15 ข้อคิดจากหนังสือ THINK STRAIGHT : Change Your Thoughts, Change Your Life เขียนโดย Darius Foroux
ปกหนังสือเล่มนี้เป็นสีส้มแสบตา กลางปกมีเส้นด้ายสีดำพันกันเป็นก้อนยุ่งเหยิง แล้วมีลูกศรลากออกจากก้อนนั้นพุ่งตรงไปยังวงกลมทางขวามือ เท่านั้นเองไม่มีอะไรมากกว่านั้น
.
และถ้าคุณเข้าใจภาพบนปก คุณก็เข้าใจหนังสือทั้งเล่มไปแล้วเกินครึ่ง เพราะทั้งเล่มพูดเรื่องเดียว คือวิธีลากความคิดที่พันกันมั่วอยู่ในหัวให้กลายเป็นเส้นตรงเส้นเดียวที่รู้ว่าจะไปไหน
.
Darius Foroux เป็นนักเขียนบล็อก นักทำพอดแคสต์ และผู้ประกอบการชาวดัตช์ที่ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีซักรีดชื่อ Vartex ร่วมกับพ่อของเขาตอนกำลังเรียนปริญญาโท
.
เขาบอกเองในหนังสือว่าตอนแรกก็เขียนประวัติตัวเองแบบเท่ๆ ยกยอตัวเองให้ดูโปร แต่คิดไปคิดมาแล้วลบทิ้ง เลือกแนะนำตัวแบบเดียวกับที่แนะนำในงานเลี้ยงกันเองมากกว่า ท่าทีแบบนี้แหละคือรสชาติของทั้งเล่ม
.
เขาไม่วางตัวเป็นกูรู เขาแค่เป็นคนธรรมดาที่ใช้ชีวิตอยู่หลายปีภายใต้ความเชื่อว่ามนุษย์คุมความคิดตัวเองไม่ได้ แล้ววันหนึ่งก็ค้นพบว่าเชื่อผิดมาตลอด
.
แกนความคิดของหนังสือมาจาก William James นักจิตวิทยาคนสำคัญของอเมริกาและหนึ่งในผู้ก่อตั้งปรัชญาสาย Pragmatism เขาถึงกับหยิบประโยคของ James มาเปิดหัวหนังสือเลยว่า ถ้าคุณเปลี่ยนความคิดของคุณได้ คุณก็เปลี่ยนชีวิตของคุณได้
.
หัวใจของมันเรียบง่ายจนน่าตกใจ คือเราเลือกได้ว่าจะโฟกัสความคิดไหน และเมื่อเราเลือกความคิดได้ เราก็เปลี่ยนทิศทางของชีวิตได้
.
หนังสือเล่มบางๆ นี้เอาไอเดียนั้นมาแตกเป็นบทสั้นๆ ครึ่งหนึ่งเป็นบันทึกความผิดพลาดของ Darius เอง อีกครึ่งเป็นคู่มือลงมือทำ มีภาพวาดลายมือแบบเด็กประถมประกอบเป็นระยะ
.
ต่อไปนี้คือ 15 ข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้
.
.
==============
.
1. คุณกลายเป็นสิ่งที่คุณคิดถึงมันทั้งวัน
.
ปี 1869 มีชายหนุ่มวัย 27 คนหนึ่งเพิ่งจบแพทยศาสตร์จาก Harvard แต่กำลังจมอยู่ในภาวะที่เขาเรียกว่าวิกฤตของความหมายในชีวิต ตลอดหกปีในโรงเรียนแพทย์เขาเจ็บป่วยสลับกับภาวะซึมเศร้ามาตลอด และครั้งนี้หนักถึงขั้นคิดสั้นอยู่หลายเดือน
.
ชายคนนั้นคือ William James คนเดียวกับที่ต่อมากลายเป็นนักจิตวิทยาระดับตำนาน John McDermott บรรณาธิการงานเขียนของ James ถึงกับบันทึกไว้ว่า James ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตไปกับการหาเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ควรคิดสั้น
.
สิ่งที่ทำให้อาการของเขาหนักกว่าเดิมคือเขาเชื่อว่ามันเป็นเรื่องทางชีววิทยา พ่อของเขาก็เคยเป็นแบบนี้มาก่อน เขาเลยคิดว่าตัวเองแก้อะไรไม่ได้ ต้องทนไปทั้งชีวิต
.
