20 ข้อคิดจากหนังสือ Give and Take : พลังแห่งการให้และรับ เขียนโดย Adam Grant
20 ข้อคิดจากหนังสือ Give and Take : พลังแห่งการให้และรับ เขียนโดย Adam Grant
.
Adam Grant ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาองค์กรแห่ง Wharton School อธิบายว่าโลกของการทำงานมีคนอยู่สามแบบใหญ่ๆ ได้แก่ Taker (ผู้ตักตวง คนที่อยากได้มากกว่าให้), Matcher (ผู้แลกเปลี่ยนเท่าเทียม คนที่ให้เพื่อรอรับคืน) และ Giver (ผู้ให้ คนที่ยินดีให้มากกว่ารับ)
.
ข้อค้นพบที่ฟังดูย้อนแย้ง นั่นคือ Giver มักอยู่ทั้งล่างสุดและบนสุดของบันไดความสำเร็จ ในขณะที่ Taker และ Matcher มักได้แค่ตรงกลาง ความสำเร็จระยะยาวจึงไม่ได้เป็นของผู้ที่หวงแหนทรัพยากร แต่เป็นของผู้ที่รู้จักให้อย่างชาญฉลาด
.
และนี่คือ 20 ข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้
.
.
=====================
.
1. ปัจจัยที่สี่ของความสำเร็จที่คนส่วนใหญ่มองข้าม
.
เรามักได้ยินว่าความสำเร็จมาจากความขยัน ความสามารถ และโชค Grant ชี้ว่ายังมีปัจจัยที่สี่ที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือวิธีที่เราเลือกปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น Taker เชื่อว่าโลกคือสนามแข่งขันที่กินกันเป็นทอดๆ จึงเอาตัวเองมาก่อนเสมอ Giver ใส่ใจว่าคนอื่นต้องการอะไรจากเขามากกว่าจะคิดว่าตัวเองได้อะไร ส่วน Matcher ยึดหลักตาต่อตา ฟันต่อฟัน ให้เท่าที่ได้รับ รับเท่าที่ให้
.
คนส่วนใหญ่คิดว่า Giver คือคนใจดีที่จะถูกเอาเปรียบและไม่มีวันก้าวหน้า แต่งานวิจัยกลับพบความจริงที่ขัดกับสามัญสำนึก Giver อยู่ทั้งจุดต่ำสุดและสูงสุดของบันไดความสำเร็จ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าควรเป็นใคร แต่คือทำอย่างไรให้การเป็น Giver ไม่พาเราไปติดอยู่ที่ก้นเหว แต่ส่งเราขึ้นไปยืนบนยอด
.
.
2. Giver วิ่งมาราธอน ไม่ได้วิ่งร้อยเมตร
.
ความสำเร็จของ Giver กับ Taker ต่างกันที่ลักษณะของผลลัพธ์ เมื่อ Taker ชนะ มักมีคนอื่นต้องแพ้ คนรอบข้างจึงอิจฉาและรอจังหวะดึงพวกเขาลงมา เมื่อ Giver ชนะ ผู้คนกลับเชียร์และสนับสนุน เพราะความสำเร็จของเขาเปิดทางให้คนอื่นได้ดีไปด้วย Giver ขยายพายให้ใหญ่ขึ้น Taker แย่งชิ้นพายของคนอื่น
.
ในระยะสั้น Giver อาจดูเสียเปรียบเพราะการสร้างความไว้วางใจกินเวลา แต่เมื่อเวลาผ่านไป สายสัมพันธ์ที่พวกเขาสร้างจะกลายเป็นทรัพยากรที่ทรงพลังที่สุด ในทางตรงข้าม Taker จะถูกคนรอบข้างเรียนรู้และเริ่มถอนตัวออกห่าง การเดินทางของ Giver จึงเหมือนการสะสมดอกเบี้ยทบต้น ช้าในช่วงแรกแต่เร่งตัวขึ้นเรื่อยๆ จนแซงคนอื่นในที่สุด
.
.
3. ในยุคโปร่งใส Taker ซ่อนตัวไม่ได้นาน
.
