20 ข้อคิดจาก The Wealth Money Can't Buy ความมั่งคั่งที่เงินซื้อไม่ได้ เขียนโดย Robin Sharma
Robin Sharma นักเขียนชาวแคนาดาเชื้อสายอินเดียที่โด่งดังจากหนังสือ The Monk Who Sold His Ferrari และ The 5am Club บอกว่าเขาเขียนหนังสือเล่ม The Wealth Money Can’t Buy นี้จากบ้านไร่หลังเก่าในชนบทอิตาลี
.
เขาย้ายไปอยู่ที่นั่นหลังจากขายบ้านในแคนาดาและบรรจุของสำคัญทั้งหมดในชีวิตลงในกระเป๋าเดินทางเพียงสามใบ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวัยห้าสิบห้านี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการตกผลึกแนวคิดในเล่ม
.
แก่นของหนังสือคือการท้าทายนิยามความมั่งคั่งแบบที่สังคมยุคปัจจุบันสอนเรา Sharma บอกว่าวัฒนธรรมร่วมสมัยฝึกให้เราวัดคุณค่าตัวเองด้วยเงินในบัญชี ขนาดของบ้าน จำนวนผู้ติดตาม และตำแหน่งทางสังคม จนคนจำนวนมหาศาลรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ
.
เขาเล่าเรื่องเด็กชายที่เห็นบ้านหลังหนึ่งบนเนินเขาจากระยะไกล หน้าต่างของบ้านดูเหมือนทำจากทองคำเปล่งประกายในแสงอาทิตย์ เด็กชายฝันถึงการได้ไปอยู่ที่นั่นจนเมื่อเขาเดินทางไปถึงในที่สุด เขาก็พบว่ามันเป็นเพียงโรงนาทรุดโทรม หน้าต่างเก่าและสกปรก ทองคำที่เห็นจากระยะไกลเป็นเพียงภาพลวงตา นี่คือชะตากรรมของคนที่ไล่ตามความสำเร็จแบบที่สังคมกำหนดไว้
.
Sharma เสนอกรอบความคิดใหม่ที่เรียกว่า "8 รูปแบบของความมั่งคั่ง" (The 8 Forms of Wealth) ซึ่งประกอบด้วย
.
การเติบโตของตนเอง (Growth) สุขภาพ (Wellness) ครอบครัว (Family) งานในฐานะศาสตร์ (Craft) เงิน (Money) ชุมชน (Community) การผจญภัย (Adventure) และการรับใช้ (Service)
.
เขาย้ำว่าเงินยังคงสำคัญ แต่เป็นเพียงหนึ่งในแปดเสาหลัก คนที่รวยเฉพาะเงินแต่ยากจนในด้านอื่นไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง หนังสือมีมากกว่าร้อยบทที่ผู้เขียนตั้งใจให้เป็นเซสชันการ mentoring ส่วนตัวระหว่างเขากับผู้อ่าน บางบทยาวเพียงไม่กี่บรรทัด บางบทยาวหลายหน้า ทุกบทเขียนในสไตล์เป็นกันเองเหมือนเพื่อนเล่าเรื่องให้ฟังบนระเบียงบ้านพร้อมชาเปปเปอร์มินต์สักถ้วย
.
ต่อไปนี้คือ 20 ข้อคิดสำคัญที่กลั่นมาจากเนื้อหาทั้งหมด ไล่ตามลำดับการเดินทางผ่านความมั่งคั่งทั้งแปดรูปแบบครับ
.
.
=================
.
1. เคารพความยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณ
.
Sharma เปิดเรื่องการเติบโตของตนเองด้วยคำถามที่เรียบง่ายแต่หาคำตอบให้ตัวเองได้ยาก คุณรู้สึกขอบคุณตัวเองมากแค่ไหนสำหรับทุกสิ่งที่ผ่านมา สำหรับความกลัวที่คุณเอาชนะ ความฝันที่คุณกล้าทำให้เป็นจริง คนที่คุณช่วยเหลือ และสิ่งดีๆ ที่คุณได้ทำลงไป
.
เขาบอกว่าในวัฒนธรรมที่ผู้คนจำนวนมากกำลังหลับใหลผ่านชั่วโมงล้ำค่าที่สุดของชีวิตในภวังค์ดิจิทัล การที่คุณยังคงมีความหวัง ยังคงปกป้องความเชื่อมั่นต่ออนาคตที่สว่างไสว ก็เพียงพอที่จะทำให้คุณเป็นวีรบุรุษได้แล้ว
.
ในกรอบความคิดของ Sharma ภายในตัวเราทุกคนมีสองตัวตน
.
ตัวตนที่เป็นฮีโร่ (Heroic Self) คือคุณตัวจริงที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ ความกล้าหาญ และความรัก
.
ส่วนตัวตนแบบอีโก้ (Egoic Self) คือร่างเงาที่ถูกหล่อหลอมจากบาดแผล ความผิดหวัง และคำสั่งสอนผิดๆ ที่เราได้รับมาตลอดชีวิต
.
งานสำคัญที่สุดของการเติบโตคือการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับตัวตนแบบฮีโร่ให้แข็งแกร่ง เมื่อความสัมพันธ์กับตัวตนสูงสุดของคุณดีขึ้น ความสัมพันธ์อื่นๆ ในชีวิตทั้งครอบครัว สุขภาพ การงาน และความมั่งคั่ง ก็จะดีขึ้นตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
.
2. หลัก PENAM ห้าแรงที่หล่อหลอมตัวคุณในวันนี้
.
หากคุณเคยสงสัยว่าทำไมคุณถึงคิดและรู้สึกแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ Sharma เสนอคำตอบในรูปคำย่อห้าตัวอักษร PENAM
.
ตัว P คือ Parents พ่อแม่ที่ส่งต่อโปรแกรมความคิดทั้งดีและร้ายให้เราตั้งแต่เด็ก หากพวกท่านมีบาดแผลเรื่องเงิน เราก็รับเอาบาดแผลนั้นมาเป็นความจริงของเรา
.