จนกระทั่งปี 1870 เขาได้อ่านบทความของ Charles Renouvier นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส แล้วเขียนลงในไดอารีว่าเมื่อวานคือจุดเปลี่ยนของชีวิต เพราะเขาเห็นแล้วว่านิยามของเจตจำนงเสรีที่ว่า การประคองความคิดหนึ่งไว้เพราะเราเลือกที่จะประคองมัน ทั้งที่จริงเราจะคิดอย่างอื่นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นภาพลวงตา
.
แล้วเขาก็ปิดท้ายด้วยประโยคที่กลายเป็นจุดกำเนิดของปรัชญาทั้งสำนัก การใช้เจตจำนงเสรีครั้งแรกของเขาคือการเลือกเชื่อว่าเจตจำนงเสรีมีอยู่จริง
.
ประเด็นที่ต้องแยกให้ออกคือ James ไม่ได้บอกว่าเราคุมทุกความคิดที่ผุดขึ้นมาได้ ลองนั่งเงียบๆ สังเกตหัวตัวเองสักห้านาที คุณจะเห็นว่ามีความคิดสารพัดไหลผ่านเข้ามาโดยที่เราสั่งไม่ได้ ความคิดพวกนั้นมันอยู่ของมันเอง
.
แต่สิ่งที่เราเลือกได้คือจะโฟกัสอันไหน มันคือเส้นแบ่งระหว่างประโยคว่า ฉันอดคิดแบบนี้ไม่ได้ กับประโยคว่า ฉันคิดแบบนี้เพราะฉันเลือกที่จะคิด
.
Ralph Waldo Emerson ผู้เป็นเหมือนพ่อทูนหัวทางความคิดของ James พูดไว้ว่า คุณกลายเป็นสิ่งที่คุณคิดถึงมันตลอดทั้งวัน และเงื่อนไขสำคัญที่ต้องจำคือ การกระทำเดินตามความคิดเสมอ คุณจึงเปลี่ยนสิ่งที่ทำไม่ได้ถ้าไม่เปลี่ยนสิ่งที่คิดก่อน
.
.
2. สมองที่ทรงพลังที่สุดในจักรวาลที่มาโดยไม่มีคู่มือ
.
Robert Greene เจ้าของหนังสือ Mastery เคยบอกว่าถ้ามีเครื่องมือชิ้นเดียวในโลกที่คุณควรจะหลงรักและบูชา มันคือสมองมนุษย์
.
มันเป็นเครื่องมือประมวลผลข้อมูลที่มหัศจรรย์และน่าทึ่งที่สุดเท่าที่เคยมีในจักรวาลที่เรารู้จัก ซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะหยั่งถึง และมีพลังที่ทิ้งห่างเทคโนโลยีทุกชิ้นในแง่ความแยบยลและประโยชน์ใช้สอย
.
ปัญหามีอยู่ข้อเดียว เราได้เครื่องมือชิ้นนี้มาฟรี แต่ไม่มีใครเคยสอนวิธีใช้มัน
.
เราชอบคิดว่าตัวเองเป็นนักคิดที่ดี ตัดสินใจด้วยตรรกะ แต่งานวิจัยบอกตรงข้าม Dan Ariely เจ้าของหนังสือ Predictably Irrational เขียนไว้ว่าเราชอบคิดว่าตัวเองนั่งอยู่บนเบาะคนขับ กุมพวงมาลัยชีวิตไว้เต็มมือ แต่ความรู้สึกนั้นเกี่ยวข้องกับภาพที่เราอยากมองตัวเองมากกว่าจะเกี่ยวกับความจริง
.
หลักฐานที่ชัดที่สุดคือรายชื่ออคติทางความคิดกว่าร้อยชนิดที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบตลอดศตวรรษที่ผ่านมา เราตัดสินใจกันด้วยอารมณ์และความรู้สึกในท้องบ่อยกว่าที่ยอมรับกันเยอะ
.
Darius บอกว่าเขาอ่านหนังสือแนวการคิดและการตัดสินใจมาหลายเล่ม ชอบทุกเล่ม แต่ติดปัญหาเดียวกันหมด คือมันเก่งเรื่องอธิบายว่าทำไมเราถึงคิดแบบที่คิด ผ่านเรื่องเล่าสวยๆ แต่ไม่มีเล่มไหนบอกว่าแล้วจะเปลี่ยนวิธีคิดยังไง
.
