20 ข้อคิดจาก The Monk Who Sold His Ferrari พระ เฟอร์รารี่ และความหมายของชีวิต เขียนโดย Robin Sharma
The Monk Who Sold His Ferrari เป็นหนังสือพัฒนาตนเองในรูปแบบนิทาน ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1997 โดย Robin S. Sharma ผู้เป็นทนายความก่อนผันตัวมาเป็นที่ปรึกษาด้านภาวะผู้นำ หนังสือเล่มนี้กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก ขายไปแล้วหลายล้านเล่มในกว่าเจ็ดสิบประเทศ และยังคงเป็นหนึ่งในตำราที่คนทั่วโลกหยิบขึ้นมาอ่านซ้ำเมื่อรู้สึกว่าชีวิตเริ่มหลงทาง
.
เรื่องราวเริ่มต้นที่ Julian Mantle ทนายความระดับท็อปแห่งฮาร์วาร์ด ผู้สะสมความสำเร็จไว้ครบทุกอย่างที่สังคมยกย่อง ทั้งคฤหาสน์หรู เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว และรถเฟอร์รารีสีแดงคันงาม จนกระทั่งวันหนึ่งเขาล้มลงด้วยอาการหัวใจวายกลางห้องพิจารณาคดี
.
เหตุการณ์นั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยน Julian ตัดสินใจขายทุกอย่างที่มี รวมทั้งเฟอร์รารี แล้วเดินทางสู่อินเดียเพื่อค้นหาคำตอบของชีวิต ที่นั่นเขาได้พบกับเหล่าปราชญ์แห่ง Sivana ในเทือกเขาหิมาลัย โดยเฉพาะ Yogi Raman ผู้กลายมาเป็นอาจารย์ของเขา
.
หนังสือเล่าผ่านบทสนทนาระหว่าง Julian กับ John เพื่อนทนายความรุ่นน้องในคืนที่ Julian กลับมาเยือนหลังหายไปสามปี เนื้อหาทั้งหมดถูกร้อยเรียงผ่านนิทานสัญลักษณ์เรื่องหนึ่ง ที่ Yogi Raman เล่าให้ฟัง ภาพของสวนงดงาม ประภาคารสีแดง นักซูโม่ตัวมหึมา สายเคเบิลสีชมพู นาฬิกาจับเวลาทองคำ ดอกกุหลาบเหลือง และทางเดินปูด้วยเพชร
.
แต่ละสิ่งคือสัญลักษณ์ของคุณธรรมข้อหนึ่งในเจ็ดประการสำหรับการใช้ชีวิตอย่างมีปัญญา เนื้อหาภายในเล่มจึงเป็นการคลี่นิทานออกทีละชิ้น ผสมผสานปรัชญาตะวันออกเข้ากับเทคนิคปฏิบัติที่ทำได้จริง ตั้งแต่การจัดการความคิด การตั้งเป้าหมาย การพัฒนาตน วินัย การจัดการเวลา การให้ ไปจนถึงการอยู่กับปัจจุบัน
.
ต่อไปนี้คือ 20 ข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้ครับ
.
.
================
.
1. ความสำเร็จภายนอกไม่มีค่าหากภายในล่มสลาย
.
ก่อนล้มลงในศาล Julian Mantle คือนิยามของความสำเร็จที่สังคมยกย่อง รายได้เจ็ดหลัก คฤหาสน์ในย่านดารา เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว เกาะส่วนตัวริมทะเลเขตร้อน และเฟอร์รารีสีแดงคันงามจอดอยู่กลางลานบ้าน เขามีทุกสิ่งที่คนทั่วไปใฝ่ฝัน แต่กลับเป็นคนที่ความเป็นมนุษย์กำลังเหี่ยวเฉาที่สุด
.
ผู้เขียนเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน อายุ 53 ปีของ Julian แต่หน้าตาดูเหมือนชายชราวัยเจ็ดสิบปลายๆ การหัวเราะหายไปจากชีวิต ความหลงใหลในงานที่เคยเป็นพลังขับเคลื่อนถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่าทางจิตวิญญาณ การแต่งงานพังทลาย ความสัมพันธ์กับพ่อขาดสะบั้น สิ่งที่เขาสะสมไว้ทั้งชีวิตจึงไม่ได้ปกป้องเขาจากการพังทลายจากภายใน
.
สิ่งที่ Robin Sharma ต้องการให้ผู้อ่านตระหนักตั้งแต่หน้าแรกๆ คือมีความแตกต่างมหาศาลระหว่างคำว่า being well และคำว่า being well-off ความมั่งคั่งในกระเป๋าไม่ได้แปลตรงตัวเป็นความมั่งคั่งในใจ และคนที่วิ่งไล่ความสำเร็จโดยลืมดูแลโลกภายในตนเองนั้น สุดท้ายจะพบว่าตัวเองครอบครองทุกสิ่ง ยกเว้นสิ่งสำคัญที่สุด
.
.
2. การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากการกล้าทิ้งสิ่งที่ฉุดรั้ง
.
เมื่อแพทย์ยื่นคำขาดให้เลือกระหว่างอาชีพและชีวิต Julian ตัดสินใจสิ่งที่คนรอบข้างคิดว่าบ้า เขาขายทุกอย่าง ตั้งแต่บ้าน เครื่องบิน ม้าแข่ง นาฬิกาโรเลกซ์ ไปจนถึงเฟอร์รารีคันโปรด แล้วยัดสมบัติที่เหลือเข้าเป้ใบเดียวเดินทางสู่อินเดีย เพื่อนร่วมงานเขย่าหัว ลูกความตกใจ แต่ Julian เล่าให้ John ฟังภายหลังว่า "มันเป็นการตัดสินใจที่ง่ายที่สุดในชีวิต"
.
คำพูดของ Albert Camus ที่ Julian อ้างถึงในตอนนี้คือ "ความใจกว้างที่แท้จริงต่ออนาคต คือการมอบทุกสิ่งให้กับปัจจุบัน" คำพูดสั้นๆ แต่ลึกซึ้ง การเปลี่ยนแปลงระดับรากฐานไม่ได้เกิดจากการปรับปรุงเล็กๆ น้อยๆ ขณะที่ยังแบกอดีตอันหนักอึ้งไว้บนหลัง แต่เกิดจากการกล้าวางลง
.