Grant เล่าเรื่อง Kenneth Lay ผู้บริหาร Enron ที่เคยถูกยกย่องว่าเป็นนักบุญแห่งวงการธุรกิจ ก่อนจะกลายเป็นต้นเหตุของการล่มสลายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา เขาคือ Taker ในคราบ Giver ที่งานวิจัยจับสัญญาณได้ ผู้บริหารที่เป็น Taker ใช้สรรพนาม I, me, my บ่อยกว่าปกติเมื่อพูดถึงบริษัท มีรูปตัวเองขนาดเต็มหน้าใน Annual Report และรับค่าตอบแทนสูงกว่าผู้บริหารระดับรองอย่างมหาศาล
.
ในยุคที่ทุกอย่างค้นได้ใน Google และ LinkedIn ภายในไม่กี่นาที การสวมหน้ากากเป็น Giver ทำได้ยากขึ้น Taker ถนัดเรื่องประจบเจ้านายแต่กดขี่ลูกน้อง พฤติกรรมแบบนี้อาจรอดสายตาคนบางคนได้ แต่ในที่สุดข้อมูลจะรั่วไหลถึงคนที่ควรรู้เสมอ ชื่อเสียงในโลกใบเล็กลงเรื่อยๆ จึงกลายเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของคนทำงาน
.
.
4. ขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในความสัมพันธ์ที่หลับใหล
.
นักสังคมวิทยา Mark Granovetter พบว่าคนส่วนใหญ่ได้งานใหม่ผ่านความสัมพันธ์ที่ไม่สนิทนัก ไม่ใช่ผ่านเพื่อนสนิท เหตุผลคือเพื่อนสนิทอยู่ในวงสังคมเดียวกับเรา รู้ข้อมูลเดียวกัน เห็นโอกาสเดียวกัน ส่วนคนรู้จักหลวมๆ ที่เรียกว่า weak ties อยู่ในวงอื่นที่นำพาข้อมูลใหม่ๆ มาให้ ปัญหาคือการขอความช่วยเหลือจากคนเหล่านี้มันอึดอัด เพราะพื้นฐานความไว้ใจไม่ลึกพอ
.
ทางออกคือการกลับไปหา Dormant Ties หรือคนที่เราเคยรู้จักดีแต่ห่างหายไปนาน งานวิจัยพบว่าคนกลุ่มนี้ให้ข้อมูลใหม่ๆ ได้เหมือน weak ties แต่ยังมีพื้นฐานความไว้ใจของความสัมพันธ์เดิมหลงเหลืออยู่ Giver ที่เคยช่วยคนรอบข้างโดยไม่มีเงื่อนไขจึงมีคลังของ dormant ties ที่กว้างขวาง พร้อมเปิดประตูเมื่อต้องการ ในขณะที่ Taker ไม่กล้ากลับไปหาคนเก่า เพราะรู้ว่าทิ้งสะพานไว้ในอดีตเอาไว้กี่แห่งแล้ว
.
.
5. ห้านาทีที่เปลี่ยนชีวิตคนอื่นได้
.
Adam Rifkin นักธุรกิจซิลิคอนแวลลีย์ที่นิตยสาร Fortune ยกให้เป็นผู้สร้างเครือข่ายที่ดีที่สุดในอเมริกา มีกฎเรียบง่ายที่เปลี่ยนชีวิตคนหลายพันคน นั่นคือยินดีทำสิ่งที่ใช้เวลาห้านาทีหรือน้อยกว่าให้ใครก็ตาม การแนะนำคนสองคนให้รู้จักกัน การให้ feedback กับงานของคนอื่น การส่งบทความที่เป็นประโยชน์ สิ่งเหล่านี้ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยของเรา แต่อาจเปลี่ยนทิศทางชีวิตของอีกคนได้
.
นักวิจัยพบว่าการให้แพร่กระจายในเครือข่ายสังคมได้ไกลถึงสามชั้น จากคนหนึ่งไปสู่อีกคน แล้วต่อไปยังคนถัดไป คนที่ได้รับความช่วยเหลือจาก Giver มักไม่ตอบแทนกลับโดยตรง แต่ไปช่วยคนอื่นในเครือข่ายแทน ผลคือเครือข่ายของ Giver ขยายตัวเหมือนระลอกคลื่น ทุกคนได้รับมากกว่าที่ตัวเองให้ในระยะยาว เพราะพายทั้งใบใหญ่ขึ้นพร้อมกัน
.
.
6. อัจฉริยะที่ทำงานคนเดียวคือตำนานที่ไม่จริง
.
