30 ข้อคิดจาก The Art of Seduction ศิลปะแห่งการล่อลวงจิตใจคน เขียนโดย Robert Greene
Robert Greene เขียนหนังสือเล่มนี้ในปี ค.ศ. 2001 หลังจาก The 48 Laws of Power ทำให้เขากลายเป็นนักคิดด้านอำนาจที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคนหนึ่งของยุค The Art of Seduction คือภาคขยายทางจิตวิญญาณของเล่มแรก แต่เปลี่ยนสนามจากการเมืองตรง ๆ ไปสู่สนามที่ลึกและละเอียดอ่อนกว่า นั่นคือศิลปะการครอบครองใจคนโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว
.
Greene เสนอข้อสังเกตที่กลายเป็นกระดูกสันหลังของหนังสือทั้งเล่มว่า โลกยุคนี้ปิดประตูการใช้กำลังตรง ๆไปแล้ว ทุกการโน้มน้าวต้องผ่านความแยบยล ทุกการเปลี่ยนใจคนต้องเริ่มจากอารมณ์ก่อนเหตุผล ใครที่เข้าใจกลไกนี้ย่อมกุมอำนาจตัวจริงของยุคไว้ในมือ
.
หนังสือแบ่งเป็นสองภาคใหญ่ ภาคแรกพูดถึงบุคลิกของนักครองใจ 9 ประเภท ภาคที่สองว่าด้วยกระบวนการล่อใจ 24 ขั้น โดย Greene กลั่นบทเรียนจากชีวประวัติของบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่คลีโอพัตรา คาซาโนวา ลอร์ดไบรอน มาดามเดอปงปาดูร์ มาจนถึงเคนเนดี แอนดี้ วอร์ฮอล และมาริลีน มอนโร
.
ต่อไปนี้คือ 30 ข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้
.
.
=================
.
1. การล่อใจคือรูปแบบของอำนาจที่เหมาะกับโลกปัจจุบันที่สุด
.
Greene เปิดหนังสือด้วยภาพประวัติศาสตร์ที่ชัดเจน ในอดีตอำนาจมาจากกำลังกายและการกดขี่โดยตรง ใครแข็งกว่าก็ครองเกม กษัตริย์ปกครองด้วยดาบ จักรวรรดิขยายอาณาเขตด้วยการสงคราม การปฏิเสธคำสั่งของผู้มีอำนาจหมายถึงความตาย แต่โลกที่เราอยู่วันนี้ปิดประตูบานนั้นไปแล้ว คนที่ยังใช้วิธีบีบคั้นหรือบังคับตรง ๆ จะเจอแรงต้านมหาศาล ทั้งจากกฎหมาย สื่อ และความรู้สึกของผู้คนที่ตื่นรู้มากขึ้น วิธีที่ได้ผลกว่าคือทำให้คนอยากทำตามคุณเอง เชื่อตามคุณเอง และตกหลุมรักสิ่งที่คุณเสนอเอง
.
นี่คือเหตุผลที่นักการเมือง นักการตลาด ศิลปิน และผู้นำมวลชนทุกยุคต้องเรียนรู้ศิลปะการล่อใจ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม คลีโอพัตราเข้าใจสิ่งนี้ตั้งแต่สองพันปีก่อน นโปเลียนใช้มันในศตวรรษที่ 19 และเคนเนดีพิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งในศตวรรษที่ 20 ที่น่าสนใจคือ Greene ชี้ว่าการล่อใจไม่ได้จำกัดแค่เรื่องชู้สาว ผู้นำที่ทรงอำนาจที่สุดในยุคใหม่ทั้งหมดล้วนเป็นนักล่อใจมวลชน พวกเขาใช้พลังเดียวกันคือทำให้คนเคลื่อนไหวจากภายใน ไม่ใช่จากแรงบีบคั้นภายนอก โฆษณาในยุคนี้ทำงานแบบเดียวกัน ไม่ได้บอกให้คุณซื้อ แต่ทำให้คุณอยากซื้อ
.
.
2. ก่อนจะล่อใจใครได้ ต้องรู้จักตัวเองเสียก่อน
.
Greene เตือนตั้งแต่ต้นเล่มว่า คนที่ใช้กลยุทธ์อย่างเดียวโดยไม่รู้จุดแข็งของตัวเองจะดูเหมือนนักต้มตุ๋นที่ลื่นและน่ารังเกียจ การล่อใจที่ขาดความเป็นธรรมชาติจะถูกอีกฝ่ายจับสังเกตได้ในที่สุด เพราะมนุษย์มีสัญชาตญาณตรวจจับความไม่จริงอยู่ลึก ๆ ในตัว คนที่พยายามแสดงเป็นสิ่งที่ตัวเองไม่ใช่จะส่งสัญญาณเล็ก ๆ น้อย ๆ ออกมาตลอดเวลา ทั้งสายตา น้ำเสียง ท่าทาง และอีกฝ่ายจะค่อย ๆ รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
.
ในทางกลับกัน คนที่มีบุคลิกน่าหลงใหลโดยไม่สนใจคนตรงหน้าก็จะพลาดโอกาสและจำกัดศักยภาพของตัวเอง Greene เสนอว่าเราทุกคนมีพลังดึงดูดบางอย่างซ่อนอยู่ภายใน อาจเป็นเสน่ห์ทางเพศแบบไซเรน (Siren) ความสามารถใช้คำพูดแบบเรค (Rake) ความเปิดกว้างไร้เดียงสาแบบเนเชอรัล (Natural) ความเย็นชาน่าค้นหาแบบคอเก็ตต์ (Coquette) หรือความสง่างามแบบสตาร์ (Star) งานของคุณคือค้นให้พบว่าตัวเองเป็นประเภทใด แล้วพัฒนาคุณภาพนั้นให้ถึงที่สุด การพยายามเป็นทุกอย่างพร้อมกันจะทำให้คุณไม่ได้เป็นอะไรเลย
.
.
3. ความงามไม่ใช่ปัจจัยหลักของการล่อใจ
.
หนึ่งในความเชื่อผิด ๆ ที่ Greene ทำลายตั้งแต่บทแรกคือ ความเข้าใจที่ว่าคนหน้าตาดีคือนักครองใจโดยอัตโนมัติ คลีโอพัตราไม่ได้สวยที่สุดในอเล็กซานเดรียด้วยซ้ำ มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่าจมูกของเธอแหลม ใบหน้ายาว และผู้หญิงสวยกว่าเธอมีอีกมากมายในเมืองนั้น ขณะที่ดันนุนซิโอ นักครองใจชาวอิตาเลียนที่ทำให้ดัชเชสและนักแสดงระดับยุโรปตกหลุมรักนับไม่ถ้วน ก็ตัวเตี้ย หัวล้าน และตามที่อิซาดอรา ดันแคน บรรยายไว้ว่าหน้าตาน่าเกลียดด้วยซ้ำเมื่อใบหน้าไม่ได้ลุกขึ้นมาด้วยความหลงใหล
.
