพบว่าวิธีนี้พลาดสาระสำคัญของตลาดไป เขาเปลี่ยนมาวัด demand เป็นจำนวนเงินที่ใช้จ่าย และดูว่าผู้ซื้อกับผู้ขายคือใคร พวกเขาซื้อหรือขายเพราะอะไร
.
แนวคิดนี้ฟังดูเหมือนการปรับมุมเล็กน้อย แต่มันคือสิ่งที่ทำให้ดาลิโอจับการเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจและตลาดที่คนอื่นพลาด เพราะเมื่อคุณมองตลาดในแง่ของกระแสเงินที่ไหลเข้าออก แทนที่จะเป็นจำนวนหน่วย คุณจะเห็นความไม่สมดุลที่นักวิเคราะห์ทั่วไปมองไม่เห็น เช่นในช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูง แม้ปริมาณการบริโภคจะลดลงเล็กน้อย แต่จำนวนเงินที่ไหลเข้าตลาดน้ำมันมหาศาลพอที่จะเปลี่ยนสมดุลของระบบการเงินโลก
.
นี่คือเหตุผลที่ดาลิโออธิบายในบันทึก Daily Observations ของเขามาตลอดสี่สิบปี ว่าเขาเห็นโลกแตกต่างจากนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ การวัด demand ด้วยจำนวนเงิน ทำให้คุณเห็นทิศทางของสภาพคล่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนตลาดในระดับใหญ่จริงๆ
.
.
4. เมื่อทุกคนคิดเหมือนกัน ราคาในตลาดได้สะท้อนความคิดนั้นไปแล้ว
.
ในปี ค.ศ. 1972 หุ้นกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง แฟชั่นในยุคนั้นคือ Nifty 50 หรือกลุ่มหุ้นห้าสิบตัวที่มีกำไรเติบโตเร็วและคงที่ ทุกคนเชื่อว่ามันคือการลงทุนที่ปลอดภัยเสมือนเดิมพันที่ไม่มีทางผิดพลาด ดาลิโอก็สนใจเหมือนคนอื่น แต่ในปี ค.ศ. 1973 ราคาน้ำมันพุ่งสี่เท่าในเวลาไม่กี่เดือน ตลาดหุ้นทรุดลงอย่างรุนแรง และ Nifty 50 ก็ดิ่งหนักที่สุด
.
จากเหตุการณ์นี้ดาลิโอเรียนรู้บทเรียนที่ฝังลึกในตัวเขาตลอดชีวิตการลงทุน เมื่อทุกคนคิดเหมือนกันว่าหุ้นชุดหนึ่งคือการเดิมพันที่ปลอดภัย ความคิดนั้นถูกฝังอยู่ในราคาเรียบร้อยแล้ว และการเดิมพันตามฝูงชนในจังหวะนั้นมักจะเป็นความผิดพลาด เพราะตลาดไม่จ่ายรางวัลให้กับสิ่งที่ทุกคนมองเห็น มันจ่ายรางวัลให้กับมุมมองที่ถูกต้องและแตกต่างจากฉันทามติ
.
ดาลิโอเสริมว่าทุกการกระทำในตลาดมีผลตอบสนองที่เท่าเทียมและตรงข้ามกัน นโยบายเงินผ่อนคลายและเครดิตง่ายในยุคหนึ่ง จะนำไปสู่เงินเฟ้อ ซึ่งจะถูกตอบโต้ด้วยการรัดเข็มขัดทางการเงิน ซึ่งจะนำไปสู่การกลับตัวของตลาด การมองเห็นวงจรเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้นักลงทุนแตกต่างจากผู้เล่นทั่วไป
.
.
5. ทุกอย่างคือ "หนึ่งในรูปแบบเดิม" และประวัติศาสตร์คือครูที่ใหญ่ที่สุด
.
เมื่อดาลิโอประเมินการลดค่าเงินในปี ค.ศ. 1971 ผิดพลาด เขาตระหนักว่าสิ่งที่เขาประหลาดใจคือสิ่งที่ไม่เคยเกิดในช่วงชีวิตของเขา แต่เคยเกิดขึ้นหลายครั้งในประวัติศาสตร์ ความเป็นจริงพยายามจะส่งสารถึงเขาว่า "คุณควรเข้าใจสิ่งที่เกิดกับคนอื่นในยุคอื่นและสถานที่อื่น เพราะถ้าไม่เข้าใจ คุณจะไม่รู้ว่าเรื่องเหล่านี้อาจเกิดกับคุณ และถ้ามันเกิด คุณจะไม่รู้ว่าจะรับมืออย่างไร"
.
แนวคิด "another one of those" หรือ "หนึ่งในรูปแบบเดิม" กลายเป็นแก่นความคิดของดาลิโอ เขามองว่าทุกเหตุการณ์ในตลาด ทุกวิกฤต ทุกการเคลื่อนไหวของราคา เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของรูปแบบที่เคยเกิดมาแล้ว หน้าที่ของนักลงทุนคือการระบุให้ได้ว่ามันคือรูปแบบไหน แล้วใช้หลักการที่กลั่นมาจากประวัติศาสตร์เข้ามารับมือ
.
ดาลิโอกับทีมงานของเขาที่ Bridgewater ใช้เวลาหลายปีศึกษาวิกฤตเศรษฐกิจตั้งแต่ปี ค.ศ. 1800 ขึ้นไป เพื่อสร้างแบบจำลองที่ครอบคลุมทุกประเทศและทุกช่วงเวลา การเข้าใจว่าทุกสิ่งคือ "หนึ่งในรูปแบบเดิม" ทำให้เขาสามารถมองข้ามอารมณ์ของตลาดในระยะสั้น และเตรียมตัวรับมือกับเหตุการณ์ที่ดูเหมือนไม่เคยเกิดมาก่อนแต่จริงๆ แล้วเคยเกิดมาแล้ว
.
.
6. ในการเทรด เราต้องเป็นทั้งคนตั้งรับและคนจู่โจมในเวลาเดียวกัน
.
