20 ข้อคิดจากหนังสือ Poor Charlie's Almanack คัมภีร์ชีวิต ชาร์ลี มังเกอร์

หนังสือเล่มนี้คือคลังภูมิปัญญาของ Charles T. Munger คู่หูของ Warren Buffett ที่ Peter Kaufman เรียบเรียงจากคำพูด ปาฐกถา และบทสัมภาษณ์ตลอดสี่สิบกว่าปี ชื่อหนังสือล้อกับ Poor Richard's Almanack ของ Benjamin Franklin ผู้เป็นวีรบุรุษทางความคิดของ Munger ตั้งแต่วัยเด็ก
.
เนื้อหาแบ่งเป็นสี่ภาคใหญ่ ภาคแรกว่าด้วยชีวประวัติของ Munger ตั้งแต่เด็กชายโอมาฮายุคเศรษฐกิจตกต่ำ ผ่านวันเรียนคณิตศาสตร์ที่มิชิแกน วันเป็นทหารอากาศ วันเรียนกฎหมายฮาร์วาร์ด สู่วันเปิดสำนักงานทนายในแอลเอ จนถึงวันที่กลายเป็นรองประธาน Berkshire
.
ภาคสองสรุปวิธีคิดและกระบวนการตัดสินใจของเขา ภาคสามคือ Mungerisms รวบรวมคำคมจากการประชุมผู้ถือหุ้น Berkshire Hathaway และ Wesco Financial ที่ซึ่งเขามักนั่งนิ่งจนคนเทียบเขากับหุ่นกระดาษ และตอบทุกคำถามด้วยประโยคเดียวว่า "ผมไม่มีอะไรจะเสริม"
.
ภาคสี่เป็นหัวใจของเล่ม รวมปาฐกถาสิบเอ็ดเรื่อง ปิดท้ายด้วย The Psychology of Human Misjudgment ที่ Munger ลงมือเขียนใหม่ทั้งหมดในวัย 81 ปี โดยไม่เปิดงานวิจัยใดๆ ใช้ความจำของตัวเองล้วนๆ
.
แก่นของหนังสือคือสิ่งที่ Munger เรียกว่า Worldly Wisdom หรือภูมิปัญญาทางโลก ซึ่งต้องสร้างจากการประกอบศาสตร์หลายแขนงเข้าด้วยกัน เขาเตือนซ้ำๆว่าใครก็ตามที่ถือค้อนอันเดียวจะมองทุกอย่างเป็นตะปูไปหมด
.
ต่อไปนี้คือ 20 ข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้ครับ
.
.
===================
.
1. มองให้เห็นมูลค่าที่คนอื่นมองข้าม (The big money is not in the buying and selling, but in the waiting.)
.
ทักษะที่แพงที่สุดในโลกแห่งการตัดสินใจ ไม่ใช่ความไวในการเคาะแป้นคีย์บอร์ดหรือการมีสูตรอัลกอริทึมซับซ้อน แต่คือสายตาที่ประเมิน "มูลค่าเชิงเปรียบเทียบ" (Comparative Value) ได้ทะลุปรุโปร่ง ผสานกับความสามารถในการ "ทนนั่งรอ" อย่างไร้ความรู้สึก
.
ตอนอายุไม่ถึง 10 ขวบในเมืองโอมาฮา มังเกอร์ไม่ได้วิ่งเล่นเตะฝุ่นเหมือนเด็กทั่วไป แต่เขายุ่งอยู่กับการเพาะพันธุ์หนูแฮมสเตอร์ในห้องใต้ดิน เขาเอาแฮมสเตอร์ไปแลกกับเพื่อนบ้าน
.
และด้วยสายตาที่ประเมินของเป็น เขามักจะกลับมาพร้อมกับหนูที่อ้วนกว่า แข็งแรงกว่า หรือสีสวยกว่าเดิมเสมอ เขาทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งมันออกลูกยั้วเยี้ยเต็มห้องใต้ดินถึง 35 ตัว ส่งกลิ่นเหม็นหึ่งไปทั่วบ้านจนแม่ทนไม่ไหวต้องสั่งปิดกิจการ
.
พอโตขึ้น แฮมสเตอร์เหล่านั้นก็ถูกเปลี่ยนเป็นหุ้นบริษัทชั้นดีหรือธุรกิจที่มีปราการแข็งแกร่ง กลยุทธ์ในการกอบโกยคือการยึดปรัชญาของ Ted Williams นักหวดเบสบอลระดับตำนานที่แบ่งโซนตีออกเป็นตารางเล็กๆ เท่าลูกบอล 77 ช่อง และจะไม่ออกแรงหวดเด็ดขาดหากลูกบอลไม่พุ่งเข้ามาใน "Sweet Spot" ที่มังเกอร์เรียกว่าจังหวะโอกาสทอง
.
ปัญหาของคนส่วนใหญ่คือทนรอนิ่งๆ ไม่ได้ พวกเขารู้สึกคันไม้คันมือ คิดว่าถ้าไม่ได้เทรด ไม่ได้ขยับ หรือไม่ได้ออกคำสั่งแปลว่ากำลังพ่ายแพ้ ทั้งที่จริงๆ แล้วกลยุทธ์ที่ทำเงินได้มหาศาลที่สุดในโลกคือการลงทุนแบบ "นั่งทับก้นตัวเอง" (Sit on your ass investing) ซึ่งนอกจากจะไม่เสียเหงื่อแล้ว ยังเป็นการใช้ความอดทนขั้นสูงสุดเพื่อปล่อยให้มูลค่าและดอกเบี้ยทบต้นได้ทำงาน โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมให้โบรกเกอร์หรือตัวกลางรวยฟรีๆ
.
.
2. ความสงสารตัวเองคือศัตรูที่ทำลายชีวิตได้เร็วที่สุด (Self-pity is always counterproductive. It's the wrong way to think.)
.
การสมอ้างเป็นเหยื่อแล้วนั่งสงสารตัวเอง ไม่ใช่แค่ความอ่อนแอทางอารมณ์ แต่มันคือการสาดน้ำกรดรดสมองส่วนตรรกะโดยตรง มังเกอร์มีเพื่อนคนหนึ่งที่มีงานอดิเรกสุดกวนประสาท คือการพก "บัตร" ติดกระเป๋าเสื้อไว้เป็นปึกเสมอ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนเดินมาฟูมฟาย บ่นเรื่องโชคชะตา บ่นว่าเศรษฐกิจแย่ หรือโอดครวญว่าระบบไม่ยุติธรรม เพื่อนคนนี้จะไม่เสียเวลาปลอบใจ แต่จะค่อยๆ ดึงบัตรใบบนสุดออกมายื่นให้เงียบๆ
.
บนบัตรใบนั้นพิมพ์ข้อความตลกร้ายไว้ว่า "เรื่องราวชีวิตของคุณมันช่างสะเทือนใจผมเหลือเกิน ผมไม่เคยได้ยินว่ามีมนุษย์คนไหนบนโลกใบนี้ที่เผชิญเคราะห์กรรมร้ายแรงเท่าคุณมาก่อนเลย"
.
กลไกทางจิตวิทยาคือ ทันทีที่คุณเริ่มสงสารตัวเอง สมองจะเข้าสู่โหมดหวาดระแวง คุณจะเริ่มมองว่าทุกความล้มเหลวคือความผิดของคนอื่น และทุกความสำเร็จของคู่แข่งคือความอยุติธรรมที่โลกจงใจกลั่นแกล้งคุณ
.
