สรุป 30 ข้อคิดจากหนังสือ ชีววิทยาของมนุษย์ยามดีสุดขั้วและชั่วสุดขีด Behave: The Biology of Humans at Our Best and Worst เขียนโดย Robert M. Sapolsky

โรเบิร์ต ซาโพลสกีเปิดหนังสือเล่มนี้ด้วยข้อสังเกตที่สั่นสะเทือนความเชื่อ เขาบอกว่ามนุษย์ไม่ได้เกลียดความรุนแรง สิ่งที่เราเกลียดคือความรุนแรงที่ผิดที่ผิดเวลา เพราะความรุนแรงในบริบทที่ถูก เรากลับรักมัน
.
เราจ่ายเงินซื้อตั๋วเข้าสนามเพื่อดูคนต่อยกัน เราสอนลูกให้สู้กลับเมื่อถูกแกล้ง ภาษาประจำวันของเราเต็มไปด้วยอุปลักษณ์ทางทหาร เรารวมพลกันต่อสู้ เราสร้างศาสนาที่มีเรื่องราวความรุนแรงเป็นแก่นกลาง เลือกผู้นำที่เก่งในเรื่องนี้ และผู้หญิงจำนวนมากเลือกคู่ที่ชนะการต่อสู้
.
ซาโพลสกีตั้งคำถามที่ตามผู้อ่านไปตลอดเล่ม คนเดียวกันที่เหนี่ยวไกปืนเพื่อสังหารหมู่ในสถานการณ์หนึ่ง อาจเหนี่ยวไกปืนเพื่อปกป้องลูกของตัวเองในอีกสถานการณ์หนึ่ง การกระทำทางกายเหมือนกัน กล้ามเนื้อเดียวกัน เส้นประสาทเดียวกัน แต่ความหมายของมันต่างกันสุดขั้ว
.
ปริศนาของมนุษย์ไม่ใช่ว่าเราดีหรือเลว แต่คือเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใช้สรีระเดียวกันในการรักและในการทำลาย ใช้สมองเดียวกันในการสร้างโรงพยาบาลและสร้างค่ายกักกัน ใช้มือเดียวกันลูบหัวลูกตัวเองและขว้างก้อนหินใส่คนแปลกหน้า
.
หนังสือเล่มนี้คือการเดินทางหาคำตอบว่าทำไม โดยเริ่มจากวินาทีที่พฤติกรรมเกิดขึ้น แล้วย้อนเวลาออกไปทีละชั้น วินาทีก่อน นาทีก่อน ชั่วโมงก่อน วันก่อน ปีก่อน ทศวรรษก่อน จนถึงเมื่อบรรพบุรุษของเรายังเดินอยู่ในทุ่งหญ้าสะวันนา ซาโพลสกีไม่เชื่อว่ามีคำตอบเดียวสำหรับพฤติกรรมใดของมนุษย์ และยิ่งไม่เชื่อว่าคำว่าธรรมชาติของมนุษย์จะอธิบายอะไรได้
.
ต่อไปนี้คือ 30 บทเรียนที่กลั่นออกมาจากหนังสือเล่มนี้ครับ ชีววิทยาของมนุษย์ยามดีสุดขั้วและชั่วสุดขีด
.
.
==============
.
1. ไม่มีพฤติกรรมเดียวที่อธิบายได้ด้วยสาเหตุเดียว
.
ซาโพลสกีเปิดหนังสือด้วยกฎเหล็กข้อหนึ่งที่จะตามผู้อ่านไปตลอดเล่ม
.
การถามว่าทำไมคนนั้นทำแบบนั้นแล้วคาดหวังคำตอบเดียว คือกับดักทางความคิดที่ใหญ่ที่สุดของมนุษย์
.
ทุกพฤติกรรมที่คุณเห็นเป็นผลรวมของสัญญาณประสาทเมื่อหนึ่งวินาทีก่อน ฮอร์โมนที่ไหลเวียนเมื่อชั่วโมงก่อน ประสบการณ์ในช่วงวัยรุ่น การเลี้ยงดูในวัยเด็ก ยีนที่ได้รับจากพ่อแม่ วัฒนธรรมของบรรพบุรุษ และแรงกดดันเชิงวิวัฒนาการนับล้านปี
.
ซาโพลสกีเปรียบเทียบว่าคำถามที่ว่าพฤติกรรมมาจากธรรมชาติหรือการเลี้ยงดูนั้น เหมือนถามว่าพื้นที่ของสี่เหลี่ยมผืนผ้ามาจากความยาวหรือความกว้าง เป็นคำถามที่ผิดตั้งแต่ตั้ง คำตอบไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือการคูณกันของทุกชั้น
.
เมื่อใดที่คุณได้ยินคนอธิบายพฤติกรรมที่ซับซ้อนด้วยปัจจัยเดียว ไม่ว่าจะเป็นยีน ฮอร์โมน หรือการเลี้ยงดู คุณรู้ได้เลยว่าคนนั้นกำลังเล่าเรื่องที่ฟังแล้วสบายใจ ไม่ใช่เรื่องจริง
.
.
2. อะมิกดาลาคือบ้านของความกลัว และเป็นบ้านของความก้าวร้าวด้วย
.
สมองส่วนเล็กรูปอัลมอนด์ที่ฝังอยู่ลึกในขมับนี้คือศูนย์กลางของอารมณ์ดั้งเดิมที่สุดของเรา เมื่ออะมิกดาลาทำงานหนัก เรามองโลกเป็นภัยคุกคาม คนแปลกหน้ากลายเป็นศัตรู เสียงดังกลายเป็นเสียงปืน เงาในมุมห้องกลายเป็นโจร การทดลองที่ซาโพลสกีอ้างถึงพบว่าคนที่อะมิกดาลาถูกทำลายจะสูญเสียความสามารถในการรับรู้ภัยและกลายเป็นคนที่เชื่อใจคนแปลกหน้ามากเกินไป ในขณะที่คนที่อะมิกดาลาตื่นตัวเกินไปจะใช้ชีวิตในความหวาดผวาเรื้อรัง
.
สิ่งที่ซาโพลสกีย้ำหลายครั้งและเป็นความเข้าใจที่สำคัญที่สุดของบทนี้คือ ความก้าวร้าวส่วนใหญ่ของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากความโกรธบริสุทธิ์อย่างที่เราชอบคิด มันเกิดจากความกลัวที่แปลงร่างมา คนที่ทำร้ายคนอื่นบ่อยครั้งคือคนที่หวาดกลัวบางสิ่งมากกว่าจะเกลียดเป้าหมายตรงหน้า
.
การเข้าใจจุดนี้เปลี่ยนวิธีที่เรามองอาชญากร นักเหยียดผิว และคนที่ทำสงคราม จากปีศาจในจินตนาการกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่กำลังหวาดผวา และเมื่อเราเห็นความกลัวที่อยู่เบื้องหลังความเกลียด การตอบโต้ที่ฉลาดจะไม่ใช่การข่มขู่ให้กลัวยิ่งขึ้น แต่คือการลดความกลัวที่จุดเริ่มต้น
.
.
3. Prefrontal Cortex คือผู้ใหญ่ในห้องประชุมของสมอง
.
สมองส่วนหน้าที่อยู่หลังหน้าผากของคุณคือสิ่งที่ทำให้คุณยับยั้งใจไม่ตะโกนใส่หัวหน้า ไม่กินเค้กชิ้นที่สี่ ไม่ส่งข้อความตอนตีสามที่จะทำให้เสียใจตอนเช้า มันคือส่วนของสมองที่ทำสิ่งที่ยากกว่าเมื่อสิ่งที่ยากกว่าคือสิ่งที่ถูกต้อง ซาโพลสกีให้คำจำกัดความนี้ไว้สั้นและคมที่สุดในหนังสือ Prefrontal Cortex ไม่ได้ตัดสินว่าอะไรถูกอะไรผิดในเชิงศีลธรรม มันเพียงช่วยให้คุณทำในสิ่งที่ตัวคุณตัดสินใจไว้แล้วว่าควรทำ แม้ในวินาทีที่ทุกส่วนของร่างกายตะโกนว่าให้ทำอย่างอื่น
.
แต่มันก็เป็นส่วนที่พัฒนาช้าที่สุดของสมอง กว่าจะเสร็จสมบูรณ์เราอายุยี่สิบห้าปี นี่อธิบายได้มากว่าทำไมวัยรุ่นถึงตัดสินใจแบบที่ตัดสินใจ ทำไมเด็กอายุสิบเจ็ดจึงสามารถวางแผนชีวิตได้ในตอนเช้าและทำลายมันได้ในตอนเย็น และทำไมระบบยุติธรรมที่ตัดสินวัยรุ่นเหมือนผู้ใหญ่จึงเป็นความเข้าใจผิดทางชีววิทยาที่ราคาแพง
.
