20 ข้อคิดจากหนังสือ How to Be Better at Almost Everything วิถีผู้ชนะฉบับคนเก่งแบบเป็ด และปรัชญา Generalist

ถ้าจะให้แอดเขียนสรุปปรัชญาของหัวข้อนี้ตั้งแต่ต้นเลยก็คือ "เป้าหมายที่แท้จริงของการเดินบนเส้นทาง Generalist คือการตั้งใจเก่งขึ้นในการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์"
.
การได้เรียนรู้ภาษาของชีวิตในหลากหลายมิติ เปิดประตูให้เราสัมผัสกับอิสรภาพ ความเมตตา และความสุขอันลึกซึ้งของการได้เกิดมาใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า แล้วนำความสามารถเหล่านั้นไปรับใช้ชีวิตและผู้คนรอบข้างอย่างมีความหมาย
.
บางคนเข้าใจผิดว่าแนวคิด Generalism (ไปจนถึงแนวคิดการปั้นธุรกิจตัวคนเดียว) เป็นเรื่องของคนเห็นแก่ตัวที่ต้องการแค่อิสระ ความจริงแล้วมันคือการสร้างตัวเองให้แข็งแกร่งรอบด้านพอที่จะยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง โดยไม่ต้องเป็นเพียงฟันเฟืองตัวเล็กๆ ในระบบเดิม
.
การมีทักษะที่หลากหลายยังช่วยให้เรามองโลกได้กว้างขึ้น เข้าใจชีวิตและผู้คนในมุมมองที่ลึกซึ้งกว่าคนที่ยืนอยู่ในกรอบความเชี่ยวชาญเพียงด้านเดียว
.
และเมื่อเราเติบโตจนแข็งแกร่งพอแล้ว เราจะมีทั้งเวลา พลังงาน และความสามารถที่จะลงมือเปลี่ยนแปลงและพัฒนาระบบที่บกพร่อง เพื่อยื่นมือไปช่วยเหลือผู้คนที่ถูกระบบเดิมทอดทิ้งให้อยู่ตามขอบ เส้นทางนี้จึงไม่ได้สร้างคนเห็นแก่ตัว หากแต่สร้างมนุษย์ที่มีทั้งอิสรภาพและศักยภาพที่กว้างพอจะช่วยเหลือผู้อื่น
.
และนี่คือบทสรุป 20 ข้อคิดจากหนังสือ "How to Be Better at Almost Everything" ผลงานของ Pat Flynn ที่จะพาคุณเดินทางตั้งแต่การหลุดพ้นจากกับดักแม่พิมพ์ของสังคม ไปจนถึงการค้นพบเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของการเป็นมนุษย์ครับ
.
.
=================
.
1. กับดักแห่งความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (The Specialization Snare)
.
สังคมรอบตัวมักปลูกฝังแนวคิดที่หลอกล่อให้เราเชื่อว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราเก่งที่สุดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น Pat Flynn เคยตกอยู่ในหลุมพรางนี้อย่างจังในสมัยวัยรุ่น
.
เขาหลงใหลในการเล่นกีตาร์และตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นมือกีตาร์สายโซโล่ที่เล่นได้เร็วและมีเทคนิคแพรวพราวที่สุด เขาใช้เวลาฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงด้วยเทคนิคที่ซับซ้อนอย่าง sweep picking ซึ่งเป็นสไตล์การเล่นที่ได้รับความนิยมในหมู่นักดนตรีสายลึกช่วงยุค 80
.
เมื่อเวลาผ่านไป Pat Flynn ต้องเผชิญกับความจริงอันน่าหดหู่ ความเชี่ยวชาญขั้นสูงที่เขาอุตส่าห์ฝึกฝนมาอย่างยากลำบากกลับดึงดูดความสนใจได้แค่จากกลุ่มนักดนตรีด้วยกันเองเท่านั้น
.
เพื่อนร่วมโรงเรียนทั่วไปแทบไม่มีใครอยากฟังท่อนโซโล่กีตาร์ที่รัวเร็วและซับซ้อน ผู้คนส่วนใหญ่เพียงแค่อยากฟังเพลงที่มีท่วงทำนองติดหูและสามารถร้องตามได้ ความพยายามที่จะไปให้ถึงจุดสูงสุดในทักษะเดียวกลายเป็นการสร้างกำแพงกั้นตัวเองออกจากคนทั่วไปโดยไม่รู้ตัว
.
เหตุการณ์นี้สอนให้เห็นว่าเมื่อคนเราผลักดันตัวเองให้เชี่ยวชาญในสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป เรามักจะสูญเสียความสามารถในการเชื่อมโยงกับคนรอบข้างในระดับปกติ การมุ่งเน้นเพียงด้านเดียวยังทำให้ชีวิตของเราเปราะบางอย่างยิ่ง หากความนิยมในตลาดเปลี่ยนแปลงไป หรือมีคนที่มีพรสวรรค์ตามธรรมชาติก้าวเข้ามาแข่งขัน เราแทบจะไม่มีทางรับมือได้เลย
.
.
2. กฎแห่งผลตอบแทนที่ลดลงเมื่อฝืนเดินหน้า (The Reality of Diminishing Returns)
.
การทุ่มเทเวลาเพื่อขัดเกลาทักษะเดิมๆ ให้สมบูรณ์แบบนั้นมีต้นทุนค่าเสียโอกาสที่สูงมาก Pat Flynn ได้เรียนรู้บทเรียนราคาแพงนี้จากการออดิชันเข้าเรียนต่อที่สถาบันดนตรีเบิร์กลี แม้เขาจะทุ่มเทซ้อมกีตาร์วันละเจ็ดชั่วโมงอย่างบ้าคลั่ง แต่เขากลับพ่ายแพ้ให้กับเด็กชายชาวเกาหลีวัยสิบสองปีอย่างหมดรูป
.
ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นทำให้เขาตระหนักว่าผลลัพธ์จากการฝึกฝนไม่ได้เพิ่มขึ้นเป็นเส้นตรงเสมอไป เมื่อเราเก่งถึงระดับหนึ่งแล้ว การจะเพิ่มความสามารถขึ้นไปอีกเพียงเล็กน้อยจะต้องใช้ความพยายามและเวลาเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
.