ทางรอดเดียวจากหลุมพรางนี้คือการฝังปรัชญาสโตอิกลงไปในกมลสันดาน ยึดแนวทางของ Epictetus ทาสชาวกรีกผู้ถูกเจ้านายหักขาจนพิการ แต่กลับมองว่าทุกความโชคร้ายไม่ใช่บทลงโทษ ทว่าเป็นเพียงสถานการณ์ที่ต้องรับมือ
.
จารึกหลุมศพของ Epictetus ระบุว่าเขาเป็น "ที่โปรดปรานของทวยเทพ" เพราะเขาเลือกที่จะใช้ความเจ็บปวดเป็น "ค่าเทอม" ไม่ใช่ข้ออ้างในการยอมแพ้ โลกนี้มีทางเลือกให้คุณแค่สองทาง: นั่งร้องไห้กอดเข่า หรือจ่ายมันเป็นค่าเทอมเพื่อแลกกับความแข็งแกร่ง
.
.
3. รู้ว่าอะไรยากเกินกว่าจะเข้าใจ แล้ววางมันลง (We have three baskets: in, out, and too tough.)
.
คนส่วนใหญ่พังพินาศเพราะอีโก้ที่พยายามจะตอบให้ได้ทุกคำถามบนโลก แต่วิธีจัดการความวุ่นวายและโอกาสนับร้อยที่วิ่งเข้ามาบนโต๊ะทำงานของมังเกอร์ คือการใช้ตะกร้าเอกสารแค่ 3 ใบ
.
ใบแรกคือ "ใช่" (เข้าใจทะลุปรุโปร่ง), ใบที่สองคือ "ไม่" (ห่วยแตก ไม่อยากข้องเกี่ยว), และใบที่สามซึ่งล้นทะลักและสำคัญที่สุดคือ "ยากเกินไป" (Too Tough)
.
เวลาคนถามว่าทำไมเบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ ถึงไม่ยอมลงทุนในบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft, Google หรือแม้แต่อนุพันธ์ทางการเงินที่ถูกพ่นสีให้ดูหรูหรา คำตอบที่ได้รับคือหน้าตาเฉยเมยพร้อมประโยคสั้นๆ ว่า "ผมไม่เข้าใจมัน"
.
การพลาดรถไฟขบวนเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องน่าเสียดาย คติประจำใจคือคำกล่าวของ Tom Watson ผู้ก่อตั้ง IBM ที่ว่า "ผมไม่ได้เป็นอัจฉริยะ ผมแค่ฉลาดในบางเรื่อง และผมเกาะติดอยู่แค่ตรงนั้น"
.
การฝืนเล่นในเกมที่คุณไม่มีวันตามทัน หรือการพยายามกระโดดเข้าไปในอุตสาหกรรมที่คุณไม่มีแต้มต่อ ก็เหมือนการเดินหลับตาข้ามถนนไฮเวย์แปดเลน การตีกรอบ "ขอบเขตความเชี่ยวชาญ" (Circle of Competence) ให้ชัดเจน แล้วปัดเรื่องซับซ้อนทิ้งลงตะกร้า Too Tough อย่างไม่ไยดี ไม่ใช่ความโง่เขลา แต่มันคือการบริหารความเสี่ยงขั้นสูงสุดที่แยกมืออาชีพออกจากแมงเม่า
.
.
4. แยกความรู้จริงออกจากการท่องจำให้ออก (If you cannot respond legitimately to the next question, you lack true mastery.)
.
โลกธุรกิจทุกวันนี้เต็มไปด้วยนกแก้วนกขุนทองใส่สูท เรื่องตลกร้ายของ Max Planck นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลคือภาพสะท้อนที่สมบูรณ์แบบ พลังค์ต้องเดินสายบรรยายทฤษฎีควอนตัมไปทั่วประเทศเยอรมนี จน "คนขับรถ" ประจำตัวของเขาจำบทพูดและจังหวะหายใจได้ทุกคำ
.
วันหนึ่งคนขับรถนึกสนุกขอขึ้นเวทีไปบรรยายแทน ปรากฏว่าเขาพ่นศัพท์แสงทางฟิสิกส์ได้อย่างเนียนกริบ ไหลลื่น จนกระทั่งมีศาสตราจารย์หน้าห้องคนหนึ่งยกมือถามคำถามพลิกแพลงสุดหินที่ไม่มีในสคริปต์
.
แทนที่จะช็อตหน้าไมค์ คนขับรถกลับยิ้มมุมปากแล้วแก้ผ้าเอาหน้ารอดด้วยความกะล่อนว่า "ผมประหลาดใจจริงๆ ที่เมืองเจริญๆ อย่างมิวนิกจะถามคำถามพื้นๆ แบบนี้ เอาเป็นว่าผมจะให้ 'คนขับรถ' ของผมที่นั่งอยู่หลังห้องเป็นคนตอบก็แล้วกัน!"
.
โลกการทำงานมี "นักท่องจำ" เดินเพ่นพ่านเต็มไปหมด พวกเขาอ่านบทสรุปผู้บริหาร ท่องศัพท์หรูหรา และจำสถิติมาพ่นให้ดูเท่ แต่กลวงโบ๋เมื่อต้องแก้ปัญหาหน้างาน
.
ความรู้ที่แท้จริงต้องเกิดจากการตั้งคำถามและคิดแบบแยกส่วนประกอบถึงรากฐาน (First Principles) จนสามารถประกอบโครงสร้างวิธีแก้ปัญหาขึ้นมาใหม่ได้เอง ไม่ใช่แค่การจำผลลัพธ์มาเคลมว่าเป็นปัญญาของตัวเอง จงขัดเกลาตัวเองให้เป็นแมกซ์ พลังค์ และดูให้ออกว่าคนที่คุณกำลังจ้างหรือกำลังคุยด้วยเป็นเพียงนักท่องจำหรือไม่
.
.
5. ทำเงินมากที่สุดด้วยการเคลื่อนไหวน้อยที่สุด (Sit on your ass investing. You're paying less to brokers, you're listening to less nonsense.)
.
ความเชื่อที่ว่านักธุรกิจหรือนักลงทุนที่เก่งกาจจะต้องวิ่งวุ่น กระตือรือร้น ซื้อขายรายวัน และนั่งจ้องหน้าจอ 6 จอพร้อมกัน 24 ชั่วโมง คือเรื่องหลอกเด็กที่ออกแบบมาเพื่อสูบเงินคุณ การขยับตัวบ่อยๆ ในระบบทุนนิยมมีแต่จะทำให้คุณเลือดออก คุณต้องเสียค่าคอมมิชชั่น เสียค่าธรรมเนียมให้ตัวกลาง และโดนสรรพากรรีดภาษีซ้ำแล้วซ้ำเล่า
.
กลยุทธ์ "นั่งทับก้นตัวเอง" คือการตัดสวิทช์ความวุ่นวายทั้งหมด แล้วปล่อยให้ดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) ได้ทำงานของมันเงียบๆ โดยไม่โดนขัดจังหวะ
.
ยิ่งไปกว่านั้น การจัดพอร์ตกระจายความเสี่ยงไปในหุ้น 100 ตัว หรือที่เรียกกันว่า Di-worsification (การกระจายจนพังพินาศ) คือการสารภาพบาปอย่างหน้าไม่อายว่า คุณไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ถ้าคุณทำการบ้านมาหนักพอ ขุดคุ้ยข้อมูลจนเจอเพชรแท้ การถือสินทรัพย์ชั้นเลิศแค่ 3-4 ตัวก็เป็นการกระจายความเสี่ยงที่เหลือเฟือแล้ว
.