Prefrontal Cortex เป็นส่วนแรกของสมองที่อ่อนล้าลงเมื่อเราเครียด เหนื่อย หรือหิว นี่คือเหตุผลที่การโต้เถียงสำคัญในตอนดึก หลังเลิกงาน หรือก่อนกินข้าว มักจบลงด้วยการพูดในสิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจจะพูด
.
.
4. โดพามีนคือฮอร์โมนแห่งการคาดหวัง ไม่ใช่ความสุข
.
ซาโพลสกีอธิบายโดพามีนผ่านการทดลองที่ค่อยๆ ในการทดลองคลาสสิก ลิงตัวหนึ่งถูกฝึกให้รู้ว่าเมื่อไฟติดขึ้น ถ้ามันกดคันโยกสิบครั้งจะได้ลูกเกดเป็นรางวัล ตอนแรกๆ โดพามีนพุ่งสูงสุดในวินาทีที่ได้ลูกเกด แต่เมื่อลิงทำซ้ำมากขึ้นจนรู้แน่ว่าทำแล้วได้ จุดที่โดพามีนพุ่งสูงที่สุดกลับเลื่อนไปอยู่ที่วินาทีที่ไฟติด ไม่ใช่ตอนได้รางวัล โดพามีนจึงไม่ได้เกี่ยวกับการได้รับรางวัล แต่เกี่ยวกับการคาดหวังรางวัล ซาโพลสกีสรุปประโยคนี้ไว้สั้นและคมว่าโดพามีนคือความรู้สึก "ฉันรู้ว่าทุกอย่างทำงานอย่างไร และมันกำลังจะดี"
.
การทดลองต่อมา เมื่อนักวิจัยเปลี่ยนกติกาให้ลิงได้ลูกเกดแค่ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของการกดคันโยก โดพามีนกลับพุ่งสูงกว่าเดิมมาก ซาโพลสกีเขียนว่าไม่มีอะไรเติมเชื้อเพลิงให้โดพามีนได้เท่ากับคำว่า "อาจจะ" นี่คือเหตุผลที่คาสิโนในลาสเวกัสออกแบบมาให้คนติด ในทางตรรกะการพนันไม่ควรกระตุ้นโดพามีนเลยเพราะโอกาสชนะต่ำมาก แต่การออกแบบสภาพแวดล้อมไม่ให้รู้เวลา การเสิร์ฟเหล้าราคาถูกเพื่อทำให้สมองส่วนหน้าทำงานไม่เต็มที่ และการสร้างความรู้สึกว่าวันนี้คือวันโชคดี ทั้งหมดนี้บิดเบือนการรับรู้โอกาสจนสมองหลั่งโดพามีนราวกับว่าจะชนะจริง
.
ประโยคที่ซาโพลสกีสรุปไว้คือ ถ้ามนุษย์ถูกออกแบบโดยวิศวกร ยิ่งบริโภคมากขึ้นเราควรอยากน้อยลง แต่โศกนาฏกรรมของมนุษย์คือยิ่งบริโภคมาก เรากลับยิ่งหิว
.
.
5. เทสโทสเตอโรนไม่ได้ทำให้คนก้าวร้าว แต่ทำให้คนทำอะไรก็ตามที่จำเป็นต่อการรักษาสถานะ
.
ซาโพลสกีรื้อตำนานที่ใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งของจิตวิทยาประชาชน เทสโทสเตอโรนไม่ใช่ฮอร์โมนของความรุนแรง ในสังคมที่สถานะมาจากความก้าวร้าว มันจะทำให้คนก้าวร้าวขึ้นจริง แต่การทดลองในเกมเศรษฐศาสตร์ที่ผู้ชายต้องตัดสินใจว่าจะแบ่งเงินกับคู่เล่นอย่างไรในเงื่อนไขที่ความใจกว้างคือสิ่งที่ทำให้คุณดูดีในสายตาสังคม ผู้ชายที่ได้รับเทสโทสเตอโรนสังเคราะห์กลับใจกว้างมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ
.
มันคือฮอร์โมนของการรักษาภาพลักษณ์ทางสังคม ไม่ใช่ฮอร์โมนของการต่อสู้ ปัญหาของผู้ชายในสังคมที่นิยมความรุนแรงจึงไม่ได้อยู่ที่ฮอร์โมน แต่อยู่ที่นิยามของสิ่งที่ทำให้พวกเขาภูมิใจ
.
ถ้าคุณเปลี่ยนนิยามของความเป็นชาย เทสโทสเตอโรนตัวเดียวกันจะสร้างผู้ชายคนละแบบ ซาโพลสกีเสริมว่าระดับเทสโทสเตอโรนระหว่างมนุษย์ปกติแตกต่างกันน้อยกว่าที่คนเข้าใจ และความแตกต่างของพฤติกรรมระหว่างผู้ชายส่วนใหญ่จึงไม่ได้มาจากฮอร์โมน แต่มาจากบริบทและสิ่งที่พวกเขาได้รับการสอนว่าหมายถึงความเป็นชาย
.
.
6. ออกซิโทซินคือฮอร์โมนของการแบ่งฝักฝ่าย ไม่ใช่ฮอร์โมนแห่งความรัก
.
ออกซิโทซินถูกขนานนามว่าเป็นโมเลกุลแห่งความรักในสื่อยอดนิยม แต่ซาโพลสกีชี้ให้เห็นว่ามันทำให้เรารักคนในกลุ่มของเรา และในเวลาเดียวกันมันก็ทำให้เราระแวงและก้าวร้าวกับคนนอกกลุ่ม
.
การทดลองที่ชัดที่สุดคือการให้ผู้ชายชาวดัตช์ได้รับออกซิโทซินผ่านสเปรย์จมูก แล้วให้พวกเขาเล่นเกมที่ต้องตัดสินใจในสถานการณ์รถไฟคลาสสิก ถ้าเป้าหมายที่ต้องเสียสละชื่อแบบดัตช์ พวกเขาลังเลและพยายามไม่เสียสละ ถ้าชื่อแบบเยอรมันหรือตะวันออกกลาง พวกเขาตัดสินใจเสียสละเร็วขึ้น
.
ออกซิโทซินคือสายใยที่ยึดครอบครัวเอาไว้ แต่มันก็คือสายใยที่ยึดชาตินิยมและการเหยียดเชื้อชาติเอาไว้ด้วย ฮอร์โมนเดียวกันที่ทำให้แม่ปกป้องลูกคือฮอร์โมนที่ทำให้แม่กลัวเด็กคนอื่น ความรักและความเกลียดในมนุษย์จึงผูกติดกันที่ระดับเคมีอย่างที่เราไม่อยากยอมรับ เมื่อเข้าใจสิ่งนี้ การพูดถึงพลังแห่งความรักที่จะเปลี่ยนโลกต้องระวัง เพราะความรักที่ไม่ขยายขอบเขตคือเชื้อเพลิงของสงคราม
.
.
7. ความเครียดเรื้อรังเปลี่ยนสมองในแบบที่กลับคืนไม่ได้ง่ายๆ
.
ในฐานะที่ซาโพลสกีเขียน Why Zebras Don't Get Ulcers ไว้ก่อนหน้า เขานำความรู้นั้นมาขยายในเล่มนี้ ความเครียดเฉียบพลันมีประโยชน์ มันคือสิ่งที่ทำให้บรรพบุรุษเราหนีจากสิงโตได้ทัน หัวใจเต้นเร็ว เลือดสูบไปกล้ามเนื้อ การย่อยอาหารหยุดชั่วคราว ระบบภูมิคุ้มกันลดการทำงานชั่วคราว ทุกอย่างปรับให้พร้อมเอาตัวรอดในห้านาที
.
แต่ความเครียดเรื้อรังที่ระบบเตือนภัยไม่เคยปิดคือสิ่งที่ทำลายร่างกายและสมอง คอร์ติซอลที่ไหลเวียนนานเกินไปจะทำให้ฮิปโปแคมปัสฝ่อ ความจำเสื่อม การเรียนรู้สิ่งใหม่ทำได้ยากขึ้น อะมิกดาลาขยายขนาด ความกลัวจึงรุนแรงขึ้น และ Prefrontal Cortex เสื่อมลง การควบคุมตัวเองพังลง
.
