ทำความรู้จัก 10 ตัวตนที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณ จากหนังสือ The Ten Types of Human ของ Dexter Dias
ตลอดประวัติศาสตร์ มนุษย์เชื่อว่าตัวเองเป็น "ฉัน" หนึ่งเดียว มีตัวตนเดียวที่ตัดสินใจ มีเหตุผลเดียวที่ขับเคลื่อนการกระทำ มีหัวใจเดียวที่รักและเกลียด งานวิจัยทางประสาทวิทยาในยี่สิบปีที่ผ่านมากำลังบอกว่าเราเข้าใจตัวเองผิดมาตลอด
.
Dexter Dias ทนายความสิทธิมนุษยชนชาวอังกฤษ ใช้เวลาสิบปีเดินทางสี่ทวีป สัมภาษณ์นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำที่ Cambridge และ Harvard พบเหยื่อค้ามนุษย์ ทหารเด็ก ผู้ป่วยอัมพาต แม่ที่สูญเสียลูก เพื่อรวบรวมหลักฐานสนับสนุนทฤษฎีที่กำลังเปลี่ยนวงการประสาทวิทยา
.
สมองมนุษย์ไม่ใช่คอมพิวเตอร์เครื่องเดียวที่ประมวลผลทุกอย่างผ่านศูนย์กลาง อย่างที่นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อในยุคก่อน แต่เป็นชุดของกลไกเฉพาะทาง แต่ละกลไกวิวัฒนาการขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาที่บรรพบุรุษของเราเผชิญซ้ำ ๆ ตลอดสองล้านปีในทุ่งหญ้าสะวันนา
.
Dias เลือกเล่าถึงสิบกลไกที่เด่นชัดที่สุด แต่ละกลไกทำงานในตัวคุณตลอดเวลา ในที่ทำงาน ในครอบครัว ในห้องนอน ในวินาทีที่คุณตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดของชีวิต พวกมันไม่ได้ขออนุญาตคุณก่อนทำงาน ไม่ได้บอกว่ากำลังโหวต ส่วนใหญ่อยู่นอกการรับรู้ของเราโดยสิ้นเชิง
.
Dias เรียกพวกมันว่า The Ten Types of Human คนสิบประเภทที่ฝังอยู่ในตัวคุณ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
.
.
===================
.
1. The Perceiver of Pain ผู้รับรู้ความเจ็บปวด
.
ในสมองของมนุษย์มีเครือข่ายประสาทเฉพาะที่ทำหน้าที่รับรู้ความเจ็บปวดของผู้อื่น แยกจากระบบความคิดเชิงเหตุผล ทำงานในระดับที่ลึกกว่าการตัดสินใจของเรา นักประสาทวิทยา Alan Pegna ค้นพบสิ่งนี้จากการศึกษาผู้ป่วยที่ตาบอดเพราะสมองส่วนการมองเห็นเสียหาย คนไข้เหล่านี้มองอะไรไม่เห็น แต่เมื่อมีใบหน้าที่กำลังเจ็บปวดอยู่ตรงหน้า สมองอีกส่วนยังคงตอบสนองได้ บ่งชี้ว่ามีระบบประมวลผลความเจ็บปวดของผู้อื่นที่แยกจากการมองเห็นปกติ
.
กลไกนี้ถูกออกแบบมาเพื่อกลุ่มเล็กของบรรพบุรุษ ไม่ใช่เพื่อโลกที่เชื่อมต่อด้วยอินเทอร์เน็ต ผลคือเราเห็นเด็กจมน้ำข้างทางแล้วอยากกระโดดลงไปช่วย แต่อ่านข่าวเด็กล้านคนอดอยากแล้วเฉย Peter Singer นักปรัชญาออสเตรเลีย ตั้งคำถามว่าทำไมในเชิงศีลธรรมเด็กทั้งสองคนเท่ากัน แต่ในเชิงปฏิกิริยา เราตอบสนองต่างกันสิ้นเชิง Paul Slovic เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า psychic numbing ตัวเลขที่ใหญ่เกินไปทำให้กลไกในสมองหยุดทำงาน ความเป็นมนุษย์ของเหยื่อหายไป เหลือเพียงสถิติ
.
Anthony เด็กชายชาวกานาที่ถูกหลอกขายเป็นทาสบนทะเลสาบ Volta ตอนอายุ 11 ขวบ ถาม Dias ในวันแรกที่พบกันว่า "ทำไมคุณอยากคุยกับผม ผมไม่ใช่ใครเลย"
.
.
ข้อสังเกตอื่นจาก Perceiver of Pain
.
- ยิ่งเหยื่อมีรายละเอียดส่วนตัว เช่น ชื่อ ใบหน้า เรื่องราว เรายิ่งบริจาคและช่วยเหลือมากขึ้น Slovic เรียกสิ่งนี้ว่า identifiable victim effect เป็นเหตุผลที่ภาพยนตร์ Schindler's List ใช้เด็กหญิงเสื้อแดงคนเดียวเป็นจุดโฟกัสท่ามกลางความตายของคนหลายล้าน
.