เขาเลยเขียนเล่มนี้ขึ้นมาอุดช่องว่างตรงนั้น โดยขอแค่อย่างเดียวจากคนอ่าน คือใจต้องเปิด ถ้าใจปิดอยู่ตอนนี้ เขายินดีประหยัดเวลาให้คุณหนึ่งชั่วโมงด้วยการบอกให้วางหนังสือลงเดี๋ยวนี้เลย
.
.
3. จริงคือสิ่งที่ใช้การได้
.
Darius ประกาศตั้งแต่ต้นว่าเขาไม่ใช่นักประสาทวิทยา ไม่ใช่นักจิตวิทยา ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการคิดสาขาไหนทั้งสิ้น เขาเป็นแค่คนที่ใช้ชีวิตทั้งชีวิตภายใต้ความเชื่อว่าคุมความคิดตัวเองไม่ได้ ผลก็คือวันนี้ดีใจ พรุ่งนี้เศร้า โมโหง่าย และแก้ปัญหาง่ายๆ ในงานกับความสัมพันธ์ไม่ได้สักเรื่อง
.
จนวันหนึ่งผ่านการจดบันทึก การอ่าน และการทบทวนตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาก็ค่อยๆ คิดเป็นขึ้นมา นิยามการคิดเป็นของเขาเรียบง่ายมาก คือเมื่อก่อนเขาเป็นทาสของความคิด เดี๋ยวนี้เขาเป็นคนใช้มัน
.
เขาซื่อสัตย์กับคนอ่านแบบขำๆ ว่าหนังสือแนวนี้มันมีสูตรสำเร็จอยู่ ผมเคยตกต่ำ ผมสิ้นเนื้อประดาตัว ผมซึมเศร้า ชีวิตผมพัง แล้ววันหนึ่งผมค้นพบสิ่ง X ชีวิตผมก็เปลี่ยน โดยที่ X คือไอเดียที่คนเขียนอยากขายคุณนั่นแหละ เขาบอกว่าตัวเองก็ไม่ต่างกัน
.
ในเล่มนี้ X ที่เขาจะขายคือแนวคิดเรื่องความคิดที่มีประโยชน์กับความคิดที่ไร้ประโยชน์ ต่างกันแค่เขาบอกตรงๆ ว่านี่คือมุมมองของเขา ไม่มากไปกว่านั้น จะเชื่อหรือไม่เชื่อเป็นเรื่องของคุณ
.
รากของเรื่องนี้มาจาก John Dewey หนึ่งในบิดาของ Pragmatism ที่พูดไว้ว่า สิ่งที่จริงคือสิ่งที่ใช้การได้ แต่มีข้อแม้ตัวใหญ่ๆ ว่าอย่าเชื่อทุกอย่างที่ได้ยินหรืออ่านมา เพราะแบบนั้นจะกลายเป็นคนหลงผิด
.
ถ้าอยากคิดตรงตลอดเวลา เราต้องยืนอยู่บนพื้นความจริง มองที่ข้อเท็จจริง ฟังมุมมองคนอื่น แล้วค่อยสรุปเอาสิ่งที่ใช้ได้จริงมาใช้
.
.
4. ความคิดที่คมต้องผ่านการฝึก
.
Darius มองสมองเป็นกล้ามเนื้อที่ต้องออกกำลังสม่ำเสมอถึงจะแข็งแรง ปัญหาคือคนส่วนใหญ่เชื่อว่าการเรียนรู้จบลงพร้อมกับการเรียน
.
บางคนหยุดตอนจบมัธยม บางคนหยุดตอนจบปริญญา หลังจากนั้นเราก็อยู่กับความคิดชุดเดิมไปเรื่อยๆ เพราะมันให้ความรู้สึกคุ้นเคย เราเรียนรู้มาว่าความแปลกใหม่เป็นเรื่องน่ากลัว เลยหลบมันทุกทาง กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบผ่อนคลายสมองมากกว่าเค้นมัน
.
ประโยคที่เขาได้ยินคนทุกวัยพูดกันจนชินหูคือ ฉันต้องพักผ่อน ขอดู Netflix หน่อย เขาเองก็เคยพูด แต่มันชวนให้สงสัยว่าเราจะพักจากอะไรกันแน่ พักจากงานซ้ำๆ เดิมๆ หรือพักจากรูปแบบความคิดเดิมๆ ถ้าคิดดีๆ เราแทบไม่เค้นสมองเลยถ้าไม่มีเหตุจำเป็นอย่างการสอบ นอกจากนั้นก็มักถามตัวเองว่าจะฝึกไปทำไม
.