Grant เปรียบเทียบ Frank Lloyd Wright สถาปนิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอเมริกาในศตวรรษที่ยี่สิบกับ George Meyer นักเขียนตลกของ The Simpsons เพื่อให้เห็นความต่างของ Giver และ Taker ในการร่วมงาน Wright ดูเหมือนอัจฉริยะที่ทำงานคนเดียว แต่เมื่อย้ายไปอยู่ลำพังที่ Taliesin ในวิสคอนซิน ผลงานของเขาตกฮวบ เหลือเพียงสองโครงการในเก้าปี เมื่อกลับมาทำงานกับลูกศิษย์อีกครั้ง เขาจึงสร้างผลงานชิ้นเอกได้
.
งานวิจัยกับศัลยแพทย์หัวใจในหลายโรงพยาบาลพบว่าหมอไม่ได้เก่งขึ้นโดยรวม แต่เก่งขึ้นเฉพาะที่โรงพยาบาลที่คุ้นเคยกับทีม นักวิเคราะห์การเงินระดับดาวที่ย้ายบริษัทก็เช่นกัน ผลงานตกลงหลังย้ายงาน เว้นแต่จะย้ายไปพร้อมทีมเดิม ความสำเร็จของเรามักไม่ใช่ของเราคนเดียว แต่ถักทอจากคนรอบข้างที่เราพึ่งพา Taker มองการพึ่งพากันเป็นจุดอ่อน Giver มองมันเป็นแหล่งพลัง
.
.
7. ใครให้เครดิตคนอื่นก่อน คนนั้นจะได้รับเครดิตคืน
.
George Meyer มีส่วนสร้างเนื้อหาในกว่า 300 ตอนของ The Simpsons แต่ชื่อของเขาปรากฏในฐานะนักเขียนแค่ใน 12 ตอนเท่านั้น เขายอมให้คนอื่นได้เครดิตในไอเดียและมุกตลกของตัวเอง ไม่ใช่เพราะอ่อนแอ แต่เพราะเข้าใจว่าเครดิตไม่ใช่เกมที่ผลรวมเป็นศูนย์ พื้นที่มีมากพอสำหรับทุกคน ในระยะสั้นเขาไม่ดัง แต่ระยะยาวเพื่อนร่วมงานต่างยกย่องเขาเป็นแกนหลักของรายการ
.
ตรงข้ามกับ Jonas Salk ผู้คิดค้นวัคซีนโปลิโอ ในการแถลงข่าวประวัติศาสตร์เขาไม่ได้กล่าวขอบคุณทีมงานหกคนในห้องแล็บ ไม่กล่าวถึงนักวิจัยที่เพิ่งได้รับรางวัล Nobel จากการค้นพบที่ทำให้วัคซีนของเขาเป็นไปได้ ผลคือ Salk ไม่เคยได้ Nobel ไม่เคยได้เข้า National Academy of Sciences และความสร้างสรรค์ของเขาก็ค่อยๆ ดับลง การหวงเครดิตในวันเดียวอาจสร้างราคาที่ต้องจ่ายตลอดอาชีพ
.
.
8. เรามักคิดว่าตัวเองทำงานหนักกว่าที่เป็นจริง
.
นักจิตวิทยา Michael Ross และ Fiore Sicoly ถามคู่สามีภรรยาว่าใครทำงานบ้านสัดส่วนเท่าไหร่ ในสามในสี่ของคู่ ผลรวมเปอร์เซ็นต์ที่แต่ละคนคิดว่าตัวเองทำเกิน 100 ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Responsibility Bias เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะเราเห็นแก่ตัว แต่เพราะเรามีข้อมูลของสิ่งที่ตัวเองทำมากกว่าของคนอื่น เราเห็นความเหนื่อยยากของตัวเองทุกขณะ แต่เห็นของคนอื่นแค่บางช่วง
.
วิธีแก้นั้นเรียบง่าย ก่อนประเมินว่าตัวเองทำอะไรไปบ้าง ให้เขียนรายการสิ่งที่คนรอบข้างทำให้กับโครงการนั้นก่อน งานวิจัยพบว่าเมื่อพนักงานคิดถึงสิ่งที่หัวหน้าช่วยตัวเองก่อนคิดว่าตัวเองทำอะไร การประเมินผลงานของหัวหน้าเพิ่มขึ้นเท่าตัว Giver ทำสิ่งนี้โดยอัตโนมัติ เพราะมองงานในแง่ของ "เราทำอะไร" ไม่ใช่ "ฉันทำอะไร" นี่คือเหตุผลหนึ่งที่คนรอบข้างยินดีร่วมงานกับ Giver ในระยะยาว
.