ในช่วงกลางทศวรรษ 1970 ดาลิโอเทรดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า pork bellies มีอยู่ครั้งหนึ่งราคาตลาดดิ่งลงชนขีดจำกัดต่ำสุดของวันติดต่อกันหลายวัน หมายความว่าราคาตกลงรุนแรงจนต้องระงับการซื้อขาย เขาเฝ้าดูตัวเลขในกระดานคลิกลงสองร้อยจุดทุกเช้า ติดอยู่ที่ราคานั้น และรู้ว่าเขาขาดทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าจะขาดทุนเพิ่มอีกเท่าไร
.
เขาเล่าประสบการณ์นี้ให้แจ็ก ชวาเกอร์ในหนังสือ Hedge Fund Market Wizards ว่ามันคือประสบการณ์ที่จับต้องได้ทางกาย เหมือนถูกไฟดูด มันสอนเขาเรื่องความสำคัญของการควบคุมความเสี่ยง เพราะเขาไม่อยากเจอความเจ็บปวดแบบนั้นอีก มันทำให้เขากลัวการคิดผิดมากขึ้น และสอนให้เขาตรวจสอบว่าไม่มีการเดิมพันใดเดี่ยวๆ หรือหลายรายการรวมกัน ที่จะทำให้เขาขาดทุนเกินกว่าระดับที่ยอมรับได้
.
ดาลิโอสรุปไว้ในประโยคที่นักเทรดทุกคนควรท่องจำ ว่าในการเทรด คุณต้องเป็นทั้งคนตั้งรับและคนจู่โจมในเวลาเดียวกัน ถ้าไม่บุกก็ทำเงินไม่ได้ ถ้าไม่รับก็เก็บเงินไม่ได้ เขาเชื่อว่าทุกคนที่ทำเงินจากการเทรดมาแล้ว ล้วนเคยผ่านความเจ็บปวดอย่างสาหัสมาก่อน การเทรดเหมือนทำงานกับกระแสไฟฟ้า ถ้าไม่ระวังมันจะช็อตคุณ
.
.
7. คุณค่าของเงินมีขีดจำกัด ความสัมพันธ์ที่มีความหมายไม่มีขีดจำกัด
.
ดาลิโอเขียนตรงๆ ในหนังสือว่า การทำเงินเป็นเป้าหมายที่ไร้สาระ เพราะเงินไม่มีคุณค่าในตัวมันเอง คุณค่าของมันมาจากสิ่งที่มันซื้อได้ และเงินซื้อทุกอย่างไม่ได้ เขาบอกว่าควรเริ่มจากสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ ซึ่งคือเป้าหมายแท้จริงของคุณ แล้วถอยกลับมาดูว่าคุณต้องการอะไรเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น
.
เงินจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่คุณต้องการ แต่ไม่ใช่สิ่งเดียว และแน่นอนว่าไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อคุณมีมากพอที่จะตอบสนองความต้องการพื้นฐานแล้ว
.
ดาลิโอชั่งน้ำหนักระหว่างความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับเงินไว้ชัดเจน เขาบอกว่าไม่มีจำนวนเงินใดที่เขาจะรับเพื่อแลกกับความสัมพันธ์ที่มีความหมาย เพราะไม่มีอะไรที่เขาจะซื้อได้ด้วยเงินนั้นที่จะมีค่ามากกว่า สำหรับเขา งานที่มีความหมายและความสัมพันธ์ที่มีความหมายคือเป้าหมายหลัก และการทำเงินคือผลพลอยได้ของสองสิ่งนั้น
.
มุมมองนี้สำคัญสำหรับนักลงทุนและเทรดเดอร์ในยุคปัจจุบัน เพราะหลายคนถูกครอบงำด้วยตัวเลขในพอร์ตจนลืมว่าสิ่งที่ตัวเองสะสมเงินไปเพื่ออะไร ดาลิโอเล่าว่าเขามีโอกาสได้พบกับชนพื้นเมืองในปาปัวนิวกินี กับนักการเมืองในซีเรีย กับผู้นำในจีน และเขาพบว่าความยิ่งใหญ่และความเลวร้ายของมนุษย์ไม่สัมพันธ์กับความมั่งคั่งหรือเครื่องวัดความสำเร็จแบบเดิมๆ ผลประโยชน์ส่วนเพิ่มจากการมีมากเกินไป ลดลงเร็วมาก การมีมากกว่าระดับปานกลางขึ้นไป กลับมาพร้อมภาระที่หนักหน่วง
.
.
8. จังหวะคือทุกสิ่ง และความถูกต้องที่มาเร็วเกินไปก็ไม่ต่างจากความผิด
.
ปลายปี ค.ศ. 1979 ดาลิโอนั่งคุยกับบังเกอร์ ฮันต์ ผู้ที่ตอนนั้นรวยที่สุดในโลก ฮันต์ซื้อเงิน (silver) มาตั้งแต่ราคา 1.29 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อป้องกันเงินเฟ้อ จนเขาแทบจะกุมตลาดเงินทั้งตลาดไว้ในมือ ดาลิโอแนะนำให้ฮันต์ขายออก เพราะธนาคารกลางสหรัฐกำลังเข้มงวดมากพอที่จะดันให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นสูงกว่าระยะยาว ซึ่งทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ สินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อจะลงเสมอ
.
ดาลิโอออกจากตลาดเงินตอนราคา 10 ดอลลาร์ แต่ราคาเงินกลับพุ่งต่อไปจนเกือบ 50 ดอลลาร์ในต้นปี ค.ศ. 1980 ดาลิโอที่ออกไปแล้วต้องนั่งดูฮันต์รวยขึ้นไปอีกมหาศาล มันเป็นความรู้สึกที่ทรมานสำหรับนักลงทุนที่คิดถูกแต่ออกเร็วเกินไป จนเดือนมีนาคม ค.ศ. 1980 ราคาเงินก็ดิ่งลงต่ำกว่า 11 ดอลลาร์ ฮันต์หมดเนื้อหมดตัวและเกือบลากเศรษฐกิจสหรัฐล้มไปกับเขา ธนาคารกลางต้องเข้ามาแทรกแซง
.
ดาลิโอกลับมาตรึกตรองความจริงข้อหนึ่งที่ฝังลึกในตัวเขาว่าจังหวะคือทุกสิ่ง การคาดการณ์ระยะยาวเรื่องระดับสมดุลของราคามักไม่น่าเชื่อถือพอที่จะนำมาเดิมพัน เพราะระหว่างที่คุณวางเดิมพันกับเวลาที่ราคาจะไปถึงระดับที่คุณคาดไว้ มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นได้ การคิดถูกแต่จังหวะผิด อาจทำให้คุณล้มเหลวก่อนที่ความถูกต้องของคุณจะถูกพิสูจน์
.