ปัจจัยแห่งความสำเร็จในฐานะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมักเต็มไปด้วยสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้เลย พรสวรรค์ตั้งแต่กำเนิด สภาพแวดล้อมทางครอบครัว หรือแม้แต่อายุที่เริ่มต้นฝึกฝน ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดว่าใครจะไปถึงจุดสูงสุดได้ การดันทุรังเอาชนะในเกมที่เราเสียเปรียบตั้งแต่ต้นจึงเป็นเรื่องที่สูญเปล่า
.
ความเข้าใจในกฎแห่งผลตอบแทนที่ลดลงช่วยให้เราบริหารเวลาชีวิตได้อย่างชาญฉลาด แทนที่จะใช้เวลาหลายพันชั่วโมงเพื่อพัฒนาเทคนิคกีตาร์ที่ไม่มีใครสนใจ Pat Flynn น่าจะนำเวลาเหล่านั้นไปเรียนรู้ทักษะการร้องเพลง การแต่งเพลง หรือการผลิตสื่อดนตรีเพิ่มเติม การรู้จักจุดพอดีและกล้าที่จะหยุดความหมกมุ่นไว้ที่ระดับยอดเยี่ยม จึงเป็นทักษะสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนาตัวเองอย่างรอบด้าน
.
.
3. พลังอันมหาศาลของการประกอบทักษะ (The Power of Skill Stacking)
.
การมีทักษะหลากหลายระดับดีพอใช้แล้วนำมารวมกันเป็นกลยุทธ์ที่ทรงพลังอย่างยิ่ง Pat Flynn เล่าถึงเพื่อนชื่อทอมที่ไม่ใช่มือกีตาร์ที่เก่งกาจอะไรเลย ทอมเล่นคอร์ดได้แบบพื้นฐานมากๆ ทว่าทอมมีทักษะการร้องเพลงและการแต่งเพลงที่เข้าถึงใจคนได้ง่าย
.
ผลลัพธ์ในชีวิตจริงคือทอมได้รับความสนใจจากผู้คนมากมายและถูกสาวๆ ชวนไปงานพรอม ในขณะที่ Pat Flynn ซึ่งมีเทคนิคกีตาร์ระดับเทพกลับต้องนั่งเล่นดนตรีอยู่คนเดียว
.
ครูสอนกีตาร์ของ Pat Flynn เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ยอดเยี่ยม ครูท่านนี้ไม่ได้เป็นมือกีตาร์ที่เก่งที่สุดในโลก แต่สามารถทำรายได้มหาศาลในระดับที่ดูแลครอบครัวได้อย่างสุขสบาย
.
เคล็ดลับคือการมีความสามารถทางดนตรีที่หลากหลาย เล่นได้ทั้งเพลงร็อก แจ๊ส คันทรี ร้องเพลงได้ เล่นเปียโนและกลองได้ ควบคู่ไปกับความรู้ด้านการผลิตสื่อและการตลาด ความสามารถรอบด้านนี้ทำให้เขามีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องง้อค่ายเพลง
.
แนวคิดนี้สามารถนำไปเปรียบเทียบกับการทำแซนด์วิชชิ้นอร่อย เนื้อพาสตรามี แผ่นขนมปัง กะหล่ำปลีดอง และน้ำสลัด แต่ละอย่างอาจจะมีรสชาติกลางๆ เมื่อรับประทานเดี่ยวๆ แต่พอนำส่วนผสมทั้งหมดมารวมกัน มันกลับกลายเป็นอาหารที่รสชาติกลมกล่อมและน่าประทับใจ
.
Pat Flynn เองก็ได้นำหลักการนี้มาใช้กับชีวิตของตนเองด้วยการนำความรู้ด้านการออกกำลังกาย ทักษะการเขียนบทความ และความเข้าใจในเรื่องธุรกิจออนไลน์มาผสมผสานกัน จนกลายเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นและแทบจะไร้คู่แข่ง
.
.
4. อิสรภาพเพื่อความเป็นเลิศ (Freedom for Excellence)
.
ความหมายของอิสรภาพในสังคมมักถูกตีกรอบอยู่แค่การมีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบโดยไม่มีใครมาบังคับ ซึ่ง Pat Flynn เรียกว่าอิสรภาพแห่งความเพิกเฉยหรือ Freedom of Indifference
.
ในช่วงหนึ่งของชีวิต Pat Flynn เคยลุ่มหลงในแนวคิดนี้และปฏิเสธกฎเกณฑ์ทุกอย่างรอบตัว เมื่อเติบโตขึ้นเขาจึงตระหนักว่าอิสรภาพรูปแบบนี้เป็นเพียงพื้นฐานเท่านั้น การมีสิทธิ์เลือกไม่ได้การันตีเลยว่าเราจะเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องหรือสร้างสรรค์ ผู้คนมากมายมีอิสระเต็มที่ในการใช้ชีวิตแต่กลับเลือกที่จะทำลายสุขภาพตัวเองหรือปล่อยเวลาให้สูญเปล่าไปกับความเกียจคร้าน
.
อิสรภาพที่มีคุณค่าลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นคืออิสรภาพเพื่อความเป็นเลิศ หรือ Freedom for Excellence ซึ่งหมายถึงความสามารถในการแสดงออกและทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างเต็มศักยภาพ
.
อิสรภาพชนิดนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรายินยอมจำกัดความสุขสบายชั่วคราวของตนเองเพื่อนำเวลาไปฝึกฝนทักษะอย่างจริงจัง หากคุณต้องการอิสระในการเล่นกีตาร์เพื่อระบายความรู้สึก คุณต้องเริ่มต้นจากการยอมเป็นทาสของตารางการฝึกซ้อมและมีวินัยในการท่องจำคอร์ดต่างๆ อย่างเคร่งครัด
.
อิสรภาพที่แท้จริงคือการมีอำนาจเหนือความปรารถนาใฝ่ต่ำของตนเอง การอนุญาตให้ตัวเองได้รับความลำบากจากการฝึกฝนในวันนี้ จะนำไปสู่อิสระในการใช้ชีวิตอย่างสง่างามในวันข้างหน้า คนที่บอกว่าอยากมีชีวิตอิสระแต่ปฏิเสธการมีวินัย ก็เป็นได้เพียงคนที่ถูกกักขังอยู่ในกรงแห่งความไร้ความสามารถของตนเองไปตลอดชีวิต
.
.
5. ความสุขในฐานะทักษะและการกระทำที่งดงาม (Happiness as a Skill and Action)
.
Pat Flynn พาเราดำดิ่งลงไปในคำถามสำคัญที่ว่าเราจะพยายามฝึกฝนพัฒนาตัวเองไปเพื่ออะไร หากสุดท้ายแล้วเราไม่สามารถสัมผัสถึงความสุขได้เลย
.