คนที่อยู่ในความยากจนเรื้อรังหรือความรุนแรงเรื้อรังจึงไม่ใช่แค่ทุกข์ใจ แต่สมองของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปทางกายภาพในแบบที่ต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะฟื้น และในบางกรณีก็ไม่ฟื้นเลย ม้าลายไม่เป็นโรคแผลในกระเพาะเพราะพอวิ่งหนีสิงโตเสร็จก็หยุดเครียด มนุษย์เป็นเพราะเรายังคิดถึงสิงโตที่อาจมีในอีกสิบปีและสิงโตที่เคยมีเมื่อสิบปีก่อนพร้อมกัน
.
.
8. วัยรุ่นไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่ตัดสินใจผิดพลาด แต่คือสิ่งมีชีวิตที่กำลังถูกสร้างขึ้น
.
สมองวัยรุ่นมีระบบอารมณ์ที่พัฒนาเต็มที่แล้ว แต่ระบบเบรกยังสร้างไม่เสร็จ พวกเขาจึงเห็นโลกในสีสันที่จัดจ้านกว่า รู้สึกอะไรลึกซึ้งกว่า และตัดสินใจเสี่ยงในแบบที่ผู้ใหญ่ไม่กล้า
.
ความรักครั้งแรกของวัยรุ่นรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องเป็นตายเพราะที่ระดับสมอง มันคือเรื่องเป็นตายจริงๆ เพลงที่ฟังในช่วงอายุสิบห้าจะติดอยู่ในสมองตลอดชีวิตเพราะวัยรุ่นคือช่วงที่ระบบโดพามีนตอบสนองรุนแรงที่สุด ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ถูกบันทึกด้วยความเข้มข้นที่ผู้ใหญ่ไม่สามารถสัมผัสได้อีก
.
แต่นี่คือคุณสมบัติที่จำเป็นทางวิวัฒนาการ ถ้าวัยรุ่นทุกคนคิดรอบคอบเหมือนคนแก่ มนุษยชาติคงไม่เคยออกจากถ้ำ ไม่เคยข้ามมหาสมุทร ไม่เคยตกหลุมรักคนที่ครอบครัวไม่อนุญาต ไม่เคยตั้งคำถามกับศาสนาที่สอนกันมาเป็นพันปี
.
ซาโพลสกีเตือนพ่อแม่ที่กำลังเหนื่อยกับลูกวัยรุ่นให้เข้าใจว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในห้องของลูกคือการก่อสร้างสมองมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา บทบาทของผู้ใหญ่ไม่ใช่หยุดการก่อสร้าง แต่คือการเป็นโครงสร้างที่มั่นคงพอให้การก่อสร้างนั้นเกิดขึ้นได้อย่างปลอดภัย
.
.
9. การเลี้ยงดูในวัยเด็กเขียนพันธสัญญาบนสมอง
.
แม่ที่กอดลูก แม่ที่ละเลย พ่อที่อ่านนิทาน พ่อที่ขว้างจาน เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้ผ่านไปแล้วผ่านไปเลย มันเปลี่ยนวิธีที่ยีนแสดงออก เปลี่ยนความหนาแน่นของตัวรับฮอร์โมน เปลี่ยนการตอบสนองต่อความเครียดในวัยผู้ใหญ่
.
ซาโพลสกีอ้างถึงงานวิจัยของไมเคิล มีนีย์ เขาพบว่าลูกหนูที่แม่เลียและดูแลเยอะจะโตเป็นหนูที่กล้าหาญและสำรวจโลก มีคอร์ติซอลต่ำกว่าเมื่อเครียด และฮิปโปแคมปัสใหญ่กว่า ในขณะที่ลูกหนูที่แม่ละเลยจะโตเป็นหนูที่ขี้กลัวและตอบสนองต่อความเครียดเกินจริงตลอดชีวิต
.
ที่น่าตกใจกว่านั้นคือลูกหนูเหล่านี้จะส่งต่อพฤติกรรมการเลี้ยงลูกแบบเดียวกันต่อไป แม่ที่ละเลยจะเลี้ยงลูกที่กลายเป็นแม่ที่ละเลย วัฏจักรนี้ส่งผ่านได้สามชั่วอายุโดยไม่ต้องผ่านยีน เพราะมันส่งผ่านพฤติกรรมที่เปลี่ยนการแสดงออกของยีน
.
ผู้ใหญ่ที่ตอบสนองต่อแรงกดดันด้วยความสงบกับผู้ใหญ่ที่ตอบสนองด้วยการระเบิด ความแตกต่างมักเริ่มต้นจากห้าปีแรกของชีวิตที่พวกเขาเองจำไม่ได้ด้วยซ้ำ นี่คือเหตุผลว่าทำไมการลงทุนกับการดูแลเด็กในช่วงปฐมวัยจึงให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในบรรดาการลงทุนทางสังคมทั้งหมด
.
.
10. ความยากจนคือพิษทางประสาทวิทยา
.
นี่คือข้อสรุปที่หนักหน่วงที่สุดข้อหนึ่งในเล่ม ซาโพลสกีรวบรวมหลักฐานจากร้อยกว่างานวิจัยและสรุปอย่างไม่ลังเลว่า การเติบโตในความยากจนทำลายพัฒนาการของ Prefrontal Cortex ทำลายความสามารถในการควบคุมตัวเอง ทำลายความจำใช้งาน ทำลายภาษาที่ใช้ได้ และเพิ่มการตอบสนองของอะมิกดาลาให้รุนแรงเกินจริง
.
เด็กอายุห้าขวบจากครอบครัวยากจนมีคำศัพท์ที่ใช้ได้น้อยกว่าเด็กจากครอบครัวรวยถึงสามสิบล้านคำสะสม ไม่ใช่เพราะพ่อแม่รักลูกน้อยกว่า แต่เพราะพ่อแม่ที่ต้องทำสามงานเพื่อหาเงินซื้อข้าวไม่มีเวลาคุยกับลูก
.
เด็กที่โตในย่านที่มีเสียงปืนเป็นเรื่องปกติจะมีสมองที่ตื่นตัวต่อภัยคุกคามตลอดเวลา ระบบเตือนภัยไม่เคยปิด คอร์ติซอลไหลเวียนสูงตลอด การเรียนหนังสือกลายเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้เพราะสมองกำลังทำงานเอาตัวรอด ไม่ใช่เรียนพีชคณิต
.
ปัญหาไม่ใช่ว่าคนจนทำตัวแย่กว่า แต่คือสภาพแวดล้อมที่บีบบังคับให้สมองพัฒนาในแบบที่เอาตัวรอดวันต่อวัน แต่เสียโอกาสในระยะยาว การโทษคนจนว่าขาดวินัยจึงเป็นการเข้าใจผิดทางวิทยาศาสตร์อย่างสิ้นเชิง และการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำจึงไม่ใช่เรื่องของจริยธรรมเพียงอย่างเดียว แต่คือเรื่องของการลงทุนในศักยภาพสมองของคนรุ่นต่อไป
.
.
11. ยีนไม่ใช่ชะตากรรม แต่คือบทสนทนากับสิ่งแวดล้อม
.
ทุกครั้งที่คนพูดว่ามียีนของ X เขามักเข้าใจผิด ยีนไม่ได้ทำงานในสุญญากาศ มันแสดงออกหรือเงียบขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่มันอยู่ ตัวอย่างที่ดังที่สุดในเล่มคือยีน MAOA ที่บางสื่อเรียกว่ายีนนักรบ คนที่มี MAOA แบบความเสี่ยงสูงไม่ได้เป็นอาชญากรเสมอไป
.
งานวิจัยในนิวซีแลนด์ติดตามเด็กผู้ชายหลายพันคนตั้งแต่เกิดจนโต และพบว่าคนที่มียีนความเสี่ยงสูงและเติบโตในครอบครัวที่ไม่มีความรุนแรงมีโอกาสเป็นอาชญากรเท่ากับคนทั่วไป แต่คนที่มียีนเดียวกันและเติบโตในครอบครัวที่รุนแรงมีโอกาสสูงเป็นสิบเท่า
.
ยีนเสนอความเป็นไปได้ สิ่งแวดล้อมตัดสินว่าความเป็นไปได้ใดจะกลายเป็นจริง ความเข้าใจนี้สำคัญเพราะมันบอกเราว่าการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเปลี่ยนชีวิตคนได้จริง ไม่ใช่แค่คำปลอบใจ และมันก็เป็นเหตุผลที่การพยายามคัดเลือกคนด้วยพันธุกรรมในประวัติศาสตร์ของขบวนการยูจีนิกส์เป็นทั้งการละเมิดสิทธิและความเข้าใจผิดทางวิทยาศาสตร์ในเวลาเดียวกัน
.