.
9. ความเชื่อมั่นเกินขีดคือบ่อเกิดของหายนะที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตการลงทุน
.
ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1981 ดาลิโอเขียนบทวิเคราะห์รายวันชื่อ "The Next Depression in Perspective" สรุปว่าวิกฤตหนี้ที่กำลังก่อตัวขึ้นในประเทศเกิดใหม่จะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่หนักหน่วงเท่ากับหรือมากกว่ายุค Great Depression ในทศวรรษ 1930 เขาออกรายการ Wall Street Week ของหลุยส์ รูคีย์เซอร์ และพูดด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่า "จะไม่มี soft landing ผมพูดได้อย่างมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะผมรู้ว่าตลาดทำงานอย่างไร"
.
แต่ดาลิโอคิดผิดอย่างน่าอับอาย หลังเม็กซิโกผิดนัดชำระหนี้ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1982 ธนาคารกลางสหรัฐตอบสนองด้วยการเพิ่มสภาพคล่อง ตลาดหุ้นพุ่งทำสถิติ และเศรษฐกิจเข้าสู่ช่วงเติบโตที่ปราศจากเงินเฟ้อนานที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา ดาลิโอเสียเงินจน Bridgewater เกือบล้มละลาย เขาต้องไล่พนักงานออกทีละคน จนสุดท้ายเหลือแค่ตัวเขาคนเดียว ต้องยืมเงินพ่อ 4,000 ดอลลาร์เพื่อประคองครอบครัว
.
ในการสะท้อนกลับมามองดูในภายหลัง ดาลิโอสรุปได้ว่าความผิดพลาดของเขาคือความมั่นใจเกินขีดและปล่อยให้อารมณ์ครอบงำ เขาเรียนรู้อีกครั้งว่าไม่ว่าเขาจะรู้มากแค่ไหนและขยันแค่ไหน เขาไม่มีทางมั่นใจพอที่จะประกาศสิ่งใดๆ ด้วยความแน่นอนสมบูรณ์ ความหายนะครั้งนั้นกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดกับเขา เพราะมันให้ความถ่อมตนที่จำเป็นในการสมดุลความก้าวร้าวที่เขามีมาตลอด มันเปลี่ยนคำถามในใจเขาจาก "ฉันถูก" เป็น "ฉันรู้ได้อย่างไรว่าฉันถูก"
.
.
10. หา "นักคิดอิสระ" ที่เห็นต่าง เพื่อทดสอบความคิดของตัวเอง
.
หลังจากความหายนะปี ค.ศ. 1982 ดาลิโอตระหนักว่าวิธีเดียวที่จะข้ามผ่านป่ารกในชีวิตการลงทุนโดยไม่ตายคือต้องหานักคิดอิสระคนอื่นที่อยู่ในภารกิจเดียวกัน แต่มองเห็นสิ่งต่างจากเขา การมีคู่โต้แย้งที่คิดอย่างรอบคอบจะช่วยให้เขาเข้าใจเหตุผลของพวกเขาและให้พวกเขามาทดสอบความคิดของเขา
.
หลักการนี้กลายเป็นรากฐานของวัฒนธรรม Bridgewater ที่ดาลิโอเรียกว่า Idea Meritocracy เป็นระบบที่ไม่ใช่อัตตาธิปไตยที่เขาเป็นผู้นำและคนอื่นทำตาม และไม่ใช่ประชาธิปไตยที่เสียงของทุกคนเท่ากัน แต่เป็นระบบที่ส่งเสริมการเห็นแย้งอย่างรอบคอบ และวัดน้ำหนักความเห็นของคนตามความน่าเชื่อถือของแต่ละคน
.
ดาลิโออธิบายไว้ว่าเขาแค่อยากจะถูก เขาไม่สนใจว่าคำตอบที่ถูกต้องจะมาจากเขาหรือไม่ ดังนั้นเขาเรียนรู้ที่จะเปิดใจอย่างถึงรากถึงโคน เพื่อให้คนอื่นชี้ให้เห็นสิ่งที่เขาอาจมองข้าม สำหรับนักลงทุนและเทรดเดอร์ บทเรียนนี้ทรงพลังมาก เพราะธรรมชาติของตลาดคือการเดิมพันสวนกับฉันทามติ การหาคนที่เห็นต่างมาท้าทายความคิดของตัวเอง ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการเพิ่มความน่าจะเป็นที่จะถูก
.
.
11. พยากรณ์ไม่มีค่า สำคัญที่การปรับตัวตามข้อมูลที่มีในแต่ละช่วงเวลา
.
ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1987 ดาลิโอเขียนบทความชื่อ "Making Money vs. Making Forecasts" อธิบายว่าโดยความจริงแล้ว การพยากรณ์มีค่าน้อยมาก และคนส่วนใหญ่ที่ทำการพยากรณ์ก็ไม่ได้เงินจากตลาด เพราะไม่มีอะไรในโลกที่แน่นอน เมื่อนำความน่าจะเป็นของสิ่งต่างๆ ที่กระทบอนาคตมาวางซ้อนกันเพื่อพยากรณ์ ผลลัพธ์ที่ได้คือชุดของความเป็นไปได้หลากหลายที่มีความน่าจะเป็นแตกต่างกัน ไม่ใช่ผลลัพธ์เดียวที่แน่นอน
.
ดาลิโอจึงเปลี่ยนจากการพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจล่วงหน้า มาเป็นการจับสัญญาณการเปลี่ยนแปลงในจังหวะที่กำลังเกิดขึ้น แล้วโยกย้ายเงินไปอยู่ในตลาดที่จะทำผลงานได้ดีที่สุดในสภาพแวดล้อมนั้นๆ Bridgewater พัฒนากฎที่แม่นยำในการระบุการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจและตลาด แล้วปรับเปลี่ยนสถานะการลงทุนตามนั้น
.
แนวคิดนี้สำคัญมากสำหรับเทรดเดอร์ มันสอนว่าสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การรู้อนาคต แต่อยู่ที่การรู้วิธีตอบสนองอย่างเหมาะสมต่อข้อมูลที่มีในแต่ละจุดของเวลา การมีระบบที่ปรับตัวตามสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ดีกว่าการมีพยากรณ์ที่แน่นอนสมบูรณ์ในตอนที่คุณวางเดิมพัน
.