เขาหยิบยกแนวคิดของอริสโตเติลและโทมัส อไควนัสขึ้นมาอธิบายว่า ความสุขแท้จริงแล้วไม่ใช่ปลายทางที่เราจะไปถึงหรือสิ่งของที่เราสามารถสะสมครอบครองได้ ความสุขเป็นสถานะทางจิตใจที่เกิดขึ้นในขณะที่เรากำลังลงมือทำกิจกรรมที่ดีงามอย่างต่อเนื่อง การได้ใช้ความสามารถเพื่อสร้างคุณค่าให้ผู้อื่นจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ปลดล็อกความเติมเต็มในชีวิต
.
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน Pat Flynn ได้สร้างตัวละครจำลองขึ้นมาสองคน
.
คนแรกชื่อชาร์ลส์ ชายในชุดสูทที่สูบซิการ์และกระหายอำนาจอยู่ตลอดเวลา ชาร์ลส์มีวินัยในการทำงานอย่างหนัก ทว่าเขากลับเต็มไปด้วยความขมขื่นและไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี
.
อีกคนชื่อเบรตต์ ชายหนุ่มที่ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยอยู่ในรถตู้และกินเพียงขนมปังเย็นๆ เพื่อประหยัดเงิน เบรตต์มีอิสระเต็มที่ทว่าชีวิตกลับไร้ทิศทาง
.
ทั้งสองคนนี้เป็นตัวอย่างของคนที่หลงทาง การเป็นคนเก่งรอบด้านจะหลีกเลี่ยงความสุดโต่งทั้งสองทางนี้ โดยมุ่งเน้นการมีวินัยเพื่อสร้างอิสรภาพ และใช้อิสรภาพนั้นเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่ดีงาม
.
การตั้งเป้าหมายเพื่อเป็นที่หนึ่งมักจะผูกมัดคุณค่าของเราไว้กับชัยชนะเหนือผู้อื่น ในทางตรงกันข้าม การพัฒนาตนเองให้เป็นคนเก่งหลายด้านช่วยเปิดโอกาสให้เราได้สนุกกับกระบวนการเรียนรู้ การทำสิ่งที่เราหลงใหลให้ดีที่สุดเพื่อมอบประโยชน์ให้กับผู้คนรอบข้างคือเส้นทางที่มั่นคงที่สุดในการหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของเราไปตลอดชีวิต
.
.
6. กลยุทธ์การเชี่ยวชาญแบบระยะสั้น (Short-term Specialization)
.
หลายคนเข้าใจผิดว่าการเป็นคนเก่งหลายด้านหมายถึงการพยายามเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างไปพร้อมๆ กัน ทว่าในความเป็นจริง การกระจายความสนใจไปในหลายทิศทางพร้อมกันจะทำให้พลังงานของเราเจือจางลงจนไม่เกิดความก้าวหน้าในเรื่องใดเลย แนวทางที่ทรงประสิทธิภาพกว่าคือการเป็นผู้เชี่ยวชาญแบบชั่วคราว Pat Flynn เสนอว่าเราควรพุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่การฝึกฝนทักษะเพียงหนึ่งหรือสองอย่างในช่วงเวลาหนึ่งอย่างจริงจัง คล้ายกับการวิ่งสปรินต์ในระยะสั้น
.
ตัวอย่างที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดีคือตอนที่ Pat Flynn ต้องการจัดการกับโรควิตกกังวลของตนเอง โค้ชสอนสมาธิแนะนำให้เขาทุ่มเทเวลาให้กับการฝึกสมาธิในตอนเช้าเป็นอันดับแรก โดยต้องยอมรับความจริงที่ว่าพัฒนาการในด้านอื่นๆ อย่างการยกน้ำหนักหรือการซ้อมกีตาร์อาจจะหยุดชะงักหรือถดถอยลงไปบ้างชั่วคราว เขาเคยใช้เวลาสามเดือนเต็มเพื่อฝึกฝนการยืนด้วยมือเพียงอย่างเดียว เมื่อทำสำเร็จเขาก็ลดเวลาการฝึกท่านี้ลงแล้วเปลี่ยนไปทุ่มเทให้กับทักษะอื่นต่อไป
.
ความท้าทายของกลยุทธ์นี้อยู่ที่จิตใจของเราเอง มนุษย์เรามักจะกลัวการสูญเสียความสามารถในสิ่งที่คุ้นเคย ความเป็นจริงก็คือทักษะต่างๆ มักจะรักษาง่ายกว่าตอนเริ่มต้นเรียนรู้หลายเท่า การใช้ความพยายามเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอที่จะรักษาระดับความสามารถเดิมไว้ได้ เมื่อเรากลับมาทบทวนทักษะเดิมในภายหลัง เรามักจะพบว่าตัวเองสามารถก้าวหน้าได้ไกลกว่าเดิมด้วยซ้ำ
.
.
7. จุดหยุดพักที่กฎแปดสิบเปอร์เซ็นต์ (The Rule of 80 Percent)
.
กฎข้อนี้ทำหน้าที่เป็นเสมือนเครื่องเตือนสติที่คอยบอกเราว่าเมื่อไหร่ควรจะหยุดหมกมุ่นกับทักษะเดิม หากเราจินตนาการว่าร้อยเปอร์เซ็นต์คือระดับความสามารถของผู้ที่เก่งที่สุดในโลก เราไม่ควรพยายามผลักดันตัวเองให้เก่งเกินกว่าระดับแปดสิบเปอร์เซ็นต์ในทักษะใดทักษะหนึ่ง พื้นที่หลังจากจุดนั้นไปคืออาณาเขตศักดิ์สิทธิ์ของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งเรียกร้องต้นทุนด้านเวลาและความพยายามอย่างมหาศาล
.
ระดับความสามารถที่แปดสิบเปอร์เซ็นต์ถือว่ายอดเยี่ยมและเหนือชั้นกว่าคนทั่วไปมากเพียงพอที่จะสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้แล้ว หากคุณมีความสามารถในระดับนี้แล้วยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ได้ นั่นเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าทักษะนี้ไม่ได้เป็นต้นตอของปัญหาอีกต่อไป ยกตัวอย่างเช่น หากคุณสามารถยกน้ำหนักท่าเบนช์เพรสได้เกือบห้าร้อยปอนด์ซึ่งถือว่าแข็งแรงมาก แต่คุณยังมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน สิ่งที่คุณขาดหายไปไม่ใช่ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แต่เป็นความรู้ด้านโภชนาการต่างหาก
.