Julian ค้นพบว่าเมื่อเขาหยุดวิ่งไล่ตามความสุขขนาดใหญ่ เขาก็เริ่มสัมผัสความสุขเล็กๆ ได้อีกครั้ง ทั้งการดูดาวระยิบระยับในคืนเดือนเพ็ญ การอาบแสงแดดอ่อนๆ ของยามเช้า สิ่งเหล่านี้ฟรี ทุกคนเข้าถึงได้ แต่จิตใจที่ถูกครอบงำด้วยความทะเยอทะยานนั้นมองไม่เห็น สาระสำคัญของบทเรียนข้อนี้คือบางครั้งความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การได้มา แต่อยู่ที่การกล้าปล่อย
.
.
3. จิตใจคือสวนที่ต้องดูแล
.
นิทานของ Yogi Raman เริ่มต้นที่สวนสวยใจกลางป่าหิมาลัย และสวนนี้คือสัญลักษณ์ของจิตใจมนุษย์ Julian อธิบายให้ John ฟังว่าสวนที่อุดมสมบูรณ์ต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ ต้องรดน้ำ ต้องกำจัดวัชพืช ต้องเฝ้าระวังไม่ให้ของเสียเข้ามาปนเปื้อน คนสวนที่ดีจะปกป้องสวนของตนราวกับทหารยามเฝ้าปราสาท
.
แต่น่าแปลกที่คนเราดูแลสวนหลังบ้านอย่างพิถีพิถัน กลับปล่อยให้สวนในจิตใจตัวเองเต็มไปด้วยขยะทางความคิด ทั้งความกังวลถึงอนาคต ความเศร้าโศกในอดีต ความหวาดกลัวที่สร้างขึ้นมาเอง Yogi Raman ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงน่าสะท้อนใจว่าในภาษาโบราณของเหล่าปราชญ์ ตัวอักษรที่หมายถึง "ความกังวล" มีรูปร่างคล้ายตัวอักษรที่หมายถึง "กองไฟเผาศพ" สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะความกังวลค่อยๆ เผาผลาญพลังของจิตและในที่สุดก็ทำร้ายจิตวิญญาณ
.
ที่น่าตกใจกว่านั้นคือสถิติที่ Julian อ้าง คนทั่วไปคิดประมาณหกหมื่นความคิดต่อวัน แต่เก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์เป็นความคิดเดิมๆ ที่คิดเมื่อวาน นี่คือสิ่งที่ปราชญ์เรียกว่า "การกดขี่จากความคิดที่ขาดความอุดมสมบูรณ์" และนี่คือสาเหตุที่หลายคนรู้สึกว่าชีวิตวนเวียนซ้ำซากไม่มีจุดสิ้นสุด เพราะภายในก็วนเวียนซ้ำซากเช่นกัน
.
.
4. ไม่มีสิ่งใดเรียกว่าความจริงตามวัตถุวิสัย มีแต่การตีความ
.
หนึ่งในบทเรียนที่ทรงพลังที่สุดที่ Julian นำกลับมาจากอินเดีย คือแนวคิดที่ว่าไม่มีสิ่งที่เรียกว่า "ความจริงเชิงวัตถุวิสัย" หรือ "โลกตามที่เป็น" สิ่งที่คนหนึ่งมองเป็นโศกนาฏกรรม อีกคนอาจมองเห็นเมล็ดพันธุ์แห่งโอกาส สิ่งที่ทำให้คนสองคนต่างกัน คือวิธีตีความและประมวลผลเหตุการณ์รอบตัว
.
Julian เล่าเรื่องของ Malika Chand ครูชาวกัลกัตตาวัยหกสิบสี่ปี ผู้รักการสอนและดูแลนักเรียนเหมือนลูกของตน คติประจำใจของเธอคือ "I can ของคุณสำคัญกว่า IQ ของคุณ" คืนหนึ่งโรงเรียนเก่าแก่ของหมู่บ้านถูกวางเพลิงจนวอดวาย คนทั้งชุมชนจมอยู่ในความสิ้นหวัง บ้างโกรธ บ้างยอมจำนน คิดว่าลูกหลานคงไม่มีโรงเรียนอีกแล้ว
.
แต่ Malika มองต่างออกไป เธอบอกชาวบ้านว่าทุกความสูญเสียมีของขวัญซ่อนอยู่หากมีเวลามองหา โรงเรียนเก่านั้นทรุดโทรม หลังคารั่ว พื้นเริ่มยุบ ไฟไหม้ครั้งนี้คือโอกาสที่พวกเขารอคอย ในการสร้างโรงเรียนใหม่ที่ดีกว่าและรองรับเด็กๆ ได้มากกว่าเดิม ด้วยพลังของวิสัยทัศน์ของหญิงวัยหกสิบสี่คนเดียว ทั้งชุมชนระดมทุนจนสร้างโรงเรียนใหม่ที่งดงามได้สำเร็จ บทเรียนนี้สอนว่าเราไม่อาจควบคุมเหตุการณ์ แต่เราควบคุมการตอบสนองได้เสมอ
.
.
5. ความสุขที่แท้จริงคือการพบสิ่งที่คุณรัก แล้วทุ่มเทพลังทั้งหมดไปกับมัน
.
Julian เล่าให้ John ฟังว่าความลับของความสุขที่เหล่าปราชญ์แห่ง Sivana ค้นพบมากว่าห้าพันปีนั้นเรียบง่ายอย่างน่าทึ่ง ค้นหาให้พบว่าคุณรักอะไรอย่างแท้จริง แล้วทุ่มเทพลังทั้งหมดไปกับการทำสิ่งนั้น หากคุณศึกษาชีวิตของคนที่มีความสุขที่สุด สุขภาพดีที่สุด และพึงพอใจกับชีวิตมากที่สุดในโลก คุณจะพบลักษณะร่วมประการหนึ่ง พวกเขาล้วนค้นพบสิ่งที่ตัวเองหลงใหล และใช้เวลาในชีวิตทำสิ่งนั้น
.
แต่ Julian ขยายความเพิ่มเติมในจุดที่สำคัญ ความหลงใหลนั้นต้องเป็น worthy pursuit หรือสิ่งที่คุ้มค่าแก่การไล่ตาม คำว่าคุ้มค่าในที่นี้คือสิ่งที่ทำให้ชีวิตของผู้อื่นดีขึ้นในทางใดทางหนึ่ง เขายกคำพูดของ Victor Frankl ที่ว่า "ความสำเร็จ เช่นเดียวกับความสุข ไม่อาจไล่ตามได้ ทั้งสองสิ่งจะมาเอง และมาเพียงในฐานะผลข้างเคียงโดยไม่ตั้งใจ จากการอุทิศตนของบุคคลให้กับเป้าหมายที่ใหญ่กว่าตัวเอง"
.
นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนที่ค้นพบ Dharma หรือเส้นทางที่ถูกกำหนดมาเพื่อตน จึงตื่นนอนทุกเช้าด้วยพลังงานอันไม่มีสิ้นสุด พวกเขาไม่ต้องบังคับตัวเองให้ทำงาน เพราะงานคือการเล่น ความเหนื่อยล้าและการนอนมากเกินไปของคนทั่วไป มักเกิดจากการที่ชีวิตไม่มีวัตถุประสงค์ที่ลุกโชนมากพอจะปลุกพวกเขาให้ตื่นจากเตียงในตอนเช้า
.
.
6. คุณภาพชีวิตของคุณ ขึ้นอยู่กับคุณภาพของความคิดที่คุณคิดทุกวัน
.
หากสวนคือสัญลักษณ์ของจิตใจ ความคิดก็คือเมล็ดพันธุ์ที่หว่านลงในสวนนั้นทุกวัน Julian เน้นย้ำกับ John ว่าความคิดเป็นสิ่งที่มีพลังจริง มีตัวตนจริง เหมือนกับทะเลสาบที่คุณว่ายน้ำหรือถนนที่คุณเดิน ความคิดอ่อนแอนำไปสู่การกระทำอ่อนแอ ส่วนจิตที่แข็งแรงและมีวินัยซึ่งทุกคนสามารถฝึกฝนได้ผ่านการปฏิบัติทุกวัน สามารถสร้างสิ่งมหัศจรรย์ได้
.
เหล่าปราชญ์แห่ง Sivana เคร่งครัดถึงขั้นว่าหากความคิดด้านลบเพียงหนึ่งความคิดเข้ามาในวิหารแห่งจิตใจ พวกเขาจะลงโทษตัวเองด้วยการเดินทางไกลไปยังน้ำตกเย็นยะเยือกในเทือกเขา แล้วยืนใต้น้ำตกนั้นจนกว่าจะทนความหนาวไม่ไหว John บอกว่ามันสุดโต่งเกินไป Julian ตอบกลับตรงไปตรงมาว่า "คุณไม่อาจหรูหรากับการคิดด้านลบแม้แต่ความคิดเดียว"
.
เปรียบเหมือนตัวอ่อน ความคิดด้านลบเริ่มต้นเล็กๆ แต่เติบโตและเติบโต ในที่สุดมันจะมีชีวิตเป็นของตัวเอง นี่คือเหตุผลที่ Julian สอนเทคนิคการคิดตรงข้าม หรือ Opposition Thinking ทุกครั้งที่ความคิดด้านลบปรากฏขึ้น ให้แทนที่ด้วยภาพในใจที่ตรงข้ามทันที จิตใจไม่อาจคิดสองสิ่งพร้อมกันได้ ดังนั้นเมื่อคุณเลือกป้อนความคิดเชิงบวก ความคิดเชิงลบก็จะถอยห่างไปเอง
.
.
7. ทุกสิ่งถูกสร้างขึ้นสองครั้ง ครั้งแรกในใจ ครั้งที่สองในความเป็นจริง
.
Julian ได้เรียนรู้คือสิ่งที่ปราชญ์เรียกว่า The Secret of the Lake หรือความลับแห่งทะเลสาบ ปราชญ์ทั้งหลายจะตื่นนอนเวลาตีสี่ เดินไปยังทะเลสาบสีฟ้าครามที่ปกคลุมไปด้วยดอกบัวขาวเล็กๆ นับพัน แล้วมองลงไปในผิวน้ำที่นิ่งสงบราวกระจกใส ที่นั่นพวกเขาจะมองเห็นภาพของชีวิตที่ปรารถนา
.
Yogi Raman เล่าให้ Julian ฟังว่าตอนเด็กๆ ตัวเขาเล็กกว่าเด็กในวัยเดียวกัน รู้สึกขาดความมั่นใจและขี้อาย เขาแก้ปัญหานี้ด้วยการเดินไปยังทะเลสาบและใช้ผิวน้ำเป็นจอภาพยนตร์ในการฉายภาพของคนที่เขาต้องการเป็น บางวันเขาเห็นตัวเองเป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง พูดด้วยน้ำเสียงทรงพลัง บางวันเห็นตัวเองเป็นปราชญ์วัยชราเต็มไปด้วยปัญญา ภายในไม่กี่เดือน เขากลายเป็นคนที่เขามองเห็นตัวเอง
.
จิตใจทำงานผ่านภาพ ภาพในใจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของตัวเอง ภาพลักษณ์ของตัวเองส่งผลต่อความรู้สึก การกระทำ และผลลัพธ์ Einstein กล่าวว่าจินตนาการสำคัญกว่าความรู้ คุณไม่จำเป็นต้องเดินทางไปทะเลสาบในหิมาลัย คุณทำสิ่งนี้ได้ในห้องนั่งเล่นของคุณเอง เพียงปิดประตู หลับตา หายใจลึกๆ แล้วจินตนาการภาพของคุณในแบบที่คุณต้องการจะเป็น ทำเช่นนี้ทุกวันแม้เพียงไม่กี่นาที แล้วชีวิตจะเริ่มเคลื่อนไหวไปตามภาพในใจของคุณ
.
.
8. คุณยิงเป้าที่คุณมองไม่เห็นไม่ได้
.
สัญลักษณ์ที่สองในนิทานของ Yogi Raman คือประภาคารสีแดง ซึ่งหมายถึงพลังของวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ชัดเจน Julian เล่าเหตุการณ์ที่น่าจดจำ Yogi Raman ผู้เป็นมือธนูชั้นเซียน นำดอกกุหลาบดอกหนึ่งจากพวงมาลัยที่สวมอยู่ ติดไว้กลางลำต้นไม้โอ๊กใหญ่ จากนั้นหยิบธนู ลูกธนู และผ้าเช็ดหน้าสีขาวจากเป้ ปิดตาตัวเองด้วยผ้าเช็ดหน้า แล้วเล็งยิงไปที่ดอกกุหลาบ
.
ลูกธนูพุ่งกระแทกต้นไม้ พลาดเป้าไปไกลอย่างน่าอาย Julian งงและถาม Yogi Raman ว่าเกิดอะไรขึ้น Yogi Raman ผู้เคยยิงโดนเป้าจากระยะสามร้อยฟุตอย่างไม่เคยพลาด ตอบว่า "วันนี้ผมต้องการยืนยันบทเรียนที่สำคัญที่สุดสำหรับใครก็ตามที่ต้องการบรรลุเป้าหมายและเติมเต็มวัตถุประสงค์ของชีวิต คุณยิงเป้าที่คุณมองไม่เห็นไม่ได้"
.