.
12. จงเขียนเกณฑ์ตัดสินใจของคุณลงในรูปสมการ แล้วทดสอบกับข้อมูลในอดีต
.
ตั้งแต่ยุคแรกของการเทรด ทุกครั้งที่ดาลิโอเปิดสถานะในตลาด เขาจะจดเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินใจลงไป จากนั้นเมื่อปิดสถานะ เขาจะกลับมาทบทวนว่าเกณฑ์นั้นทำงานได้ดีแค่ไหน วันหนึ่งเขาคิดได้ว่าถ้าเขาเขียนเกณฑ์เหล่านั้นในรูปสมการที่ปัจจุบันเรียกกันว่าอัลกอริทึม แล้วเอาข้อมูลในอดีตมาวิ่งผ่านมัน เขาจะสามารถทดสอบได้ว่ากฎของเขาจะทำงานอย่างไรในอดีต
.
ขั้นตอนของเขามีลำดับชัดเจน เริ่มจากใช้สัญชาตญาณตามปกติ แต่แสดงออกในรูปตรรกะที่เป็นเกณฑ์ตัดสินใจ จับเป็นระบบ สร้างแผนที่ในสมองว่าจะทำอะไรในแต่ละสถานการณ์ จากนั้นวิ่งข้อมูลประวัติศาสตร์ผ่านระบบ ดูว่าการตัดสินใจของเขาจะทำงานอย่างไรในอดีต แล้วปรับปรุงเกณฑ์ตามผลลัพธ์ ทีม Bridgewater ทดสอบระบบของพวกเขาย้อนหลังกลับไปได้นานที่สุดเท่าที่หาข้อมูลได้ ปกติย้อนหลังกว่าศตวรรษในทุกประเทศที่มีข้อมูล
.
ดาลิโอเชื่อว่าหนึ่งในสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดที่คุณทำได้เพื่อปรับปรุงการตัดสินใจคือคิดทบทวนหลักการของคุณ เขียนมันออกมาทั้งในรูปคำพูดและในรูปอัลกอริทึมคอมพิวเตอร์ ทดสอบย้อนหลังถ้าเป็นไปได้ แล้วใช้มันแบบเรียลไทม์ขนานกับการตัดสินใจในสมองของคุณ การปะทะกันระหว่างคำตอบของคอมพิวเตอร์และคำตอบของคุณคือโอกาสในการเรียนรู้ที่มีค่าที่สุด
.
.
13. คอมพิวเตอร์คือคู่หูที่ดีของสมอง เพราะมันคิดได้หลายเรื่องพร้อมกัน รวดเร็ว และปราศจากอารมณ์
.
ดาลิโอเริ่มใช้คอมพิวเตอร์ตั้งแต่ยุคแรกที่ไมโครคอมพิวเตอร์เข้าสู่ตลาด เขาทำการวิเคราะห์ถดถอยบนเครื่องคิดเลข Hewlett-Packard HP-67 และวาดกราฟด้วยมือด้วยดินสอสี เมื่อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเข้ามา เขาก็เริ่มป้อนตัวเลขและเฝ้าดูมันแปลงเป็นภาพของสิ่งที่จะเกิดขึ้น
.
เขาอธิบายว่าคอมพิวเตอร์ดีกว่าสมองของเขาในการคิดเรื่องหลายอย่างพร้อมๆ กัน มันคิดได้แม่นยำกว่า เร็วกว่า และปราศจากอารมณ์ และเพราะมันมีหน่วยความจำที่ยอดเยี่ยม มันสามารถสะสมความรู้ของเขาและคนรอบข้างได้ดีกว่ามนุษย์ แต่คอมพิวเตอร์ก็ขาดจินตนาการ ความเข้าใจ และตรรกะที่มนุษย์มี การทำงานร่วมกันระหว่างสมองและคอมพิวเตอร์จึงเป็นพันธมิตรที่ทรงพลัง
.
ดาลิโอย้ำว่าระบบของพวกเขาไม่เคยถูกใช้แบบหลับตาตาม พวกเขามีสิทธิ์ที่จะออกคำสั่งสวนระบบเสมอ ซึ่งเกิดขึ้นไม่ถึงสองเปอร์เซ็นต์ของเวลา และมักจะเป็นการลดสถานะลงในเหตุการณ์พิเศษที่ไม่ได้ถูกเขียนไว้ในโปรแกรม เช่นวันที่เกิดเหตุการณ์ตึก World Trade Center ถล่มเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 บทเรียนนี้ยังคงทรงพลังในยุคปัจจุบันที่มีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการลงทุน
.
.
14. อย่ายึดติดกับระบบของคุณในช่วงที่มันทำงานไม่ดี และอย่าหลงระเริงในช่วงที่มันทำงานดี
.
ในปี ค.ศ. 1987 Bridgewater เป็นหนึ่งในไม่กี่กองทุนที่อยู่ในสถานะ short หุ้นก่อน Black Monday ในวันที่ 19 ตุลาคม กองทุนของดาลิโอกำไร 22 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กองทุนส่วนใหญ่ขาดทุนหนัก สื่อยกย่องให้เป็น "ฮีโร่แห่งเดือนตุลาคม" ดาลิโอเข้าสู่ปี ค.ศ. 1988 ด้วยความรู้สึกที่ดีมาก
.
แต่ในปี ค.ศ. 1988 ตลาดแทบไม่มีความผันผวนเลย ระบบเทคนิคที่กรองสัญญาณตามแนวโน้มของพวกเขาทำให้พวกเขาถูก whipsaw หรือถูกหลอกให้เข้าออกตลาดผิดทาง พวกเขาคืนกำไรไปมากกว่าครึ่งของที่ทำได้ในปี ค.ศ. 1987 มันเจ็บปวด แต่ก็สอนบทเรียนสำคัญ
.
