20 ข้อคิดจากหนังสือ Grit : The Power of Passion and Perseverance เขียนโดย Angela Duckworth
Angela Duckworth นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย มีคำถามว่า ทำไมบางคนที่ดูธรรมดากลับไปได้ไกลกว่าอัจฉริยะที่เปล่งประกายมาตั้งแต่เด็ก
.
งานวิจัยของเธอที่เริ่มต้นจากค่ายฝึกทหารโหดที่ West Point นำไปสู่การค้นพบสิ่งที่เธอเรียกว่า "Grit" ซึ่งเป็นส่วนผสมของความหลงใหลและความเพียรในการมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาว และตัวเธอเองที่เคยถูกพ่อบอกตลอดว่า "ลูกไม่ใช่อัจฉริยะ" ก็ได้รับทุน MacArthur Fellowship ซึ่งคนทั่วไปเรียกว่า "ทุนอัจฉริยะ" จากผลงานชิ้นนี้
.
หนังสือเล่มนี้แบ่งเป็นสามภาค ภาคแรกอธิบายว่า Grit คืออะไรและทำไมจึงสำคัญกว่าพรสวรรค์ ภาคที่สองชี้ทางว่าเราจะปลูก Grit จากภายในตัวเราเองได้อย่างไรผ่านสี่เสาหลักคือ ความสนใจ การฝึกฝน เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง และความหวัง ส่วนภาคที่สามว่าด้วยการบ่มเพาะ Grit จากภายนอก ทั้งบทบาทของพ่อแม่ ครู ผู้นำ และวัฒนธรรมที่เราเลือกอยู่
.
ต่อไปนี้คือ 20 ข้อคิดสำคัญจากหนังสือเล่มนี้ครับ
.
.
======================
.
1. Grit คือส่วนผสมของความหลงใหลและความเพียรในการไล่ตามเป้าหมายระยะยาว
.
ตอนที่ Duckworth เริ่มต้นเป็นนักวิจัย เธอลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์ผู้ประสบความสำเร็จสูงสุดในทุกวงการ ตั้งแต่นักธุรกิจ ศิลปิน นักกีฬา นักข่าว นักวิชาการ แพทย์ และนักกฎหมาย เพื่อค้นหาว่าอะไรทำให้พวกเขาแตกต่างจากคนอื่น
.
คำตอบที่ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ใช่พรสวรรค์ที่เหนือชั้น หากเป็นความมุ่งมั่นดุดันสองมิติคือ ความทรหดอดทนต่อความล้มเหลว และความรู้ที่ชัดเจนลึกซึ้งว่าตัวเองต้องการอะไร พวกเขาไม่ใช่แค่มีความมุ่งมั่น แต่มีทิศทางด้วย
.
Duckworth สังเกตว่าคนเหล่านี้แทบจะไม่เคยพอใจกับสิ่งที่ตัวเองทำได้ แต่กลับพึงพอใจในความไม่พึงพอใจนั้น พวกเขาวิ่งไล่ตามบางสิ่งที่ทั้งน่าสนใจและสำคัญยิ่ง และความสุขของพวกเขาอยู่ที่การไล่ตามมากพอกับการได้มา แม้บางช่วงของงานจะน่าเบื่อ ขมขื่น หรือเจ็บปวด พวกเขาก็ไม่คิดจะถอดใจ นี่คือสิ่งที่เธอตั้งชื่อให้ในที่สุดว่า Grit
.
.
2. คะแนนรวมของผู้สมัครไม่อาจทำนายได้ว่าใครจะอยู่รอดในค่ายโหด แต่ Grit ทำได้
.
ที่โรงเรียนนายร้อย West Point มีกระบวนการคัดเลือกที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ผู้สมัครต้องผ่านการสอบ SAT ผลการเรียนระดับสูง การประเมินความเป็นผู้นำ และการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ทั้งหมดถูกประมวลเป็นค่าที่เรียกว่า Whole Candidate Score แต่ค่านี้กลับไม่สามารถบอกได้เลยว่าใครจะรอดผ่านค่ายฝึก Beast Barracks ที่กินเวลาเจ็ดสัปดาห์อันโหดร้ายในช่วงฤดูร้อนแรก
.
Duckworth ทดสอบ Grit Scale กับนักเรียนนายร้อย 1,218 คนในปี ค.ศ. 2004 ปรากฏว่าคะแนน Grit คือตัวทำนายที่แม่นยำที่สุด ไม่ใช่คะแนน SAT ไม่ใช่อันดับในโรงเรียนมัธยม ไม่ใช่ประสบการณ์ผู้นำ ไม่ใช่ความสามารถทางกีฬา
.
และเมื่อเธอนำการทดสอบนี้ไปใช้กับพนักงานขายที่ต้องเผชิญการถูกปฏิเสธรายวัน นักเรียนมัธยมปลายในชิคาโกที่ต้องการจบการศึกษา และผู้สมัครเข้าหน่วย Green Berets ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม Grit คือสิ่งที่บอกได้ว่าใครจะอยู่ต่อ ใครจะถอย
.