ตัว E คือ Environment สภาพแวดล้อมรอบตัวเรา ทั้งรายการทีวี ฟีดข่าว และเสียงจากอินฟลูเอนเซอร์ที่ค่อยๆ บั่นทอนความเป็นบวกของเราโดยที่เราไม่รู้ตัว
.
ตัว N คือ Nation ประเทศที่เราเติบโตขึ้นมา ซึ่งกำหนดเลนส์การมองความเป็นไปได้ของชีวิต
.
ตัว A คือ Associations คนที่เราคบหา ซึ่งเป็นตัวพยากรณ์ที่แม่นยำของรายได้และวิถีชีวิตของเรา
.
และตัว M คือ Media สื่อต่างๆ ที่ส่งกระแสการสะกดจิตและการชักจูงเข้ามาในใจเราทุกวัน
.
Sharma บอกว่ายิ่งคุณตระหนักรู้ในห้าแรงนี้มากเท่าไร คุณก็ยิ่งมีอิสระที่จะตัดสินใจใหม่ได้มากเท่านั้น การรู้ที่มาของตัวเองไม่ใช่การหาคนผิด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นเจ้านายของชีวิตตัวเอง
.
.
3. ความกลัวคือเรื่องผีที่เราเล่าให้ตัวเองฟัง
.
ในบทที่ Sharma เรียกว่า "Fears Are Ghost Stories" เขาเล่าเรื่องของชายคนหนึ่งที่ปีนเขาลงมาจากยอดในตอนเย็น เมื่อความมืดเริ่มปกคลุม เขาพลาดเท้าและคว้าเอากิ่งไม้ไว้ได้ ทั้งคืนเขาห้อยอยู่กับกิ่งไม้นั้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด คิดว่าหากปล่อยมือเมื่อไรเขาจะร่วงหล่นลงไปในเหวลึกหลายพันฟุต เขาคิดถึงสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ ความฝันที่ยังไม่ได้สาน คนที่รักที่ยังไม่ได้บอกรัก ตะโกนขอความช่วยเหลือทั้งคืนแต่ไม่มีใครได้ยิน
.
เมื่อแสงอรุณส่องลงมา เขาพบความจริงที่น่าตกตะลึง เพียงหกนิ้วใต้เท้าของเขามีพื้นกว้างรองรับอยู่ ในความมืดเขามองไม่เห็น เขาเริ่มหัวเราะ ค่อยๆ ก่อน แล้วก็หัวเราะจนหยุดไม่ได้ ความกลัวของเขามีความลึกเพียงหกนิ้วเท่านั้น
.
Sharma บอกว่าความกลัวส่วนใหญ่ในชีวิตเราก็เป็นเช่นนั้น เป็นเพียงคำโกหกครั้งใหญ่ ภาพลวงตาบริสุทธิ์ เป็นเรื่องผีที่เราเล่าให้ตัวเองฟังซ้ำๆ จนเชื่อ ความท้าทายของเราคือการเปลี่ยนเรื่องเล่า ปฏิเสธที่จะรับฟังเทพนิยายที่ความกลัวนำมาขาย และก้าวข้ามมันไปสู่พื้นที่ที่กว้างขวางและปลอดภัยกว่าที่คิด
.
.
4. ก้าวเล็กๆ สร้างชัยชนะที่ยิ่งใหญ่
.
ในการเดินทางไปอียิปต์ครั้งหนึ่ง Sharma มีโอกาสเดินเข้าไปในมหาพีระมิดแห่งกีซา เขาเรียนรู้ว่าสิ่งมหัศจรรย์นี้ใช้เวลาสร้างยี่สิบปี ต้องใช้หินสองล้านห้าแสนก้อน คนงานเกือบห้าหมื่นคน และยืนหยัดเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดของมนุษย์มากว่าสามพันปีจนกระทั่งหอไอเฟลถูกสร้างขึ้นในค.ศ. 1887
.
แต่สูตรลับที่แท้จริงของการสร้างพีระมิดนี้คือการวางหินก้อนหนึ่งทับลงบนอีกก้อนหนึ่ง แล้วก้อนต่อไป และก้อนต่อไป ครั้งแล้วครั้งเล่า โฟกัสไม่ได้อยู่ที่ตัวพีระมิด แต่อยู่ที่การวางหินแต่ละก้อน
.
นี่คือหลักการที่ Sharma เรียกว่า brain tattoo ซึ่งเขาสอนลูกศิษย์มาหลายทศวรรษ การพัฒนาเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูเหมือนไม่สำคัญ เมื่อทำอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าตื่นตะลึง ชีวิตที่มั่งคั่งอย่างแท้จริงเกิดจากวิวัฒนาการมากกว่าการปฏิวัติ มันคือชัยชนะเล็กๆ ในแต่ละวันที่ค่อยๆ ก่อตัวเป็นคลื่นยักษ์แห่งความสำเร็จ
.
Sharma แนะนำให้วัดความสำเร็จไม่ใช่จากผลลัพธ์สุดท้าย แต่จากความลึกของพันธสัญญาของเราต่อการเดินทางและการก้าวไปข้างหน้าทีละก้าวเล็กๆ เพราะวันของเราคือชีวิตในรูปย่อ และเมื่อเราสร้างแต่ละวันอย่างไร เราก็สร้างชีวิตอย่างนั้น
.
.
5. คนที่อ่านมากที่สุดเป็นผู้ชนะ
.
Sharma สารภาพว่าเขาเป็นโรคที่เรียกว่า BABLE ซึ่งย่อมาจาก Book Accumulation Beyond Life Expectancy หรือการสะสมหนังสือเกินกว่าอายุขัย ตอนเด็กพ่อของเขาเคยบอกว่า "ลดการซื้อของลง กินอาหารน้อยลง แต่อ่านหนังสือให้มากขึ้น"
.
