20 ข้อคิดจากหนังสือ Think Again : พลังแห่งการรู้ในสิ่งที่เรายังไม่รู้ เขียนโดย Adam Grant

ปี 1949 ที่ Mann Gulch รัฐมอนทานา นักดับเพลิงป่ากลุ่มหนึ่งกระโดดร่มลงมาจัดการไฟไหม้ แต่ภายในไม่กี่นาที พวกเขากลับต้องวิ่งหนีเอาตัวรอด เปลวเพลิงสูง 30 ฟุตไล่หลังด้วยความเร็วเกินกว่าสายตามนุษย์จะตามทัน หัวหน้าทีมชื่อ Wagner Dodge ทำสิ่งที่ลูกน้องคิดว่าเขาบ้าไปแล้ว เขาหยุดวิ่ง หยิบไม้ขีด แล้วจุดไฟเผาหญ้าตรงหน้า
.
ลูกทีมไม่เข้าใจ พวกเขาตั้งหน้าวิ่งหนีต่อไป แล้วก็ตายไปสิบสองคน ส่วน Dodge นอนคว่ำหน้าบนผืนหญ้าที่เขาเพิ่งเผาเสร็จ เพราะที่นั่นไม่มีสิ่งให้ไฟลุกลาม เขาจึงรอดชีวิต
.
Adam Grant นักจิตวิทยาองค์กรจาก Wharton ใช้เรื่องนี้เปิดหนังสือ Think Again เพื่อบอกเราว่า Dodge ไม่ได้รอดเพราะคิดได้เร็วกว่า แต่รอดเพราะ "คิดใหม่" ได้เร็วกว่า เขายอมทิ้งสัญชาตญาณ ทิ้งวิธีที่เคยถูกฝึกมาทั้งชีวิต และยอมรับว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว
.
ในยุคที่ความรู้ของมนุษย์เพิ่มเป็นสองเท่าทุกไม่กี่ปี ทักษะที่หายากที่สุดไม่ใช่การรู้เยอะ แต่คือการกล้าทิ้งสิ่งที่เคยรู้เมื่อโลกเปลี่ยน ลองนึกถึงสิ่งที่คุณเชื่ออย่างหัวชนฝาเมื่อสิบปีก่อน วันนี้คุณยังเชื่อแบบเดิมหรือไม่ และถ้าเปลี่ยนแล้ว ทำไมคุณถึงคิดว่าความเชื่อในวันนี้จะปลอดภัยจากเวลา
.
หนังสือเล่มนี้พูดถึงทักษะที่หาได้ยากในยุคนี้ คือการกล้ารื้อความคิดของตัวเองทิ้ง แล้วประกอบมันขึ้นใหม่โดยไม่อาลัยซากเดิม
.
.
======================
.
1. เราทุกคนเล่นบทบาทนักเทศน์ อัยการ และนักการเมือง โดยลืมเล่นบทนักวิทยาศาสตร์
.
Phil Tetlock เพื่อนร่วมงานของ Grant ค้นพบว่าเวลาเราคิด เรามักสวมบทใดบทหนึ่งในสามบท
.
เมื่อความเชื่อศักดิ์สิทธิ์ของเราถูกท้าทาย เราเป็นนักเทศน์ คือขึ้นธรรมาสน์ปกป้องอุดมการณ์
.
เมื่อเห็นใครคิดผิด เราเป็นอัยการ คือรวบรวมหลักฐานเพื่อเอาชนะคดี
.
เมื่ออยากเอาใจใคร เราเป็นนักการเมือง คือปรับคำพูดให้ถูกใจฐานเสียง
.
ทั้งสามโหมดเหมือนจะคนละเรื่อง แต่จริงๆ แล้วมีสิ่งร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งคือ เราไม่ยอมตั้งคำถามกับความคิดตัวเอง
.
โหมดที่หายไปคือนักวิทยาศาสตร์ ผู้ที่ปฏิบัติต่อความคิดของตัวเองเหมือนสมมติฐาน ผู้ที่กระตือรือร้นที่จะหาหลักฐานมาหักล้างตัวเอง ผู้ที่เห็นการเปลี่ยนใจไม่ใช่จุดอ่อน แต่เป็นความก้าวหน้า
.
มีงานวิจัยที่น่าทึ่งชิ้นหนึ่งสอนผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพชาวอิตาลีร้อยกว่าคนให้ "คิดเหมือนนักวิทยาศาสตร์" คือมองกลยุทธ์เป็นทฤษฎี มองการสัมภาษณ์ลูกค้าเป็นการตั้งสมมติฐาน มองผลิตภัณฑ์ตัวอย่างเป็นการทดลอง หนึ่งปีต่อมา กลุ่มควบคุมทำรายได้เฉลี่ยไม่ถึง 300 ดอลลาร์ ส่วนกลุ่มที่ฝึกคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ทำรายได้เฉลี่ยเกิน 12,000 ดอลลาร์ ซึ่งมากกว่ากันหลายสิบเท่า
.
.
2. ยิ่งฉลาด ยิ่งเสี่ยงตกหลุมพรางของความมั่นใจ
.
Grant บอกว่าอคติที่เขาชอบที่สุดคือ "I'm not biased" bias หรืออคติที่เชื่อว่าตัวเองไม่มีอคติ และคนฉลาดมักติดกับนี้หนักที่สุด
.
มีการวิจัยให้คนเก่งคณิตศาสตร์วิเคราะห์ข้อมูล หากข้อมูลเป็นเรื่องเฉยๆ เช่น ผลของยาทาผิวหนัง คนเก่งคณิตศาสตร์ก็วิเคราะห์ได้ดีจริง แต่พอเปลี่ยนข้อมูลชุดเดียวกันเป็นเรื่อง "ผลของกฎหมายห้ามปืน" ทันใดนั้น คนเก่งคณิตศาสตร์กลับวิเคราะห์ผิดมากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลขัดกับอุดมการณ์ของตัวเอง
.
ยิ่งคำนวณเก่ง ยิ่งใช้ทักษะนั้นมาบิดข้อมูลให้เข้ากับความเชื่อ ความฉลาดกลายเป็นอาวุธทำลายความจริง
.
นี่คือกับดักของ Mike Lazaridis ผู้คิดค้น BlackBerry เขาเป็นอัจฉริยะวิศวกรรมที่คิดผลิตภัณฑ์เปลี่ยนโลก แต่กลายเป็นคนที่ไม่ยอมเชื่อว่าคนอยากพิมพ์บนกระจก เพราะ "หลักฐานทางวิศวกรรม" ของเขาแน่นเกินไป BlackBerry จากส่วนแบ่งตลาด 50% ในปี 2009 เหลือไม่ถึง 1% ในปี 2014
.
ที่ลึกกว่านั้น Dunning และ Kruger ค้นพบว่าในการทดสอบตรรกะ ไวยากรณ์ และอารมณ์ขัน คนที่ทำได้แย่ที่สุดคือคนที่มั่นใจในตัวเองมากที่สุด พวกเขาเชื่อว่าตัวเองทำได้ดีกว่า 62% ของคนทั่วไป ทั้งที่จริงทำได้แค่ 12%
.
