20 ข้อคิดจากหนังสือ Flow : The Psychology of Optimal Experience เขียนโดย Mihaly Csikszentmihalyi
ในปี ค.ศ. 1990 นักจิตวิทยาชาวอเมริกันเชื้อสายฮังการีคนหนึ่งได้ตีพิมพ์หนังสือที่กลายเป็นตำราคลาสสิกของจิตวิทยาเชิงบวกในเวลาต่อมา ชายผู้นั้นชื่อ Mihaly Csikszentmihalyi ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโกที่ใช้เวลากว่ายี่สิบห้าปีศึกษาเรื่องเดียวอย่างมุ่งมั่น คือคำถามที่ Aristotle เคยถามไว้เมื่อสองพันสามร้อยปีก่อนว่ามนุษย์ต้องการอะไรมากที่สุด
.
คำตอบของ Aristotle คือความสุข และคำตอบของ Csikszentmihalyi ก็คือสิ่งเดียวกัน เพียงแต่เขาได้ศึกษาด้วยว่ามนุษย์จะเข้าถึงความสุขนั้นได้อย่างไร
.
หนังสือ Flow : The Psychology of Optimal Experience คือผลผลิตของการศึกษาวิจัยที่ครอบคลุมผู้คนหลายพันคนทั่วโลก ตั้งแต่นักไต่เขา นักหมากรุก ศัลยแพทย์ คนงานในโรงงาน ไปจนถึงคุณยายชาวเกาหลีและคนเลี้ยงแกะชาวนาวาโฮ
.
Csikszentmihalyi ค้นพบว่ามีสภาวะหนึ่งของจิตใจที่มนุษย์จากทุกวัฒนธรรมบรรยายคล้ายกันอย่างน่าประหลาดใจ สภาวะที่จิตจดจ่ออยู่กับสิ่งตรงหน้าจนลืมตัวตน ลืมเวลา และรู้สึกว่าทุกการกระทำลื่นไหลราวสายน้ำ เขาเรียกสภาวะนี้ว่า Flow
.
Csikszentmihalyi พาผู้อ่านสำรวจจิตสำนึก ความแตกต่างระหว่างความสุขกับความเพลิดเพลิน เงื่อนไขของการเข้าสู่ Flow บุคลิก autotelic ที่หล่อหลอม Flow ในชีวิตประจำวัน การพบ Flow ในร่างกาย ในความคิด ในการทำงาน ในความสัมพันธ์ ในความทุกข์ และสุดท้ายในการสร้างความหมายของชีวิตทั้งชีวิต
.
ต่อไปนี้คือ 20 ข้อคิดสำคัญที่กลั่นออกมาจากหนังสือเล่มนี้
.
.
===================
.
1. ความสุขต้องเตรียมการ บ่มเพาะ และปกป้อง
.
แม้มนุษย์ในยุคปัจจุบันจะมีชีวิตยืนยาวขึ้น ร่ำรวยขึ้น และล้อมรอบด้วยความสะดวกสบายที่กษัตริย์ในอดีตยังไม่เคยมี แต่คนส่วนใหญ่กลับยังรู้สึกว่าชีวิตของตนสูญเปล่า เต็มไปด้วยความวิตกกังวลและความเบื่อหน่าย ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นเพราะเรามองหาความสุขผิดที่ เราคิดว่าความสุขอยู่ที่เงิน อำนาจ หรือชื่อเสียง แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่หลอกลวง
.
ความจริงคือความสุขเป็นสภาวะที่แต่ละคนต้องเตรียมการ บ่มเพาะ และปกป้องเป็นการส่วนตัว คนที่เรียนรู้ที่จะควบคุมประสบการณ์ภายในของตนเองจะสามารถกำหนดคุณภาพชีวิตของตนได้ และนั่นใกล้เคียงที่สุดกับสิ่งที่เราเรียกว่าความสุข
.
Csikszentmihalyi อ้างคำพูดของ John Stuart Mill ที่ว่าจงถามตัวเองว่าคุณมีความสุขหรือไม่ แล้วคุณจะหยุดมีความสุขทันที และคำของ Viktor Frankl ที่บอกว่าความสำเร็จและความสุขนั้นไม่อาจไล่ตามได้ มันต้องตามมาเองในฐานะผลพลอยได้จากการอุทิศตนให้กับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา
.
.
2. ความสนใจคือพลังงานของจิต
.
ระบบประสาทของมนุษย์มีขีดจำกัด เราสามารถประมวลผลข้อมูลได้ราว 126 บิตต่อวินาที หรือประมาณ 185,000 ล้านบิตตลอดชีวิตเจ็ดสิบปี ฟังดูเป็นจำนวนมหาศาล แต่เมื่อพิจารณาว่าการเข้าใจสิ่งที่ใครคนหนึ่งกำลังพูดต้องใช้ราว 40 บิตต่อวินาที เราจะเริ่มเห็นว่ามนุษย์ไม่สามารถทำหลายสิ่งพร้อมกันได้อย่างที่คิด ภายในชั่วชีวิตของเรามีข้อมูลจำนวนจำกัดที่จะผ่านเข้ามาในจิตสำนึก และข้อมูลที่เราเลือกให้ผ่านเข้ามาคือสิ่งที่กำหนดเนื้อหาและคุณภาพของชีวิต
.
Csikszentmihalyi เสนอแนวคิดว่าความสนใจคือพลังงานของจิต เป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของเรา เพราะการระลึก การคิด การรู้สึก การตัดสินใจ ล้วนต้องใช้พลังงานนี้ทั้งสิ้น
.
คนที่ควบคุมจิตสำนึกได้ดีคือคนที่สามารถจดจ่อความสนใจตามต้องการ ไม่ถูกรบกวนง่าย และจดจ่ออยู่กับเป้าหมายได้นานเท่าที่จำเป็น ส่วนคนที่ใช้ความสนใจอย่างฟุ้งซ่านสะเปะสะปะ ชีวิตของพวกเขาก็จะกระจัดกระจายไปตามนั้น เราสร้างตัวตนของเราขึ้นมาด้วยวิธีที่เราใช้พลังงานนี้ ไม่ต่างจากศิลปินที่สร้างผลงานด้วยสีบนผืนผ้าใบ
.
.
3. Psychic entropy คือความปั่นป่วนทางจิตที่ต้องระวัง
.
เมื่อข้อมูลที่ขัดแย้งกับเป้าหมายของเราเข้ามาในจิตสำนึก จิตจะเข้าสู่ภาวะที่ Csikszentmihalyi เรียกว่า psychic entropy หรือความปั่นป่วนทางจิต อาจปรากฏในรูปของความเจ็บปวด ความกลัว ความโกรธ ความวิตกกังวล หรือความริษยา ทั้งหมดนี้บังคับให้ความสนใจของเราเบนไปยังสิ่งที่ไม่ปรารถนา ทำให้เราไม่สามารถใช้พลังงานจิตตามที่ต้องการได้
.
