48 กฎแห่งอำนาจ : ยี่สิบบทเรียนจากตำราที่อันตรายที่สุดเล่มหนึ่งของศตวรรษ
โรเบิร์ต กรีน นักเขียนชาวอเมริกันผู้ร่ำเรียนวรรณคดีคลาสสิก ตีพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งที่กลายเป็นทั้งคู่มือลับของผู้นำธุรกิจ นักการเมือง และคนทั่วไปที่อยากเข้าใจเกมแห่งอำนาจ หนังสือเล่มนั้นชื่อ The 48 Laws of Power
.
กรีนเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นจากการสนทนาในเมืองเวนิสกับ Joost Elffers ผู้ผลิตหนังสือ พวกเขามองว่ามนุษย์ยุคปัจจุบันแม้จะอยู่ในโลกที่ดูเหมือนอารยะ แต่เกมแห่งอำนาจที่เคยเล่นกันในราชสำนักยุคกลาง ในห้องของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 หรือในการต่อสู้ของจักรพรรดิจีน ก็ยังคงดำเนินอยู่อย่างเงียบงัน เพียงเปลี่ยนรูปแบบไปเล่นกันในออฟฟิศ ในวงสังคม ในเวทีการเมือง และในความสัมพันธ์ส่วนตัว
.
กรีนหยิบยกเรื่องราวจากประวัติศาสตร์กว่าสามพันปี จากซุนวูถึงทาเลย์ร็องด์ จากเอลิซาเบธที่ 1 ถึงพี.ที. บาร์นัม มาประกอบกฎแต่ละข้อ พร้อมเรื่องเล่าที่ตรงข้ามกัน เพื่อให้ผู้อ่านเห็นทั้งด้านที่สำเร็จและด้านที่ล้มเหลว
.
หนังสือเล่มนี้มีไว้สำหรับคนที่อยากเข้าใจว่าโลกแห่งความเป็นจริงทำงานอย่างไร เพราะตามที่กรีนเขียนไว้ในคำนำ การปฏิเสธว่าเกมแห่งอำนาจไม่มีอยู่จริง คือกลยุทธ์หนึ่งของผู้เล่นที่แยบยลที่สุด ต่อไปนี้คือ 20 ข้อคิดที่ผมคัดเลือกมาจากกฎทั้ง 48 ข้อ
.
.
====================
.
1. เมื่อกำจัดศัตรู จงกำจัดให้สิ้นซาก
.
ใน 208 ปีก่อนคริสตกาล กษัตริย์แห่งแคว้นฉู่ส่งกองทัพสองทัพเข้าตีอาณาจักรฉิน
.
หนึ่งในนั้นนำโดยเซียงอวี่ ขุนพลร่างใหญ่ผู้สืบเชื้อสายชนชั้นสูง ดุดัน อารมณ์รุนแรง และเป็นนักรบบนหลังม้าที่ไม่มีใครเทียบได้
.
อีกทัพหนึ่งนำโดยหลิวปัง อดีตชาวบ้านลูกชาวนาที่ขึ้นชื่อเรื่องการดื่มเหล้าและไล่จีบสตรี ไม่ใช่นักรบที่เก่งกาจ แต่มีหูที่ดี ฟังคำที่ปรึกษา และเลือกใช้คนเป็น
.
ในระหว่างการรบยาวนาน เซียงอวี่จับหลิวปังได้ไม่ต่ำกว่าสามครั้ง แต่ละครั้งความรู้สึกผูกพันในฐานะที่เคยเป็นเพื่อนร่วมรบ และความหยิ่งของนักรบที่อยากเอาชนะคู่ต่อสู้แบบเปิดเผยมากกว่าใช้กลโกง ทำให้เซียงอวี่ไม่ลงดาบฟันคอหลิวปังในจังหวะที่ทำได้ ฟ่านเจิ้ง ที่ปรึกษาคนสนิท ตะโกนเตือนแล้วเตือนเล่าว่า "บดขยี้เขาเดี๋ยวนี้ ถ้าปล่อยไป ท่านจะเสียใจภายหลัง" แต่เซียงอวี่ก็ปล่อยไปทุกครั้ง
.
แล้ววันที่ฟ่านเจิ้งหวั่นเกรงก็มาถึง หลิวปังรวบรวมไพร่พลกลับมาตีเซียงอวี่จนแตกพ่าย หลังการสู้รบครั้งสุดท้ายที่ไกเซี่ย เซียงอวี่ถูกบีบให้หนีคนเดียวจนสุดทาง เมื่อเขาพบทหารเก่าของตนกลุ่มหนึ่ง เขาเอ่ยปากว่า "ข้าได้ยินว่าหลิวปังประกาศรางวัลทองพันชั่งและที่ดินหมื่นครัวเรือนให้คนที่นำหัวข้าไปถวาย พวกเจ้าจงรับรางวัลนั้นไปเถิด" แล้วเขาก็เชือดคอตัวเองตายตรงนั้น หลิวปังขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์ฮั่น ราชวงศ์ที่ครองจีนยาวนานสี่ร้อยปี ส่วนเซียงอวี่กลายเป็นบทเรียนคลาสสิกของผู้ที่มีโอกาสจะปิดเกม แต่ลังเลในจังหวะที่สำคัญที่สุด
.
#หลักการ: กรีนเสนอความจริงที่หลายคนไม่อยากยอมรับ ความปรานีต่อศัตรูที่พ่ายแพ้แล้วไม่ใช่คุณธรรม แต่คือการเลื่อนหายนะของตนเองไปวันข้างหน้า ศัตรูที่ยังหายใจอยู่ ยังมีพันธมิตร ยังมีความเจ็บแค้น และเหนือสิ่งอื่นใดคือยังมีเวลา การปล่อยให้เถ้าถ่านเหลือเชื้อแม้เพียงเล็กน้อย วันหนึ่งเชื้อนั้นจะลุกเป็นเปลวไฟที่เผาเราจนสิ้น กรีนไม่ได้เรียกร้องให้เราโหดร้ายโดยไม่จำเป็น แต่เรียกร้องให้เราตัดสินใจอย่างเด็ดขาดเมื่อต้องตัดสินใจ
.
การประนีประนอมครึ่งทาง การให้อภัยที่เกิดจากความอ่อนแอไม่ใช่จากตำแหน่งที่แข็งแกร่ง และการคิดว่าศัตรูจะเรียนรู้บทเรียนแล้วไม่กลับมาอีก เป็นความเข้าใจผิดที่ทำให้ผู้นำจำนวนนับไม่ถ้วนต้องล่มจมในประวัติศาสตร์ บทเรียนนี้ใช้ได้ทั้งในเรื่องการแข่งขันทางธุรกิจ การเมือง และความขัดแย้งส่วนตัว เมื่อตัดสินใจขจัดภัยคุกคามแล้ว ต้องขจัดให้หมดสิ้น ไม่ใช่เพราะความโกรธ แต่เพราะความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ผู้พ่ายแพ้
.