อันตรายไม่ได้อยู่ที่ "มือใหม่บริสุทธิ์" เพราะคนที่ไม่เคยจับลูกบาสมาก่อนคงไม่กล้าเดินไปสอนโค้ช NBA อันตรายอยู่ที่ช่วงเปลี่ยนจากมือใหม่เป็นมือสมัครเล่น ตอนที่เรารู้พอที่จะรู้สึกว่ารู้ แต่ยังไม่รู้พอที่จะรู้ว่ายังไม่รู้
.
นี่คือเหตุผลที่อัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลพุ่งสูงในเดือนกรกฎาคม เพราะแพทย์ฝึกหัดเริ่มเข้าทำงาน พวกเขามีประสบการณ์มากพอที่จะมั่นใจ แต่ยังไม่มากพอที่จะถ่อมตัว
.
ทางออกไม่ใช่การกลับไปเป็นมือใหม่ แต่คือการมี "ความถ่อมตัวอย่างมั่นใจ" (confident humility) ซึ่งหมายถึง มั่นใจในความสามารถที่จะเรียนรู้ แต่ถ่อมตัวกับความรู้ปัจจุบัน
.
Sara Blakely ผู้ก่อตั้ง Spanx ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับชุดชั้นในและสิ่งทอ ตอนคิดผลิตภัณฑ์เธอขายเครื่องแฟกซ์ตามบ้านอยู่ เธอเขียนคำขอสิทธิบัตรเองเพราะไม่มีเงินจ้างทนาย แต่เธอเชื่อในความสามารถที่จะเรียนรู้ของตัวเอง นี่คือสิ่งที่ทำให้เธอกลายเป็นมหาเศรษฐีในที่สุด
.
.
3. คำตอบแรกที่ผุดขึ้นในใจ มักไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด
.
มีความเชื่อหนึ่งที่นักเรียนทั่วโลกถือเป็นพระคัมภีร์ คือ "เชื่อสัญชาตญาณแรก อย่าเปลี่ยนคำตอบในข้อสอบ" บริษัทติวข้อสอบยักษ์ใหญ่อย่าง Kaplan ถึงกับเตือนนักเรียนว่า "การเปลี่ยนคำตอบมักทำให้คะแนนลดลง"
.
แต่เมื่อนักจิตวิทยาสามคนรวบรวมงานวิจัย 33 ชิ้นมาทบทวน พวกเขาพบว่า ในทุกการศึกษา การเปลี่ยนคำตอบส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนจาก "ผิด" เป็น "ถูก" ไม่ใช่กลับกัน ในการทดลองอีกชิ้นกับนักเรียน 1,500 คนในรัฐอิลลินอยส์ มีรอยยางลบเพียงหนึ่งในสี่ที่เป็นการเปลี่ยนจากถูกเป็นผิด ในขณะที่ครึ่งหนึ่งเป็นการเปลี่ยนจากผิดเป็นถูก
.
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า first-instinct fallacy หรือมายาคติของสัญชาตญาณแรก
.
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ พลังของการเปลี่ยนคำตอบไม่ได้อยู่ที่ "การเปลี่ยน" แต่อยู่ที่ "การพิจารณาว่าควรเปลี่ยนหรือไม่" ความเต็มใจที่จะกลับมาทบทวนคำตอบของตัวเอง คือสิ่งที่แยกคนเรียนเก่งกับคนเรียนไม่เก่งออกจากกัน
.
แต่ปัญหาคือ มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ได้แค่ขี้เกียจคิดใหม่ เราต่อต้านการคิดใหม่ ในการทดลองหนึ่ง นักวิจัยสอนนักศึกษาเป็นร้อยคนเรื่องมายาคติของสัญชาตญาณแรก พร้อมแนะนำว่าเมื่อไหร่ควรเปลี่ยนคำตอบ ผลคือในการสอบสองครั้งถัดมา พวกเขายังคงไม่ค่อยเปลี่ยนคำตอบอยู่ดี
.
ทำไม?
.
เพราะการตั้งคำถามกับตัวเองทำให้โลกดูไม่แน่นอน มันบังคับให้เรายอมรับว่าสิ่งที่เคยถูกอาจกลายเป็นผิด การพิจารณาความเชื่อที่ฝังลึกของเราใหม่ คือการเสี่ยงต่อการสูญเสียส่วนหนึ่งของตัวตน
.
นักจิตวิทยาเรียกอาการนี้ว่า seizing and freezing คือการคว้าและแช่แข็ง เราคว้าความเชื่อแรกที่ผุดขึ้น แล้วแช่มันไว้ในตู้แช่ ราวกับว่ามันเป็นความจริงนิรันดร์
.
เราเปลี่ยนตู้เย็น เปลี่ยนรองเท้า เปลี่ยนสมาร์ตโฟน อย่างไม่ลังเล แต่เรากลับยึดติดกับความคิดเห็นที่ก่อตัวเมื่อปี 1995 ในวัยเด็ก เหมือนมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่ห้ามแตะ
.
หัวเราะคนที่ยังใช้ Windows 95 แต่กลับใช้กรอบความคิดเดียวกันกับสมัยที่ Windows 95 ออกมา
.
.
4. Impostor Syndrome อาจเป็นพลังขับเคลื่อน ไม่ใช่โรค
.
Halla Tómasdóttir ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีไอซ์แลนด์ปี 2016 มีคะแนนนิยมแค่ 1% ก่อนการดีเบตครั้งแรก เธอรู้สึกเหมือนเป็นตัวปลอม คิดในใจตลอดว่า "ฉันเป็นใครถึงจะมาเป็นประธานาธิบดี" กระทั่งวันหนึ่งเธอเปลี่ยนคำถามเป็น "ฉันเป็นใครถึงจะไม่รับใช้ประเทศ"
.
วันเลือกตั้ง เธอได้คะแนน 28% ที่สอง ห่างจากผู้ชนะแค่ 11 จุด และเอาชนะอดีตนายกฯ ที่เคยทำให้ประเทศล้มละลายอย่างราบคาบ
.
Grant หยิบงานวิจัยของ Basima Tewfik มาแสดงให้เห็นว่า คนที่รู้สึกเป็น impostor ทำงานได้ดีกว่าคนมั่นใจในหลายมิติ โดยเฉพาะการสื่อสารกับคนไข้ การฟัง และการถามคำถาม
.
เพราะ impostor syndrome ทำสามอย่าง อย่างแรก มันทำให้คุณทำงานหนักขึ้น คุณไม่กล้าหยุด อย่างที่สอง มันทำให้คุณทำงานฉลาดขึ้น เพราะคุณรู้ว่าวิธีเดิมอาจไม่พอ อย่างที่สาม มันทำให้คุณเรียนรู้ได้ดีขึ้น เพราะคุณยอมฟังคนอื่น
.