คนไม่ใช่ผลรวมของยีน แต่คือผลรวมของยีนคูณด้วยทุกวันที่เขามีชีวิตอยู่
.
.
12. มนุษย์แบ่งโลกเป็นเราและพวกเขาในเสี้ยววินาที
.
การทดลองด้วย fMRI ที่ซาโพลสกีอ้างถึงน่าตกใจ เมื่อภาพคนต่างเชื้อชาติปรากฏให้กลุ่มตัวอย่างเห็นเพียงเศษเสี้ยววินาทีที่จิตสำนึกยังประมวลผลไม่ทัน อะมิกดาลาก็ทำงานเรียบร้อยแล้ว สมองของเราถูกออกแบบให้แบ่งโลกเป็นพวกเดียวกันกับพวกอื่นเร็วกว่าที่เราจะรู้ตัว และนี่เกิดขึ้นแม้ในคนที่เชื่ออย่างจริงใจว่าตัวเองไม่เหยียดเชื้อชาติ
.
แต่ข่าวดีคือนิยามของพวกเดียวกันนั้นยืดหยุ่นมาก ในการทดลอง คนที่ใส่เสื้อสีเดียวกันเป็นเวลาห้านาทีก็เริ่มรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกันได้ คนที่เชียร์ทีมฟุตบอลเดียวกันสามารถมองข้ามเชื้อชาติของเพื่อนร่วมเชียร์
.
คนที่ต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาเดียวกันจะลืมเรื่องสีผิวภายในไม่กี่ชั่วโมง การเหยียดเชื้อชาติจึงไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ที่แก้ไม่ได้ แต่คือนิสัยของสมองที่เลือกเส้นแบ่งผิด สิ่งที่ทำได้คือสอนสมองให้ขีดเส้นใหม่ ทุกครั้งที่คุณทำงานกับคนต่างเชื้อชาติ ทุกครั้งที่คุณเป็นเพื่อนกับคนต่างศาสนา ทุกครั้งที่คุณรักคนที่ครอบครัวไม่อนุญาต คุณกำลังลบเส้นเก่าและขีดเส้นใหม่ในสมองตัวเอง
.
.
13. ความรู้สึกผิดและความอับอายคือสองสัตว์คนละชนิด
.
ซาโพลสกีแยกแยะอย่างระมัดระวังระหว่างสองอารมณ์ที่คนมักสับสน ความรู้สึกผิดคือฉันทำสิ่งที่แย่ ความอับอายคือฉันเป็นคนแย่ ความรู้สึกผิดเฉพาะเจาะจงกับการกระทำ มันบอกว่าการกระทำผิด แต่ตัวคุณยังเป็นคนที่สามารถแก้ไขได้ ความอับอายเหมารวมทั้งตัวตน มันบอกว่าคุณคือสิ่งที่ผิด และไม่มีอะไรที่คุณทำในวันนี้จะเปลี่ยนสิ่งนั้นได้
.
ความรู้สึกผิดมีประโยชน์ มันผลักดันให้คนแก้ไขสิ่งที่ทำลงไป ขอโทษ ชดเชย เปลี่ยนพฤติกรรม ในขณะที่ความอับอายมักทำให้คนปกป้องตัวเอง โทษคนอื่น ซ่อนตัว หรือทำลายตัวเองต่อ การศึกษาในนักโทษพบว่าคนที่รู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำมีโอกาสไม่กลับมาทำผิดซ้ำ ในขณะที่คนที่รู้สึกอับอายมีโอกาสกระทำผิดซ้ำสูงกว่ามาก
.
สังคมที่ใช้ความอับอายเป็นเครื่องมือควบคุมจึงสร้างคนที่ขาดความสามารถในการรับผิดชอบ ในขณะที่สังคมที่อนุญาตให้คนรู้สึกผิดโดยไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองเลวจะสร้างคนที่กล้าเปลี่ยนแปลง บทเรียนนี้สำคัญสำหรับพ่อแม่ ครู ผู้นำ และโดยเฉพาะตัวเราเองเมื่อคุยกับตัวเองหลังทำผิด
.
.
14. ศีลธรรมส่วนใหญ่เกิดจากอารมณ์ก่อน แล้วเหตุผลตามมาทีหลัง
.
ซาโพลสกีอ้างถึงงานของโจนาธาน ไฮดท์อย่างละเอียด คนเราตัดสินว่าอะไรถูกอะไรผิดด้วยความรู้สึกในเสี้ยววินาที จากนั้นจึงค้นหาเหตุผลมาสนับสนุนการตัดสินใจที่อารมณ์ทำไปแล้ว
.
ตัวอย่างคลาสสิกคือเรื่องพี่น้องที่มีเพศสัมพันธ์กันโดยใช้การคุมกำเนิดอย่างปลอดภัย ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเดือดร้อน ทั้งคู่ยินยอม และไม่ทำซ้ำ คนส่วนใหญ่จะรู้สึกทันทีว่ามันผิด แต่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมเมื่อทุกข้อโต้แย้งที่ยกมาถูกหักล้าง คำตอบสุดท้ายมักลงเอยที่มันแค่ผิด ฉันรู้สึกได้
.
ไฮดท์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่าช้างกับคนขับช้าง อารมณ์คือช้าง เหตุผลคือคนขับที่นึกว่าตัวเองควบคุมช้าง แต่จริงๆ แล้วช้างไปไหนคนขับก็ต้องตามไป ความเข้าใจนี้สำคัญเพราะมันหมายความว่าการโต้เถียงด้วยข้อมูลและตรรกะกับคนที่มีจุดยืนทางศีลธรรมแตกต่างกันมักไม่ได้ผล
.
สิ่งที่เปลี่ยนใจคนได้คืออารมณ์ใหม่ ประสบการณ์ใหม่ หรือความสัมพันธ์ใหม่ ไม่ใช่ข้อโต้แย้งที่แหลมคมขึ้น คนที่เปลี่ยนใจเรื่องสิทธิของคนรักเพศเดียวกันส่วนใหญ่ไม่ได้เปลี่ยนเพราะอ่านบทความ แต่เพราะมีลูกหลานหรือเพื่อนสนิทออกมาเปิดเผยตัว
.
.
15. ความเห็นอกเห็นใจของมนุษย์มีพรมแดน และพรมแดนนั้นเลื่อนได้
.
มนุษย์ไม่ได้เห็นอกเห็นใจทุกคนเท่ากัน เราสงสารคนหนึ่งคนที่มีหน้าและชื่อมากกว่าคนเป็นแสนที่เป็นแค่ตัวเลข เราร้องไห้ให้สุนัขในข่าวมากกว่าผู้ลี้ภัยอีกฝั่งโลก สตาลินเคยพูดประโยคที่โหดร้ายแต่จริงว่าการตายของคนหนึ่งคือโศกนาฏกรรม การตายของคนล้านคนคือสถิติ
.
ซาโพลสกีอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่าความเหนื่อยล้าของความเห็นอกเห็นใจ และมันเป็นข้อจำกัดทางชีววิทยาที่จริง สมองของเราถูกออกแบบให้รับรู้ความทุกข์ในขนาดของเผ่าเล็กๆ ประมาณร้อยห้าสิบคนที่บรรพบุรุษเราอยู่ด้วย ไม่ใช่ขนาดของโลกแปดพันล้านคน เมื่อตัวเลขใหญ่เกินไป สมองปิดสวิตช์เพราะรับมือไม่ไหว
.
แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือเราสามารถขยายวงของความเห็นอกเห็นใจได้ผ่านเรื่องเล่า ผ่านศิลปะ ผ่านการพบเจอตัวต่อตัว เมื่อแอนน์ แฟรงค์เขียนไดอารี เธอเปลี่ยนเหยื่อหกล้านคนให้กลายเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ผู้อ่านรู้สึกว่ารู้จัก ประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนคือประวัติศาสตร์ของการขยายพรมแดนนี้ทีละนิด จากเผ่าตัวเอง ไปยังชาติ ไปยังเชื้อชาติ ไปยังเพศ ไปยังสัตว์ และอาจไปยังคนรุ่นต่อไปที่ยังไม่เกิด
.
.
16. ลำดับชั้นทำให้ทั้งคนข้างบนและคนข้างล่างป่วย แต่ป่วยคนละแบบ
.
จากงานวิจัยลิงบาบูนในเคนยาที่ซาโพลสกีใช้เวลาสามทศวรรษเก็บตัวอย่างเลือดและสังเกตพฤติกรรม เขาพบรูปแบบที่ชัดเจน
.