ผู้นำรัฐคนหนึ่งที่เข้าร่วมงานสัมมนาของ Sharma ในตะวันออกกลางเคยพูดกับเขาว่า "เรากินสามมื้อต่อวันเพื่อให้ร่างกายได้กิน ผมอ่านหนังสือสามครั้งต่อวันเพื่อให้ตัวเองฉลาดขึ้น" เมื่อ Sharma ถามว่าอ่านเมื่อไร ผู้นำคนนั้นตอบว่า "เมื่อไรที่ผมไม่อ่าน"
.
การอ่านหนังสือคือการสนทนากับผู้เขียน ความคิดเพียงหนึ่งความคิดสามารถพลิกชีวิตคุณได้ทั้งหมด Sharma แนะนำกฎที่เขาเรียกว่า The 45/15 Reading Rule คืออ่านอย่างน้อยสี่สิบห้านาที (ปกติเขาอ่านหนึ่งชั่วโมง) แล้วใช้เวลาอีกสิบห้านาทีจดบันทึกสิ่งที่เรียนรู้ลงในสมุดเพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งและนำไปใช้จริง
.
เพราะการคิดโดยไม่มีการลงมือทำคือภาพลวงตา ในยุคที่อัลกอริทึมป้อนข้อมูลให้เรา การอ่านจากผู้เขียนหลากหลายความคิดเป็นวิธีปฏิวัติเพื่อให้เราคิดเป็นของตัวเองและหลีกหนีจากห้องเสียงสะท้อนที่กักขังความคิดไว้
.
.
6. ขอบคุณบาดแผล เพราะพวกมันคือผู้ช่วยที่แท้จริง
.
หนึ่งในบทที่ทรงพลังที่สุดในส่วน Growth คือเรื่องที่ Sharma เรียกว่า Your Hurters Are Your Helpers เขาเล่านิทานสำหรับเด็กที่ Neale Donald Walsch เขียนชื่อ The Little Soul and the Sun
.
มันเป็นเรื่องของวิญญาณสองดวงที่พบกันก่อนจะมาเกิดเป็นมนุษย์ วิญญาณดวงเล็กบอกวิญญาณเพื่อนว่ามันอยากรู้จักความพิเศษ ความเข้มแข็ง และปัญญาของตัวเองอย่างเต็มที่ วิญญาณเพื่อนตอบว่ามันจะช่วยโดยการทำสิ่งร้ายๆ ให้ในชีวิตหน้า เมื่อถูกถามว่าทำไม วิญญาณเพื่อนตอบเรียบง่ายว่า "เพราะฉันรักเธอ"
.
แนวคิดอาจฟังดูแปลก แต่ Sharma ชวนให้เราพิจารณาว่า บางทีอดีตของเราอาจไม่ใช่คุกที่ขังเราไว้ แต่เป็นโรงเรียนที่สอนเรา ทุกคนที่ทำร้ายเรา โกหกเรา ทรยศเรา หรือใจร้ายต่อเรา อาจมาเพื่อช่วยให้เราค้นพบคุณธรรมยิ่งใหญ่ของมนุษย์ผู้ประเสริฐ ทั้งปัญญา ความอดทน ความอดกลั้น การให้อภัย และความรัก เพื่อผลักเราออกจากชีวิตที่สบายเกินไปและเติบโตน้อยเกินไป ไปสู่ชีวิตที่ร่ำรวยกว่ามาก
.
Sharma ไม่ได้บอกให้เรายอมรับการถูกทำร้าย แต่เชิญชวนให้เราเปลี่ยนวิธีมองบาดแผล จากการเป็นเหยื่อสู่การเป็นนักเรียนที่ได้รับของขวัญลับๆ
.
.
7. ความสันโดษคือวิธีการดูแลสุขภาพ
.
ในส่วนที่สองว่าด้วยสุขภาพ Sharma ยกเรื่องความสันโดษมาเป็นวิธีการบำบัดอย่างหนึ่ง เราถูกสอนตั้งแต่เด็กว่าให้อยู่ในฝูง ปรับตัวให้เข้ากับสังคม คิดเหมือนคนอื่น อย่าโดดเด่นออกมา คนที่อยู่คนเดียวมักถูกตราหน้าว่าเป็นฤๅษีหรือคนแปลก เราจึงห่างเหินจากตัวตนที่สงบสุข ฉลาด สร้างสรรค์ และเป็นจริงของเราจนกระทั่งไม่รู้แม้กระทั่งว่ากำลังพลาดอะไรไป
.
เมื่อใดที่เราพบตัวเองอยู่ในความสันโดษ เรามักรีบคว้ายาเสพติดในแบบของยุคสมัย ทั้งโทรศัพท์มือถือ ข่าวสาร เพลงเสียงดัง การแชทออนไลน์ตื้นๆ หรือการทำงานหนักเกินไป เพียงเพื่อหลบหนีจากสภาวะธรรมชาติของการเพียงแค่ "เป็น" Sharma แนะนำหลักที่เขาเรียกว่า The 3S Focus
.
คือการให้ความสำคัญกับ Silence (ความเงียบ) Stillness (ความนิ่ง) และ Solitude (ความสันโดษ) สามสภาวะนี้จะยกระดับประสบการณ์ทุกวันสู่ความเป็นอยู่ที่ไร้ขอบเขต
.
Henry David Thoreau เคยเขียนไว้ว่า "ผมไม่เคยพบเพื่อนคนใดที่เป็นเพื่อนได้ดีเท่ากับความสันโดษ" และ May Sarton กวีเขียนว่า "ความเหงาคือความยากจนของตัวตน ส่วนความสันโดษคือความร่ำรวยของตัวตน"
.
.
8. ขอบคุณให้มากกว่าที่เคย
.
หลักการของ Deliberate Gratitude หรือความขอบคุณโดยตั้งใจ เป็นแนวคิดที่ Sharma หยิบยกมาจากการวิจัยของ Sonja Lyubomirsky นักจิตวิทยาเชิงบวก ซึ่งพบว่าคนที่มีความสุขที่สุดไม่ใช่คนที่มีสถานการณ์ง่ายที่สุด แต่เป็นคนที่ขอบคุณมากที่สุด และความขอบคุณของพวกเขาไม่ใช่แบบสุ่มและไร้ระเบียบ แต่เป็นความขอบคุณที่ตั้งใจ ทำสม่ำเสมอ และเป็นพิธีกรรม
.