คำตอบคือฝึกเพื่อให้สมองฟิตแบบเดียวกับที่คุณฝึกร่างกาย ไม่มีใครเข้ายิมสี่ปีแล้วเลิกออกกำลังไปตลอดชีวิต แล้วทำไมถึงทำแบบนั้นกับสมอง
.
Epictetus นักปรัชญาสายสโตอิกพูดเรื่องนี้ไว้ตรงเผงว่าชีวิตแห่งปัญญาคือชีวิตแห่งการใช้เหตุผล การเรียนรู้ที่จะคิดให้ชัดจึงเป็นเรื่องสำคัญ และการคิดให้ชัดไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นแบบสุ่มสี่สุ่มห้า มันต้องอาศัยการฝึกฝนที่ถูกต้อง
.
Darius สารภาพว่าตลอดชีวิตส่วนใหญ่ความคิดของเขาอยู่นอกการควบคุม เขาไม่เคยคิดเรื่องการคิด และถ้าให้วาดภาพหัวตัวเองในตอนนั้น มันคือก้อนเส้นดำพันกันเละเทะที่ปรากฏบนปก ความคิดบวก ลบ เศร้า สุข ปนกันมั่วไปหมด
.
สิ่งที่เขาถามตัวเองบ่อยที่สุดคือทำไมสมองมันไม่ยอมหยุด ปุ่ม pause อยู่ตรงไหน มองย้อนกลับไปตอนนี้เขารู้แล้วว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่สมองไม่ดี แต่อยู่ที่เขาไม่รู้วิธีใช้เครื่องมือชั้นเลิศชิ้นนั้น
.
.
5. จากความยุ่งเหยิงสู่เส้นตรงเส้นเดียว
.
ปี 2014 Darius ย้ายจาก Leeuwarden เมืองเล็กแสนคนในเนเธอร์แลนด์ ไปอยู่ London เมืองที่มีคนเจ็ดล้าน เรื่องที่ยากที่สุดคือการหาที่อยู่
.
เขาวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนมาก เช่าห้องอยู่ก่อนสามเดือน ค่อยๆ หาอพาร์ตเมนต์ จนเจอห้องหนึ่งนอนราคาพอไหวที่ Earlsfield ทางตะวันตกเฉียงใต้ของ London เขายกเลิกสัญญาเช่าห้องเก่า เซ็นสัญญาห้องใหม่ พ่อแม่และน้องชายขับรถข้ามจากฮอลแลนด์มาช่วยขนของ ภาพในหัวเขาคือแพ็กของ รับกุญแจ คืนกุญแจ ย้ายเข้า เปิด Netflix นอนพัก จบในวันเดียว
.
ชีวิตไม่ได้เป็นไปตามแผน เจ้าของห้องเปลี่ยนใจไม่ให้เช่าเอาดื้อๆ ก่อนวันย้ายหนึ่งวัน จู่ๆ เขาก็ไม่มีที่อยู่ มีแต่รถ SUV ที่อัดของเต็มคัน
.
คืนนั้นในห้องของพ่อแม่ที่โรงแรม เขาแตกตื่นแบบสุดขีด โวยวายว่าไม่รู้จะทำยังไง ลากพ่อแม่มาจากฮอลแลนด์ แล้วตอนนี้นั่งเป็นไอ้โง่ เขาโทษตัวเองอยู่ทั้งวันทั้งคืน เขายอมรับเองว่าดราม่าเกินเหตุ และไม่ใช่นิดหน่อยด้วย
.
เขาหยิบเรื่องนี้มาเล่าเพราะมันแสดงให้เห็นว่าตอนนั้นเขาคิดโง่ขนาดไหน จมอยู่ในหัวจนมองภาพรวมไม่ออก แล้วทั้งหมดนี้เพื่ออะไร ปัญหาโลกสวยของคนสบายชิ้นเดียว
.
เช้าวันรุ่งขึ้น เขาตัดสินใจเลิกสงสารตัวเองแล้วหันไปหาทางออกแทน โดยพูดกับตัวเองว่า คิดให้ตรง เขาจองที่พัก Airbnb อยู่หนึ่งสัปดาห์ สุดท้ายเจ้าของห้องคนเดิมเปลี่ยนใจอีกรอบแล้วยอมให้เช่า
.
สรุปว่าความเครียด ความกังวล และความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมดของเขาไร้ประโยชน์สิ้นเชิง
.