ลิงตัวผู้ที่อยู่อันดับสูงสุดมีคอร์ติซอลในเลือดสูงเพราะต้องคอยปกป้องสถานะจากการท้าทาย ทุกวันคือการเฝ้าระวัง
.
ในขณะที่ลิงอันดับต่ำสุดมีคอร์ติซอลสูงเพราะถูกรังแกตลอดเวลา ถูกแย่งอาหาร ถูกแย่งคู่ ถูกตี
.
ลิงที่มีสุขภาพดีที่สุดในฝูงคือลิงระดับกลางที่มีเพื่อนเยอะ มีคู่นอนที่อยู่ด้วยกันนาน และไม่ต้องสนใจการเมืองของฝูง ความสัมพันธ์มีค่ามากกว่าสถานะในเชิงสุขภาพ
.
ในสังคมมนุษย์ก็คล้ายกัน ความไม่เท่าเทียมที่รุนแรงทำลายสุขภาพของทั้งคนรวยและคนจน คนรวยป่วยจากความกลัวจะเสียสิ่งที่มี จากความระแวงคนรอบข้าง จากความเหงาในยอดของพีระมิด คนจนป่วยจากการไม่มีอำนาจควบคุมชีวิตตัวเอง จากความรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า
.
งานวิจัยของริชาร์ด วิลคินสันแสดงให้เห็นว่าสังคมที่เท่าเทียมกว่ามีอายุขัยเฉลี่ยสูงกว่าและความสุขมากกว่า แม้แต่ในกลุ่มคนรวยของสังคมนั้นก็ตาม คนรวยในสวีเดนสุขภาพดีกว่าคนรวยในอเมริกา เพราะสภาพแวดล้อมที่เครียดน้อยกว่าส่งผลถึงทุกคน
.
.
17. ผู้นำที่ดีที่สุดในธรรมชาติคือผู้นำที่ไม่ต้องการตำแหน่ง
.
ในฝูงบาบูนที่ซาโพลสกีศึกษา มีเหตุการณ์ที่กลายเป็นตำนานทางวิทยาศาสตร์ ฝูงหนึ่งที่ลิงตัวผู้ที่ก้าวร้าวที่สุดทั้งหมดตายไปเพราะกินขยะปนเปื้อนวัณโรคจากกองขยะของโรงแรมในละแวกนั้น ตัวผู้ที่เหลือคือพวกที่ไม่กล้าแย่งอาหารกับตัวผู้อันธพาล จึงรอดชีวิต ฝูงนั้นเปลี่ยนวัฒนธรรมไปเลย ระดับความก้าวร้าวลดลง ระดับความเครียดของทุกตัวลดลง ลิงตัวเมียและลูกลิงมีชีวิตที่ดีขึ้น
.
และที่น่าทึ่งคือเมื่อตัวผู้ใหม่ย้ายเข้ามาในฝูงจากที่อื่น ตัวผู้เหล่านี้ก็เรียนรู้วัฒนธรรมแห่งความสงบนี้ภายในไม่กี่เดือน วัฒนธรรมส่งต่อข้ามรุ่นโดยไม่ต้องมียีนเปลี่ยน
.
บทเรียนคือผู้นำกำหนดวัฒนธรรม และวัฒนธรรมเปลี่ยนได้แม้ในสัตว์ ซาโพลสกีนำมาต่อยอดว่าในมนุษย์ ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมักไม่ใช่คนที่กระหายอำนาจ แต่คือคนที่ถูกผลักให้รับผิดชอบเพราะคุณสมบัติของพวกเขา และเมื่อหมดหน้าที่ก็ยินดีปล่อยมือ
.
จอร์จ วอชิงตันที่ปฏิเสธการเป็นกษัตริย์ เนลสัน แมนเดลาที่ลงจากตำแหน่งหลังหนึ่งวาระทั้งที่อยู่ต่อได้ คนที่หิวอำนาจคือคนที่อันตรายที่สุดที่จะมีอำนาจ และระบบสังคมที่ฉลาดควรออกแบบให้คนแบบหลังไม่สามารถขึ้นถึงตำแหน่งสูงสุดได้
.
.
18. ศาสนาเป็นทั้งยาและพิษ ขึ้นอยู่กับวิธีที่มันถูกใช้
.
ซาโพลสกีในฐานะที่ตัวเขาเองเป็นผู้ไม่นับถือศาสนา เขียนเรื่องศาสนาด้วยความยุติธรรมที่น่าทึ่ง ศาสนามีบทบาทสำคัญในวิวัฒนาการของมนุษย์ในการสร้างความร่วมมือขนาดใหญ่ เมื่อคนเริ่มเชื่อในพระเจ้าที่มองเห็นทุกอย่างและจะลงโทษคนโกง ความไว้วางใจระหว่างคนแปลกหน้าจึงเป็นไปได้
.
การค้าระยะไกล การก่อตั้งเมือง การสร้างกองทัพพันธมิตร ทั้งหมดนี้ต้องการความเชื่อร่วมที่ใหญ่กว่าครอบครัว ผู้ที่นับถือศาสนาอย่างจริงจังในงานวิจัยมีสุขภาพดีกว่าและมีชีวิตยืนยาวกว่าโดยเฉลี่ย เพราะมีชุมชนสนับสนุน มีความหมายในชีวิต และมีกรอบรับมือกับความตายและความสูญเสีย
.
แต่ในขณะเดียวกัน ศาสนาก็เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการแบ่งฝักฝ่ายและสร้างความเกลียดชัง สงครามที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์เกิดในนามของพระเจ้า การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การประหารพวกนอกรีต การกีดกันผู้หญิง ทั้งหมดอ้างคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์
.
สิ่งเดียวกันที่ทำให้คนเสียสละชีวิตเพื่อคนแปลกหน้าคือสิ่งที่ทำให้คนเข่นฆ่าคนแปลกหน้า ความขัดแย้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ศาสนาเองในฐานะระบบ แต่อยู่ที่ธรรมชาติของมนุษย์ที่ใช้ทุกสิ่งเพื่อแบ่งพวกเรากับพวกเขา แม้แต่คำสอนเรื่องความรักก็ถูกบิดให้กลายเป็นอาวุธได้
.
.
19. การลงโทษที่รุนแรงไม่ได้ลดอาชญากรรม
.
หลักฐานทางสมองที่ซาโพลสกีรวบรวมชี้ชัดว่าความกลัวการลงโทษไม่ได้ทำงานในคนที่อะมิกดาลาตื่นตัวมากเกินไปหรือ Prefrontal Cortex ทำงานไม่เต็มที่ คนเหล่านี้ตัดสินใจตามอารมณ์ปัจจุบัน ไม่ใช่ผลที่จะเกิดในอีกหลายปี
.
เด็กชายในย่านยากจนที่ตัดสินใจขายยาไม่ใช่เพราะไม่รู้ว่าจะติดคุก เขารู้ดี แต่สมองที่ปรับให้เอาตัวรอดวันต่อวันคำนวณว่าเงินวันนี้สำคัญกว่าโทษในอนาคตที่ไกลเกินจะจินตนาการ
.
การมีโทษประหารหรือโทษจำคุกตลอดชีวิตจึงไม่ได้ลดอาชญากรรมรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ รัฐในอเมริกาที่ยกเลิกโทษประหารกับรัฐที่ยังมีไม่แสดงความแตกต่างของอัตราอาชญากรรม ประเทศที่ลงโทษหนักกับประเทศที่เน้นการบำบัดและคืนสู่สังคมมีตัวเลขที่บอกเรื่องตรงกันข้ามกับสามัญสำนึก
.
สิ่งที่ลดอาชญากรรมจริงคือการลดความยากจน เพิ่มการศึกษา ลดความเครียดในครอบครัว ดูแลแม่ตั้งครรภ์ให้ดี ลดสารตะกั่วในสิ่งแวดล้อม และให้ทางเลือกที่มีศักดิ์ศรีกับคนที่อาจหันไปทำผิด นี่ไม่ใช่อุดมคติของนักสังคมสงเคราะห์ใจอ่อน แต่คือข้อสรุปจากประสาทวิทยาศาสตร์และเศรษฐศาสตร์อาชญากรรม
.
.
20. เจตจำนงเสรีอาจเป็นภาพลวงตา และนั่นเปลี่ยนทุกอย่าง
.