การเทเงินก้อนเล็กลงในโปรเจกต์กระจัดกระจายไปหมด ก็เหมือนการเอาขยะมารวมกับของพรีเมียม เพื่อให้ผลลัพธ์เฉลี่ยออกมาน่าเบื่อหน่ายที่สุด ความยากที่แท้จริงไม่ใช่การหาหุ้นให้ได้ร้อยตัว แต่คือการกล้านั่งทับมือตัวเองไม่ให้กดปุ่มทำอะไรโง่ๆ ในวันที่ตลาดบ้าคลั่ง
.
.
6. ถ้าทุกการตัดสินใจต้องนับ คุณจะคิดต่างไป (I could improve your ultimate financial welfare by giving you a ticket with only 20 slots in it.)
.
มนุษย์ในยุคปัจจุบันมักปฏิบัติต่อการตัดสินใจลงทุน (หรือแม้แต่การใช้ชีวิต) เหมือนกับการเดินเมาๆ ไปกดตู้สล็อตแมชชีนในคาสิโน พวกเขากดปุ่มซื้อขายอย่างเลินเล่อ ซื้อหุ้นตามข่าวลือ หรือกระโดดเข้าใส่โปรเจกต์งี่เง่า เพียงเพราะรู้สึกว่า "ถ้าพลาดเดี๋ยวก็แค่หยอดเหรียญเริ่มใหม่ได้" ต้นทุนของการตัดสินใจที่ดูเหมือนเป็นศูนย์นี่แหละ คือหลุมพรางที่สูบเงินคนชั้นกลางจนหมดตัว
.
เพื่อแก้ความมักง่ายนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ และ มังเกอร์ มักจะโยนแบบจำลองความคิด (Mental Model) สุดคลาสสิกให้นักศึกษาในโรงเรียนธุรกิจฟังเสมอ
.
พวกเขาบอกว่า ลองจินตนาการดูว่า ทันทีที่คุณเรียนจบและก้าวเข้าสู่โลกแห่งการทำงาน คุณจะได้รับ "บัตรสะสมแต้มที่มีช่องให้เจาะรูเพียง 20 สิทธิ์"
.
บัตรใบนี้คือโควต้าการตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ทางการเงินทั้งหมดที่คุณมีตลอดชีวิต เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเจาะรูครบ 20 ครั้ง บัตรจะหมดอายุ และคุณจะหมดสิทธิ์ลงทุนอะไรอีกเลยจนกว่าจะตาย
.
ถ้ากฎนี้ถูกบังคับใช้จริง พฤติกรรมของมนุษย์จะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที คุณจะไม่ยอมเสียสิทธิ์ 1 รูไปกับการซื้อเหรียญคริปโตตามคำใบ้ของเพื่อนในวงเหล้า หรือเทเงินใส่แฟรนไชส์ที่ยังไม่เคยอ่านงบการเงิน คุณจะเริ่มจับรายงานประจำปีมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า สืบประวัติซีอีโอย้อนหลังไปสิบปี และนั่งซุ่มรอเหมือนเสือดาวที่หมอบนิ่งเป็นเดือนๆ เพื่อรอขย้ำเฉพาะเหยื่อตัวที่อ้วนและวิ่งช้าที่สุดเท่านั้น
.
การสร้างข้อจำกัดที่บีบคั้นให้ตัวเอง คือกลยุทธ์บังคับสมองให้ถีบความเลินเล่อทิ้งไป และดันคุณภาพของการตัดสินใจให้สูงทะลุเพดาน เพราะเมื่อทุกกระสุนมีค่า คุณจะลั่นไกเฉพาะตอนที่มั่นใจว่าเป้าหมายตายสนิทเท่านั้น
.
.
7. ความพลาดที่ไม่ได้ทำ เจ็บกว่าความพลาดที่ทำลงไป (The most extreme mistakes in Berkshire's history have been mistakes of omission.)
.
ความผิดพลาดในโลกธุรกิจมีสองสายพันธุ์หลัก พันธุ์แรกคือ "ทำแล้วพัง" (Errors of Commission) เช่น การซื้อบริษัทห่วยๆ เข้ามาแล้วขาดทุน ความผิดพลาดแบบนี้เห็นชัด จับต้องได้ และมีตัวเลขสีแดงประจานความโง่ของคุณอยู่ในงบดุลให้เรียนรู้
.
แต่ความผิดพลาดพันธุ์ที่สองที่เลือดเย็นและเหี้ยมเกรียมกว่ามากคือ "เห็นแล้วไม่ทำ" (Errors of Omission) มันคือการที่คุณเห็นโอกาสทองฝังเพชรวางอยู่ตรงหน้า ข้อมูลทุกอย่างชัดเจน แต่มัวลังเลจนปล่อยให้เงินก้อนโตหลุดลอยไป ความผิดพลาดนี้ไม่มีตัวเลขในบัญชี ไม่มีใครเห็น แต่มันคือผลตอบแทนทบต้นระดับสิบเด้งที่หายวับไปตลอดกาล
.
ตอนที่คนถามว่าอะไรคือความผิดพลาดที่น่าอับอายที่สุดของ Berkshire Hathaway มังเกอร์ไม่ได้ตอบเรื่องดีลที่ขาดทุน แต่เขากลับแหกแผลตัวเองด้วยการเล่าถึงดีล Walmart ในยุคก่อตั้งธุรกิจ
.
ชาร์ลีและวอร์เรนเห็นงบการเงินแล้วรู้ทันทีว่าโมเดลค้าปลีกนี้คือเครื่องจักรทำเงินที่สมบูรณ์แบบและจะครองอเมริกาได้แน่ๆ พวกเขาเริ่มกวาดซื้อหุ้น แต่พอราคาหุ้นขยับขึ้นมานิดเดียว ทั้งคู่ก็หยุดซื้อและมัวแต่นั่งเกี่ยงราคาต่อรองกันแค่เศษเสี้ยวของเซนต์ สุดท้ายราคาหุ้นก็วิ่งหนีหายวับไปบนฟ้า
.
มังเกอร์เรียกอาการปอดแหกในจังหวะที่ไพ่เหนือกว่าและแต้มต่ออยู่ฝั่งเราเต็มๆ นี้ว่า "การมัวแต่นั่งดูดนิ้วโป้งตัวเอง" (Thumb-sucking) ผลของการนั่งดูดนิ้วโป้งในวันนั้น คือค่าเสียโอกาสที่คำนวณออกมาแล้วไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน
.
บทสรุปอันโหดร้ายคือ เมื่อคุณทำการบ้านมาอย่างหนักและเห็นโอกาสแบบลูกดอกปาเข้ากลางเป้า การกล้าลงมืออย่างเด็ดขาดและหนักหน่วง คือเส้นแบ่งเดียวที่แยกคนที่ "รวยแต่ในหน้ากระดาษทฤษฎี" ออกจากมหาเศรษฐีตัวจริง
.
.
8. อย่าเชื่อตัวเลขที่ออกแบบมาเพื่อหลอกตัวเอง (Every time you see the word EBITDA, you should substitute the words bullshit earnings.)
.
งบการเงินไม่ใช่วรรณกรรมที่เปี่ยมด้วยสัจธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ แต่มันคือศิลปะแห่งการแต่งหน้าทาปาก ตัวเลขทุกบรรทัดที่คุณเห็น ถูกนักบัญชีและผู้บริหารระดับสูงจัดวางมาอย่างแยบยลเพื่อโน้มน้าวให้คุณเชื่อในเรื่องราวที่พวกเขา "อยากให้คุณเชื่อ" หากคุณอ่านงบการเงินโดยไม่สวมวิญญาณนักจับผิด คุณก็คือเหยื่ออันโอชะที่เดินเข้ามาให้เขาเชือดถึงที่
.
