25 ข้อคิดจากหนังสือ The Book of Elon : ถอดรหัสความคิด อีลอน มัสก์ เขียนโดย Eric Jorgenson

"Engineering is, for all intents and purposes, magic, and who wouldn't want to be a magician?" - Elon Musk
.
Musk มองวิศวกรรมเป็นเวทมนตร์ และตัวเองเป็นพ่อมด นี่อาจฟังดูโอ้อวด แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปสามร้อยปี สิ่งที่เขาสร้างอย่างจรวดที่ลงจอดเองได้ รถที่ขับเองได้ ชิปที่ฝังในสมองมนุษย์ คงถูกเรียกว่าเวทมนตร์แน่นอน คำถามคือพ่อมดแบบนี้ใช้วิธีคิดแบบไหน
.
ทำไมคนคนเดียวถึงสร้างบริษัทผลิตรถไฟฟ้า บริษัทส่งจรวด บริษัทฝังชิปในสมอง และบริษัทปัญญาประดิษฐ์ได้พร้อมกัน โดยที่ยังเหลือเวลาทวีตวันละหลายสิบครั้ง คำตอบน่าจะซ่อนอยู่ในวิธีคิดของเขา ไม่ใช่ในจำนวนชั่วโมงที่ทำงาน
.
The Book of Elon ของ Eric Jorgenson พยายามขุดเอาวิธีคิดนั้นออกมา ผู้เขียนคนเดียวกันนี้เคยทำสำเร็จมาแล้วกับ The Almanack of Naval Ravikant ที่มีคนอ่านเป็นล้านและถูกแปลกว่าสี่สิบภาษา คราวนี้เขาใช้สูตรเดียวกัน คือไม่ใส่ความเห็นของตัวเองลงไป หนังสือทั้งเล่มประกอบด้วยคำพูดของ Musk เองล้วนๆ รวบรวมจากบทสัมภาษณ์ ทวีต และการบรรยายตลอดชีวิตการทำงานของเขา จัดเรียงใหม่ให้เป็นระบบอ่านง่าย อ่านแล้วเหมือนนั่งกินข้าวเย็นกับ Musk สองชั่วโมง
.
สิ่งที่ทำให้เล่มนี้ต่างจากหนังสือพัฒนาตัวเองทั่วไป คือมันลงลึกถึงกลไกความคิดเฉพาะตัวที่ Musk ใช้เสกของจากไม่มีให้กลายเป็นมี เช่น หลักการ First Principles, เขาแยกจรวดออกเป็นวัตถุดิบพื้นฐานแล้วคำนวณต้นทุนต่ำที่สุดที่กฎฟิสิกส์ยอมให้เกิด (คำตอบคือ 1-2% ของราคาในตลาด), วิธีแยกคำว่า "ยาก" ออกจาก "เป็นไปไม่ได้" ให้ขาดจากกัน, และห้าขั้นตอนที่ถ้าทำผิดลำดับ คุณจะเสียเงินสองล้านดอลลาร์ไปกับหุ่นยนต์ที่ไม่ต้องใช้ ซึ่ง Musk เคยทำมาแล้วด้วยตัวเอง
.
.
========================
.
1. "ดัชนีความโง่" สูตรที่วิศวกร SpaceX ทุกคนต้องรู้ตลอดเวลา
.
ในโรงงาน SpaceX Elon Musk มีเครื่องมือประเมินประสิทธิภาพชื่อ "Idiot Index" สูตรคือเอาราคาสินค้าสำเร็จรูปหารด้วยราคาวัตถุดิบดิบๆที่ประกอบขึ้นเป็นสินค้านั้น ถ้าตัวเลขสูงผิดปกติ แปลว่า "คุณโง่" มีบางอย่างในการออกแบบหรือการผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพ ตัวอย่างที่เขายกในหนังสือคือชิ้นส่วนหนึ่งของจรวดชื่อ half nozzle jacket ราคาขาย 13,000 ดอลลาร์ แต่ทำจากเหล็กมูลค่าจริงแค่ 200 ดอลลาร์ ต่างกัน 65 เท่า นั่นคือสัญญาณว่าการออกแบบซับซ้อนเกินจำเป็น หรือกระบวนการผลิตมีขั้นตอนที่สิ้นเปลือง
.
Musk คาดหวังให้วิศวกรทุกคนรู้ว่าชิ้นส่วนไหนในระบบของตัวเอง "โง่ที่สุด" และ "ฉลาดที่สุด" ตลอดเวลา ไม่ใช่ต้องเปิดเอกสารค้นหา คนส่วนใหญ่ประเมินราคาสินค้าด้วยการเปรียบเทียบกับคู่แข่ง "คู่แข่งขายแพงกว่าอีก ของเราก็สมเหตุสมผลแล้ว" แต่การเปรียบเทียบที่ถูกต้องคือเปรียบเทียบกับต้นทุนวัตถุดิบ เพราะมันบอกว่าถ้าผลิตอย่างฉลาด ต้นทุนต่ำที่สุดควรเป็นเท่าไหร่ ช่องว่างระหว่างสองตัวเลขนี้คือโอกาสทั้งหมดที่ยังซ่อนอยู่ ทุกอุตสาหกรรมมีชิ้นส่วนที่ "โง่" รออยู่ เพียงแต่ไม่มีใครไปวัดเท่านั้นเอง
.
.
2. "Magic Wand Number" = ต้นทุนพื้นฐานที่ฟิสิกส์อนุญาต
.
ก่อนตัดสินใจสร้าง SpaceX Musk ใช้วิธีคิดหนึ่งทดสอบว่าความฝันของเขาเป็นไปได้จริงหรือเปล่า เขานั่งแตกจรวดออกเป็นวัตถุดิบพื้นฐาน อะลูมิเนียม ไทเทเนียม ทองแดง คาร์บอนไฟเบอร์ แล้วถามคำถามสมมติว่า "ถ้าวัสดุพวกนี้กองอยู่บนพื้น แล้วใช้ไม้กายสิทธิ์เสกมันเป็นจรวดสำเร็จรูปทันที โดยไม่มีต้นทุนการประกอบเลย ราคาจะเหลือเท่าไหร่"
.
คำตอบที่ได้ทำให้เขาตาโต ต่ำกว่า 5% ของราคาจรวดในตลาด บางกรณีแค่ 1-2% ตัวเลขนี้คือเพดานล่างที่กฎฟิสิกส์อนุญาต ถูกกว่านี้เป็นไปไม่ได้
.
และมันบอกสองอย่างพร้อมกัน หนึ่งคือโอกาสปรับปรุงมีมหาศาล เพราะ 95-99% ของต้นทุนที่เห็นในตลาดเป็นความไร้ประสิทธิภาพล้วนๆ สองคือความสำเร็จเป็นหนึ่งในผลลัพธ์ที่เป็นไปได้จริง ไม่ใช่ความฝันเพ้อเจ้อ เขาใช้วิธีเดียวกันกับแบตเตอรี่ Tesla ตอนที่คนบอกว่าแบตฯราคา 600 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงจะแพงแบบนี้ตลอดไป
.
Musk ไปดูตลาดโลหะลอนดอน คำนวณต้นทุนวัตถุดิบจริงๆแค่ 80 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ช่องว่าง 7.5 เท่าคือโอกาสที่ Tesla ไล่เก็บมาหลายปี ใครก็ตามที่อยากทำสิ่งใหม่ ก่อนจะบอกตัวเองว่า "มันแพงเกินไป" หรือ "เป็นไปไม่ได้" ให้คำนวณเลขไม้กายสิทธิ์ก่อนเสมอ
.