การเข้าใจกฎข้อนี้ทำงานสอดคล้องกับหลักการพาเรโตอย่างลงตัว ผลลัพธ์แปดสิบเปอร์เซ็นต์มักเกิดขึ้นจากความพยายามเพียงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ในจุดที่สำคัญที่สุด เมื่อเรารู้จักความพอดี เราจะสามารถปลดปล่อยตัวเองจากความหมกมุ่น นำเวลาที่เหลือไปเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ แล้วนำมาเรียงซ้อนกันเพื่อให้เกิดความได้เปรียบที่ทรงพลังยิ่งกว่าการย่ำอยู่กับที่
.
.
8. การบูรณาการสำคัญกว่าการแยกส่วน (Integration over Isolation)
.
เรามักจะหลงทางไปกับการฝึกเทคนิคยิบย่อยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเป้าหมายหลักของเราเลย หลักการข้อนี้เน้นย้ำให้เราเริ่มต้นกระบวนการด้วยการมองไปที่ผลลัพธ์สุดท้ายที่เราต้องการ แล้วเลือกฝึกฝนเฉพาะเทคนิคที่จะนำพาเราไปสู่จุดนั้น หากเป้าหมายของคุณคือการเล่นกีตาร์เพลงร็อกแอนด์โรลของวง AC/DC คุณก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปนั่งท่องจำคอร์ดแจ๊สที่ซับซ้อนซึ่งคุณจะไม่มีวันได้ใช้
.
แนวคิดนี้ครอบคลุมไปถึงวิธีการที่เราใช้ในการฝึกซ้อม เราควรพยายามฝึกฝนเทคนิคต่างๆ ภายใต้บริบทที่ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงมากที่สุด แม้ในบางครั้งเราอาจจำเป็นต้องดึงเทคนิคยากๆ ออกมาฝึกแยกต่างหาก แต่ทันทีที่เราเริ่มทำได้ เราก็ต้องนำเทคนิคนั้นกลับเข้าไปรวมกับภาพใหญ่ของการใช้งานจริงทันที การซ้อมเตะกระสอบทรายอย่างโดดเดี่ยวจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเรานำทักษะนั้นไปใช้ในการประลองจริงกับคู่ต่อสู้
.
การเชื่อมโยงความรู้ข้ามสายพานคือเวทมนตร์ที่แท้จริงของการบูรณาการ Pat Flynn พบว่าเขาอธิบายหลักการออกกำลังกายให้คนเข้าใจได้ง่ายขึ้นมากเมื่อเขานำแนวคิดทางปรัชญาของอริสโตเติลมาใช้ประกอบการเล่าเรื่อง
.
การนำความรู้จากหลายศาสตร์มาผสมผสานกันสร้างเอกลักษณ์ที่ลอกเลียนแบบได้ยาก การบูรณาการจะทำหน้าที่เป็นเข็มทิศที่คอยบอกเราว่า ทุกการเรียนรู้ต้องนำไปสู่การสร้างคุณค่าบางอย่างให้เกิดขึ้นจริงเสมอ
.
.
9. การทำซ้ำและเพิ่มแรงต้านอย่างมีชั้นเชิง (Repetition and Resistance)
.
หลักการข้อสุดท้ายของวิถี Generalist ที่ Pat Flynn เน้นย้ำคือเรื่องของการทำซ้ำและเพิ่มแรงต้าน หลายคนมีความเชื่อว่าเพียงแค่เราลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างสม่ำเสมอทุกวัน เราก็จะเก่งขึ้นได้เองตามธรรมชาติ
.
ความเป็นจริงนั้นโหดร้ายกว่านั้นมาก หากคุณเข้ายิมเพื่อยกน้ำหนักสิบกิโลกรัมทุกวันเป็นเวลาหนึ่งปี ร่างกายของคุณจะเพียงแค่คุ้นชินกับน้ำหนักสิบกิโลกรัมนั้น คุณจะมีความสม่ำเสมออย่างแน่นอน ทว่าคุณจะไม่มีวันแข็งแรงขึ้นเลยแม้แต่น้อย
.
ความลับของการเพิ่มแรงต้านที่มีประสิทธิภาพคือแนวคิด "ท้าทายแต่ยังคงสำเร็จ" (Challenged but Successful) หลายคนมักผลักดันตัวเองให้ข้ามขีดจำกัดไปสู่จุดที่ล้มเหลวโดยคิดว่านั่นคือการฝึกซ้อมที่ดีที่สุด หากคุณฝืนยกน้ำหนักที่หนักเกินไปจนท่าทางผิดเพี้ยน สิ่งที่คุณกำลังฝึกฝนก็คือการสร้างนิสัยและพฤติกรรมที่ผิดพลาด
.
การฝึกซ้อมที่ดีต้องดึงเราไปยืนอยู่บนเส้นขอบของความสามารถที่เรารับมือได้
.
หลักการนี้ครอบคลุมไปถึงทุกทักษะในชีวิตประจำวัน หากคุณต้องการพัฒนาฝีมือการเขียน คุณต้องท้าทายตัวเองด้วยการเขียนในหัวข้อที่ซับซ้อนขึ้น หากคุณรู้สึกว่าการฝึกซ้อมเริ่มกลายเป็นเรื่องสบายและไร้ข้อผิดพลาด นั่นเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าถึงเวลาต้องเพิ่มแรงต้านให้ตัวเองแล้ว
.
.
10. วินัยคือทักษะรากฐานที่กำหนดทุกสิ่ง (Discipline as the Ultimate Meta-Skill)
.
เมื่อเข้าสู่เรื่องของ Meta-skills Pat Flynn ชวนเราจินตนาการถึงระบบการศึกษาจำลองที่วิชาแรกสุดซึ่งทุกคนต้องเรียนให้ผ่านไม่ใช่วิชาการ แต่เป็นวิชาวินัย วินัยคือความสามารถในการสั่งการร่างกายตัวเองให้ลงมือทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำ โดยเฉพาะในยามที่เราไม่อยากทำเลยแม้แต่น้อย Pat Flynn เรียกสัญชาตญาณความขี้เกียจนี้ว่า "จิตใจส่วนก้น" (Butt mind) ซึ่งเป็นเสียงในหัวที่คอยหาร้อยแปดเหตุผลมาอ้างเพื่อให้เราลุกออกจากเก้าอี้ทำงานแล้วไปหาความสบายตรงหน้า
.