แต่นี่ไม่ได้แปลว่าควรเลี้ยง impostor syndrome ไว้เป็นเพื่อน มันมีประโยชน์เฉพาะเมื่อคุณก้าวเข้ามาแข่งแล้ว ไม่ใช่ตอนตัดสินใจว่าจะแข่งหรือไม่ ตอนเริ่มต้น มันจะกัดกินคุณ ตอนกำลังวิ่ง มันจะผลักคุณ
.
.
5. ความปีติของการคิดผิด
.
ปฏิกิริยาธรรมชาติของมนุษย์คือเราเกลียดการรู้ว่าตัวเองคิดผิด แต่ Grant พบว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่รู้สึกตื่นเต้นเมื่อรู้ว่าตัวเองผิด เขาเรียกคนเหล่านี้ว่านักพยากรณ์ระดับ super forecaster
.
Daniel Kahneman เจ้าของรางวัลโนเบล เมื่อได้ยินงานวิจัยที่ขัดกับความเชื่อของเขา ดวงตาของเขาเป็นประกาย ยิ้มกว้าง และพูดว่า "Wonderful! ผมเข้าใจผิด!" Grant ถามเขาว่ารู้สึกอะไร เขาตอบว่า "การรู้ว่าผิดเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผมรู้ว่าผมเรียนรู้บางสิ่ง"
.
เคล็ดลับคือการแยกตัวตนออกจากความคิดเห็น อย่านิยามตัวเองด้วยสิ่งที่คุณเชื่อ แต่ให้นิยามด้วยคุณค่าที่คุณยึดถือ
.
หมอที่เชื่อในการรักษาด้วยการเจาะกะโหลก (lobotomy) สมัยก่อนคิดว่ามันคือตัวตนของเขา ครูที่เชื่อในการตีนักเรียนคิดว่ามันคืออาชีพของเขา แต่ถ้าหมอนิยามตัวเองว่า "ผู้รักษาสุขภาพ" และครูนิยามตัวเองว่า "ผู้ช่วยให้นักเรียนเรียนรู้" พวกเขาจะเปลี่ยนวิธีได้ทันทีเมื่อมีหลักฐานใหม่
.
Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater บอกว่า "ถ้าคุณมองย้อนกลับไปแล้วไม่คิดว่า 'ปีก่อนฉันโง่ขนาดไหน' แสดงว่าคุณเรียนรู้น้อยมากในปีนั้น"
.
.
6. การทะเลาะดีๆ คือศิลปะที่หายไป
.
พี่น้องตระกูลไรท์ทะเลาะกันเรื่องใบพัดเครื่องบินนานหลายเดือน บางครั้งตะโกนใส่กันจนน้องสาวขู่จะออกจากบ้าน แต่เช้าวันรุ่งขึ้น Orville เดินมาที่ร้านบอกว่าเขาผิด ต้องทำแบบที่ Wilbur ว่า แล้วพอ Wilbur มาถึง เขาก็เถียงตัวเองว่า Orville อาจจะถูก สุดท้ายทั้งคู่ค้นพบว่าเครื่องบินไม่ต้องการใบพัดอันเดียว แต่ต้องการสองอันที่หมุนสวนทางกัน
.
Grant แยกความขัดแย้งเป็นสองชนิด Relationship conflict คือความขัดแย้งส่วนตัวที่อิงอารมณ์ ในขณะที่ Task conflict คือการเถียงกันเรื่องความคิดและไอเดีย
.
ทีมที่ทำงานได้ดีไม่ใช่ทีมที่ไม่เถียงกัน แต่เป็นทีมที่เถียงกันเรื่องงานเยอะ แต่เถียงกันเรื่องส่วนตัวน้อย
.
ที่ Pixar ผู้กำกับ Brad Bird ตามหา "โจรสลัด" ในบริษัท คือคนที่ไม่เห็นด้วย ไม่พอใจ ไม่ยอมตามใคร เพราะเขารู้ว่าคนพวกนี้คือ challenge network ที่จะช่วยให้ผลงานออกมาดีที่สุด ภาพยนตร์ The Incredibles เกิดจากการรวบรวมพวกโจรสลัดเหล่านี้ มันได้รางวัล Oscar และทำเงินทั่วโลกกว่า 631 ล้านดอลลาร์
.
จุดสำคัญคือ คนเราต้องการ support network (คนเชียร์) แต่ที่จำเป็นกว่าคือ challenge network (คนกล้าค้าน) ลองถามตัวเองว่า ใครคือนักวิจารณ์ที่คุณไว้ใจที่สุด แล้วเชิญพวกเขามาฉีกความคิดของคุณ
.
งานวิจัยยังพบว่า ในการทดลองหนึ่ง เมื่อคนถูกวิจารณ์แทนที่จะถูกชม พวกเขามีโอกาสขอเปลี่ยนคู่งานสูงกว่า 4 เท่า และในที่ทำงาน พนักงานที่ได้รับ feedback แบบตรงไปตรงมาจากเพื่อนร่วมงาน มักหลีกเลี่ยงคนเหล่านั้นในปีถัดมา ผลคือผลงานของพวกเขาตกลง
.
เราหนีคนที่บอกความจริงเรา และวิ่งเข้าหาคนที่ปลอบประโลมเรา ทั้งที่คนกลุ่มแรกคือคนที่ทำให้เราเก่งขึ้น
.
.
7. "Logic Bully" การชนะด้วยข้อมูลคือการแพ้ที่ลึกกว่า
.
วันหนึ่ง Jamie ลูกศิษย์เก่าของ Grant โทรมาปรึกษาเรื่องการเลือกโรงเรียนธุรกิจ Grant ในฐานะนักวิจัยจัดเต็มทันที เขาเอางานวิจัยมายืนยันว่าปริญญา MBA ไม่ได้ส่งผลต่อรายได้ในระยะยาว เขาชี้ให้เห็นความเสี่ยงที่จะกลายเป็นคน "การศึกษาสูงแต่ประสบการณ์น้อย" เมื่อ Jamie แย้งว่าบริษัทต้องการ MBA เพื่อเลื่อนตำแหน่ง Grant ก็ยกตัวอย่างคนที่ไม่มี MBA แต่ก้าวหน้าได้
.
จนสุดท้าย Jamie หลุดประโยคหนึ่งออกมา
"คุณคือ Logic Bully ค่ะ"
Grant งง "อะไรนะ"
"คุณรังแกฉันด้วยตรรกะ คุณท่วมฉันด้วยเหตุผลที่ฟังดูสมเหตุสมผล จนฉันไม่มีอะไรไปสู้ได้ แต่ฉันก็ไม่เห็นด้วยอยู่ดี"
.
ตอนแรก Grant รู้สึกภูมิใจกับฉายานั้น มันฟังดูเหมือนคำชมว่าเขาเป็นนักโต้แย้งที่เก่ง แต่พอ Jamie อธิบายต่อ เขาก็เข้าใจว่ามันคือคำดูถูกที่ลึกที่สุด
.
ยิ่งเขาเสนอเหตุผลแน่นเท่าไหร่ Jamie ยิ่งฝังเท้าลงในจุดยืนของตัวเองลึกขึ้นเท่านั้น
.