.
3. The Algorithm ห้าขั้นที่ลำดับสำคัญที่สุด
.
Musk มีกระบวนการห้าขั้นที่เขาบังคับใช้ในทุกบริษัท ฟังดูเหมือนขั้นตอนธรรมดาทั่วไป แต่สิ่งที่เขาย้ำตลอดคือ "ลำดับสำคัญกว่าตัวขั้นตอนเอง" และเขาเรียกมันว่า The Algorithm
.
ห้าขั้นนั้นคือ
.
หนึ่ง : ทำให้ข้อกำหนดฉลาดขึ้น (อย่าตอบคำถามที่ตั้งมาผิด)
.
สอง : พยายามลบชิ้นส่วนหรือกระบวนการนั้นออก
.
สาม : ปรับให้เหมาะสมหรือย่อให้เล็กลง
.
สี่ : เร่งความเร็ว
.
ห้า : ทำให้เป็นอัตโนมัติ

.
ทำไมลำดับถึงสำคัญ? ลองนึกภาพว่าคุณกำลังขุดหลุมผิดที่ ถ้าทำตามสัญชาตญาณคนทั่วไป คุณจะไปหาจอบที่คมกว่า (ปรับให้เหมาะสม) หาคนมาช่วยขุด (เร่งความเร็ว) หรือซื้อรถขุดมาใช้ (ทำให้เป็นอัตโนมัติ) แต่ทุกอย่างนี้เป็นการขุดหลุมผิดที่ให้เร็วขึ้นเท่านั้น ไม่ได้แก้ปัญหาพื้นฐาน
.
ขั้นที่ 1 และ 2 บังคับให้คุณถามก่อนว่า "ควรขุดหรือเปล่า" และ "ควรขุดตรงนี้จริงไหม" ถ้าคำตอบคือไม่ คุณก็ประหยัดเวลาและเงินทั้งหมดในขั้นที่ 3-5 ไปเลย
.
ตัวอย่าง… ที่ Tesla มีแผ่นไฟเบอร์กลาสบนแบตเตอรี่ที่สายการผลิตติดขัดไม่ยอมเดินเร็ว Musk เริ่มแก้ปัญหาจากขั้นสุดท้ายก่อน คือซื้อหุ่นยนต์ราคาสองล้านดอลลาร์มาทำให้เป็นอัตโนมัติ แล้วค่อยปรับให้เร็วขึ้น ปรับการใช้กาว ปรับเวลาแห้ง
.
หลังจากจมไปกับขั้นที่ 3-5 อยู่นาน เขาถึงเดินไปถามทีมแบตเตอรี่ว่า "แผ่นนี้มีไว้ทำไม" ทีมแบตเตอรี่ตอบว่าไว้กันเสียง เขาเดินไปถามทีมเสียง ทีมเสียงบอกว่าไว้กันไฟ เขาเลยลองทดสอบ เอารถสองคันมา คันหนึ่งมีแผ่น อีกคันไม่มี เปิดไมค์วัดเสียง ผลคือไม่มีใครบอกความต่างได้ = แผ่นนั้นไม่จำเป็นตั้งแต่แรก หุ่นยนต์สองล้านดอลลาร์ถูกดึงออกจากสายการผลิต
.
"ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดของวิศวกรเก่งๆ คือการปรับให้เหมาะสมสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ตั้งแต่แรก"
.
เหตุผลคือระบบการศึกษาฝึกเราให้ตอบคำถามที่อาจารย์ตั้งมา ไม่ได้ฝึกให้ตั้งคำถามกับคำถาม เราถูกฝึกให้ "หาคำตอบที่ดีที่สุด" มากกว่า "ตั้งคำถามว่าคำถามนี้ควรถามหรือเปล่า" วิศวกรเก่งจึงเก่งในขั้นที่ 3-5 มาก แต่มักลืมขั้นที่ 1-2
.
.
4. "ถ้าไม่ต้องใส่ของที่ลบไปแล้วกลับคืน 10% แปลว่าลบน้อยเกินไป"
.
ขั้นตอนที่สองของกระบวนการข้างบนคือ "พยายามลบ" แต่มีกฎที่ Musk ตั้งไว้ซ่อนอยู่ ถ้าสุดท้ายคุณไม่ต้องใส่ของที่ลบออกไปแล้วกลับคืนอย่างน้อย 10% แสดงว่าคุณลบน้อยเกินไป
.
คนส่วนใหญ่รู้สึกว่า "สำเร็จ" เมื่อไม่ต้องใส่อะไรกลับเลย แต่นั่นคือความล้มเหลวอีกแบบ เพราะคุณอนุรักษ์นิยมเกินไป เก็บของที่ไม่จำเป็นไว้ด้วยเหตุผล "เผื่อไว้ก่อน" ซึ่งเป็นเหตุผลที่ใช้รองรับได้แทบทุกอย่าง เหตุผลเชิงจิตวิทยาคือคนจำความเจ็บปวดตอนลบผิดแล้วต้องใส่กลับได้แม่นยำมาก แต่ลืมความเสียหายจากการเก็บของไม่จำเป็นไว้
.
Musk บอกทีมตรงๆก่อนเริ่มรอบการลบว่า "เราจะลบให้มากกว่าที่ควร บางอย่างเราจะต้องใส่กลับ อย่างน้อย 1 ใน 10" การประกาศแบบนี้แก้ความโน้มเอียงของสมองโดยจงใจ บังคับให้ทีมกล้าลบมากขึ้นเพราะรู้ว่ามีพื้นที่ให้ผิดพลาดได้ และที่ SpaceX เขาถึงขั้นส่งอีเมลทีมว่า "เรากำลังอยู่ในช่วงลบแบบบ้าคลั่ง ไม่มีอะไรศักดิ์สิทธิ์ ท่อ เซนเซอร์ ข้อต่อ ถ้ามีข้อสงสัยแม้น้อย ให้ลบทันที" หลักการนี้ใช้กับชีวิตส่วนตัวได้ ทุกนิสัย ทุกสิ่งของ ทุกภาระที่คุณสะสมไว้เพราะ "เผื่อวันหนึ่งจะใช้" อาจมีแค่ 10% ที่จำเป็นจริง
.
.
5. "ความมั่งคั่งคือการเปลี่ยนรูปทางกายภาพ" ไม่ใช่ตัวเงิน
.
Naval Ravikant เสนอนิยามที่ Musk ยึดเป็นกรอบคิด ความมั่งคั่งไม่ใช่เงิน แต่คือชุดของการเปลี่ยนรูปทางกายภาพที่เราสามารถทำได้จริง ส่วนประกอบหลักของความมั่งคั่งคือ "ความรู้" ไม่ใช่ "ทุน" เพราะความรู้ใหม่ เมื่อถูกสร้างและแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตซ้ำและกระจายได้ จะสร้างความมั่งคั่งที่ไม่มีขีดจำกัด
.
นี่คือเหตุผลที่ Musk ย้ำประโยคของ Naval ว่า "อย่าสร้างของเพื่อหาเงิน แต่หาเงินเพื่อจะได้สร้างของ" เงินไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเชื้อเพลิงในการเปลี่ยนรูปทางกายภาพให้มากขึ้น คนที่เข้าใจเรื่องนี้จะมองโลกต่างไปอย่างสิ้นเชิง มองคนรวยไม่เหมือนเดิม มองอาชีพไม่เหมือนเดิม มองความสำเร็จไม่เหมือนเดิม คนที่สะสมเงินเฉยๆโดยไม่แปลงเป็นการสร้างอะไร คือคนที่มีตัวเลขในบัญชีสูง แต่ไม่ได้สร้างความมั่งคั่งจริงให้โลก
.