.
2. อย่าไว้ใจเพื่อนมากเกินไป จงเรียนรู้ที่จะใช้ศัตรู
.
ในศตวรรษที่ 9 จักรพรรดิไมเคิลที่ 3 แห่งไบแซนไทน์ ทรงโปรดปรานชายหนุ่มชาวมาซิโดเนียคนหนึ่งชื่อบาซิล ผู้เคยช่วยชีวิตพระองค์ในการล่าสัตว์ ไมเคิลยกบาซิลขึ้นจากความเป็นไพร่สามัญ ให้การศึกษา มอบความมั่งคั่ง แต่งงานให้กับน้องสาวของเมียน้อยตัวเอง และในที่สุดสถาปนาเป็นจักรพรรดิร่วม แต่ยิ่งบาซิลได้รับมากเท่าใด ความรู้สึกขุ่นเคืองในใจเขายิ่งโตขึ้นเท่านั้น เขาเริ่มมองว่าทุกสิ่งที่ได้มาเป็นสิทธิที่ตนคู่ควร ไม่ใช่ของขวัญที่จักรพรรดิประทาน คืนหนึ่งหลังงานเลี้ยง บาซิลสั่งให้คนของเขาบุกเข้าห้องบรรทมของไมเคิล สังหารพระองค์อย่างเลือดเย็น แล้วประกาศตนเป็นจักรพรรดิแต่เพียงผู้เดียว
.
#หลักการ: ความเข้าใจผิดที่อันตรายที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์คือการเชื่อว่าเพื่อนจะภักดีต่อเราเพียงเพราะเราเคยช่วยเหลือเขา กรีนชี้ว่าเพื่อนทรยศเราเร็วกว่าศัตรูด้วยเหตุผลที่ลึกซึ้ง เพื่อนเคยเห็นเราในวันที่อ่อนแอ เคยรับความช่วยเหลือจากเรา และเมื่อได้รับมากขึ้น เขามักไม่รู้สึกขอบคุณ แต่กลับรู้สึกว่ามันคือสิ่งที่ตนคู่ควร
.
ความใกล้ชิดทำให้เกิดการเปรียบเทียบ และการเปรียบเทียบในใจมนุษย์มักลงเอยที่ความอิจฉา ในทางตรงข้าม ศัตรูเก่าที่กลับมาเป็นพันธมิตรจะมีแรงจูงใจในการพิสูจน์ตน เขารู้ว่าตำแหน่งของตนเปราะบางและขึ้นอยู่กับการแสดงความภักดีให้เห็นชัดเจน กรีนไม่ได้บอกให้เราตัดเพื่อนทิ้ง แต่บอกให้แยกพื้นที่ของมิตรภาพออกจากพื้นที่ของอำนาจ การจ้างเพื่อนเข้ามาทำงานในตำแหน่งสำคัญ คือการทำลายทั้งมิตรภาพและตำแหน่งของตนเองในเวลาเดียวกัน
.
.
3. ซ่อนเจตนาของตนไว้
.
ออทโต ฟอน บิสมาร์ค ในวัยหนุ่ม เคยขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในสภาปรัสเซีย โจมตีพวกเสรีนิยมที่ต้องการทำสงครามกับออสเตรียอย่างรุนแรง น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความรักสันติและความจงรักภักดีต่อบัลลังก์ ทุกคนในที่ประชุมรวมถึงพระราชาเชื่อว่าบิสมาร์คคือพวกอนุรักษนิยมที่จะไม่ทำให้ปรัสเซียวุ่นวาย พระราชาทรงพอพระทัยและตั้งเขาเป็นรัฐมนตรี
.
ไม่กี่ปีต่อมาบิสมาร์คก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และคนแรกที่เขาทำสงครามด้วยคือออสเตรียนั่นเอง ปรากฏว่าเขาวางแผนสงครามมาตั้งแต่ก่อนกล่าวสุนทรพจน์ในวันนั้นเสียอีก สิ่งที่ดูเหมือนการประกาศจุดยืน แท้จริงเป็นเพียงม่านควันที่ปกปิดเป้าหมายระยะยาว
.
#หลักการ: มนุษย์ส่วนใหญ่อ่านเจตนาของผู้อื่นจากสิ่งที่ปรากฏบนผิว คำพูด สีหน้า ท่าทาง และเพราะเหตุนี้ ผู้ที่ครองเกมจึงเป็นผู้ที่รู้จักจัดวางผิวให้สอดคล้องกับเป้าหมายแท้จริงที่ซ่อนอยู่ใต้พื้น
.
การเผยไพ่ในมือเร็วเกินไปทำให้ฝ่ายตรงข้ามมีเวลาตั้งหลัก สร้างพันธมิตร และวางกับดักรอ ในขณะที่การปกปิดเจตนาที่ดีคือการให้เวลาเงียบของแผนได้เติบโตจนแข็งแรงพอจะลงมือ การปกปิดในความหมายของกรีนจึงไม่ใช่การเงียบ แต่คือการพูดและทำในสิ่งที่ทำให้คนรอบข้างคาดเดาไปคนละทิศ จนกระทั่งวันที่เราเปิดเผยตัว ทุกอย่างก็สายเกินกว่าจะแก้ไข
.
.
4. พูดน้อยกว่าที่จำเป็นเสมอ
.
ในราชสำนักของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทูตและขุนนางจากทั่วยุโรปต่างหวาดผวาการเข้าเฝ้าพระราชา เพราะหลุยส์มีลักษณะการพูดที่กลายเป็นตำนาน เมื่อมีคนเสนอแผนหรือขอความเห็น พระองค์มักทรงตอบเพียงสั้นๆ ว่า "ข้าจะพิจารณาดู" จากนั้นก็เงียบ ผู้พูดต้องเดินจากไปโดยไม่รู้ว่าพระองค์เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย พอใจหรือไม่พอใจ
.
ความคลุมเครือนี้บีบให้ทุกคนระมัดระวังตัวตลอดเวลา ไม่กล้าก้าวล่วงเส้นที่มองไม่เห็น และต้องเดาใจพระราชาด้วยตัวเอง ในทางตรงข้าม กรีนเล่าถึงคอเรียโอลานัส แม่ทัพโรมันผู้ยิ่งใหญ่ที่กลับเข้าเมืองอย่างวีรบุรุษ แต่เมื่อก้าวเข้าสู่เวทีการเมือง เขากลับพูดมาก เผยความคิดความรู้สึกทุกอย่างต่อสาธารณะ ดูหมิ่นประชาชน ปลุกความเกลียดชัง และในที่สุดถูกเนรเทศ
.