.
9. ความเชื่อของผู้นำสร้างความจริงได้
.
ในงานวิจัยคลาสสิกของ Robert Rosenthal นักจิตวิทยา Harvard เด็กในโรงเรียนประถมถูกบอกว่าเป็นผู้มีศักยภาพสูง โดยที่ครูไม่รู้ว่าเด็กเหล่านี้ถูกเลือกแบบสุ่ม หนึ่งปีต่อมา เด็กกลุ่มนี้กลับมี IQ สูงขึ้นกว่ากลุ่มอื่นจริงๆ เพราะครูปฏิบัติต่อพวกเขาราวกับมีพรสวรรค์ ให้กำลังใจ ให้โจทย์ที่ท้าทาย ให้ feedback มากขึ้น การวิจัยในกองทัพและในองค์กรธุรกิจก็พบรูปแบบเดียวกัน ความเชื่อของผู้นำกลายเป็นคำพยากรณ์ที่สร้างตัวเอง
.
Giver มีข้อได้เปรียบในเรื่องนี้ เพราะไม่รอให้เห็นแววก่อนจะลงทุนกับใคร พวกเขาเริ่มจากการเชื่อมั่นในตัวคนตั้งแต่แรก แล้วทุ่มเทช่วยให้คนนั้นเป็นจริงตามที่เชื่อ Taker มักไม่ค่อยไว้ใจคน และเห็นคนเก่งกว่าตัวเองเป็นภัยคุกคาม ส่วน Matcher จะรอจนเห็นหลักฐานก่อน ทำให้พลาดโอกาสในการสร้างเพชรจากก้อนถ่านที่ยังไม่ได้เจียระไน
.
.
10. ครูที่ใจดีต่างหากที่ปั้นนักดนตรีระดับโลก
.
งานวิจัยของ Benjamin Bloom กับนักเปียโน นักวิทยาศาสตร์ และนักกีฬาระดับโลกพบสิ่งที่น่าประหลาดใจ ในวัยเด็ก คนเหล่านี้ไม่ได้โดดเด่นเหนือเพื่อนรอบข้างมากนัก พวกเขาไม่ได้เรียนกับครูระดับชั้นนำตั้งแต่แรก แต่เรียนกับครูในละแวกบ้านที่ใจดี อบอุ่น และทำให้การเรียนรู้สนุก ครูเหล่านี้คือ Giver ที่จุดประกายความสนใจ ทำให้เด็กอยากฝึกซ้อมต่อ การฝึกซ้อมหมื่นชั่วโมงตามทฤษฎีที่โด่งดังจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีไฟแห่งแรงจูงใจตั้งแต่ต้น
.
นักจิตวิทยา Angela Duckworth นิยามคำว่า grit ว่าเป็นความหลงใหลและความอดทนต่อเป้าหมายระยะยาว Giver มักเลือกลงทุนกับคนที่มี grit มากกว่าคนที่มีแค่พรสวรรค์ เพราะรู้ว่าพรสวรรค์โดยปราศจากความมุ่งมั่นนั้นไปไม่ถึงไหน สิ่งสำคัญที่สุดที่ Giver มอบให้ได้จึงไม่ใช่ความรู้ แต่คือเชื้อเพลิงทางใจที่ทำให้คนเลือกจะลงทุนกับตัวเอง
.
.
11. Giver ปล่อยมือจากความผิดพลาดได้เร็วกว่า
.
Grant ใช้เรื่องการเลือกผู้เล่นใน NBA อธิบายปรากฏการณ์ Escalation of Commitment การยึดติดกับการตัดสินใจที่ผิดพลาด งานวิจัยพบว่า Taker มีแนวโน้มทุ่มทรัพยากรเพิ่มเข้าไปในโครงการที่กำลังล้มเหลว เพราะอัตตาของพวกเขาผูกติดกับการตัดสินใจเดิม การยอมรับว่าผิดเท่ากับยอมรับว่าตัวเองพ่ายแพ้ พวกเขาจึงพยายามทำให้การตัดสินใจเดิมดูถูกต้องด้วยการลงทุนเพิ่ม แม้รู้อยู่แก่ใจว่ามันจะแย่ลง
.