Musk บอกว่าตัวเองไม่เคยมีเงินสดเป็นพันล้านในบัญชีธนาคาร ทรัพย์สินเกือบทั้งหมดคือหุ้นในบริษัทที่กำลังสร้างของ ถ้าเขาขายหุ้นมาซื้อเกาะส่วนตัวในบาฮามาส นั่นคือการหยุดเปลี่ยนรูปทางกายภาพ นั่นคือการบริโภค ไม่ใช่ความมั่งคั่งอีกต่อไป
.
.
6. ความคิดแบบ "พายเค้กคงที่" คือรากของพฤติกรรมผิดจริยธรรม
.
Musk สังเกตว่าคนฉลาดบางคนที่มีพฤติกรรมน่ารังเกียจมักมีความเชื่อแบบพายเค้กคงที่โดยไม่รู้ตัว พวกเขาเชื่อว่าวิธีเดียวที่จะได้มากคือแย่งจากคนอื่น แต่ข้อเท็จจริงทางเศรษฐศาสตร์คือขนาดพายเค้กรวมของโลกโตมากและโตเร็วกว่าการเพิ่มประชากรมหาศาล ผลผลิตทางเศรษฐกิจต่อคนทุกวันนี้สูงกว่าในอดีตหลายเท่า
.
ถ้าคุณเชื่อว่าโลกเป็นพายเค้กคงที่ คุณจะหาเหตุผลรองรับการแย่งชิงจากคนอื่นได้เสมอ การโกง การเอาเปรียบ การเล่นเกมศูนย์ ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลได้ในกรอบคิดแบบพายคงที่ แต่ถ้าคุณเชื่อว่าพายเค้กโตได้ คุณจะถามแทนว่า "ฉันจะทำให้พายใหญ่ขึ้นได้อย่างไร"
.
สองความเชื่อนี้นำไปสู่ชีวิตคนละแบบ คนละอาชีพ คนละจริยธรรม Musk สรุปเป็นคำเดียวว่า "สร้างมากกว่าที่บริโภค" คือคำย่อของจริยธรรมพื้นฐานที่ใช้ได้กับทุกเรื่องในชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ มันใช้วัดได้ว่าคุณเป็นสุทธิบวกหรือสุทธิลบให้สังคม ในฐานะพนักงาน ในฐานะเพื่อน ในฐานะพ่อแม่ ในฐานะประชากรคนหนึ่งของโลก
.
.
7. สมการวัด "ความมีประโยชน์" อย่างเป็นระบบ
.
Musk บอกว่าเขาคิดเรื่องการช่วยคนแบบคณิตศาสตร์จริงๆ สูตรคือจำนวนคนที่ช่วย คูณด้วยระดับความช่วยเหลือต่อคน และเขาบอกว่ามันคล้ายนิยาม "งานจริง" ในวิชาฟิสิกส์ ถ้าคุณตั้งเป้าทำ "งานจริง" ในชีวิต โอกาสที่คุณจะประสบความสำเร็จจะสูงขึ้นมาก
.
สูตรนี้มีนัยที่คนอาจไม่ทันคิด การสร้างสิ่งที่ช่วยคนน้อยแต่ลึกมาก เช่นการแพทย์เฉพาะทางที่รักษาโรคหายากของคนเพียงไม่กี่หมื่นคน กับสิ่งที่ช่วยคนเยอะแต่ทีละนิด เช่นแอปที่คนล้านคนใช้วันละไม่กี่นาที มีผลกระทบรวมใกล้เคียงกัน ทั้งสองทางเป็นทางเลือกที่มีค่า อย่ารู้สึกผิดที่ทำสิ่งที่ดูเล็กแต่คนใช้เยอะ และอย่าหยิ่งเกินไปกับการทำสิ่งใหญ่แต่ส่งผลต่อคนน้อย
.
Musk ตื่นมาถามตัวเองทุกเช้าว่า "วันนี้ฉันจะเป็นประโยชน์ได้อย่างไร" และประเมินชีวิตตัวเองด้วยคำถาม "ฉันทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ได้กี่อย่าง" ไม่ใช่ "ฉันหาเงินได้เท่าไหร่" หรือ "ฉันมีชื่อเสียงแค่ไหน" ถ้าคุณเปลี่ยนคำถามที่ใช้วัดชีวิตตัวเอง ทิศทางการตัดสินใจในชีวิตจะเปลี่ยนตามทันที
.
.
8. การคิดจาก "อุดมคติเชิงทฤษฎี" แทนที่จะเริ่มจากเครื่องมือที่มี
.
เวลาออกแบบสินค้า คนส่วนใหญ่เริ่มจากเครื่องมือ ชิ้นส่วน และวิธีที่ตัวเองคุ้นเคย นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่สินค้าที่ทำได้ แต่ไม่ใช่สินค้าที่สมบูรณ์แบบ เพราะทุกอย่างถูกบีบให้พอดีกับข้อจำกัดที่คุณรู้จักอยู่แล้ว
.
Musk เสนอให้คิดกลับด้าน จินตนาการถึงรูปแบบที่สมบูรณ์แบบที่สุด การจัดเรียงอะตอมที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แล้วค่อยย้อนกลับมาถามว่าเราต้องสร้างเครื่องมือ วิธีการ หรือวัสดุอะไรใหม่ เพื่อให้อะตอมเข้ารูปนั้น อุดมคติเชิงทฤษฎีนี้เป็นเป้าหมายเคลื่อนที่ เพราะยิ่งเรียนรู้ไป นิยามของ "สมบูรณ์แบบ" ก็เปลี่ยน การคิดแบบนี้เปิดความเป็นไปได้ที่การคิดแบบแรกปิดไว้ตั้งแต่ต้น
.
เขาแนะนำให้คิดทั้งสองทางควบคู่กัน ทางหนึ่งถามว่า "เราสร้างอะไรได้บ้างด้วยเครื่องมือที่มี" อีกทางถามว่า "สินค้าที่สมบูรณ์แบบตามทฤษฎีหน้าตาเป็นแบบไหน" ระยะห่างระหว่างสองคำตอบคือแผนที่การลงทุนด้านเครื่องมือและวัสดุที่คุณต้องพัฒนา
.
.
9. วิศวกรรมสำคัญกว่าวิทยาศาสตร์ (ข้อคิดที่ขัดใจคนทั่วไป)
.
Musk กล้าพูดตรงๆว่าวิศวกรรมสำคัญกว่าวิทยาศาสตร์ เพราะวิทยาศาสตร์ค้นพบสิ่งที่มีอยู่แล้วในจักรวาล "จักรวาลรู้อยู่แล้ว ในแง่หนึ่ง" นักวิทยาศาสตร์แค่ไปค้นหาสิ่งที่มีอยู่ แต่วิศวกรรมสร้างสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่บนโลกมาก่อน นั่นคือการต่อเติมจักรวาลจริงๆ
.