นี่คือภาพบนปกที่เขาพยายามสื่อ ทางซ้ายคือก้อนความคิดไร้ประโยชน์ที่มีแต่กังวล เครียด สับสน ทางขวาคือความคิดตรงเส้นเดียวที่มีเป้าหมายเดียวและมีประโยชน์
.
เรื่องนี้สะท้อนสิ่งที่ Marcus Aurelius จักรพรรดิโรมันและนักปรัชญาสโตอิกเขียนไว้ในบันทึกส่วนตัวว่า จักรวาลคือความเปลี่ยนแปลง ส่วนชีวิตของเราคือสิ่งที่ความคิดของเราปรุงมันขึ้นมา
.
คืนนั้นความคิดของ Darius ปรุงหายนะขึ้นมาจากเรื่องที่แก้ได้ในไม่กี่ชั่วโมง เขาบอกด้วยว่าจุดเปลี่ยนของเขาไม่ได้เกิดจากช่วงเวลาดราม่าแบบหนัง คนที่เขารู้จักเปลี่ยนตัวเองก็ต่อเมื่อปัญหาสะสมจนถึงจุดที่ลุกขึ้นพูดว่าพอกันที และหลายคนก็ไม่เคยเปลี่ยนเลยตลอดชีวิต แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่เราต้องไปกังวลแทน
.
.
6. ชีวิตไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง
.
Darius เคยคิดแบบเส้นตรงมาตลอด A นำไปสู่ B ถ้า B คือ C ดังนั้น A ก็นำไปสู่ C
.
เขามองแต่เปลือกนอก เชื่อความคิดแรก แล้วเดาเอาเยอะแยะ ตัวอย่างที่เจ็บที่สุดคือเขาเชื่อว่าถ้าได้ปริญญาก็จะไม่ต้องกังวลเรื่องงานตลอดชีวิต
.
เขาเชื่อแบบนั้นจริงๆ จนอายุ 26 แล้วค่อยรู้ตัวแบบเจ็บตัวว่าไม่มีอะไรการันตีในชีวิต และการหาเงินไม่ได้เกี่ยวกับใบปริญญาเลย ถ้าให้เลือกตัวทำนายความสำเร็จในอาชีพสักอย่าง เขาจะเลือกทักษะ เพราะยิ่งเก่งเรื่องอะไร ยิ่งสร้างคุณค่าให้คนอื่นได้มาก คนก็ยิ่งยอมจ่าย
.
เรื่องเป้าหมายก็เหมือนกัน คนส่วนใหญ่คิดว่ามีเส้นตรงลากจากจุดที่เรายืนอยู่ไปยังจุดที่อยากไป Darius วาดภาพนี้ไว้ในเล่มด้วยความขำ มีคำว่า YOU อยู่ซ้าย คำว่า GOAL อยู่ขวา
.
เส้นในจินตนาการเป็นเส้นตรงเป๊ะ แต่เส้นแห่งความจริงเป็นเส้นหยักวนไปวนมาจนเวียนหัว ระหว่างทางเขาต้องอ้อมเยอะมาก ไปทำงานให้คนอื่น เปิดธุรกิจแล้วเจ๊ง ท้อจนเกือบเลิก การเข้าใจว่าชีวิตไม่ใช่เส้นตรงช่วยให้เขาเผื่อแผนสำรองไว้เสมอ
.
เป้าหมายอีกอย่างของเขาคือลงทุนอสังหาริมทรัพย์
.
ตอนอยู่ London และ Amsterdam มันทำไม่ได้เพราะเงินทุนไม่พอ แทนที่จะกดดันตัวเองให้หาเงินเพิ่มจนคุณภาพชีวิตพัง เขาหันไปมองที่อื่น หาข้อมูลตลาดที่กำลังโต แล้วสุดท้ายวกกลับมาที่บ้านเกิดตัวเอง ราคาถูก รู้จักคนเยอะ ประชากรเพิ่ม เมืองลงทุนกับธุรกิจและการศึกษา
.
สองเดือนหลังจากตัดสินใจมองที่อื่น เขาก็ปิดดีลแรกได้ ประเด็นคือเส้นทางไปยังเป้าหมายมีหลายเส้น และถ้าทุกคนกำลังทำสิ่งเดียวกัน นั่นมักเป็นสัญญาณว่าคุณไม่ควรทำตาม
.
.
7. เชื่อมจุด
.