นี่คือกฎของการโน้มน้าวที่คนเก่งมักลืม "การชนะการเถียงไม่ใช่การเปลี่ยนใจคน" ในการต่อสู้ทางความคิด เมื่อมีฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่ากำลังจะแพ้ สมองส่วนปกป้องตัวเองจะถูกกระตุ้นทันที และยิ่งหลักฐานของฝั่งตรงข้ามแน่นเท่าไหร่ พวกเขายิ่งต้องหาเหตุผลส่วนตัวมาปกป้องตัวเองมากขึ้นเท่านั้น
.
นักเจรจาผู้เชี่ยวชาญรู้เรื่องนี้ดี งานวิจัยที่ติดตามนักเจรจาแรงงานในอังกฤษพบว่า นักเจรจาทั่วไปจะพยายามยัดเหตุผลมากที่สุดเพื่อเอาชนะ ส่วนนักเจรจาระดับเซียนทำตรงข้าม คือพวกเขาเลือกเหตุผลที่ดีที่สุดแค่สองสามข้อ และใช้เวลาที่เหลือไปกับการตั้งคำถาม ซึ่งจะนำไปสู่ข้อถัดไป
.
.
8. เหตุผลน้อยแต่หนักแน่น ดีกว่าเหตุผลเยอะแต่กระจัดกระจาย
.
Grant เคยทำการทดลองชวนศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยให้บริจาค ส่งข้อความสองแบบให้คนกลุ่มต่างๆ แบบแรกบอกว่า "การบริจาคจะช่วยนักศึกษา" ส่วนแบบที่สองบอกว่า "การบริจาคจะทำให้คุณรู้สึกดี" ทั้งสองข้อความได้ผลพอกันที่ 6.5%
.
แล้วเขาก็คิดว่า "งั้นถ้ารวมสองเหตุผลเข้าด้วยกัน ผลจะดีขึ้นแน่"
.
ปรากฏว่าผลดร็อปลงเหลือ 3% น้อยกว่าครึ่งของแต่ละข้อความเดี่ยว
.
เมื่อคุณยัดเหตุผลเข้าไปเยอะ ผู้ฟังจะรู้สึกว่ากำลังถูกขาย และจะตั้งกำแพงขึ้นมาทันที เหตุผลเดียวคือการสนทนา แต่เหตุผลห้าข้อเรียงกันคือการเทศน์
.
หลักการที่ลึกกว่านั้นคือ คนที่จะโน้มน้าวคุณได้ดีที่สุดคือตัวคุณเอง ในการทดลองอีกชิ้น Grant ส่งอีเมลเชียร์ฟุตบอลให้แฟนบาสเกตบอล แบบแรกอ้างคำพูดของผู้เล่นและโค้ช ผลปรากฏว่าไม่มีอะไรเปลี่ยน อัตราการเข้าชมเท่าเดิม แบบที่สองถามคำถามเดียวว่า "คุณวางแผนจะมาดูเกมไหม" ผลคืออัตราการเข้าชมพุ่งจาก 77% เป็น 85%
.
คำถามทำให้คนคิด คำตอบทำให้คนปกป้อง
.
.
9. การทำลายอคติคือการทำลาย "ความเป็นกลุ่ม" ในใจ
.
Grant เคยทำการทดลองกับแฟนเบสบอล Yankees กับ Red Sox ซึ่งเป็นคู่ปรับตลอดกาล เขาลองสามวิธีเพื่อทำให้พวกเขาไม่เกลียดกัน
.
วิธีแรก คือเตือนว่าทั้งคู่เป็น "แฟนเบสบอลเหมือนกัน" ผลคือไม่ได้ผล
.
วิธีที่สอง คือให้อ่านเรื่องของแฟนทีมตรงข้ามเป็นรายบุคคล ผลคือพวกเขาคิดว่า "คนนี้คือข้อยกเว้น คนอื่นๆ ยังเลวเหมือนเดิม"
.
วิธีที่สาม คือให้พวกเขาคิดว่าความเกลียดของพวกเขาเป็นเรื่องบังเอิญ เพราะถ้าเกิดในครอบครัวที่เชียร์ทีมตรงข้าม พวกเขาก็จะเชียร์ทีมตรงข้ามเหมือนกัน วิธีนี้ได้ผล แฟนๆ เลือกซอสร้อนระดับเบาลงให้สนามคู่ปรับ และเลือกข้อสอบที่ง่ายขึ้นให้แฟนคู่ปรับทำ
.
นี่คือ counterfactual thinking หรือการคิดถึงสิ่งที่อาจเป็นได้ในทางเลือกอื่น เมื่อคุณรู้ว่าความเชื่อของคุณไม่ได้มาจากเหตุผล แต่มาจากที่ที่คุณเกิด ปีที่คุณเกิด หรือครอบครัวที่คุณอยู่ คุณจะเริ่มคลายมือจากความเชื่อนั้น
.
Daryl Davis นักเปียโนผิวสีใช้หลักการนี้พูดคุยกับสมาชิก Ku Klux Klan เขาช่วยให้คนกว่า 200 คนถอดหมวกขาวออก ไม่ใช่ด้วยการสั่งสอน แต่ด้วยการถามคำถามและฟัง
.
.
10. อยากเปลี่ยนใจคน หยุดพูด แล้วเริ่มฟัง
.
Marie-Hélène แม่ในควิเบกมีลูก 4 คน เธอไม่ฉีดวัคซีนให้ลูกคนใดเลยเพราะกลัวผลข้างเคียง พอ Tobie ลูกคนล่าสุดที่คลอดก่อนกำหนดต้องออกจากโรงพยาบาล หมอ Arnaud Gagneur นั่งคุยกับเธอหนึ่งชั่วโมง ไม่ได้สอน ไม่ได้ห้าม ไม่ได้เอาสถิติมาอ้าง แต่เพียงถามว่า "คุณคิดยังไงถึงตัดสินใจไม่ฉีด" และฟัง
.
ก่อนกลับบ้าน Marie-Hélène ตัดสินใจฉีดวัคซีนให้ Tobie และพี่ทั้งสามคน เธอบอกว่าประโยคที่เปลี่ยนเธอคือ "ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจแบบไหน ผมเคารพ เพราะผมเห็นว่าคุณอยากให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูก ประโยคนั้นมีค่ามากกว่าทองคำทั้งโลก"
.
นี่คือ motivational interviewing หรือการสัมภาษณ์เชิงสร้างแรงจูงใจ ซึ่งพัฒนาโดย Bill Miller ในปี 1980 เพื่อช่วยคนติดสุรา หลักการคือ เราไม่สามารถบังคับให้คนเปลี่ยนใจได้ เราทำได้แค่ช่วยให้พวกเขาค้นพบเหตุผลของตัวเองในการเปลี่ยน
.
เทคนิคหลักมีสามอย่าง อย่างแรกคือถามคำถามปลายเปิด อย่างที่สองคือฟังแบบสะท้อนความคิด ส่วนอย่างที่สามคือยืนยันว่าเขามีความสามารถและเสรีภาพที่จะเลือก
.