Giver ไม่ได้ใส่ใจกับการรักษาภาพลักษณ์ พวกเขาห่วงผลรวมขององค์กรและคนรอบข้างมากกว่า จึงเปลี่ยนทิศทางได้รวดเร็วและตัดสินใจได้ดีกว่า งานวิจัยแสดงว่า Giver ตอบสนองต่อคำวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ได้ดีกว่า ในขณะที่ Taker มักปฏิเสธหรือบิดเบือนข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับมุมมองของตัวเอง ในระยะยาวความสามารถในการรับฟังเสียงสะท้อนคือข้อได้เปรียบที่มูลค่ามหาศาล
.
.
12. ความเปราะบางคือสะพานสร้างความน่าเชื่อถือ
.
Grant แนะนำแนวคิด Powerless Communication การสื่อสารแบบไร้อำนาจที่สวนทางกับคำแนะนำทั่วไป การแสดงความเปราะบาง การยอมรับว่าตัวเองไม่รู้ทุกอย่าง การพูดด้วยน้ำเสียงถ่อมตน อาจสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่าการพูดเสียงดังและเด็ดขาด
.
นักจิตวิทยา Elliot Aronson เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Pratfall Effect เมื่อผู้สมัครออดิชั่นที่เก่งทำกาแฟหก ผู้ฟังกลับชื่นชอบเขามากขึ้นเพราะเขาดูเป็นมนุษย์ ในขณะที่ผู้สมัครธรรมดาที่ทำกาแฟหกกลับถูกมองในแง่ลบมากขึ้น สำหรับผู้ที่มีความสามารถจริง การยอมเปิดเผยจุดอ่อนเล็กๆ คือกุญแจที่เปิดประตูใจของผู้ฟัง Giver ใช้วิธีนี้โดยธรรมชาติเพราะไม่ต้องการครอบงำผู้อื่น แต่ต้องการเชื่อมต่อกับผู้อื่น
.
.
13. นักขายที่เก่งที่สุดถามมากกว่าพูด
.
นักขายที่เป็น Giver ในงานวิจัยของ Grant ทำรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงสองเท่า วิธีการของพวกเขาไม่ใช่การจี้ขายหรือยัดเยียดสินค้า แต่คือการถามคำถามและฟังคำตอบอย่างตั้งใจ ลูกค้ารู้สึกได้ว่าเขาห่วงใยจริงๆ ไม่ใช่แค่ต้องการปิดการขาย นักวิจัยด้านการเจรจาพบว่านักเจรจาที่เก่งใช้คำถามคิดเป็น 21 เปอร์เซ็นต์ของคำพูด ในขณะที่นักเจรจาทั่วไปใช้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์
.
การถามคำถามสร้างพลังพิเศษ มันทำให้ผู้ฟังโน้มน้าวตัวเองโดยไม่รู้ตัว เมื่อใครสักคนถามว่าคุณคิดจะไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งหรือไม่ ความน่าจะเป็นที่คุณจะไปจริงเพิ่มขึ้น 41 เปอร์เซ็นต์ เพราะคุณกำลังโน้มน้าวตัวเอง ไม่ใช่ถูกคนอื่นโน้มน้าว Giver ไม่กลัวที่จะเงียบและฟัง เพราะเชื่อว่าการเข้าใจอีกฝ่ายมีค่ามากกว่าการแสดงว่าตัวเองรู้
.
.
14. การขอคำแนะนำคือเครื่องมือโน้มน้าวที่คนมองข้าม
.
งานวิจัยพบว่าเมื่อผู้ขายอสังหาริมทรัพย์โฟกัสที่เป้าหมายของตัวเอง มีเพียง 8 เปอร์เซ็นต์ที่ทำดีลสำเร็จ แต่เมื่อขอคำแนะนำจากผู้ซื้อ อัตราความสำเร็จพุ่งขึ้นเป็น 42 เปอร์เซ็นต์ Benjamin Franklin เคยบอกว่าคนที่ครั้งหนึ่งเคยทำดีกับคุณ จะพร้อมทำดีกับคุณอีกครั้งมากกว่าคนที่คุณเคยช่วยเหลือ
.