Sharma เล่าเรื่องชายคนหนึ่งที่เขาพบในยิมในประเทศที่ยากจนแห่งหนึ่ง ชายคนนั้นอาศัยอยู่ใน "บ้านสังกะสี" กระท่อมเล็กๆ ที่ทำจากแผ่นโลหะ ต้องไปอาบน้ำที่ก๊อกสาธารณะ ต้มน้ำบนเตาเก่า อาบจากถังที่แตก ไม่มีห้องน้ำ มีของน้อย อาหารไม่มาก เพื่อจะได้พบภรรยาและลูกที่อยู่อีกประเทศหนึ่ง เขาต้องนั่งรถบัสสี่วัน อยู่บนรถทั้งวันทั้งคืน
.
แต่เมื่อ Sharma ถามว่าเป็นยังไงบ้าง ชายคนนี้ยิ้มกว้างและตอบว่า "ผมขอบคุณมาก ขอบคุณเหลือเกินที่ผมยังมีชีวิตอยู่" สุภาษิตเปอร์เซียที่ Sharma ชอบบอกว่า "ฉันสาปแช่งความจริงที่ฉันไม่มีรองเท้า จนกระทั่งฉันพบคนที่ไม่มีเท้า" คุณมีอำนาจในการมองชีวิตของคุณมากกว่าที่คุณรู้ตัวในตอนนี้
.
.
9. การเลือกคู่ครองคือร้อยละเก้าสิบของความสุขในชีวิต
.
ในส่วนที่สามว่าด้วยครอบครัว Sharma สารภาพอย่างตรงไปตรงมาว่าเขาเพิ่งพบความสุขที่ลึกซึ้งในความสัมพันธ์หลักของชีวิตในช่วงวัยห้าสิบกว่า เขาพบ Elle ในวัยกลางห้าสิบ ผู้หญิงที่เข้าใจเขา เข้ากับเขาได้ และทำให้เขารู้สึกว่าได้พบคนที่อยากใช้ชีวิตที่เหลือด้วยกัน
.
เขาบอกว่าตอนนั้นเขาพอกับเรื่องดราม่าแล้ว ไม่สนใจความสัมพันธ์ที่เป็นแต่ไฟร้อนแรงและไม่มีความมั่นคง เพราะเราจะวนทำผิดซ้ำเดิมเรื่อยไปจนกว่าจะเรียนรู้บทเรียนที่ประสบการณ์นั้นมาสอน
.
Sharma ยกคำพูดของ Ayesha Vardag ทนายความหย่าร้างคนดังของอังกฤษที่บอกว่า "สิ่งที่ทำให้การแต่งงานยืนยาวคือความสนุกในการอยู่ด้วยกัน ไม่ใช่แค่ทางกายภาพ เพราะส่วนนั้นมันลดลงตามปี คุณต้องมีคนที่คุณสนุกด้วย ที่กระตุ้นคุณได้
.
ลองคิดในแง่ของหนึ่งหมื่นมื้อค่ำ ถ้าคุณจินตนาการได้ว่าจะกินข้าวเย็นกับใครคนนี้หนึ่งหมื่นครั้ง คนนั้นแหละคือคนที่คุณควรแต่งงานด้วย" Sharma ยังท้าทายความเชื่อยอดนิยมที่ว่าขั้วตรงข้ามดึงดูดกัน เขาบอกว่าในประสบการณ์ของเขา ความสัมพันธ์ที่ง่ายและยั่งยืนที่สุดคือความสัมพันธ์กับคนที่คล้ายกับเรา ใครคนหนึ่งที่ค่านิยมหลักตรงกัน เห็นโลกแบบเดียวกัน
.
.
10. สร้างบัญชีความรักด้วยการฝากเงินทุกวัน
.
แนวคิดของ Love Account คือการที่เราฝากเงินเล็กๆ น้อยๆ เข้าไปในบัญชีพิเศษนี้ทุกวันด้วยการทำสิ่งเล็กๆ ที่เติมความสุขให้คนที่เรารัก การซื้อดอกไม้สดให้คู่รักโดยไม่มีโอกาสพิเศษอะไร การส่งหนังสือเล่มโปรดให้เพื่อนสนิท การบอกลูกๆ ด้วยถ้อยคำชัดเจนว่ารู้สึกอย่างไรกับพวกเขา Sharma ทำพิธีกรรมส่วนตัวคือกอดลูกๆ ทุกครั้งที่เจอและทุกครั้งที่จากกัน เพราะไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น
.
เรื่องที่กระตุ้นความคิดในส่วนนี้คือเรื่องของ Eugene O'Kelly อดีตซีอีโอของบริษัทบัญชียักษ์ใหญ่ KPMG ผู้ครอบครองทุกอย่างที่สังคมเรียกว่าความสำเร็จ วันหนึ่งเขาไปพบหมอตามนัดประจำปีและได้รับข่าวร้ายว่าเขามีเนื้องอกในสมองที่ผ่าตัดไม่ได้ มีเวลาเหลือเพียงเก้าสิบวัน
.
แทนที่จะคร่ำครวญ เขาตัดสินใจออกแบบสามเดือนสุดท้ายอย่างจริงจัง เขาตระหนักว่าตลอดอาชีพการงานของเขา เขาไม่เคยพาภรรยาไปกินข้าวเที่ยงเลย ไม่เคยร่วมงานคริสต์มาสที่ลูกแสดง เขาจึงตัดสินใจกลายเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า "ผู้สร้างช่วงเวลาที่สมบูรณ์แบบ" ใช้เวลาที่เหลืออยู่ในการซ่อมแซมความสัมพันธ์และสร้างความทรงจำที่งดงามแม้จากสิ่งเรียบง่ายที่สุด เวลาไม่รอใคร เริ่มสร้างช่วงเวลาที่สมบูรณ์แบบให้คนที่คุณรักตั้งแต่วันนี้
.