- การเห็นความทุกข์ซ้ำ ๆ ทำให้ Perceiver of Pain ล้า นักจิตวิทยาเรียกว่า compassion fatigue พบบ่อยในแพทย์ พยาบาล นักข่าวสงคราม และคนทำงานด้านมนุษยธรรม
.
- Dias เสนอว่ามนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์ต้องฝึกการเห็นใจในระยะไกลอย่างจงใจ เพราะกลไกไม่ได้ติดตั้งมาให้ การเห็นใจคนนอกชุมชนของตัวเองเป็นทักษะที่ต้องฝึก ไม่ใช่สัญชาตญาณ
.
.
………………..
.
2. The Ostraciser ผู้ขับออก
.
การถูกปฏิเสธทางสังคมกระตุ้นสมองส่วนเดียวกับความเจ็บปวดทางกาย ยืนยันด้วย MRI ในห้องแล็บนับครั้งไม่ถ้วน Naomi Eisenberger ที่ UCLA ทดลองด้วยเกมโยนลูกบอลผ่านจอชื่อ Cyberball เมื่อผู้เล่นในเกมตัดผู้เข้าร่วมออกจากการโยน สมองของผู้เข้าร่วมแสดงการทำงานในส่วน anterior cingulate cortex เหมือนคนถูกตี ทั้งที่ผู้เข้าร่วมรู้ว่าผู้เล่นคนอื่นเป็นแค่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ข้อค้นพบนี้บ่งชี้ว่าสมองไม่แยกระหว่างความเจ็บทางสังคมและทางกายในระดับชีวเคมี
.
ในยุคบรรพบุรุษ การถูกขับจากกลุ่มหมายถึงความตาย ไม่มีอาหาร ไม่มีที่หลบภัย ไม่มีผู้พิทักษ์ในยามค่ำคืน นักวิจัย Kip Williams เรียกการถูกขับออกว่า social death ความตายทางสังคม ผลคือคนทำตามกลุ่มแม้รู้ว่ากลุ่มผิด การทดลองของ Solomon Asch ในทศวรรษ 1950 แสดงว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของคนยอมตอบผิดอย่างชัดเจนอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ถ้าคนอื่นในห้องตอบผิดเหมือนกัน Ostraciser ทำให้คนยอมโกหกตัวเอง ยอมเข้าข้างคนที่ตัวเองรังเกียจ ยอมเงียบในวันที่ควรพูด
.
Sree Dasari นักศึกษาอินเดียที่เข้ารายการ Big Brother ของอังกฤษ ได้คะแนนโหวตให้ออก 85 เปอร์เซ็นต์ ไม่กี่สัปดาห์ต่อมาเขากรีดข้อมือตัวเอง ในทางกลับกัน Kathy Bolkovac ตำรวจอเมริกันในบอสเนีย เปิดโปงการค้ามนุษย์ของเพื่อนร่วมงาน UN ถูกขับออกจากระบบทั้งหมด เธอบอก Dias ว่า "ถูกก็คือถูก ผิดก็คือผิด"
.
.
ข้อสังเกตอื่นจาก Ostraciser
.
- ยาแก้ปวด Tylenol ลดความเจ็บปวดทางสังคมได้จริง งานวิจัยปี 2010 ของ Nathan DeWall พบว่าคนที่กิน Tylenol สามสัปดาห์รู้สึกเจ็บจากการถูกปฏิเสธน้อยกว่ากลุ่มที่กินยาหลอก
.
- กลุ่มใช้ Ostraciser เป็นเครื่องมือควบคุมพฤติกรรมสมาชิก แม้บรรทัดฐานของกลุ่มจะไม่เป็นธรรมหรือเป็นพิษ คนยังเลือกทำตาม เพราะกลัวถูกขับมากกว่ากลัวทำผิด
.
- คำว่า ostracism มาจาก ostrakon ในภาษากรีก เศษเครื่องปั้นดินเผาที่ชาวเอเธนส์ใช้จารึกชื่อคนที่ต้องการขับออกจากนคร ระบบนี้ถูกใช้ในเอเธนส์ยุคประชาธิปไตยตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล
.
.
………………..
.
3. The Tamer of Terror ผู้สยบความหวาดกลัว
.
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่รู้ว่าตัวเองจะตาย ความรู้นี้สร้างความวิตกในระดับที่อาจทำให้ใช้ชีวิตไม่ได้ นักจิตวิทยา Sheldon Solomon เป็นผู้บุกเบิกทฤษฎีที่เรียกว่า Terror Management Theory เขาเขียนในงานวิจัยปี 2007 ว่า "ความตายลบล้างการควบคุม การเชื่อมต่อทางสังคม ความหมาย ความสุข และทุกสิ่งที่มนุษย์แสวงหาในชีวิต" Tamer of Terror คือกลไกที่ช่วยให้เราเดินหน้าต่อ ทั้งที่รู้ว่าทุกอย่างจะจบลง
.