ตัวอย่างที่ Csikszentmihalyi ยกมาคือ Julio คนงานในโรงงานที่ยางรถยนต์รั่ว เขาไม่มีเงินซ่อมจนกว่าจะถึงวันเงินเดือนออก ความกังวลเรื่องเล็กเรื่องนี้ค่อยๆ กลืนกินสมาธิของเขาในที่ทำงาน
.
สภาวะตรงข้ามคือ Flow หรือสิ่งที่เขาเรียกว่า optimal experience เมื่อข้อมูลที่เข้ามาในจิตสำนึกสอดคล้องกับเป้าหมาย พลังงานจิตก็ลื่นไหลไม่ติดขัด ไม่มีอะไรต้องกังวล ไม่มีเหตุผลใดต้องสงสัยในความสามารถของตน
.
ตัวอย่างคือ Rico คนงานในโรงงานเดียวกันที่ทำงานเชื่อมโลหะซ้ำซากเหมือนกัน แต่เขาเข้าหามันเหมือนนักกีฬาโอลิมปิก ตั้งเป้าทำลายสถิติของตัวเอง ห้าปีที่ผ่านมา เขาลดเวลาที่ใช้ต่อชิ้นจากสี่สิบสามวินาทีลงเหลือยี่สิบแปดวินาที งานเดียวกัน คนเดียวกัน แต่คุณภาพประสบการณ์ต่างกันราวฟ้ากับเหว
.
.
4. ความสุขกับความเพลิดเพลินคือคนละสิ่งกัน
.
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่สำคัญที่สุดของยุคสมัยใหม่คือการเหมาเอาว่าความสุข (pleasure) กับความเพลิดเพลิน (enjoyment) เป็นสิ่งเดียวกัน Csikszentmihalyi แยกแยะสองสิ่งนี้อย่างชัดเจน
.
ความสุขคือความรู้สึกพึงพอใจที่เกิดขึ้นเมื่อความคาดหวังทางชีววิทยาหรือทางสังคมได้รับการตอบสนอง การกินเมื่อหิว การพักผ่อนหลังเหน็ดเหนื่อย การมีเซ็กส์ การดูทีวีพร้อมแก้วเหล้า สิ่งเหล่านี้คือความสุข มันช่วยรักษาความเป็นระเบียบของจิต แต่ไม่ได้สร้างความเป็นระเบียบใหม่ ความสุขเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องลงทุนพลังจิตใดๆ ผ่านการกระตุ้นทางเคมีหรือทางไฟฟ้าก็ได้เช่นกัน
.
ความเพลิดเพลินต่างออกไป มันเกิดขึ้นเมื่อบุคคลไม่เพียงตอบสนองความคาดหวัง แต่ก้าวข้ามไปสู่สิ่งที่ไม่คาดคิดและไม่เคยจินตนาการมาก่อน การเล่นเทนนิสกับคู่ที่สูสี การอ่านหนังสือที่เปิดมุมมองใหม่ การสนทนาที่นำไปสู่ความคิดที่ไม่รู้ว่าตัวเองมี การปิดดีลที่ต่อรองยาก
.
ประสบการณ์เหล่านี้อาจไม่ได้สบายในขณะที่กำลังเกิดขึ้น แต่หลังจากนั้นเรามักย้อนกลับมาคิดและบอกว่ามันสนุก เราอยากให้มันเกิดขึ้นอีก หลังประสบการณ์เพลิดเพลิน เรารู้ว่าตัวตนของเราเติบโตขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
.
.
5. แปดองค์ประกอบที่ก่อให้เกิด Flow
.
จากการสัมภาษณ์คนนับพันทั่วโลก Csikszentmihalyi ค้นพบว่าประสบการณ์ Flow ในทุกวัฒนธรรมและทุกกิจกรรมมีองค์ประกอบร่วมกันแปดประการ องค์ประกอบเหล่านี้ทำงานร่วมกันราวเครื่องจักรที่ออกแบบมาให้สร้างความหมายในจิตใจ และเมื่อเข้าใจแต่ละชิ้นส่วนแล้ว เราจะเริ่มเห็นว่าทำไมประสบการณ์นี้จึงทรงพลังจนคนยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อให้ได้สัมผัสมัน
.
ประการแรก เป็นกิจกรรมที่เรามีโอกาสทำสำเร็จ ไม่ใช่งานที่ยากเกินกำลังจนหมดหวัง และไม่ใช่งานง่ายเกินจนน่าเบื่อ คนจะเข้าสู่ Flow ได้ต้องเชื่อก่อนว่าตนทำได้ ความเชื่อมั่นนี้คือประตูบานแรก
.
ประการที่สอง เราสามารถจดจ่อกับมันได้อย่างเต็มที่ กิจกรรมต้องสามารถดึงความสนใจของเราเข้าไปทั้งหมดได้ ไม่ใช่ครึ่งๆ กลางๆ ดังนั้นกิจกรรมที่ทำได้แบบเหม่อลอย เช่นการดูทีวี จึงไม่ค่อยก่อให้เกิด Flow
.
ประการที่สาม กิจกรรมนั้นมีเป้าหมายชัดเจน นักหมากรุกรู้ว่าต้องรุกฆาต นักเทนนิสรู้ว่าต้องตีลูกเข้าเขตคู่ต่อสู้ ส่วนพ่อแม่ที่อ่านนิทานให้ลูกฟังก็มีเป้าหมายของช่วงเวลานั้นที่ชัดเจนเช่นกัน
.
ประการที่สี่ ให้ผลตอบกลับทันที ในแต่ละช่วงเวลา เรารู้ทันทีว่าเรากำลังทำได้ดีหรือยัง การลื่นไถลของกิจกรรมขึ้นอยู่กับการอ่านสัญญาณนี้ตลอดเวลา
.
ประการที่ห้า เราจมดิ่งลงไปจนความกังวลในชีวิตประจำวันเลือนหายไป นักไต่หน้าผาคนหนึ่งบอกว่ามันเหมือนระบบความจำของเขาถูกตัดขาด เขาจำได้แค่สามสิบวินาทีที่ผ่านมา และวางแผนได้แค่ห้านาทีข้างหน้า
.
ประการที่หก เรารู้สึกว่าควบคุมการกระทำของตนเองได้อย่างสมบูรณ์ แม้ในกิจกรรมที่อันตรายอย่างไต่หน้าผาหรือดำน้ำลึก สิ่งที่นักกีฬาเหล่านี้ชอบไม่ใช่ความเสี่ยงเอง แต่คือความรู้สึกว่าตนเองสามารถจัดการกับความเสี่ยงนั้นได้
.
ประการที่เจ็ด ความตระหนักในตัวตนหายไปชั่วขณะ แต่ที่น่าประหลาดคือเมื่อ Flow จบลง ตัวตนของเรากลับเข้มแข็งกว่าเดิม เพราะเราได้พิสูจน์อะไรบางอย่างกับตัวเองโดยไม่ต้องครุ่นคิดถึงมันในระหว่างทาง
.
ประการที่แปด การรับรู้เรื่องเวลาเปลี่ยนไป ชั่วโมงผ่านไปราวกับนาที หรือบางครั้งเวลาเสี้ยววินาทียืดยาวออกราวกับนาที เวลาในนาฬิกาไม่ใช่เวลาในประสบการณ์อีกต่อไป มันถูกแทนที่ด้วยจังหวะของกิจกรรมเอง
.