.
11. ฟังให้ดีกว่าพูด
.
ในยุคของโซเชียลมีเดียที่ฝึกให้เรากลายเป็นผู้กระจายเสียงมากกว่าผู้รับฟัง เราพูดถึงตัวเองอยู่ตลอด สิ่งที่เรากำลังทำ ลุคของเรา ความคิดของเรา ผลก็คือในการพบปะจริงๆ เราก็ทำเช่นเดียวกัน เราพูดมากกว่าฟังและโฟกัสที่ตัวเอง น่าเบื่อและอาจไร้มารยาท
.
Sharma อ่านหนังสือ Tuesdays with Morrie อีกครั้งและสะท้อนใจกับการที่ Morrie เป็นนักฟังที่เชี่ยวชาญ
.
การฟังคนอื่นอย่างเต็มที่ในยุคนี้คือการให้พรและเป็นการกระทำที่ศักดิ์สิทธิ์ Sharma เสนอกฎเพื่อกลายเป็นนักฟังชั้นยอด อย่าขัดและอย่าจบประโยคแทนคนพูด เพราะเขากำลังพยายามจบเอง รู้ว่าคนที่ถามคำถามคือคนที่เพิ่มคุณค่าให้บทสนทนา เชื่อว่าคนที่ฟังคือคนที่เรียนรู้
.
ดังนั้นเปิดหูให้มากขึ้น หยุดสักสองสามวินาทีหลังคนพูดจบเพื่อประมวลผลสิ่งที่เขาพูด หลายคนซ้อมคำตอบในใจขณะที่อีกฝ่ายยังพูดอยู่ ซึ่งไม่ดี และอย่าเช็คโทรศัพท์ขณะที่สมาชิกครอบครัวหรือเพื่อนนั่งอยู่ตรงหน้า เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ให้เกียรติที่สุดอย่างหนึ่งที่คนเราทำได้ มีสุภาษิตเก่าที่บอกว่า ถ้าเราถูกสร้างมาให้พูดสองเท่าของการฟัง เราคงมีปากสองและหูเดียว
.
.
12. งานคือศาสตร์ ไม่ใช่แค่เลี้ยงชีพ
.
ในส่วนที่สี่ Sharma ยกแนวคิดสำคัญว่างานเป็นรูปแบบหนึ่งของความมั่งคั่ง เป็นเวทีสำหรับเป้าหมายในชีวิต งานจะเป็นเพียง "งาน" ก็ต่อเมื่อเรามองว่ามันเป็นงาน และการทำงานจะกลายเป็นความทุกข์เมื่อเราเพิกเฉยต่อโอกาสในการเชี่ยวชาญ
.
คนส่วนใหญ่มองงานเป็นโซ่ตรวนแทนที่จะมองเป็นข้อเสนอและพร Sharma เล่าเรื่องของ Steve Jobs ที่พ่อบุญธรรมของเขาซึ่งเป็นช่างไม้ฝีมือดีสอนบทเรียนสำคัญเมื่อเขายังเด็ก
.
วันหนึ่งพ่อให้ Steve ทาสีรั้วหน้าบ้าน เขาทำตาม ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาพ่อมาตรวจและถามว่าทาสีรั้วแล้วใช่ไหม Steve ชี้ไปที่รั้วและบอกว่าทาแล้ว พ่อสำรวจอย่างละเอียดแล้วบอกว่าด้านนอกของรั้วทาดี แต่ด้านในไม่ได้ทา Steve ตอบว่าไม่มีใครเห็นด้านในของรั้วหรอกพ่อ พ่อยิ้ม หยุดสักครู่ แล้วพูดว่า "แต่เราจะเห็นนะลูก"
.
หลายปีต่อมาเมื่อ Jobs ทำงานกับทีมออกแบบ Apple Macintosh เครื่องแรก เขาสั่งให้ทำคอมพิวเตอร์ให้สวยงามทั้งข้างนอก แต่ภารกิจจริงๆ คือการทำให้ข้างในของเครื่องเป็นงานศิลปะ มีคนในทีมแย้งว่าไม่มีใครเห็นข้างในหรอก Jobs หยุดและตอบเหมือนที่พ่อเคยตอบเขาว่า "แต่เราจะเห็น" เมื่อใดที่คุณทรยศต่อความยิ่งใหญ่ของตัวเองด้วยการทำสิ่งที่ไม่ให้เกียรติกับพรสวรรค์ ส่วนหนึ่งของคุณตายไป ใครบางคนกำลังเฝ้าดูคุณอยู่เสมอ และคนคนนั้นคือตัวคุณในเวอร์ชันสูงสุด
.
.
13. ฉบับร่างแรกควรจะแย่
.
Ernest Hemingway เคยพูดประโยคที่ Sharma บอกว่ามันช่วยเขาในฐานะศิลปินอย่างมหาศาล "ฉบับร่างแรกของอะไรก็ตามมันแย่"
.
เมื่อ Sharma เขียนหนังสือ เขารีบทำฉบับร่างแรกให้เสร็จก่อน ไม่กังวลเรื่องการสะกดคำ เทคนิค หรือการหาคำที่สมบูรณ์แบบ เขาแค่ผลักดันให้ใส่ไอเดียหลักลงไป สิ่งนี้ให้ความรู้สึกว่างานเสร็จไปส่วนใหญ่แล้วทั้งที่จริงแค่เริ่มต้น ทำให้มีแรงผลักดันที่จะทำต่อในร่างถัดๆไป
.