นี่คือข้อที่อ่านแล้วต้องวางหนังสือลงและคิด ซาโพลสกีโต้แย้งว่าเมื่อเรารวมทุกชั้นของการอธิบายพฤติกรรมเข้าด้วยกัน ยีนที่คุณไม่ได้เลือก ฮอร์โมนในครรภ์แม่ที่คุณไม่ได้เลือก พ่อแม่ที่คุณไม่ได้เลือก วัยเด็กที่คุณไม่ได้เลือก สมองที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงนั้นที่คุณไม่ได้เลือก วัฒนธรรมที่ล้อมรอบคุณที่คุณไม่ได้เลือก วิวัฒนาการล้านปีที่ทำให้คุณเป็นมนุษย์ที่คุณไม่ได้เลือก
.
ไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับสิ่งที่เรียกว่าการเลือกอย่างอิสระที่ลอยอยู่นอกเหนือสาเหตุทางวัตถุ ทุกการตัดสินใจของคุณในวินาทีนี้คือผลของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้า
.
ถ้าสิ่งนี้จริง การลงโทษเพื่อแก้แค้นกลายเป็นเรื่องไร้สาระ อาชญากรไม่ใช่คนชั่ว แต่คือสมองที่พังในแบบที่เขาไม่ได้เลือก ซาโพลสกีไม่ได้บอกว่าเราไม่ควรมีคุก แต่บอกว่าเราควรมีคุกแบบเดียวกับที่เรากักตัวคนติดเชื้อในโรคระบาด ไม่ใช่เพื่อทรมาน ไม่ใช่เพราะเขาเลือกที่จะติดเชื้อ แต่เพื่อปกป้องสังคมและรักษาเขาให้กลับมาใช้ชีวิตได้
.
ความเข้าใจนี้ไม่ทำให้คนทำชั่วได้ง่ายขึ้น แต่ทำให้สังคมจัดการกับคนทำชั่วได้ฉลาดขึ้น
.
.
21. มนุษย์ไม่ใช่สัตว์ที่ก้าวร้าวที่สุด แต่เป็นสัตว์ที่ก้าวร้าวซับซ้อนที่สุด
.
ซาโพลสกีเตือนว่าอย่ามองมนุษย์เป็นลิงที่มีปืน หลายคนคิดว่าเราอันตรายเพราะธรรมชาติของไพรเมตก้าวร้าวกว่าสัตว์อื่น
.
แต่ความจริงคือชิมแปนซีก็ทำสงครามและฆ่ากันเองอย่างเป็นระบบ มีหลักฐานชัดเจนของการที่ฝูงชิมแปนซีฝูงหนึ่งออกล่าฆ่าสมาชิกของอีกฝูงทีละตัว สิงโตก็ฆ่าลูกของตัวผู้คู่แข่งเมื่อยึดฝูงได้ หนูสามารถข่มขืนตัวเมียในฝูง โลมาตัวผู้รุมข่มขืน ความก้าวร้าวมีอยู่ทั่วธรรมชาติและไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์
.
สิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างคือเราสร้างเรื่องเล่าและอุดมการณ์ที่ทำให้การฆ่ามีความหมายเชิงสัญลักษณ์ เราฆ่าคนแปลกหน้าที่ไม่เคยทำอะไรเราเพราะธงคนละสี ภาษาคนละแบบ หรือพระเจ้าคนละองค์ ทหารที่ลั่นไกในสงครามมักไม่ได้โกรธเป้าหมายเป็นการส่วนตัว เขาฆ่าเพราะถูกบอกว่าคนตรงหน้าคือศัตรู
.
สัตว์อื่นไม่มีความสามารถนี้ ชิมแปนซีไม่ฆ่ากันเพราะอุดมการณ์ และนี่คือทั้งความน่ากลัวและความหวังของมนุษย์ เพราะเรื่องเล่าที่ทำให้เราเข่นฆ่าก็คือเรื่องเล่าที่เปลี่ยนได้ เราจึงเป็นสัตว์ชนิดเดียวที่มีศักยภาพยุติสงครามได้ด้วยตัวเอง
.
.
22. การให้อภัยไม่ใช่เรื่องของศีลธรรม แต่เป็นเรื่องของชีววิทยา
.
สิ่งที่น่าสนใจคือซาโพลสกีพบว่าคนที่ให้อภัยได้ง่ายไม่ใช่คนที่จิตใจสูงส่งกว่า แต่คือคนที่ระบบประสาทตอบสนองต่อความเครียดได้สั้นกว่า การโกรธยาวนานต้องใช้พลังงานทางสมองมหาศาล คอร์ติซอลที่ไหลเวียนตลอดเวลา อะมิกดาลาที่ยังคุกรุ่นกับเหตุการณ์เดิม Prefrontal Cortex ที่ต้องคอยทำงานหนักเพื่อระงับการแก้แค้น คนที่ทำได้คือคนที่สมองพร้อมจะเปลี่ยนสถานะกลับสู่สมดุล
.
การให้อภัยจึงไม่ใช่การปล่อยให้คนผิดลอยนวล และไม่ใช่การลืม แต่คือการปล่อยให้สมองตัวเองกลับสู่สมดุล งานวิจัยพบว่าคนที่ฝึกการให้อภัยมีความดันโลหิตต่ำกว่า มีระบบภูมิคุ้มกันดีกว่า และมีอัตราการเป็นโรคหัวใจต่ำกว่ากลุ่มควบคุม การให้อภัยเป็นของขวัญที่เราให้กับสุขภาพของตัวเอง ไม่ใช่ของขวัญที่เราให้กับคนที่ทำผิด
.
สังคมที่บังคับให้คนแก้แค้นจึงเป็นสังคมที่ทำให้คนทั้งสังคมป่วย ในขณะที่สังคมที่ให้พื้นที่กับการคืนดีและการชดเชย เช่นคณะกรรมการความจริงและการปรองดองในแอฟริกาใต้หลังยุคแบ่งแยกสีผิว จะมีคนที่สุขภาพดีกว่าและสังคมที่ฟื้นได้เร็วกว่า
.
.
23. ความเชื่อในเจตจำนงเสรีของมนุษย์ทำให้คนตัดสินคนอื่นรุนแรงกว่าที่ควร
.
จากข้อยี่สิบ ซาโพลสกีต่อยอดต่อไปว่าเมื่อเราเชื่อว่าทุกคนเลือกชีวิตตัวเองได้ เราจะมองคนจนว่าขี้เกียจ มองอาชญากรว่าชั่ว มองคนติดยาว่าอ่อนแอ มองคนป่วยทางจิตว่าทำตัวเอง มองคนอ้วนว่าไม่มีวินัย มองคนล้มเหลวว่าไม่พยายามพอ
.
ความเชื่อนี้ทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเองเพราะเราไม่เป็นแบบนั้น แต่ความรู้สึกดีนั้นมีราคา มันคือการมองข้ามว่าทุกชีวิตที่ไม่เหมือนเราคือผลของลอตเตอรีทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมที่เราดันโชคดีกว่า
.
การเปลี่ยนกรอบความคิดให้เห็นว่าทุกคนคือผลผลิตของสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเขาไม่ได้ทำให้เราอ่อนข้อหรือไม่มีมาตรฐาน แต่ทำให้เราออกแบบสังคมที่ฉลาดกว่าได้ ระบบสาธารณสุขที่ดี ระบบการศึกษาที่ดี ระบบยุติธรรมที่มุ่งแก้ไขไม่ใช่ลงโทษ ระบบสวัสดิการที่ให้คนล้มได้โดยไม่ตาย ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนความเข้าใจว่าพฤติกรรมมนุษย์มีสาเหตุ และสาเหตุเหล่านั้นเปลี่ยนได้ที่ระดับโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ระดับการตำหนิตัวบุคคล
.
.
24. ภาษาที่เราใช้เปลี่ยนวิธีที่สมองคิด
.
ซาโพลสกีอ้างถึงงานวิจัยที่พบว่าการเปลี่ยนคำเรียกในการอธิบายปัญหาเปลี่ยนวิธีที่คนตอบสนองจริงในระดับนโยบาย เมื่อทดลองอธิบายอาชญากรรมในเมืองเดียวกันโดยใช้คำเปรียบเทียบที่ต่างกัน คนที่ได้ฟังว่าอาชญากรรมเหมือนสัตว์ป่าที่ต้องล่าและกักจะสนับสนุนการลงโทษหนัก
.
คนที่ได้ฟังว่าอาชญากรรมเหมือนโรคระบาดที่ต้องวินิจฉัยและรักษาจะสนับสนุนการบำบัดและการป้องกัน เนื้อหาข้อเท็จจริงเหมือนกัน คำเปรียบเทียบเปลี่ยน คำตอบทางนโยบายเปลี่ยน
.