สมองของคุณทำงานตลอดเวลาแม้ในตอนที่คุณไม่ได้ตั้งใจคิด นอกจากดูแลการทำงานของร่างกาย มันยังสแกนข้อมูลทุกชิ้นที่ไหลเข้ามา เอาไปเทียบกับข้อมูลที่เก็บไว้ มองหาความเหมือนและความต่าง นั่นคือวิธีที่เราคิดและปั้นไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมา สมองประกอบด้วยเครือข่ายเซลล์ประสาทเล็กๆ จำนวนมากที่เชื่อมโยงถึงกัน
.
แค่เข้าใจกลไกพื้นฐานนี้ก็ช่วยให้ Darius รู้ว่าจะบำรุงสมองยังไง เขาบอกว่าตัวเองไม่กังวลว่าจะเอาความรู้ที่เพิ่งได้มาไปใช้ตรงไหน เขาแค่ป้อนสิ่งที่ตัวเองอยากรู้เข้าไป ข้อมูลหลากหลายพวกนั้นอาจถูกเก็บในเครือข่ายคนละที่ แต่ตราบใดที่วันหนึ่งมันเชื่อมกันได้ เขาก็โอเค
.
เหมือนที่ Steve Jobs พูดว่าคุณเชื่อมจุดโดยมองไปข้างหน้าไม่ได้ คุณเชื่อมมันได้ตอนมองย้อนกลับเท่านั้น คุณจึงต้องเชื่อว่าจุดพวกนั้นจะเชื่อมกันในอนาคต
.
แต่มีเงื่อนไขที่คนชอบลืม ถ้าอยากให้จุดเชื่อมกันในอนาคต คุณต้องมีจุดในหัวก่อน และวิธีเดียวที่จะสร้างจุดขึ้นมาคือการเรียนรู้ ลงมือทำ ทำพลาด ทบทวน หรืออะไรก็ตามที่ป้อนวัตถุดิบให้สมอง คุณอยากได้ผลลัพธ์แบบไหน คุณต้องป้อนวัตถุดิบแบบนั้นเข้าไป จะนั่งรอให้จุดโผล่มาเองไม่ได้
.
.
8. กรองความคิดด้วยคำถามเดียว
.
โลกนี้มีข้อมูลมากเกินกว่าสมองจะประมวลไหว เราเลยถูกบังคับให้กรอง ถ้าไม่กรองก็บ้าแน่ และในกระบวนการกรองนั้น เราสร้างทางลัดขึ้นมาช่วยลดภาระการตัดสินใจ
.
ทางลัดพวกนี้เรียกว่า heuristics ตัวที่ทุกคนรู้จักคือ ลองผิดลองถูก ซึ่งใช้ได้ในบางเรื่อง แต่ถ้าเอามาใช้กับการสร้างอาชีพ เราคงตายก่อนบรรลุเป้าหมาย ชีวิตสั้นเกินกว่าจะลองผิดลองถูกกับทุกอย่าง
.
ทางลัดตัวโปรดของ Darius คือความคุ้นเคย มันคอยกระซิบว่าพฤติกรรมเดิมที่เคยได้ผลจะได้ผลอีก และอธิบายว่าทำไมเราถึงเลือกของและที่ที่เรารู้จักมากกว่าของใหม่ เรากินอาหารเดิม เดินเส้นทางเดิม ทำงานแบบเดิม พลาดเรื่องเดิม วนไปเรื่อยๆ แล้วก็บ่นว่าชีวิตหยุดนิ่งน่าเบื่อ
.
ก็ไม่แปลก ในเมื่อคุณตัดสินใจทุกอย่างจากความคุ้นเคย มันดีสำหรับความมั่นคง แต่ถ้าอยากได้ก้าวกระโดด คุณต้องการอะไรที่ต่างออกไป
.
แทนที่จะพึ่งทางลัดพวกนี้ Darius ใช้หลักของ Pragmatism ว่าจริงคือสิ่งที่ใช้การได้เป็นตัวกรอง เพื่อนขี้แย้งคนหนึ่งเคยบอกเขาว่าเสพยาก็ใช้การได้สำหรับผมนะ ซึ่งก็จริง อย่าเอาไอเดียนี้ไปตีความตรงตัวเกินไป คำถามที่เขาใช้กรองจริงๆ คือ ผลของการตัดสินใจนี้จะเปลี่ยนวิธีที่ผมใช้ชีวิตไหม ถ้าถามตัวเองแบบนี้บ่อยๆ คุณจะกรองข้อมูลไร้สาระออกไปเอง
.