.
3. การยึดติดกับเรื่องพรสวรรค์ทำให้เรามองข้ามสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า
.
สมัยที่ Duckworth เป็นครูสอนคณิตศาสตร์ก่อนเข้าเรียนปริญญาเอก เธอสังเกตว่าเด็กที่หัวไวที่สุดในห้องไม่ได้กลายเป็นเด็กที่ทำคะแนนสูงสุดเสมอไป มีนักเรียนคนหนึ่งชื่อ David Luong ที่เธอสอนในชั้นเรียนพีชคณิตธรรมดา เด็กเงียบๆ คนนี้ทำการบ้านเสร็จสมบูรณ์ทุกครั้ง ตอบข้อสอบได้ถูกต้อง และขออะไรที่ยากกว่าหลังเลิกเรียน ในที่สุดเธอผลักดันให้เขาย้ายไปเรียนชั้นเร่งรัด แม้ต้องเจอเกรด D ในวิชาเรขาคณิต แต่เขาก็ค่อยๆ ไต่ขึ้นจนสอบ AP Calculus ได้คะแนนเต็ม จบจาก Swarthmore และได้ปริญญาเอกจาก UCLA สาขาวิศวกรรมเครื่องกล
.
นักวิจัย Chia-Jung Tsay แสดงให้เห็นว่าแม้ผู้คนจะปากบอกว่าให้คุณค่ากับความพยายามมากกว่าพรสวรรค์ แต่เมื่อต้องเลือกจริงๆ พวกเขากลับเลือก "คนที่มีพรสวรรค์โดยกำเนิด" มากกว่า "คนที่ขยันเพียร" อย่างชัดเจน
.
Duckworth เรียกอคติแบบนี้ว่า "naturalness bias" และชี้ว่าการที่เราไปหลงใหลพรสวรรค์มากเกินไป ทำให้เรามองไม่เห็นปัจจัยอื่นที่สำคัญพอกันหรือมากกว่า โดยเฉพาะความเพียร
.
.
4. ความพยายามนับสองครั้ง ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว
.
นี่คือสูตรที่ Duckworth ใช้เวลานานนับสิบปีกว่าจะตกผลึก เธอเขียนเป็นสมการสองตัวว่า
.
Talent x Effort = Skill
.
และ Skill x Effort = Achievement
.
พรสวรรค์คืออัตราที่ทักษะของเราจะพัฒนาเมื่อเราลงแรง ส่วนความสำเร็จคือผลลัพธ์ที่เกิดเมื่อเราใช้ทักษะที่สั่งสมมาทำงานจริง ความพยายามจึงเข้ามาในสมการสองครั้ง ครั้งแรกเพื่อแปลงพรสวรรค์ให้เป็นทักษะ และครั้งที่สองเพื่อแปลงทักษะให้กลายเป็นผลงานที่จับต้องได้
.
John Irving นักเขียนรางวัล National Book Award เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของหลักการนี้ เขาเป็นโรค dyslexia สอบ SAT verbal ได้เพียง 475 จากเต็ม 800 ต้องเรียนมัธยมเพิ่มอีกหนึ่งปีจึงจะจบ ครูเคยมองว่าเขาขี้เกียจและโง่ แต่เขากลับเขียนนิยายมากกว่าสิบเล่ม ครึ่งหนึ่งถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ และเขายังเขียน The Cider House Rules จนชนะรางวัล Academy Award อีกด้วย
.
Irving เคยกล่าวว่าเขาใช้เวลาเขียนต้นฉบับใหม่นานกว่าตอนเขียนต้นฉบับครั้งแรกเสียอีก เพราะเขารู้ว่าตัวเองไม่ได้พรสวรรค์มาเหมือนคนอื่น เขาจึงต้องตั้งใจมากกว่าสองเท่า
.
.
5. การลุกขึ้นมาเดินต่อในวันถัดไปสำคัญกว่าความหนักที่เราทำในวันใดวันหนึ่ง
.
Will Smith นักแสดงชื่อดังเคยพูดประโยคที่ Duckworth นำมาเล่าซ้ำในหนังสือว่า "คุณอาจมีพรสวรรค์มากกว่าผม คุณอาจฉลาดกว่าผม คุณอาจเซ็กซี่กว่าผม แต่ถ้าเราขึ้นลู่วิ่งพร้อมกัน มีเพียงสองอย่างที่จะเกิดขึ้น คือคุณลงก่อน หรือผมตายคาลู่"
.
แต่ Duckworth ขยายความว่า การอยู่บนลู่วิ่งวันใดวันหนึ่งไม่สำคัญเท่าการที่เรากลับมาขึ้นลู่ในวันถัดไป เมื่อเราเลิกกลับมาทำสิ่งนั้นอย่างถาวร ความพยายามของเราจะดิ่งลงเป็นศูนย์ ทักษะจะหยุดพัฒนา และทักษะที่มีอยู่จะไม่ผลิตอะไรอีกเลย
.