#หลักการ: คำพูดเป็นเหรียญที่ค่าผันแปรตามจำนวนที่หมุนเวียนในตลาด ยิ่งพูดมาก ค่ายิ่งตก ยิ่งเก็บไว้ใช้จังหวะสำคัญ น้ำหนักยิ่งทรงพลัง คนที่พูดน้อยให้คนรอบข้างต้องคิดต่อ ต้องตีความ ต้องเดาใจ และในกระบวนการนั้นเอง ผู้พูดน้อยก็กลายเป็นศูนย์กลางของความสนใจโดยไม่ต้องออกแรง
.
การพูดมากเปิดเผยจุดอ่อนของเราทุกประโยค เพราะทุกคำคือข้อมูลที่ฝ่ายตรงข้ามนำไปวิเคราะห์ และทุกความคิดเห็นคือจุดยืนที่ทำให้เราถูกโจมตีได้ง่ายขึ้น ความเงียบในบางจังหวะคืออำนาจในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด เพราะมันบีบให้อีกฝ่ายต้องเติมความหมายลงในที่ว่างด้วยตัวเอง
.
.
5. ชื่อเสียงคือศิลาฤกษ์ของอำนาจ ปกป้องมันด้วยชีวิต
.
ในปลายยุคสามก๊กของจีน จูกัดเหลียงเดินทางไปประจำการที่เมืองเล็กแห่งหนึ่งพร้อมทหารคุ้มกันเพียงน้อยนิด เมื่อกองทัพของซือหม่าอี้ยกพลห้าหมื่นนายเข้ามาประชิด
.
สิ่งที่จูกัดเหลียงทำคือสั่งให้เปิดประตูเมืองทั้งหมด ให้ทหารแต่งกายเป็นชาวบ้านกวาดถนน ส่วนตัวเขาเองนั่งดีดพิณบนกำแพงเมืองอย่างผ่อนคลาย ซือหม่าอี้เมื่อเห็นภาพนี้สั่งถอยทัพทันที เพราะชื่อเสียงของจูกัดเหลียงในเรื่องกับดักและเล่ห์เหลี่ยมทำให้เขาเชื่อว่าต้องมีสิ่งร้ายแรงซ่อนอยู่ ชื่อเสียงเพียงอย่างเดียวเอาชนะกองทัพห้าหมื่นนายได้โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อแม้แต่หยดเดียว
.
#หลักการ: กรีนยกชื่อเสียงให้เป็นสมบัติที่มีค่าที่สุดของผู้แสวงอำนาจ เพราะมันคือสิ่งที่เดินทางไปถึงผู้คนก่อนตัวเรา ก่อนที่เราจะเข้าห้องประชุม ก่อนที่เราจะพูดประโยคแรก ชื่อเสียงของเราได้ตัดสินผลลัพธ์ไปครึ่งหนึ่งแล้ว
.
การสร้างชื่อเสียงต้องใช้เวลายาวนานและความสม่ำเสมอ แต่การทำลายมันใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ผู้ฉลาดจะเลือกสร้างชื่อเสียงในด้านที่โดดเด่นเพียงด้านเดียว ไม่ว่าจะเป็นความเด็ดขาด ความซื่อสัตย์ ความเฉลียวฉลาด หรือความน่าเกรงขาม แล้วป้องกันมันด้วยทุกวิถีทาง เมื่อมีคนพยายามใส่ร้ายหรือทำลายชื่อเสียงของเรา การนิ่งเฉยคือความผิดพลาด เพราะคำกล่าวหาที่ไม่มีการโต้แย้งจะค่อยๆ กลายเป็นความจริงในความรู้สึกของคนทั่วไป
.
.
6. ให้ผู้อื่นเดินเข้ามาหา หากจำเป็นจงใช้เหยื่อล่อ
.
เฮนรี คิสซิงเจอร์ ที่ปรึกษาความมั่นคงของประธานาธิบดีนิกสัน ในต้นทศวรรษ 1970 ต้องการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ระดับเปลี่ยนสมดุลโลก แต่เขาไม่ได้บินตรงไปปักกิ่ง ไม่ส่งสัญญาณว่าฝ่ายอเมริกากระตือรือร้น เขากลับใช้ปากีสถานเป็นช่องทางลับ ส่งสัญญาณอ่อนๆ ผ่านการทูตหลังบ้าน และจัดวางสถานการณ์ให้ฝ่ายจีนเป็นผู้เชื้อเชิญ
.
เมื่อในที่สุดคิสซิงเจอร์เดินทางไปปักกิ่งในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1971 เขาเดินทางไปในฐานะแขกที่ได้รับเชิญ มีอำนาจต่อรองในมือ และเป็นผู้กำหนดวาระการสนทนา ในขณะที่หากเขาบินไปก่อนโดยไม่ผ่านขั้นตอนนี้ เขาคงเป็นผู้ขอ และเป็นผู้เสียเปรียบในทุกการเจรจา
.
#หลักการ: ผู้ที่กระตือรือร้น ผู้ที่เดินตามล่าโอกาส ผู้ที่แสดงว่าตนต้องการสิ่งใดอย่างชัดเจน คือผู้ที่อยู่ในตำแหน่งเสียเปรียบเสมอ เพราะเขาได้บอกฝ่ายตรงข้ามแล้วว่าตนยอมจ่ายอะไรเพื่อให้ได้สิ่งนั้น ในทางตรงข้าม คนที่ทำให้ผู้อื่นเดินเข้ามาหาตน คือคนที่กำหนดราคา กำหนดเงื่อนไข และกำหนดจังหวะ
.
ซุนวูเขียนไว้ว่านายพลที่ดีเลือกสนามรบให้ข้าศึกเข้ามาในภูมิประเทศที่ตนได้เปรียบ ไม่ใช่วิ่งตามข้าศึกไปในที่ที่ตนเสียเปรียบ หลักการนี้ใช้ได้ตั้งแต่การเจรจาธุรกิจไปจนถึงเรื่องความรัก คนที่ดูเฉยและสง่างาม มักดึงดูดความสนใจมากกว่าคนที่เร่งเร้าและเปิดเผยความต้องการ
.
.
7. ใช้แรงงานของผู้อื่น แต่ยึดเครดิตเป็นของตน
.
นิโคลา เทสลา นักประดิษฐ์อัจฉริยะแห่งศตวรรษที่ 19 ทำงานหามรุ่งหามค่ำพัฒนาเทคโนโลยีไฟฟ้ากระแสสลับ ทอมัส เอดิสันใช้แรงงานของเทสลาในช่วงที่เทสลาเพิ่งมาถึงอเมริกา ภายหลังจอร์จ เวสติงเฮาส์เป็นผู้ซื้อสิทธิบัตรและทำให้เทคโนโลยีนี้แพร่หลายทั่วโลก
.