ในหนังสือ Bird by Bird ของ Anne Lamott เธอเล่าเรื่องคำแนะนำของพ่อต่อน้องชายที่กำลังเขียนรายงานเรื่องนกแล้วทำไม่ทัน พ่อบอกว่า "ค่อยๆ ทำที่ละตัวสิลูก" สวยงามนัก Sharma ขยายความว่าหลังจากทำฉบับร่างแรกออกมา ค่อยทำต่อหน้าต่อหน้า พู่กันต่อพู่กัน นกต่อนก ในแต่ละร่างให้เพิ่มและลบ ปรับปรุงและทำซ้ำ
.
ทำการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่สุดเรื่อยๆ ที่ขยับงานจากธรรมดาไปสู่ระดับผลงานชิ้นเอก จนคุณมาถึงผลลัพธ์ที่ดีที่สุดที่อยู่ภายในตัวคุณส่งออกไปสู่โลกที่กำลังโหยหามนต์เสน่ห์ของคุณ
.
.
14. หลีกเลี่ยงกับดักเงินแบบ Howard Hughes
.
ในส่วนที่ห้าว่าด้วยเงิน Sharma เปิดด้วยเรื่องของ Howard Hughes หนึ่งในมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในยุคของเขา ทำเงินห้าสิบล้านดอลลาร์ต่อปีจากบริษัทเครื่องมือ ขายหุ้น TWA ได้ครึ่งพันล้านดอลลาร์ใน ค.ศ. 1966 บุกเบิกเครื่องบินใหม่ๆ ก่อตั้งสตูดิโอภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่ล้ำสมัย แม้กระทั่งประดิษฐ์เตียงโรงพยาบาลอัตโนมัติหลังจากที่ต้องนอนราบเป็นเวลานานจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก
.
แต่ปีท้ายๆ ของชีวิตเขาใช้เวลาอยู่คนเดียวในห้องเพนต์เฮาส์ที่มืดของโรงแรมในลาสเวกัส ไม่มีครอบครัวอยู่ใกล้ ต่อสู้กับการเสพติดยาเสพติดและสุขภาพย่ำแย่ ไม่มีความสุขใดๆ จากชีวิตที่ได้รับมา เขาทรงพลังเสียจนแยกตัวจากใครก็ตามที่อาจพูดความจริงกับเขา ผู้บริหารระดับสูงรอบตัวคอยปกป้องเขาจากปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในอาณาจักรของเขา ปีศาจส่วนตัวทำให้แม้จะมีเงินทั้งโลก เขาก็อยู่เหมือนฤๅษีที่ขังตัวเองไว้ในห้องสวีตหรูแต่สกปรก
.
Sharma ย้ำว่าการทำเงินไม่ใช่การไล่ตามที่ชั่วร้าย เงินทำให้วิถีชีวิตของคุณง่ายขึ้นและแก้ปัญหาได้มากมาย แต่เมื่อคุณเพิ่มความมั่งคั่งทางการเงิน โปรดระวังให้แน่ใจว่ามันกลายเป็นประตูสู่ความดี ไม่ใช่คุกที่ทำลายความสุขของคุณ
.
.
15. ใช้ชีวิตต่ำกว่ารายได้ของคุณ
.
Sharma เคยคุยกับ "นายธนาคารของมหาเศรษฐี" คนหนึ่งและถามว่าคำแนะนำทางการเงินที่ดีที่สุดของเขาคืออะไร คำตอบเร็วและตรงประเด็น "ไม่มีหนี้สิน" เพราะ "เพื่อนที่ดีที่สุดของนักลงทุนคือเวลา"
.
เวลาให้เงินทบต้นในระยะยาว ซึ่งสามารถทำให้เกิดการเติบโตแบบทวีคูณในความมั่งคั่งของคุณเมื่อคุณมีวินัยพอที่จะรอ แต่ถ้าคุณกู้เงินมา เวลาหนึ่งอาจมาถึงเมื่อธนาคารกลายเป็นหมาป่าที่หน้าประตูบ้าน ต้องการเงินคืน ซึ่งหมายความว่าคุณจะไม่ได้ประโยชน์จากการทบต้น
.
ลูกค้ารายหนึ่งของ Sharma ที่ก่อตั้งกองทุนป้องกันความเสี่ยงระดับท็อปแชร์ข้อมูลเชิงลึกเรื่องเงินที่ยังอยู่ในใจเขาจนถึงทุกวันนี้
.
"เหตุผลที่แท้จริงที่คนส่วนใหญ่ไม่ก้าวหน้าทางการเงินคือเมื่อพวกเขาเพิ่มรายได้ พวกเขาก็เพิ่มค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตด้วย พวกเขาทำเงินได้มากขึ้น แล้วแทนที่จะใช้จำนวนน้อยกับวิถีชีวิตและลงทุนส่วนที่เหลืออย่างชาญฉลาด พวกเขาใช้เงินส่วนเกินซื้อย่านที่อยู่อาศัยที่คนรวยกว่าอยู่กัน นั่นกดดันให้พวกเขาต้องซื้อรถแบบเดียวกับเพื่อนบ้าน ไปเที่ยวเกาะแคริบเบียนแบบเดียวกัน ส่งลูกไปโรงเรียนแพงๆ แบบเดียวกัน เมื่อสิ้นปีพวกเขาก็ยังไม่มีอะไรเก็บไว้ลงทุน บ่อยครั้งทั้งที่รายได้เพิ่ม พวกเขากลับมีหนี้มากขึ้น"
.
Sharma เสนอเทคนิคที่เรียกว่า The 24 Hour Temptation Reducer คือเลื่อนการซื้อออกไปยี่สิบสี่ชั่วโมง บ่อยครั้งที่ความปรารถนาจะหายไปและคุณรอดจากการตัดสินใจผิดๆ ที่เกิดจากการเหนื่อย เบื่อ โกรธ หรือหิว
.
.
16. เลือกย่านที่สดใสกว่า
.