เธอชี้ให้เห็นข้อมูลที่น่าเศร้าว่าราว 40 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ซื้ออุปกรณ์ออกกำลังกายมาบ้านยอมรับในภายหลังว่าใช้น้อยกว่าที่คาดไว้ ลู่วิ่ง จักรยานออกกำลังกาย เสื้อถักครึ่งแขน สวนผักหลังบ้าน คอมโพสต์ และไดเอตทั้งหลาย ล้วนถูกทิ้งไว้กลางทาง คนส่วนใหญ่เลิกเร็วเกินไปและบ่อยเกินไป
.
.
6. ความหลงใหลที่แท้จริงไม่ใช่พลุที่จุดขึ้นแล้วดับ แต่เป็นเข็มทิศที่ค่อยๆ ปรับให้แม่นยำ
.
นักศึกษาคนหนึ่งจาก Wharton เข้ามาบอก Duckworth ว่าตัวเองทำงานหนักจนนอนไม่หลับหลายคืนเพื่อระดมทุนสตาร์ตอัป Duckworth ตอบไปว่าถ้าอีกหนึ่งหรือสองปีเขายังทำสิ่งนี้อยู่ด้วยพลังเท่าเดิม ค่อยส่งอีเมลมาแล้วเธอจะพูดเรื่อง Grit ของเขาให้ฟัง เพราะ Grit ไม่ได้วัดที่ความเข้มข้นชั่วครู่ แต่วัดที่ความอึดยาวนาน
.
Jeffrey Gettleman ผู้สื่อข่าวรางวัล Pulitzer ของ New York Times ประจำแอฟริกาตะวันออก ค้นพบความหลงใหลของตัวเองในวัย 18 ปีตอนไปเที่ยวแอฟริกาช่วงปิดเทอม จากนั้นเขาใช้เวลาเกือบสิบปีไต่ขั้นบันไดอาชีพจากหนังสือพิมพ์นักศึกษา ฝึกงานที่หนังสือพิมพ์เล็กๆ ใน Wisconsin ก่อนจะมาถึง St. Petersburg Times, Los Angeles Times, และในที่สุด New York Times
.
Duckworth เปรียบเทียบว่าความหลงใหลของ Gettleman ไม่ใช่พลุที่ปะทุแล้วดับลง หากเป็นเข็มทิศที่ค่อยๆ ปรับและประดิษฐ์ขึ้นทีละน้อย จนนำทางเขาไปสู่จุดที่ต้องการในที่สุด
.
.
7. คนที่มี Grit มักจัดลำดับเป้าหมายให้ทุกอย่างเชื่อมโยงสู่เป้าหมายสูงสุดเพียงหนึ่งเดียว
.
Pete Carroll โค้ชทีมอเมริกันฟุตบอล Seattle Seahawks เคยถามคำถามที่กระแทกใจว่า "คุณมีปรัชญาชีวิตหรือไม่" Duckworth อธิบายเรื่องนี้ด้วยภาพลำดับชั้นของเป้าหมาย ที่ฐานคือเป้าหมายเฉพาะหน้าในแต่ละวัน เช่น ออกจากบ้านให้ทันแปดโมง โทรคืนหุ้นส่วน เขียนอีเมลให้เสร็จ ขณะที่ระดับกลางคือเป้าหมายที่นามธรรมขึ้น ส่วนสุดยอดคือเป้าหมายปลายทางที่เป็นจุดหมายในตัวเอง
.
Tom Seaver นักเบสบอลในหอเกียรติยศของ MLB เคยบอกว่าการขว้างบอลกำหนดทุกสิ่งในชีวิตเขา ตั้งแต่กินอะไร นอนเมื่อไหร่ ทำอะไรเวลาตื่น แม้จะลงไปฟลอริดาเขาก็ไม่ยอมอาบแดดเพราะกลัวผิวไหม้แล้วขว้างไม่ได้ เขาเตือนตัวเองให้ลูบหมาด้วยมือซ้ายและโยนฟืนเข้ากองไฟด้วยมือซ้าย ในฤดูหนาวเขากินคอตเทจชีสแทนคุกกี้เพื่อรักษาน้ำหนัก
.
สำหรับคนทั่วไปชีวิตแบบนี้อาจดูทรหดน่าเบื่อ แต่ Seaver บอกว่าการขว้างคือสิ่งที่ทำให้เขาเป็นสุข Warren Buffett เคยให้กฎสามข้อแก่นักบินของเขาว่า เขียนเป้าหมายอาชีพ 25 ข้อ เลือกห้าข้อสำคัญที่สุด แล้วหลีกเลี่ยงอีกยี่สิบข้อที่เหลือให้สุดความสามารถ เพราะมันคือสิ่งที่ดูดเวลาและพลังงานไปจากเป้าหมายแท้
.
.
8. Grit ไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิดและล็อกตายตัว แต่เปลี่ยนแปลงและเติบโตได้
.