หลักฐานทางโบราณคดียืนยันว่ามนุษย์รับมือกับความรู้นี้มานานนับแสนปี Neanderthal ฝังศพเพื่อนเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน Homo sapiens ในยุค Upper Palaeolithic เริ่มทิ้งของขวัญและอาหารกับศพเมื่อสี่หมื่นปีก่อน บ่งชี้ว่ามนุษย์เริ่มเชื่อในชีวิตหลังความตายตั้งแต่ตอนนั้น ศาสนา ผลงานศิลปะ การสร้างมรดก การมีลูก ทั้งหมดคือกลยุทธ์ที่ Tamer of Terror ใช้เพื่อบอกเราว่าจะยังมีบางสิ่งของเราอยู่หลังจากร่างนี้หายไป
.
Tony Nicklinson เป็นอัมพาตทั้งตัวจาก locked-in syndrome เหลือเพียงการกระพริบตา ต่อสู้ในศาลสูงสุดของอังกฤษเพื่อสิทธิ์ในการตาย แพ้คดี หกวันต่อมาเสียชีวิต Dawn Faizey Webster ที่เป็น locked-in syndrome เช่นกัน เลือกอีกทาง เธอเรียนจบปริญญาตรีประวัติศาสตร์โบราณด้วยการกระพริบตา ต่อปริญญาโทประวัติศาสตร์ศิลปะ และพูดกับ Dias ว่า "ความฝันของคุณอาจต้องเปลี่ยน แต่มันยังคงเป็นความฝันของคุณ"
.
.
ข้อสังเกตอื่นจาก Tamer of Terror
.
- งานทดลอง mortality salience แสดงว่าคนที่ถูกกระตุ้นให้คิดถึงความตายของตัวเอง จะยึดติดกับค่านิยมของกลุ่มตัวเองมากขึ้น เหยียดคนนอกกลุ่มมากขึ้น และศรัทธาในผู้นำที่แข็งกร้าวมากขึ้น
.
- Ernest Becker นักมานุษยวิทยาผู้ได้รับ Pulitzer Prize จากเล่ม The Denial of Death เสนอว่ากิจกรรมของมนุษย์ทั้งหมด ตั้งแต่ศิลปะ การเมือง การสะสมทรัพย์ คือกลยุทธ์ในการปฏิเสธความตายโดยอ้อม
.
- Viktor Frankl บอกว่าอย่าหาความหมายของชีวิตที่จะตอบทุกคำถามได้ในครั้งเดียว แต่ให้คิดว่าตัวเองคือคนที่ถูกชีวิตถามคำถามทุกวันทุกชั่วโมง Dias สรุปว่ามนุษย์ไม่ใช่ผู้แสวงหาความหมาย แต่เป็นผู้สร้างความหมาย
.
.
………………..
.
4. The Beholder ผู้พินิจความงาม
.
สมองมนุษย์ตัดสินใบหน้าในเวลาเพียง 100 มิลลิวินาที โดยใช้เกณฑ์ที่บรรพบุรุษติดตั้งไว้ ความสมมาตร อัตราส่วน สัญลักษณ์ของสุขภาพและความสามารถในการสืบพันธุ์ การทดลองในหลายประเทศพบว่าคนทั่วโลก ทุกวัฒนธรรม ทุกอายุ ตัดสินใบหน้าเหล่านี้คล้ายกันอย่างน่าตกใจ แม้แต่ทารกอายุไม่กี่เดือนยังจ้องใบหน้าที่ผู้ใหญ่ประเมินว่างามนานกว่าใบหน้าอื่น บ่งชี้ว่าเกณฑ์ความงามไม่ใช่เรื่องวัฒนธรรมล้วน แต่มีรากในชีววิทยา
.
Beholder มีด้านมืดที่ทรงพลัง คนที่ไม่ตรงตามมาตรฐานเผชิญอคติตั้งแต่ในห้องเรียน คนที่ตรงตามมาตรฐานก็เผชิญอันตรายอีกแบบ เพราะระบบรางวัลในสมองของผู้อื่นทำงานทรงพลังเมื่อเห็นใบหน้าที่งดงาม เมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการ บางคนเลือกทำลายแทน ทั่วโลกมีรายงานการโจมตีด้วยกรดต่อใบหน้าผู้หญิงปีละหลายพันครั้ง ส่วนใหญ่ก่อโดยผู้ชายที่ไม่อาจครอบครองสิ่งที่ตัวเองหลงใหล
.
Hanifa Nakiryowa ในยูกันดา ถูกอดีตสามีราดกรดบนใบหน้า เปลือกตาขยับไม่ได้เพราะแผลเป็น ต้องนอนลืมตา แต่เธอบอก Dias ว่า "ฉันมากกว่าใบหน้าที่ฉันสูญเสียไป" รูปถ่ายเก่าของเธอที่ยังไม่ถูกกรด เธอบอกว่าเป็นผู้หญิงที่ยิ้มแต่ยังไม่อิสระ
.