สิ่งที่ทำให้คนเหล่านี้ครองใจคนอื่นได้คือคุณภาพอื่นที่ลึกกว่าผิว คลีโอพัตรามีความเป็นละครและความสามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นภาพฝันใหม่ทุกวัน ดันนุนซิโอมีน้ำเสียงที่ผู้หญิงคนหนึ่งบรรยายว่าเหมือนเสียงระฆังโบสถ์ที่ดังจากระยะไกล Greene ใช้ตัวอย่างเหล่านี้เพื่อปลดล็อกผู้อ่านที่คิดว่าตัวเองไม่หล่อไม่สวยจึงไม่มีสิทธิ์เล่นเกมการล่อใจ ความงามภายนอกอาจดึงความสนใจในวินาทีแรก แต่สิ่งที่ทำให้คนติดใจในระยะยาวคือลักษณะภายในที่ฉายออกมา
.
.
4. นักล่อฝัน หรือไซเรน (Siren) ใช้ความเป็นละครและความเปลี่ยนแปลงไม่รู้จบเป็นอาวุธ
.
บุคลิกแรกที่ Greene เสนอคือไซเรน (Siren) ต้นแบบในตำนานคือเทพีอโฟรไดท์ ต้นแบบในประวัติศาสตร์คือคลีโอพัตรา และต้นแบบในยุคใหม่คือมาริลีน มอนโร ฉากที่ Greene เลือกเปิดบทนี้คือคืนที่คลีโอพัตราอายุ 21 ปี ซ่อนตัวอยู่ในพรมที่ม้วนเก็บไว้ แล้วถูกแกะออกต่อหน้าจูเลียส ซีซาร์ในวังที่อเล็กซานเดรีย เธอลุกขึ้นมาเหมือนวีนัสที่ผุดจากคลื่น เปลี่ยนแม่ทัพผู้พิชิตอาณาจักรให้กลายเป็นทาสของเธอภายในคืนเดียว
.
แก่นของไซเรนตามที่ Greene สรุปคือความสามารถสร้างภาพลวงตาว่าตัวเองมีความหลากหลายและการผจญภัยมาเสนอ ผู้ชายเบื่อง่ายแม้กับผู้หญิงสวยที่สุด แต่จะไม่เบื่อกับผู้หญิงที่เปลี่ยนหน้ากากได้ตลอดเวลา ไซเรนต้องผสมเสน่ห์ทางเพศที่เด่นชัดเข้ากับท่าทีของราชินีและกลิ่นอายของละครเวที ที่สำคัญต้องเติมความอันตรายลงไปนิด ๆ เพราะอันตรายเร้าใจมนุษย์เสมอ โดยเฉพาะผู้ชายยุคใหม่ที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรอบเหตุผลและความปลอดภัยจนกระหายการสูญเสียการควบคุม
.
.
5. นักเผาใจ หรือเรค (Rake) ใช้คำพูดและความปรารถนาที่เผาไหม้เป็นเครื่องมือ
.
ถ้าไซเรนคือเสน่ห์ของฝ่ายหญิงผ่านภาพลักษณ์ เรค (Rake) คือเสน่ห์ของฝ่ายชายผ่านภาษา Greene เปิดบทนี้ด้วยกาเบรียเล ดันนุนซิโอ นักเขียนและนักการเมืองอิตาเลียนซึ่งหน้าตาไม่ดีเลย แต่ใช้เสียงและถ้อยคำทำให้ผู้หญิงระดับสูงสุดของยุโรปตกหลุมรักกันถ้วนหน้า เขารู้จุดอ่อนของผู้หญิงแต่ละคนทันทีที่พบ คนหนึ่งเขาเรียกว่าเทพีแห่งธรรมชาติ อีกคนเรียกว่าศิลปินที่ยังไม่บานเต็มที่ และเช้าวันรุ่งขึ้นทุกคนจะได้รับบทกวีที่ดูเหมือนแต่งให้เธอคนเดียว ทั้งที่จริงเขาเขียนบทคล้ายกันให้ผู้หญิงหลายสิบคน
.
จุดสำคัญของเรคที่ Greene เน้นย้ำคือความสามารถปล่อยตัวเองให้จมไปกับความปรารถนา ณ ขณะนั้นจริง ๆ การต่อต้านของผู้หญิงไม่ใช่ปัญหา แต่กลายเป็นเชื้อเพลิงให้ความปรารถนายิ่งโชน ปิกัสโซขอร้องให้ฟร็องซัวส์ จีโล ต่อต้านเขาด้วยซ้ำ เพราะการต่อต้านนั้นเองคือสิ่งที่ทำให้ความรู้สึกของเขาเข้มข้นขึ้น เรคต้องไม่กลัวที่จะมีชื่อเสียงไม่ดี เพราะชื่อเสียงนั้นเองคือเครื่องดึงดูดที่ทรงพลังที่สุด ที่น่าสังเกตคือเรคหลายคนในประวัติศาสตร์ปฏิบัติกับภรรยาของตัวเองอย่างเลวร้าย แต่ผู้หญิงคนอื่นยังคงเข้าคิวมาหา เพราะแต่ละคนเชื่อว่าตัวเองจะเป็นคนที่เปลี่ยนเขาได้ในที่สุด
.
.
6. นักเติมเต็มฝัน หรือไอเดียลเลิฟเวอร์ (Ideal Lover) เติมในสิ่งที่ขาดให้กับอีกฝ่าย
.
ถ้าเรคเผาตัวเองด้วยความปรารถนา ไอเดียลเลิฟเวอร์ (Ideal Lover) เป็นผู้สังเกตการณ์ที่เย็นชาและแยบยลกว่ามาก ต้นแบบของประเภทนี้คือจาโคโม คาซาโนวา ซึ่ง Greene อ้างว่าเป็นนักครองใจที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ วิธีของคาซาโนวาเรียบง่ายแต่ลึก คือเมื่อพบผู้หญิงคนใด เขาจะศึกษาเธออย่างละเอียด ปรับตัวเข้ากับอารมณ์ของเธอ ค้นให้พบว่ามีอะไรขาดหายไปในชีวิตเธอ แล้วเติมเต็มสิ่งนั้นเข้าไป
.
ภรรยานายกเทศมนตรีที่เบื่อชีวิตในโคโลญต้องการการผจญภัยและความโรแมนติก คาซาโนวาก็ซ่อนตัวอยู่ในห้องสารภาพบาปของโบสถ์ทั้งวันท่ามกลางหนูเพื่อรอเธอ มิสพอลีนที่ต้องการเพื่อนคุยและความเป็นสุภาพบุรุษ เขาก็เปลี่ยนตัวเองเป็นชายผู้สุภาพอ่านวรรณกรรมเล่นหมากรุก สิ่งที่ Greene สอนจากบทนี้คือ คนทุกคนมีอุดมคติบางอย่างที่ฝังลึกอยู่ในใจ บางคนต้องการการผจญภัย บางคนต้องการความศักดิ์สิทธิ์ทางจิตวิญญาณ บางคนต้องการความรู้สึกว่าตัวเองมีค่ายิ่งใหญ่กว่าที่เป็นอยู่ คนที่อ่านความต้องการลึก ๆ นี้ออกแล้วเสนอตัวเป็นกระจกสะท้อนภาพฝันนั้นกลับ จะมีอำนาจเหนือคน ๆ นั้นอย่างไม่มีขีดจำกัด
.