หลายคนเข้าใจผิดว่า Grit เป็นเรื่องของยีน หรือเป็นบุคลิกที่ติดมาแต่กำเนิด งานวิจัยจากฝาแฝดที่ลอนดอนกว่าสองพันคู่ชี้ว่าความเพียรมีองค์ประกอบทางพันธุกรรมราว 37 เปอร์เซ็นต์ ส่วนความหลงใหล 20 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือล้วนเกิดจากประสบการณ์และสิ่งแวดล้อม
.
Duckworth ยกตัวอย่าง Flynn Effect ที่แสดงว่าคะแนน IQ เฉลี่ยของคนทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 15 จุดในห้าสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ยีนของมนุษย์จะเปลี่ยนเร็วขนาดนั้น สภาพแวดล้อมต่างหากที่เปลี่ยน
.
เมื่อเรามองว่า Grit เปลี่ยนได้ คำถามจึงเลื่อนจาก "ฉันมี Grit ติดตัวหรือเปล่า" ไปสู่ "ฉันจะปลูก Grit ในตัวเองได้อย่างไร" คำตอบของเธอประกอบด้วยสี่เสาหลัก คือ ความสนใจ การฝึกฝน เป้าหมาย และความหวัง ที่จะค่อยๆ บ่มเพาะขึ้นในลำดับนั้นตลอดชีวิต
.
.
9. ความสนใจไม่ได้เกิดจากการนั่งทบทวนตัวเอง แต่เกิดจากการลงไปสัมผัสโลก
.
Jeff Bezos เคยบอกว่าความผิดพลาดอย่างหนึ่งที่คนทำกันมากคือพยายามบังคับให้ตัวเองสนใจอะไรบางอย่าง Duckworth ชี้ว่าความสนใจถูกจุดติดด้วยการปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก ไม่ใช่การมองเข้าไปในใจตัวเอง คุณจะรู้ว่าชอบอะไรก็ต่อเมื่อได้ลองทำสิ่งนั้นจริงๆ
.
Will Shortz บรรณาธิการเกมไขปริศนาอักษรไขว้ของ New York Times ค่อยๆ ค้นพบความรักของตัวเองจากการแก้ปริศนาในวัยเด็ก Mike Hopkins นักบินอวกาศของ NASA เริ่มสนใจการบินอวกาศจากการดูจรวดยิงขึ้นทางโทรทัศน์ในช่วงมัธยมปลาย Marc Vetri เชฟชื่อดังที่ตอนเรียนได้แต่เกรด C เริ่มสนุกกับการทำอาหารตอนช่วยคุณยายชาวซิซิเลียนทำมีตบอลที่บ้านในช่วงบ่ายวันอาทิตย์
.
คนเหล่านี้ไม่ได้นั่งทำสมาธิแล้วค้นพบว่าตัวเองรักอะไร พวกเขาสะดุดเจอความสนใจขณะใช้ชีวิต และค่อยๆ ป้อนน้ำใส่ปุ๋ยให้ความสนใจนั้นเติบโตขึ้นเป็นความหลงใหลในที่สุด
.
.
10. ก่อนการทำงานหนักคือการเล่น มือใหม่ที่ยังไม่รู้จักตัวเองต้องการพื้นที่ให้สำรวจ
.
Amy Chua หรือที่รู้จักในนาม Tiger Mom เคยพูดว่าแค่รักสิ่งไหนไม่ได้แปลว่าจะเก่งในสิ่งนั้น คนส่วนมากห่วยในสิ่งที่ตัวเองรัก แต่ Duckworth ขยายความว่าคนเรายิ่งห่วยกว่าในสิ่งที่ตัวเองไม่รัก เธอจึงเตือนพ่อแม่ว่าก่อนการฝึกซ้อมอย่างมีวินัยคือการเล่น เด็กที่ยังหาความสนใจของตัวเองไม่เจอต้องการเวลาเหลวไหล ทดลอง และสนุกก่อน ไม่ใช่ถูกอัดด้วยตารางเข้มงวด
.
นักจิตวิทยา Benjamin Bloom สัมภาษณ์ 120 คนที่ก้าวสู่ระดับโลกในด้านกีฬา ศิลปะ และวิทยาศาสตร์ พบว่าครูที่ดีที่สุดในช่วง "early years" คือครูที่ใจดี อบอุ่น และทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก เด็กที่พ่อแม่ปล่อยให้เลือกเองว่าจะชอบอะไรมีโอกาสพัฒนาความสนใจไปเป็นความหลงใหลในระยะยาวมากกว่า
.
ในทางตรงข้าม Jean Côté นักจิตวิทยาด้านกีฬาพบว่านักกีฬาอาชีพที่ตอนเด็กได้ลองหลายกีฬาก่อนเลือกหนึ่งกีฬาที่ลึก กลายเป็นคนที่ไปได้ไกลกว่าและบาดเจ็บน้อยกว่าเด็กที่ถูกบังคับให้เชี่ยวชาญเร็วเกินไป
.
.