ตัวอย่างของเขาเองคือความเชื่อที่ว่าเมืองใหญ่กว่ามีโอกาสใหญ่กว่า ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่เขาย้ายไป London เขาได้โอกาสใหญ่จริง แต่ก็ได้ปัญหาและความรับผิดชอบใหญ่ตามมา บวกกับที่เขาเกลียดที่แออัด อากาศสกปรก และค่าครองชีพโหด
.
สุดท้ายเขาย้ายกลับ Leeuwarden ที่เงียบสงบและขับรถถึงทุกที่ในสิบนาที เขาก็รู้ดีว่าวิถีแบบนี้ไม่เวิร์กสำหรับคนส่วนใหญ่ แล้วไง จงทำสิ่งที่เวิร์กสำหรับคุณ
.
.
9. หยุดสิ่งที่คุณเรียกว่าการคิด แล้วสนใจแค่สิ่งที่ควบคุมได้
.
Darius กล้าพูดเต็มปากว่า 99 เปอร์เซ็นต์ของความคิดในอดีตของเขาไร้ประโยชน์ เขาไม่ได้เอามันไปทำอะไรเลย ไม่ได้แก้ปัญหา ไม่ได้พยายามเข้าใจแนวคิดยากๆ จากหนังสือ เขาเรียกมันว่าการคิด แต่จริงๆมันคือการกังวล เครียด และตื่นตระหนก
.
เขาวาดฟองความคิดในเล่มไว้ว่า จะเป็นยังไงถ้าฉันล้มเหลว จะเป็นยังไงถ้าฉันเป็นมะเร็ง คนจะคิดว่าฉันเป็นคนขี้แพ้ ฉันไม่อยากอยู่คนเดียว แล้วก็มีลิสต์ยาวเหยียดตามมา
.
เขาถามคำถามเดียวกับคนอ่านว่าความคิดพวกนี้มีประโยชน์ใช้สอยอะไร รอคำตอบ ยังไม่มีใช่ไหม นั่นแหละ นี่คือสิ่งที่ Henry Ford พูดไว้ว่าการคิดคืองานที่หนักที่สุดที่มี ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลว่าทำไมคนถึงลงมือทำมันน้อยเหลือเกิน คนส่วนใหญ่นึกว่าตัวเองกำลังคิด ทั้งที่จริงแค่กำลังกังวลวนไปมา
.
สิ่งที่เขาเรียนรู้คือเรากำจัดความคิดพวกนี้ไม่ได้ เพราะเราคุมจิตสำนึกไม่ได้ เราคุมได้แค่ว่าจะทำตามความคิดไหน เราแค่ต้องรับรู้มัน ยอมรับว่ามันมี แต่ห้ามโทษตัวเองหรือถามว่าทำไมฉันถึงคิดแบบนี้ เพราะไม่มีใครตอบได้ ให้แค่รับรู้แล้วเลือกว่าจะเมินอันไหนและให้ความสำคัญกับอันไหน
.
ตัวอย่างของเขาคือความคิดอยากเลิกทำสิ่งที่ทำอยู่ มันโผล่มาในหัวเดือนละสามสี่ครั้งไม่ว่าเขาจะรักงานนั้นแค่ไหน เมื่อก่อนมันทำให้เขานอนไม่หลับหลายคืน จนวันหนึ่งเขาเริ่มพูดกับตัวเองแบบคนเพี้ยนๆ ว่าแกไม่ได้คุมฉันนะ ฟังดูตลก แต่มันได้ผล
.
พอเข้าใจตรงนี้แล้ว เขาให้กฎง่ายๆ ข้อหนึ่ง จงคิดเฉพาะเรื่องที่คุณควบคุมได้ ซึ่งตัดความคิดออกไปทันทีเกือบ 99 เปอร์เซ็นต์
.
เพราะในชีวิตมีอะไรที่เราคุมได้น้อยมาก สิ่งที่คุมได้คือความต้องการ การกระทำ คำพูด และเจตนา เรื่องอดีตส่วนใหญ่ไร้ประโยชน์ยกเว้นตอนทบทวนความผิดพลาด เรื่องอนาคตที่เพ้อฝันก็ไร้ประโยชน์
.