.
6. Flow อยู่ตรงเส้นแบ่งระหว่างความเบื่อกับความวิตก
.
หัวใจของ Flow คือสมดุลระหว่างความท้าทาย (challenge) กับทักษะ (skill)
.
Csikszentmihalyi อธิบายผ่านตัวอย่างของเด็กชายชื่อ Alex ที่เริ่มหัดเทนนิส
.
ในตอนแรกทักษะของ Alex มีน้อย ความท้าทายเดียวคือตีลูกข้ามตาข่าย แม้จะง่าย แต่เพราะระดับความยากเหมาะกับทักษะ Alex จึงอยู่ในสภาวะ Flow
.
เมื่อทักษะของเขาดีขึ้น การตีลูกข้ามตาข่ายเริ่มน่าเบื่อ เขาจึงต้องตั้งเป้าหมายใหม่ที่ท้าทายขึ้น เช่นพยายามชนะคู่แข่งที่เก่งกว่านิดหน่อย หากความท้าทายมากเกินไป เขาจะรู้สึกวิตกกังวลและต้องพัฒนาทักษะเพิ่มเติม
.
นี่คือแก่นของทฤษฎี Flow ที่งดงาม กิจกรรมที่นำมาซึ่งความเพลิดเพลินไม่ใช่กิจกรรมง่ายๆ ที่ทำได้สบาย และไม่ใช่กิจกรรมที่ยากเกินไปจนทำไม่ได้ มันอยู่ตรงพรมแดนระหว่างสองสุดขั้วนี้ และเส้นแบ่งนั้นเคลื่อนที่ตลอดเวลาตามการพัฒนาของแต่ละบุคคล นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Flow จึงนำมาสู่การเติบโตเสมอ เพราะเมื่อเราอยู่ในสภาวะนี้นานพอ ทักษะของเราจะพัฒนาขึ้นโดยอัตโนมัติ และเราจะต้องตั้งความท้าทายที่สูงขึ้นเพื่อกลับเข้าสู่สภาวะนั้นอีกครั้ง
.
.
7. เป้าหมายชัดเจนและผลตอบกลับทันทีคือเชื้อเพลิงของสมาธิ
.
หนึ่งในเหตุผลที่กิจกรรมอย่างหมากรุก เทนนิส หรือการปีนเขาทำให้เกิด Flow ได้ง่ายคือเป้าหมายและกฎเกณฑ์ของมันชัดเจน
.
นักเทนนิสรู้ว่าต้องตีลูกข้ามตาข่ายเข้าไปในเขตของคู่แข่ง นักหมากรุกรู้ว่าต้องรุกฆาตพระเจ้าฝ่ายตรงข้าม นักไต่หน้าผารู้ว่าต้องไต่ขึ้นไปถึงยอดโดยไม่ตก ในแต่ละการเคลื่อนไหว พวกเขารู้ทันทีว่าตัวเองทำได้ดีหรือไม่ ผลตอบกลับนี้ทำให้พวกเขาสามารถปรับเปลี่ยน แก้ไข และดำเนินการต่ออย่างต่อเนื่อง
.
ปัญหาของชีวิตประจำวันคือเป้าหมายมักไม่ชัดเจน และผลตอบกลับมักล่าช้าหรือคลุมเครือ คนที่ต้องการสร้าง Flow ในชีวิตประจำวันต้องเรียนรู้ที่จะตั้งเป้าหมายให้ตัวเองและพัฒนาความสามารถในการอ่านผลตอบกลับ
.
ศิลปินผู้วาดภาพไม่มีกฎภายนอกที่บอกว่าภาพต้องออกมาแบบไหน แต่ศิลปินที่เข้าถึง Flow ได้ต้องมีเกณฑ์ภายในที่ชัดเจน ทุกฝีแปรง เธอต้องบอกตัวเองได้ว่าใช่ มันใช้ได้ หรือไม่ มันยังไม่ใช่ หากปราศจากเกณฑ์ภายในเหล่านี้ Flow ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้
.
.
8. บุคลิก autotelic คือกุญแจสู่ Flow ในชีวิตประจำวัน
.
คำว่า autotelic มาจากภาษากรีกสองคำ คือ auto ที่แปลว่าตัวเอง และ telos ที่แปลว่าเป้าหมาย หมายถึงกิจกรรมที่ทำเพื่อตัวมันเอง ไม่ใช่เพื่อรางวัลภายนอก
.
คนที่มีบุคลิก autotelic คือคนที่สามารถสร้างประสบการณ์ Flow ได้ในสภาพแวดล้อมแห้งแล้งที่สุด พวกเขาแทบไม่เคยเบื่อ ไม่ค่อยวิตกกังวล จมดิ่งอยู่กับสิ่งที่กำลังทำ และอยู่ใน Flow แทบทั้งวัน
.
ตัวอย่างในเล่มคือ Joe Kramer ช่างเชื่อมในโรงงานชิคาโกที่เป็นคนเดียวในโรงงานที่เปลี่ยนงานน่าเบื่อให้เป็นกิจกรรมที่ซับซ้อนได้ Joe ปฏิเสธการเลื่อนตำแหน่งหลายครั้งเพราะเขาชอบเป็นช่างเชื่อม เขาเรียนรู้การทำงานของเครื่องจักรทุกชิ้นในโรงงานด้วยตัวเอง โดยเริ่มจากการจินตนาการว่าถ้าฉันเป็นเครื่องปิ้งขนมปังที่ใช้งานไม่ได้ ฉันจะมีปัญหาอะไร
.
ที่บ้าน Joe สร้างสวนหินที่มีระบบสปริงเกอร์ออกแบบเองที่ทำให้เกิดสายรุ้ง และเพราะแสงแดดมักลับไปเมื่อเขากลับถึงบ้าน เขาออกแบบไฟสปอตไลต์ที่มีสเปกตรัมเหมาะสมที่ทำให้สายรุ้งปรากฏได้แม้กลางดึก คนเชื่อมโลหะคนเดียวกันที่อยู่ในโรงงานเดียวกันกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นกลายเป็นมหาเศรษฐีแห่งประสบการณ์เพียงเพราะวิธีมองโลกของเขา
.
.
9. ครอบครัวที่บ่มเพาะ Flow คือมรดกที่ล้ำค่าที่สุดที่พ่อแม่มอบให้ลูก
.
Csikszentmihalyi และ Kevin Rathunde นักวิจัยร่วมที่ชิคาโก ศึกษาว่าวัยรุ่นแบบไหนที่มีโอกาสเข้าสู่ Flow ได้บ่อยกว่าคนอื่น พวกเขาพบว่าครอบครัวที่ส่งเสริม Flow มีลักษณะห้าประการที่สอดคล้องกับองค์ประกอบของ Flow โดยตรง
.
ประการแรกคือ Clarity หรือความชัดเจน ลูกรู้ว่าพ่อแม่คาดหวังอะไรจากพวกเขา เป้าหมายและผลตอบกลับในครอบครัวไม่คลุมเครือ ลูกไม่ต้องเดาใจ ไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังงานจิตไปกับการตีความว่าพ่อแม่กำลังโกรธหรือไม่
.