คนเราใช้ทั้งชีวิตฝันถึงการเป็นคนที่มีความสุขมากขึ้น มีพลังมากขึ้น มีความหลงใหลในชีวิตมากขึ้น แต่กลับไม่เห็นความสำคัญของการใช้เวลาแม้สิบนาทีต่อเดือนในการเขียนเป้าหมายของตัวเองลงบนกระดาษ Julian ย้ำกับ John ว่าเป้าหมายที่ไม่ได้บันทึกลงกระดาษคือเป้าหมายที่ไม่มีอยู่จริง เขาแนะนำให้ซื้อสมุดเล่มเล็กๆ มาตั้งชื่อว่า Dream Book แล้วเขียนความฝัน เป้าหมาย และความปรารถนาทั้งหมดลงในนั้น แบ่งหมวดหมู่ตามด้านต่างๆ ของชีวิต ทั้งสุขภาพ การเงิน ความสัมพันธ์ จิตวิญญาณ และพัฒนาการส่วนตัว
.
.
9. วินัยการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง คือพันธุกรรมของการพิชิตชีวิต
.
นักซูโม่ตัวมหึมาในนิทานคือสัญลักษณ์ของแนวคิด Kaizen หรือคำในภาษาญี่ปุ่นที่หมายถึง "การพัฒนาอย่างต่อเนื่องและไม่สิ้นสุด" Julian บอก John ว่า Self-mastery is the DNA of life mastery การเป็นนายของตัวเองคือพันธุกรรมของการเป็นนายของชีวิต หากคุณต้องการปรับปรุงโลกภายนอกไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ ความสัมพันธ์ หรือการเงิน คุณต้องปรับปรุงโลกภายในก่อน
.
Julian ทดสอบ John ด้วยการให้เขาวิดพื้นจนทำต่อไม่ไหว John ทำได้ยี่สิบสามครั้งแล้วยอมแพ้ Julian บังคับให้ทำอีกสิบครั้ง ในตอนแรก John คิดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ทำได้สำเร็จ บทเรียนชัดเจน เมื่อ John บอกว่าเขาทำไม่ได้แล้ว เขามีพลังสำรองอยู่อีกมาก เพียงแค่ยังไม่ได้ดึงออกมาใช้ Yogi Raman เรียกบริเวณที่อยู่เลยขีดจำกัดที่เราคิดว่าเป็นของเราว่า Zone of the Unknown หรือเขตของสิ่งที่ไม่รู้ คนเราเติบโตที่สุดเมื่อกล้าเข้าไปในเขตนี้
.
ความกล้าหาญในความหมายของ Julian ไม่ได้หมายถึงการไร้ซึ่งความกลัว แต่หมายถึงการกระทำสิ่งที่ถูกต้องแม้จะกลัว ความกลัวคือสายธารแห่งจิตสำนึกเชิงลบที่เราสร้างขึ้นเอง วิธีเดียวที่จะเอาชนะมันคือลงมือทำในสิ่งที่กลัว หากกลัวการพูดต่อหน้าคน ให้สมัครพูดยี่สิบครั้ง หากกลัวเริ่มธุรกิจใหม่ ให้รวบรวมความกล้าทุกหยดและลงมือทำ ทุกครั้งที่คุณยอมจำนนต่อความกลัว คุณกำลังเติมเชื้อเพลิงให้มัน ทุกครั้งที่คุณท้าทายมัน คุณกำลังบั่นทอนพลังของมัน
.
.
10. สิบพิธีกรรมสำหรับการใช้ชีวิตอย่างเปล่งประกาย
.
ส่วนที่ละเอียดและปฏิบัติได้จริงที่สุดในหนังสือ คือสิ่งที่ Yogi Raman เรียกว่า The 10 Ancient Rituals for Radiant Living หรือสิบพิธีกรรมโบราณเพื่อการใช้ชีวิตอย่างเปล่งประกาย แต่ละพิธีกรรมคือกิจวัตรที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนาจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณไปพร้อมกัน
.
พิธีกรรมเหล่านี้เริ่มจาก
.
Ritual of Solitude หรือการอยู่กับความเงียบทุกวัน
.
ตามด้วย Ritual of Physicality หรือการออกกำลังกายและดูแลร่างกาย
.
Ritual of Live Nourishment หรือการกินอาหารที่มีชีวิต โดยเน้นผัก ผลไม้ และธัญพืช
.
Ritual of Abundant Knowledge หรือการอ่านหนังสือดีๆ วันละสามสิบนาที
.
Ritual of Personal Reflection หรือการสะท้อนตัวเองและทบทวนวันที่ผ่านมา
.
Ritual of Early Awakening หรือการตื่นเช้าพร้อมพระอาทิตย์
.
Ritual of Music หรือการฟังดนตรี
.
Ritual of the Spoken Word หรือการใช้มนตราและการพูดเชิงบวกกับตัวเอง
.
Ritual of a Congruent Character หรือการสร้างนิสัยที่สอดคล้องกับคุณธรรม
.
และสุดท้าย Ritual of Simplicity หรือการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย
.
หัวใจของพิธีกรรมเหล่านี้คือกฎที่ Julian เรียกว่า The Ancient Rule of Twenty-one ทำสิ่งใดติดต่อกันยี่สิบเอ็ดวัน สิ่งนั้นจะกลายเป็นนิสัย และนิสัยที่ดีนำพาคุณไปสู่ชะตากรรมของคุณ Julian อ้างคำของ Yogi Raman ที่ว่า "หว่านความคิดได้การกระทำ หว่านการกระทำได้นิสัย หว่านนิสัยได้นิสัยใจคอ หว่านนิสัยใจคอได้ชะตากรรม"
.
.
11. ความเงียบและธรรมชาติคือแหล่งฟื้นฟูจิตวิญญาณ
.
ยุคที่ทุกอย่างเร่งรีบและเต็มไปด้วยเสียงรบกวน Julian เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้าง Sanctuary of the Self หรือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ส่วนตัว สถานที่นี้อาจเป็นห้องว่างในบ้าน หรือเพียงมุมหนึ่งของอพาร์ตเมนต์เล็กๆ จุดประสงค์คือการมีพื้นที่ที่เงียบสงบไว้สำหรับกิจกรรมการฟื้นฟูตนเอง พื้นที่ที่รออยู่อย่างเงียบงันสำหรับการมาเยือนของคุณ
.