ในประวัติศาสตร์เราจดจำเอดิสันและเวสติงเฮาส์ในฐานะผู้ที่นำไฟฟ้ามาสู่บ้านเรือนของผู้คน แต่เทสลาผู้คิดค้นกลับตายอย่างเดียวดายและยากจนในห้องเล็กๆ ของโรงแรมในนิวยอร์ก โดยมีเพียงนกพิราบเป็นเพื่อน
.
#หลักการ: บทเรียนข้อนี้อาจขัดกับศีลธรรมในใจของหลายคน แต่กรีนเปิดเผยกลไกของอำนาจที่ทำงานอยู่ในโลกจริง ผู้ที่มีอำนาจไม่ใช่ผู้ที่ทำงานหนักที่สุด แต่คือผู้ที่รู้จักใช้ความสามารถของคนอื่นเป็นเครื่องมือ และผู้ที่ปรากฏชื่อในจุดที่ผู้คนจดจำ เวลาเป็นทรัพยากรที่จำกัดที่สุดของมนุษย์ คนที่ใช้เวลาของผู้อื่นได้คือคนที่มีเวลามากกว่าคนอื่น และคนที่มีเวลามากกว่ามักได้รับชัยชนะในระยะยาว
.
สิ่งสำคัญคือการเลือกใช้คนเก่งโดยที่เขายังรู้สึกว่าได้รับเกียรติ ไม่ใช่การขโมยอย่างหน้าด้านจนเป็นที่รู้กัน ผู้ที่เข้าใจกฎนี้จะสร้างเครือข่ายของผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานให้ตนทั้งวันทั้งคืน ในขณะที่ผู้ที่พยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเองจะหมดเรี่ยวแรงก่อนจะถึงเส้นชัย
.
.
8. หลีกห่างจากคนที่ไม่มีความสุขและโชคร้าย
.
ลอร์ดไบรอน กวีผู้ยิ่งใหญ่แห่งอังกฤษ ในวัยหนุ่มเคยมีความสัมพันธ์กับเลดีคาโรไลน์ แลมบ์ หญิงสาวจากตระกูลขุนนางที่มีบุคลิกอ่อนไหวเกินปกติและชอบสร้างเรื่องดราม่า ความสัมพันธ์นี้ดึงไบรอนเข้าไปพัวพันกับเรื่องอื้อฉาวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
.
เลดีคาโรไลน์ตามตื๊อ บุกเข้าบ้านไบรอนในชุดเด็กรับใช้ ส่งจดหมายเลือดของตัวเอง สร้างฉากต่อสาธารณะ จนในที่สุดความวุ่นวายลามไปจนไบรอนต้องลี้ภัยออกจากอังกฤษและไม่ได้กลับมาอีกตลอดชีวิต กรีนชี้ว่าเขาไม่ได้สูญเสียเพราะความผิดของตัวเอง แต่เพราะปล่อยให้ความวุ่นวายของคนอื่นไหลเข้ามาในชีวิต
.
#หลักการ: อารมณ์ของมนุษย์แพร่กระจายเหมือนเชื้อโรค เมื่อเราใช้เวลามากพอกับคนที่จมอยู่ในความทุกข์ ความวิตก ความสิ้นหวัง พลังเหล่านั้นจะค่อยๆ ซึมเข้าสู่ความคิดและการตัดสินใจของเราโดยไม่รู้ตัว
.
คนที่โชคร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่ามักไม่ได้โชคร้ายโดยบังเอิญ พฤติกรรม นิสัย และวิธีคิดของเขาเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดเหตุการณ์ลบเข้ามาตลอด เมื่อเขาเข้ามาในวงโคจรของเรา ความซวยนั้นจะเริ่มปรากฏในชีวิตเราด้วย เราอาจเชื่อว่าตนเข้มแข็งพอจะช่วยเขาขึ้นมาจากหลุม แต่ในความเป็นจริง คนในหลุมมักดึงผู้ช่วยลงไปอยู่ด้วยกัน บทเรียนนี้ไม่ได้สอนให้เราเย็นชา แต่สอนให้เราเลือกคนรอบข้างอย่างระมัดระวัง เพราะคุณภาพชีวิตของเราขึ้นอยู่กับคุณภาพของวงจรสังคมโดยตรง
.
.
9. ทำให้คนอื่นต้องพึ่งพา
.
พระคาร์ดินัลริชลิเยอ เสนาบดีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 แห่งฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 17 มีระบบทำงานที่แยบยลอย่างยิ่ง เขาจัดการเรื่องการเมืองและการทูตของยุโรปทั้งทวีปไว้ในสมองของตัวเขาคนเดียว เครือข่ายสายลับ ความสัมพันธ์กับขุนนางต่างชาติ การจัดสรรงบประมาณกองทัพ ทุกอย่างไหลผ่านมือเขา
.
พระเจ้าหลุยส์ที่ 13 แม้จะไม่ทรงโปรดริชลิเยอเป็นการส่วนตัวเลย แต่ก็ปลดเขาไม่ได้ตลอดสองทศวรรษ เพราะหากไม่มีริชลิเยอ ระบบราชการและกองทัพฝรั่งเศสจะหยุดทำงานในชั่วข้ามคืน ความเป็นที่ขาดไม่ได้กลายเป็นเกราะกำบังที่แข็งแกร่งกว่าทรัพย์สมบัติใดๆ
.
#หลักการ: อำนาจที่ยั่งยืนไม่ได้มาจากตำแหน่ง เพราะตำแหน่งถูกถอดถอนได้ ไม่ได้มาจากทรัพย์สมบัติ เพราะทรัพย์สมบัติถูกยึดได้ แต่มาจากการที่คนรอบข้างต้องพึ่งพาเราในเรื่องที่สำคัญและทดแทนได้ยาก
.
ผู้ที่ฝึกตนให้เป็นคนที่ไม่มีใครแทนได้ จะอยู่ในตำแหน่งที่มั่นคงเสมอ ไม่ว่าจะเป็นความรู้เฉพาะทาง เครือข่ายความสัมพันธ์ที่ผูกขาด หรือทักษะที่หาคนทำได้ยาก สิ่งที่หลายคนคิดว่าเป็นภาระคือการที่คนอื่นต้องพึ่งพาตัวเอง แท้จริงแล้วคือทรัพยากรทางอำนาจที่ทรงค่าที่สุด การทำให้ตัวเองสามารถถูกแทนได้ง่าย เช่น การเขียนคู่มือทุกอย่างให้ใครก็ทำต่อได้ การฝึกลูกน้องให้รู้ทุกเรื่องเหมือนตน หรือการเปิดเผยความรู้ทั้งหมดต่อสาธารณะ คือการทำลายฐานอำนาจของตนเองโดยไม่รู้ตัว
.