จุดเริ่มต้นของการสร้างวินัยมักมาจากพลังงานด้านลบ Pat Flynn เล่าถึงวัยเด็กที่เขาเคยเป็นเด็กอ้วนท้วน รูปร่างไม่ดี และถูกรังแกจนรู้สึกอับอายอย่างหนัก ความรู้สึกพ่ายแพ้และความปรารถนาที่จะหนีจากความเจ็บปวดเหล่านั้นกลายมาเป็นเชื้อเพลิงชั้นเยี่ยมที่ผลักดันให้เขาลุกขึ้นมาสมัครเรียนเทควันโดและเริ่มออกกำลังกายอย่างจริงจัง การยอมรับและเผชิญหน้ากับความบกพร่องของตัวเองในปัจจุบันสามารถปลุกเจตจำนงอันแรงกล้าที่ซ่อนอยู่ภายในให้ตื่นขึ้นมาต่อสู้ได้
.
วินัยสามารถสร้างขึ้นได้ผ่านกิจวัตรเล็กๆ อย่างการจัดที่นอนทุกเช้า หรือการออกกำลังกายเพียงสิบนาทีหลังตื่นนอน การกระทำเล็กน้อยเหล่านี้จะส่งสัญญาณบอกจิตใต้สำนึกว่าเราเป็นผู้กุมบังเหียนชีวิตตนเอง เมื่อเราสั่งให้ตัวเองทำสิ่งเล็กๆ สำเร็จได้ เราย่อมมีพลังใจมากพอที่จะจัดการกับภารกิจที่ใหญ่และยากขึ้นในระหว่างวันได้
.
.
11. สมาธิและการจัดการเสียงรบกวนในหัว (Focus and the Battle for Attention)
.
การมีวินัยในการนั่งลงทำงานเป็นเพียงชัยชนะครึ่งแรก ชัยชนะครึ่งหลังคือความสามารถในการรักษาสมาธิและทำสิ่งนั้นให้สำเร็จลุล่วง ตัวอย่างเช่น เมื่อเราตั้งใจจะนั่งเขียนหนังสือ แต่กลับเผลอไปเปิดดูการแจ้งเตือนในโซเชียลมีเดียแล้วเจอข้อความที่ทำให้เราโกรธจัด อารมณ์ที่พลุ่งพล่านจะทำลายสมาธิในการทำงานของเราไปจนหมดสิ้น
.
หลายคนเข้าใจว่าสมาธิหมายถึงการพาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เงียบสงัดและปราศจากสิ่งรบกวนโดยสิ้นเชิง ในความเป็นจริง สมาธิหมายถึงความสามารถในการจัดการกับสิ่งเร้าเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ Pat Flynn แนะนำให้เราฝึกฝนสมาธิผ่านการนั่งกำหนดลมหายใจหรือการสวดมนต์ในตอนเช้า เป้าหมายของการฝึกไม่ได้อยู่ที่การบังคับให้ความคิดหยุดนิ่ง ทว่าเป็นการฝึกฝนทักษะในการสังเกตความคิดตัวเองโดยไม่ปล่อยให้อารมณ์ถูกพัดพาไปตามความคิดเหล่านั้น
.
เรายังสามารถบูรณาการสมาธิเข้ากับชีวิตประจำวันได้อย่างกลมกลืน เช่น การเจริญสติทุกครั้งที่เดินผ่านบานประตู หรือการใช้เวลาสองนาทีก่อนลงจากรถเพื่อกำหนดลมหายใจ เมื่อเราทำเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอ กล้ามเนื้อแห่งสมาธิของเราจะแข็งแรงขึ้น สมาธิช่วยให้เราจดจ่ออยู่กับทักษะที่เรากำลังทุ่มเทพัฒนาได้ยาวนานขึ้น
.
.
12. ตรรกะคือเครื่องตรวจจับความหลอกลวงของชีวิต (Logic as a Bullshit Detector)
.
ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน ทักษะการคิดอย่างมีตรรกะคืออาวุธสำคัญที่จะช่วยให้เราเอาตัวรอดจากการถูกหลอกลวง Pat Flynn เปรียบเทียบว่าตรรกะคือเครื่องตรวจจับเรื่องไร้สาระที่ป้องกันไม่ให้เราตัดสินใจผิดพลาดอย่างการซื้อสินค้าหลอกลวง การหลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริง หรือแม้แต่การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้กับนักการเมืองที่ไม่มีความสามารถ
.
วิธีการฝึกฝนตรรกะที่ทรงประสิทธิภาพอย่างยิ่งคือการเข้าร่วมการถกเถียงในประเด็นต่างๆ การเปิดโอกาสให้ตัวเองได้อธิบายเหตุผลและรับฟังข้อโต้แย้งจะบังคับให้เราต้องค้นหาข้อมูลมาสนับสนุนความคิดของตนเองอย่างลึกซึ้ง ยิ่งไปกว่านั้น การลองสวมบทบาทโต้แย้งในจุดยืนที่เราไม่ได้เห็นด้วยเลย จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ เราควรศึกษาและจดจำตรรกะวิบัติ (Logical Fallacies) ที่พบบ่อย เช่น การโจมตีตัวบุคคลแทนที่จะโต้แย้งที่ข้อมูล
.
เป้าหมายสูงสุดของการใช้ตรรกะมุ่งเน้นไปที่การค้นหาความจริง มากกว่าความพยายามที่จะเอาชนะคู่สนทนา เมื่อเราประเมินข้อมูลอย่างรอบคอบ เราจะเริ่มมีความกล้าหาญที่จะยอมรับเมื่อเราเป็นฝ่ายผิด ตรรกะยังสอนให้เรารู้จักประเมินสถานการณ์ และกล้าที่จะพูดคำว่า "ยังไม่รู้" ได้อย่างเต็มปากในเวลาที่เรายังมีข้อมูลไม่เพียงพอ
.
.
13. การโน้มน้าวใจด้วยความชัดเจนในจุดยืน (Persuasion through Polarization)
.
ผู้คนมากมายมักมีความเชื่อที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการโน้มน้าวใจ โดยมองว่าการจะทำให้ผู้อื่นคล้อยตามนั้นจะต้องใช้วิธีพูดจาเอาอกเอาใจหรือพยายามทำตัวให้เป็นที่รักของทุกคน ทว่าในความเป็นจริง การโอนอ่อนผ่อนตามเพื่อหวังให้ทุกคนพอใจจะนำไปสู่การสูญเสียตัวตน
.