ในการทดลองของ Arnaud หากแม่ได้พูดคุยแบบนี้ในวอร์ดคลอดเพียงครั้งเดียว ลูกของเธอมีโอกาสฉีดวัคซีนครบสองปีต่อมาเพิ่มขึ้น 9% ซึ่งสำหรับการสนทนาแค่ครั้งเดียว ผลลัพธ์นี้ถือว่ามหาศาล
.
นักเขียน E. M. Forster เคยพูดว่า "ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าฉันคิดอะไร จนกว่าฉันจะได้ยินสิ่งที่ฉันพูด" คนที่อยู่ใกล้เขาบอกว่าเขามี "inverse charisma" คือเสน่ห์แบบกลับด้าน คนคุยกับเขาแล้วรู้สึกฉลาดขึ้น ไม่ใช่ตัวเขาที่ดูฉลาด
.
.
11. กับดักของการคิดแบบสองขั้ว และการแสดงอารมณ์ที่หลากหลาย
.
Peter T. Coleman ผู้ดูแลห้องทดลอง Difficult Conversations ที่ Columbia University เคยทำการทดลองให้คนสองฝั่งที่เห็นต่างกันเรื่องการทำแท้งคุยกัน 20 นาที ก่อนคุยเขาให้อ่านบทความเรื่องการควบคุมปืน
.
หากบทความเสนอแบบ "สองด้าน" คือฝ่ายสนับสนุนปืนกับฝ่ายต่อต้านปืน 46% ของคู่สนทนาจะหาจุดร่วมเรื่องการทำแท้งได้พอที่จะเขียนคำแถลงร่วมกัน
.
แต่หากบทความเสนอแบบซับซ้อน โดยแสดงว่าเรื่องนี้มีหลายมิติ ไม่ใช่แค่ขาว-ดำ เปอร์เซ็นต์พุ่งเป็น 100%
.
นี่คือ binary bias หรือกับดักของการมองโลกเป็นสองขั้ว ซึ่งเป็นแนวโน้มของมนุษย์ที่จะลดความซับซ้อนของโลกให้เหลือเพียงสองหมวด
.
เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในอเมริกามีผู้คนอย่างน้อย 6 กลุ่ม คือคนตื่นตระหนก คนกังวล คนระมัดระวัง คนเฉยเมย คนสงสัย และคนปฏิเสธ แต่สื่อมักนำเสนอเป็นแค่ "เชื่อ" กับ "ไม่เชื่อ" ซึ่งทำให้ทุกคนเลือกข้างและไม่คิดต่อ
.
วิธีแก้คือ complexifying หรือการแสดงให้เห็นความซับซ้อน เช่น เปลี่ยนจาก "ความหลากหลายเป็นสิ่งดี" เป็น "ความหลากหลายเป็นสิ่งดี แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย" หรือเปลี่ยนจาก "กาแฟมีประโยชน์/โทษ" เป็น "กาแฟ 1-2 แก้วต่อวันลดความเสี่ยง แต่มากกว่านั้นเพิ่มความเสี่ยง"
.
การยอมรับความซับซ้อนไม่ได้ทำให้คุณดูน่าเชื่อถือน้อยลง แต่กลับทำให้คุณน่าเชื่อถือมากขึ้น ผู้ฟังที่ได้ยินผู้เชี่ยวชาญยอมรับความไม่แน่นอนจะตั้งใจฟังเนื้อหามากกว่า
.
ที่น่าทึ่งกว่านั้น Coleman พบว่าในการสนทนาที่ตึงเครียดและจบลงด้วยดี คนไม่ได้แสดงอารมณ์น้อยกว่าการสนทนาที่ล้มเหลว พวกเขาแสดงอารมณ์ "หลากหลายกว่า" ในการสนทนาที่ดี คนหนึ่งอาจโกรธในนาทีแรก สนใจในนาทีที่สอง กังวลในนาทีที่สาม และตื่นเต้นในนาทีที่สี่
.
ส่วนการสนทนาที่ล้มเหลว คนติดอยู่กับอารมณ์เดียวซ้ำๆ คือโกรธ หรือดูถูก เหมือนแผ่นเสียงที่หมุนวนอยู่ในร่องเดียว อารมณ์ที่หลากหลายคือสัญญาณว่าคนกำลัง "คิดอยู่จริงๆ" ไม่ใช่กำลังปกป้องตัวตน
.
.
12. การคาดเดามุมมองฝ่ายตรงข้าม (perspective-taking) ใช้ไม่ได้ผล แต่การถามใช้ได้
.
ในงานวิจัย 25 ชิ้น การให้คนพยายามเข้าใจมุมมองของฝ่ายตรงข้าม กลับทำให้พวกเขายึดติดกับมุมมองตัวเองมากขึ้น และบางครั้งก็เดามุมมองอีกฝ่ายผิดพลาด
.
เพราะเราเป็นนักอ่านใจที่ห่วยมาก เรามักเดามุมมองของอีกฝ่ายโดยอิงจากภาพเหมารวม
.
ผลสำรวจในอเมริกาพบว่า Democrats ประเมินจำนวน Republicans ที่ยอมรับการมีอยู่ของการเหยียดเชื้อชาติและเพศต่ำกว่าความเป็นจริง ส่วน Republicans ก็ประเมินจำนวน Democrats ที่ภูมิใจในความเป็นอเมริกันต่ำกว่าความเป็นจริงเช่นกัน ยิ่งระยะห่างระหว่างเรากับฝ่ายตรงข้ามมากเท่าไร เรายิ่งสร้างเรื่องราวที่ห่างจากความจริงของเขามากเท่านั้น
.
วิธีที่ได้ผลจริงคือ perspective-seeking หรือการไปถามคนคนนั้นโดยตรง ไม่ใช่จินตนาการเอง นี่คือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทำ พวกเขาไม่นั่งเดาว่าคนอื่นคิดอะไร พวกเขาออกไปสัมภาษณ์ ออกไปสำรวจ ออกไปถาม
.
ลองคิดดู ถ้าคุณอยากรู้ว่าแม่ของคุณคิดยังไงกับการตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิตคุณ การนั่งเดาในใจ 1 ชั่วโมงไม่มีค่าเท่ากับการโทรหาแม่ 5 นาทีแล้วถามตรงๆ ทักษะที่ขาดไม่ใช่ empathy แต่คือความกล้าที่จะถาม
.
.
13. โรงเรียนที่ดีไม่ได้สอนคำตอบ แต่สอนให้ตั้งคำถาม
.
Erin McCarthy ครูสังคมศึกษาในวิสคอนซิน มอบหมายให้นักเรียน ม.2 อ่านตำราประวัติศาสตร์ปี 1940 เพื่อให้พวกเขาเห็นว่าความจริงในตำราเปลี่ยนได้ บางคนรับข้อมูลโดยไม่สงสัย บางคนตกใจกับความผิดพลาดและการละเลย
.