ประการที่สองคือ Centering ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่สนใจในสิ่งที่พวกเขากำลังทำในปัจจุบัน ในความรู้สึกของพวกเขาตอนนี้ ไม่ใช่หมกมุ่นแต่ว่าลูกจะเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ได้หรือไม่ ความสนใจอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อนาคตที่ยังมาไม่ถึง
.
ประการที่สามคือ Choice ลูกรู้สึกว่ามีทางเลือกมากมาย แม้แต่ทางเลือกที่จะฝ่าฝืนกฎของพ่อแม่ ตราบที่พร้อมรับผลที่ตามมา ความรู้สึกว่ามีอำนาจในการตัดสินใจคือรากฐานของการเป็นเจ้าของชีวิตตนเอง
.
ประการที่สี่คือ Commitment ความไว้วางใจที่ทำให้ลูกผ่อนคลายเกราะป้องกันและจมดิ่งไปกับสิ่งที่พวกเขาสนใจ พวกเขาไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังงานไปกับการระวังตัว
.
ประการสุดท้ายคือ Challenge การที่พ่อแม่ทุ่มเทมอบโอกาสให้ลูกได้เผชิญสิ่งที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ไม่ปกป้องจนเกินไปจนลูกไม่ได้เติบโต
.
.
10. ผู้รอดชีวิตจากความเลวร้ายที่สุดคือครูที่สอนเราเรื่อง Flow ได้ดีที่สุด
.
Richard Logan นักวิจัยที่ Csikszentmihalyi อ้างถึง ได้ศึกษาเรื่องราวของผู้คนที่รอดชีวิตจากสถานการณ์เลวร้ายที่สุดของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นนักสำรวจขั้วโลกที่หลงทาง นักโทษค่ายกักกัน หรือผู้ถูกคุมขังเดี่ยว
.
สิ่งที่พวกเขามีร่วมกันคือความสามารถในการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมที่หดหู่ที่สุดให้เป็นประสบการณ์ที่ควบคุมได้ พวกเขาทำตามพิมพ์เขียวของ Flow โดยอัตโนมัติ คือสังเกตรายละเอียดรอบตัวอย่างใส่ใจ ตั้งเป้าหมายที่เหมาะกับสถานการณ์ และคอยตรวจสอบความก้าวหน้าของตน
.
Christopher Burney นักโทษของนาซีที่ถูกขังเดี่ยวนานหลายปี เริ่มจากการตรวจสอบเตียงในห้องขัง วัดความยาวความกว้าง วัดความหนาของผ้าห่ม สำรวจหน้าต่าง ดูกลไกของส้วม
.
Albert Speer สถาปนิกคนโปรดของฮิตเลอร์ ใช้เวลาในคุก Spandau หลายเดือนจินตนาการว่ากำลังเดินเท้าจากเบอร์ลินไปเยรูซาเลม
.
Tollas Tibor กวีฮังการีที่ถูกขังเดี่ยว ใช้เวลากว่าปีจัดการประกวดแปลบทกวีของ Walt Whitman ระหว่างนักโทษหลายร้อยคนในเรือนจำ โดยใช้สบู่ทาบนพื้นรองเท้าเป็นกระดาษ ใช้ไม้จิ้มฟันเป็นปากกา
.
และนักบินอเมริกันคนหนึ่งที่ถูกขังในเวียดนามใต้นานหลายปีและสูญเสียน้ำหนักไปแปดสิบปอนด์ ฟื้นตัวมาตีกอล์ฟได้อย่างยอดเยี่ยมในวันแรกที่ออกจากคุก เพราะทุกวันในคุกเขาเล่นกอล์ฟครบสิบแปดหลุมในจินตนาการ เลือกไม้ทุกครั้งอย่างพิถีพิถัน
.
สิ่งที่ผู้รอดชีวิตเหล่านี้แสดงให้เราเห็นคือสิ่งที่ Logan เรียกว่า nonself-conscious individualism หรือเป้าหมายที่กำหนดทิศทางอย่างชัดเจนแต่ไม่ได้เห็นแก่ตัว
.
พวกเขาทุ่มเททำให้ดีที่สุดในทุกสถานการณ์ โดยไม่ได้คิดถึงผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง เพราะมีพลังจิตเหลือพอที่จะสังเกตและวิเคราะห์สภาพแวดล้อมอย่างเป็นกลาง พวกเขาจึงค้นพบโอกาสในการกระทำที่คนอื่นมองไม่เห็น
.
.
11. ร่างกายคือบ่อแห่ง Flow ที่ใกล้ตัวที่สุดและถูกใช้น้อยที่สุด
.
Csikszentmihalyi เปิดบทเรื่องร่างกายด้วยคำกล่าวของ J. B. Cabell ที่ว่ามนุษย์เราไม่เป็นเจ้าของอะไรอย่างแน่นอนเลย นอกจากร่างกายที่ยืมมาในช่วงสั้นๆ แต่ร่างกายมนุษย์นั้นสามารถมอบความเพลิดเพลินอย่างพิสดารได้มากมาย ทุกการเคลื่อนไหว การมอง การได้ยิน การชิม การสัมผัส ล้วนเป็นประตูสู่ Flow ได้ทั้งสิ้น แต่คนส่วนใหญ่ปล่อยให้ประตูเหล่านี้ปิดสนิทตลอดชีวิต
.
แม้แต่กิจกรรมง่ายที่สุดอย่างการเดินก็สามารถเป็น Flow activity ได้ เพียงตั้งเป้าหมายโดยรวม (เช่นจะเดินไปที่ไหน) ตั้งเป้าย่อย (ผ่านสถานที่ใดบ้าง) หาวิธีวัดความก้าวหน้า จดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำ พัฒนาทักษะที่ใช้ และเพิ่มระดับความท้าทายเมื่อเริ่มเบื่อ
.
นักเดินป่าผู้ชำนาญเลือกจุดวางเท้าโดยคำนวณมวล ความเร็ว และแรงเสียดทานในเสี้ยววินาที ส่วนคนเดินในเมืองอาจจะเลือกเส้นทางสั้นที่สุด หรือเดินจับเวลาให้ตรงกับสัญญาณไฟ การเดินอย่างไม่มีเป้าหมายคือความน่าเบื่อ แต่การเดินอย่างมีเป้าหมายคือศิลปะที่งดงามได้
.
ข้อค้นพบที่น่าสนใจจากการวิจัยของ Csikszentmihalyi คือ คนที่ใช้กิจกรรมยามว่างที่ต้องอาศัยทรัพยากรภายนอกแพงๆ เช่นเรือสปีดโบ๊ต รถ หรือทีวี กลับมีความสุขน้อยกว่าคนที่ทำกิจกรรมที่ใช้พลังงานจิตของตนเองสูง
.
คนมีความสุขแค่เพียงคุยกัน ทำสวน ถักไหมพรม หรือทำงานอดิเรกธรรมดา ความสุขไม่ได้อยู่แค่สิ่งที่คุณทำ แต่ยังขึ้นอยู่กับวิธีที่คุณทำมัน
.