การขอคำแนะนำสร้างประโยชน์สี่ทางในคราวเดียว ทำให้เราเรียนรู้สิ่งที่ไม่รู้ ทำให้อีกฝ่ายมองในมุมเรา ทำให้อีกฝ่ายลงทุนกับเรา และเป็นการยกย่องอีกฝ่ายโดยปริยาย แต่ต้องเป็นการขอที่จริงใจเท่านั้น Taker ที่แกล้งทำเป็นขอคำแนะนำเพื่อหวังผลจะถูกจับได้ Giver มีข้อได้เปรียบในเรื่องนี้เพราะการขอของพวกเขามาจากความสนใจที่แท้จริง
.
.
15. Otherish ไม่ใช่ Selfless คือกุญแจของ Giver ที่ยั่งยืน
.
Grant แยก Giver ออกเป็นสองประเภท Selfless Giver ห่วงผู้อื่นมากแต่ไม่ห่วงตัวเอง พวกเขาจึงลงเอยด้วยการหมดไฟและไม่ได้ทำสิ่งที่ตัวเองวางแผน ส่วน Otherish Giver ห่วงผู้อื่นมากแต่ยังคงมีเป้าหมายของตัวเองอยู่ในกระจกหลังรถ พวกเขาไม่กลัวความทะเยอทะยาน ไม่ลังเลที่จะปฏิเสธ ไม่อายที่จะขอความช่วยเหลือ
.
ความต่างนี้สำคัญมาก เพราะ Selfless Giver คือคนที่ติดอยู่ก้นบันได ส่วน Otherish Giver คือคนที่ขึ้นไปอยู่ยอด การห่วงผู้อื่นโดยไม่ห่วงตัวเองไม่ใช่ความดี แต่เป็นพฤติกรรมที่ทำร้ายตัวเองในรูปแบบหนึ่ง ความสามารถในการสร้างสมดุลระหว่างประโยชน์ของตนกับของผู้อื่น คือสิ่งที่ทำให้การเป็น Giver กลายเป็นเส้นทางที่เดินได้ตลอดชีวิต
.
.
16. กฎร้อยชั่วโมงคือจุดสมดุลทองของการให้
.
งานวิจัยกับผู้สูงอายุในออสเตรเลียพบว่าคนที่อาสาสมัครระหว่าง 100 ถึง 800 ชั่วโมงต่อปี มีความสุขและพึงพอใจในชีวิตมากกว่ากลุ่มที่อาสาสมัครน้อยกว่า 100 หรือมากกว่า 800 ชั่วโมง อีกงานวิจัยพบว่าผู้ใหญ่อเมริกันที่อาสาสมัครอย่างน้อย 100 ชั่วโมงต่อปี มีแนวโน้มอายุยืนกว่ากลุ่มอื่น ตัวเลขนี้คิดเป็นประมาณสองชั่วโมงต่อสัปดาห์ เป็นช่วงที่การให้สร้างความแตกต่างได้จริงโดยไม่ทำให้ผู้ให้ล้นเกิน
.
อีกเทคนิคที่สำคัญคือการ Chunking หรือรวมการให้ไว้ในวันเดียว งานวิจัยของ Sonja Lyubomirsky พบว่าเมื่อผู้เข้าร่วมทำความดีห้าครั้งในวันเดียวต่อสัปดาห์ พวกเขามีความสุขเพิ่มขึ้น แต่เมื่อกระจายเป็นวันละครั้ง ผลกลับเป็นศูนย์ การให้แบบกระจัดกระจายกลายเป็นกิจวัตรที่ไม่รู้สึก แต่การให้แบบรวมพลังสร้างผลกระทบที่จับต้องได้ทั้งต่อตัวเองและคนรอบข้าง
.
.
17. นิสัยภายนอกหลอกตาเราเสมอ เจตนาข้างในต่างหากที่สำคัญ
.
Grant อธิบายว่าทำไม Giver จึงตกเป็นเหยื่อของ Taker ได้ง่าย ปัญหาคือเราเหมารวมว่าคนดูเป็นมิตรคือ Giver และคนดูแข็งกระด้างคือ Taker แต่ความจริงสองมิตินี้แยกกัน คนดูเป็นมิตรอาจเป็น Taker ในคราบ Giver และคนดูแข็งกระด้างอาจเป็น Giver แท้ๆ
.