ที่สำคัญกว่านั้น ฟิสิกส์ถูกจำกัดโดยวิศวกรรม เพราะการจะก้าวหน้าทางฟิสิกส์ต้องมีข้อมูลใหม่ และข้อมูลใหม่มาจากเครื่องมือใหม่ที่ต้องสร้างขึ้น Galileo ต้องสร้างกล้องโทรทรรศน์ก่อนจึงเห็นว่าดาวพฤหัสมีดวงจันทร์ ถ้าไม่มีเครื่องมือ ความคิดของนักวิทยาศาสตร์ก็ชนเพดานอย่างรวดเร็ว ต่อให้ฉลาดแค่ไหนก็ตาม ถ้าอยากให้อารยธรรมก้าวหน้า ต้องจัดการที่ปัจจัยจำกัด และปัจจัยจำกัดคือวิศวกรรม
.
Musk เองเคยคิดจะเป็นนักฟิสิกส์ในช่วงหนึ่ง แต่ตัดสินใจว่าการเป็นวิศวกรจะขยายขอบเขตความรู้ของมนุษยชาติได้มากกว่า ไม่ใช่การสบประมาทนักวิทยาศาสตร์ แต่เป็นการเคารพข้อเท็จจริงที่ว่าเครื่องมือมาก่อนการค้นพบเสมอ
.
.
10. มองเงินเป็นฐานข้อมูล ไม่ใช่อำนาจ
.
ตอนสร้าง PayPal Musk มองเงินจากมุมของทฤษฎีสารสนเทศ เงินคือฐานข้อมูลสำหรับจัดสรรทรัพยากรข้ามเวลาและสถานที่ ไม่ใช่อำนาจในตัวมันเอง ถ้าคุณติดเกาะร้าง มีเงินล้านล้านก็ไร้ประโยชน์ เพราะไม่มีทรัพยากรให้จัดสรร เงินต้องมีระบบและคนอื่นที่ยอมรับมันถึงจะมีค่า
.
ระบบการเงินยุคปี 1990 เป็นระบบที่เก่าและยุ่งเหยิง เครื่องเมนเฟรมโบราณ ความปลอดภัยต่ำ ฐานข้อมูลกระจัดกระจาย PayPal ตั้งใจจะแก้แค่ความเร็วในการส่งข้อมูลเงินเท่านั้น แทนที่จะต้องส่งเช็คทางไปรษณีย์แล้วรอธนาคารเคลียร์ คุณสามารถแลกเปลี่ยนเงินแบบเรียลไทม์ทางออนไลน์ได้ และเขายังทำได้ไม่เต็มที่ เมื่อมองเงินเป็นข้อมูล คุณจะเห็นว่าสกุลเงินใดที่ส่งเร็วที่สุด ผิดพลาดน้อยที่สุด และรองรับปริมาณได้มากที่สุดจะชนะในระยะยาว
.
นี่คือลักษณะของข้อมูล ไม่ใช่ลักษณะของอำนาจ มุมมองแบบนี้อธิบายได้ว่าทำไมสกุลเงินดิจิทัลถึงเกิด ทำไมบางประเทศถึงย้ายระบบชำระเงินเร็วกว่าคนอื่น และทำไมระบบการเงินที่ช้าและแพงจะถูกแทนที่ในที่สุด ไม่ว่าจะมีอำนาจรัฐคุ้มครองแค่ไหน
.
.
11. ปัญหาของสังคม คือคนเก่งไปอยู่ผิดที่
.
Musk มองว่าอเมริกามีปัญหาที่คนเก่งเกินไปไปทำงานด้านการเงินและกฎหมาย ซึ่งเป็นทั้งคำชมและคำวิจารณ์ในตัวเดียวกัน คนเหล่านั้นฉลาดจริง เรียนจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ แต่พวกเขาไม่ได้สร้างอะไรที่จับต้องได้ เขาบอกว่าควรมีคนมากกว่านี้ที่ไปทำโรงงานและผลิตจริง
.
ประโยคเรียบง่ายที่มีนัยลึกคือ "ถ้าเราไม่ทำของ ก็ไม่มีของ" ฟังเหมือนคำพูดของเด็กอนุบาล แต่สังคมสมัยใหม่หลงคิดว่าเศรษฐกิจคือเวทมนตร์ที่ผลิตสิ่งของจากที่ไหนก็ไม่รู้ รัฐบาลพิมพ์เงินแจกแล้วทุกอย่างจะดีเอง ซึ่งเป็นความเชื่อผิดอย่างมาก ถ้าไม่มีคนปลูกอาหาร ไม่มีคนแปรรูป ไม่มีคนขนส่ง ไม่มีคนรักษาพยาบาล เช็คจากรัฐบาลจะซื้ออะไรไม่ได้ เครื่องจักรทั้งระบบอาจหยุดเดินได้
.
ข้อคิดสำหรับคนรุ่นใหม่คืออาชีพที่ดูเท่ที่สุดในสายตาสังคม อย่างวาณิชธนกิจ ทนายบริษัทใหญ่ ที่ปรึกษาธุรกิจ อาจไม่ใช่อาชีพที่สร้างคุณค่าให้โลกมากที่สุด อาชีพที่ "ไม่เท่" อย่างวิศวกรโรงงาน ช่างเทคนิค ผู้ผลิตของจริง อาจสำคัญกับอารยธรรมมากกว่าที่เราคิด
.
.
12. ความได้เปรียบที่แท้จริงคือขนาดบวกเทคโนโลยี
.
คนส่วนใหญ่มองว่าความได้เปรียบทางธุรกิจมาจากแบรนด์ เครือข่ายผู้ใช้ หรือสิทธิบัตร Musk มองต่าง ความได้เปรียบที่ลอกเลียนแบบยากที่สุดคือการผลิตที่มีทั้งขนาดใหญ่ที่สุดและเทคโนโลยีสูงที่สุดพร้อมกัน "นั่นคือเหตุผลที่โรงงานถึงใหญ่โต" เพราะการทำทั้งสองอย่างให้สุดในเวลาเดียวกันสร้างกำแพงป้องกันที่แข็งที่สุด คู่แข่งจะต้องทั้งลงทุนมหาศาลและพัฒนาเทคโนโลยีไล่ตามพร้อมกัน ไม่มีทางลัด
.
เขาบอกว่า "โรงงานคือสินค้าตัวจริง" โรงงานที่เดินเร็วเป็นสองเท่าของโรงงานทั่วไปก็เท่ากับมีสองโรงงาน เครื่องจักรที่สร้างเครื่องจักรสำคัญกว่าเครื่องจักรเสียอีก นี่คือเหตุผลที่ Tesla ทุ่มพลังวิศวกรรมไปที่การออกแบบโรงงานมากกว่าตัวรถ ที่โรงงานเท็กซัส รถไฟบรรทุกวัตถุดิบดิบๆเข้ามาที่ฝั่งหนึ่ง แล้วรถสำเร็จรูปออกไปอีกฝั่ง Tesla หล่อส่วนหน้าและส่วนหลังของรถเป็นชิ้นเดียวจากเครื่องหล่อขนาดยักษ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีใครในอุตสาหกรรมรถยนต์เคยทำ Apple และ Google ไม่เชื่อในการผลิตด้วยตัวเอง Tesla เชื่อตรงข้าม และความเชื่อนี้แหละที่ดึงคนเก่งด้านการผลิตมาทำงานที่นี่
.
.
13. การออกแบบถูกยกยอเกินจริง การผลิตถูกมองข้าม
.
Musk พูดตรงๆว่าที่ SpaceX ใช้ความพยายามมากกว่า 10-100 เท่าในการออกแบบระบบผลิต เมื่อเทียบกับการออกแบบเครื่องยนต์จรวด Raptor เอง
.