.
12. โยคะคือต้นแบบของ Flow ที่บ่มเพาะมานานสองพันปี
.
Csikszentmihalyi ชี้ให้เห็นว่าตะวันออกมีระบบฝึกจิตที่เก่าแก่และสมบูรณ์แบบมานานก่อนที่จิตวิทยาตะวันตกจะเริ่มสนใจเรื่องนี้
.
Hatha Yoga ที่ Patanjali รวบรวมไว้เมื่อราวพันห้าร้อยปีที่แล้วประกอบด้วยขั้นตอนแปดประการในการพัฒนาทักษะที่ทับซ้อนกับทฤษฎี Flow อย่างน่าทึ่ง ตั้งแต่การควบคุมจริยธรรม การควบคุมร่างกาย การควบคุมลมหายใจ การถอนความสนใจจากภายนอก ไปจนถึงสมาธิอันลึกซึ้งที่นำไปสู่สมาธิแห่งความเป็นหนึ่ง
.
ความเหมือนระหว่างโยคะกับ Flow นั้นชัดเจนมากจนสามารถกล่าวได้ว่าโยคะคือ Flow Activity ที่วางแผนอย่างละเอียดที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างขึ้น ทั้งสองพยายามบรรลุการมีส่วนร่วมที่ลืมตัวตนผ่านการจดจ่อ ที่อาศัยวินัยของร่างกาย
.
ความแตกต่างเดียวคือ Flow มุ่งเสริมสร้างตัวตน ขณะที่โยคะมุ่งสลายตัวตน แต่หากมองให้ลึก เจ็ดในแปดขั้นของโยคะคือการสะสมทักษะในการควบคุมจิตสำนึก ก่อนที่จะปล่อยวางในขั้นสุดท้าย ทั้งสองระบบจึงพูดเรื่องเดียวกันด้วยภาษาคนละภาษา
.
.
13. การคิดและการอ่านคือ Flow ที่ทรงพลังที่สุดของจิตใจ
.
มนุษย์มีของขวัญที่สัตว์อื่นไม่มี คือความสามารถในการสร้างโลกในจินตนาการผ่านสัญลักษณ์ ความสามารถนี้ทำให้เราสามารถเข้าสู่ Flow ได้แม้ในยามที่ร่างกายอยู่นิ่ง การคิด การคำนวณ การแต่งกลอน การอ่าน การเขียน ทั้งหมดล้วนเป็น Flow activities ที่ทรงพลัง
.
Csikszentmihalyi ชี้ว่าการอ่านคือกิจกรรมที่ผู้คนทั่วโลกระบุบ่อยที่สุดว่าเป็นแหล่งของ Flow การอ่านต้องการการจดจ่อ มีเป้าหมาย ต้องการทักษะหลายอย่าง ตั้งแต่การถอดรหัสตัวอักษร การเปลี่ยนคำเป็นภาพในใจ การเข้าใจตัวละครในนิยาย ไปจนถึงการตีความและประเมินงานเขียน
.
การเขียนก็เช่นกัน Csikszentmihalyi เสนอว่าการเขียนไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดข้อมูล แต่คือการสร้างข้อมูลที่ไม่เคยมีอยู่ก่อน ความคิดบางอย่างไม่มีอยู่จนกระทั่งเราเขียนมันออกมา
.
การเขียนบันทึก การเขียนจดหมาย การเขียนกลอน คือวิธีจัดระเบียบประสบการณ์ในจิตใจ และเป็นการบำบัดอย่างหนึ่ง คนสมัยก่อนเขียนจดหมายและบันทึกประจำวันยาวเหยียดเพื่อสร้างความหมายให้กับชีวิตประจำวันที่ดูสุ่มสี่สุ่มห้า
.
.
14. ความขัดแย้งของงาน คือเราชอบมันมากกว่าที่เราคิด
.
หนึ่งในการค้นพบที่น่าตกใจที่สุดของ Csikszentmihalyi คือคนเรามีประสบการณ์ Flow ในที่ทำงานบ่อยกว่าในยามว่างถึงสามเท่า
.
จากการวิจัยด้วย Experience Sampling Method ที่สุ่มเรียกผู้เข้าร่วมการศึกษาแปดครั้งต่อวันให้บันทึกว่ากำลังทำอะไรและรู้สึกอย่างไร พบว่า 54 เปอร์เซ็นต์ของช่วงเวลาในที่ทำงาน คนเรารู้สึกว่ากำลังเผชิญความท้าทายและใช้ทักษะในระดับสูง ขณะที่ยามว่างมีเพียง 18 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
.
แต่สิ่งที่ขัดแย้งคือ เมื่อถามว่าตอนนี้อยากทำอะไรอยู่ คนเรามักตอบว่าอยากทำอะไรอย่างอื่นมากกว่างานที่ทำอยู่ และเมื่ออยู่ในยามว่าง พวกเขาไม่อยากทำอะไรอย่างอื่นเลย ทั้งที่ประสบการณ์จริงในยามว่างเต็มไปด้วยความเฉื่อยชา อ่อนเปลี้ย และไม่พอใจ
.
ความขัดแย้งนี้บอกอะไรเรา? มันบอกว่าเราไม่ได้ฟังเสียงของประสบการณ์จริงๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา เรามีภาพในหัวว่างานคือภาระ คือสิ่งที่ถูกบีบบังคับ คือการเสียอิสรภาพ ดังนั้นเราจึงปฏิเสธมันแม้ในขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับมัน นี่คือโศกนาฏกรรมของคนทำงานสมัยใหม่ คือการมีประสบการณ์ที่ดีโดยไม่รู้ตัวว่ามันดี
.
.
15. งานทุกชนิดสามารถเป็น Flow ได้ ขึ้นอยู่กับสายตาที่มอง
.
Csikszentmihalyi ยกตัวอย่างผู้คนสามคนจากสามยุคสมัยที่แสดงให้เห็นว่างานที่ดูน่าเบื่อที่สุดสามารถเป็นกิจกรรมที่ซับซ้อนและน่าเพลิดเพลินได้
.
Serafina Vinon คือคุณยายวัยเจ็ดสิบหกในหุบเขาอัลไพน์ของอิตาลีที่ตื่นตีห้าทุกวันเพื่อรีดนมวัว ดูแลสวนผลไม้ และตัดหญ้าบนเทือกเขา เธอบอกว่าสิ่งที่เธอชอบที่สุดในชีวิตคือสิ่งที่เธอทำเพื่อหาเลี้ยงชีพอยู่แล้วทุกวัน หากให้เวลาและเงินกับเธอไม่จำกัด เธอจะทำสิ่งเดียวกันนี้
.
Joe Kramer คือช่างเชื่อมในชิคาโกที่เปลี่ยนงานน่าเบื่อในโรงงานให้เป็นปริศนากลที่ต้องไขทุกวัน เขาเรียนรู้การทำงานของเครื่องจักรทุกชิ้น ปฏิเสธการเลื่อนตำแหน่ง และที่บ้านสร้างสวนหินที่มีระบบสายรุ้งกลางคืน
.