.
10. เมื่อขอความช่วยเหลือ จงดึงผลประโยชน์ของอีกฝ่าย อย่าวิงวอนความเมตตา
.
กรีนเล่าเรื่องของชายสองคนที่ต้องขอความช่วยเหลือจากคนเดียวกัน คนแรกเข้าไปเตือนความจำว่า "ท่านจำได้ไหม ผมเคยช่วยท่านในวันที่ท่านลำบาก" คนที่สองเข้าไปเสนอว่า "ผมมีโอกาสนี้อยู่ในมือ ถ้าท่านช่วยผม ท่านจะได้ส่วนแบ่งและชื่อเสียงเช่นนี้" ผู้รับฟังเย็นชาต่อคนแรกและกระตือรือร้นกับคนที่สอง เพราะการเตือนถึงบุญคุณเก่าทำให้คนรู้สึกอึดอัด รู้สึกถึงภาระทางศีลธรรมที่อยากสะบัดทิ้ง ในขณะที่การเสนอผลประโยชน์ในอนาคตคือการพูดภาษาที่ใจมนุษย์เข้าใจตามธรรมชาติ
.
#หลักการ: มนุษย์ทุกคนคิดถึงตัวเองเป็นอันดับแรก ความจริงข้อนี้ไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย แต่คือการมองโลกตามที่มันเป็น คนที่ขอความช่วยเหลือโดยอ้างความผูกพันเก่า ความสงสาร หรือความยุติธรรม กำลังขอให้อีกฝ่ายทำสิ่งที่ขัดธรรมชาติของเขา
.
ในขณะที่คนที่แสดงให้เห็นว่าการช่วยเหลือตนเป็นประโยชน์ต่อผู้ช่วยเหลือเองด้วย กำลังเปิดประตูที่อีกฝ่ายอยากเดินผ่านอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของผลกำไร ชื่อเสียง ความสะดวก หรือการลดความเสี่ยงบางอย่าง ความช่วยเหลือที่ได้มาจากเหตุผลนี้จะเต็มใจและยั่งยืน ในขณะที่ความช่วยเหลือที่ได้มาจากการบีบทางอารมณ์มักจะมาพร้อมความขุ่นเคืองที่ซ่อนอยู่ และจะถูกหักล้างในจังหวะที่เราต้องการมันมากที่สุด
.
.
11. ใช้ความห่างหายเพื่อเพิ่มเกียรติและการยกย่อง
.
นโปเลียนในฐานะจักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส ไม่ได้ปรากฏตัวต่อหน้าทหารและประชาชนทุกวัน เขาเก็บการปรากฏตัวไว้ในจังหวะสำคัญเท่านั้น ก่อนการรบใหญ่ หลังชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ หรือในพิธีที่ออกแบบให้ตระการตา ทุกครั้งที่เขาปรากฏตัว ทหารจะตื่นเต้นและจดจำช่วงเวลานั้นไปตลอดชีวิต ขณะที่ผู้นำคนอื่นที่อยู่ต่อหน้าผู้คนตลอดเวลา จนเสียงและภาพของเขากลายเป็นเรื่องธรรมดา ค่อยๆ สูญเสียออร่าของผู้นำไปทีละนิดโดยไม่รู้ตัว
.
#หลักการ: สิ่งที่หาได้ง่ายมีราคาถูก สิ่งที่หาได้ยากมีราคาแพง กฎเศรษฐศาสตร์พื้นฐานนี้ใช้ได้กับตัวคนด้วย ผู้ที่ปรากฏตัวบ่อยเกินไป โพสต์ทุกความคิดบนโซเชียลมีเดีย ตอบทุกข้อความในวินาทีแรก เข้าทุกงานที่ได้รับเชิญ จะค่อยๆ สูญเสียคุณค่าในสายตาผู้อื่นโดยไม่ได้ทำอะไรผิด เพียงเพราะเขามีอยู่มากเกินไป
.
การถอนตัวเป็นบางครั้ง การหายไปเงียบๆ การไม่ตอบทุกอย่างทันที จะทำให้คนรอบข้างเริ่มสงสัย เริ่มคิดถึง เริ่มกลัวว่าเราจะหายไปจริง และในกระบวนการนั้นเอง คุณค่าของเราในใจเขาก็เพิ่มขึ้น ศิลปะของอำนาจส่วนหนึ่งคือการรู้จังหวะที่ควรปรากฏและจังหวะที่ควรหายไป
.
.
12. รักษาบรรยากาศแห่งความคาดเดาไม่ได้
.
บ๊อบบี ฟิชเชอร์ แชมป์หมากรุกโลกชาวอเมริกัน ในการชิงแชมป์โลกปี ค.ศ. 1972 กับบอริส สปาสกี้ของสหภาพโซเวียต มีพฤติกรรมที่ทำให้คู่ต่อสู้สับสนอย่างยิ่ง บางครั้งเขาไม่มาตามนัด บางครั้งบ่นเรื่องเสียงในห้องแข่ง บางครั้งเรียกร้องเปลี่ยนกล้องโทรทัศน์ บางครั้งขู่จะถอนตัว สปาสกี้ผู้เป็นนักหมากรุกที่มีจิตใจมั่นคงและฝึกฝนมาตลอดชีวิต พบว่าตนเสียสมาธิและความมั่นใจไปก่อนกระดานหมากรุกจะถูกตั้งขึ้นเสียอีก ในที่สุดฟิชเชอร์ชนะการแข่งขันและกลายเป็นแชมป์โลก
.
#หลักการ: มนุษย์มีความต้องการพื้นฐานที่จะคาดเดาคนรอบข้างได้ เพราะการคาดเดาได้ให้ความรู้สึกของการควบคุมและความปลอดภัย เมื่อเราทำให้ตัวเองคาดเดาไม่ได้ เราก็พลิกความได้เปรียบมาอยู่ฝั่งเราโดยไม่ต้องลงแรง คู่ต่อสู้ที่ไม่รู้ว่าเราจะเดินก้าวต่อไปอย่างไร จะใช้พลังงานทางจิตใจจำนวนมหาศาลในการเดาและเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่มีอยู่จริง
.
พลังงานที่เขาใช้ไปกับการเดานั้น คือพลังงานที่เขาไม่ได้ใช้ในการรุกหรือป้องกัน ความคาดเดาไม่ได้ในที่นี้ไม่ใช่ความบ้าบิ่นหรือการขาดเหตุผล แต่คือการรักษาความตั้งใจไว้ในใจอย่างมั่นคง และให้พฤติกรรมภายนอกผันแปรตามสถานการณ์ที่จะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
.