เขาบอกว่าการออกแบบถูกยกยอเกินจริง การผลิตถูกมองข้ามอย่างมหาศาล งานที่ใช้ในระบบการผลิตมากกว่าตัวสินค้าถึง 10 ถึง 100 เท่า ต้นแบบทำง่ายและสนุก ใครก็ทำได้ แต่การผลิตในปริมาณมากด้วยคุณภาพคงที่และราคาที่คนซื้อไหวคือความเจ็บปวดที่แสนสาหัส
.
มีประโยคสำคัญที่ทีม Tesla เรียนรู้ สายการผลิตเดินเร็วเท่าชิ้นส่วนที่ช้าที่สุดและโชคร้ายที่สุด ต่อให้ 9,999 จาก 10,000 อย่างทำงานดี อีกหนึ่งอย่างก็กำหนดอัตราการผลิตทั้งหมด ทุกภัยพิบัติที่นึกออกเคยเกิดกับซัพพลายเออร์ของ Tesla แล้ว โรงงานไหม้ แผ่นดินไหว สึนามิ ลูกเห็บยักษ์ พายุทอร์นาโด เรือล่ม แม้แต่การยิงกันที่ชายแดนเม็กซิโกก็เคยทำให้พรมท้ายรถส่งไม่ทัน
.
Musk สรุปว่าประวัติศาสตร์อเมริกามีบริษัทรถเพียงสองแห่งที่ไม่เคยล้มละลาย Ford กับ Tesla สตาร์ตอัพรถยนต์เกือบทั้งหมดล้มในขั้นตอนการผลิต ไม่ใช่การออกแบบ การรู้เรื่องนี้เปลี่ยนมุมมองที่คุณมองธุรกิจ การชื่นชมดีไซน์ของสินค้าไม่สำคัญเท่ากับการชื่นชมระบบผลิตที่ทำให้สินค้านั้นอยู่รอด
.
.
14. ถ้าตารางเวลายาว แปลว่าตารางเวลาผิด
.
Musk ยึดกฎว่าถ้าตารางเวลายาว แปลว่าผิด ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ xAI ปี 2024 ที่ต้องสร้างศูนย์ฝึกปัญญาประดิษฐ์ด้วยชิป H100 จำนวน 100,000 ตัว ซัพพลายเออร์บอกว่าใช้เวลา 18 ถึง 24 เดือน แต่เขาต้องการ 6 เดือน ไม่งั้นจะตามคู่แข่งไม่ทัน
.
วิธีของเขาคือแตกปัญหาเป็นชิ้นเล็กๆแล้วแก้คู่ขนาน ไม่มีเวลาสร้างตึก? เช่าโรงงานเก่าที่เมมฟิสที่ไม่ได้ใช้แล้ว
.
ไฟฟ้าแค่ 15 เมกะวัตต์ แต่ต้องการ 150 เมกะวัตต์? เช่าเครื่องปั่นไฟมาตั้งข้างตึก
.
ระบบระบายความร้อนไม่พอ? เช่าเครื่องทำความเย็นเคลื่อนที่ 25% ของทั้งอเมริกามาใช้
.
ไฟกระชากตอนฝึกระบบที่เครื่องปั่นไฟตามไม่ทัน? เอาแบตเตอรี่ Tesla Megapack มาดัดแปลงซอฟต์แวร์เพื่อช่วยรักษาแรงดัน
.
สายเคเบิลเน็ตเวิร์กสำหรับชิป 100,000 ตัวยากมาก? ให้ทีมเดิน 4 กะวันละ 24 ชั่วโมง เขาเองนอนที่ศูนย์ข้อมูลและลงไปต่อสายเคเบิลด้วยตัวเอง ผลคือ 122 วัน กลายเป็น Colossus ศูนย์ฝึกปัญญาประดิษฐ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก อีก 92 วันถัดมาขยายเป็น 200,000 ตัว
.
บทเรียนคือถ้ายอมรับตารางเวลาของคนอื่นโดยไม่ตั้งคำถาม คุณก็จะช้าเหมือนคนอื่น การถามว่า "ทำไมต้อง 18 เดือน" บังคับให้คุณแตกปัญหาและพบว่าหลายขั้นตอนทำคู่ขนานได้
.
.
15. ทำงานคู่ขนานแทนที่จะทำทีละลำดับ
.
คนส่วนใหญ่ทำงานเป็นลำดับเพราะคิดว่าง่ายกว่า เสร็จงานหนึ่งแล้วค่อยเริ่มอีกงาน Musk บอกว่านี่คือกับดักที่ยืดเวลาโดยไม่จำเป็น หลายอย่างมีช่วง "ฟักตัว" ที่เร่งไม่ได้ เช่นการขอใบอนุญาต รอซัพพลายเออร์ส่งของ รอเอกสารราชการ รอกระบวนการทางกฎหมาย แต่ถ้าเอาช่วงฟักตัวของทุกอย่างมาเดินพร้อมกัน คุณจะย่นเวลารวมได้มหาศาล
.
ตอนสร้าง PayPal เขาต้องเซ็นสัญญากับธนาคาร ระบบบัตรเครดิต ธนาคารกลาง ฐานข้อมูลตรวจสอบการฉ้อโกง พร้อมกับเขียนซอฟต์แวร์เอง ถ้าทำทีละอย่างจะใช้เวลา 5-7 ปี เขาทำทั้งหมดพร้อมกัน ใช้เวลาแค่ 1 ปีเสร็จ
.
ข้อคิดในชีวิตประจำวัน ดูรายการงานของคุณ แล้วถามทีละข้อว่า "อันนี้ต้องรอข้อก่อนหน้าเสร็จจริงๆหรือเปล่า หรือเริ่มพร้อมกันได้" คำตอบส่วนใหญ่คือเริ่มพร้อมกันได้ มีแค่ส่วนน้อยที่ต้องรอจริงๆ การสมมติว่าทุกอย่างเป็นลำดับคือนิสัยที่เราปลูกฝังมาตั้งแต่เรียนหนังสือ ที่ซึ่งเราต้องทำงานหนึ่งเสร็จก่อนจึงจะได้รับอีกงาน แต่ชีวิตจริงไม่ใช่แบบนั้น
.
.
16. ความเป็นมิตรในทีม อันตรายต่อผลลัพธ์
.
นี่คือข้อที่ขัดความรู้สึกคนทั่วไปที่สุด Musk บอกว่าความเป็นเพื่อนในทีมอันตราย เพราะทำให้คนไม่อยากท้าทายงานของเพื่อน ไม่อยากวิจารณ์ตรงๆ กลัวทำร้ายความรู้สึก มีแนวโน้มที่จะไม่อยาก "ผลักเพื่อนลงใต้รถบัส" แม้งานของเพื่อนจะมีปัญหาจริงๆ
.
การอยากเป็นเพื่อนกับทุกคนทำให้คุณใส่ใจอารมณ์ของคนตรงหน้ามากเกินไปจนละเลยความสำเร็จของทั้งองค์กร และการโฟกัสที่คนคนเดียวนี้อาจทำให้คนจำนวนมากกว่ามากเดือดร้อนในที่สุด ประโยคของเขาคือ "การอยากให้คนรัก เป็นจุดอ่อนจริงๆ และผมไม่มีจุดอ่อนนี้"
.
อีกประโยคคือ "ข่าวร้ายทุกชิ้นควรถูกพูดดังๆและบ่อยๆ ข่าวดีพูดเบาๆและครั้งเดียวพอ" สูตรนี้ตรงข้ามกับที่คนทั่วไปทำ คนทั่วไปเก็บข่าวร้ายเงียบเพราะกลัวเสียบรรยากาศ แล้วประกาศข่าวดีให้ดัง Musk มองว่าการซ่อนข่าวร้ายคือการซ่อนข้อมูลที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหา ฟิสิกส์ไม่แคร์ความรู้สึกคนที่เจ็บปวด มันแคร์แค่ว่าจรวดบินถูกต้องหรือไม่
.