Ting คือพ่อครัวในนิทานของจวงจื้อเมื่อสองพันสามร้อยปีก่อน ที่ถลกหนังวัวด้วยจังหวะราวกับเต้นรำ และเมื่อท่าน Wenhui ชมว่าเก่ง เขาตอบว่าสิ่งที่ผมสนใจคือวิถี ซึ่งอยู่เหนือทักษะ
.
สามคนนี้ในสามยุคสมัยและสามทวีปบอกเราเรื่องเดียวกัน คืองานของพวกเขาหนัก น่าเบื่อ ซ้ำซากในสายตาคนภายนอก แต่พวกเขาเปลี่ยนงานที่ต้องทำให้เป็นกิจกรรมที่ซับซ้อน โดยมองเห็นโอกาสที่คนอื่นมองไม่เห็น พัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง จดจ่อกับสิ่งตรงหน้า และยอมจมดิ่งในปฏิสัมพันธ์จนตัวตนของพวกเขาเข้มแข็งขึ้น งานจึงกลายเป็นสิ่งที่เลือกทำเอง แม้ในความเป็นจริงพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น
.
.
16. ยามว่างคือดาบสองคม
.
ในขณะที่งานสมัยใหม่ค่อยๆ ดีขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว ยามว่างกลับยิ่งเป็นปัญหามากขึ้น Csikszentmihalyi อ้างคำของ Robert Park นักสังคมวิทยาชาวอเมริกันที่กล่าวเมื่อกว่าหกสิบปีที่แล้วว่า การสูญเปล่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิตอเมริกันอยู่ที่การใช้ยามว่างอย่างไร้ประโยชน์
.
อุตสาหกรรมยามว่างยักษ์ใหญ่ของยุคปัจจุบันถูกออกแบบมาเพื่อเติมเวลาว่างด้วยประสบการณ์ที่น่าเพลิดเพลิน แต่แทนที่จะใช้พลังกายและจิตของเราเองในการสร้าง Flow คนส่วนใหญ่ใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อสัปดาห์ดูนักกีฬาที่มีชื่อเสียงเล่นในสนามใหญ่ๆ แทนที่จะเล่นดนตรีเอง เราฟังแผ่นเสียงทองคำของนักดนตรีเศรษฐี แทนที่จะสร้างศิลปะ เราไปดูภาพวาดที่ประมูลได้ราคาแพงที่สุด แทนที่จะเสี่ยงทำตามความเชื่อของตน เราดูนักแสดงในจอแกล้งทำเป็นผจญภัย
.
การมีส่วนร่วมแทนนี้สามารถปกปิดความว่างเปล่าของเวลาที่สูญเปล่าได้ชั่วคราว แต่มันเป็นเพียงเงาที่ซีดของความสนใจที่ลงทุนกับความท้าทายจริง พลังงานจิตที่ควรใช้สำหรับเป้าหมายที่ซับซ้อนถูกถลุงไปกับรูปแบบกระตุ้นที่เลียนแบบความจริง
.
.
17. การเปลี่ยนความทุกข์เป็นโอกาสคือความสามารถสูงสุดของจิตใจ
.
ในบทที่ Csikszentmihalyi ตั้งชื่อว่า Cheating Chaos หรือการโกงความวุ่นวาย เขาวิเคราะห์ว่าทำไมบางคนถูกความเครียดบดขยี้ ขณะที่บางคนกลับเข้มแข็งขึ้นจากมัน
.
คำตอบของเขาเรียบง่าย คนที่รู้วิธีเปลี่ยนสถานการณ์สิ้นหวังให้กลายเป็นกิจกรรม Flow ใหม่ที่ควบคุมได้ จะสามารถเพลิดเพลินกับมัน และออกมาจากบททดสอบนั้นด้วยตัวตนที่เข้มแข็งขึ้น เขาเสนอสามขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงนี้
.
ขั้นแรกคือ unselfconscious self-assurance หรือความเชื่อมั่นในตนเองที่ไม่ยึดติดกับอัตตา คนแบบนี้เชื่อว่าโชคชะตาอยู่ในมือตน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้เห็นตนเองเป็นศัตรูกับสภาพแวดล้อม พวกเขาพร้อมยอมรับว่าเป้าหมายของตนอาจต้องอยู่ใต้สิ่งที่ใหญ่กว่า เป็นการรวมความมั่นใจกับความถ่อมตนเข้าด้วยกัน
.
ขั้นที่สองคือ focusing attention on the world หรือการส่งพลังจิตออกไปสำรวจโลกภายนอก แทนที่จะจมอยู่กับความกังวลภายใน คนที่อยู่ในความเครียดมักหดตัวเองเข้าใน แต่คนที่รู้วิธีจัดการความเครียดจะเปิดความสนใจออกไปอ่านสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว ทำให้พวกเขาเห็นทางเลือกใหม่ที่คนอื่นมองข้าม
.
ขั้นที่สามคือ the discovery of new solutions หรือการค้นพบทางออกใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เมื่อหนึ่งและสองทำงานร่วมกัน ทางออกใหม่ๆ จะปรากฏขึ้นเอง ราวกับศิลปินที่ไม่มีภาพในใจชัดเจนตั้งแต่แรก แต่ค่อยๆ ปล่อยให้ภาพเกิดขึ้นจากการสนทนากับสีและรูปทรงบนผืนผ้าใบ
.
Csikszentmihalyi ยกตัวอย่างเรื่องน่าสะเทือนใจของทหารอเมริกันในสงครามเกาหลีที่ได้รับร่มชูชีพแบบถนัดซ้ายแทนที่จะเป็นร่มถนัดขวา
.
แม้สิบโทผู้แจกร่มจะอธิบายว่าใช้งานเหมือนกัน เพียงสายดึงอยู่ทางซ้ายแทนที่จะเป็นทางขวา ทหารคนนั้นกระโดดออกจากเครื่องบินที่ความสูงแปดพันฟุตและเสียชีวิตเพราะร่มไม่กางออก
.
ทีมสอบสวนพบว่าเสื้อผ้าด้านขวาของเขาฉีกขาดและเนื้อหน้าอกถูกขูดออกเป็นรอยลึก เขามัวแต่หาสายดึงในตำแหน่งที่คุ้นเคย โดยไม่ได้สังเกตว่าสายจริงอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่นิ้วทางซ้าย ความปลอดภัยอยู่แค่ปลายนิ้ว แต่ความกลัวที่จดจ่ออยู่ที่ตำแหน่งเดิมทำให้เขาพลาด
.
.
18. การสร้างความหมายของชีวิตคือก้าวสุดท้ายของ Flow
.
แม้เราจะค้นพบ Flow ในงาน ในความสัมพันธ์ และในความท้าทายแต่ละชิ้น เราก็ยังอาจรู้สึกว่าชีวิตมันไม่มีความหมาย Csikszentmihalyi เตือนว่า Picasso เพลิดเพลินกับการวาดภาพ แต่เมื่อวางพู่กันเขากลายเป็นคนน่ารังเกียจ Bobby Fischer นักหมากรุกอัจฉริยะดูเฉื่อยชาสุดขีดเมื่อจิตไม่ได้อยู่กับกระดาน Flow ในกิจกรรมหนึ่งไม่รับประกันว่ามันจะส่งต่อไปยังส่วนอื่นของชีวิต
.