.
13. สร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาเอง อย่ารับบทที่สังคมยัดเยียดให้
.
จูเลียส ซีซาร์ไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะในฐานะแม่ทัพธรรมดา เขาสร้างตัวตนของตนเองในฐานะวีรบุรุษที่สืบเชื้อสายจากเทพีวีนัส เขียนบันทึกการรบของตัวเองด้วยภาษาที่ละครและทรงพลังเหนือกาลเวลา ออกแบบเสื้อผ้า ทรงผม กระทั่งท่าเดินให้สื่อความหมายของอำนาจที่เหนือมนุษย์ทั่วไป
.
เมื่อซีซาร์เข้ากรุงโรมหลังชนะสงครามกอล ทุกองค์ประกอบของการเข้าเมืองถูกออกแบบเหมือนงานละครเวที จากเสียงแตร จากม้าที่นำขบวน จากผ้าคลุมสีม่วงที่เขาสวม ทุกอย่างคือการประกาศต่อโลกว่าซีซาร์ไม่ใช่ทหารธรรมดา แต่เป็นปรากฏการณ์
.
#หลักการ: มนุษย์ส่วนใหญ่ปล่อยให้ครอบครัว สังคม โรงเรียน และวัฒนธรรมเป็นผู้กำหนดว่าตนจะเป็นใคร เขายอมรับบทบาทที่ได้รับมาตั้งแต่เด็กและไม่เคยคิดจะเขียนบทใหม่ให้ตนเอง ผู้ที่ต้องการอำนาจต้องกลายเป็นผู้กำกับชีวิตของตัวเอง ออกแบบตัวตนสาธารณะที่น่าจดจำ มีมิติที่ซับซ้อนพอที่คนจะเฝ้าดู มีความขัดแย้งภายในที่ทำให้น่าสนใจ
.
การมีตัวตนที่ใหญ่กว่าชีวิตธรรมดาไม่ใช่การโกหก แต่คือการเข้าใจว่าผู้คนถูกดึงดูดเข้าหาตัวละครที่น่าสนใจ มากกว่าคนทั่วไปที่กลมกลืนไปกับฝูงชน เสน่ห์ ออร่า บุคลิกที่โดดเด่น ทั้งหมดนี้ไม่ใช่พรสวรรค์ติดตัว แต่คือสิ่งที่สร้างขึ้นได้ด้วยความตั้งใจและความสม่ำเสมอ
.
.
14. รักษามือให้สะอาด ปล่อยให้คนอื่นทำงานสกปรกแทน
.
จักรพรรดิจีนหลายราชวงศ์ใช้ขันที่และที่ปรึกษาคู่บัลลังก์ในการทำเรื่องที่ต้องเสียชื่อเสียง การประหารคู่แข่งทางการเมือง การเก็บภาษีหนัก การลงโทษเสนาบดีที่หมดประโยชน์ ทั้งหมดผ่านมือของคนเหล่านี้ เมื่อเรื่องสำเร็จและประชาชนเริ่มไม่พอใจ จักรพรรดิก็ปลดที่ปรึกษาเหล่านั้นออกพร้อมโยนความผิดให้ ประชาชนจึงไม่เคยโกรธจักรพรรดิ แต่โกรธ "ที่ปรึกษาชั่ว" ที่หัวหลุดจากบ่าไปแล้ว
.
ระบบนี้ทำงานซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดสองพันปีของประวัติศาสตร์จีน เพราะมันรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของบัลลังก์ไว้ในขณะที่งานบริหารยังเดินหน้าต่อ
.
#หลักการ: ผู้มีอำนาจต้องดูบริสุทธิ์ในสายตาผู้คนเสมอ งานที่ไม่น่ายินดี ไม่ว่าจะเป็นการไล่คนออก การปฏิเสธโครงการ การลงโทษ การตัดความสัมพันธ์ ควรให้ผู้อื่นเป็นผู้ลงมือ ในขณะที่เราเก็บภาพลักษณ์สง่างามไว้ บทเรียนนี้อาจฟังดูโหดร้ายและไม่ตรงไปตรงมา
.
แต่เป็นความจริงของธรรมชาติอำนาจที่ทำงานอยู่ทุกองค์กรในโลก ผู้นำที่ลงไปลุยงานสกปรกด้วยตนเอง มักสูญเสียออร่าของผู้นำและกลายเป็นเป้าโจมตีของความไม่พอใจ ในขณะที่ผู้นำที่รู้จักใช้คนกลางอย่างชาญฉลาด สามารถรักษาทั้งระบบและภาพลักษณ์ของตนไว้ได้พร้อมกัน การมีคนที่พร้อมจะเสียสละชื่อเสียงเพื่อรักษาภาพรวมของระบบ คือหนึ่งในทรัพยากรที่หาได้ยากที่สุดในการบริหารอำนาจ
.
.
15. เข้าสู่การกระทำด้วยความกล้าหาญ
.
ปิเอโร โซเดอรีนี ผู้ปกครองแห่งฟลอเรนซ์ในต้นศตวรรษที่ 16 ลังเลที่จะตัดสินใจเข้าร่วมพันธมิตรทางทหารกับฝรั่งเศสในการต่อต้านสันตะปาปาจูเลียสที่ 2 เขาคิดวิเคราะห์ทุกแง่มุม ปรึกษาคนแล้วคนเล่า เลื่อนการตัดสินใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
.
ความลังเลของเขาทำให้ฟลอเรนซ์ตกอยู่ในตำแหน่งที่ทั้งสองฝ่ายไม่ไว้วางใจ เมื่อจูเลียสที่ 2 ชนะในที่สุด ฟลอเรนซ์ก็ตกอยู่ในสภาพย่ำแย่กว่าหากเลือกข้างไปตั้งแต่ต้น ในทางตรงข้าม ผู้นำที่กล้าตัดสินใจอย่างเด็ดขาด แม้บางครั้งจะตัดสินใจผิด ก็มักได้รับความเคารพและสามารถแก้ตัวได้ในรอบหน้า
.
#หลักการ: ความลังเลและความกลัวการตัดสินใจผิดเป็นภัยร้ายกว่าการตัดสินใจผิดเอง เพราะความลังเลของผู้นำแพร่กระจายลงไปสู่คนรอบข้างเหมือนเชื้อโรค ทีมงานเสียกำลังใจเมื่อเห็นเจ้านายลังเล พันธมิตรเริ่มสงสัยและถอนตัว ศัตรูจับโอกาสรุกหนัก ความกล้าหาญในการลงมือไม่ได้แปลว่าผลีผลามหรือไม่คิด แต่คือการที่เมื่อคิดและประเมินสถานการณ์แล้ว ก็ลงมือทันทีโดยไม่ลังเล
.