การวิจารณ์ที่ดีควรวิจารณ์การกระทำ ไม่ใช่ตัวบุคคล และผู้ถูกวิจารณ์ต้องมีวงจรป้อนกลับที่ดี ยอมรับการวิจารณ์ได้ และปรับปรุงได้
.
.
17. อัตตาต่อความสามารถ คือตัวทำนายความล้มเหลว
.
Musk มีกรอบคิดเรียบง่ายแต่ลึก ถ้าอัตราส่วน "อัตตาต่อความสามารถ" สูงเกินไป คุณจะทำลายวงจรป้อนกลับกับความจริง เขาเปรียบในภาษาของปัญญาประดิษฐ์ว่าคุณจะทำลายกระบวนการเรียนรู้ของตัวเอง คือไม่ได้รับสัญญาณจริงว่าตัวเองถูกหรือผิด เพราะอัตตาจะกรองข้อมูลที่ไม่ถูกใจออกไปก่อนที่สมองจะประมวลผลด้วยซ้ำ
.
ดังนั้นหลักการที่เขายึดคือ "บดขยี้อัตตาของตัวเองอยู่เสมอ" ให้ความสามารถมากกว่าอัตตาเสมอ อัตตาไม่ใช่ศัตรูในตัวมันเอง ถ้าความสามารถมากกว่าอัตตา ปัญหาไม่เกิด คนที่มีอัตตาสมดุลกับความสามารถก็ยังทำงานได้ดี
.
แต่เมื่อใดก็ตามที่อัตตาโตเร็วกว่าความสามารถ ซึ่งมักเกิดตอนประสบความสำเร็จเร็ว มีคนยกยอเยอะ หรือขึ้นตำแหน่งใหญ่โดยไม่ทันโตพอ วงจรป้อนกลับกับความจริงจะขาด และความเสียหายจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยที่คุณไม่รู้ตัว การตัดสินใจจะผิดแล้วผิดอีก แต่คุณจะหาเหตุผลมาอธิบายว่าตัวเองถูกเสมอ สัญญาณเตือนคือเมื่อคุณเริ่มไม่ชอบฟังคำวิจารณ์ หรือเริ่มล้อมตัวเองด้วยคนที่เห็นด้วยกับคุณเท่านั้น
.
.
18. เข้าใกล้แหล่งข้อมูลให้มากที่สุด
.
ตัวอย่างคลาสสิกของเรื่องนี้คือผนังของยานอวกาศ Starship ตอนนั้นทีมพยายามตัดสินใจว่าผนังควรหนาแค่ไหน ผู้บริหารของบริษัทผลิตเหล็กประเมินว่าต้องหนามาก เพื่อความปลอดภัย
.
แต่ Musk ไม่คุยกับผู้บริหาร เขาเดินไปคุยกับช่างเชื่อมที่ลงมือทำจริงในโรงงาน แล้วถามว่าคิดว่าหนาเท่าไหร่ถึงจะปลอดภัย ช่างเชื่อมบอก 4.8 มิลลิเมตร เขาถามต่อว่า "4 มิลลิเมตรล่ะ" ช่างเชื่อมตอบว่าคงจะหวาดเสียวนิดหน่อย Musk บอกว่า "งั้นลอง 4 มิลลิเมตรดู" ผลคือใช้ได้ ประหยัดน้ำหนักได้มหาศาล
.
บทเรียนคือในองค์กรใหญ่ๆ ข้อมูลที่ไหลผ่านสายบังคับบัญชาจะเพี้ยนไปเรื่อยๆในทุกขั้น ผู้บริหารได้ข้อมูลที่ผ่านการคัดกรองซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกลายเป็นข้อมูลที่แต่งแต้มด้วยความระมัดระวังเกินจริง การตัดสินใจที่ดีที่สุดมาจากการพูดคุยกับคนที่อยู่หน้างานจริง คนที่แตะสิ่งของด้วยมือตัวเอง คนที่จะเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรงถ้าตัดสินใจผิด
.
กฎของ Musk คือ "ไปให้ใกล้แหล่งข้อมูลที่สุดเท่าที่จะทำได้" เมื่อเขาไปเยี่ยมโรงงาน เขาจะเดินเข้าไปคุยกับคนงานสายการผลิตก่อน ไม่ใช่นั่งในห้องประชุมกับผู้จัดการ
.
.
19. ทุกข้อกำหนดต้องมีชื่อคนรับผิดชอบ
.
Musk มีกฎว่าข้อกำหนดทุกข้อต้องมาจากคนจริงๆ ไม่ใช่จากแผนก คุณถามแผนกไม่ได้ ต้องถามเป็นบุคคล และบุคคลนั้นต้องรับผิดชอบต่อข้อกำหนดที่ตัวเองตั้ง มิฉะนั้นคุณจะลงเอยกับข้อกำหนดที่เด็กฝึกงานคนหนึ่งเขียนไว้เมื่อสองปีก่อนโดยไม่คิดมาก หรือที่แย่กว่าคือมาจากคนที่ไม่ได้ทำงานที่บริษัทนี้แล้วด้วยซ้ำ
.
ในประสบการณ์ของเขา หลายครั้งที่ขุดดูข้อกำหนดที่ดูโง่ๆ พบว่าไม่มีใครในแผนกที่รับผิดชอบเห็นด้วยกับข้อกำหนดนั้นเลยในปัจจุบัน ทุกคนทำตามเพราะ "มันเขียนไว้อย่างนั้น" โดยไม่รู้ว่าใครเป็นคนเขียน และทำไม นี่คือเหตุผลที่ขั้นตอนแรกของกระบวนการห้าขั้นคือ "ทำให้ข้อกำหนดฉลาดขึ้น" เพราะแม้กระทั่งข้อกำหนดจากคนฉลาดก็อาจผิด และที่อันตรายที่สุดคือข้อกำหนดจากคนฉลาด เพราะคุณมีแนวโน้มที่จะไม่ตั้งคำถามกับมัน
.
Musk บอกทีมว่า "ตั้งคำถามกับข้อกำหนดเสมอ แม้จะมาจากผม ทุกคนผิดบ้างในบางครั้ง" การมีชื่อคนรับผิดชอบบังคับให้ข้อกำหนดทุกข้อเป็นของมีชีวิต ไม่ใช่ของตายในเอกสารที่ไม่มีใครกล้าแตะ
.
.
20. ความเร็วคือทั้งการรุกและการตั้งรับ
.
Musk ยกตัวอย่างเครื่องบินสอดแนม SR-71 Blackbird ที่มีกลไกป้องกันเกือบเป็นศูนย์ มีแค่การเร่งความเร็ว มันไม่เคยถูกยิงตกเลยในประวัติศาสตร์การใช้งาน จรวดต่อสู้กว่า 3,000 ลูกถูกยิงใส่แต่ไม่มีลูกไหนโดน เพราะมันแค่บินเร็วขึ้น
.
พลังของความเร็วในฐานะปัจจัยแข่งขันถูกประเมินต่ำเกินไปอย่างน่าตกใจ เขายังบอกด้วยว่าการป้องกันทรัพย์สินทางปัญญาที่ดีที่สุดไม่ใช่การจดสิทธิบัตร ซึ่งแพงและช้า แต่คือการสร้างนวัตกรรมเร็วจนคู่แข่งคัดลอกของที่คุณทำเมื่อหลายปีก่อนอยู่ตลอดเวลา เมื่อพวกเขาตามทัน คุณก็ไปอยู่ข้างหน้าอีกสองชั้นแล้ว
.