การเรียกผู้ลี้ภัยว่าแมลงหรือหนูในประวัติศาสตร์ทุกครั้งนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพราะเมื่อสมองหยุดเห็นมนุษย์ในตัวเป้าหมาย การกระทำที่โหดร้ายที่สุดกลายเป็นไปได้
.
ภาษาไม่ใช่แค่เครื่องมืออธิบายโลก แต่คือเครื่องมือสร้างโลก ผู้ที่ควบคุมคำศัพท์ที่ใช้ในการถกเถียงสาธารณะจึงควบคุมผลของการถกเถียงนั้นไปแล้วครึ่งหนึ่ง คนทำงานสื่อสาร คนเขียนกฎหมาย และคนทำสื่อมวลชนถือเครื่องมือที่ทรงพลังกว่าที่พวกเขามักรู้ตัว
.
.
25. คนเรามีศักยภาพเป็นทั้งวีรบุรุษและผู้ก่ออาชญากรรมในร่างเดียวกัน
.
หนึ่งในข้อสังเกตที่ทรงพลังที่สุดในเล่มคือเหตุการณ์ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่ทหารเยอรมันและอังกฤษหยุดยิงกันในคืนคริสต์มาสปี 1914
.
พวกเขาลงมาจากสนามเพลาะ แลกเปลี่ยนของขวัญ แบ่งกันสูบบุหรี่ ร้องเพลงด้วยกัน เล่นฟุตบอลด้วยกันในดินแดนกลาง ถ่ายรูปกัน คุยถึงครอบครัวที่บ้าน แล้วเช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อนายทหารระดับสูงสั่งให้สู้ต่อ พวกเขากลับไปยิงกันต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
.
คนเดียวกันสามารถเป็นทั้งพี่น้องของศัตรูและฆาตกรของเขาได้ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง
.
สิ่งที่กำหนดว่าด้านไหนจะแสดงออกคือบริบทรอบตัว ไม่ใช่ธาตุแท้ของคน การทดลองสแตนฟอร์ดของฟิลิป ซิมบาร์โดที่นักศึกษาธรรมดากลายเป็นผู้คุมที่โหดร้ายภายในไม่กี่วันคือหลักฐานเสริมข้อเดียวกัน ทหารดีๆ ที่กลายเป็นผู้ก่ออาชญากรรมสงครามในเวียดนาม คนงานเอกชนธรรมดาที่กลายเป็นเจ้าหน้าที่ค่ายกักกัน เพื่อนบ้านที่กลายเป็นผู้ลงมือฆ่ากันเองในรวันดา
.
ทั้งหมดนี้คือคนที่ในอีกบริบทหนึ่งคงได้ทำหน้าที่พลเมืองที่ดี นี่คือเหตุผลที่การออกแบบสภาพแวดล้อม สถาบัน และพิธีกรรมในชีวิตประจำวันสำคัญกว่าที่เราคิด เพราะสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ดึงด้านที่ดีหรือด้านที่เลวออกมาจากคนเดียวกัน
.
.
26. ความเหลื่อมล้ำในสังคมส่งผลโดยตรงต่อระดับฮอร์โมนของคน
.
งานวิจัยที่ซาโพลสกีนำเสนอชี้ว่าในสังคมที่ความเหลื่อมล้ำสูง คนทุกระดับมีคอร์ติซอลในเลือดสูงกว่าคนในสังคมที่เท่าเทียมกัน ไม่ใช่แค่คนจนที่เครียด คนรวยก็เครียดเพราะกลัวจะหล่นลงมา การมีคนข้างล่างเยอะให้ดูถูกอาจให้ความรู้สึกของสถานะชั่วครู่ แต่มันก็สร้างความหวาดระแวงและความรู้สึกไม่ปลอดภัยที่ทำลายสุขภาพในระยะยาว
.
คนรวยในสังคมเหลื่อมล้ำต้องอยู่ในชุมชนที่มีรั้วสูง ต้องเช็คความปลอดภัยของลูกตลอดเวลา ต้องระแวงว่าใครจะมาหาเรื่อง
.
สังคมสแกนดิเนเวียที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำจึงไม่ใช่แค่มีคนจนน้อย แต่มีคนที่สุขภาพจิตและกายดีในทุกชนชั้น ไม่มีรั้วสูง ไม่มียามเฝ้าตลอดวัน ไม่มีความหวาดกลัวว่าจะถูกปล้น เด็กรวยและเด็กจนเดินไปโรงเรียนเดียวกัน ไปสวนสาธารณะเดียวกัน รู้จักกันในฐานะเด็กด้วยกัน
.
ความเท่าเทียมไม่ใช่เรื่องของศีลธรรมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของสาธารณสุขที่เปลี่ยนระดับฮอร์โมนของคนทั้งสังคมพร้อมกัน นโยบายภาษีและสวัสดิการจึงไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องของสมองและสุขภาพของพลเมือง
.
.
27. ความสามารถในการคิดถึงอนาคตคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ และเป็นสิ่งที่ทรมานเรามากที่สุดด้วย
.
Prefrontal Cortex ของมนุษย์ใหญ่กว่าของลิงทุกชนิดเป็นสัดส่วน นี่คือสิ่งที่ทำให้เราวางแผนได้ จินตนาการได้ และเสียสละความสุขวันนี้เพื่อรางวัลในอนาคต ชาวนาเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ไม่กินเพื่อปลูกในฤดูหน้า นักศึกษานั่งอ่านหนังสือสี่ปีเพื่องานที่จะได้ในอีกห้าปี พ่อแม่ทำงานหนักทั้งชีวิตเพื่อให้ลูกมีอนาคต ทั้งหมดนี้เป็นไปได้เพราะมนุษย์เห็นอนาคตที่ยังไม่มีอยู่จริงและทำงานเพื่อมัน
.
แต่ความสามารถเดียวกันนี้ก็ทำให้เรากังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิด ทุกข์กับการเสียดายอดีต และเป็นโรคซึมเศร้าในแบบที่สัตว์อื่นไม่เป็น ม้าลายไม่เป็นแผลในกระเพาะเพราะพอวิ่งหนีสิงโตเสร็จแล้วก็เลิกคิด มนุษย์เป็นเพราะเรายังคิดถึงสิงโตเมื่อสิบปีก่อนและสิงโตที่อาจจะมีในอีกสิบปีข้างหน้าพร้อมกัน เรานอนไม่หลับเพราะการประชุมพรุ่งนี้ที่ยังไม่เกิด เราเสียใจกับคำพูดเมื่อสิบปีก่อนที่ทุกคนลืมไปแล้วยกเว้นเรา
.
การเรียนรู้ที่จะใช้ Prefrontal Cortex ให้ทำงานเฉพาะเมื่อจำเป็นและพักเมื่อพักได้คือทักษะแห่งศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด การฝึกสติ การนั่งสมาธิ การออกกำลังกาย การนอนให้พอ ทั้งหมดนี้คือเครื่องมือที่บอกสมองว่าเวลานี้ปลอดภัย ไม่ต้องคิดถึงสิงโต
.
.
28. ความร่วมมือของมนุษย์คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวิวัฒนาการ และเปราะบางที่สุดด้วย
.
ไม่มีสัตว์ชนิดไหนร่วมมือกันในระดับที่มนุษย์ทำ ผึ้งและมดร่วมมือในระดับสูง แต่พวกมันเป็นญาติทางพันธุกรรมกันหมดในรัง มนุษย์ร่วมมือกับคนแปลกหน้าที่ไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดเลย
.
เราสร้างเมืองที่มีคนหลายล้านอยู่ร่วมกันโดยไม่ฆ่ากันทุกวัน เราตั้งโรงพยาบาลที่หมอแปลกหน้าผ่าตัดช่วยชีวิตคนแปลกหน้าโดยไม่ขอเงินก่อน เราส่งคนไปดวงจันทร์ด้วยทีมที่ทำงานร่วมกันหลายแสนคนที่ส่วนใหญ่ไม่เคยพบหน้ากัน เราขับรถบนถนนโดยเชื่อว่าคนแปลกหน้าอีกฝั่งจะไม่จงใจชนเรา
.
แต่ความร่วมมือนี้ตั้งอยู่บนความไว้ใจที่ซับซ้อนซึ่งสร้างด้วยเวลาเป็นพันปี และทำลายได้ในเวลาไม่กี่วัน ประวัติศาสตร์ของรัฐที่ล่มสลายแสดงให้เห็นซ้ำๆ ว่าเมื่อความไว้ใจล่ม สังคมล่มทันที ตลาดหยุดทำงาน โรงเรียนปิด โรงพยาบาลรับมือไม่ไหว และคนกลับสู่โหมดเผ่าเล็กๆ ที่ปกป้องครอบครัวของตัวเองเหนือทุกอย่าง
.