พิธีกรรมการอยู่กับความเงียบจะได้ผลดีที่สุดเมื่อทำในเวลาเดียวกันทุกวัน เพราะการทำในเวลาเดียวกันจะทำให้มันกลายเป็นกิจวัตรที่ไม่ละเลย Julian เองตื่นพร้อมพระอาทิตย์และเข้าไปยังพื้นที่ส่วนตัวของเขาเป็นสิ่งแรก ที่นั่นเขาฝึกเทคนิคที่เรียกว่า Heart of the Rose โดยจดจ่ออยู่กับดอกกุหลาบดอกเดียวเป็นเวลานาน เพื่อฝึกความสามารถในการมีสมาธิและการอยู่กับปัจจุบัน บางวันเขาใช้เวลาในการทำสมาธิหลายชั่วโมง บางวันเพียงสิบนาที ผลลัพธ์ที่ได้คล้ายกัน ความสงบภายในและพลังทางกายที่อุดมสมบูรณ์
.
นอกจากความเงียบในห้องส่วนตัว Julian ยังเน้นเรื่องการสัมผัสธรรมชาติทุกวัน การเดินผ่านป่าเล็กๆ การใช้เวลาในสวนหลังบ้าน หรือแม้แต่การปลูกต้นมะเขือเทศไม่กี่ต้น ล้วนเป็นการเชื่อมต่อกลับสู่บ่อน้ำแห่งความสงบที่อาจหลับใหลอยู่ในตัวเรา ธรรมชาติคือครูที่เงียบงันแต่ทรงพลัง และในยุคที่เราถูกตัดขาดจากดิน ฟ้า ต้นไม้ การกลับไปสัมผัสสิ่งเหล่านี้คือยารักษาที่หลายคนต้องการ
.
.
12. ร่างกายคือวิหารของจิตวิญญาณ ดูแลให้ดีเหมือนวิหารศักดิ์สิทธิ์
.
หลักการของ Ritual of Physicality วางอยู่บนความเชื่อที่ว่า "การดูแลร่างกาย คือการดูแลจิตใจ การเตรียมร่างกาย คือการเตรียมจิตใจ การฝึกร่างกาย คือการฝึกจิตใจ" Julian บอก John ว่าในหนึ่งสัปดาห์มี 168 ชั่วโมง อย่างน้อยห้าชั่วโมงควรลงทุนกับกิจกรรมทางกายในรูปแบบใดก็ได้
.
ปราชญ์แห่ง Sivana ฝึกโยคะมาแต่โบราณเพื่อปลดล็อกศักยภาพทางกาย Julian เห็นชายแก่อายุกว่าร้อยปียืนหัวกลับกลางหมู่บ้าน ภาพที่เขาไม่มีวันลืม ตัว Julian เองทำโยคะทุกเช้า เขาบอกว่ามันไม่เพียงฟื้นฟูร่างกาย แต่ยังโฟกัสจิตใจและปลดล็อกความคิดสร้างสรรค์ที่ถูกขัดขวาง
.
ส่วนเรื่องอาหาร พิธีกรรม Ritual of Live Nourishment สอนว่าให้กิน "อาหารที่มีชีวิต" หมายถึงอาหารที่ไม่ตาย คืออาหารที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ของแสงแดด อากาศ ดิน และน้ำ ผัก ผลไม้ ธัญพืช ปราชญ์ทั้งหมดเป็นมังสวิรัติ และพวกเขายังคงแข็งแรงมีชีวิตชีวาแม้อายุเกินร้อยปี Julian ไม่บังคับ John ให้เป็นมังสวิรัติ แต่แนะนำง่ายๆ ว่าหากกินเนื้อสัตว์ ให้ลดเนื้อแดงลง เพราะมันย่อยยากและบริโภคพลังงานของร่างกายไปมาก หากไม่อยากเปลี่ยนหมด อย่างน้อยให้กินสลัดทุกมื้อ และผลไม้แทนของหวาน
.
อีกประเด็นที่ Julian เน้นย้ำคือลมหายใจ คำของ Yogi Raman ที่ว่า "การหายใจอย่างถูกต้องคือการใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง" คนส่วนใหญ่หายใจตื้นเกินไป ไม่ดูดออกซิเจนเข้าไปมากพอที่จะให้ร่างกายทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การหายใจลึกๆ ผ่านหน้าท้องวันละสองสามครั้ง ครั้งละหนึ่งหรือสองนาที สามารถเพิ่มพลังงานเป็นสองหรือสามเท่าได้
.
.
13. การอ่านหนังสือเป็นสะพานสู่ปัญญาของผู้คนก่อนหน้า
.
หนึ่งในพิธีกรรมสำคัญที่ Julian นำกลับมาคือ Ritual of Abundant Knowledge หรือพิธีกรรมแห่งความรู้อันอุดม ในอดีตที่ Sivana เขาเห็นปราชญ์นั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่เล็กๆ อ่านหนังสือเก่าๆ ที่เข้าเล่มแบบโบราณ ใบหน้าของพวกเขาฉายแววรอยยิ้มแห่งการรู้แจ้ง อย่างน้อยสามสิบนาทีของการอ่านทุกวันจะสร้างความแตกต่างอย่างมหาศาล
.
แต่ Julian เตือนว่าให้ระวังในการเลือกหนังสือ คุณต้องคัดเลือกอย่างพิถีพิถันว่าจะใส่อะไรลงในสวนแห่งจิตใจของคุณ มันต้องเป็นสิ่งที่บำรุงเลี้ยงและทำให้ทั้งคุณและคุณภาพชีวิตของคุณดีขึ้น เขายังอ้างคำของ Francis Bacon ว่า "หนังสือบางเล่มควรลิ้ม บางเล่มควรเคี้ยว และบางเล่มควรกลืนทั้งเล่ม" ปราชญ์แห่ง Sivana อ่านหนังสือบางเล่มที่ทรงคุณค่าซ้ำสิบหรือสิบห้าครั้ง พวกเขาปฏิบัติต่อหนังสือดีๆ ราวกับคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์
.
Julian บอก John ว่าทุกความท้าทายที่คุณกำลังเผชิญในชีวิต มีคนเผชิญมาก่อนแล้ว และทุกคำตอบ ทุกวิธีแก้ไข ถูกบันทึกไว้ในหน้ากระดาษของหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง ปัญหาของคุณไม่ได้ไม่ซ้ำกับใคร อ่านหนังสือที่ถูกต้อง เรียนรู้ว่าคนที่เดินทางนี้ก่อนคุณจัดการกับความท้าทายเหล่านี้อย่างไร นำกลยุทธ์ของพวกเขามาใช้ และคุณจะประหลาดใจกับผลลัพธ์ที่ได้
.