ดาลิโอสะท้อนกลับมาว่าระบบและแนวทางการลงทุนที่ยอดเยี่ยมทุกตัวจะมีช่วงที่ทำงานไม่ดี การสูญเสียศรัทธาในช่วงเวลานั้นเป็นความผิดพลาดที่พบบ่อยพอๆ กับการหลงระเริงในช่วงที่มันทำงานดี เพราะคนส่วนใหญ่ใช้อารมณ์มากกว่าตรรกะ พวกเขาจึงมักตอบสนองเกินจริงต่อผลลัพธ์ระยะสั้น ยอมแพ้และขายต่ำเมื่อเวลาเลวร้าย และซื้อสูงเกินไปเมื่อเวลาดี คนฉลาดยึดมั่นในพื้นฐานที่มั่นคงผ่านช่วงขึ้นและช่วงลง
.
.
15. สร้างพอร์ตที่ทำงานได้ทุกฤดูกาลของเศรษฐกิจ คือแนวคิด All Weather Portfolio
.
ในกลางทศวรรษ 1990 ดาลิโอเริ่มคิดเรื่องการจัดสรรสินทรัพย์เพื่อรักษาความมั่งคั่งของครอบครัวข้ามรุ่น เขารู้ว่าไม่ว่าจะถือสินทรัพย์ประเภทใด จะมีเวลาที่มันสูญเสียมูลค่าส่วนใหญ่ไป รวมถึงเงินสดที่เป็นการลงทุนที่แย่ที่สุดเมื่อเวลาผ่านไป เพราะมันสูญเสียค่าหลังหักเงินเฟ้อและภาษี
.
ดาลิโอตระหนักว่ามีแรงขับสำคัญเพียงสองอย่างที่ทำให้สินทรัพย์เคลื่อนไหว นั่นคือการเติบโตและเงินเฟ้อ แต่ละอย่างขึ้นหรือลงได้ ดังนั้นเขาจึงเห็นว่าด้วยกลยุทธ์การลงทุนสี่แบบ ที่แต่ละแบบจะทำงานได้ดีในสภาพแวดล้อมหนึ่ง (การเติบโตเพิ่มกับเงินเฟ้อเพิ่ม การเติบโตเพิ่มกับเงินเฟ้อลด และอื่นๆ) เขาสามารถสร้างการจัดสรรสินทรัพย์ที่สมดุล ทำงานได้ดีตลอดเวลา และป้องกันจากการขาดทุนที่ยอมรับไม่ได้
.
เขาเรียกมันว่า All Weather Portfolio เพราะมันทำงานได้ในทุกสภาวะแวดล้อม กลยุทธ์นี้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง ใครก็สามารถนำไปใช้ได้ ระหว่างปี ค.ศ. 1996 ถึง 2003 ดาลิโอเป็นลูกค้าเพียงคนเดียวที่ลงทุนในกองทุนนี้ จนกระทั่ง Verizon นำเงินบำนาญมาให้บริหาร และคนอื่นก็ตามมา ปัจจุบันวงการเรียกแนวคิดนี้ว่า Risk Parity Investing
.
.
16. ในการลงทุนต้องเลือกเฉพาะเดิมพันที่มั่นใจสูงและกระจายความเสี่ยงให้ดี
.
แนวคิดที่ดาลิโอพัฒนาออกมาจากการเสนอ "ความเป็นกลางต่อความเสี่ยง" หรือ risk-neutral position ให้กับลูกค้าองค์กรในยุค 1980 คือต้นกำเนิดของรูปแบบการบริหารกองทุนที่เขาเรียกในภายหลังว่า alpha overlay เป็นการแยกความเสี่ยงเชิงรับ (เบต้า) ออกจากความเสี่ยงเชิงรุก (อัลฟ่า) ผลตอบแทนของตลาดเองคือเบต้า ส่วนอัลฟ่าคือผลตอบแทนที่มาจากการเดิมพันเอาชนะคนอื่น
.
ในการทำงานกับลูกค้ารายต่างๆ ดาลิโอเรียนรู้ว่าหนึ่งในกุญแจของการเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จคือการรับเดิมพันเฉพาะที่คุณมั่นใจสูงเท่านั้น และต้องกระจายมันให้ดี ไม่ใช่การเดิมพันทุกครั้งที่มีโอกาส แต่เลือกเฉพาะที่ดีที่สุด
.
ในกรณีของอลัน บอนด์ ผู้ประกอบการชาวออสเตรเลียที่เคยรวยที่สุดในประเทศ ดาลิโอเห็นว่าบอนด์กู้เงินดอลลาร์สหรัฐมาซื้อสินทรัพย์ในออสเตรเลีย เพราะดอกเบี้ยอเมริกาต่ำกว่า โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังเก็งกำไรว่าดอลลาร์สหรัฐจะไม่แข็งค่า เมื่อดอลลาร์แข็งจริง รายได้จากธุรกิจเบียร์ในออสเตรเลียไม่พอจ่ายหนี้ และเขาก็ล้มละลายลง ดาลิโอเห็นกรณีคลาสสิกของการสับสนระหว่างธุรกิจกับการเก็งกำไร และการเข้าทำ hedge สายเกินไป
.
.
17. มองตัวเองเป็นเครื่องจักรที่ทำงานอยู่ภายในเครื่องจักรอันใหญ่กว่า
.
ดาลิโอมองทุกอย่างเป็นเครื่องจักร เศรษฐกิจคือเครื่องจักร ตลาดคือเครื่องจักร แม้แต่ตัวเขาเองและทีมงานของเขาก็คือเครื่องจักร ที่มีองค์ประกอบ มีกระบวนการ มีจุดล้มเหลว และสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้
.
ดาลิโอเรียกความสามารถในการมองตัวเองและสภาพแวดล้อมจากมุมสูงนี้ว่า "higher-level thinking" เขาบอกว่าเป้าหมายของคุณคือเป้าหมาย และวิธีที่คุณทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นคือเครื่องจักรของคุณ มันประกอบด้วยการออกแบบ (สิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จ) และคน (ผู้ที่จะทำสิ่งเหล่านั้น) คนเหล่านั้นรวมถึงตัวคุณและคนที่ช่วยคุณ คุณมีอำนาจที่จะเปลี่ยนเครื่องจักรนี้เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น
.