นโปเลียนเคยกล่าวว่าในสนามรบ ผู้ตัดสินใจช้าแม้แผนจะดีกว่า มักพ่ายแพ้ต่อผู้ตัดสินใจเร็วแม้แผนจะหยาบกว่า เพราะเวลาเป็นทรัพยากรที่ฝ่ายตรงข้ามใช้สร้างความเสียหายให้เราขณะที่เรากำลังคิด ความกล้าจึงเป็นทักษะที่ฝึกได้ ไม่ใช่นิสัยติดตัว และเป็นทักษะที่ผู้แสวงอำนาจต้องฝึกตลอดชีวิต
.
.
16. วางแผนถึงปลายทางเสมอ
.
นักหมากรุกระดับโลกไม่ได้มองตาเดียวที่อยู่ตรงหน้า แต่มองหมากกระดานเหมือนการเดินทางที่ต้องเห็นปลายทางในอีกสิบหรือยี่สิบตาข้างหน้า กรีนยกตัวอย่างพระเจ้าฟิลิปที่ 2 แห่งสเปนในศตวรรษที่ 16 ผู้สร้างจักรวรรดิที่ครอบคลุมโลกใหม่ ทุกเรือ ทุกการรบ ทุกการแต่งงานทางการเมือง ถูกคิดในแง่ผลกระทบระยะยาวสิบยี่สิบปี ทำให้สเปนยังคงเป็นมหาอำนาจหลังเขาเสียชีวิตไปแล้ว
.
ในทางตรงข้าม ผู้นำที่ตัดสินใจจากอารมณ์ชั่ววูบและความต้องการระยะสั้น มักสร้างหายนะให้ทั้งตนเองและคนรอบข้างในที่สุด
.
#หลักการ: มนุษย์ส่วนใหญ่คิดเพียงตาต่อตา ตอบสนองสิ่งเร้าเฉพาะหน้า โดยไม่คิดว่าการกระทำในวันนี้จะส่งผลอย่างไรในอีกห้าปีสิบปีข้างหน้า การเริ่มต้นที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นการเริ่มต้นที่ถูก หากปลายทางไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการอยู่จริง ก่อนตัดสินใจครั้งสำคัญ ผู้มีปัญญาจะลองจินตนาการถึงทุกฉากที่อาจเกิดขึ้น ทุกอุปสรรค ทุกการพลิกผันของโชคชะตา และเตรียมการรับมือไว้ล่วงหน้า
.
การวางแผนถึงปลายทางไม่ได้แปลว่าควบคุมทุกสิ่งได้ แต่คือการไม่ปล่อยให้ความบังเอิญหรืออารมณ์ชั่ววูบมาเป็นผู้ตัดสินใจแทน คนที่คิดถึงปลายทางตั้งแต่วันที่หนึ่ง มักไปถึงปลายทางก่อนคนที่คิดไปเรื่อยๆ และคนที่คิดเป็นขั้นเป็นตอนมักได้รับเครดิตว่าเป็นผู้มีโชค ทั้งที่จริงเขาเพียงคิดละเอียดกว่าคนอื่นเท่านั้น
.
.
17. ทำให้ความสำเร็จดูเป็นเรื่องง่ายดาย
.
นักเปียโนคอนเสิร์ตที่ยิ่งใหญ่ฝึกซ้อมวันละสิบกว่าชั่วโมงเป็นเวลาสามสี่สิบปี แต่เมื่อขึ้นเวที ทุกท่วงทำนองที่ออกจากนิ้วเขาดูราวกับไหลออกมาเองตามธรรมชาติ ไม่มีรอยเหื่อ ไม่มีรอยหน้ายุ่ง คนดูเห็นแต่ความงดงามที่ลอยอยู่ในอากาศ
.
ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา Baldassare Castiglione เขียนหนังสือ The Book of the Courtier และตั้งคำว่า sprezzatura ขึ้นเพื่ออธิบายศิลปะนี้โดยเฉพาะ มันหมายถึงการทำสิ่งยากให้ดูง่าย การซ่อนความพยายามไว้เบื้องหลังจนผู้ชมไม่อาจมองเห็น
.
#หลักการ: คนที่ทำงานหนักจนเห็นได้ชัด ทำให้คนรอบข้างรู้สึกอึดอัด รู้สึกสงสารบ้าง อิจฉาบ้าง แต่ไม่นับถือเท่าที่ควร ในขณะที่คนที่ทำสิ่งยากๆ ได้อย่างผ่อนคลาย จะถูกมองว่ามีพรสวรรค์ที่เหนือมนุษย์ คนจะรู้สึกว่าเรามีบางสิ่งที่ลึกลับและน่าเคารพ
.
การซ่อนเหงื่อและน้ำตาไว้เบื้องหลังไม่ใช่การโกหก แต่คือการให้เกียรติผู้ชมและให้เกียรติตัวเอง การบ่นถึงความเหนื่อยล้า การเล่าว่าเราเสียสละอะไรไปบ้าง การโชว์การดิ้นรนต่อหน้าคนอื่น ทำลายมายาคติของอำนาจที่เราพยายามสร้างขึ้น ผู้ที่เข้าใจกฎข้อนี้จะไม่เคยให้ใครเห็นว่าตนกำลังพยายาม จะเดินเข้าห้องประชุมเหมือนเพิ่งตื่นนอน ทั้งที่อาจซ้อมพรีเซนเทชั่นมาทั้งคืน
.
.
18. รู้จักหยุดเมื่อชนะ
.
ไซรัสมหาราชแห่งเปอร์เซีย หลังพิชิตอาณาจักรลิเดียและบาบิโลน เขาควรหยุดและเสริมความมั่นคงของจักรวรรดิ แต่ความทะยานอยากผลักดันให้บุกเข้าดินแดนของชนเผ่ามัสซาเกตี ซึ่งปกครองโดยพระราชินีโทมิริส สงครามนั้นจบลงด้วยความตายของไซรัส และศีรษะของเขาถูกตัดมาแช่ในถ้วยเลือดเพื่อให้เขา "ได้ดื่มเลือดจนพอ" ตามที่พระราชินีโทมิริสสาบาน
.
ในประวัติศาสตร์ที่ใกล้กว่านั้น นโปเลียนหลังพิชิตยุโรปเกือบทั้งทวีป ก็ทำผิดพลาดเดียวกัน เขาบุกรัสเซียในปี ค.ศ. 1812 และเปลี่ยนชัยชนะที่สะสมมาทั้งชีวิตให้กลายเป็นหายนะที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปยุคนั้น
.