.
14. การตื่นเช้าและสิบนาทีก่อนนอนคือสองช่วงเวลาทรงพลังที่สุดในวัน
.
Yogi Raman สอน Julian ว่าคนทั่วไปนอนมากเกินกว่าที่จำเป็น คนเฉลี่ยสามารถใช้ชีวิตได้ดีและตื่นตัวเต็มที่ด้วยการนอนหกชั่วโมง การนอนเป็นเพียงนิสัย เหมือนนิสัยอื่นๆ คุณสามารถฝึกตัวเองให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ในกรณีนี้คือนอนน้อยลง
.
ในช่วงสองสามวันแรกของการเปลี่ยนนิสัย คุณจะรู้สึกเหนื่อยมาก อาจจะรู้สึกแบบนั้นทั้งสัปดาห์แรก แต่ Julian ขอให้มอง สิ่งนี้เป็นความเจ็บปวดระยะสั้นเพื่อผลตอบแทนระยะยาวที่ยิ่งใหญ่ คุณจะรู้สึกอึดอัดเสมอเมื่อกำลังติดตั้งนิสัยใหม่ เหมือนใส่รองเท้าคู่ใหม่ ตอนแรกใส่ยาก แต่ในไม่ช้ามันจะพอดีกับเท้าราวกับถุงมือ ความเจ็บปวดมักเป็นบรรพบุรุษของการเติบโต อย่ากลัวมัน จงโอบกอดมัน
.
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ Julian เน้นย้ำคือสิบนาทีก่อนนอนและสิบนาทีหลังตื่นนอน เป็นช่วงเวลาที่มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อจิตใต้สำนึก เฉพาะความคิดที่สร้างแรงบันดาลใจและสงบเท่านั้นที่ควรโปรแกรมเข้าสู่จิตในช่วงเวลานี้ คนทั่วไปดูข่าวก่อนนอน เถียงกับคนในบ้าน ทบทวนเหตุการณ์ในวันที่ผ่านมาในใจ ทั้งหมดนี้เป็นการป้อนขยะให้กับจิตใต้สำนึก แทนที่จะทำเช่นนั้น ให้ผ่อนคลาย ดื่มชาสมุนไพร ฟังเพลงคลาสสิกเบาๆ แล้วเตรียมตัวเข้าสู่การนอนที่ลึกและฟื้นฟู
.
เมื่อตื่นนอนช่วงสิบนาทีแรก ให้คิดเชิงบวก สวดมนต์ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งที่คุณมี ทำรายการความขอบคุณ ฟังเพลงดีๆ ดูพระอาทิตย์ขึ้น Julian บอกว่าปราชญ์ที่ Sivana ถึงกับบังคับให้ตัวเองหัวเราะแม้ไม่รู้สึกขำ เพื่อให้ "น้ำหวานแห่งความสุข" ไหลเวียนตั้งแต่เช้า สถิติที่น่าเศร้าคือเด็กสี่ขวบหัวเราะสามร้อยครั้งต่อวัน ในขณะที่ผู้ใหญ่หัวเราะเพียงสิบห้าครั้ง
.
.
15. คุณคือสิ่งที่คุณพูดกับตัวเองตลอดทั้งวัน
.
Ritual of the Spoken Word หรือพิธีกรรมแห่งคำพูด สอนเรื่องพลังของมนตราหรือ Mantra ในภาษาสันสกฤต man แปลว่าจิต และ tra แปลว่าปลดปล่อย ดังนั้นมนตราคือวลีที่ออกแบบมาเพื่อปลดปล่อยจิตใจ ปราชญ์แห่ง Sivana ท่องมนตราในตอนเช้า กลางวัน และเย็น และพวกเขาบอก Julian ว่าการปฏิบัตินี้ทรงพลังอย่างยิ่งในการรักษาความโฟกัส ความแข็งแกร่ง และความสุข
.
Julian ใช้มนตราในชีวิตประจำวันของเขา เมื่อต้องการรู้สึกมีแรงบันดาลใจ เขาท่อง "ฉันได้รับแรงบันดาลใจ มีวินัย และมีพลัง" ออกเสียงดังๆ สองหรือสามร้อยครั้ง เพื่อรักษาความมั่นใจในตนเอง เขาท่อง "ฉันแข็งแกร่ง มีความสามารถ และสงบ" เขาใช้มนตราแม้กระทั่งเพื่อรักษาความเยาว์วัยและพลังชีวิต
.
หลักการนี้อยู่บนความจริงที่ว่าคำพูดส่งผลต่อจิตใจอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะพูดออกเสียงหรือเขียนลงกระดาษ ในขณะที่สิ่งที่คุณพูดกับผู้อื่นมีความสำคัญ สิ่งที่คุณพูดกับตัวเองยิ่งสำคัญกว่า คุณคือสิ่งที่คุณคิดตลอดทั้งวัน คุณยังเป็นสิ่งที่คุณพูดกับตัวเองตลอดทั้งวันด้วย หากคุณบอกตัวเองว่าแก่และเหนื่อย มนตรานี้จะปรากฏในความจริงภายนอกของคุณ หากคุณบอกตัวเองว่าอ่อนแอและขาดความกระตือรือร้น นี่ก็จะเป็นธรรมชาติของโลกคุณ แต่หากคุณพูดว่าตัวเองมีสุขภาพดี เปี่ยมพลัง และมีชีวิตชีวาเต็มที่ ชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไป
.
.
16. วินัยสร้างจากการกระทำเล็กๆที่กล้าหาญ ทำซ้ำๆทุกวัน
.
สัญลักษณ์ของสายเคเบิลสีชมพูในนิทานของ Yogi Raman คือพลังแห่งการควบคุมตนเองและวินัย Julian อธิบายว่าหากดูสายเคเบิลโลหะอย่างใกล้ชิด คุณจะเห็นว่ามันประกอบด้วยเส้นลวดบางๆ จำนวนมาก เรียงซ้อนกัน เส้นเดี่ยวๆ บอบบางและอ่อนแอ แต่เมื่อรวมกัน ผลรวมยิ่งใหญ่กว่าส่วนประกอบมาก และสายเคเบิลกลายเป็นสิ่งที่แข็งแกร่งกว่าเหล็ก
.