ในส่วนที่หกว่าด้วยชุมชน Sharma เริ่มด้วยคำเตือนที่ตรงไปตรงมา ถ้าคุณเป็นคนที่อยากรู้อยากเห็น กระตือรือร้น และมีความสุขที่สุดในถนนของคุณ อาจถึงเวลาย้ายไปถนนใหม่ ถ้าคุณเป็นคนฉลาดที่สุดที่คุณรู้จัก อาจถึงเวลารู้จักคนใหม่ๆ ถ้าคุณเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์และสร้างสรรค์ที่สุดในกลุ่มเพื่อน บางทีอาจถึงเวลาสร้างกลุ่มขึ้นใหม่ คุณจะเล่นได้ดีกว่าเสมอเมื่อเล่นกับผู้เล่นที่เก่งกว่า
.
แนวคิดนี้ Sharma ขยายไปถึงเรื่อง Energy Vampires ในส่วน Adventure คุณสามารถมีความสุขหรืออยู่กับคนที่เป็นพิษได้ แต่ทำทั้งสองพร้อมกันไม่ได้ ถ้าเป็นสมาชิกครอบครัว ให้พบกันน้อยลง ถ้าเป็นเพื่อนที่คบกันมานานแต่ไม่เติบโตไปพร้อมกับคุณอีกแล้ว ไม่ตรงคลื่นกับคุณเพราะเป็นคนคิดลบ ฉลาดน้อย หรือบ่นตลอด ก็รักเขาต่อไป
.
แต่รักษาระยะห่าง ปล่อยพวกแวมไพร์ที่ดูดพลังงาน ปลดปล่อยตัวเองจากนกอีแร้งที่กินความฝัน เป็นอิสระจากโจรขโมยความสุข ชีวิตสั้นเกินกว่าจะทำลายวันดีๆ ของคุณด้วยการอนุญาตให้คนมองโลกในแง่ร้ายเข้ามาในวันนั้น
.
.
17. ทำไมต้องมีศัตรู ในเมื่อสามารถสร้างมิตรได้
.
หลังจากดูภาพยนตร์ King Arthur ในช่วงนอนไม่หลับหลังบินไปเดลี Sharma เรียนรู้บทเรียนใหญ่ ในชีวิตและการงาน สิ่งต่างๆ เกิดขึ้น ความขัดแย้งเกิดขึ้น คนทำเรื่องไม่ดี เรื่องที่ทำให้คุณเจ็บปวด เสียใจ
.
คำแนะนำของเขาคือ
.
ขั้นแรก ให้อภัยพวกเขา พฤติกรรมของเขาเข้าใจได้สำหรับเขาในขณะนั้น หากเขามีจิตสำนึกสูงกว่าเขาคงทำดีกว่านี้ การให้อภัยพฤติกรรมไม่ใช่การเห็นด้วยกับพฤติกรรม มันเพียงหมายความว่าคุณเข้าใจว่าเขาทำดีที่สุดเท่าที่เขารู้ และคุณจึงปล่อยมันไปได้ ไปต่อกับชีวิตอันมีค่าของคุณ
.
ขั้นที่สองคือให้อภัยตัวเอง คุณเป็นมนุษย์ ถ้าการทบทวนสิ่งที่เขาทำทำให้คุณหงุดหงิด เศร้า ผิดหวัง หรือโกรธ นั่นเป็นเรื่องปกติ กุญแจคือการรู้สึกความรู้สึกเหล่านั้นเพื่อที่จะปล่อยมันไปได้ จะได้ไม่กลายเป็นคนเก็บสะสมความอยุติธรรม แบกความหงุดหงิดเป็นปีๆ ที่ขัดขวางพลังงาน ความสร้างสรรค์ ผลิตภาพ และความสุข
.
บทเรียนจริงคืออย่ามีนิสัยสร้างศัตรูและอย่าทำธุรกิจเผาสะพาน Sharma เล่าว่าตลอดชีวิตเขาเจอคนที่เลวจริงๆ เพียงประมาณสามคน คนที่เขาจะไม่เคยอนุญาตให้กลับเข้ามาในชีวิตอีก คนส่วนใหญ่แค่พยายามผ่านวันของตัวเอง คนที่เจ็บทำให้คนอื่นเจ็บ คนที่อยู่ในความเจ็บปวดทำเรื่องเจ็บปวด เป็นคนใหญ่กว่า ให้โอกาสครั้งที่สอง
.
.
18. หาประเทศปานามาที่มองไม่เห็นของคุณ
.
ในส่วนที่เจ็ดว่าด้วยการผจญภัย Sharma เล่าเรื่องเช้าวันหนึ่งหลังการออกกำลังกายเขาเดินไปร้านกาแฟผ่านถนนเปียกฝน ผ่านตึกระฟ้าที่เป็นออฟฟิศของบริษัทบรอดแคสต์แห่งชาติ ยังมืดอยู่และไม่มีคนเลย
.
ทันใดเขาได้ยินเพลงร็อก ดังกระหึ่ม คิดว่าเป็นจากลำโพงกลางแจ้ง เพลงคือ Panama ของ Van Halen เขาชูกำปั้นขึ้นไปในอากาศแบบที่คนทำในคอนเสิร์ตเมื่ออยู่ต่อหน้าราชวงศ์ร็อก คิดว่าไม่มีใครเห็น
.
แต่เมื่อเดินต่อไปอีกไม่กี่ก้าวก็เห็นว่าเสียงมาจากรถมินิแวน Dodge Caravan คันเล็ก ชายในรถเปิดเพลงดังเพื่อปลุกอารมณ์ตัวเอง เขาเห็น Sharma และยิ้มให้ ประสบการณ์นี้ทำให้ Sharma คิดต่อ ชายคนนั้นอาจเปิดเพลงเป็นยาขมเพื่อยกระดับจิตวิญญาณก่อนเข้าไปในตึกซีเมนต์ที่จะบดขยี้วิญญาณเขา ทำให้เขาคิดถึงคนดีๆ มากมายในโลกวันนี้ที่ทรยศต่อความหลงใหลที่แท้จริงเพื่อทำงานที่ทำให้พวกเขาเศร้า ไม่สร้างสรรค์ และบางครั้งถึงขั้นป่วย
.