#หลักการ: ความสำเร็จเป็นยาเสพติดที่อันตรายที่สุดชนิดหนึ่ง ทุกครั้งที่เราชนะ สมองหลั่งฮอร์โมนแห่งความมั่นใจที่ทำให้เราเชื่อว่าจะชนะต่อไปได้เรื่อยๆ แต่ในความเป็นจริง ความสำเร็จทำให้เราประมาท สร้างศัตรูใหม่ที่อยู่นอกสายตา และพาเราเดินไกลเกินจุดที่ปลอดภัย ปัญญาที่แท้จริงคือการรู้ว่าเมื่อใดควรพอ เมื่อใดควรเก็บกำไรไว้ในกระเป๋า เมื่อใดควรเดินออกจากโต๊ะ
.
ผู้คนจดจำชัยชนะใหญ่ของคนหนึ่งไม่ใช่ในตอนที่เขาชนะครั้งสุดท้าย แต่ในตอนที่เขารู้จักหยุด เพราะการรู้จักหยุดในยามรุ่งโรจน์ คือสัญลักษณ์ของผู้มีปัญญาแท้จริง คนที่ไม่หยุดจะถูกแรงโน้มถ่วงของความสำเร็จดึงไปจนถึงจุดที่ทุกอย่างพังทลาย และในจังหวะนั้นเอง สิ่งที่เคยสะสมมาก็จะหายไปในชั่วพริบตา
.
.
19. ชนะด้วยการกระทำ ไม่ใช่ด้วยการเถียง
.
ในศตวรรษที่ 16 มีเรื่องเล่าของจิตรกรคนหนึ่งที่ผู้อุปถัมภ์สั่งให้เขาวาดภาพ แล้วบ่นว่าจมูกในภาพดูใหญ่เกินไป จิตรกรไม่เถียง เขาเพียงขอเวลาหนึ่งคืนเพื่อ "แก้ไข" รุ่งเช้าเขานำภาพเดิมกลับมาให้ดู โดยไม่ได้แตะภาพแม้แต่นิดเดียว แต่เปลี่ยนแสงในห้องที่จัดวางภาพ ผู้อุปถัมภ์มองดูแล้วยิ้มอย่างพอใจ บอกว่า "นั่นแหละ ดีขึ้นเยอะ" จิตรกรเดินกลับบ้านอย่างเงียบ
.
การเถียงเรื่องจมูกในภาพย่อมจบลงด้วยการสูญเสียทั้งงานและความสัมพันธ์ ในขณะที่การเงียบและจัดการสถานการณ์ในทางอ้อม ทำให้เขาได้ทั้งเงินและศักดิ์ศรี
.
#หลักการ: การโต้เถียงเป็นวิธีที่แย่ที่สุดในการชนะใจคน เพราะเมื่อใครก็ตามรู้สึกว่าตนกำลังถูกหักล้างทางความคิด เขาจะป้องกันจุดยืนของตัวเองหนักขึ้น ไม่ใช่เพราะเหตุผลของเขาดีกว่า แต่เพราะอัตตาของเขาถูกแตะ ผู้ที่ฉลาดจะไม่เสียพลังงานในการเถียง เขาจะแสดงความจริงด้วยการกระทำ ด้วยผลลัพธ์ที่ปฏิเสธไม่ได้ ด้วยสถานการณ์ที่จัดวางให้อีกฝ่ายเห็นเอง
.
คำพูดของผู้ชนะการเถียงมักลอยหายไปในอากาศ แต่ผลลัพธ์ของการกระทำที่ถูกต้องจะตั้งอยู่ตรงนั้นให้ทุกคนเห็นเอง การเถียงต้องการอีกฝ่ายยอมรับด้วยปาก การกระทำบีบให้อีกฝ่ายยอมรับด้วยตา ทักษะแห่งการเงียบและให้ผลลัพธ์พูดแทน คือทักษะที่แยกผู้ทรงอิทธิพลตัวจริงออกจากคนที่เก่งแต่ปาก
.
.
20. ไร้รูปร่าง เคลื่อนเหมือนน้ำ
.
ในตำรา ตำราพิชัยสงคราม ของซุนวู มีประโยคที่สำคัญที่สุดบทหนึ่งกล่าวว่า รูปสูงสุดของกองทัพคือไร้รูป น้ำไม่มีรูปร่างถาวร เมื่อเทลงในถ้วยก็เป็นรูปถ้วย เทลงในหม้อก็เป็นรูปหม้อ แต่ในความไร้รูปนั้นเอง น้ำสามารถกัดเซาะหินที่แข็งที่สุดให้แตกได้ในเวลานานพอ
.
กรีนยกซุนวูมาเป็นแบบอย่างสุดท้ายของหนังสือ เพื่อเตือนผู้อ่านว่ากฎทั้ง 47 ข้อที่ผ่านมานั้นไม่ใช่สูตรตายตัว แต่คือเครื่องมือที่ต้องปรับใช้ตามสถานการณ์ ผู้ที่ยึดติดกับกฎอย่างกลไก จะถูกเอาชนะโดยผู้ที่เข้าใจจิตวิญญาณของกฎและเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ตลอดเวลา
.
#หลักการ: ความตายของอำนาจไม่ได้มาจากการพ่ายแพ้ในการรบครั้งใหญ่ แต่มาจากความยึดติดภายในที่ผู้นำไม่รู้ตัว เมื่อมนุษย์ประสบความสำเร็จด้วยวิธีหนึ่ง เขามักยึดติดกับวิธีนั้นและทำซ้ำๆ จนกระทั่งโลกเปลี่ยนไปและวิธีเก่าใช้ไม่ได้อีกแล้ว
.
ผู้ที่ทรงอำนาจระยะยาวคือผู้ที่ฝึกตนให้ไม่มีรูปร่างถาวร ไม่ยึดติดกับวิธีคิดเดียว ไม่ยึดติดกับบทบาทเดียว ไม่ยึดติดกับตัวตนที่สังคมเคยรู้จัก เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน เขาเปลี่ยน เมื่อคู่ต่อสู้ปรับตัว เขาปรับเร็วกว่า ฝ่ายตรงข้ามที่เห็นแต่รูปร่างที่ไม่หยุดนิ่ง จะหาจุดโจมตีไม่เจอ เพราะไม่มีรูปร่างใดให้โจมตี ผู้ที่ไร้รูปร่างคือผู้ที่อยู่รอดยาวนานที่สุด เพราะเขาไม่ได้ปกป้องสิ่งใดที่ตายตัว แต่ปกป้องเพียงความสามารถในการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง
.
.
.
.
#SuccessStrategies