ก้าวสุดท้ายของทฤษฎี Flow คือการเปลี่ยนทั้งชีวิตให้เป็นประสบการณ์ Flow เดียวที่ต่อเนื่อง สิ่งนี้ต้องการเป้าหมายที่ใหญ่พอที่จะจัดระเบียบพลังงานจิตของทั้งชีวิต
.
Csikszentmihalyi ชี้ว่าความหมายไม่ได้ถูกฝังอยู่ในธรรมชาติของจักรวาล มันไม่มีอยู่จริงในแบบที่เราคาดหวัง แต่เราสร้างมันขึ้นมาเองได้ จากมุมมองของแต่ละคน ไม่สำคัญว่าเป้าหมายสูงสุดคืออะไร ตราบที่มันท้าทายพอที่จะจัดระเบียบพลังจิตของชีวิตทั้งชีวิต อาจเป็นการหาทางรักษามะเร็ง อาจเป็นการสะสมขวดเบียร์ที่ดีที่สุดในละแวกบ้าน อาจเป็นความปรารถนาให้ลูกหลานอยู่ดีกินดี
.
ตราบใดที่มันให้เป้าหมายชัดเจน กฎเกณฑ์ชัดเจน และทำให้เราจดจ่อและจมดิ่งได้ มันก็เป็นเป้าหมายที่ให้ความหมายแก่ชีวิตได้ทั้งสิ้น
.
.
19. Life Themes คือเส้นด้ายที่ร้อยเรียงทั้งชีวิตเข้าด้วยกัน
.
นักจิตวิทยาเรียกเป้าหมายระดับสูงสุดที่จัดระเบียบทั้งชีวิตของคนเราว่า Life Theme หรือธีมของชีวิต ธีมนี้กำหนดว่าอะไรจะทำให้การมีอยู่น่าเพลิดเพลิน เมื่อบุคคลมี Life Theme ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจะมีความหมาย ไม่จำเป็นต้องเป็นความหมายเชิงบวก แต่มีความหมาย Csikszentmihalyi แยกแยะระหว่าง Life Themes สองแบบหลัก
.
แบบแรกคือ Accepted Life Themes หรือธีมที่ยอมรับมา คือธีมที่สังคม ครอบครัว หรือวัฒนธรรมหยิบยื่นให้ และเรารับมันมาโดยไม่ตั้งคำถาม เช่นการเป็นพ่อแม่ที่ดี เป็นพนักงานที่ภักดี เป็นพลเมืองที่เคารพกฎหมาย
.
ธีมแบบนี้ทำงานได้ดีเมื่อสังคมเป็นปกติ แต่อาจกลายเป็นกับดักได้เมื่อสังคมเลวร้าย Csikszentmihalyi ยกตัวอย่าง Adolf Eichmann นาซีที่ส่งคนหลายหมื่นไปห้องรมแก๊สอย่างเย็นชา เพราะเขามองว่ากฎของระบบราชการคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในยามที่สังคมดี Eichmann อาจเป็นเสาหลักที่น่านับถือของชุมชน แต่ในยามที่คนบ้าครองอำนาจ ธีมแบบนี้ทำให้พลเมืองตรงไปตรงมากลายเป็นผู้ช่วยอาชญากรโดยไม่ต้องเปลี่ยนเป้าหมายของตนแม้แต่นิดเดียว
.
แบบที่สองคือ Discovered Life Themes หรือธีมที่ค้นพบเอง คือธีมที่เราตกผลึกขึ้นมาเองจากประสบการณ์ การไตร่ตรอง และการเลือกอย่างอิสระ
.
ธีมแบบนี้เปราะบางในแง่ที่ขาดความชอบธรรมทางสังคม อาจถูกมองว่าบ้าหรือทำลายล้าง แต่ทรงพลังมากเมื่อตั้งอยู่บนเป้าหมายเก่าแก่ของมนุษยชาติที่ค้นพบและเลือกใหม่อย่างอิสระ Malcolm X ที่ในวัยหนุ่มเป็นนักเลงและพ่อค้ายาในสลัม ค้นพบในคุกผ่านการอ่านและไตร่ตรองว่ามีเป้าหมายอื่นที่จะให้เกียรติและการเคารพตนเองได้ เขาสร้างอัตลักษณ์ใหม่ที่ประกอบขึ้นจากเศษเสี้ยวของความสำเร็จของมนุษยชาติในอดีต และสร้างเป้าหมายที่ซับซ้อนกว่าให้กับคนชายขอบอีกจำนวนมาก
.
ตัวอย่างอีกคนคือชายที่ Csikszentmihalyi เรียกว่า E. ลูกชายของครอบครัวอพยพยากจนในนิวยอร์กช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ เมื่ออายุเจ็ดขวบ พ่อแม่ของเขาเก็บเงินซื้อจักรยานให้เป็นของขวัญวันเกิด ไม่กี่วันต่อมา เขาถูกรถของหมอผู้ร่ำรวยชนจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและจักรยานพัง หมอสัญญาว่าจะจ่ายค่ารักษาและซื้อจักรยานใหม่ให้ ขอเพียงอย่าแจ้งความ
.
E. และพ่อแม่เชื่อใจหมอ แต่หมอไม่เคยติดต่อกลับมาอีก เหตุการณ์นี้อาจทำให้ E. กลายเป็นคนที่เกลียดชังโลก แต่เขากลับตีความมันต่างออกไป
.
เมื่อโตขึ้น เขาอ่านรัฐธรรมนูญอเมริกันที่โรงเรียนและตระหนักว่าครอบครัวของเขาถูกเอาเปรียบเพราะไม่รู้สิทธิ ไม่รู้กฎของเกม ไม่มีตัวแทนในหมู่ผู้มีอำนาจ เขาตัดสินใจตรงนั้นว่าจะเป็นนักกฎหมาย เพื่อให้แน่ใจว่าความอยุติธรรมแบบที่เกิดกับเขาจะไม่เกิดกับคนอื่นง่ายๆ อีกต่อไป
.
E. กลายเป็นผู้พิพากษา และในที่สุดเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลที่ช่วยพัฒนานโยบายสิทธิพลเมือง เขาเปลี่ยนความเจ็บปวดส่วนตัวให้เป็นความท้าทายที่ทำให้ชีวิตของคนนับล้านดีขึ้น
.
สิ่งสำคัญที่ Csikszentmihalyi ชี้ให้เห็นคือความเจ็บปวดไม่ได้เป็นตัวกำหนดธีมชีวิต การตีความความเจ็บปวดต่างหากที่กำหนด หากเด็กที่มีพ่อขี้เมารุนแรงตีความว่าผู้ชายทุกคนล้วนอ่อนแอและรุนแรง เขาจะไม่ได้อะไรเลย แต่หากตีความว่าปัญหาคือความไร้อำนาจของกลุ่มคนชายขอบ เขาก็จะมีทางที่จะพัฒนาทักษะมารับมือกับมันได้
.