.
ข้อสังเกตอื่นจาก Beholder
.
- งานวิจัย halo effect แสดงว่าคนหน้าตาดีมักถูกประเมินว่าฉลาดกว่า น่าเชื่อถือกว่า และมีศีลธรรมสูงกว่าโดยอัตโนมัติ แม้ไม่มีหลักฐานใดสนับสนุน
.
- ในศาล จำเลยหน้าตาดีได้รับโทษเบากว่าจำเลยหน้าตาไม่ดีโดยเฉลี่ย ในที่ทำงาน คนหน้าตาดีได้เงินเดือนสูงกว่าราว 10-15 เปอร์เซ็นต์ตลอดอายุงาน
.
- Beholder ไม่ได้ทำงานแค่กับใบหน้าคน เรายังพินิจความงามของวัตถุ สถานที่ และเสียงในแบบที่บรรพบุรุษเรียนรู้ว่าเชื่อมโยงกับความปลอดภัยและความอุดมสมบูรณ์ เช่น ภูมิทัศน์ที่มีน้ำและพืชเขียวขจี
.
.
………………..
.
5. The Aggressor ผู้รุกราน
.
ความรุนแรงไม่ใช่ธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์ แต่เป็นเครื่องมือที่วิวัฒนาการออกแบบมาเพื่อสถานการณ์เฉพาะ ปกป้องลูก ป้องกันตัวจากภัยร้ายแรง แย่งทรัพยากรในยามขาดแคลน ในสภาวะปกติ Aggressor อยู่ในกรงที่ถูกล็อกด้วยกลไกอื่น ทั้งความเห็นใจ ความรัก กฎหมาย วัฒนธรรม ในปี 1986 UNESCO ออก Seville Statement ระบุชัดเจนว่ามนุษย์ไม่ได้ถูกกำหนดทางพันธุกรรมให้รุนแรงหรือทำสงคราม
.
แต่ในสภาพการณ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อปลดล็อกกลไกนี้ เช่น สงคราม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การปลุกระดม สิ่งที่ออกมาน่ากลัวกว่าที่คนทั่วไปจินตนาการ นักจิตวิทยา Thomas Elbert ทำงานกับอดีตทหารและทหารเด็กในแอฟริกามาหลายสิบปี ค้นพบสิ่งที่เรียกว่า appetitive aggression ความรู้สึกพิเศษที่บางคนได้จากการทำร้ายผู้อื่น มันเสพติดได้ในระดับเดียวกับยาเสพติด และเมื่อสงครามจบ ความหิวกระหายนี้ถูกพากลับบ้าน
.
Omer เด็กชายที่ถูกจับเป็นทหารเด็กของกลุ่ม Seleka ในแอฟริกากลาง ได้รับคำสั่งให้ตัดมือของชายคนหนึ่ง เขาปฏิเสธ ผลคือเขาเองที่ถูกตัดมือ ภายหลังเขายังกลับไปช่วย Saira เพื่อนของเขา ในการช่วยครั้งนั้นเขาเสียชีวิต
.
.
.
ข้อสังเกตอื่นจาก Aggressor
.
- งานวิจัยของ Dave Grossman ในเล่ม On Killing พบว่าทหารส่วนใหญ่ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ยิงปืนเข้าใส่ศัตรู กองทัพสมัยใหม่จึงต้องออกแบบการฝึกพิเศษเพื่อ "ปลดล็อก" ความสามารถในการฆ่าของทหาร
.
- การลดทอนความเป็นมนุษย์ของศัตรู เช่น เรียกว่าสัตว์ แมลง หรือไวรัส เป็นขั้นตอนสำคัญในการปลดล็อก Aggressor การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในประวัติศาสตร์ทุกครั้งเริ่มจากภาษาแบบนี้
.
- งานวิจัยฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนพบว่ามันไม่ได้สร้างความก้าวร้าวโดยตรง แต่เพิ่มความไวต่อสัญญาณการแข่งขันและการคุกคาม ผู้ชายและผู้หญิงมีกลไกนี้คล้ายกัน ต่างกันแค่ระดับการกระตุ้น
.
.
………………..
.
6. The Tribalist ผู้แบ่งเผ่า
.
มนุษย์แบ่งคนเป็น "พวกเรา" และ "พวกเขา" อย่างรวดเร็วและบ่อยครั้งโดยไร้เหตุผล นักจิตวิทยา Henri Tajfel ทำการทดลองที่เรียกว่า minimal group paradigm แบ่งคนสุ่มออกเป็นสองกลุ่มด้วยเกณฑ์ไร้สาระ เช่น ชอบรูปของศิลปินคนไหนหรือโยนเหรียญหัวก้อย ผลคือคนเริ่มเข้าข้างกลุ่มของตัวเอง ปกป้องสมาชิกในกลุ่ม แบ่งทรัพยากรให้กลุ่มตัวเองมากกว่า แม้รู้ว่าการแบ่งกลุ่มเป็นเรื่องสุ่มและไม่มีความหมาย
.