สำหรับนักลงทุน วิธีคิดนี้เปลี่ยนทุกอย่าง แทนที่คุณจะมองตัวเองเป็นนักลงทุนที่กำลังตัดสินใจซื้อขายในแต่ละครั้ง คุณกลับมามองว่าตัวคุณกับระบบทั้งหมดของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านข่าว การตัดสินใจ การจัดการความเสี่ยง การบันทึกบทเรียน คือเครื่องจักรเครื่องหนึ่ง คุณสามารถปรับปรุงแต่ละชิ้นส่วนของเครื่องจักรนี้ได้ และผลลัพธ์ในระยะยาวจะดีขึ้นตามคุณภาพของเครื่องจักร ไม่ใช่ความสามารถของคุณในแต่ละการเดิมพัน
.
.
18. สมองมีสองส่วน และส่วนที่อยู่ลึกลงไปมักชนะส่วนที่มีเหตุผลในเวลาที่สำคัญ
.
ดาลิโออธิบายโครงสร้างสมองมนุษย์ในแบบที่นักลงทุนทุกคนควรเข้าใจ มีสองส่วนหลักในสมองของแต่ละคน ส่วนบนที่ทำงานด้วยตรรกะ และส่วนล่างที่ทำงานด้วยอารมณ์ ดาลิโอเรียกมันว่า "two yous" คุณสองคนที่ต่อสู้เพื่อควบคุมตัวคุณ การจัดการกับความขัดแย้งนี้คือแรงขับที่สำคัญที่สุดของพฤติกรรมของเรา
.
ส่วน amygdala ในสมองส่วนล่างทำงานแบบสะท้อนกลับ ปรารถนาคำชมและตอบสนองต่อคำวิจารณ์เสมือนการโจมตี แม้ว่าส่วนบนของสมองจะเข้าใจว่าคำวิจารณ์ที่สร้างสรรค์เป็นสิ่งดีก็ตาม ส่วน prefrontal cortex คือที่ที่ตรรกะและเหตุผลทำงาน เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์อื่น แต่ในช่วงเวลาที่ความเครียดสูง ส่วนล่างมักชนะ
.
นี่คือคำอธิบายว่าทำไมเทรดเดอร์ฉลาดถึงทำเรื่องโง่ๆ ในเวลาที่ตลาดเคลื่อนไหวรุนแรง ทำไมการขายหุ้นที่จุดต่ำสุดถึงรู้สึกถูกต้องในขณะนั้น เมื่อคุณเข้าใจว่าตัวคุณมีสอง "คุณ" อยู่ในกะโหลกเดียวกัน คุณจะเริ่มสร้างระบบเพื่อป้องกันไม่ให้ "ตัวคุณที่ด้อยกว่า" ครอบงำการตัดสินใจสำคัญ ระบบเหล่านี้รวมถึงการเขียนกฎการเทรดล่วงหน้า การตั้ง stop loss อัตโนมัติ และการมีคนรอบข้างที่กล้าทักท้วงเมื่อคุณกำลังหลงไป
.
.
19. ระวังจุดบอดในวิธีคิดของคุณ เพราะคุณไม่รู้ในสิ่งที่คุณไม่รู้
.
ดาลิโอบอกว่านอกจากกำแพง ego แล้ว ทุกคนยังมี blind spots คือจุดบอด อันเป็นพื้นที่ที่วิธีคิดของคุณป้องกันไม่ให้คุณเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง เหมือนกับที่เรามีช่วงการได้ยินและการเห็นสีที่ต่างกัน เรามีช่วงการเห็นและเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่ต่างกัน บางคนเห็นภาพใหญ่ได้ดีแต่พลาดรายละเอียดเล็ก บางคนเห็นรายละเอียดได้ดีแต่พลาดภาพใหญ่
.
ความเจ็บปวดของจุดบอดคือ คนเรามักไม่รู้ว่าตัวเองมี เหมือนคนตาบอดสีที่ไม่รู้ว่าตัวเองมองสีต่างจากคนอื่น คนส่วนใหญ่ไม่เคยมองเห็นวิธีที่ตัวเองมองสิ่งต่างๆ และไม่เข้าใจว่าวิธีคิดของตัวเองทำให้ตัวเองตาบอดในมุมไหน เมื่อคุณชี้จุดอ่อนทางจิตวิทยาให้คนใดคนหนึ่ง มันมักได้รับการต้อนรับพอๆ กับการชี้จุดอ่อนทางกาย
.
สำหรับนักลงทุน นี่คือเหตุผลที่คุณต้องสร้างกลไกที่จะเปิดเผยจุดบอดของตัวเอง คนที่คิดเป็นเส้นตรงจะพลาดมุมข้าง คนที่มองอารมณ์ตลาดได้ดีจะพลาดในการอ่านงบการเงิน คนที่อ่านงบการเงินเก่งจะพลาดการอ่านวัฏจักรเศรษฐกิจมหภาค การมีคู่หูในการลงทุนที่คิดคนละแบบกับคุณ ไม่ใช่เพื่อให้พวกเขาเห็นด้วยกับคุณ แต่เพื่อให้พวกเขาชี้จุดบอดที่คุณมองไม่เห็น
.
.
20. ในการพูดคุยกับคนระดับสูง อย่าตั้งคำถามที่บีบให้พวกเขาต้องเลี่ยงตอบ
.
ตลอดหลายปีที่ดาลิโอทำงานกับผู้กำหนดนโยบายในประเทศต่างๆ ตั้งแต่ Tim Geithner, Ben Bernanke, Mario Draghi ไปจนถึง Wang Qishan ของจีน เขาเรียนรู้บทเรียนสำคัญข้อหนึ่งที่ใช้ในทุกบทสนทนา การพูดคุยส่วนใหญ่ของเขาเป็นแบบทางเดียว เขาจะตอบคำถามของพวกเขา แต่จะไม่ถามคำถามที่บีบให้พวกเขาต้องอยู่ในจุดที่ต้องเลี่ยงตอบเพราะกลัวเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับ
.
ดาลิโอเข้าหาพวกเขาเหมือนหมอที่ต้องการสร้างผลกระทบที่เป็นประโยชน์ที่สุด โดยไม่ตัดสินและไม่สนใจอุดมการณ์ทางการเมืองของพวกเขา การวางตัวแบบนี้ทำให้เขาได้รับข้อมูลและความไว้วางใจที่นักลงทุนคนอื่นไม่เคยได้รับ
.