จากนั้นเธอให้นักเรียนเลือกบทในตำราที่พวกเขาคิดว่ามีกลุ่มคนถูกละเลย แล้วเขียนใหม่ กลุ่มหนึ่งเขียนเรื่องการเดินขบวน March on Washington ครั้งแรกที่ถูกยกเลิกในปี 1940 อีกกลุ่มเขียนเรื่องทหารผิวสีและทหารญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง
.
Ron Berger ครูอีกคนในแมสซาชูเซตส์ให้นักเรียน ป.1 วาดผีเสื้อให้ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ โดยให้วาดสี่ดราฟต์ และแต่ละดราฟต์ให้เพื่อนวิจารณ์ Austin เด็ก 6 ขวบทำตามคำแนะนำในการแก้ไขปีก แก้ไขลายของปีก จนดราฟต์สุดท้ายออกมาเป็นภาพผีเสื้อที่งดงามจนผู้ใหญ่อ้าปากค้าง
.
หัวใจของการสอนแบบนี้คือ ครูที่ดีไม่ได้แนะนำความคิดใหม่ แต่แนะนำวิธีคิดใหม่
.
ในการศึกษากับ 46,000 คน การสอนแบบ active learning ทำให้นักเรียนได้เกรดดีกว่าการสอนแบบบรรยายครึ่งเกรด และนักเรียนที่นั่งฟังบรรยายอย่างเดียวมีแนวโน้มจะสอบตกมากกว่า 1.55 เท่า
.
แต่ที่อันตรายกว่าคือ การฟังบรรยายที่น่าทึ่งทำให้คนยิ่งยึดมั่นในสิ่งที่ได้ยิน นักวิจัยเรียกสิ่งนี้ว่า awestruck effect ซึ่ง Grant แปลใหม่ว่า dumbstruck effect เพราะเรากลัวคำสอนของกูรูเกินกว่าจะตั้งคำถาม
.
.
14. นักเรียนเกรดเอที่ปลอดภัย และนักเรียนเกรดบีที่กล้าเสี่ยง
.
ในงานวิจัยกับสถาปนิกชั้นนำ คนที่สร้างสรรค์ที่สุดมักจบการศึกษาด้วยเกรดบีโดยเฉลี่ย ในขณะที่เพื่อนเกรดเอของพวกเขามักไม่กล้าเสี่ยงตั้งคำถามกับหลักการเดิม
.
Karen Arnold นักวิจัยด้านการศึกษาบอกว่า "นักเรียนที่ได้รางวัลที่หนึ่งมักไม่ใช่ผู้มีวิสัยทัศน์ในอนาคต พวกเขาปรับตัวเข้ากับระบบ ไม่ใช่สั่นคลอนระบบ"
.
นี่ไม่ได้แปลว่าให้เลิกพยายาม แต่หมายความว่า การได้รับรางวัลในระบบเดิมอาจหมายความว่าคุณยังไม่ได้คิดใหม่เพียงพอ
.
Grant เปลี่ยนวิธีสอนของตัวเอง โดยตั้งเป้าโยนเนื้อหา 20% ทิ้งทุกปี และให้ทุกชั้นมีหนึ่งวันที่ "เปิด" ให้นักเรียนออกแบบเอง ครั้งหนึ่ง Lauren McCann นักเรียนของเขา เสนอให้เพื่อนๆ เขียนจดหมายถึงตัวเองตอนเป็นนักศึกษาปีหนึ่ง เพื่อบอกว่าอยากให้ตัวเองในตอนนั้นรู้อะไร
.
จดหมายเหล่านั้นกลายเป็นเว็บไซต์ Dear Penn Freshmen ที่มีคนเข้าชมหมื่นครั้งในวันแรก
.
ลองคิดดู ถ้าคุณเขียนจดหมายถึงตัวเองเมื่อสิบปีก่อน คุณอยากบอกอะไร และที่สำคัญกว่าคือ จดหมายแบบเดียวกันที่คุณจะเขียนหาตัวเองอีกสิบปีข้างหน้า ตอนนี้คุณกำลังทำอะไรที่สมควรเปลี่ยน
.
.
15. องค์กรที่เก่งไม่ได้คิดเรื่อง "วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด" แต่คิดเรื่อง "วิธีปฏิบัติที่ดีกว่า"
.
NASA เคยเป็นวัฒนธรรมแห่งผลงาน (performance culture) ที่ภูมิใจในขั้นตอนปฏิบัติของตัวเอง แล้วก็ผิดพลาดอย่างน่าอับอายสามครั้งใหญ่ ครั้งแรกคือ Challenger ในปี 1986 ครั้งที่สองคือ Columbia ในปี 2003 และครั้งที่สามที่เกือบเกิดคือเหตุการณ์ Luca Parmitano นักบินอวกาศชาวอิตาลีที่เกือบจมน้ำในชุดอวกาศของเขาเอง ในปี 2013
.
ครั้งแรกที่เห็นน้ำในหมวก ทุกคนสรุปว่าเป็นถุงน้ำดื่มรั่ว เปลี่ยนถุงแล้วจบ ไม่มีใครถามว่า "เรารู้ได้อย่างไรว่าถุงรั่ว" คำตอบคือ "เพราะมีคนบอก" ซึ่งหากใครถาม จะใช้เวลาแค่ 10 นาทีในการตรวจสอบ
.
Ellen Ochoa อดีตนักบินอวกาศที่ขึ้นมาเป็นผู้บริหาร NASA พกการ์ดในกระเป๋าที่มีคำถามสั้นๆ คือ "อะไรทำให้คุณตั้งสมมติฐานนี้ ทำไมคุณคิดว่ามันถูก จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามันผิด ความไม่แน่นอนในการวิเคราะห์ของคุณคืออะไร และข้อเสียของข้อเสนอของคุณคืออะไร"
.
Grant เสนอแนวคิด process accountability แทน outcome accountability คือแทนที่จะให้รางวัลกับผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว ให้รางวัลกับกระบวนการคิดที่ดี
.
ผลลัพธ์ดีจากกระบวนการแย่ คือโชค ในขณะที่ผลลัพธ์แย่จากกระบวนการดี คือการทดลองที่มีคุณค่า
.
.
16. ความปลอดภัยทางจิตใจ (psychological safety) ไม่ใช่การทำให้ทุกคนสบายใจ
.
Amy Edmondson นักวิจัยจาก Harvard เคยทำการสำรวจในโรงพยาบาล ตอนแรกพบว่าทีมที่มีความปลอดภัยทางจิตใจสูงรายงานว่ามีข้อผิดพลาดมากกว่า เธอตกใจ คิดว่าความสบายใจทำให้คนสะเพร่า
.
แต่เมื่อส่งคนสังเกตการณ์อิสระเข้าไป เธอพบว่าทีมที่มีความปลอดภัยทางจิตใจสูงทำผิดน้อยกว่า แต่รายงานข้อผิดพลาดมากกว่า เพราะพวกเขากล้ายอมรับและแก้ไข
.