ที่ Tesla เขาตั้งเป้าว่าโรงงานหนึ่งต้องทำได้เท่ากับห้าหรือสิบโรงงานของคู่แข่ง "เราแข่งขันกับบริษัทรถใหญ่ด้านขนาดไม่ได้ เราต้องแข่งด้วยความฉลาดและความคล่องตัว" ในแง่นี้ความเร็วไม่ใช่แค่ตัวแปรหนึ่ง มันคือเครื่องคูณที่ทวีค่าปัจจัยอื่นๆทั้งหมด คุณมีเงินน้อยกว่าคู่แข่ง แต่วิ่งเร็วกว่าสิบเท่า ผลรวมคือคุณเท่าเทียมหรือเหนือกว่า ทุกวันที่คุณช้าลงคือทุกวันที่ข้อได้เปรียบของคุณหดตัว
.
.
21. นอนบนพื้นโรงงานเพื่อให้ทีมเห็น
.
Musk เล่าว่าตอนวิกฤตที่ Tesla เขานอนบนพื้นโรงงาน ไม่ใช่ในห้องประชุม เหตุผลคือในห้องประชุมคนมองไม่เห็น "เห็นแล้วถึงจะเชื่อ" ถ้าเขานอนบนพื้นโรงงานตอนตีสี่แล้วตื่นมาทำงานอีกสี่ชั่วโมงถัดไป ทีมงานจะเห็นและคิดว่า "ถ้าซีอีโอรับความเจ็บปวดระดับนี้ได้ ผมก็ทำได้"
.
ในช่วงผลิต Model 3 เขาใช้ชีวิตอยู่ที่โรงงาน Fremont และ Nevada ต่อเนื่องสามปี ตื่นมากลิ่นน้ำมันและเศษเหล็กเกาะตัว ในภาษาของกองทัพคือ "ไม่มีใครเลือดออกเพื่อเจ้าชายในวัง" นายพลต้องอยู่หน้าสนามรบ ทหารถึงจะสู้สุดกำลัง Napoleon อยู่ที่ไหน กองทัพของเขาจะเข้มแข็งที่สุดที่นั่น
.
กฎที่เขาใช้คือ "อย่าขอให้ทีมทำสิ่งที่คุณไม่ยอมทำเอง ไม่ว่าคนหน้างานทำอะไร ผมพยายามลงไปทำเองอย่างน้อยสองสามครั้ง" เขายังบังคับว่าผู้จัดการฝ่ายซอฟต์แวร์ต้องใช้เวลาเขียนโค้ดอย่างน้อย 20% ผู้จัดการโซลาร์รูฟต้องขึ้นไปติดตั้งบนหลังคาจริง ไม่งั้นก็เป็น "นายพันทหารม้าที่ขี่ม้าไม่เป็น หรือนายพลที่ใช้ดาบไม่เป็น" ที่ Tesla และ SpaceX ไม่มีที่จอดรถสำหรับผู้บริหาร ไม่มีห้องอาหารแยกสำหรับผู้บริหาร ไม่มีห้องทำงานส่วนตัวแม้แต่ของเขาเอง
.
.
22. อย่าคิดว่ากำลังชนะ สมมติว่ากำลังแพ้เสมอ
.
ในช่วงที่ SpaceX และ Tesla ดูเหมือนจะเริ่มมั่นคง Musk ยังพูดประโยคที่น่าสนใจว่า "ผมสมมติว่าเรากำลังแพ้เสมอ แม้ในตอนที่ดูเหมือนเราจะชนะ" นี่ไม่ใช่แค่ความหวาดระแวง แต่เป็นกลยุทธ์รับมือกับความคิดอยากได้อยากมี ซึ่งเขาบอกว่าเป็นนิสัยโดยกำเนิดของสมองมนุษย์
.
เราชอบให้เรื่องต่างๆเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น จึงกรองข้อมูลที่ไม่ควรกรองออกไปโดยไม่รู้ตัว สัญญาณเตือนคือถ้าสถานการณ์ดูง่ายเกินไป หรือเรื่องไหนเข้ากับความรู้สึกคุณพอดีเกินไป มันน่าจะเป็นความคิดอยากได้อยากมี ไม่ใช่ความจริง
.
การสมมติว่ากำลังแพ้บังคับให้คุณมองหาสัญญาณเตือนที่สมองอยากซ่อน บังคับให้ตั้งคำถามกับสมมติฐานที่สบายใจเกินไป และบังคับให้เก็บตัวสำรองไว้เสมอ คนที่คิดว่ากำลังชนะจะหยุดพยายาม คนที่คิดว่ากำลังแพ้จะวิ่งต่อไป
.
กรอบคิดนี้มีรากมาจากฟิสิกส์ "ฟิสิกส์เป็นผู้พิพากษาที่โหดเหี้ยม ถ้าคุณมีความเชื่อที่ไม่สอดคล้องกับจรวดขึ้นสู่วงโคจร จรวดจะไม่ขึ้นสู่วงโคจร" ธุรกิจก็เช่นกัน ความคิดอยากได้อยากมีไม่สามารถเปลี่ยนความจริงทางตลาดได้
.
.
23. ความล้มเหลวไม่สำคัญจนกว่าจะเป็นหายนะ
.
ประโยคที่ Musk ย้ำคือ "ความล้มเหลวแทบไม่มีความหมายจนกว่ามันจะเป็นหายนะ" นี่คือหลักของวัฒนธรรมที่สนับสนุนนวัตกรรม ถ้าบทลงโทษของความล้มเหลวรุนแรงเกินไป คนจะตอบสนองด้วยการเลือกทางที่ปลอดภัยเป็นส่วนใหญ่ นวัตกรรมจะเป็นแค่การปรับปรุงเล็กน้อย ไม่มีใครลองทางที่กล้าหาญเพราะกลัวถูกไล่ออกหรือถูกลงโทษ
.
เมื่อ SpaceX ล้มเหลวในช่วงแรก จรวดระเบิดสามครั้งติดต่อกัน เขาไม่ไล่ใครออกเลย เพราะพวกเขาเป็นคนฉลาดและทำงานหนัก แค่ตัดสินใจผิด การไล่ออกจะยุติธรรมก็ต่อเมื่อคนไม่มีแรงจูงใจเชื่อมกับภารกิจหลัก หรือไม่ใส่สุดกำลังเท่านั้น ประโยคที่เป็นตัวชี้วัดวัฒนธรรมคือ "ถ้าเราไม่ระเบิดเครื่องยนต์บนแท่นทดสอบเป็นครั้งคราว แปลว่าเราพยายามน้อยเกินไป"
.
อีกประโยคที่เขาเคยพูดกับวิศวกรที่ท้อแท้คือ "ถ้าคุณบอกผมไม่ได้ว่าคุณทำพังไปกี่วิธีก่อนที่จะทำได้ถูก คุณไม่ได้เป็นคนที่ทำงานจริงๆ" ความล้มเหลวไม่ใช่สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงในการพัฒนา มันเป็นผลข้างเคียงของการทดลอง เป็นต้นทุนที่จำเป็นต้องจ่ายเพื่อก้าวหน้า
.
.
24. ทำไมความกลัวเป็นความรู้สึกปกติที่ไม่ควรใช้ตัดสินใจ
.