มังเกอร์ฝากคำเตือนและวลีอมตะที่กลายเป็นคลาสสิกในโลกการเงินไว้ว่า ทุกครั้งที่คุณเปิดรายงานผลประกอบการแล้วเห็นตัวย่อ EBITDA (กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย) ขอให้สมองคุณแปลมันทันทีว่านั่นคือ "กำไรขี้วัว" (Bullshit earnings)
.
ทำไมถึงรุนแรงขนาดนั้น? เพราะการจงใจตัดรายจ่ายค่าเสื่อมราคา (Depreciation) ของเครื่องจักรและอาคารออกไป คือนวัตกรรมการหลอกตัวเองขั้นสุดยอด ในโลกความเป็นจริง หลังคามันรั่วได้ เครื่องจักรมันพังเป็น และบริษัทต้องควักเงินสดก้อนโตจ่ายค่าซ่อมบำรุงและซื้อของใหม่มาเติมตลอดเวลา
.
การใช้ EBITDA ทำให้บริษัทที่มีโมเดลธุรกิจห่วยแตกและหนี้สินล้นพ้นตัว ดูมีเลือดฝาดและกำไรสวยหรูบนหน้ากระดาษ มังเกอร์เกลียด "Creative Accounting" เข้ากระดูกดำ เขาเปรียบมันเหมือนความเสื่อมโทรมทางศีลธรรม เพราะการบัญชีคู่คือสิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ที่ค้ำจุนระบบทุนนิยมเอาไว้
.
การปล่อยให้บริษัทใหญ่ๆ ตกแต่งบัญชีอย่างมักง่ายและคนในตลาดหุ้นก็หลับหูหลับตาเชื่อ คือการทุบทำลายโครงสร้างความไว้ใจซึ่งเป็นฟันเฟืองเดียวที่ทำให้เศรษฐกิจโลกหมุนไปได้
.
.
9. สูตรของความล้มเหลวเรียนรู้ง่ายกว่าสูตรของความสำเร็จ (It is in the nature of things that many hard problems are best solved when they are addressed backward.)
.
คนส่วนใหญ่หมดเงินไปมหาศาลกับการซื้อหนังสือ How-to หรือเข้าฟังสัมมนาเพื่อค้นหา "สูตรลับสู่ความสำเร็จ" สิ่งที่พวกเขาไม่รู้คือ ความสำเร็จนั้นเป็นสมการที่ซับซ้อน มันเต็มไปด้วยตัวแปรเรื่องโชค จังหวะเวลา คอนเนคชั่น และสภาพแวดล้อมเฉพาะตัวที่ไม่มีใครก๊อปปี้ไปวางแล้วได้ผลลัพธ์เดิมเป๊ะๆ
.
แต่ในทางกลับกัน "ความล้มเหลว" คือพิมพ์เขียวที่ซ้ำซาก จำเจ และทำงานตรงไปตรงมา 100% เสมอ
.
ในวันจบการศึกษาที่ Harvard School ปี 1986 แทนที่มังเกอร์จะขึ้นเวทีไปกล่าวสุนทรพจน์โลกสวยเรื่องการทำตามความฝัน เขากลับกระชากสติบัณฑิตด้วยการมอบ "สูตรแห่งความทุกข์ระทม"
.
เขาบอกว่าถ้าคุณอยากให้ชีวิตพังพินาศและล้มเหลวอย่างสมบูรณ์แบบ จงปฏิบัติตามกฎ 4 ข้อนี้อย่างเคร่งครัด
.
หนึ่ง : จงพึ่งพาสารเคมี ยาเสพติด หรือแอลกอฮอล์เพื่อเปลี่ยนอารมณ์ตัวเอง
.
สอง : จงปล่อยให้ "ความริษยา" กัดกินจิตใจเมื่อเห็นเพื่อนได้ดีกว่า
.
สาม : จงทำตัวเป็นคนสับปลับ นัดไม่เป็นนัด และเชื่อถือไม่ได้เด็ดขาด
.
สี่ : จงเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเองเท่านั้น อย่าเสร่อไปเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ความฉิบหายของคนอื่น
.
มังเกอร์ชอบเล่ามุกตลกของชาวนาชราคนหนึ่งที่บอกว่า "สิ่งที่ผมอยากรู้มากที่สุดในชีวิต คือผมจะไปตายที่ไหน ผมจะได้ไม่เดินไปที่นั่นเด็ดขาด!" นี่คือแก่นแท้ของการรอดชีวิต คนที่ศึกษาเหตุแห่งความหายนะอย่างเป็นระบบ แล้วลิสต์มันออกมาเป็น Checklist เพื่อเดินหลบหลุมพรางเหล่านั้น จะมีโอกาสชนะในระยะยาวสูงกว่าคนที่เอาแต่วิ่งไล่ล่าหาวิธีทำตัวเป็นอัจฉริยะแบบก้าวกระโดด
.
.
10. ปัญหายากมักแก้ได้ด้วยการคิดกลับด้าน (Invert, always invert.)
.
สมองมนุษย์ถูกวิวัฒนาการมาให้คิดแบบเดินหน้า (Forward Thinking) เช่น เรามักตั้งคำถามว่า "จะทำอย่างไรให้ธุรกิจนี้รวย?" หรือ "จะทำอย่างไรให้ชีวิตมีความสุข?" วิธีคิดแบบนี้ใช้ได้กับเรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน แต่มันจะพังทลายและหาทางออกไม่เจอทันทีเมื่อต้องเผชิญกับระบบที่ซับซ้อน มีตัวแปรนับร้อยพันกันยุ่งเหยิง
.
มังเกอร์จึงยืมอาวุธลับมาจาก Carl Jacobi นักพีชคณิตและคณิตศาสตร์ระดับโลกที่ย้ำเสมอว่า "จงคิดกลับด้านเสมอ" (Invert, always invert)
.
แทนที่จะมานั่งเพ้อฝันหาทางสำเร็จ ให้คุณพลิกกระดาน 180 องศา แล้วระดมสมองตั้งคำถามว่า "มีปัจจัยอะไรบ้างที่จะทำให้ธุรกิจนี้พังพินาศ ล้มละลาย และหายไปจากโลก?" เมื่อคุณลิสต์จุดตายเหล่านั้นออกมาได้หมดแล้ว หน้าที่ของคุณก็แค่สร้างกติกาและระบบป้องกันเพื่อหลบเลี่ยงเส้นทางนรกเหล่านั้นอย่างเคร่งครัด
.
ชาร์ลส์ ดาร์วิน ผู้ค้นพบทฤษฎีวิวัฒนาการ ก็ใช้หลักการนี้ เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการค้นหา "หลักฐานที่ขัดแย้ง" เพื่อมาทำลายทฤษฎีของตัวเอง แทนที่จะหาแต่หลักฐานมาอวยตัวเอง
.
การคิดกลับด้านคือการฝึกฝนขั้นสูงที่ต้องอาศัยการ "ฆ่าอีโก้" ของตัวเองทิ้งอย่างเลือดเย็น เพราะมันบังคับให้คุณต้องยอมรับว่า ทฤษฎีโลกสวยและแผนธุรกิจที่คุณภูมิใจนักหนา อาจจะมีจุดตายโง่ๆ ซ่อนอยู่ ซึ่งการมองหาจุดตายให้เจอตั้งแต่อยู่บนกระดาษ ดีกว่าการไปเจอความจริงที่โหดร้ายเมื่อคุณเทเงินลงไปหมดหน้าตักแล้ว
.