ในยุคบรรพบุรุษ การจัดกลุ่มแบบนี้ช่วยให้กลุ่มเล็ก ๆ ของมนุษย์อยู่รอด การรู้ว่าใครเป็นพวกเดียวกันหมายถึงการรู้ว่าใครจะช่วยเราในยามคับขัน ในยุคปัจจุบัน กลไกเดียวกันคือรากของการเหยียดเชื้อชาติ ศาสนา ฝ่ายการเมือง ทีมฟุตบอล Tribalist ไม่ต้องการเหตุผลเพื่อแบ่งกลุ่ม มันแบ่งก่อน หาเหตุผลทีหลัง
.
ในเฮติหลังแผ่นดินไหวปี 2010 ครูใหญ่โรงเรียนชื่อ Naomy ใช้เงินยืม 64 ดอลลาร์ต่อคน ตั้งกองทุนให้ผู้หญิงในค่ายเริ่มธุรกิจขายของริมถนน หลายปีต่อมา บางคนมีธุรกิจของตัวเองมูลค่าห้าร้อยดอลลาร์ ก่อนที่ Dias จะกลับ ผู้หญิงทุกคนยืนขึ้นพร้อมกันโดยไม่ต้องนัดหมาย แล้วร้องเพลงสั้น ๆ "Women are not sugar cane"
.
.
ข้อสังเกตอื่นจาก Tribalist
.
- งานวิจัย oxytocin ฮอร์โมนที่ทำให้คนผูกพันกับคนใกล้ตัว พบว่ามันเพิ่มความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันภายในกลุ่ม แต่ในเวลาเดียวกันเพิ่มความระแวงคนนอกกลุ่ม oxytocin ไม่ใช่ฮอร์โมนแห่งความรักทั่วไป แต่เป็นฮอร์โมนแห่ง "พวกเรา"
.
- Brewer สรุปว่าการเข้าข้างพวกเดียวกันและความเฉยเมยต่อคนนอกกลุ่ม พบในทุกสังคมที่นักวิจัยเคยศึกษา ไม่เคยพบสังคมไหนที่ปราศจากปรากฏการณ์นี้
.
- Tribalist มีอีกด้าน เมื่อโครงสร้างสังคมเดิมพังทลาย กลุ่มใหม่จะก่อตัวขึ้นทันที บางครั้งเป็นกลุ่มที่ทำลาย บางครั้งเป็นกลุ่มที่กอบกู้ คำถามไม่ใช่ว่าเราจะมีกลุ่มหรือไม่ แต่จะตั้งกลุ่มบนพื้นฐานอะไร
.
.
………………..
.
7. The Nurturer ผู้เลี้ยงดู
.
Nurturer คือกลไกที่ทำให้มนุษย์ทุ่มเททรัพยากรมหาศาลกับการเลี้ยงลูก ทรงพลังที่สุดอันหนึ่งในสมอง แต่ไม่ใช่ความรักโรแมนติกอย่างที่กวีพรรณนา มันเป็นเครื่องคำนวณที่เย็นชาและร้อนแรงในเวลาเดียวกัน ทรัพยากรในแต่ละครอบครัวมีจำกัด การลงทุนกับลูกคนหนึ่งหมายถึงการลดทรัพยากรของลูกคนอื่น Nurturer จึงทำงานในสองโหมดสลับกัน ทุ่มเทอย่างไม่มีขีดจำกัด และคำนวณว่าใครคุ้มที่จะลงทุน
.
หลักฐานที่น่าตกใจที่สุดเกี่ยวกับ Nurturer มาจากการทดลองของจักรพรรดิ Frederick II แห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ในศตวรรษที่ 13 เขาเอาเด็กแรกเกิดมามอบให้พี่เลี้ยง สั่งให้ให้อาหาร อาบน้ำ ดูแลเด็กอย่างดี แต่ห้ามพูดหรือแสดงความรักใด ๆ ผลคือเด็กทุกคนตาย พวกเขาต้องการมากกว่าอาหาร พวกเขาต้องการการสัมผัสและความรัก งานวิจัยสมัยใหม่ของ Nim Tottenham ที่ Columbia ใช้ MRI สแกนสมองเด็กที่อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้านาน พบว่า amygdala สมองส่วนประมวลผลความกลัวและความเครียด ใหญ่ผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญ การเลี้ยงดูเปลี่ยนสมองอย่างเป็นกายภาพ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนพฤติกรรม
.