.
7. นักแหกกรอบ หรือแดนดี้ (Dandy) ใช้ความคลุมเครือของเพศสภาพเป็นเสน่ห์
.
แดนดี้ (Dandy) คือบุคลิกที่เล่นกับเส้นแบ่งระหว่างความเป็นชายและหญิง ผู้ชายแดนดี้มีความอ่อนช้อยแบบผู้หญิง ผู้หญิงแดนดี้มีความเป็นอิสระและกล้าหาญแบบผู้ชาย Greene ยกตัวอย่างรูดอล์ฟ วาเลนติโน ดาราหนังเงียบยุค 1920 ที่ดึงดูดผู้หญิงทั้งโลกด้วยใบหน้าสวยงาม สายตาแต่งเครื่องสำอาง และท่าทางอ่อนช้อยแบบที่ไม่เคยมีพระเอกคนใดทำมาก่อน ในขณะเดียวกัน ลู อันเดรียส ซาโลเม นักเขียนหญิงชาวรัสเซีย ก็ใช้ความเป็นชายในตัวเธอทำให้ทั้งนีทเช่ ริลเก้ และฟรอยด์หลงเสน่ห์เธออย่างเจ็บปวด
.
แก่นของแดนดี้คือการปฏิเสธหมวดหมู่ ในโลกที่ทุกคนต้องเลือกข้างและสวมบทบาทที่สังคมกำหนด แดนดี้คือผู้ที่ไม่ยอมเข้ากรอบใด มนุษย์ส่วนใหญ่รู้สึกอึดอัดกับข้อจำกัดในชีวิตตัวเองโดยไม่รู้ตัว เมื่อเจอคนที่ดูเหมือนเป็นอิสระจากกรอบเหล่านั้นจะรู้สึกถูกดึงดูดอย่างที่อธิบายไม่ได้ ความคลุมเครือนี่เองที่จุดประกายให้คนรอบข้างฉายภาพความปรารถนาที่ตัวเองเก็บกดเอาไว้ลงบนแดนดี้ จุดสำคัญที่ Greene เน้นคือ แดนดี้ต้องไม่พยายามดึงความสนใจอย่างจงใจ ความแตกต่างต้องดูเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่การประกาศตัวเป็นกบฏอย่างโจ่งแจ้ง
.
.
8. นักไร้เดียงสา หรือเนเชอรัล (Natural) ดึงดูดด้วยความเป็นเด็กในผู้ใหญ่
.
เนเชอรัล (Natural) คือผู้ที่รักษาคุณภาพของวัยเด็กบางอย่างไว้ในร่างผู้ใหญ่ ความเปิดกว้าง ความซื่อ ความไร้เดียงสาที่ไม่เสแสร้ง ต้นแบบที่ Greene ยกมาคือชาร์ลี แชปลิน ซึ่งสร้างตัวละครคนจรจัดที่มองโลกผ่านสายตาของเด็ก ทำให้ผู้ชมหัวเราะและน้ำตาคลอในเวลาเดียวกัน อีกตัวอย่างคือโจเซฟิน เบเกอร์ นักร้องผิวสีชาวอเมริกันที่ครองหัวใจปารีสในยุค 1920 ด้วยการเต้นที่ดูเหมือนเด็กที่กำลังเล่นสนุก แม้เนื้อหาจะเย้ายวนแค่ไหนก็ตาม
.
ที่น่าสนใจคือเนเชอรัลในผู้ใหญ่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นทักษะที่ฝึกได้ คุณสมบัติหลักของเนเชอรัลคือการเอาความอ่อนแอมาเป็นจุดแข็ง ความช่วยตัวเองไม่ได้กลายเป็นเสน่ห์ คนรอบข้างจะรู้สึกอยากปกป้อง อยากดูแล และในที่สุดจะหลงรักโดยไม่รู้ตัว Greene เตือนว่าวิธีนี้ใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อทำให้ดูเป็นธรรมชาติจริง ๆ คนที่พยายามแสดงความไร้เดียงสาแบบจงใจจะดูน่าสมเพชแทนที่จะน่ารัก เคล็ดลับคือปล่อยให้ด้านเด็กในตัวเองที่ถูกสังคมกดทับมานานออกมาเล่นอย่างไม่อายและไม่ขอโทษ
.
.
9. นักยั่วใจ หรือคอเก็ตต์ (Coquette) ใช้การยื่นและถอยทำให้อีกฝ่ายติดงอมแงม
.
คอเก็ตต์ (Coquette) คือผู้ที่เชี่ยวชาญในการสลับร้อนสลับเย็น ดึงเข้าหาแล้วผลักออก ให้ความหวังแล้วถอยห่าง ต้นแบบที่ Greene เลือกใช้คือโจเซฟีน เดอ โบฮาร์เนส ผู้กลายเป็นภรรยาของนโปเลียน เธอใช้วิธีตอบจดหมายช้า ไม่ยอมเดินทางไปหาเขาในอิตาลีตามที่เขาขอ ทำให้แม่ทัพผู้พิชิตยุโรปบ้าคลั่งจนเขียนจดหมายที่สะกดผิดและลายมือสั่นเพราะอารมณ์รุนแรงเกินทาน อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือแอนดี้ วอร์ฮอล ผู้ใช้ความเย็นชาและเงียบของตัวเองทำให้คนรอบข้างพยายามดึงความสนใจจากเขาตลอดเวลา
.
หลักจิตวิทยาที่อยู่เบื้องหลังคอเก็ตต์เรียบง่ายแต่ทรงพลัง คนเรากระหายในสิ่งที่ได้มายาก ความรักที่ได้มาง่ายดายมีค่าน้อยลงทันที ความรักที่ต้องไล่ตามจึงเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ การถอยห่างของคอเก็ตต์กระตุ้นความไม่มั่นใจของอีกฝ่าย ทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามว่าตัวเองยังน่าหลงใหลพอหรือเปล่า เพื่อจะพิสูจน์ตัวเองเขาจะยิ่งทุ่มเทมากขึ้น Greene เตือนว่าจังหวะคือทุกอย่าง ถอยห่างนานเกินไปคนจะลืม ใกล้เกินไปคนจะเบื่อ คอเก็ตต์ที่เก่งจริงคือผู้ควบคุมจังหวะของวงสวิงนี้ได้อย่างแม่นยำ
.
.
10. นักเข้าข้าง หรือชาร์เมอร์ (Charmer) ทำให้คนรู้สึกดีกับตัวเองทุกครั้งที่อยู่ใกล้
.