วินัยและความตั้งใจก็เช่นกัน การจะสร้างเจตจำนงเหล็กกล้า จำเป็นต้องทำการกระทำเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเทิดทูนคุณธรรมแห่งวินัยส่วนตัวเป็นประจำ การกระทำเล็กๆ เหล่านี้ซ้อนทับกันในที่สุดก็ผลิตความแข็งแกร่งภายในอันอุดม Julian อ้างสุภาษิตแอฟริกันโบราณว่า "เมื่อใยแมงมุมรวมกัน มันมัดสิงโตได้"
.
Julian ยังเล่าถึง Mahatma Gandhi ที่หลายคนคิดว่าเป็นนักบุญผู้สามารถอดอาหารหลายสัปดาห์เพื่ออุดมการณ์ แต่จริงๆ แล้วในวัยหนุ่ม Gandhi เป็นทนายความหนุ่มอารมณ์รุนแรงในแอฟริกาใต้ การอดอาหารและการทำสมาธิเป็นเรื่องแปลกสำหรับเขาเช่นเดียวกับชาวบ้านธรรมดา ความเป็นสุภาพบุรุษและวินัยอันแกร่งของเขาสร้างขึ้นทีละเล็กละน้อยตลอดหลายปี นี่คือบทเรียน คนทุกคนแม้อ่อนแอแค่ไหนในตอนนี้ ก็สามารถสร้างวินัยได้ภายในระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้น เพียงต้องเริ่มจากเล็กๆ และทำซ้ำสม่ำเสมอ
.
.
17. เสรีภาพต่างจากอิสระ และเสรีภาพคือสิ่งที่หาได้ผ่านการควบคุมตนเอง
.
Julian ทำให้ John ตระหนักถึงความแตกต่างที่ลึกซึ้งระหว่าง liberty หรืออิสระ กับ freedom หรือเสรีภาพ คนส่วนใหญ่มี liberty พวกเขาไปไหนก็ได้ทำอะไรก็ได้ที่พวกเขารู้สึก แต่หลายคนก็เป็นทาสของแรงกระตุ้นของตัวเอง พวกเขาตอบสนองมากกว่าทำอย่างมีจุดมุ่งหมาย พวกเขาเหมือนฟองคลื่นที่ถูกซัดกระทบกับชายฝั่งหิน ไปในทิศทางที่กระแสน้ำพาไป
.
หากพวกเขากำลังใช้เวลากับครอบครัวและมีคนจากที่ทำงานโทรมาด้วยเรื่องด่วน พวกเขาจะวิ่งไปทันที โดยไม่หยุดคิดว่ากิจกรรมใดสำคัญกว่าต่อความเป็นอยู่โดยรวมและต่อจุดประสงค์ของชีวิต Julian กล่าวว่าคนเช่นนี้มี liberty แต่ขาด freedom พวกเขาขาดส่วนประกอบสำคัญของชีวิตที่มีความหมาย คือเสรีภาพในการเห็นป่าเกินกว่าต้นไม้ เสรีภาพในการเลือกสิ่งที่ถูกต้องเหนือสิ่งที่ดูเร่งด่วน
.
เสรีภาพเหมือนบ้าน คุณสร้างมันทีละก้อนอิฐ อิฐก้อนแรกที่ต้องวางคือพลังแห่งเจตจำนง คุณภาพนี้สร้างแรงบันดาลใจให้คุณทำสิ่งที่ถูกต้องในขณะใดขณะหนึ่ง ให้พลังให้คุณกระทำด้วยความกล้าหาญ ให้การควบคุมในการใช้ชีวิตที่คุณจินตนาการแทนการยอมรับชีวิตที่คุณมี การควบคุมตนเองจริงๆ แล้วไม่ใช่อะไรมากไปกว่าการควบคุมจิตใจ และเจตจำนงคือราชาแห่งพลังจิต เมื่อคุณเป็นนายของจิตใจ คุณก็เป็นนายของชีวิต
.
.
18. แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของผลลัพธ์มาจากยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของกิจกรรม
.
นาฬิกาจับเวลาทองคำในนิทานคือสัญลักษณ์ของเวลา ทรัพยากรที่ทุกคนได้รับเท่ากันแต่ใช้ต่างกันโดยสิ้นเชิง Julian บอก John ว่าปราชญ์แห่ง Sivana แม้จะอยู่บนยอดเขาห่างไกล แต่พวกเขาทุกคนมีสิ่งที่เขาเรียกว่า "จิตสำนึกแห่งเวลา" Yogi Raman มอบนาฬิกาทรายเล็กๆ ที่ทำจากแก้วเป่าและไม้จันทน์เป็นของขวัญแก่ Julian นาฬิกาทรายเหล่านี้คือเครื่องเตือนใจถึงความเป็นมรรตัยและความสำคัญของการใช้ชีวิตเต็มที่และมีประสิทธิภาพในแต่ละวัน
.
หลักการที่ทรงพลังที่สุดเกี่ยวกับเวลาที่ Julian นำมาเล่าคือสิ่งที่ Yogi Raman เรียกว่า The Ancient Rule of Twenty หรือกฎโบราณแห่งยี่สิบ แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของผลลัพธ์ที่คุณได้รับในชีวิต มาจากเพียงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของกิจกรรมที่ครอบครองเวลาของคุณ ในวันจันทร์ที่วุ่นวายของคุณ ตั้งแต่เช้าถึงค่ำคุณอาจทำกิจกรรมหลายร้อยอย่าง ตั้งแต่คุยโทรศัพท์กับลูกค้า ร่างเอกสารทางกฎหมาย อ่านนิทานก่อนนอนให้ลูก หรือเล่นหมากรุกกับภรรยา แต่จากร้อยกว่ากิจกรรมเหล่านั้น มีเพียงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ที่จะให้ผลลัพธ์ที่แท้จริงและยั่งยืน
.
สิ่งสำคัญคือให้ระบุ "กิจกรรมที่มีผลกระทบสูง" ของคุณ และทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ไปที่กิจกรรมเหล่านั้น สิบปีจากนี้ การนินทาที่กระดาษทิชชู การนั่งในห้องอาหารกลางวันที่เต็มไปด้วยควันบุหรี่ การดูทีวี ทั้งหมดนี้จะไม่นับเป็นอะไรเลย แต่เวลาที่ใช้พัฒนาความรู้ทางวิชาชีพ เวลาที่ใช้บำรุงความสัมพันธ์กับคนที่คุณรัก เวลาที่ใช้เชื่อมต่อกับธรรมชาติและแสดงความกตัญญู เวลาที่ใช้ฟื้นฟูจิตใจร่างกายและจิตวิญญาณ สิ่งเหล่านี้จะมีค่าตลอดไป
.