คุณอาจพูดว่าฉันไม่มีทางเลือก ฉันมีบิลให้จ่าย แต่คุณมีทางเลือก คุณมีพลัง คุณเริ่มกิจการเสริม ช่อง YouTube เขียนหนังสือ เปิดร้านป๊อปอัพ คิดค้นสิ่งที่แก้ปัญหาใหญ่ที่คุณเองก็มี เมื่อคุณทำสิ่งที่ทำให้คุณสว่างไสว คุณก็ทำส่วนของคุณเพื่อจุดประกายโลกให้สว่างไสวสำหรับทุกคน
.
.
19. ทำสิ่งที่น่ากลัวทุกสามเดือน
.
Sharma เคยมีครูสอนเล่นเรือใบชื่อ Bob ชายที่มีชีวิตชีวา ตลก และน่าสนใจที่สุดคนหนึ่งที่เขาเคยพบ ในการแล่นเรือยาวๆ วันหนึ่งช่วงฤดูร้อน Bob แชร์กลยุทธ์ที่ทำให้เขายังคงเยาว์วัย มีพลัง และรักษาประกายในสายตา ทุกไตรมาสเขาจะทำสิ่งที่ทำให้กลัว และทุกสองปีจะเรียนรู้ทักษะใหม่ที่ปรับโฉมตัวเอง
.
ถ้า Sharma นั่งอยู่บนเรือกับคุณ เขาจะถามอย่างระมัดระวังถึงทุกสิ่งที่คุณไม่ได้ทำเพราะมันทำให้คุณกลัว แล้วขอให้คุณรับปากว่าจะทำหนึ่งอย่างทุกสามเดือน เพื่อทวงคืนพลังที่คุณให้ไปกับสิ่งน่ากลัวเหล่านั้น จากนั้นเขาจะขอให้คุณทำรายการทักษะใหญ่ๆ ที่คุณเคยฝันว่าจะเรียนรู้ และขออย่างนุ่มนวลแต่หนักแน่นให้คุณรับปากว่าจะทำงานในการเชี่ยวชาญทักษะเหล่านั้น ทีละอย่างทุกสองปี
.
แล้วเขาจะถามคำถามที่สวยงามที่คนสุขใจและยอดเยี่ยมมักถามตัวเอง "ครั้งสุดท้ายที่คุณทำอะไรเป็นครั้งแรกคือเมื่อไร" Sharma เพิ่มในอีกบทว่าให้แสร้งทำเป็นโจรสลัด ขอโต๊ะที่ดีที่สุดในร้านอาหาร ขออัปเกรดที่โรงแรม ขอไอศกรีมเพิ่ม "ไม่ขอไม่ได้" คือมนต์ที่ยอดเยี่ยม และการล้มเหลวเดียวคือการล้มเหลวที่จะลอง
.
.
20. ใช้ชีวิตเต็มที่เพื่อตายอย่างว่างเปล่า
.
ในข้อคิดสุดท้ายที่เป็นบทปิดของหนังสือ Sharma เล่าตำนานเกี่ยวกับ Alexander the Great ที่บนเตียงสุดท้ายของชีวิตได้รวบรวมเหล่าแม่ทัพและบอกความปรารถนาสามอย่าง
.
หนึ่งคือให้แพทย์ที่เก่งที่สุดในโลกแบกหีบศพของเขา เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าแม้แต่ยาที่ดีที่สุดก็ไม่มีพลังป้องกันมนุษย์จากความตาย
.
สองคือให้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่เขาสะสมตลอดชีวิตถูกโปรยลงไปตามถนนตอนแห่ไปสุสาน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าเงินที่หาได้บนโลกยังคงอยู่บนโลกหลังเราตาย
.
และสามคือให้มือของเขาห้อยออกจากหีบศพ เพื่อให้สาวกของเขาได้รู้ว่าเราเกิดมามือเปล่าและตายไปมือเปล่า
.
ในเรื่องสั้นของ Leo Tolstoy ชื่อ How Much Land Does a Man Need ชายคนหนึ่งโลภและตกลงข้อเสนอที่จะได้ที่ดินมากเท่าที่เดินครอบคลุมได้ในวันเดียว แต่ต้องกลับมาที่จุดเริ่มต้นก่อนพระอาทิตย์ตก เขาเริ่มเดินอย่างคล่องแคล่ว ในความโลภเดินเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนต้องวิ่ง พระอาทิตย์ใกล้ตก เขาวิ่งสุดกำลัง
.
ในที่สุดก็ถึงจุดเริ่มต้น หัวหน้าเผ่ายินดี เขาได้ที่ดินมากมาย แต่เลือดไหลจากปากของชายคนนั้น เขาหยุดหายใจ หลุมหกฟุตจากหัวจรดเท้าคือผืนดินทั้งหมดที่ชายคนนั้นต้องการจริงๆ
.
Sharma ปิดท้ายด้วยคำของ George Bernard Shaw ที่ว่านี่คือความสุขที่แท้จริงในชีวิต การถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ที่ตัวเองยอมรับว่ายิ่งใหญ่ การเป็นพลังของธรรมชาติแทนที่จะเป็นก้อนดินเล็กๆ ที่เห็นแก่ตัวเต็มไปด้วยความเจ็บป่วยและความคับข้องใจ บ่นว่าโลกไม่ทุ่มเทตัวเองในการทำให้ตัวเองมีความสุข เขาอยากถูกใช้จนหมดเมื่อตาย เพราะยิ่งทำงานหนักเท่าไรเขาก็ยิ่งมีชีวิต
.
ชีวิตไม่ใช่ "เทียนสั้นๆ" สำหรับเขา มันเป็นคบเพลิงที่งดงามที่เขาคว้าไว้ในขณะนี้ และเขาอยากให้มันลุกโชนเท่าที่จะเป็นไปได้ก่อนส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป ใช้ชีวิตเต็มที่เพื่อตายอย่างว่างเปล่า นั่นคือพรสุดท้ายที่ Sharma มอบให้ผู้อ่านครับ
.
.
.
.
#SuccessStrategies