ชาร์เมอร์ (Charmer) คือผู้ที่ Greene นิยามว่าเป็น "การล่อใจที่ไม่มีเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยว" สิ่งที่ทำให้ชาร์เมอร์ทรงพลังคือความสามารถในการทำให้คนตรงหน้ารู้สึกว่าตัวเองสำคัญ น่าสนใจ และฉลาดกว่าที่คิดเอง ต้นแบบที่ Greene ยกมาคือเบนจามิน ดิสราเอลี นายกรัฐมนตรีอังกฤษเชื้อสายยิวที่สามารถครองใจสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียได้สำเร็จ ทั้งที่ดิสราเอลีหน้าตาแปลก แต่งตัวฉูดฉาด และเป็นคนนอกของชนชั้นสูง
.
เคล็ดลับของดิสราเอลีคือการเปลี่ยนความสนใจทั้งหมดไปสู่คู่สนทนา เขาเอ่ยถึงสมเด็จพระราชินีในจดหมายของรัฐบาลว่า "ราชินีนางฟ้า" แอบทำให้พระองค์รู้สึกว่าพระองค์ฉลาดเฉลียวเทียบเท่าควีนเอลิซาเบธที่หนึ่ง และทำให้พระองค์รู้สึกว่าทรงเป็นนักเขียนเช่นเดียวกับเขา (ทั้งที่หนังสือของพระองค์เป็นเพียงไดอารี่การเดินทาง) มีคำพูดของเจ้าหญิงคนหนึ่งที่ Greene อ้างถึงว่า "เมื่อนั่งทานข้าวข้างมิสเตอร์แกลดสโตน ฉันคิดว่าเขาคือชายที่ฉลาดที่สุดในอังกฤษ แต่เมื่อนั่งข้างมิสเตอร์ดิสราเอลี ฉันคิดว่าฉันคือผู้หญิงที่ฉลาดที่สุดในอังกฤษ" ความแตกต่างนี่เองคือแก่นของการเป็นชาร์เมอร์
.
.
11. นักดึงศรัทธา หรือคาริสมาติก (Charismatic) มีพลังภายในที่คนรู้สึกได้แต่อธิบายไม่ได้
.
คาริสมาติก (Charismatic) คือผู้มีพลังบางอย่างฉายออกจากภายในจนทำให้คนรอบข้างรู้สึกถูกดึงดูด คำว่าคาริสมามาจากภาษากรีกที่หมายถึง "ของขวัญจากพระเจ้า" และในยุคแรกใช้กับศาสดาและผู้ที่ดูเหมือนติดต่อกับพระเจ้าได้ Greene อ้างถึงโยอันแห่งอาร์ก หญิงสาวชาวฝรั่งเศสที่เห็นนิมิตของนักบุญและสามารถนำพากองทัพไปสู่ชัยชนะได้ทั้งที่ไม่เคยฝึกการรบ คุณภาพที่ทำให้คนเชื่อเธอคือความมั่นใจที่ดูเหมือนมาจากแหล่งที่อยู่เหนือโลก
.
ในโลกสมัยใหม่ คาริสมายังคงทำงานในแบบเดียวกัน เลนินทำการปฏิวัติรัสเซียไม่ได้ด้วยรูปร่างหน้าตา (เขาตัวเล็กและหน้าตาธรรมดามาก) แต่ด้วยความมั่นใจที่หินแข็งและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ในช่วงที่นักการเมืองคนอื่นกำลังลังเลและประนีประนอม ความมั่นใจของเลนินดึงดูดมวลชนเหมือนแม่เหล็ก Greene สรุปว่าคาริสมาในยุคนี้สร้างได้ผ่านองค์ประกอบหลายอย่าง ทั้งจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน ความลึกลับที่เกิดจากความขัดแย้งในตัว วาทศิลป์ที่กระตุ้นอารมณ์ ความเป็นนักบุญที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายแม้มีอำนาจ และที่สำคัญที่สุดคือสายตาที่จ้องลึกราวกับมองเข้าไปในวิญญาณคนตรงหน้า
.
.
12. นักกลายเป็นภาพฝัน หรือสตาร์ (Star) ทำตัวเองให้กลายเป็นจอเปล่าให้คนฉายความฝันลงไป
.
สตาร์ (Star) คือบุคลิกสุดท้ายในเก้าประเภท และเป็นแบบที่ Greene บอกว่าเหมาะกับยุคสื่อมวลชนมากที่สุด ต้นแบบของสตาร์คือมาร์ลีน ดีทริช นักแสดงเยอรมันผู้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งฮอลลีวูดในยุค 30 ดีทริชใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อหน้ากระจกศึกษาใบหน้าตัวเองจากทุกมุม ทำงานกับการแต่งหน้า การจัดแสง เพื่อให้ใบหน้าของเธอกลายเป็นเหมือนภาพวาดที่ผู้ชมแต่ละคนสามารถฉายความฝันของตัวเองลงไปได้
.
แก่นของสตาร์คือความว่างเปล่าที่ดึงดูด สตาร์ต้องไม่แสดงอารมณ์ที่ชัดเจนเกินไป ต้องคลุมเครือพอที่ผู้ชมจะเห็นในตัวสตาร์ตามที่ตัวเองอยากเห็น เคนเนดีใช้หลักการเดียวกันในวงการการเมือง รอยยิ้มของเขาในกล้องทีวีเป็นรอยยิ้มที่อ่านได้หลายแบบ คำพูดของเขาเต็มไปด้วยภาพใหญ่และอุดมการณ์แต่หลีกเลี่ยงรายละเอียดที่ตายตัว ทำให้ผู้ชมแต่ละคนรู้สึกว่าเขาพูดถึงตัวเอง สตาร์ที่เก่งจริงคือผู้สร้างระยะห่างที่พอดี ใกล้พอที่จะรู้สึกผูกพัน แต่ไกลพอที่ความลึกลับจะไม่เลือนหาย
.
.
13. การไม่ใช่นักเสน่ห์ก็เป็นบทเรียนสำคัญไม่แพ้กัน
.
หลังจากอธิบายนักครองใจทั้งเก้าประเภท Greene เพิ่มบทที่ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลังเข้ามา นั่นคือ "นักเสน่ห์ลบ" หรือแอนตี้-ซีดิวเซอร์ (Anti-Seducer) ผู้ที่ผลักคนออกแทนที่จะดึงเข้า แอนตี้-ซีดิวเซอร์ในเล่มนี้ไม่ใช่คนชั่วร้าย แต่เป็นคนที่ไม่มั่นใจในตัวเองจนเกินเหตุ คนที่จมอยู่กับเรื่องของตัวเอง คนที่ไม่สามารถสังเกตหรือเข้าใจคนอื่น คนที่ผูกขาดบทสนทนา หรือคนที่ตัดสินผู้อื่นด้วยมาตรฐานทางศีลธรรมของตัวเองตลอดเวลา
.