วิธีหลีกเลี่ยงคือสิ่งที่ Grant เรียกว่า Sincerity Screening Giver ที่ฉลาดเริ่มจากการให้ความไว้วางใจในตอนแรก แต่สังเกตในระยะยาวว่าใครตอบแทนและใครเอาเปรียบ การประเมินคนต้องอาศัยเวลาและพฤติกรรมในหลายสถานการณ์ ไม่ใช่ความรู้สึกแรกพบ ทักษะการแยกแยะเปลือกของบุคลิกออกจากเนื้อในของเจตนา คือเกราะที่ปกป้อง Giver จากการถูกใช้
.
.
18. กลยุทธ์ "ให้อภัยสองในสาม" ของ Giver ที่ฉลาด
.
นักคณิตศาสตร์ชีววิทยา Martin Nowak แห่ง Harvard ค้นพบว่ากลยุทธ์ที่ดีกว่าตาต่อตา ฟันต่อฟันคือ Generous Tit for Tat การตอบโต้แบบเอื้อเฟื้อ หลักคือเริ่มจากการร่วมมือ และตอบโต้เมื่ออีกฝ่ายตอบโต้ แต่บางครั้งให้อภัยและกลับไปร่วมมือ เพื่อหาคนที่ยอมเปลี่ยนแปลง สูตรของ Nowak คือตอบโต้สองในสามของเวลา และอีกหนึ่งในสามให้โอกาสอีกฝ่ายแก้ตัว
.
กลยุทธ์นี้ทำให้ Giver ไม่ใช่คนซื่อจนถูกหลอกซ้ำ และไม่ใช่คนแข็งจนตัดสายสัมพันธ์โดยไม่จำเป็น เมื่อพบ Taker Giver ควรเปลี่ยนโหมดเป็น Matcher ชั่วคราว เพื่อปกป้องตัวเองจากการเอาเปรียบ แต่ยังเปิดประตูให้อีกฝ่ายมีโอกาสกลับตัวเป็นครั้งคราว ความยืดหยุ่นในการปรับสไตล์การให้ตามสถานการณ์ คือสิ่งที่แยก Giver ที่เก่งออกจาก Giver ที่กลายเป็นเหยื่อ
.
.
19. Giver กล้าหาญที่สุดเมื่อต่อรองแทนคนอื่น
.
งานวิจัยของ Linda Babcock นักเศรษฐศาสตร์แห่ง Carnegie Mellon พบว่าผู้หญิงเจรจาเงินเดือนแย่กว่าผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ชายร้อยละ 57 พยายามต่อรองเงินเดือนแรก ผู้หญิงเพียงร้อยละ 7 เท่านั้น แต่เมื่อ Babcock ให้ผู้บริหารหญิงจินตนาการว่ากำลังเจรจาแทนลูกศิษย์ พวกเธอเจรจาได้เงินเดือนสูงกว่าผู้ชายถึง 14 เปอร์เซ็นต์ ปัญหาไม่ใช่ความสามารถ แต่คือการที่ Giver รู้สึกผิดเมื่อต้องผลักดันเพื่อตัวเอง แต่ไม่รู้สึกผิดเมื่อผลักดันเพื่อคนอื่น
.
วิธีแก้คือคิดว่าตัวเองเป็นตัวแทนของครอบครัวหรือทีมในการเจรจา การคิดแบบนี้ทำให้ Giver กล้ายืนหยัดในสิ่งที่สมควรได้รับ โดยไม่รู้สึกขัดกับคุณค่าของการเป็นผู้ให้ Grant เรียกการอธิบายเหตุผลโดยอ้างถึงคนที่เราเป็นตัวแทนว่า Relational Account ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ Giver เป็นนักเจรจาที่แข็งแกร่งโดยไม่ต้องสูญเสียความเป็นตัวเอง
.
.
20. การให้แพร่กระจายเมื่อคนรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน
.
Grant เล่าถึง Freecycle เครือข่ายที่ผู้คนให้สิ่งของฟรีๆ ให้กันที่เติบโตจากสามสิบคนเป็นเก้าล้านคนทั่วโลก สิ่งที่ทำให้มันทำงานได้ทั้งที่ดูเหมือนจะถูกเอาเปรียบโดยง่าย คือการสร้างอัตลักษณ์ร่วม สมาชิกรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่มีคุณค่าร่วมกัน เมื่อได้รับของจากคนแปลกหน้าโดยไม่ต้องตอบแทน พวกเขาอยากตอบแทนกลับด้วยการให้ผู้อื่นต่อไป
.