.
11. ธุรกิจสองล้านล้านสร้างจากหลักการพื้นฐานไม่กี่ข้อ (Practical thought about practical thought.)
.
คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะพวกที่จบจากโรงเรียนธุรกิจชั้นนำ มักมีความเชื่อฝังหัวว่าธุรกิจระดับโลกต้องเกิดจากสูตรลับเวทมนตร์หรือเทคโนโลยีที่ซับซ้อนจนคนธรรมดาเข้าไม่ถึง แต่มังเกอร์ชอบโยนปริศนาท้าทายสมองเพื่อตบหน้าความเชื่อเหล่านั้น
.
เขาสมมติโจทย์ว่า ถ้าย้อนกลับไปในปี 1884 มีชายชื่อ Glotz เดินมาหาคุณพร้อมเงินทุน 2 ล้านดอลลาร์ และสั่งให้คุณสร้างอาณาจักรเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ที่จะมีมูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ในอีก 150 ปีข้างหน้า คุณจะทำอย่างไร?
.
มังเกอร์บอกว่าคุณไม่มีทางแก้โจทย์นี้ได้เลยถ้ามีความรู้แค่ "การตลาด" มิติเดียว คุณต้องผสานวิชาจิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ และชีววิทยาเข้าด้วยกันจนเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เขาเรียกว่า ปรากฏการณ์ลอลลาปาลูซา (Lollapalooza Effect)
.
เริ่มจากการใช้ "จิตวิทยาการวางเงื่อนไขแบบพัฟลอฟ" (Pavlovian Conditioning) คุณต้องผูกรสชาติและสีสันของเครื่องดื่มเข้ากับภาพโฆษณาที่ดูมีความสุข งานเฉลิมฉลอง และผู้คนหน้าตาดี เพื่อหลอกให้สมองเชื่อมโยงน้ำสีดำนี้เข้ากับความสุข
.
จากนั้น คุณต้องใส่ "ตัวกระตุ้นพฤติกรรม" ด้วยการเติมสารเสพติดอ่อนๆ อย่างคาเฟอีนและน้ำตาลลงไป เพื่อบังคับให้ร่างกายโหยหาการบริโภคซ้ำ และที่สำคัญคือต้องไม่มีรสชาติที่ทำให้ "เลี่ยน" เพื่อให้คนสามารถกระดกมันได้วันละ 5-6 ขวด
.
สุดท้ายคือการใช้หลัก "ความได้เปรียบเชิงขนาด" (Economies of Scale) ขยายโรงงานผลิตและโครงข่ายจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมทุกตารางนิ้วบนโลก เพื่อกดต้นทุนให้ต่ำติดดินจนคู่แข่งหน้าใหม่ไม่มีทางแทรกตัวเข้ามาได้
.
โมเดลกระดาษเปล่าที่ประกอบจากหลักการพื้นฐานไม่กี่ข้อนี้ คือพิมพ์เขียวของ Coca-Cola ธุรกิจเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งน่าตลกที่คนจบ MBA ดันอธิบายความสำเร็จของมันไม่ออก เพราะพวกเขามัวแต่เรียนทฤษฎีแยกส่วน แต่ไม่เคยเรียนวิธีนำศาสตร์หลายแขนงมาประกอบร่างกัน
.
.
12. เก่งเรื่องตัวเลขโดยไม่เข้าใจคน คือสูตรของหายนะ (You need to allow for the deprival super-reaction syndrome.)
.
ในโลกของสเปรดชีต Excel และห้องแล็บสถิติ "ตัวเลข" คือพระเจ้าที่คอยตัดสินว่าโปรดักต์ไหนดีกว่ากัน แต่ในโลกความเป็นจริง มนุษย์ขับเคลื่อนด้วย "อารมณ์" ที่ดุร้ายและไร้ตรรกะ ใครก็ตามที่เก่งคณิตศาสตร์แต่ตาบอดเรื่องจิตวิทยามนุษย์ จะโดนโลกความเป็นจริงตบหน้าฉาดใหญ่
.
มังเกอร์ชอบหยิบยกวิกฤตในปี 1985 ที่ Coca-Cola เกือบฆ่าตัวตายด้วยการเปิดตัว "New Coke" ผู้บริหารรายล้อมไปด้วยที่ปรึกษาค่าตัวแพง พวกเขาทำ Blind Test (ทดสอบรสชาติแบบปิดบังข้อมูล) กับคนนับแสน
.
ข้อมูลสถิติชี้ชัดเจนเกือบ 100% ว่าผู้บริโภคชอบรสชาติใหม่ที่หวานกว่าสูตรเดิม แต่พอประกาศเปลี่ยนสูตรและวางขายจริง ผู้บริโภคทั่วอเมริกากลับลุกฮือประท้วง โทรมาด่าทอพนักงานคอลเซ็นเตอร์ และแห่ไปกักตุนโค้กสูตรเก่าไว้ในตู้เย็นราวกับเตรียมรับมือสงครามโลก จนบริษัทต้องยอมกลืนน้ำลายเอาสูตรเดิมกลับมาขายในเวลาแค่ 79 วัน
.
สิ่งที่นักสถิติและนักการตลาดพลาดอย่างมหันต์คือ กฎทางจิตวิทยาที่เรียกว่า "อาการต่อต้านอย่างรุนแรงเมื่อถูกพรากของรัก" (Deprival Super-Reaction Syndrome)
.
มนุษย์เราเจ็บปวด คลุ้มคลั่ง และหวงแหนกับการสูญเสียสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ดั้งเดิม มากกว่าความสุขที่จะได้รับของใหม่ที่ดีกว่าเสมอ ลองแย่งกระดูกง่อยๆ ออกจากปากสุนัขดู แล้วคุณจะโดนกัดจมเขี้ยว ผู้บริโภคก็เช่นกัน การจะเปลี่ยนโปรดักต์ ปรับโครงสร้างองค์กร หรือแย่งสิทธิประโยชน์ของพนักงาน ถ้าคุณมัวแต่มองตัวเลขความคุ้มค่า แต่ลืมคำนวณ "อารมณ์คลุ้มคลั่งจากการสูญเสีย" ลงไปในสมการ คุณก็เตรียมตัวโดนแรงปะทะได้เลย
.
.
13. ถ้ายาว 47 หน้า ก็จงฉีกสัญญาทิ้งซะ (If your proposed marriage contract has 47 pages, my suggestion is that you not enter.)
.
องค์กรที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่บริษัทที่มีคู่มือพนักงานหนาเป็นพันหน้า หรือมีระบบเบิกจ่ายซับซ้อนสิบขั้นตอนที่มีฝ่ายตรวจสอบคอยจ้องจับผิดกันเอง มังเกอร์บอกว่ากฎระเบียบที่ยิบย่อยเหล่านั้นคือ "ภาษีแฝง" (Hidden Tax) ที่เกิดจากความไม่ไว้ใจกัน ยิ่งองค์กรมีกฎเยอะ แปลว่าองค์กรนั้นกำลังป่วยหนัก
.