บทเรียนสำคัญคือเราต้องดูตัวเองให้ออกว่ามีคุณภาพแบบแอนตี้-ซีดิวเซอร์อะไรซ่อนอยู่บ้าง ความขี้เหนียวคือลักษณะแอนตี้-ซีดิวเซอร์ที่ Greene ยกตัวอย่างชัดเจน เพราะการล่อใจคือการเปิดตัวเองและการให้ คนที่ให้เงินไม่เป็นมักจะให้ความรู้สึกไม่เป็นเช่นกัน อีกแบบที่อันตรายคือ "ผู้รัดคอ" คนที่หลงรักเร็วเกินไป ทุ่มเทเกินไป เกาะเกี่ยวเกินไป จนทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัด การเรียนรู้ที่จะไม่เป็นแอนตี้-ซีดิวเซอร์มีค่าไม่แพ้การเรียนรู้ที่จะเป็นนักครองใจ
.
.
14. เหยื่อที่เลือกถูกต้องคือครึ่งหนึ่งของชัยชนะ
.
เปิดภาคที่สองของหนังสือซึ่งว่าด้วยกระบวนการล่อใจ Greene เริ่มต้นด้วยกฎที่ฟังดูเย็นชาแต่จริงเสมอ คือทุกอย่างขึ้นอยู่กับการเลือกเป้าหมาย คนที่พอใจกับชีวิตอย่างสมบูรณ์เป็นไปไม่ได้ที่จะถูกล่อใจ เป้าหมายที่ดีคือคนที่มีช่องว่างบางอย่างในชีวิต ที่คุณสามารถเติมเต็มได้ คนที่มองคุณว่ามีบางอย่างแปลกใหม่ น่าสนใจ ไม่เหมือนคนรอบข้าง
.
นี่คือเหตุผลที่นักครองใจในประวัติศาสตร์มักเลือกเป้าหมายที่อยู่ในช่วงเปราะบางของชีวิต คนที่เพิ่งเสียคนรัก คนที่กำลังเบื่อกับชีวิตคู่ที่จืดชืด คนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับการชื่นชม คาซาโนวาเลือกเป้าหมายของเขาอย่างพิถีพิถัน เขาไม่เคยพยายามล่อใจผู้หญิงที่มีความสุขดีอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าเสียเวลาเปล่า บทเรียนของ Greene ในข้อนี้คือ การล่อใจไม่ใช่เกมที่เล่นกับคนทุกคน คุณต้องเป็นผู้สังเกตและเลือกเล่นกับคนที่พร้อมจะเล่นด้วย
.
.
15. ทำให้เป้าหมายรู้สึกปลอดภัยก่อนเปิดเกมจริง
.
วิธีของนักครองใจมือใหม่คือพุ่งเข้าหาเป้าหมายโดยตรง แสดงความสนใจอย่างเปิดเผย และพยายามสร้างความสัมพันธ์ทันที วิธีนี้แทบจะไม่เคยได้ผล เพราะมนุษย์มีระบบป้องกันตัวที่ตื่นตัวเมื่อรู้สึกว่ามีคนเข้าหาเพื่อหวังบางอย่าง Greene สอนให้เข้าหาแบบอ้อม เริ่มจากเป็นเพื่อน เริ่มจากเป็นคนที่อยู่รอบ ๆ ในชีวิตของเป้าหมาย เริ่มจากความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนไม่มีความหมายพิเศษอะไร
.
คาซาโนวาบ่อยครั้งใช้เวลาหลายสัปดาห์เป็นเพียงคนรู้จักธรรมดาของผู้หญิงที่เขาต้องการ ก่อนจะเปิดเผยความรู้สึกใด ๆ ในช่วงเวลานี้เขาทำให้เธอชินกับการมีเขาอยู่ข้าง ๆ ทำให้เธอวางใจ ทำให้ระบบป้องกันของเธอผ่อนคลาย เมื่อความรู้สึกผ่านพ้นจุดที่เป็นเพื่อนไปแล้ว เมื่อนั้นแหละที่เกมจริงจึงเริ่ม คนที่พึ่งวันแรกก็เปิดไพ่หมดจะถูกปฏิเสธก่อนเริ่มเล่นเสียอีก
.
.
16. การส่งสัญญาณขัดแย้งทำให้อีกฝ่ายติดงอมแงม
.
มนุษย์ถูกดึงดูดด้วยสิ่งที่อ่านยาก เข้าใจไม่หมด คนที่แสดงตัวตนตรงไปตรงมาดูง่ายเกินไปและน่าเบื่อในที่สุด Greene สอนให้ส่งสัญญาณที่ขัดแย้งในตัวเอง ดูแข็งแต่ก็อ่อนโยน ดูทางโลกแต่ก็ทางจิตวิญญาณ ดูไร้เดียงสาแต่ก็เจ้าเล่ห์ ดูเย็นชาแต่ก็เร่าร้อน ความขัดแย้งเหล่านี้บ่งบอกถึงความลึก ทำให้คนตรงหน้าอยากรู้มากขึ้น และค่อย ๆ ถูกดึงเข้ามาในวงโคจรของคุณ
.
มาริลีน มอนโร เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์ของหลักการนี้ ความเย้ายวนทางเพศของเธอผสมกับความไร้เดียงสาแบบเด็ก เสียงของเธอเป็นเสียงเด็กผู้หญิงแต่ร่างกายของเธอเต็มไปด้วยความเป็นหญิง สายตาของเธอบอกว่าเธอรู้ทุกอย่างแต่ใบหน้าของเธอบอกว่าเธอยังไม่รู้อะไรเลย ความขัดแย้งนี้ทำให้คนดูไม่อาจมองข้ามไปได้ Greene เน้นว่าสิ่งสำคัญคือไม่ใช่การเสแสร้ง แต่คือการดึงด้านต่าง ๆ ในตัวเองออกมาแสดง เพราะเราทุกคนมีความขัดแย้งภายในอยู่แล้วโดยธรรมชาติ
.
.
17. ดูเหมือนเป็นที่ต้องการของคนอื่นเสมอ
.
หลักจิตวิทยาเก่าแก่บอกว่าคนเราถูกดึงดูดด้วยสิ่งที่คนอื่นต้องการ ของที่ไม่มีใครสนใจมีค่าน้อย ของที่หลายคนพยายามแย่งกันมีค่ามาก หลักการเดียวกันใช้กับมนุษย์ Greene สอนให้สร้างภาพว่าตัวเองเป็นที่ต้องการ มีคนรอบข้างที่ชื่นชม มีอดีตที่บ่งบอกว่าหลายคนเคยตกหลุมรัก สิ่งเหล่านี้สร้างสามเหลี่ยมแห่งความปรารถนา เมื่อเป้าหมายเห็นว่าคนอื่นสนใจคุณ เขาจะเริ่มสนใจคุณตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ
.
นักครองใจในประวัติศาสตร์เข้าใจหลักนี้ดี ดยุคเดอ ริชลิเออ ทำให้การเป็นชู้ของเขาเป็นที่รู้กันทั่วราชสำนัก ทำให้ผู้หญิงคนใหม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของรายชื่อนั้น ลอร์ดไบรอนปล่อยให้ชื่อเสียงของเขาในฐานะนักรักไปก่อนตัวเขาเอง ทำให้ผู้หญิงเตรียมตัวตกหลุมรักก่อนพบกันด้วยซ้ำ บทเรียนคือชื่อเสียงและบรรยากาศของการเป็นที่ต้องการคืออาวุธทรงพลัง อย่าทำเหมือนตัวเองเป็นคนที่ไม่มีใครเหลียวแล แม้จะรู้สึกอย่างนั้นในใจก็ตาม
.