Pat Flynn อธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า การโน้มน้าวใจที่ทรงพลังนั้นเริ่มต้นจากการมีความกล้าหาญที่จะพูดความจริงตามความเชื่อของตนเองอย่างมั่นคง
.
หลักการสำคัญข้อหนึ่งคือการสร้างขั้วที่ชัดเจน (Polarization) เมื่อเราประกาศจุดยืนอย่างตรงไปตรงมา ย่อมต้องมีกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วย ในวงการการตลาดมีคำกล่าวไว้ว่า หากข้อความโฆษณาของคุณไม่ทำให้ใครสักคนรู้สึกขัดใจเลย นั่นแปลว่าคุณยังไม่ได้ทำการตลาดอย่างแท้จริง
.
การแสดงตัวตนอย่างเปิดเผยจะทำหน้าที่เสมือนเครื่องกรองตามธรรมชาติ ผลักไสผู้ที่มีความเชื่อตรงกันข้ามออกไป พร้อมกับดึงดูดกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นสอดคล้องกัน
.
เป้าหมายของการโน้มน้าวใจจึงไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนความเชื่อของฝ่ายตรงข้าม ทว่ามุ่งเน้นไปที่การตอกย้ำและเสริมแรงความเชื่อของกลุ่มคนที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกับเราให้แข็งแกร่งขึ้น
.
เมื่อตอนที่ Pat Flynn เริ่มต้นสร้างธุรกิจด้านสุขภาพ เขาใช้ความกล้าหาญในการตั้งคำถามกับแนวทางฟิตเนสแบบเดิมๆ และนำเสนอวิถีทางของคนเก่งรอบด้านที่เน้นความยืดหยุ่น ความชัดเจนและเหตุผลที่เขานำเสนอกลับดึงดูดผู้คนที่รู้สึกเหนื่อยล้ากับการฝึกฝนแบบสุดโต่งให้หันมาติดตามเขาอย่างล้นหลาม
.
.
14. ศรัทธาคือเข็มทิศนำทางสู่ความหมายที่ยิ่งใหญ่ (Faith and Purpose)
.
Pat Flynn จัดให้ศรัทธาเป็นหนึ่งในทักษะรากฐานที่สำคัญที่สุดซึ่งทุกคนควรฝึกฝน ศรัทธาในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงการหลับหูหลับตาเชื่ออย่างไร้เหตุผล แต่เป็นการเลือกที่จะไว้วางใจในสิ่งที่มีเหตุผลรองรับเพียงพอ ตามปรัชญาของโทมัส อไควนัส ศรัทธานั้นอยู่เหนือเหตุผลขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง (Supra-rational) การมีศรัทธาช่วยมอบความหมายที่ยิ่งใหญ่ให้กับชีวิต ทำให้เราตระหนักว่าการดำรงอยู่ของเรานั้นมีคุณค่าและมีเป้าหมายที่ลึกซึ้งกว่าการตื่นขึ้นมาเพื่อแสวงหาเพียงความสุขส่วนตัว
.
ประสบการณ์เปลี่ยนชีวิตของ Pat Flynn เกิดขึ้นในวันที่เขากำลังหงุดหงิดกับความกดดันเรื่องงาน เขาตัดสินใจเดินเข้าไปพักใจในโบสถ์และอธิษฐานขอให้พระเจ้าส่งสัญญาณบางอย่าง สิ่งที่เขาพบกลับเป็นเด็กชายที่กำลังป่วยด้วยโรคมะเร็งและชุมชนที่มารวมตัวกันเพื่อให้กำลังใจครอบครัวนี้
.
เหตุการณ์นั้นทลายอัตตาของเขาลงอย่างสิ้นเชิง เขาตระหนักได้ทันทีว่าปัญหาความเครียดเรื่องงานของเขานั้นช่างเล็กน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับการต่อสู้ของครอบครัวนี้ ศรัทธาช่วยดึงเราออกจากการหมกมุ่นกับตัวเอง และเปิดตาให้เรามองเห็นความงดงามของการทำเพื่อผู้อื่น
.
ผลลัพธ์ของการใช้ชีวิตอย่างมีศรัทธานั้นสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในงานศพของคุณปู่ของ Pat Flynn คุณปู่เป็นเพียงพนักงานระดับล่างและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ทว่างานศพของท่านกลับมีผู้คนมาร่วมงานล้นหลามราวกับรอบปฐมทัศน์ของภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ผู้คนมากมายมาเพื่อรำลึกถึงความรักและความเมตตาที่คุณปู่เคยมอบให้ตลอดชีวิต
.
เหตุการณ์นี้สอนให้รู้ว่าทักษะความสามารถที่เราพยายามสะสมมาจะไม่มีความหมายเลย หากเราไม่นำมันไปรับใช้สังคมและสร้างความดีงาม
.
.
15. การต่อยอดทักษะจากความหลงใหล (Following Interest-Based Skills)
.
เมื่อเราวางรากฐานทักษะพื้นฐานของชีวิตอย่างวินัย สมาธิ ตรรกะ และศรัทธาได้อย่างมั่นคงแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลงมือทำในสิ่งที่สร้างความตื่นเต้นและจุดประกายความสุขจากภายใน
.
Pat Flynn เล่าถึงอดีตที่เขาเคยเป็นเด็กนักเรียนที่สอบตกหลายวิชาและมักจะทำตัวเป็นปัญหาในชั้นเรียน เพียงเพราะเขารู้สึกเบื่อหน่ายกับวิชาการที่ถูกยัดเยียดให้เรียน ทว่าเขาสามารถหมกมุ่นอยู่กับการเล่นกีตาร์ได้ยาวนานหลายชั่วโมงโดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ความหลงใหลคือกุญแจสำคัญที่จะผลักดันให้เรายอมรับความยากลำบากของการฝึกฝนได้อย่างเต็มใจ
.
กฎข้อแรกของการเลือกทักษะความสนใจคือ คุณต้องเลือกสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกมีชีวิตชีวาจริงๆ Pat Flynn แนะนำให้เราสังเกตตัวเองว่ามีกิจกรรมใดบ้างที่ทำแล้วรู้สึกตื่นเต้นจนเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านไขสันหลัง เมื่อค้นพบสิ่งนั้นแล้ว เราจึงนำหลักการความเชี่ยวชาญระยะสั้นและการบูรณาการเข้ามาจับในการฝึกฝน
.