11. ผู้เชี่ยวชาญฝึกซ้อมต่างจากคนทั่วไป พวกเขาทำสิ่งที่เรียกว่า Deliberate Practice
.
Anders Ericsson นักจิตวิทยาผู้ศึกษาผู้เชี่ยวชาญระดับโลก สอน Duckworth ว่าสิ่งที่แยกผู้เชี่ยวชาญออกจากคนทั่วไปไม่ใช่จำนวนชั่วโมงเพียงอย่างเดียว แต่คือคุณภาพของชั่วโมงเหล่านั้น Duckworth เล่าว่าตัวเองวิ่งจ๊อกกิ้งวันละชั่วโมงตั้งแต่อายุ 18 ปี แต่ความเร็วก็ไม่เคยพัฒนา เพราะเธอไม่มีเป้าหมายเฉพาะ ไม่จดบันทึก ไม่มีโค้ช และระหว่างวิ่งก็ฟังวิทยุไปเรื่อย
.
Deliberate Practice มีลักษณะสี่ประการ หนึ่งคือกำหนดเป้าหมายเฉพาะที่ท้าทายเกินทักษะปัจจุบัน สองคือทุ่มความสนใจเต็มที่ในการพยายามไปให้ถึงเป้าหมายนั้น สามคือรับ feedback ทันทีและตรงไปตรงมา และสี่คือทำซ้ำพร้อมการปรับปรุงจนกว่าทักษะที่เคยทำไม่ได้จะกลายเป็นเรื่องอัตโนมัติ
.
Rowdy Gaines นักว่ายน้ำเหรียญทองโอลิมปิกเล่าว่าทุกครั้งที่ฝึกซ้อม เขาจะพยายามชนะเวลาของตัวเองเมื่อวานนิดหนึ่งเสมอ Martha Graham นักเต้นในตำนานเคยกล่าวว่าการเป็นนักเต้นที่สุกงอมต้องใช้เวลาประมาณสิบปี และผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกใช้เวลาประมาณหมื่นชั่วโมงในการเข้าถึงระดับชั้นยอด
.
.
12. ความเชี่ยวชาญที่แท้จริงต้องเปลี่ยนความล้มเหลวจากศัตรูให้กลายเป็นข้อมูล
.
Duckworth ศึกษาเด็กที่เข้าแข่งขัน National Spelling Bee และพบว่าเด็กที่ทำ Deliberate Practice (คือฝึกท่องจำคำยากๆ คนเดียวเงียบๆ พร้อมวิเคราะห์ที่มาของคำ) มีโอกาสไปไกลในการแข่งขันมากกว่าเด็กที่อ่านหนังสือทั่วไปหรือเล่นเกมสะกดคำกับเพื่อน ทั้งที่กิจกรรมแบบหลังสนุกกว่า และเด็กส่วนใหญ่บอกว่ารู้สึกว่าเก่งขึ้นมากกว่า ความรู้สึกที่ว่าฝึกแล้วเก่งขึ้นเลยทันที จึงไม่ใช่ตัววัดที่ดีว่าเรากำลังพัฒนาจริงหรือเปล่า
.
ในการสำรวจที่เธอทำกับผู้ใหญ่หลายพันคน ปรากฏว่าคนที่มี Grit สูงรายงานว่าตัวเองรู้สึก "flow" คือสภาวะลื่นไหลแบบที่ Mihaly Csikszentmihalyi อธิบายไว้บ่อยกว่าคนทั่วไปด้วย
.
Duckworth สรุปว่า Deliberate Practice คือพฤติกรรม ส่วน Flow คือประสบการณ์ คนเก่งทำ Deliberate Practice ในช่วงเวลาที่ทุกข์ทรมาน เพื่อให้เกิด Flow ในช่วงเวลาที่แสดงผลงานจริงต่อหน้าผู้ชม สิ่งหนึ่งที่เธอย้ำคือผู้เชี่ยวชาญระดับโลกสามารถทำ Deliberate Practice ได้สูงสุดประมาณวันละ 3-5 ชั่วโมงเท่านั้น แม้แต่ครั้งละชั่วโมงก็เพียงพอจะทำให้รู้สึกหมดแรงและต้องการพักผ่อน
.
.
13. ความสนใจส่วนตัวเพียงอย่างเดียวไม่พอที่จะหล่อเลี้ยงไฟตลอดชีวิต ต้องมีเป้าหมายที่ใหญ่กว่าตัวเอง
.
Duckworth ให้คำจำกัดความของ Purpose ว่าคือ "ความตั้งใจที่จะมีส่วนช่วยเหลือชีวิตของคนอื่น" เธอพบว่าเมื่อสัมภาษณ์คนที่มี Grit สูงและถามว่าทำไมถึงทำงานหนักขนาดนั้น คำตอบของพวกเขามักหมุนเข้าหาคนอื่นเสมอ บางคนพูดถึงลูกค้า ลูกศิษย์ ลูกของตัวเอง บางคนพูดถึงประเทศ วงการ ศาสตร์ที่ตัวเองทำ หรือสังคมโดยรวม
.