.
18. สร้างความต้องการก่อนที่จะเสนอวิธีตอบสนอง
.
คนที่พอใจในชีวิตของตัวเองเป็นไปไม่ได้ที่จะถูกล่อใจ Greene จึงสอนเทคนิคที่ดูโหดร้ายแต่ได้ผลเสมอ คือทำให้เป้าหมายรู้สึกไม่พอใจกับชีวิตปัจจุบันของตัวเอง ทำให้เขาเริ่มมองเห็นช่องว่าง เห็นความน่าเบื่อ เห็นสิ่งที่ขาด เมื่อความรู้สึกขาดเริ่มเกิดขึ้น คุณก็เสนอตัวเองเป็นคำตอบ
.
วิธีทำให้คนรู้สึกขาดไม่จำเป็นต้องชัดเจน บางครั้งแค่การแสดงให้เขาเห็นว่ามีโลกที่ใหญ่กว่าก็พอแล้ว แสดงให้เห็นการผจญภัยที่เขาไม่เคยมี ความเข้มข้นทางอารมณ์ที่เขาไม่เคยรู้สึก ความสนุกที่เขาไม่เคยสัมผัส เมื่อเปรียบเทียบแล้วชีวิตปัจจุบันของเขาก็เริ่มดูน่าเบื่อขึ้นมาเอง Greene เตือนว่าเทคนิคนี้ต้องทำอย่างแยบยล ถ้าเป้าหมายจับได้ว่าคุณกำลังบีบให้เขารู้สึกไม่ดีจะมีผลตรงกันข้าม
.
.
19. ภาษาที่แท้คือการแย้ม ไม่ใช่การพูดตรง
.
ในศิลปะการล่อใจ คำพูดตรงไปตรงมาคือศัตรู เพราะการพูดตรงเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายปฏิเสธหรือต่อต้านได้ง่าย Greene สอนเทคนิคของการแย้ม การหยอดความคิดลงในใจคนโดยที่เขาคิดว่าเป็นความคิดของตัวเอง คำพูดที่ดีในการล่อใจคือคำที่ฟังดูธรรมดาบนผิว แต่มีอีกชั้นของความหมายซ่อนอยู่ใต้พื้น
.
ดันนุนซิโอเชี่ยวชาญในเรื่องนี้มาก เขาแต่งบทกวีให้ผู้หญิงโดยเลือกใช้คำคลุมเครือที่เธอตีความได้หลายแบบ คาซาโนวาบอกเป้าหมายของเขาด้วยน้ำเสียงและสายตามากกว่าด้วยคำ Greene อ้างถึงงูในสวนเอเดนที่ใช้คำพูดล่อลวงเอวาให้กินผลไม้ ไม่ใช่ด้วยการบอกตรง ๆ ว่าจงกิน แต่ด้วยการตั้งคำถามและหยอดความสงสัย ภาษาของนักครองใจที่แท้คือภาษาที่ทำงานในระดับใต้สำนึก ไม่ใช่บนสำนึก
.
.
20. เข้าไปอยู่ในโลกของอีกฝ่ายก่อนจะดึงเขาเข้ามาในโลกของคุณ
.
ความผิดพลาดของนักครองใจมือใหม่คือพยายามดึงเป้าหมายมาในโลกของตัวเองตั้งแต่แรก พยายามให้เขาสนใจสิ่งที่ตัวเองสนใจ พยายามเปลี่ยนรสนิยมของเขา วิธีนี้ทำให้อีกฝ่ายตั้งกำแพงและถอยห่าง Greene สอนวิธีกลับด้าน เริ่มจากเข้าไปอยู่ในโลกของเขาก่อน เล่นตามกฎของเขา ชื่นชอบสิ่งที่เขาชอบ ปรับตัวเองให้เข้ากับอารมณ์ของเขา
.
วิธีนี้ทำงานเพราะมนุษย์ทุกคนเป็นนักหลงตัวเองในระดับหนึ่ง เราถูกดึงดูดด้วยคนที่คล้ายเรา ที่เข้าใจเรา ที่สะท้อนความเป็นเราออกมา เมื่อเป้าหมายรู้สึกว่าคุณ "ใช่" คุณก็ผ่านกำแพงด่านแรกแล้ว และเมื่อนั้นแหละที่คุณจะค่อย ๆ พาเขาเข้ามาในโลกของคุณได้ทีละนิด ทีละก้าว โดยที่เขาคิดว่าเป็นการเดินทางที่เขาเลือกเอง คาซาโนวาเก่งในเรื่องนี้มาก เขาสามารถปรับตัวเองเป็นใครก็ได้ในชั่วเวลาไม่กี่นาทีเพื่อให้เข้ากับคนตรงหน้า
.
.
21. สร้างความล่อตา ฉายภาพความสุขที่จะมาถึง
.
มนุษย์ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจุบัน แต่ด้วยความหวังของอนาคต Greene สอนให้สร้างภาพของความสุขที่รออยู่ ความรู้สึกที่ยังไม่ได้สัมผัส ความเป็นไปได้ที่ยังไม่ได้เกิด คุณไม่ต้องสัญญาอะไรชัดเจน แค่หยอดให้เห็นว่ามีบางอย่างพิเศษกำลังจะเกิดขึ้นถ้าเป้าหมายเดินทางนี้ต่อไปกับคุณ
.
ความล่อตาที่ทรงพลังที่สุดคือความล่อตาที่อ้างอิงถึงความฝันลึก ๆ ที่เป้าหมายเก็บงำไว้ บางคนใฝ่ฝันถึงการผจญภัย บางคนใฝ่ฝันถึงความรักที่ยิ่งใหญ่ บางคนใฝ่ฝันถึงการเป็นที่ยอมรับในแบบที่ยังไม่เคยได้รับ งานของนักครองใจคือค้นให้พบความฝันที่ซ่อนอยู่นั้น แล้วชี้ให้เป้าหมายเห็นว่าทางไปสู่ความฝันผ่านมาทางคุณ ไม่ต้องบอกว่าคุณจะให้อะไร แค่ทำให้เขารู้สึกว่ามีบางอย่างน่าตื่นเต้นซ่อนอยู่หลังประตูที่ปิดอยู่
.
.
22. ความไม่แน่นอนคือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดของนักครองใจ
.
ทันทีที่เป้าหมายรู้สึกว่าเดาคุณได้ มนต์เสน่ห์จะแตก ความตื่นเต้นจะหายไป เขาจะเริ่มมองคุณว่าเป็นของแน่นอนที่ไม่ต้องดิ้นรนเพื่อรักษาไว้ Greene สอนให้สร้างความไม่แน่นอนเป็นระยะ ทำสิ่งที่อีกฝ่ายไม่คาด เปลี่ยนทิศทางทันทีในเวลาที่เขาคิดว่ารู้แล้วว่าคุณจะทำอะไร เซอร์ไพรส์เป็นเครื่องเตือนใจเขาว่าคุณยังเป็นบุคคลที่น่าค้นหา
.