ระบบบริหารจัดการที่ดีที่สุดและมีต้นทุนต่ำที่สุดในโลก คือสิ่งที่มังเกอร์เรียกว่า "เครือข่ายความไว้วางใจที่ไร้รอยต่อ" ลองดูการทำงานในห้องผ่าตัดของ Mayo Clinic ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ศัลยแพทย์ วิสัญญีแพทย์ และพยาบาล ทำงานสอดประสานกันในเสี้ยววินาทีเพื่อช่วยชีวิตคน ไม่ใช่เพราะพวกเขามีกฎหมายบังคับหรือต้องกางคู่มืออ่านทีละบรรทัด แต่เพราะพวกเขา "เชื่อใจในความซื่อสัตย์และฝีมือ" ของกันและกันอย่างสมบูรณ์แบบ
.
หลักการนี้ถูกนำมาใช้บริหาร Berkshire Hathaway ซึ่งเป็นอาณาจักรมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ แต่กลับมีพนักงานสำนักงานใหญ่เพียงแค่หยิบมือ ชาร์ลีและวอร์เรนใช้วิธีคัดกรอง "คนดีที่เก่งและไว้ใจได้" มาบริหารบริษัทลูก จากนั้นก็ปล่อยให้พวกเขามีอิสรภาพในการทำงานอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องส่งรายงานงี่เง่ามาให้ดูทุกไตรมาส
.
มังเกอร์ทิ้งท้ายว่า "ถ้าคุณกำลังจะเซ็นสัญญาทำธุรกิจหรือสัญญาแต่งงาน แล้วทนายของอีกฝ่ายยื่นกระดาษข้อตกลงหนา 47 หน้ามาให้ ให้ฉีกมันทิ้งแล้วเดินหนีออกมาซะ เพราะความหวาดระแวงและนรกบนดิน ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ก่อนที่คุณจะจรดปากกาเซ็นแล้ว"
.
.
14. คุณไม่มีสิทธิ์โต้เถียง จนกว่าจะเข้าใจมุมมองฝั่งตรงข้ามมากกว่าตัวเขาเอง (I'm not entitled to have an opinion unless I can state the arguments against my position better than the people who are in opposition.)
.
ในยุคสมัยที่ผู้คนกอดอุดมการณ์ของตัวเองไว้แน่น และพร้อมจะด่าทอทุกคนที่คิดต่าง มังเกอร์ได้สร้างมาตรฐานกระบวนการคิดที่โหดหินและเหี้ยมเกรียมที่สุด ซึ่งเขาตั้งชื่อมันว่า Iron Prescription
.
กฎข้อนี้ระบุไว้ชัดเจนว่า เขาจะไม่อนุญาตให้ตัวเองอ้าปากแสดงความเห็น หรือโต้แย้งในประเด็นใดๆ บนโลกใบนี้เลย "จนกว่าเขาจะสามารถอธิบายเหตุผลและข้อโต้แย้งของ 'ฝั่งตรงข้าม' ได้ลึกซึ้ง ทรงพลัง และมีน้ำหนักมากกว่าที่คนฝั่งตรงข้ามทำได้"
.
"อุดมการณ์สุดโต่ง" ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง ศาสนา หรือแม้แต่ทฤษฎีการลงทุน คือไวรัสที่พร้อมจะเปลี่ยนสมองของคนฉลาดระดับด็อกเตอร์ให้กลายเป็นกะหล่ำปลีเน่าๆ ทันทีที่มันเริ่มทำงาน
.
ความถ่อมตัวทางปัญญาที่แท้จริง ไม่ใช่การพูดหล่อๆ ดูดีว่า "ผมอาจจะผิดก็ได้" แต่คือการทำงานหนัก กระโจนลงไปขุดคุ้ยข้อมูลฝั่งตรงข้าม เพื่อพยายาม "ทำลายทฤษฎีของตัวเอง" ให้ราบคาบ หากคุณผ่านการปะทะทางความคิดอย่างหนักหน่วงแล้วทฤษฎีของคุณยังรอดมาได้ นั่นแหละคือวินาทีที่คุณถึงจะคู่ควรในการอ้าปากพูดความเห็นของตัวเองออกมา
.
.
15. อยากเข้าใจพฤติกรรมใคร ให้ดูสิ่งจูงใจของเขา (Never, ever, think about something else when you should be thinking about the power of incentives.)
.
หากคุณเห็นคนรอบตัว ลูกจ้าง หรือแม้แต่ผู้บริหาร ทำเรื่องงี่เง่า ไร้จริยธรรม หรือทำงานช้าเป็นหอยทาก อย่าเพิ่งด่าว่าพวกเขาเป็นคนเลวหรือคนโง่ ให้คุณเดินไปชำแหละ "โครงสร้างผลตอบแทน" (Incentives) ในระบบดูก่อน แล้วคุณจะพบคำตอบ
.
มังเกอร์ยอมรับอย่างซื่อสัตย์ว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมา แม้เขาจะฉลาดแค่ไหน เขาก็ยังประเมินพลังของ Incentives ต่ำเกินไปอยู่ดี
.
เขาชอบยกเคสคลาสสิกของ FedEx ที่กำลังหน้าสิ่วหน้าขวานเพราะพนักงานคัดแยกพัสดุกะกลางคืนทำงานอืดอาดมาก จนของส่งขึ้นเครื่องบินไม่ทันเวลา ผู้บริหารลองมาแล้วทุกท่า ทั้งขู่ไล่ออก ทั้งปลอบประโลม ทั้งจ้างที่ปรึกษามาวางระบบใหม่ แต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า
.
จนกระทั่งมีคนตาสว่างพบว่า รากเหง้าของความบรรลัยคือบริษัท "จ่ายค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง" ซึ่งตามหลักจิตวิทยาแล้ว ยิ่งพนักงานทำงานช้าและยืดเยื้อเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งได้เงินเยอะขึ้นเท่านั้น!
.
ทันทีที่ผู้บริหารค้นพบความจริง พวกเขาสั่งเปลี่ยนโครงสร้างใหม่เป็น "จ่ายเงินเหมาตามกะ" และประกาศเงื่อนไขเดียวว่า "ถ้าพวกคุณคัดแยกพัสดุเสร็จเมื่อไหร่ สามารถปิดไฟคลังสินค้าแล้วกลับบ้านไปนอนได้ทันที โดยรับเงินเท่าเดิม"
.
ปรากฏว่าพนักงานวิ่งทำงานกันเร็วกว่าเครื่องจักร และปัญหาที่แก้ไม่ได้มาหลายปีก็หายวับไปในข้ามคืน เบนจามิน แฟรงคลิน พูดถูกเสมอ: "ถ้าคุณอยากโน้มน้าวใจใคร จงพุ่งเป้าไปที่ผลประโยชน์และสิ่งจูงใจของเขา อย่าเสียเวลาพูดเรื่องเหตุผลหรือศีลธรรมให้เหนื่อยเปล่า"
.
.
16. คนเก่งที่สุดก็ประเมินตัวเองเกินจริงเสมอ (A careful survey in Sweden showed that ninety percent of automobile drivers considered themselves above average.)
.
อคติแห่งความโอหัง (Overconfidence / Self-Regard Tendency) คือสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่ฝังลึกอยู่ในดีเอ็นเอมนุษย์
.
มังเกอร์ชอบหยิบสถิติงานวิจัยสุดคลาสสิกของสวีเดนมาแซะเสมอว่า 90% ของคนขับรถชาวสวีเดนเชื่อมั่นอย่างสนิทใจว่า "ตัวเองมีทักษะการขับรถเก่งกว่าค่าเฉลี่ย" ซึ่งในทางคณิตศาสตร์มันเป็นเรื่องวิกลจริตและเป็นไปไม่ได้
.