Alex Scott เด็กหญิงที่ป่วยเป็นมะเร็งตั้งแต่อายุหนึ่งขวบ ตั้งเป้าตั้งแต่อายุสี่ขวบว่าเมื่อออกจากโรงพยาบาลจะเปิดร้านขายน้ำมะนาวเพื่อนำเงินไปช่วยเด็กคนอื่น เธอจากไปตอนอายุแปดขวบ แต่มูลนิธิ Alex's Lemonade Stand ระดมเงินได้กว่าร้อยล้านดอลลาร์เพื่อการวิจัยมะเร็ง
.
Antonio Galloni นักวิจารณ์ไวน์ระดับโลก บอกว่าภารกิจของเขาคือ "ช่วยให้คนเข้าใจรสนิยมของลิ้นตัวเอง" เขาตื่นนอนทุกเช้าด้วยความรู้สึกว่ามี Purpose ทั้งที่งานของเขาไม่ใช่การผ่าตัดสมองหรือรักษามะเร็ง สิ่งสำคัญคือเมื่อความสนใจกับ Purpose มาบรรจบกัน คนเราจะมีพลังทรหดที่ไม่มีอะไรหยุดได้
.
.
14. ความหวังของคนที่มี Grit คือความเชื่อว่าความพยายามของฉันจะทำให้พรุ่งนี้ดีขึ้น
.
Duckworth แยกความหวังออกเป็นสองชนิด ชนิดแรกคือความหวังแบบรอคอย คือเชื่อว่าพรุ่งนี้จะดีขึ้นเอง โดยมีจักรวาลเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนความหวังของคนที่มี Grit คือความเชื่อว่าความพยายามของเราเองจะเปลี่ยนอนาคต ภาษิตญี่ปุ่นที่ว่า "ล้มเจ็ดครั้ง ลุกแปดครั้ง" คือใจกลางของเรื่องนี้
.
การทดลองที่โด่งดังของ Martin Seligman และ Steve Maier ในปี ค.ศ. 1964 แสดงให้เห็นว่าความเจ็บปวดที่เราเชื่อว่าควบคุมไม่ได้ ทำให้สัตว์เกิดอาการ "Learned Helplessness" คือยอมแพ้ทั้งที่ทางออกอยู่ใกล้แค่เอื้อม
.
Duckworth เล่าว่าตอนปีหนึ่งที่ Harvard เธอสอบวิชา neurobiology ล้มเหลวสองครั้งติด ผู้ช่วยอาจารย์แนะนำให้ถอนวิชา แต่เธอกลับเดินไปสำนักทะเบียนเพื่อยืนยันว่าจะเรียนต่อและจะเลือกเอกสาขานี้ด้วย ในท้ายภาคเรียนเธอได้เกรด B ซึ่งเป็นเกรดที่เธอภูมิใจที่สุดในชีวิต ความหวังแบบนี้คือสิ่งที่แตกต่างจากการรอให้ฟ้าฝนเป็นใจ
.
.
15. Growth Mindset คือเชื้อเพลิงของ Grit ในระยะยาว
.
Carol Dweck นักจิตวิทยาจาก Stanford ค้นพบว่าคนเราถือทฤษฎีส่วนตัวเกี่ยวกับว่าโลกใบนี้ทำงานอย่างไร บางคนเชื่อว่าสติปัญญาเป็นเรื่องตายตัว เปลี่ยนแปลงไม่ได้ บางคนเชื่อว่าสามารถพัฒนาได้หากได้รับโอกาส การสนับสนุน และความพยายามที่เพียงพอ คนที่ถือมุมมองแบบหลังนี้เรียกว่ามี Growth Mindset และเป็นคนที่จะรับมือกับความล้มเหลวได้ดีกว่ามาก
.
Dweck ทำการทดลองกับเด็กกลุ่มหนึ่งที่ถูกครูและที่ปรึกษามองว่า "ช่วยไม่ได้" เธอแบ่งเด็กเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกได้รับคำชมเมื่อทำโจทย์ได้ ไม่ว่าจะทำได้กี่ข้อ ส่วนกลุ่มที่สองถูกบอกว่า "ควรพยายามให้มากกว่านี้" เมื่อทำได้ไม่ถึงเกณฑ์
.
ผลปรากฏว่าเด็กกลุ่มแรกยังคงยอมแพ้ง่ายเมื่อเจอโจทย์ยาก ขณะที่เด็กกลุ่มที่สองพยายามหนักขึ้นเมื่อเจออุปสรรค โรงเรียน KIPP จึงสอนครูให้ใช้คำพูดที่บ่งบอกว่าทุกอย่างพัฒนาได้ แทนการชมว่า "เก่งโดยธรรมชาติ" เพราะการชมแบบหลังบ่มเพาะ Fixed Mindset ที่จะทำลายเด็กในวันที่ชีวิตเริ่มไม่เป็นไปตามใจ
.
.