ซาโพลสกีย้ำว่าสิ่งที่ปกป้องอารยธรรมไม่ใช่กฎหมาย ไม่ใช่ตำรวจ ไม่ใช่กองทัพ แต่คือนิสัยของคนหลายร้อยล้านที่ตื่นทุกเช้าโดยไม่คิดจะทำลายคนอื่น และนิสัยนี้สร้างขึ้นทุกวันด้วยปฏิสัมพันธ์เล็กๆ ที่เราไม่ทันสังเกต การยิ้มให้คนแปลกหน้า การขอบคุณพนักงานเก็บเงิน การปล่อยให้รถคันอื่นแซง ทั้งหมดนี้คือการต่ออายุของอารยธรรมในระดับที่เล็กที่สุด
.
.
29. ความหวังคือสิ่งที่ชีววิทยาอนุญาตให้เรามี
.
แม้ซาโพลสกีจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่เชื่อในเจตจำนงเสรีและมองโลกในแง่ที่ดูเหมือนสิ้นหวัง แต่ข้อสรุปของเขาคือความหวังที่มีฐานทางวิทยาศาสตร์ พฤติกรรมที่เคยถือว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์เช่นการเป็นทาส การประหารชีวิตในที่สาธารณะเป็นความบันเทิงสำหรับเด็ก การไม่ให้สิทธิ์ผู้หญิงในการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน การลงโทษคนรักเพศเดียวกันด้วยความตาย การทรมานเป็นพิธีกรรมทางศาสนา การทำสงครามทุกฤดูเก็บเกี่ยว
.
ทั้งหมดนี้เคยเป็นเรื่องปกติของทุกอารยธรรมในประวัติศาสตร์ และตอนนี้กลายเป็นเรื่องน่ารังเกียจในส่วนใหญ่ของโลก
.
สมองมนุษย์ไม่ได้เปลี่ยน ยีนของเราเหมือนกับคนที่อยู่ในยุคหินทุกประการ แต่บริบทที่สมองทำงานเปลี่ยน เราเปลี่ยนจริงๆ และการเปลี่ยนแปลงนั้นยังดำเนินต่อ
.
สตีเวน พิงเกอร์ที่ซาโพลสกีอ้างถึงได้รวบรวมข้อมูลแสดงว่าความรุนแรงในโลกลดลงตลอดประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เพิ่มขึ้นอย่างที่ข่าวทำให้รู้สึก ความน่าจะเป็นที่คุณจะถูกฆ่าตายในวันนี้น้อยกว่าบรรพบุรุษของคุณเมื่อร้อยปีก่อนหลายเท่า น้อยกว่าเมื่อพันปีก่อนหลายสิบเท่า ความหวังจึงไม่ใช่ความเชื่อ ไม่ใช่การปลอบใจ ไม่ใช่ความไร้เดียงสา แต่คือข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ด้วยข้อมูลของการเดินทางที่มนุษย์ทำมาแล้ว และการเดินทางที่ยังไม่จบ
.
.
30. การเข้าใจชีววิทยาของพฤติกรรมคือก้าวแรกของการเป็นมนุษย์ที่ดีกว่า
.
ทุกคนที่คุณเจอในวันนี้คือผลของยีน วัยเด็ก ฮอร์โมน วัฒนธรรม และวิวัฒนาการที่เขาไม่ได้เลือก คนที่ขับรถปาดหน้าคุณกำลังคิดถึงปัญหาที่บ้านที่คุณไม่รู้ คนที่ส่งอีเมลหยาบคายมีเช้าวันที่เลวร้ายที่สุดในรอบปี คนที่ขายของแพงเลี้ยงลูกสามคนด้วยรายได้ที่ไม่พอ คนที่เถียงคุณในโซเชียลมีเดียโตมาในครอบครัวที่สอนให้กลัวคนแบบคุณตั้งแต่เด็ก พวกเขาคือมนุษย์ที่ถูกพัดพามาด้วยสายลมที่คุณมองไม่เห็น เช่นเดียวกับที่คุณเองก็ถูกพัดพามาด้วยสายลมที่คุณไม่ได้เลือก
.
ความเข้าใจนี้ไม่ใช่ข้ออ้างให้ทุกคนทำอะไรก็ได้และไม่ใช่การยกเลิกความรับผิดชอบ แต่คือเชื้อเพลิงของความเมตตาที่ลึกที่สุดที่มนุษย์สามารถมีต่อกัน เพราะเมื่อคุณเห็นว่าทุกคนกำลังต่อสู้กับสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเขา การให้อภัยและการเข้าใจกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คุณไม่ต้องเก่งกว่าคนอื่นเพื่อมีค่ามากกว่า และคนอื่นไม่ต้องแย่กว่าคุณเพื่อให้คุณรู้สึกว่าตัวเองดีพอ
.
==========================
.
ในบทสุดท้าย ซาโพลสกีในฐานะคนที่เรียกตัวเองว่ามองโลกในแง่ร้ายโดยธรรมชาติ กลับเลือกจบหนังสือด้วยเรื่องเล่าที่อบอวลด้วยความหวัง
.
เขาเล่าถึงเซนจิ อาเบะ อดีตนักบินขับไล่ของกองทัพญี่ปุ่นที่ร่วมโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ในวันที่เจ็ดธันวาคม 1941 ในวัยชรา อาเบะเดินทางไปฮาวายสามครั้งเพื่อรวบรวมความกล้าก่อนจะเดินไปหากลุ่มผู้รอดชีวิตจากการโจมตีที่อนุสรณ์สถานเพิร์ลฮาร์เบอร์ แล้วกล่าวคำขอโทษด้วยภาษาอังกฤษติดๆขัดๆ
.
คนหนึ่งในกลุ่มผู้รอดชีวิตคือริชาร์ด ฟิสค์ ทหารที่อยู่บนเรือในวันนั้น สูญเสียเพื่อนหลายคนจากผู้เสียชีวิตสองพันสามร้อยกว่าคน เคยรบที่อิโวจิมาต่อ และเกลียดคนญี่ปุ่นถึงขั้นเป็นแผลในกระเพาะ ฟิสค์เป็นคนแรกที่ยอมรับคำขอโทษของอาเบะ ทั้งสองกลายเป็นเพื่อนสนิท อาเบะให้เงินฟิสค์เพื่อให้ฟิสค์ไปวางดอกไม้ที่อนุสรณ์สถานทุกเดือนตลอดชีวิตที่เหลือ และฟิสค์ในฐานะคนเป่าแตรเริ่มเป่าทั้งเพลงไว้อาลัยของอเมริกันและของญี่ปุ่นที่นั่น
.
นี่คือสิ่งที่หนังสือเล่มนี้พยายามจะบอกผู้อ่านมาตลอดเจ็ดร้อยกว่าหน้า มนุษย์เปลี่ยนแปลงได้ พฤติกรรมที่ดูเหมือนเป็นธรรมชาติของเราในวันนี้อาจกลายเป็นเรื่องที่ลูกหลานเรามองด้วยความตกตะลึงในอีกห้าสิบปี
.
การเกลียดสามารถกลายเป็นการให้อภัย ศัตรูสามารถกลายเป็นเพื่อน และคนเดียวที่ยอมขอโทษหรือคนเดียวที่ยอมรับคำขอโทษอาจเปลี่ยนกระแสของประวัติศาสตร์ ซาโพลสกีปิดด้วยประโยคที่น่าจดจำที่สุดในเล่ม ใครก็ตามที่บอกว่าพฤติกรรมที่เลวร้ายที่สุดของเราเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ คนนั้นรู้จักไพรเมตน้อยเกินไป รวมทั้งรู้จักตัวเองน้อยเกินไปด้วย
.
.
.
.
#SuccessStrategies

Pond Apiwat Atichat

Real Estate Rental Business , Creator , Writer , Law Student

Currently Studying Bachelor of Laws at Chulalongkorn University

First Class Honors in Bachelor of Arts at Ramkhamhaeng University

Previous
Previous

30 ข้อคิดจาก The Art of Seduction ศิลปะแห่งการล่อลวงจิตใจคน เขียนโดย Robert Greene

Next
Next

สรุป 30 โมเดลความคิดจากหนังสือ Mental Models: 30 Thinking Tools that Separate the Average From the Exceptional เขียนโดย Peter Hollins