ตอนเริ่ม SpaceX Musk ประเมินว่าโอกาสสำเร็จน้อยกว่า 10% และยอมรับว่าน่าจะสูญเงินทั้งหมด เขาบอกว่าเขารู้สึกกลัวแรงมาก ไม่ใช่ไม่กลัว แต่เมื่อบางอย่างสำคัญพอและคุณเชื่อในมันมากพอ คุณก็ทำมันทั้งที่กลัว "คุณไม่ควรคิดว่า 'ผมรู้สึกกลัว เพราะฉะนั้นไม่ควรทำ'
.
การรู้สึกกลัวเป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่รู้สึกกลัวเลย แปลว่าสมองคุณมีอะไรผิดปกติ" วิธีที่เขาใช้ลดความกลัวคือยอมรับความน่าจะเป็นที่แท้จริง ถ้าคุณยอมรับว่าอาจแพ้ ความกลัวจะลดลง "ถ้าเราขยับลูกบอลไปข้างหน้าได้ แม้เราจะตาย บริษัทอื่นอาจเก็บต่อ และงานของเราก็ยังมีประโยชน์"
.
เขามองตัวเองว่าอาจเป็นแค่ก้าวเล็กๆในเส้นทางยาวไกล ไม่จำเป็นต้องถึงเส้นชัยด้วยตัวเอง แค่ทำให้การเดินทางสั้นลงสำหรับคนถัดมาก็พอแล้ว ความกลัวไม่ใช่สัญญาณหยุด มันเป็นแค่ข้อมูลอย่างหนึ่ง เหมือนสัญญาณเตือนในรถ คุณฟังมัน ประเมินสถานการณ์ แล้วตัดสินใจว่าจะเดินต่อหรือหยุด การปล่อยให้ความกลัวตัดสินใจแทนคุณคือการปล่อยให้สัญชาตญาณสัตว์มีอำนาจเหนือเหตุผลของมนุษย์
.
.
25. จินตนาการคือขีดจำกัดเดียว เมื่อไม่ฝ่าฝืนกฎฟิสิกส์
.
Musk มีท่าทีต่อคำว่า "เป็นไปไม่ได้" ที่แตกต่างจากคนทั่วไป เขาบอกว่าในวิชาฟิสิกส์ คำว่า "เป็นไปไม่ได้" ถูกห้ามใช้โดยปริยาย เพราะถ้าไม่ฝ่าฝืนกฎฟิสิกส์ อะไรๆก็เป็นไปได้ในทางทฤษฎี
.
ที่ SpaceX เขามีวัฒนธรรมว่าถ้าทีมบอกว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นไปไม่ได้ เขาจะเปิดสมองทีมด้วยคำถามว่า "ต้องใช้อะไรบ้างถึงจะทำได้" คำถามนี้เปลี่ยนกรอบคิดจาก "เป็นไปไม่ได้" เป็น "เป็นไปได้ด้วยเงื่อนไขอะไร" ทำให้การสนทนาเปลี่ยนจากการปิดประตูเป็นการหาทางเปิด
.
คนส่วนใหญ่ใช้คำว่า "เป็นไปไม่ได้" เพื่อหมายถึง "ยาก" "แพง" "ไม่เคยมีใครทำ" หรือ "ผมไม่รู้วิธี" ทั้งสี่อย่างนี้ไม่ใช่ "เป็นไปไม่ได้" จริงๆ มีแค่สิ่งที่ขัดกฎฟิสิกส์เท่านั้นที่เป็นไปไม่ได้จริง เช่นการเดินทางเร็วกว่าแสง การสร้างพลังงานจากความว่าง การย้อนเวลา ส่วนที่เหลือทั้งหมดเป็นแค่เรื่องยาก ถ้าคุณหัดแยกสองอย่างนี้ออกจากกัน โลกจะเปิดกว้างขึ้นมาก
.
ธีมนี้เชื่อมโยงกับมุมมองที่ Musk ย้ำตั้งแต่ต้นเล่มว่า "วิศวกรรมคือเวทมนตร์" เขาชอบคำพูดของ Arthur C. Clarke ที่ว่า "เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเพียงพอ ย่อมแยกไม่ออกจากเวทมนตร์"
.
ลองนึกภาพว่าถ้าเอา iPhone ย้อนเวลากลับไปยุโรปยุคกลางปี 1300 แล้วโชว์ให้ชาวบ้านดู กดปุ่มเห็นหน้าคนอีกซีกโลก ถ่ายภาพได้ทันที ถามคำถามแล้วมันตอบได้ สำหรับชาวบ้านยุคนั้นนี่ไม่ใช่เทคโนโลยี เพราะเขาไม่มีกรอบคิดว่าเทคโนโลยีคืออะไร เขาจะเรียกคุณว่าพ่อมดและตามมาด้วยการเผาทั้งเป็น
.
Musk ใช้กรอบคิดนี้สองทาง ทางแรกเป็นแรงจูงใจ การเป็นวิศวกรไม่ใช่อาชีพน่าเบื่อที่นั่งหน้าจอคำนวณตัวเลข แต่คือโอกาสได้เป็นพ่อมดในยุคที่เวทมนตร์ยังไม่ตาย
.
ทางที่สองเป็นกรอบคิดเรื่อง "เป็นไปไม่ได้" คนส่วนใหญ่เคยบอกว่าจรวดที่ใช้ซ้ำได้เป็นไปไม่ได้ รถยนต์ไฟฟ้าที่วิ่งไกลเป็นไปไม่ได้ การฝังชิปในสมองมนุษย์เป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าทุกอย่างที่ดูเป็นเวทมนตร์ในอดีตเคยถูกเรียกว่า "เป็นไปไม่ได้" มาก่อนทั้งนั้น แล้วทำไมเทคโนโลยีในอนาคตจะไม่เดินตามเส้นทางเดียวกัน
.
สิ่งที่เปลี่ยนสถานะของบางอย่างจาก "เวทมนตร์" เป็น "เรื่องปกติ" ไม่ใช่เวลา ไม่ใช่โชค แต่คือวิศวกรที่ลงมือทำ คนที่ยอมอดทนกับกระบวนการยากๆแทนที่จะบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้
.
ทุกครั้งที่มีคนกล้าทำสิ่งที่คนอื่นเรียกว่าเป็นไปไม่ได้ เส้นแบ่งระหว่างเทคโนโลยีกับเวทมนตร์ก็ขยับไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว Musk จึงทิ้งท้ายหนังสือทั้งเล่มด้วยประโยคที่กลับมาเชื่อมกับธีมเปิดของเล่มอย่างพอดี
.
"You are the magicians of the twenty-first century; don't let anything hold you back. Imagination is the limit. Go out there and create some magic."
.
"คุณคือพ่อมดแห่งศตวรรษที่ 21 อย่าให้อะไรมาขวางคุณ จินตนาการคือขีดจำกัด ออกไปเสกสิ่งมหัศจรรย์"
.
.
.
.
#SuccessStrategies

Pond Apiwat Atichat

Real Estate Rental Business , Creator , Writer , Law Student

Currently Studying Bachelor of Laws at Chulalongkorn University

First Class Honors in Bachelor of Arts at Ramkhamhaeng University

Previous
Previous

20 ข้อคิดจากหนังสือ Think Again : พลังแห่งการรู้ในสิ่งที่เรายังไม่รู้ เขียนโดย Adam Grant

Next
Next

20 ข้อคิดจากหนังสือ Good Strategy Bad Strategy เขียนโดย Richard Rumelt