บทเรียนนี้สำคัญมากสำหรับคนที่ทำงานในวงการลงทุนที่ต้องสัมภาษณ์ผู้บริหารบริษัท นักวิเคราะห์ หรือนักเศรษฐศาสตร์ การถามคำถามที่ฉลาดไม่ใช่การถามให้ฝ่ายตรงข้ามจนมุม แต่เป็นการสร้างพื้นที่ให้เขาสบายใจที่จะเปิดเผยข้อมูลที่มีค่าที่สุด คุณจะได้รับข้อมูลและมุมมองที่หาไม่ได้จากแหล่งสาธารณะ และคนเหล่านั้นก็จะกลับมาคุยกับคุณอีกในอนาคต
.
.
21. ผู้กำหนดนโยบายกับนักลงทุน เป็นสองสายพันธุ์ที่คิดต่างกันโดยสิ้นเชิง
.
ดาลิโออธิบายในหนังสือว่าเขาประหลาดใจกับความแตกต่างระหว่างผู้กำหนดนโยบายกับนักลงทุน นักลงทุนคิดอย่างอิสระ คาดการณ์สิ่งที่ยังไม่เกิด และวางเงินจริงเป็นเดิมพันกับการตัดสินใจของตัวเอง ส่วนผู้กำหนดนโยบายมาจากสภาพแวดล้อมที่บ่มเพาะการสร้างฉันทามติ ไม่ใช่การคัดค้าน ฝึกให้ตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และเตรียมพวกเขาให้พร้อมสำหรับการเจรจาต่อรอง ไม่ใช่การวางเดิมพัน
.
เพราะพวกเขาไม่ได้รับ feedback อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับคุณภาพของการตัดสินใจของพวกเขาแบบที่นักลงทุนได้รับ จึงไม่ชัดเจนว่าใครคือผู้ตัดสินใจที่ดีและใครคือผู้ตัดสินใจที่แย่ในกลุ่มของพวกเขา พวกเขายังต้องเป็นนักการเมืองด้วย แม้แต่ผู้กำหนดนโยบายที่มีวิสัยทัศน์ชัดและเก่งที่สุด ก็ต้องเบนความสนใจจากปัญหาเฉพาะหน้าไปต่อสู้กับคำคัดค้านของผู้กำหนดนโยบายคนอื่น
.
ความเข้าใจข้อนี้ทรงพลังมากสำหรับนักลงทุนที่ต้องวิเคราะห์การตัดสินใจของธนาคารกลาง ดาลิโอชี้ว่าผู้กำหนดนโยบายมักกลัวสิ่งที่ตัวเองไม่เคยเจอ พวกเขาเข้าใจตลาดและเศรษฐกิจในแบบที่ถูกทำให้ง่ายเกินไป มองนักลงทุนเป็นสิ่งเดียวที่เรียกว่า "ตลาด" แทนที่จะเป็นกลุ่มผู้เล่นที่หลากหลายที่ซื้อขายด้วยเหตุผลต่างกัน เมื่อตลาดทำไม่ดี พวกเขาคิดเรื่องการสร้างความเชื่อมั่น โดยไม่เห็นว่าผู้ซื้อรายเฉพาะมีเงินและเครดิตไม่พอ
.
.
22. คิดเรื่องการลงทุนเสมือนการคำนวณ Expected Value
.
ในส่วน Life Principles ดาลิโออธิบายหลักการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ เขาบอกว่าทุกการตัดสินใจคือการเดิมพันที่มีความน่าจะเป็นกับรางวัลของการคิดถูก และความน่าจะเป็นกับโทษของการคิดผิด การตัดสินใจที่ดีคือการตัดสินใจที่มี expected value เป็นบวก หมายถึงรางวัลคูณความน่าจะเป็นที่จะถูก สูงกว่าโทษคูณความน่าจะเป็นที่จะผิด
.
ที่น่าสนใจคือ ดาลิโอบอกว่าเมื่อเข้าใจ expected value แล้ว คุณจะรู้ว่าการเดิมพันบนสิ่งที่มีโอกาสเกิดสูงที่สุดไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอไป สมมติว่าบางสิ่งมีโอกาสสำเร็จเพียงหนึ่งในห้า (ยี่สิบเปอร์เซ็นต์) แต่ถ้าสำเร็จจะให้ผลตอบแทนสิบเท่าของเงินที่จะเสียถ้าล้มเหลว Expected value ของมันเป็นบวก ดังนั้นจึงเป็นการตัดสินใจที่ฉลาด ตราบใดที่คุณรับการขาดทุนได้
.
หลักการสำคัญอีกข้อคือการเพิ่มความน่าจะเป็นที่จะถูก มีคุณค่าเสมอ ไม่ว่าตอนนี้คุณจะมีโอกาสถูกแค่ไหนก็ตาม ดาลิโอชี้ให้เห็นว่าการเพิ่มความน่าจะเป็นจาก 51 เปอร์เซ็นต์ไปเป็น 85 เปอร์เซ็นต์ (เพิ่มขึ้น 34 จุด) ให้ค่ามากกว่าการเพิ่มจาก 49 เปอร์เซ็นต์ไปเป็น 51 เปอร์เซ็นต์ ถึง 17 เท่า เพราะการเพิ่ม 34 จุดเปอร์เซ็นต์หมายถึงเดิมพันหนึ่งในสามของคุณจะเปลี่ยนจากแพ้เป็นชนะ
.
.
23. ระวังการสับสนระหว่าง ความเป็นไปได้ กับความน่าจะเป็น
.
ดาลิโอบอกว่าอะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น แต่ความน่าจะเป็นต่างหากที่สำคัญ ทุกสิ่งต้องถูกชั่งน้ำหนักในแง่ของความน่าจะเป็นและถูกจัดลำดับความสำคัญ คนที่สามารถแยกความน่าจะเป็นออกจากความเป็นไปได้ มักเก่งในเรื่อง "การคิดเชิงปฏิบัติ" ตรงข้ามกับ "นักปรัชญา" ที่หลงทางในเมฆแห่งความเป็นไปได้
.
ในวงการลงทุน เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง สิ่งที่ "เป็นไปได้" คือทุกสิ่งที่อาจเกิด เช่น Tesla อาจจะกลายเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก ราคาน้ำมันอาจไปแตะ 200 ดอลลาร์ ทองคำอาจขึ้นถึง 5,000 ดอลลาร์ ทั้งหมดเป็นไปได้ แต่ความน่าจะเป็นของแต่ละสถานการณ์ต่างกันมาก และการลงทุนตามสิ่งที่ "เป็นไปได้" โดยไม่ได้ประเมินความน่าจะเป็นที่แท้จริง คือวิธีที่นักลงทุนสมัครเล่นเสียเงินไปตลอดเวลา
.