แม้แต่ Taker ในการศึกษาก็ให้สิ่งของในกลุ่ม Freecycle เฉลี่ยถึงเก้าชิ้น เพราะการให้กลายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมที่มองเห็นได้ งานวิจัยของ Robert Cialdini พบว่าการเห็นว่าคนรอบข้างทำอะไรเป็นบรรทัดฐาน ทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้มากกว่าเหตุผลใดๆ ในที่สุดความสำเร็จของ Giver คือการสร้างพื้นที่ที่ทำให้ผู้คนรอบข้างกล้าให้และอยากให้มากขึ้น เมื่อนั้นพายทั้งใบใหญ่ขึ้น และทุกคนได้ส่วนแบ่งที่ใหญ่กว่าเดิม
.
.
==========================
.
หลายคนยึดถือคุณค่าของการเป็น Giver อย่างเหนียวแน่น แต่กลับลังเลที่จะแสดงออกในที่ทำงาน ทว่าการเติบโตของการทำงานเป็นทีม งานบริการ และโซเชียลมีเดีย ได้เปิดโอกาสใหม่ๆ ให้ Giver สร้างความสัมพันธ์และชื่อเสียงที่เร่งและขยายความสำเร็จของพวกเขา เราได้เห็นหลักฐานแล้วว่า Giver สามารถขึ้นไปอยู่บนยอดของอาชีพที่หลากหลายอย่างน่าทึ่ง ตั้งแต่วิศวกร แพทย์ ไปจนถึงพนักงานขาย
.
ในความคิดของ Giver นิยามของความสำเร็จเองก็มีความหมายที่แตกต่างออกไป ในขณะที่ Taker มองความสำเร็จเป็นการบรรลุผลลัพธ์ที่เหนือกว่าผู้อื่น และ Matcher มองความสำเร็จในแง่ของการสร้างสมดุลระหว่างความสำเร็จส่วนตัวกับความยุติธรรมต่อผู้อื่น
.
Giver มักให้นิยามความสำเร็จว่าคือความสำเร็จส่วนบุคคลที่ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อผู้อื่น การให้นิยามความสำเร็จเช่นนี้อย่างจริงจัง อาจต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในวิธีที่องค์กรว่าจ้าง ประเมินผล ให้รางวัล และเลื่อนตำแหน่ง มันหมายถึงการให้ความสนใจไม่เพียงแค่ผลิตภาพของแต่ละคน แต่รวมถึงคลื่นกระทบของผลิตภาพนั้นที่มีต่อผู้อื่นด้วย
.
สิ่งที่น่าหลงใหลที่สุดเกี่ยวกับ Giver ที่ประสบความสำเร็จ คือพวกเขาขึ้นไปอยู่บนยอดโดยไม่ต้องดึงคนอื่นลง พวกเขาค้นพบวิธีขยายพายในแบบที่เป็นประโยชน์ทั้งกับตัวเองและคนรอบข้าง ในขณะที่ความสำเร็จในกลุ่ม Taker คือเกมที่ผลรวมเป็นศูนย์ ในกลุ่ม Giver ผลรวมทั้งหมดอาจยิ่งใหญ่กว่าผลบวกของส่วนย่อยๆ
.
คนเราใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตที่ตื่นอยู่ไปกับการทำงาน นั่นหมายความว่าสิ่งที่เราทำในที่ทำงานคือส่วนพื้นฐานของสิ่งที่เราเป็น หากเราสงวนคุณค่าของการเป็น Giver ไว้แค่ในชีวิตส่วนตัว แล้วชีวิตการงานของเราจะขาดอะไรไป ด้วยการขยับเข้าหาทิศทางของการเป็น Giver แม้เพียงเล็กน้อย เราอาจพบว่าชั่วโมงตื่นของเราถูกประดับด้วยความสำเร็จที่ใหญ่ขึ้น ความหมายที่ลึกขึ้น และผลกระทบที่ยั่งยืนกว่าครับ
.
.
.
.
#SuccessStrategies