ที่ Gates Foundation Grant ทดลองสองวิธี วิธีแรก ผู้จัดการขอ feedback จากทีม วิธีที่สอง ผู้จัดการเล่าเรื่องการรับ feedback ในอดีตของตัวเอง และเป้าหมายการพัฒนาในปัจจุบัน
.
วิธีแรกได้ผลแค่สัปดาห์เดียว วิธีที่สองได้ผลยาวเป็นปี
.
Melinda Gates อ่าน "mean reviews" จากพนักงานของเธอเองออกอากาศ รวมถึงคำว่า "เธอเหมือน Mary F***ing Poppins" และอธิบายว่าเธอกำลังทำอะไรเพื่อปรับปรุง พนักงานคนหนึ่งเขียนไว้ว่า "ในวีดีโอนั้น Melinda ทำสิ่งที่ฉันยังไม่เคยเห็นเกิดขึ้นในมูลนิธิ คือเธอทะลุผ่านเปลือกที่เป็นทางการออกมา ฉันเห็น Melinda น้อยลงในแง่ของภาพลักษณ์ผู้นำที่สมบูรณ์แบบ แต่กลับเห็นความเป็น Melinda ที่เป็นมนุษย์จริงๆ มากขึ้น"
.
Confident Humility ที่แท้จริง คือการใช้ความถ่อมตัวเป็นสะพานให้คนอื่นกล้าพูด ไม่ใช่ปกปิดด้วยความสมบูรณ์แบบที่กลายเป็นกำแพง
.
.
17. แผนชีวิต 10 ปี คือกับดักของคนรุ่นเรา
.
Ryan ลูกพี่ลูกน้องของ Grant อยากเป็นหมอมาตั้งแต่อนุบาล ทุกครั้งที่เกิดความสงสัยในเส้นทาง เขาบอกตัวเองว่า "ต้องไปต่อ ห้ามออกนอกราง" จบมัธยมเลือกแพทย์ จบหมอเลือก residency ประสาทศัลยแพทย์ จบ residency เลือก fellowship ผ่าตัดกระดูกสันหลัง
.
ตอนนี้เขาอายุสามสิบกลางๆ ยังใช้หนี้การศึกษา ทำงานหนักมาก และบอก Grant ว่า "ถ้าทำใหม่ได้ ผมจะเลือกทางอื่น"
.
นี่คือ identity foreclosure หรือการปิดตัวตน เกิดขึ้นเมื่อเรายึดติดกับภาพของตัวเองที่ตั้งไว้ตั้งแต่ตอนยังไม่รู้จักตัวเองพอ
.
Michelle Obama เคยเขียนว่า "คำถาม 'โตขึ้นอยากเป็นอะไร' เป็นคำถามที่ไร้ประโยชน์ที่สุดที่ผู้ใหญ่ถามเด็ก เพราะมันบอกว่าการโตขึ้นมีจุดสิ้นสุด ราวกับวันหนึ่งคุณจะ 'เป็น' อะไรสักอย่าง แล้วก็จบ"
.
Grant แนะนำให้สอนเด็กเรื่องอาชีพในฐานะ "สิ่งที่ทำ" ไม่ใช่ "สิ่งที่เป็น" การวิจัยพบว่าเด็ก ป.2 และ ป.3 ที่ได้ยินเรื่อง "การทำวิทยาศาสตร์" สนใจวิทยาศาสตร์มากกว่าเด็กที่ได้ยินเรื่อง "การเป็นนักวิทยาศาสตร์"
.
อาชีพในอุดมคติของคุณอาจยังไม่ได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเลยก็ได้ Google, Uber, Instagram ไม่ได้มีอยู่เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ทำไมคุณต้องวางแผนชีวิตทั้งชีวิตจากสิ่งที่มีอยู่ในวันนี้
.
Grant แนะนำให้ทำ career checkup ปีละสองครั้ง ถามตัวเองว่า ความฝันที่คุณกำลังตามอยู่นี้ คุณตั้งไว้เมื่ออายุเท่าไร และคุณเปลี่ยนไปแค่ไหนตั้งแต่นั้น คุณถึงจุดอิ่มตัวในการเรียนรู้แล้วหรือยัง ถึงเวลาเปลี่ยนทิศแล้วหรือไม่
.
.
18. ความสุขเป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่เป้าหมาย
.
นักจิตวิทยาพบความขัดแย้งที่น่าฉงน ยิ่งคนให้ความสำคัญกับความสุขมากเท่าไร พวกเขามักจะไม่มีความสุขมากเท่านั้น จริงๆ แล้วการให้ความสำคัญกับความสุขเกินไปเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า
.
ทำไม เพราะเมื่อเราไล่ตามความสุข เราจะเอาแต่ประเมินชีวิตแทนที่จะใช้ชีวิต เราจะจดจ่อกับความสูงสุดของอารมณ์แทนที่จะรับรู้ความถี่ของความสุขเล็กๆ และเราจะเน้นความเพลิดเพลินจนลืมความหมาย
.
ในรายการ Saturday Night Live มีสเก็ตช์ที่ Adam Sandler รับบทไกด์ทัวร์อิตาลี เขาบอกลูกค้าว่า "การพักร้อนช่วยให้คุณผ่อนคลายและได้เห็นกระรอกหน้าตาแปลกๆ แต่มันแก้ปัญหาที่ลึกกว่านั้นไม่ได้ เช่น พฤติกรรมของคุณในกลุ่มคน เราพาคุณไปเดินป่าได้ แต่เราทำให้คุณกลายเป็นคนชอบเดินป่าไม่ได้ จำไว้ คุณก็ยังเป็นคุณตอนพักร้อน ถ้าคุณเศร้าตอนอยู่บ้าน แล้วขึ้นเครื่องไปอิตาลี คุณตอนอยู่อิตาลีก็คือคุณตอนเศร้าคนเดิม แค่อยู่ในที่ใหม่"
.
John Stuart Mill เคยเขียนว่า "คนที่มีความสุขคือคนที่จิตใจมุ่งไปที่สิ่งอื่นนอกจากความสุขของตัวเอง คือความสุขของผู้อื่น การพัฒนาเผ่าพันธุ์มนุษย์ หรือศิลปะหรือกิจกรรมที่ทำเพื่อตัวมันเอง ไม่ใช่เป็นเครื่องมือ ในการเล็งไปที่อย่างอื่น พวกเขาพบความสุขระหว่างทาง"
.
เด็กนักศึกษาคนหนึ่งของ Grant ที่อยากย้ายมหาวิทยาลัยเพราะรู้สึกว่า "ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเรา" สุดท้ายตัดสินใจอยู่ต่อ แต่เปลี่ยนสิ่งที่ทำ เธอเริ่มจัด tea time ทุกสัปดาห์เพื่อต้อนรับคนที่รู้สึกแปลกแยก เธอไม่ได้ตามหาความสุข เธอตามหา contribution and connection หรือการมีส่วนร่วมและการเชื่อมต่อ
.
.
19. Grit (ความมุ่งมั่น) มีด้านมืดที่ไม่มีใครพูดถึง
.