การฝึกฝนทักษะจากความสนใจควรสอดคล้องกับปรัชญาแห่งความดีงามของอริสโตเติลด้วย เราควรทำกิจกรรมที่มอบคุณค่าและยกระดับจิตวิญญาณของเราให้เติบโตขึ้น หากคุณปรารถนาที่จะเป็นนักเขียนสายอารมณ์ขัน คุณก็ควรใช้ความสามารถนั้นสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับผู้อื่นจากเรื่องราวใกล้ตัว ความเพลิดเพลินที่เกิดขึ้นในระหว่างการลงมือทำ จะกลายเป็นพลังงานชั้นดีที่ช่วยขับเคลื่อนให้คุณอยากตื่นขึ้นมาพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นในทุกๆ วัน
.
.
16. กฎแห่งเศรษฐศาสตร์และการสร้างคุณค่า (The Economics of Value Creation)
.
แม้วิถีของคนเก่งรอบด้านจะเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำตามความหลงใหล แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในโลกแห่งความเป็นจริง เราจำเป็นต้องใช้ทักษะเหล่านั้นเพื่อสร้างรายได้ การจะเปลี่ยนความสามารถให้กลายเป็นอาชีพได้นั้น เราต้องมีความเข้าใจในกฎพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์เสียก่อน มนุษย์ทุกคนล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผล พวกเขามักจะตัดสินใจกระทำการใดๆ โดยมุ่งหวังที่จะเพิ่มพูนความสุขหรือบรรเทาความทุกข์ให้กับตนเองเสมอ หากเราหวังให้ใครสักคนยอมจ่ายเงินให้เรา เราก็ต้องมีสิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาให้พวกเขาได้อย่างตรงจุด
.
สมมติว่าคุณมีความเชี่ยวชาญด้านศิลปะการต่อสู้ การนำเสนอตัวเองเพียงแค่ว่าคุณเป็นนักสู้ที่เก่งกาจอาจดึงดูดความสนใจได้ยาก แต่หากคุณนำทักษะนั้นมาออกแบบเป็นหลักสูตรสอนเด็กๆ ป้องกันตัวจากการถูกกลั่นแกล้ง คุณกำลังยื่นมือเข้าไปแก้ปัญหาความกังวลใจของพ่อแม่ผู้ปกครอง นี่คือการสร้างคุณค่าที่ผู้คนมองเห็นและยินดีที่จะสนับสนุน
.
Pat Flynn เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการศึกษาทักษะเสริมที่เกี่ยวกับการนำเสนอและการขาย ในช่วงที่เขาเริ่มต้นธุรกิจสุขภาพ เขาต้องยอมรับว่าคู่แข่งบางคนที่ไม่ได้มีรูปร่างแข็งแรงเท่าเขากลับประสบความสำเร็จมากกว่า เพราะคนเหล่านั้นมีทักษะในการเขียนคำโฆษณาและรู้วิธีสื่อสารอย่างมีเสน่ห์
.
การขายไม่ใช่การบังคับให้คนซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็น ทว่าเป็นการจัดวางตำแหน่งผลงานของเราให้อยู่ในมุมมองที่ลูกค้าจะเห็นว่าเป็นคำตอบสำหรับพวกเขา
.
.
17. ร่างกาย จิตใจ และคุณธรรมคือทักษะรากฐานที่แท้จริง (The Fitness of Everything)
.
สมองที่ยอดเยี่ยมย่อมต้องการระบบปฏิบัติการที่เสถียร ร่างกายของเราคือทักษะแรกและทักษะสุดท้ายของชีวิต Pat Flynn เปรียบเทียบว่า หากคุณพยายามเรียนรู้สิ่งใหม่แต่ร่างกายกลับเหนื่อยล้าและหอบแฮ่กเพียงแค่เดินขึ้นบันได มันก็เหมือนการพยายามติดตั้งโปรแกรมขั้นสูงลงในคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าที่พร้อมจะค้างตลอดเวลา
.
การฝึกฝนร่างกายของ Generalist จะครอบคลุมเสาหลักทั้งห้าประการ ได้แก่ ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น ความทนทาน พลัง และความสมดุล เราไม่จำเป็นต้องมีกล้ามเนื้อใหญ่โตแบบนักเพาะกายหรือวิ่งทนเท่านักมาราธอน แต่เราต้องมีความฟิตมากพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างยืดหยุ่นคล้ายมีดพับสวิส
.
ในขณะเดียวกัน จิตใจก็เปรียบเสมือนกล้ามเนื้อที่สำคัญที่สุดซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นได้ผ่านกระจก เราต้องฝึกต่อต้านความฟุ้งซ่าน สร้างความสม่ำเสมอในกิจวัตรประจำวัน และมีความยืดหยุ่นที่จะยอมรับแนวคิดใหม่ๆ
.
จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายของความฟิตคือคุณธรรมและความดีงาม ความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องแม้ในยามที่ไม่มีใครมองเห็นคือความฟิตของจิตวิญญาณ ร่างกายที่แข็งแรง จิตใจที่สงบ และเจตจำนงที่บริสุทธิ์ จะทำงานประสานกันเพื่อสร้างดอกเบี้ยทบต้นแห่งการเติบโต
.
.
18. การควบคุมอาหารสมองและศิลปะแห่งการลงมือทำ (The Low Information Diet)
.
ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารหลั่งไหลอยู่รอบตัว เรามักจะตกหลุมพรางของการเสพติดความรู้โดยคิดไปเองว่าเรากำลังก้าวหน้า Pat Flynn ยอมรับว่าเขาเคยใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันในการอ่านบทความและดูวิดีโอเกี่ยวกับการออกกำลังกาย การแสวงหาข้อมูลอย่างไม่รู้จักพอกลับกลายเป็นข้ออ้างชั้นดีในการผัดวันประกันพรุ่ง เราพยายามหลอกตัวเองว่าเรายังไม่พร้อมและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมอีกนิด ทั้งที่ในความเป็นจริงเรากำลังใช้การอ่านเพื่อหลีกเลี่ยงความเหน็ดเหนื่อยจากการลงมือทำ
.