.
20. ภูมิปัญญาของบรรพชนคือเพื่อนร่วมทางสุดท้ายของชีวิต
.
หากมีกลยุทธ์เดียวที่ร่วมกันระหว่างคนที่สร้างความหมายให้ชีวิตได้สำเร็จ มันคือสิ่งที่เรียบง่ายและชัดเจน แต่ถูกมองข้ามบ่อยมากในปัจจุบัน Csikszentmihalyi จึงเลือกจะปิดเล่มด้วยมัน
.
กลยุทธ์นั้นคือการดึงเอาภูมิปัญญาที่บรรพชนสะสมไว้มาใช้สร้างระเบียบในจิตใจของตน
.
วัฒนธรรมของมนุษย์เก็บสะสมข้อมูลที่จัดระเบียบอย่างดีไว้มากมาย ดนตรีอันยิ่งใหญ่ สถาปัตยกรรม ศิลปะ บทกวี ละคร นาฏศิลป์ ปรัชญา และศาสนา ล้วนเป็นตัวอย่างของวิธีที่มนุษย์ในอดีตได้สร้างระเบียบขึ้นมาจากความวุ่นวาย
.
แต่ผู้คนจำนวนมากเพิกเฉยต่อสิ่งเหล่านี้ คาดหวังว่าจะสร้างความหมายให้ชีวิตด้วยตัวเองทั้งหมด ซึ่งเหมือนการพยายามสร้างวัฒนธรรมทางวัตถุขึ้นมาใหม่ในทุกชั่วอายุคน ไม่มีใครที่มีสติจะคิดประดิษฐ์ล้อ ไฟ ไฟฟ้า ขึ้นมาใหม่จากศูนย์ เราเรียนรู้จากครู จากหนังสือ จากแบบอย่าง เพื่อใช้ประโยชน์จากความรู้ในอดีตและก้าวข้ามมันในที่สุด
.
Csikszentmihalyi เล่าว่าเขาเคยจัดสัมมนาให้ผู้บริหารธุรกิจวัยกลางคนเรื่องวิกฤตของวัย โดยใช้ทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการล่าสุด ผู้เข้าร่วมพอใจ แต่เขาไม่เคยรู้สึกว่ามันมีพลังพอ
.
จนวันหนึ่งเขาทดลองเปลี่ยน เริ่มสัมมนาด้วยการพูดถึง Divina Commedia ของ Dante ที่เขียนเมื่อกว่าหกร้อยปีก่อน ในกลางทางของชีวิตของเรา
.
Dante เขียนไว้ในบรรทัดแรกของบทกวีอันยิ่งใหญ่ ฉันพบว่าตัวเองอยู่ในป่ามืด เพราะหลงทางที่ถูกต้องไปแล้วโดยสิ้นเชิง ในป่านั้น Dante ถูกตามล่าโดยสิงโต เสือดาว และหมาป่า ตัวแทนของอำนาจ ตัณหา และความโลภ ซึ่งคือสามสิ่งที่ผู้บริหารวัยกลางคนทุกคนกำลังต่อสู้อยู่
.
Csikszentmihalyi กังวลว่าผู้เข้าร่วมจะเห็นว่ามันเสียเวลา แต่กลับกัน สัมมนาครั้งนั้นเป็นการสนทนาที่จริงใจและลึกซึ้งที่สุดเท่าที่เคยมีมา
.
นี่คือสิ่งที่ Csikszentmihalyi ฝากไว้ในตอนปลายเล่ม ความหมายของชีวิตไม่ใช่สิ่งที่เราต้องค้นพบจากศูนย์ มันรอเราอยู่ในห้องสมุดของมนุษยชาติ ในวรรณกรรม ปรัชญา ศิลปะ และศาสนาที่ผ่านการทดสอบของกาลเวลามาแล้วหลายพันปี
.
การปฏิเสธภูมิปัญญาที่บรรพชนต่อสู้มาด้วยเลือดเนื้อ แล้วคาดหวังว่าจะคิดวิธีดำรงอยู่ที่ถูกต้องขึ้นมาเองในชีวิตเดียวสั้นๆ คือความหยิ่งยโสที่ไม่จำเป็น โอกาสที่จะสำเร็จก็ใกล้เคียงกับการพยายามสร้างกล้องอิเล็กตรอนขึ้นมาโดยไม่มีเครื่องมือและไม่รู้ฟิสิกส์ ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่รู้จักยืนบนไหล่ของยักษ์ทั้งหลายในอดีต และจาก ณ จุดนั้น มองเห็นได้ไกลกว่าที่พวกเขาเคยมองเห็น
.
.
========================
.
แอดขอปิดเล่มนี้ด้วยบทกวีของ Dante ที่ Csikszentmihalyi อ้างถึงในตอนปลายเล่มครับ
.
Nel mezzo del cammin di nostra vita mi ritrovai per una selva oscura, ché la diritta via era smarrita.
.
Ahi quanto a dir qual era è cosa dura esta selva selvaggia e aspra e forte che nel pensier rinova la paura!
.
Tant' è amara che poco è più morte; ma per trattar del ben ch'i' vi trovai, dirò de l'altre cose ch'i' v'ho scorte.
.
.
ในกลางทางของชีวิตเรา
ฉันพบตัวเองอยู่ในป่ามืดมิด
เพราะหลงทางที่ถูกต้องไปแล้วโดยสิ้นเชิง
.
อา ช่างยากเหลือเกินที่จะบอกว่าป่านั้นเป็นเช่นไร
ป่าทึบ ขรุขระ และโหดร้าย
เพียงนึกถึง ความกลัวก็หวนคืนมาอีกครั้ง
.
มันขมขื่นเหลือเกิน ความตายอาจขมขื่นกว่านี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แต่เพื่อจะพูดถึงสิ่งดีที่ฉันพบในที่แห่งนั้น
ฉันจะเล่าถึงสิ่งอื่นๆ ที่ฉันได้เห็นที่นั่นด้วย
.
………………….
.
Dante ไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองอยู่ในป่ามืดนั้นโดยลำพัง วิญญาณของกวี Virgil ที่ตายไปกว่าพันปีก่อน Dante จะถือกำเนิดมาปรากฏขึ้น และพาเขาเดินผ่านความมืดออกไปจนถึงแสงสว่าง
.
นี่คือสิ่งที่ Csikszentmihalyi ฝากไว้ในตอนปลายเล่ม คือไม่มีใครต้องเดินผ่านป่ามืดเพียงลำพัง บรรพชนทั้งหลายของเรารอเราอยู่บนชั้นหนังสือ พร้อมจะเป็น Virgil ของแต่ละคน ส่องไฟนำทางผ่านความมืดที่พวกเขาเคยฝ่าฟันมาก่อน
.
และนั่นคือ Flow ในความหมายปลายทาง คือชีวิตที่ลื่นไหลไปในแต่ละช่วงเวลา และเป็นหนึ่งเดียวกับสายธารแห่งภูมิปัญญาที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น
.
.
.
.
#SuccessStrategies