16. พ่อแม่ที่ทั้งสนับสนุนและเรียกร้องสูง ผลิตเด็กที่มี Grit ได้ดีกว่าแบบอื่น
.
หลายคนเข้าใจผิดว่าจะต้องเลือกระหว่างพ่อแม่ที่อ่อนโยนกับพ่อแม่ที่เข้มงวด แต่ Duckworth ชี้ว่าทั้งสองด้านนี้ไม่ใช่คู่ตรงข้าม Steve Young ควอเตอร์แบ็กรางวัล Super Bowl MVP เคยขออนุญาตพ่อจะกลับบ้านเพราะที่ BYU เขาเป็นแค่ตัวสำรองอันดับแปด พ่อตอบว่า "ลูกเลิกได้ แต่จะกลับบ้านไม่ได้ เพราะพ่อจะไม่อยู่กับคนที่ยอมแพ้"
.
Young เลยอยู่ต่อ ฝึกขว้างบอลใส่ตาข่ายกว่าหมื่นครั้งในสองเดือนระหว่างมกราคมถึงกุมภาพันธ์ จนสุดท้ายกลายเป็นควอเตอร์แบ็กตัวจริงและได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของประเทศ
.
ในทางตรงกันข้าม Francesca Martinez นักแสดงตลกชาวอังกฤษที่เป็น cerebral palsy ได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่ที่อนุญาตให้เธอลาออกจากโรงเรียนตอนอายุ 16 เพื่อไล่ตามฝันด้านการแสดง พ่อของเธอบอกว่า "ไปไล่ตามฝันของลูก ถ้าไม่สำเร็จค่อยกลับมาประเมินใหม่"
.
ทั้งสองครอบครัวดูเหมือนต่างขั้วกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือพ่อแม่ของพวกเขาสนับสนุนลูกอย่างจริงใจในเรื่องที่ลูกหลงใหล และเข้มงวดในเรื่องของวินัย ครอบครัวที่นักวิจัยเรียกว่าเป็น "wise parents" คือครอบครัวที่อยู่ในจตุภาคของทั้งความรักความเข้าใจและการเรียกร้องมาตรฐานสูง
.
.
17. กิจกรรมนอกหลักสูตรที่ทำต่อเนื่องสองปีขึ้นไปคือสนามจริงของการฝึก Grit
.
Duckworth เล่าเหตุการณ์ที่ Lucy ลูกสาวของเธอวัยสี่ขวบยอมแพ้ต่อกล่องลูกเกดที่เปิดไม่ออก เธอตกใจกลัวว่าลูกจะกลายเป็นคนล้มเลิกง่าย จึงพาไปลงเรียนบัลเลต์ใกล้บ้าน เพราะเชื่อว่ากิจกรรมนอกห้องเรียนที่มีโค้ชหรือครูเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ใช่พ่อแม่ คือสนามฝึกที่ออกแบบมาเพื่อบ่มเพาะความสนใจ การฝึกฝน เป้าหมาย และความหวัง
.
Margo Gardner นักจิตวิทยาที่ Columbia ติดตามวัยรุ่นอเมริกัน 11,000 คนจนถึงอายุ 26 ปี พบว่าเด็กที่ทำกิจกรรมนอกหลักสูตรต่อเนื่องสองปีขึ้นไปมีโอกาสจบมหาวิทยาลัยและเป็นอาสาสมัครในชุมชนมากกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด
.
งานวิจัยของ Warren Willingham ที่ ETS ใช้สิ่งที่เรียกว่า "follow-through" หรือการทำต่อเนื่องในกิจกรรมนอกห้องเรียนเป็นตัวทำนายความสำเร็จในวัยผู้ใหญ่ ได้แม่นยำกว่าคะแนนสอบและเกรดเฉลี่ย
.
Bill Fitzsimmons ผู้อำนวยการฝ่ายรับสมัคร Harvard ยืนยันว่าทางมหาวิทยาลัยให้น้ำหนักกับเรื่องนี้มาก เพราะ "เรื่องราวของการทุ่มเทกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานานบอกอะไรเกี่ยวกับเด็กคนนั้นมากกว่าตัวเลขใดๆ"
.
.
18. กฎ Hard Thing ของบ้าน Duckworth แบ่งวินัยกับเสรีภาพอย่างชาญฉลาด
.
ในครอบครัว Duckworth ทุกคนรวมทั้งพ่อแม่ต้องทำ "Hard Thing" คือสิ่งที่ต้องฝึกซ้อมแบบ Deliberate Practice ทุกวัน เธอเลือกงานวิจัยจิตวิทยาและโยคะ สามีของเธอเลือกพัฒนาตัวเองในฐานะผู้พัฒนาอสังหาฯ และการวิ่ง ลูกสาวคนโตเลือกเปียโน ลูกคนเล็กลองหลายอย่างจนสุดท้ายลงตัวที่วิโอลา
.