วงการจิตวิทยาเชิดชู grit หรือความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้มานาน แต่ Grant ชี้ให้เห็นด้านมืดของมัน
.
งานวิจัยพบว่าคนที่มี grit สูงมีแนวโน้มจะเล่นรูเล็ตจนหมดตัวมากกว่า มีแนวโน้มจะทุ่มเวลากับงานที่ไม่มีทางสำเร็จมากกว่า และนักปีนเขาที่มี grit สูงมีโอกาสเสียชีวิตในการสำรวจมากกว่า เพราะพวกเขามุ่งมั่นจะถึงยอดให้ได้
.
เส้นแบ่งระหว่าง "ความเพียรอย่างวีรบุรุษ" กับ "ความดื้อดึงอย่างโง่เขลา" บางมาก
.
บางครั้ง grit ที่ดีที่สุดคือการกัดฟันแล้วหันกลับ
.
Sunk cost fallacy หรือกับดักของต้นทุนที่จมไปแล้วคือสิ่งที่ทำให้เราคิดว่า "ฉันลงทุนไปเยอะแล้ว ออกตอนนี้ก็เสียดาย" แต่ Grant ตอบว่า "การเสียเวลาสองปีที่ผ่านมาดีกว่าการเสียเวลายี่สิบปีข้างหน้า"
.
E. L. Doctorow เคยเปรียบการเขียนหนังสือว่า "เหมือนการขับรถผ่านหมอกตอนกลางคืน คุณเห็นได้ไกลแค่ที่ไฟหน้าส่องถึง แต่คุณก็เดินทางทั้งทริปได้ด้วยวิธีนี้" ชีวิตก็เช่นเดียวกัน คุณไม่จำเป็นต้องเห็นภาพ 10 ปีข้างหน้าให้ครบ คุณแค่ต้องเห็นแค่ระยะไฟหน้าในวันนี้
.
.
20. การคิดใหม่คือ "การไม่ปิดบทสรุป"
.
หน้าสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้มีเรื่องที่ Adam Grant สารภาพอย่างน่ารัก เขาบอกว่าตอนเขียนต้นฉบับเสร็จ เขาไม่อยากเขียนบทสรุปเลย เพราะหนังสือเรื่องการคิดใหม่ที่จบด้วยบทสรุปแบบ "นี่คือคำตอบสุดท้าย" มันย้อนแย้งกับสิ่งที่หนังสือทั้งเล่มพยายามสอน
.
เขาจึงตัดสินใจที่จะทำ epilogue เป็นหน้าว่างจริงๆ ไม่ใส่อะไรเลย เพื่อสื่อว่าความคิดของเขาไม่ได้จบลงที่หน้านี้
.
แต่ challenge network ของเขา หรือคณะนักวิจารณ์ที่เขาไว้ใจ ปฏิเสธไอเดียนี้เป็นเสียงเดียวกัน นักศึกษาสองคนของเขาบอกว่า "หน้าว่างอาจเป็นจุดจบสำหรับคุณในฐานะนักเขียน แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับผู้อ่าน" สุดท้ายเขาจึงเปลี่ยนใจ และใช้ epilogue เพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเองยังกำลังคิดใหม่อยู่ในเรื่องอะไรบ้างขณะหนังสือกำลังจะตีพิมพ์
.
ที่น่าทึ่งคือ Grant ยอมรับในหน้าท้ายๆ ว่าเขายังไม่แน่ใจในข้อโต้แย้งหลักของหนังสือตัวเอง เขาเขียนว่าเขาเริ่มสงสัยว่าตัวเองให้น้ำหนักกับโหมด "นักวิทยาศาสตร์" มากเกินไป จนลืมไปว่ามีบางสถานการณ์ที่การเป็นนักเทศน์ อัยการ หรือนักการเมืองก็มีประโยชน์ของมัน
.
หนังสือทั้งเล่มสอนให้เราตั้งคำถามกับความเชื่อ และผู้เขียนก็จบหนังสือด้วยการตั้งคำถามกับวิทยานิพนธ์ของตัวเอง
.
นี่คือบทเรียนที่ลึกที่สุดของ Think Again ซึ่งความรู้ไม่ใช่ภูเขาที่เราปีนแล้วถึงยอด แต่เป็นแม่น้ำที่ไหลตลอดเวลา ภูมิปัญญาที่แท้จริงไม่ใช่การมีคำตอบที่ดีกว่าคนอื่น แต่คือการมีคำถามที่ดีกว่าตัวเองเมื่อวาน
.
Max Planck นักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่เคยกล่าวอย่างเศร้าๆ ว่า "ความจริงทางวิทยาศาสตร์ใหม่ไม่ได้ชนะด้วยการโน้มน้าวฝ่ายตรงข้ามให้เห็นแสงสว่าง แต่ชนะเพราะฝ่ายตรงข้ามค่อยๆ ตายไป" หมายความว่า มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่เปลี่ยนใจ มีแต่คนรุ่นใหม่ที่เกิดมาพร้อมความคิดใหม่เท่านั้นที่จะแทนที่ความคิดเก่า
.
แต่ Grant ปฏิเสธคำกล่าวนี้ในประโยคปิดเล่มของเขา เขาบอกว่า "ผมไม่เชื่ออีกต่อไปว่าจะต้องเป็นอย่างนั้น เราทุกคนมีศักยภาพที่จะคิดใหม่ เราแค่ไม่ได้ใช้มันบ่อยพอ"
.
ความหวังของหนังสือเล่มนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การให้คำตอบ แต่อยู่ที่การปลูกนิสัยของการเปิดเล่มความคิดของตัวเองทุกวัน เปรียบเหมือนการเปิดตู้เสื้อผ้าตอนเช้า ไม่ใช่เพื่อโยนเสื้อเก่าทิ้งทุกตัว แต่เพื่อถามตัวเองอย่างซื่อสัตย์ว่า เสื้อตัวไหนใส่แล้วยังเป็นเรา และเสื้อตัวไหนที่เคยเป็นเรา แต่ตอนนี้คับเกินไปแล้ว
.
นี่คือเหตุผลที่ Grant จงใจเขียนหนังสือเล่มนี้ใน "scientist mode" เขาไม่ได้คาดหวังให้คุณเห็นด้วยกับทุกอย่างที่เขาเขียน เขาคาดหวังว่าคุณจะสนใจวิธีคิดของเขา และนำมันไปใช้ตั้งคำถามกับความคิดของตัวเองต่อไปครับ
.
.
.
.
#SuccessStrategies

Pond Apiwat Atichat

Real Estate Rental Business , Creator , Writer , Law Student

Currently Studying Bachelor of Laws at Chulalongkorn University

First Class Honors in Bachelor of Arts at Ramkhamhaeng University

Previous
Previous

30 ข้อคิดจากหนังสือ Noise : A Flaw in Human Judgment เขียนโดย Daniel Kahneman

Next
Next

25 ข้อคิดจากหนังสือ The Book of Elon : ถอดรหัสความคิด อีลอน มัสก์ เขียนโดย Eric Jorgenson