แต่ความน่ากลัวที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่คนขับรถ มันอยู่ที่ว่า ยิ่งคุณมีระดับสติปัญญาสูง มีใบปริญญาหรูหรา และมีโปรไฟล์ที่ประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ อคตินี้ก็ยิ่งทำงานหนักและอันตรายมากขึ้นเท่านั้น เพราะคนฉลาดมักจะเก่งในการสร้าง "เหตุผลจอมปลอม" มาหลอกตัวเองได้อย่างแนบเนียน
.
มังเกอร์ชี้ให้เห็นอนุสาวรีย์แห่งความหลงตัวเองที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเงิน นั่นคือการล่มสลายของกองทุน Long-Term Capital Management (LTCM) ในปี 1998 กองทุนนี้ไม่ได้บริหารโดยไก่อ่อน แต่เต็มไปด้วยอัจฉริยะระดับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ถึงสองคน และผู้บริหารที่มีไอคิวเฉลี่ยทะลุ 160
.
พวกเขาสร้างโมเดลคอมพิวเตอร์ที่เชื่อว่าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ และมั่นใจในความฉลาดของตัวเองมากจนกล้ากู้เงินมาเก็งกำไรด้วยเลเวอเรจมหาศาล แต่เมื่อเกิดวิกฤตรัสเซียผิดนัดชำระหนี้ (ซึ่งเป็นตัวแปรความบ้าคลั่งของมนุษย์ที่ไม่ได้อยู่ในสมการ) กองทุนของอัจฉริยะเหล่านี้ก็พังพินาศย่อยยับภายในไม่กี่สัปดาห์ จนธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องเข้ามาอุ้มเพื่อไม่ให้ระบบการเงินโลกบรรลัยตามไปด้วย
.
ริชาร์ด ไฟน์แมน นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลได้กล่าวประโยคที่มังเกอร์ยึดถือเป็นคัมภีร์ว่า
.
"กฎข้อแรกของการใช้ชีวิต คือคุณต้องไม่หลอกตัวเอง และจงจำไว้ให้ดีว่า ตัวคุณเองนั่นแหละ คือสิ่งมีชีวิตที่คุณหลอกได้ง่ายที่สุดในโลก" ก่อนที่คุณจะมั่นใจในความเก่งของตัวเอง จงส่องกระจกแล้วตั้งคำถามซ้ำๆ ว่าคุณกำลังเป็นคนขับรถชาวสวีเดนอยู่หรือเปล่า
.
.
17. ความโง่เขลาข้ามสายงาน อัจฉริยะระดับโลกก็ใช้ชีวิตเกินตัวจนพังได้ ("If Mozart couldn't get by with this kind of asinine conduct, I don't think you should try it.")
.
ความเก่งกาจระดับเทพเจ้าในสายอาชีพหนึ่ง ไม่ได้เป็นเกราะคุ้มกันความโง่เขลาในมิติอื่นๆ ของชีวิต คนเก่งมักตกลงไปในหลุมพรางของการคิดว่า เมื่อฉันสำเร็จในเรื่องยากๆ ได้ ฉันก็ย่อมเป็น "ข้อยกเว้น" ของกฎเกณฑ์ธรรมชาติบนโลกใบนี้
.
มังเกอร์เกลียดความประมาทนี้ และเขามักจะใช้เรื่องราวของ Wolfgang Amadeus Mozart สุดยอดอัจฉริยะทางดนตรีคลาสสิก มาเป็นเครื่องเตือนสติแบบสับแหลกเสมอ
.
โมซาร์ทคือคีตกวีที่สวรรค์ส่งมาเกิดอย่างแท้จริง เขามีรายได้มหาศาลจากการประพันธ์เพลงและการแสดงให้ราชสำนัก ในบางปีรายได้ของเขาจัดอยู่ในกลุ่ม 10% บนสุดของชาวเมืองเวียนนา
.
แต่โมซาร์ทกลับเป็นทาสของความโอ่อ่า เขาและภรรยามีรสนิยมใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่าเกินฐานะ จมไม่ลง และต้องไปรักษาสุขภาพในบ่อน้ำพุร้อนที่สงวนไว้สำหรับเศรษฐีเท่านั้น
.
ผลลัพธ์คือบั้นปลายชีวิตสุดรันทด โมซาร์ทต้องวิ่งไล่เขียนจดหมายขอยืมเงินเพื่อนฝูงแทบทุกสัปดาห์ และเสียชีวิตอย่างน่าเวทนาในวัยเพียง 35 ปี ด้วยหนี้สินล้นพ้นตัว จนร่างถูกนำไปฝังในหลุมศพรวมของบุคคลอนาถา
.
มังเกอร์โยนคำถามง่ายๆว่า "ถ้าขนาดอัจฉริยะที่มีสมองเพชรระดับโมซาร์ท ยังพังพินาศป่นปี้เพราะความไม่มีวินัยทางการเงินและการใช้ชีวิตเกินตัว แล้วคนธรรมดาอย่างคุณที่มีพรสวรรค์ไม่ถึงเศษเสี้ยวของเขา จะเอาความมั่นใจจากไหนมาคิดว่าตัวเองจะมีสิทธิ์รอด?" ความสำเร็จในอดีตไม่ใช่ใบอนุญาตให้คุณทำตัวงี่เง่าในปัจจุบัน
.
.
18. ความริษยาคือบาปที่กร่อยและงี่เง่าที่สุดในโลก (Envy is a really stupid sin because it's the only one you could never possibly have any fun at.)
.
ในบรรดาบาปทั้งปวงตามสัญชาตญาณมนุษย์ ความริษยา (Envy) คือบาปที่ปัญญาอ่อนและขาดทุนที่สุด ความโกรธยังมอบพลังงานให้คุณพุ่งชนศัตรู ความตะกละยังทำให้คุณได้ลิ้มรสอาหารชั้นเลิศ ความเกียจคร้านยังทำให้คุณได้นอนหลับพักผ่อนอย่างสบายใจ
.
แต่ความริษยาเป็นบาปชนิดเดียวบนโลกที่ทำหน้าที่ "เผาไหม้กระเพาะอาหารของคุณให้เป็นแผล" โดยไม่มีความสุขหรือความเพลิดเพลินเจือปนอยู่เลยแม้แต่วินาทีเดียว
.
ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นยุคฟองสบู่ดอตคอม Stanley Druckenmiller นักลงทุนระดับเทพผู้จัดการกองทุนให้ จอร์จ โซรอส รู้อยู่เต็มอกว่าหุ้นเทคโนโลยีหน้าใหม่เป็นแค่ฟองสบู่ไร้สาระ แต่เขาทนเห็นผู้จัดการกองทุนคนอื่น และเพื่อนบ้านหน้าโง่รวยเอาๆ จากการซื้อหุ้นพวกนี้ไม่ไหว
.
ความริษยาและทนไม่ได้ที่คนอื่นทำเงินได้เร็วกว่า ทำให้เขายอมทิ้งระบบระเบียบที่ตัวเองยึดถือมาทั้งชีวิต กระโดดเข้าไปซื้อหุ้นเทคโนโลยีบนยอดดอย และผลลัพธ์ก็คือการขาดทุนย่อยยับมหาศาลเมื่อฟองสบู่แตก
.
มังเกอร์เตือนสติอย่างตรงไปตรงมาว่า "การทุรนทุรายเพียงเพราะเห็นคนอื่นรวยกว่า หรือทำเงินได้เร็วกว่าคุณ คือความโง่เขลาขั้นสุดยอด"
.