Dawn Faizey Webster ตั้งครรภ์ลูกชายชื่อ Alexander ขาบวม ความดันสูง แพทย์บอกต้องผ่าตัดทันทีเพื่อปกป้องชีวิตของเธอเอง แต่เสริมว่า "ทุกวันที่คุณอดทนต่อไปได้ คือทุกวันที่ลูกของคุณมีโอกาสรอดมากขึ้น" Dawn เลือกอดทน หกวันต่อมา Alexander คลอดออกมาตัวยาวเพียงสิบเอ็ดนิ้ว แต่รอด การเสียสละทำให้ Dawn เป็นอัมพาตตลอดชีวิต เมื่อ Dias ถามว่าถ้ารู้ผลล่วงหน้าจะทำซ้ำอีกไหม เธอตอบตัวอักษรเดียว Y. ใช่
.
.
ข้อสังเกตอื่นจาก Nurturer
.
- การทดลองของ Harry Harlow ในทศวรรษ 1950 กับลิงรีซัส พบว่าลูกลิงเลือกเกาะแม่ตัวจำลองที่นุ่มแม้ไม่มีอาหาร มากกว่าแม่ตัวจำลองที่แข็งแต่มีอาหาร พิสูจน์ว่าการสัมผัสและความอบอุ่นจำเป็นต่อชีวิตมากกว่าอาหาร
.
- ในยุโรปยุคกลาง วัดบางแห่งติด foundling wheel วงล้อหมุนที่ให้พ่อแม่วางลูกที่เลี้ยงไม่ไหวเข้าไปได้ ในปี 1699 ต้องติดตะแกรงปิด เพราะพ่อแม่บางคนเริ่มยัดเด็กโตเข้าไปด้วย
.
- ทฤษฎี parental investment ของ Robert Trivers เสนอว่าสัตว์ทุกชนิดมีการคำนวณการลงทุนกับลูก โดยอัตโนมัติ มนุษย์ลงทุนกับลูกนานที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหมด เพราะลูกมนุษย์เปราะบางและพัฒนาช้าที่สุด
.
.
………………..
.
8. The Romancer ผู้รักโรแมนติก
.
Romancer คือกลไกในสมองที่ขับเคลื่อนพฤติกรรมการจับคู่และการสืบพันธุ์ ทำงานในระดับลึกกว่าที่ความคิดเชิงเหตุผลจะควบคุมได้ ทำให้มนุษย์ทำสิ่งที่อธิบายด้วยตรรกะไม่ได้ ให้ของขวัญแม้ตัวเองจะเสียประโยชน์ เสี่ยงชีวิตเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เปลี่ยนเส้นทางอาชีพเพื่อใครคนหนึ่ง ในมุมของวิวัฒนาการ พฤติกรรมเหล่านี้คือกลยุทธ์การส่งสัญญาณ บอกว่า "ฉันคุ้มค่าที่คุณจะลงทุนยีนกับฉัน"
.
นักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Kent ทดลองเรื่องนี้ชัดเจน ให้นักศึกษาตัดสินใจบริจาคเงินที่ได้รับจากการทดลอง โดยมีผู้สังเกตการณ์นั่งข้าง ผลคือผู้หญิงบริจาคใกล้เคียงกันในทุกสถานการณ์ ราว 40 เปอร์เซ็นต์ ผู้ชายต่างกัน เมื่อไม่มีคนสังเกต บริจาคราว 35 เปอร์เซ็นต์ เมื่อมีผู้ชายดูอยู่ ลดลงเหลือ 30 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อมีผู้หญิงสวยดูอยู่ พุ่งขึ้นเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ ผู้สังเกตการณ์ไม่ได้พูดอะไรเลย แค่การปรากฏตัวของเธอเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ชายอย่างสิ้นเชิง
.
François ชาวแคเมอรูนเล่าเรื่อง Marielle หญิงสาวที่เขารัก เมื่อสงครามกลางเมืองเข้ามาในเมือง Marielle ขอปืนจากเขาเพื่อใช้ยิงตัวเองหากทหารฝ่ายตรงข้ามจับเธอได้ François ตัดสินใจอยู่กับเธอจนถึงนาทีสุดท้าย เสี่ยงชีวิตของตัวเองเพื่อพิสูจน์ความทุ่มเท ในที่สุด Marielle ไม่รอด François รอด เขาบอก Dias ว่าตอนนั้นเหมือน "บ้า"
.
.
ข้อสังเกตอื่นจาก Romancer
.
- งานวิจัยของ Doug Kenrick และ Vladas Griskevicius พบว่าผู้ชายที่ถูกกระตุ้นด้วยภาพหรือความคิดเรื่องการจับคู่ จะกลายเป็นคนบ้าบิ่นมากขึ้น ผจญภัยมากขึ้น สร้างสรรค์มากขึ้น และพร้อมจ่ายเงินซื้อของหรูหรามากขึ้น
.
- Geoffrey Miller นักจิตวิทยาวิวัฒนาการเสนอในเล่ม The Mating Mind ว่าศิลปะ ดนตรี และอารมณ์ขัน ส่วนหนึ่งวิวัฒนาการขึ้นมาเป็นเครื่องมือดึงดูดคู่ ไม่ต่างจากหางนกยูง
.