ความไม่แน่นอนไม่ได้หมายถึงการประพฤติตัวบ้าระห่ำหรือไร้เหตุผล แต่หมายถึงการรักษาส่วนหนึ่งของคุณให้อยู่นอกการเข้าถึงเสมอ คนที่เปิดเผยทุกอย่างไม่มีเหลือ คนที่เดาได้ตลอดเวลาว่าจะตอบสนองอย่างไร คือคนที่ไม่มีเสน่ห์อีกต่อไป โจเซฟีน เดอ โบฮาร์เนส เก่งในเรื่องนี้มาก นโปเลียนไม่เคยรู้ว่าวันนี้เธอจะอบอุ่นหรือเย็นชา จะรักหรือเฉยเมย ความไม่แน่นอนนี่เองที่ทำให้เขาบ้าคลั่ง
.
.
23. คำพูดที่ทำให้คนสับสนคือคำพูดที่ทำให้คนยอมแพ้
.
Greene อุทิศบทหนึ่งทั้งบทให้กับพลังของภาษาในการล่อใจ คำพูดที่ดีไม่ได้สื่อสารข้อมูล แต่กระตุ้นอารมณ์ คนที่ฟังคำพูดของคุณไม่ควรจำได้ในวันถัดมาว่าคุณพูดอะไร แต่ควรจำได้ว่ารู้สึกอย่างไรตอนได้ยิน ดันนุนซิโอเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ ผู้หญิงที่เขาเคยพูดคุยด้วยจะนึกถึงน้ำเสียง จังหวะ และความรู้สึกที่เขาทำให้เกิดขึ้น แต่จำเนื้อหาที่แท้จริงของบทสนทนาไม่ได้
.
หัวใจของภาษาแบบนี้คือการชม การปลอบใจ การให้กำลังใจในเรื่องที่อีกฝ่ายไม่มั่นใจ การวาดภาพอนาคตที่งดงาม ไม่ใช่การถกประเด็นหรือถ่ายทอดความรู้ คนทั่วไปจมอยู่กับเรื่องของตัวเองและไม่ค่อยมีใครฟังเขาจริง ๆ คนที่พูดคำที่หูเขาอยากได้ยิน ที่ใจเขาต้องการสัมผัส คือคนที่จะมีอำนาจเหนือเขาทันที Greene เตือนว่าคำพูดแบบนี้ไม่ใช่การโกหก แต่คือการเลือกพูดความจริงด้านที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดี
.
.
24. รายละเอียดเล็กน้อยมีพลังมากกว่าท่าทีอลังการ
.
นักครองใจมือใหม่มักคิดว่าต้องทำอะไรใหญ่ ๆ ประกาศความรัก ให้ของขวัญแพง ๆ จัดงานเซอร์ไพรส์อลังการ Greene บอกว่าวิธีนี้บ่อยครั้งให้ผลตรงกันข้าม เพราะอีกฝ่ายเริ่มสงสัยว่าทำไมต้องพยายามขนาดนี้ มันดูจงใจเกินไป ของจริงที่ครองใจคนคือรายละเอียดเล็ก ๆ ท่าทางที่ดูเหมือนเป็นธรรมชาติ ของขวัญที่ออกแบบเฉพาะตัวเขาคนเดียว
.
นิซัง พ่อค้าชาวญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 18 ทำลายห้องนอนของหญิงคณิกาเดวะเพื่อปลูกพุ่มไม้และนำกวางป่ามาให้เธอตื่นมาเห็นทุกเช้า เพราะคืนก่อนเธอบ่นว่าอยากเห็นกวางในธรรมชาติ การกระทำแบบนี้ทรงพลังเพราะมันบอกอีกฝ่ายว่าคุณฟังเขาจริง ๆ ฟังในระดับที่จดจำสิ่งเล็กน้อยที่เขาแม้แต่ไม่คิดว่าคุณจะสนใจ Greene สอนว่ารายละเอียดเหล่านี้คือภาษาที่บ่งบอกว่าคนตรงหน้าคนนี้สำคัญสำหรับคุณ ในแบบที่คำว่ารักไม่อาจสื่อได้
.
.
25. ความใกล้ชิดเกินไปทำลายเสน่ห์ทุกครั้ง
.
หนึ่งในความผิดพลาดที่นักล่อใจทำซ้ำ ๆ คือเมื่อเริ่มสำเร็จก็พยายามเข้าใกล้เป้าหมายให้มากขึ้น พบเขาบ่อยขึ้น คุยกันถี่ขึ้น แสดงความเป็นเจ้าของมากขึ้น Greene เตือนว่านี่คือยาพิษ ความคุ้นเคยทำลายมนต์เสน่ห์ทุกครั้ง คนที่เห็นกันทุกวันค่อย ๆ กลายเป็นของธรรมดาในสายตา ไม่ใช่ของพิเศษอีกต่อไป
.
วิธีรักษามนต์เสน่ห์คือสลับการอยู่กับการหายไป ช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันต้องเข้มข้น น่าจดจำ เต็มไปด้วยอารมณ์ แต่ช่วงห่างก็ต้องมีเช่นกัน เพื่อให้อีกฝ่ายได้คิดถึง ได้จินตนาการ ได้สร้างภาพในหัวที่ดีกว่าความจริง คาซาโนวาเก่งในการหายตัวก่อนความสัมพันธ์จะกลายเป็นกิจวัตร เขาออกจากเมืองในเวลาที่ผู้หญิงยังคงโหยหา ไม่ใช่ในเวลาที่เธอเริ่มเบื่อ ในเรื่องนี้ ระยะห่างไม่ใช่ความเย็นชา แต่คือการรักษาพื้นที่ให้จินตนาการทำงาน
.
.
26. ความอ่อนแอเชิงกลยุทธ์ทำให้คนยอมเปิดใจ
.
มนุษย์ตั้งกำแพงป้องกันตัวกับคนที่ดูแข็งแกร่ง มั่นใจ และคำนวณ เพราะรู้สึกว่ากำลังถูกจัดการ Greene สอนเทคนิคที่ทรงพลังคือการแสดงความอ่อนแอบางอย่างให้อีกฝ่ายเห็น ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจ ทำให้เขารู้สึกว่าเขาคือผู้ที่อยู่เหนือกว่า เมื่อเขาวางกำแพงลง เขาก็เปิดโอกาสให้คุณเข้าไปครองใจ
.