เกมแห่งชีวิตและการลงทุนคือการวิ่งมาราธอนแข่งกับตัวเอง เลิกชะโงกหน้าไปดูเลนของคนอื่น เลิกเปรียบเทียบขนาดรถและบ้านกับเพื่อนร่วมรุ่น แล้วก้มหน้าก้มตาวิ่งในเลนของตัวเองซะ เพราะคนที่เอาแต่มองคนอื่น จะสะดุดล้มในทางของตัวเองเสมอ
.
.
19. ขาดคณิตศาสตร์ความน่าจะเป็น เหมือนคนขาเดียวในสนามแข่งเตะก้น (If you don't get this elementary mathematics of probability into your repertoire, then you go through life like a one-legged man in an ass-kicking contest.)
.
โลกแห่งความเป็นจริง ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความแน่นอนแบบขาวหรือดำ แต่มันถูกปกครองด้วยเทพเจ้าที่ชื่อว่า "ความน่าจะเป็น" (Probability)
.
น่าเสียดายที่วิวัฒนาการของสมองมนุษย์ยุคหิน ถูกออกแบบมาให้ใช้สัญชาตญาณเพื่อวิ่งหนีเสือชีตาห์ ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้คิดแบบคณิตศาสตร์ของเบส์ (Bayesian Inference) หรือการหาค่าคาดหวัง (Expected Value) ในระยะยาว
.
มังเกอร์บอกว่าระบบคณิตศาสตร์พื้นฐานที่ ปาสกาล และ แฟร์มาต์ คิดค้นขึ้นมาในศตวรรษที่ 17 คือเครื่องมือ (Mental Model) ที่ทรงพลังและจำเป็นที่สุดสำหรับการเอาชีวิตรอดในระบบทุนนิยม
.
ถ้าคุณไม่สามารถประเมินแต้มต่อในทุกจังหวะชีวิตได้ ไม่รู้ว่าโอกาสชนะมีกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเกทับหนักๆ เพราะแต้มต่ออยู่ฝั่งคุณ และเมื่อไหร่ควรหมอบก้มหน้าเพราะคุณกำลังเสียเปรียบ คุณก็จะใช้ชีวิตไม่ต่างอะไรกับ "คนขาเดียวที่พยายามกระโดดลงไปแข่งในสนามเตะก้น" (A one-legged man in an ass-kicking contest)
.
คนที่ไม่มีความรู้เรื่องความน่าจะเป็น จะทำตัวเหมือนหมูในโรงเชือด พวกเขาจะสูญเสียทั้งเงินทุนและเวลา และตกเป็นเหยื่อให้ถูกโลกความเป็นจริงรุมเตะจนกลิ้งไม่เป็นท่าในทุกการเดิมพันของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเลือกอาชีพ การทำธุรกิจ หรือแม้แต่การเลือกลงทุนในตลาดหุ้น
.
.
20. ทำตัวให้สมควรได้รับสิ่งที่ต้องการ (The best way to get a good spouse is to deserve a good spouse.)
.
นี่คือแก่นแท้ ปรัชญาสูงสุด และกฎทองคำที่แฮ็กไม่ได้ของจักรวาล: โลกใบนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความเห็นอกเห็นใจ และมันไม่ได้แจกรางวัลตาม "ความอยากได้" ของคุณ แต่โลกเป็นเครื่องชั่งน้ำหนักที่เที่ยงตรงที่สุด มันจะตอบแทนคุณตาม "คุณค่าที่คุณคู่ควร" (Deserve) เท่านั้น
.
เมื่อมีคนหนุ่มสาวมาขอคำปรึกษาจากมังเกอร์ว่า จะหาคู่ครองที่ดีและสมบูรณ์แบบได้อย่างไร? เขาไม่แนะนำให้ไปโหลดแอปหาคู่ หรือใช้มารยาใดๆ แต่เขาตอบกลับด้วยใบหน้าเรียบเฉยว่า "วิธีที่วิทยาศาสตร์และได้ผลที่สุด คือคุณต้องพัฒนาตัวเองให้ 'สมควร' ที่จะได้รับคู่ครองที่ดี เพราะคนที่ดีและฉลาด ย่อมไม่ได้โง่เขลาพอที่จะเลือกคนห่วยๆ อย่างคุณไปเป็นคู่ชีวิต"
.
กฎข้อนี้ทรงพลังเพราะมันเปลี่ยนกรอบความคิดของคุณแบบถอนรากถอนโคน มันใช้ได้กับทุกมิติของชีวิต
.
หากคุณอยากได้ลูกค้าชั้นเลิศ คุณต้องสร้างโปรดักต์ที่สมควรจะได้รับเงินของเขา หากคุณอยากได้อิสรภาพทางการเงิน คุณต้องมีวินัยที่คู่ควรกับมัน
.
เลิกตั้งคำถามแบบคนขี้แพ้ว่าจะ "เอา" สิ่งนั้นมาได้อย่างไร หรือหาทางลัดแบบมักง่าย แต่จงหันกลับมาส่องกระจกแล้วตั้งคำถามอย่างซื่อสัตย์ที่สุดว่า "ฉันพัฒนาตัวเอง ศักยภาพ และคุณธรรม จนคู่ควรกับสิ่งที่ฉันกำลังเรียกร้องจากโลกใบนี้แล้วหรือยัง?"
.
.
=======================
.
มังเกอร์ เคยถูกถามว่าเคล็ดลับความสำเร็จของเขาคืออะไร
.
เขาตอบว่า ความสำเร็จของเขาเกิดจากการเป็นคน "มีเหตุผล" และเคยพูดว่าเขาและบัฟเฟตต์ได้เปรียบเพราะคู่แข่งจำนวนมากไม่ค่อยใช้เหตุผล
.
ฟังดูเหมือนคำคุยโม้ แต่ถ้ามองให้ลึก มันคือคำอธิบายที่ตรงไปตรงมาที่สุดของความสำเร็จในโลกทุนนิยม
.
และถ้า มังเกอร์ นั่งอ่านบทความนี้อยู่ตอนนี้ เขาคงเลิกคิ้วแล้วพูดประโยคที่เขาใช้ในที่ประชุมผู้ถือหุ้นทุกครั้งว่า "ผมไม่มีอะไรจะเสริม"
.
แต่ถ้าเขาเสริมจริงๆ คงเป็นประโยคทำนองว่า การอ่าน 20 ข้อนี้จบไม่ได้ทำให้คุณฉลาดขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว สิ่งที่ทำให้คุณฉลาดขึ้นคือการเอาไปใช้ในชีวิตทุกวันจนกลายเป็นนิสัย ซึ่งกินเวลาประมาณ 40-50 ปี
.
ฟังดูน่าเหนื่อยใจ แต่ มังเกอร์ จะบอกว่ามันคุ้มค่า เพราะทางเลือกอีกทางคือการเป็นคนโง่ไปตลอดชีวิต ซึ่งกินเวลานานเท่ากัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันคนละขั้ว
.
.
.
.
#SuccessStrategies

Pond Apiwat Atichat

บัณฑิตศิลปศาสตร์เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 8 หลักกลางๆ และเจ้าของเพจ Success Strategies กลยุทธ์แห่งความสำเร็จ

https://www.facebook.com/pond.atichat
Next
Next

20 ข้อคิดจากหนังสือ How to Be Better at Almost Everything วิถีผู้ชนะฉบับคนเก่งแบบเป็ด และปรัชญา Generalist