- งานวิจัย ovulation ในผู้หญิงพบว่าช่วงตกไข่ ผู้หญิงเปลี่ยนพฤติกรรมหลายอย่างโดยไม่รู้ตัว แต่งตัวต่างไป สนใจผู้ชายต่างประเภท แม้แต่นักเต้นระบำเปลื้องผ้าก็ได้ทิปมากขึ้นในช่วงตกไข่
.
.
………………..
.
9. The Rescuer ผู้กอบกู้
.
Rescuer คือกลไกที่ทำให้มนุษย์ช่วยเหลือคนที่ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่พวกเดียวกัน บางครั้งเป็นคนที่ไม่เคยรู้จัก โดยยอมเสี่ยงตัวเองในระดับที่อธิบายด้วยผลประโยชน์ส่วนตัวไม่ได้ Charles Darwin เคยมองว่าพฤติกรรมนี้อาจ "ทำลายทฤษฎีทั้งหมดของผม" เพราะวิวัฒนาการควรเลือกสายพันธุ์ที่เห็นแก่ตัว ไม่ใช่สายพันธุ์ที่เสียสละให้คนอื่น Robert Trivers แก้ปัญหานี้ในต้นทศวรรษ 1970 ด้วยทฤษฎี reciprocal altruism การช่วยเหลือกันแบบไม่ใช่เครือญาติทำงานได้ เพราะมีระบบที่คาดหวังการตอบแทนในอนาคต และมีกลไกในการตรวจจับและลงโทษคนที่ไม่ตอบแทน
.
C. Daniel Batson ที่ Kansas University ทดลองคลาสสิก ให้ผู้เข้าร่วมดูผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ Elaine กำลังถูกไฟฟ้าช็อต แล้วถามว่ายอมสับเปลี่ยนที่กับเธอไหม ผลคือผู้เข้าร่วมถึง 80 เปอร์เซ็นต์ยอม แม้เมื่อมีทางออกง่าย ๆ ที่จะหนีไปได้ การช่วยเหลือผู้อื่นทำให้สมองหลั่งสารแห่งความสุข มันไม่ใช่ภาพลวงตา ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวที่ซ่อนเร้น แต่คือสิ่งที่วิวัฒนาการสร้างขึ้นเพื่อให้สังคมที่ช่วยเหลือกันอยู่รอดได้ดีกว่าสังคมที่ทุกคนเอาตัวเองรอด
.
Vasily ชาวรัสเซียที่เติบโตมาในครอบครัวที่พ่อทำร้ายเขามาตลอด พบหญิงสาวชื่อ Lena ในร้านกาแฟแห่งหนึ่งในไซบีเรีย เขามองออกว่าเธอกำลังถูกค้ามนุษย์ ตัดสินใจช่วยทั้งที่ไม่รู้จักเธอและเสี่ยงชีวิต เรื่องราวจบลงในหิมะของไซบีเรีย Lena ไม่รอด เมื่อ Dias ถามว่าทำไมถึงเสี่ยง Vasily ตอบสั้น ๆ ว่า "เธอเดือดร้อน"
.
.
ข้อสังเกตอื่นจาก Rescuer
.
- งานวิจัยกับเด็กอายุ 14 เดือนพบว่าเด็กช่วยผู้ใหญ่ที่ทำของหล่นโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องสอน ไม่ต้องมีรางวัล Michael Tomasello นักจิตวิทยาเสนอว่าพฤติกรรมการช่วยเหลือเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์ตั้งแต่แรกเกิด
.
- คนที่ช่วยเหลือผู้อื่นมีอายุยืนกว่าโดยเฉลี่ย งานวิจัยติดตามผู้สูงอายุพบว่าการอาสาช่วยเหลือผู้อื่นลดความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าและโรคหัวใจอย่างมีนัยสำคัญ
.
- bystander effect ปรากฏการณ์ที่คนไม่เข้าช่วยเหยื่อในที่ชุมชน เกิดเพราะ Rescuer ในแต่ละคนคิดว่าจะมีคนอื่นช่วย ยิ่งคนรอบข้างมาก แต่ละคนยิ่งรู้สึกรับผิดชอบน้อยลง
.
.
………………..
.
10. The Kinsman ผู้ปกป้องเครือญาติ
.
Kinsman คือกลไกที่ทรงพลังที่สุดในบรรดา Ten Types เป็นเหตุผลที่พ่อแม่ยอมตายเพื่อลูก เหตุผลที่เราเลือกครอบครัวก่อนคนอื่นในทุกการตัดสินใจสำคัญ Kinsman ไม่ทำงานด้วยเหตุผล ไม่คำนวณตามหลักจริยศาสตร์ มันทำงานด้วยพลังของยีน นักวิวัฒนาการ Bill Hamilton เขียนในทฤษฎี inclusive fitness ว่า "ยีนมองข้ามผู้ครอบครองที่จะต้องตาย" ในสายตาของยีน เราเป็นเพียงพาหนะชั่วคราว เป้าหมายแท้จริงคือการส่งต่อตัวเองไปสู่รุ่นต่อไป
.