วิธีนี้ดูเหมือนจะค้านกับการเป็นคนที่มั่นใจ แต่จริง ๆ ต้องการความมั่นใจสูงมาก เพราะคนที่ไม่มั่นใจในตัวเองจะไม่กล้าแสดงจุดอ่อน คนที่มั่นใจจริงเท่านั้นที่กล้าพูดถึงความผิดพลาดของตัวเอง กล้าหัวเราะกับเรื่องน่าอายของตัวเอง กล้าให้อีกฝ่ายเห็นว่าเขามีอำนาจที่จะทำให้คุณเจ็บปวด การร้องไห้ การแสดงความอ่อนไหว การยอมรับว่าคุณกำลังตกอยู่ในห้วงอารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้ ทั้งหมดนี้คืออาวุธของนักครองใจที่ฉลาด
.
.
27. ทำให้คนสับสนระหว่างความฝันกับความจริง
.
หัวใจของการล่อใจคือการสร้างภาพลวงตา และภาพลวงตาที่ดีที่สุดคือภาพที่ผสมความจริงกับความฝันจนแยกไม่ออก Greene สอนให้รู้จักความฝันลึก ๆ ของเป้าหมาย ความปรารถนาที่ถูกเก็บกดไว้ตั้งแต่วัยเด็ก ความหวังที่ถูกลืม เมื่อรู้แล้วก็ทำตัวเองให้กลายเป็นทางเดินสู่ความฝันนั้น
.
มาดามเดอปงปาดูร์เข้าใจหลักการนี้อย่างลึกซึ้งกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 พระองค์มีปมในใจที่ต้องสืบทอดบัลลังก์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มหาราช พระองค์รู้สึกว่าตัวเองไม่ยิ่งใหญ่พอ มาดามเดอปงปาดูร์ใช้ชีวิตทั้งหมดสะท้อนภาพให้พระองค์เห็นว่าพระองค์คือผู้นำทางวัฒนธรรมและศิลปะ คือกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้บรรพบุรุษ พระองค์เริ่มเชื่อในภาพนั้น และเริ่มทำตามภาพนั้น สุดท้ายยุคของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ก็เป็นที่จดจำในชื่อ "สไตล์หลุยส์กังซ์" ทั้งหมดเพราะผู้หญิงคนหนึ่งเสนอความฝันที่พระองค์ต้องการเชื่อ
.
.
28. แยกเป้าหมายออกจากโลกเดิมของเขา
.
คนที่อยู่ในแวดวงเพื่อนฝูง ครอบครัว และกิจวัตรเดิมจะมีภูมิคุ้มกันต่อการล่อใจ เพราะคนรอบข้างจะคอยเตือน ส่ง สัญญาณเตือนภัย คอยถ่วงดุล Greene สอนว่าเมื่อการล่อใจเดินทางมาถึงช่วงสำคัญ ต้องค่อย ๆ พาเป้าหมายออกจากบริบทเดิม ไม่ได้หมายถึงการลักพาตัวจริง ๆ แต่คือการสร้างพื้นที่ที่มีเพียงคุณกับเขาเท่านั้น โลกที่เก่าของเขาเริ่มห่างไกล โลกใหม่ที่มีคุณเป็นศูนย์กลางเริ่มชัดขึ้น
.
คลีโอพัตราพาจูเลียส ซีซาร์ ล่องเรือไปดูพีระมิดและใช้ชีวิตในอียิปต์ห่างจากโรมเป็นเดือน ๆ ทำให้กรุงโรมที่เขาเคยควบคุมเริ่มกลายเป็นความทรงจำที่จางลง เธอเปลี่ยนเขาจากแม่ทัพโรมันเป็นชายที่หลงรักผู้หญิงอียิปต์ทีละน้อย โดยที่เขาไม่รู้ตัว เทคนิคนี้ทำงานในระดับจิตวิทยา เมื่อสภาพแวดล้อมเดิมหายไป ตัวตนเดิมของคนเราก็เริ่มเลือนตามไปด้วย ทำให้เขาเปิดรับตัวตนใหม่ที่คุณกำลังหยิบยื่นให้
.
.
29. ผสมความสุขกับความเจ็บปวดเพื่อสร้างความผูกพันที่ลึกที่สุด
.
ความผิดพลาดของนักครองใจมือใหม่อีกข้อคือพยายามให้ความสุขกับเป้าหมายตลอดเวลา พยายามทำให้ทุกอย่างราบรื่น ไม่ขัดแย้ง ไม่เจ็บปวด Greene บอกว่าวิธีนี้ทำลายความผูกพันมากกว่าสร้าง เพราะความสุขที่ต่อเนื่องกลายเป็นความน่าเบื่อ ความเจ็บปวดที่สลับเข้ามาบางครั้งคือเครื่องเตือนใจอีกฝ่ายว่าคุณมีค่าแค่ไหน
.
หลักจิตวิทยาที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง คนเรารู้สึกถึงคุณค่าของบางสิ่งชัดเจนที่สุดในยามที่เกือบสูญเสียสิ่งนั้นไป การทะเลาะกันแล้วคืนดี การห่างเหินกันแล้วกลับมา การโกรธกันแล้วยกโทษให้กัน ทั้งหมดนี้สร้างคลื่นของอารมณ์ที่ลึกกว่าความสุขราบเรียบ ขณะเดียวกันความรู้สึกผิดที่อีกฝ่ายรู้สึกหลังการทะเลาะจะกลายเป็นกาวเชื่อมความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นอย่างน่าประหลาด Greene เตือนว่าเทคนิคนี้ต้องใช้อย่างประณีต เพราะถ้าเจ็บปวดมากเกินไปก็จะกลายเป็นการทรมานแทนที่จะเป็นการล่อใจ
.
.
30. อันตรายที่ใหญ่ที่สุดมาหลังการล่อใจสำเร็จ
.
บทสุดท้ายของหนังสือเตือนถึงสิ่งที่นักครองใจส่วนใหญ่ลืมคิด คือช่วงเวลาหลังจากการล่อใจประสบความสำเร็จแล้ว Greene เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "ความเหนื่อยทางอารมณ์" หลังจากอารมณ์ขึ้นถึงจุดสูงสุด อีกฝ่ายจะเริ่มรู้สึกหมดแรง สงสัยตัวเอง บางครั้งกลายเป็นความเสียใจหรือเกลียดชัง คนที่เคยพิชิตจะกลายเป็นคนที่ถูกทอดทิ้งในชั่วเวลาข้ามคืน
.
ทางออกของ Greene คือต้องเลือกระหว่างสองทาง ถ้าจะจากกันก็จากให้เด็ดขาดและรวดเร็ว อย่าให้ความสัมพันธ์ยืดเยื้อจนกลายเป็นบาดแผล ถ้าจะอยู่ต่อก็ต้องเริ่มเกมการล่อใจรอบที่สอง ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าคุณเป็นของแน่นอน สร้างความห่าง สร้างความเจ็บปวด สร้างความขัดแย้งเป็นระยะเพื่อให้อีกฝ่ายไม่ลืมว่าคุณคือคนที่เขาเคยทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้ได้มา
.
การล่อใจที่แท้ไม่ได้จบที่การพิชิต แต่คือศิลปะของการรักษาความรู้สึกนั้นไว้ไม่ให้จางหายไปตามกาลเวลา
.
.
.
.
#SuccessStrategies