วิธีแก้ปัญหานี้คือการนำแนวคิด Low Information Diet มาปรับใช้ เราควรบริโภคข้อมูลเพียงแค่ระดับพื้นฐานที่เพียงพอต่อการเริ่มต้นก้าวแรกเท่านั้น ทันทีที่เรารู้ว่าต้องยกน้ำหนักท่าไหน หรือต้องเขียนโฆษณาอย่างไร เราต้องหยุดอ่านแล้วกระโดดลงไปปฏิบัติจริงทันที การแสวงหาความรู้เพิ่มเติมควรเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราลงมือทำจนติดขัดและต้องการคำแนะนำเฉพาะเจาะจง
.
เพื่อให้การลงมือทำมีประสิทธิภาพสูงสุด เราควรสวมหมวกของมินิมอลลิสต์และตั้งข้อจำกัดด้านเวลาอย่างเข้มงวด ลองจินตนาการว่าหากคุณมีเวลาฝึกฝนเพียงหนึ่งชั่วโมงต่อวัน คุณจะจัดการเวลานั้นอย่างไร แรงกดดันนี้จะบังคับให้คุณตัดทอนกิจกรรมไร้สาระทิ้งไป และมุ่งเน้นไปที่แก่นแท้ของทักษะที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น
.
.
19. วงจรการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการส่งต่อความรู้ (Perpetual Practice and Teaching)
.
ความเป็นเลิศไม่ใช่อีเวนต์ที่จัดขึ้นเพียงครั้งเดียวจบ มันคือนิสัยที่เกิดจากการกระทำซ้ำๆ อย่างสม่ำเสมอ การเป็น Generalist ที่แข็งแกร่งต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องไปตลอดชีวิต หรือ Perpetual Practice ทักษะใดๆ ก็ตามที่ถูกทอดทิ้งย่อมเสื่อมถอยลงเหมือนกล้ามเนื้อที่ไม่ได้ถูกใช้งาน
.
กระบวนการเรียนรู้ที่สมบูรณ์แบบประกอบด้วยสามขั้นตอนหลัก ได้แก่ การศึกษา การลงมือทำ และการสอนผู้อื่น
.
การถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่นถือเป็นจุดสูงสุดของการเรียนรู้ เราควรแบ่งปันบทเรียนที่เราค้นพบแม้ว่าจะไม่มีใครจ้างให้เราสอนก็ตาม เมื่อเราพยายามอธิบายเนื้อหาที่ซับซ้อนให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่ายขึ้น สมองของเราจะทำการจัดระเบียบความคิดและอุดช่องโหว่ของความเข้าใจโดยอัตโนมัติ
.
เป้าหมายของการมีทักษะหลากหลายไม่ใช่การนำไปโอ้อวดว่าเรารู้เยอะกว่าใคร ความรู้ที่ปราศจากการนำไปประยุกต์ใช้เป็นเพียงเรื่องขำขันของสมองเท่านั้น เราต้องนำชุดความรู้จากหลายสาขามาผสมผสานและประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตจริง การรู้วิธีนำความรู้ข้ามสายพานมาประกอบกันจะช่วยสร้างเกราะป้องกันให้เรากลายเป็นบุคคลที่มีเอกลักษณ์และยากที่ใครจะมาแทนที่ได้
.
.
20. ชีวิตจะดีที่สุดเมื่อเรามีมุมมองที่กว้างไกล (Life Is Best with a Sense of Perspective)
.
แอดขอปิดจบด้วยข้อคิดนี้ครับ ทักษะทั้งหมดที่เราพยายามสะสมมาจะไร้ค่าทันที หากเราขาดมุมมองที่ถูกต้องในการมองชีวิต
.
คนเก่งจำนวนมากในโลกนี้มีทักษะติดตัวแน่นปึ้ก ทำเงินได้มหาศาล มีชื่อเสียงในวงสังคม แต่กลับใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมานเพราะพวกเขามองไม่เห็นภาพใหญ่ของการดำรงอยู่ พวกเขาจมอยู่กับการเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่ประสบความสำเร็จมากกว่า กังวลกับสิ่งที่ตัวเองยังไม่มี และลืมที่จะหยุดมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
.
มุมมองที่กว้างไกลช่วยให้เรารู้ว่าอะไรคือเรื่องเล็กและอะไรคือเรื่องใหญ่ในชีวิต Pat Flynn เล่าว่าในวันที่เขาเครียดที่สุดเรื่องงาน เขาเดินไปเจอครอบครัวที่กำลังต่อสู้กับโรคมะเร็งของลูกชาย ในวินาทีนั้นความกังวลทั้งหมดของเขาก็ละลายหายไปทันที เพราะเขาตระหนักว่าตัวเองยังมีสุขภาพดี มีครอบครัวที่ปลอดภัย และมีโอกาสได้ตื่นขึ้นมาทำสิ่งที่ตัวเองรัก
.
เมื่อเรามีมุมมองที่ถูกต้อง การฝึกฝนทักษะจะไม่ใช่เครื่องมือในการแข่งขันกับใครอีกต่อไป แต่กลายเป็นการแสดงความขอบคุณต่อชีวิตที่เราได้รับมา
.
การมีมุมมองที่ดียังหมายถึงการเข้าใจว่าทุกความสำเร็จในชีวิตของเรานั้นถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากความช่วยเหลือของผู้คนนับไม่ถ้วน คุณครูที่สอนให้เราอ่านหนังสือ พ่อแม่ที่ดูแลเราในวัยเด็ก เพื่อนที่คอยให้กำลังใจในวันที่ท้อแท้
.
ความถ่อมตัวนี้คือเข็มทิศที่จะคอยเตือนเราว่าเราไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น และทำให้เรากระตือรือร้นที่จะส่งต่อความช่วยเหลือที่เราเคยได้รับให้กับคนรุ่นถัดไป เมื่อมุมมองเปิดกว้างพอ ความสุขที่ลึกซึ้งจะเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องตามหา เพราะเราจะรู้แล้วว่าการได้มีชีวิตอยู่ในแต่ละวันคือของขวัญที่มีค่าที่สุด
.
.
.
.
#SuccessStrategies

Pond Apiwat Atichat

บัณฑิตศิลปศาสตร์เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 8 หลักกลางๆ และเจ้าของเพจ Success Strategies กลยุทธ์แห่งความสำเร็จ

https://www.facebook.com/pond.atichat
Previous
Previous

20 ข้อคิดจากหนังสือ Poor Charlie's Almanack คัมภีร์ชีวิต ชาร์ลี มังเกอร์

Next
Next

20 ข้อคิดจาก The Monk Who Sold His Ferrari พระ เฟอร์รารี่ และความหมายของชีวิต เขียนโดย Robin Sharma