ในสถานการณ์สมมติของ Dias พ่อแม่ในโรงเรียนที่มีมือปืน เลือกได้ระหว่างช่วยเด็ก 24 คนในห้องเรียน หรือช่วยลูกของตัวเองคนเดียวที่ซ่อนในตู้เก็บของ Dias ทดสอบคำถามนี้กับคนนับร้อย ผลคือเกือบทุกคนเลือกลูกของตัวเอง แม้ตัวเลขเด็กอีกฝั่งจะใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ห้าสิบ ร้อย พัน ล้าน เพื่อนของ Dias คนหนึ่งบอกว่าจะเลือกลูกตัวเองแม้แลกกับเด็กทุกคนบนโลก ยกเว้นจะเหลือคนสุดท้ายไว้เป็นเพื่อนเล่นของลูก
.
Angie แม่ของ Rick เด็กชายอายุ 17 ปีที่ใช้ชีวิตหนึ่งในห้าของอายุในโรงพยาบาล บอก Dias ว่า "คุณเข้าใจผิด ฉันไม่เคยออกมาจากใจลูกเลย ไม่ว่าฉันจะอยู่ที่ไหน ทำอะไร ใจฉันอยู่กับลูกตลอด" นั่นคือ Kinsman ในรูปแบบสมบูรณ์ที่สุด สภาวะที่หัวใจของพ่อแม่ติดอยู่กับลูกตลอด 24 ชั่วโมง ตราบเท่าที่ลูกยังหายใจ
.
.
ข้อสังเกตอื่นจาก Kinsman
.
- งานวิจัยพบว่าคนเต็มใจสละชีวิตเพื่อลูกของตัวเองโดยอัตโนมัติ แต่จะลังเลขึ้นเมื่อเป็นพี่น้องเต็ม ลังเลมากขึ้นเมื่อเป็นพี่น้องครึ่ง ลังเลมากที่สุดเมื่อเป็นญาติห่าง ๆ ความเต็มใจสอดคล้องกับสัดส่วนของยีนที่แบ่งปันกันอย่างน่าตกใจ
.
- Kinsman อธิบายปรากฏการณ์เลี้ยงดูลูกของคนอื่น พ่อเลี้ยงทำร้ายลูกเลี้ยงในอัตราที่สูงกว่าพ่อแท้หลายเท่า Martin Daly และ Margo Wilson เรียกสิ่งนี้ว่า Cinderella effect
.
- ในวัฒนธรรมที่ผู้ชายอาจไม่แน่ใจว่าลูกเป็นของตัวเองจริงหรือไม่ ผู้ชายมักลงทุนกับหลานสาวฝ่ายแม่มากกว่าลูกตัวเอง เพราะหลานสาวมียีนของพี่สาวอย่างแน่นอน 25 เปอร์เซ็นต์
.
.
===================
.
#สรุปอีกครั้งครับ The Ten Types of Human ประกอบด้วย
.
1. Perceiver of Pain ทำให้เรารู้สึกเจ็บแทนคนอื่น แต่จำกัดเฉพาะคนที่อยู่ใกล้และจำนวนไม่มาก
.
2. Ostraciser ทำให้เรากลัวการถูกขับออกจากกลุ่มในระดับเดียวกับกลัวความตาย
.
3. Tamer of Terror ช่วยให้เรารับมือกับความรู้ที่ว่าตัวเองจะต้องตาย ผ่านศาสนา ความหมาย และมรดกที่ทิ้งไว้
.
4. Beholder ตัดสินใบหน้าและความงามในเสี้ยววินาที โดยอิงสัญญาณของสุขภาพและความสามารถในการสืบพันธุ์
.
5. Aggressor เปิดประตูให้ความรุนแรงในสถานการณ์เฉพาะ ไม่ใช่ธรรมชาติพื้นฐานของเรา
.
6. Tribalist แบ่งคนเป็น "พวกเรา" และ "พวกเขา" อย่างรวดเร็ว แม้บนพื้นฐานไร้เหตุผล
.
7. Nurturer ทุ่มเททรัพยากรกับลูกอย่างไม่มีขีดจำกัด และในเวลาเดียวกันก็คำนวณว่าใครคุ้มที่จะลงทุน
.
8. Romancer ขับเคลื่อนพฤติกรรมจับคู่และการสืบพันธุ์ ทำให้เราทำสิ่งที่อธิบายด้วยตรรกะไม่ได้
.
9. Rescuer ทำให้เราช่วยคนแปลกหน้า ไม่ใช่เพื่อรางวัล แต่เพราะสมองหลั่งสารแห่งความสุขเมื่อทำ
.
10. Kinsman ทรงพลังที่สุด ทำให้เราเลือกลูกของตัวเองก่อนใครอื่นเสมอ แม้แลกกับชีวิตคนนับพัน
.
.
.
.
#SuccessStrategies