ดาลิโอยังเสริมว่า คุณต้องแยกสิ่งที่ "ต้องทำ" ออกจากสิ่งที่ "อยากทำ" และอย่าให้สิ่งที่อยากทำหลุดเข้าไปอยู่ในรายการแรก คุณคงไม่มีเวลาจัดการกับเรื่องไม่สำคัญ ซึ่งดีกว่าการไม่มีเวลาจัดการกับเรื่องสำคัญ การฝึกแยกความน่าจะเป็นออกจากความเป็นไปได้ ทำให้คุณใช้พลังงานไปกับสิ่งที่ส่งผลจริงในชีวิตการลงทุน
.
.
24. ชั่งน้ำหนักผลกระทบลำดับที่สองและสามของการตัดสินใจ
.
ดาลิโอชี้ว่าคนส่วนใหญ่ให้น้ำหนักกับผลลำดับที่หนึ่งของการตัดสินใจ และพลาดผลลำดับที่สองและสามไป ซึ่งมักมีทิศทางตรงข้ามกับลำดับแรก ผลลำดับที่หนึ่งของการออกกำลังกายคือความเจ็บปวดและเสียเวลา ผลลำดับที่สองคือสุขภาพดีและรูปร่างดีขึ้น อาหารที่อร่อยมักไม่ดีต่อสุขภาพ และอาหารที่ดีต่อสุขภาพมักไม่อร่อย
.
ในตลาดก็เช่นกัน ผลลำดับที่หนึ่งของการพิมพ์เงินคือตลาดหุ้นขึ้น สภาพคล่องล้น ผลลำดับที่สองคือเงินเฟ้อ ผลลำดับที่สามคือธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ย ผลลำดับที่สี่คือเศรษฐกิจชะลอตัวและตลาดหุ้นปรับฐาน นักลงทุนที่เก่งกว่าคนอื่นคือคนที่มองเห็นได้ไกลกว่าผลลำดับที่หนึ่ง
.
ดาลิโอบอกว่าธรรมชาติเหมือนคัดสรรเราด้วยการขว้างทางเลือกหลอกๆ ใส่เรา ทางเลือกที่มีผลกระทบทั้งสองทิศทาง และลงโทษคนที่ตัดสินใจโดยพิจารณาเฉพาะผลลำดับแรก สำหรับเทรดเดอร์ ทุกครั้งที่คุณจะเปิดสถานะ ลองถามตัวเองว่าถ้าเทรดนี้สำเร็จ ผลลำดับที่สองคืออะไร คุณจะมั่นใจเกินไปไหม คุณจะเพิ่มขนาดเดิมพันในครั้งหน้าหรือเปล่า ถ้ามันล้มเหลว ผลลำดับที่สองคืออะไร คุณจะกลัวเกินไปจนพลาดโอกาสที่ดีหรือไม่ การมองหลายชั้นแบบนี้ คือสิ่งที่ทำให้เกมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
.
.
25. ความสำเร็จที่แท้จริงซ่อนอยู่ในการดิ้นรนอย่างดีตลอดเส้นทาง
.
ดาลิโอเขียนข้อความที่ทรงพลังที่สุดในหนังสือไว้ในส่วน Looking Back from a Higher Level เขาบอกว่าหลังจากที่เขาผ่านความสำเร็จเกินกว่าฝันที่บ้าที่สุดของตัวเองมาหลายทศวรรษ เขาตระหนักว่าความพึงพอใจของความสำเร็จไม่ได้มาจากการบรรลุเป้าหมาย แต่มาจาก "Struggling Well" หรือการดิ้นรนอย่างดี
.
เขาให้ลองจินตนาการดูว่าถ้าคุณบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณทันที ไม่ว่าจะเป็นการทำเงินมากมาย คว้ารางวัลออสการ์ บริหารองค์กรที่ยิ่งใหญ่ หรือเป็นยอดฝีมือในกีฬาใดสักอย่าง คุณจะมีความสุขในตอนแรก แต่ไม่นาน ในไม่ช้าคุณจะพบว่าคุณต้องการสิ่งอื่นมาดิ้นรนต่อ
.
ลองดูคนที่บรรลุความฝันตั้งแต่อายุน้อย เด็กดารา ผู้ชนะลอตเตอรี นักกีฬาอาชีพที่รุ่งเรืองในช่วงต้นชีวิต พวกเขามักไม่จบลงด้วยความสุข เว้นแต่จะหาสิ่งที่ใหญ่กว่าและดีกว่าให้ดิ้นรนต่อ
.
สำหรับนักลงทุน บทเรียนนี้ปลดล็อกความเข้าใจที่ลึกที่สุดเรื่องเงิน คุณอาจคิดว่าถ้าพอร์ตของคุณถึงตัวเลขนั้น คุณจะมีความสุข แต่ความจริงคือไม่ใช่ คุณจะพบเป้าหมายใหม่ทันที ตัวเลขที่ใหญ่กว่าจะกลายเป็นเป้าหมายต่อไป
.
ดังนั้นความสุขของคุณในเส้นทางนี้ มาจากคุณภาพของกระบวนการ คุณภาพของการเรียนรู้ และคุณภาพของความสัมพันธ์ที่คุณสร้างระหว่างทาง มากกว่าตัวเลขปลายทางที่คุณตั้งไว้ การดิ้นรนอย่างดี คือคำตอบที่แท้จริงของเกมนี้
.
.
.
.
#SuccessStrategies

Pond Apiwat Atichat

บัณฑิตศิลปศาสตร์เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 8 หลักกลางๆ และเจ้าของเพจ Success Strategies กลยุทธ์แห่งความสำเร็จ

https://www.facebook.com/pond.atichat
Previous
Previous

สรุป 20 ข้อคิดจากหนังสือ Mindset: The New Psychology of Success ของ Carol S. Dweck

Next
Next

20 ข้อคิดจากหนังสือ Flow : The Psychology of Optimal Experience เขียนโดย Mihaly Csikszentmihalyi