กฎข้อนี้มีสามส่วน ส่วนแรกคือทุกคนต้องทำสิ่งยากของตัวเอง ส่วนที่สองคือสามารถเลิกได้ แต่ห้ามเลิกกลางคันในวันที่แย่ ต้องรอจนถึงจุดสิ้นสุดตามธรรมชาติ เช่น จบฤดูกาล จบเทอม หรือจบสัญญา ส่วนที่สามคือเด็กเป็นคนเลือกเองว่าจะทำอะไร พ่อแม่จะไม่บังคับ และเมื่อเข้ามัธยมปลายจะเพิ่มกฎข้อสี่ คือต้องมุ่งมั่นกับกิจกรรมหนึ่งอย่างน้อยสองปี
.
กฎเหล่านี้ดูเหมือนเข้มงวด แต่อันที่จริงคือการสอนให้เด็กเข้าใจว่าทุกอย่างมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก และการอยู่กับมันให้ครบรอบหนึ่งคือบทเรียนสำคัญในการใช้ชีวิต
.
.
19. ถ้าอยากมี Grit มากขึ้น ให้หาวัฒนธรรมที่มี Grit แล้วเข้าไปอยู่ในนั้น
.
Duckworth สังเกตว่าวัฒนธรรมที่เราเลือกอยู่ส่งผลต่อตัวตนของเรามากกว่าที่คิด เธอชี้ให้เห็นว่าทั้งทีม Seattle Seahawks ของ Pete Carroll โรงเรียน KIPP โรงเรียนนายร้อย West Point และบริษัทอย่าง DuPont ล้วนเป็นวัฒนธรรมในความหมายเดียวกัน คือกลุ่มคนที่มีฉันทามติร่วมกันว่า "พวกเรา ทำอะไร อย่างไร และเพราะอะไร"
.
เมื่อเราเข้าไปอยู่ในวัฒนธรรม เราไม่ได้เป็นแค่ "ผู้เล่นฟุตบอล" แต่กลายเป็น "Seahawk" เราไม่ได้เป็นแค่ "นักเรียน" แต่กลายเป็น "KIPPster"
.
ความเป็นสมาชิกของกลุ่มกลายเป็นคำนาม ไม่ใช่แค่คำคุณศัพท์หรือกริยา เมื่อเรารู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่มีค่านิยมแบบใด เราจะค่อยๆ ปรับพฤติกรรมและความเชื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มนั้น ดังนั้นถ้าใครอยากเป็นคนที่มี Grit มากขึ้น ทางลัดที่ใช้ได้คือเข้าไปอยู่ในกลุ่มคนที่มี Grit และเรียนรู้ค่านิยมของพวกเขาให้ลึกพอจนกลายเป็นตัวตนใหม่ของเราเอง
.
.
20. Grit ไม่ใช่ทุกสิ่ง แต่ใครก็ตามที่อยากใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพต้องมี
.
ในตอนปิดเล่ม Duckworth ยอมรับตรงไปตรงมาว่า Grit ไม่ใช่คุณธรรมเดียวที่สำคัญ และไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดของชีวิต ลูกของเธอเองเธอก็อยากให้เป็นคนดีก่อนเก่ง เธอชี้ให้เห็นสามมิติของบุคลิกภาพ
.
มิติแรกคือ Intrapersonal ได้แก่ Grit และการควบคุมตัวเอง ซึ่ง David Brooks เรียกว่า "resume virtues" เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้งานและรักษางาน
.
มิติที่สองคือ Interpersonal ได้แก่ ความกตัญญู ปัญญาทางสังคม และการควบคุมอารมณ์ ซึ่ง Brooks เรียกว่า "eulogy virtues" เพราะเป็นสิ่งที่คนจะพูดถึงเราในวันงานศพ
.
และมิติที่สามคือ Intellectual ได้แก่ ความอยากรู้อยากเห็นและความกระตือรือร้นต่อโลกของความคิด
.
Ta-Nehisi Coates นักข่าวรางวัล MacArthur Fellowship ปี ค.ศ. 2015 เคยพูดว่า "การเขียนคือการล้มเหลว ครั้งแล้วครั้งเล่า" สิ่งที่เขาทำคือเห็นความน่าเกลียดของตัวเองบนหน้ากระดาษ ไปนอน ตื่นมาขัดเกลามันอีกวันแล้ววันเล่า จนสุดท้ายมันอาจกลายเป็น "ดี" ในวันใดวันหนึ่ง
.
Duckworth สรุปว่าถ้านิยามอัจฉริยะหมายถึงคนที่ทำสิ่งยิ่งใหญ่ได้โดยไม่ต้องพยายาม เธอก็ไม่ใช่อัจฉริยะ แต่ถ้านิยามใหม่ว่าอัจฉริยะคือคนที่ทำงานเพื่อความเป็นเลิศอย่างไม่หยุดยั้งด้วยทุกองค์ประกอบของชีวิต พ่อของเธอก็เป็นอัจฉริยะ ตัวเธอก็เป็น และถ้าคุณเต็มใจ คุณก็เป็นได้เช่นกัน
.
.
.
.
#SuccessStrategies