.
19. คุณภาพชีวิตของคุณ ท้ายที่สุดคือคุณภาพของการให้
.
ดอกกุหลาบเหลืองในนิทานคือสัญลักษณ์ของการรับใช้ผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน Julian อ้างสุภาษิตจีนโบราณว่า "กลิ่นหอมเล็กน้อยติดอยู่เสมอกับมือที่มอบดอกกุหลาบให้คุณ" เมื่อคุณทำงานเพื่อปรับปรุงชีวิตของผู้อื่น คุณยกระดับชีวิตของคุณเองโดยอ้อมไปด้วย
.
Yogi Raman เล่าให้ Julian ฟังว่าตอนเด็กๆ ขณะที่เขารอจะหลับ พ่อจะเดินเข้ามาในกระท่อมและถามว่าวันนี้เขาทำความดีอะไรบ้าง หากเขาบอกว่าไม่ได้ทำ พ่อจะให้เขาลุกขึ้นมาทำการกระทำแห่งความเมตตาก่อนจะอนุญาตให้เข้านอน เมื่อทุกอย่างจบสิ้น ไม่ว่าคุณจะประสบความสำเร็จแค่ไหน ไม่ว่าคุณจะมีบ้านพักฤดูร้อนกี่หลัง ไม่ว่ามีรถกี่คันในลานจอด คุณภาพชีวิตของคุณจะลงเอยที่คุณภาพของสิ่งที่คุณมอบให้ผู้อื่น
.
Julian เล่าเรื่องที่กระทบใจ ครอบครัวหนึ่งที่ยอมให้แม่ผู้ชราต้องนั่งทานอาหารที่โต๊ะเล็กๆ ในมุมห้องเพราะมือสั่นเทาทำของหก จนกระทั่งวันหนึ่งลูกสาวตัวเล็กของพวกเขากำลังเล่นไม้บล็อก เมื่อพ่อถามว่าเธอกำลังสร้างอะไร เธอตอบว่า "หนูกำลังสร้างโต๊ะเล็กๆ ให้พ่อกับแม่ค่ะ เพื่อให้พ่อกับแม่จะได้นั่งกินข้าวที่มุมห้องคนเดียวเมื่อหนูโตขึ้น" คำพูดของลูกสาวทำให้ทั้งคู่ตระหนักถึงสิ่งที่ตัวเองทำ Yogi Raman บอกว่า "เมื่อเราเกิด เราร้องไห้ในขณะที่โลกชื่นชม จงใช้ชีวิตให้เมื่อเราตาย โลกจะร้องไห้ในขณะที่เรากำลังเฉลิมฉลอง"
.
.
20. วันนี้คือโอกาสของคุณในการตื่นรู้ถึงของขวัญแห่งการมีชีวิต
.
สัญลักษณ์สุดท้ายในนิทานของ Yogi Raman คือทางเดินคดเคี้ยวที่ปูด้วยเพชรล้านเม็ด ซึ่งหมายถึงการอยู่กับปัจจุบัน ปราชญ์แห่ง Sivana เรียกสิ่งนี้ว่า "living in the now" หรือการใช้ชีวิตอยู่กับขณะนี้ พวกเขารู้ว่าอดีตเป็นน้ำที่ไหลลอดสะพานไปแล้ว และอนาคตเป็นเพียงพระอาทิตย์ห่างไกลบนเส้นขอบฟ้าแห่งจินตนาการ ขณะที่สำคัญที่สุดคือตอนนี้
.
Julian เล่าเรื่อง Peter and the Magic Thread เพื่อสื่อสารบทเรียนนี้ Peter เป็นเด็กชายที่ไม่เคยอยู่กับปัจจุบัน เมื่ออยู่โรงเรียนก็ฝันถึงการได้ออกไปเล่น เมื่อออกไปเล่นก็ฝันถึงปิดเทอม วันหนึ่งเขาได้ลูกบอลวิเศษที่มีเส้นด้ายทองอยู่ตรงกลาง หากดึงเบาๆ ชั่วโมงจะผ่านไปในไม่กี่วินาที หากดึงแรงขึ้น วันจะผ่านไปในไม่กี่นาที หากดึงสุดแรง เดือนหรือแม้กระทั่งปีจะผ่านไปในไม่กี่วัน
.
Peter ใช้เส้นด้ายนี้เพื่อข้ามผ่านวัยเรียนสู่วัยรุ่น จากวัยรุ่นสู่ผู้ใหญ่ จากผู้ใหญ่สู่วัยชรา จนวันหนึ่งเขาตื่นขึ้นมาในวัยเก้าสิบ ภรรยาเสียชีวิตไปแล้ว ลูกๆ ออกจากบ้านสร้างชีวิตของตัวเอง เขาตระหนักว่าทั้งชีวิตของเขาผ่านไปโดยที่เขาไม่เคยอยู่จริงๆ ในขณะใดเลย เขาขอพรสุดท้ายให้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง และเขาก็ใช้ชีวิตใหม่นั้นอย่างเต็มที่ ไม่หนีจากปัจจุบันอีก
.
Julian เตือน John ว่าในชีวิตจริง เราไม่มีโอกาสครั้งที่สอง วันนี้คือโอกาสของคุณในการตื่นรู้ถึงของขวัญแห่งการมีชีวิต ก่อนจะสายเกินไป ขนาดของบัญชีธนาคารและขนาดของบ้านคุณ ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตด้วยความสุขและความประหลาดใจ โลกนี้เต็มไปด้วยเศรษฐีที่ไม่มีความสุข ทุกคนมีของมหัศจรรย์ในชีวิตที่ควรขอบคุณ ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ ครอบครัว มิตรภาพ หรือเพียงเสียงนกที่ร้องนอกหน้าต่างในเช้าฤดูร้อนที่งดงาม
.
หนังสือจบลงด้วยคำที่ Julian กล่าวกับ John "เริ่มใช้ชีวิตในแต่ละวันราวกับเป็นวันสุดท้าย หมั่นเรียนรู้ หมั่นหัวเราะ และลงมือทำในสิ่งที่คุณรักจากใจจริง อย่าปล่อยให้ชะตากรรมที่ควรเป็นของคุณต้องผ่านเลยไป เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหลังและสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้า ไม่อาจเทียบได้กับสิ่งที่สถิตอยู่ภายในตัวคุณ"
.
.
.
.
#SuccessStrategies