เขาสรุปว่าความคิดที่มีประโยชน์มีอยู่สองแบบเท่านั้น หนึ่งคือคิดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะปัญหาก็แค่คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ สองคือคิดว่าจะเอาความรู้ที่มีไปทำให้ชีวิตดีขึ้นอย่างไร นอกนั้นเมินได้หมด ทุกครั้งที่จะฟุ้ง ให้ถามตัวเองว่ามันคุ้มไหม
.
.
10. อย่าเชื่อใจสมองตัวเอง มองที่ข้อเท็จจริง แต่ข้อเท็จจริงก็ไม่ใช่ความจริงเสมอไป
.
แนวคิดเรื่องอคติทางความคิดถูกเสนอครั้งแรกในปี 1972 โดยนักจิตวิทยาสองคน Amos Tversky และ Daniel Kahneman อคติที่ Darius ชอบที่สุดคือ Attentional Bias ซึ่งเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของไอเดียที่ว่าชีวิตเราเป็นผลของความคิด มันบอกว่าการรับรู้ของเราถูกกำหนดโดยความคิด ถ้าคิดลบ คุณก็จะรับรู้โลกในแง่ลบ
.
ส่วน Confirmation Bias อธิบายพฤติกรรมที่เราพยายามหาข้อมูลมายืนยันความเชื่อเดิมของตัวเอง แทนที่จะมองข้อเท็จจริง เรากลับมองแต่ความเชื่อ
.
ณ ตอนที่เขาเขียนหนังสือ มีอคติที่เกี่ยวกับการตัดสินใจถูกค้นพบแล้วถึง 106 ชนิด ข้อสรุปของเขาคือสมองเชื่อไม่ได้ แล้วก็แซวตัวเองว่าข้อสรุปนี้อาจเป็นอคติอีกตัวก็ได้ ใครจะไปรู้
.
สิ่งที่เขาอยากบอกคือให้เลี่ยงการตัดสินใจบนความเชื่อ ตรรกะที่ดูเข้าท่า และแม้แต่วิทยาศาสตร์ เพราะนักวิทยาศาสตร์ก็เป็นมนุษย์ที่มีอคติ ทางออกไม่ใช่การหาความรู้เพิ่ม แต่คือมุมมองที่เป็นกลางและใช้การได้จริง
.
เขาบอกว่าในโลกนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าการตัดสินใจที่ดีที่สุด มีแต่การตัดสินใจที่ได้ข้อมูลดีกับการตัดสินใจที่ได้ข้อมูลแย่ ทุกครั้งที่ติดอยู่ในวังวนความคิด เขาจะเปิด Wikipedia หน้า list of cognitive biases ดู ซึ่งฟรีและง่าย แล้วจะพบว่าอคติส่วนใหญ่ดูเหมือนสามัญสำนึกจนน่าตกใจ
.
เขาเกลียดการเดา แต่ก็เดาตลอดเวลา ใครไม่ตอบเมล เขาสรุปว่าคนนั้นไม่แคร์ ใครขอโทษ เขาสรุปว่าไม่จริงใจ ตัวเองปวดหัว เขาสรุปว่าป่วย ทั้งที่การเดาไม่ใช่ข้อเท็จจริง
.
William James บอกว่านักปรัชญาสาย Pragmatism เกาะติดข้อเท็จจริงและความเป็นรูปธรรม สังเกตความจริงในกรณีเฉพาะแล้วค่อยสรุปเป็นภาพรวม ข้อเท็จจริงมาจากงานวิจัย สถิติ การทดลอง และการทดสอบ ส่วนการเดามาจากความเห็น คำพูดซ้ำซาก จินตนาการ ความเชื่อ และการทายเอา
.
แต่แล้วเขาก็โยนคำถามที่ทำให้ทุกอย่างซับซ้อนขึ้น ข้อเท็จจริงคือความจริงหรือเปล่า คำตอบคือไม่
.
Friedrich Nietzsche เคยพูดว่าไม่มีข้อเท็จจริง มีแต่การตีความ ซึ่ง Sigmund Freud ยังยกย่องว่า Nietzsche รู้จักตัวเองลึกซึ้งกว่ามนุษย์คนไหนที่เคยมีชีวิตอยู่ ที่ Nietzsche หมายถึงคือสุดท้ายแล้วมนุษย์อาศัยการตีความความจริงของตัวเอง ไม่มีทางยืนยันความจริงแบบภววิสัยได้
.
ตัวอย่างที่ Darius ยกคือเรื่องพระเจ้า เขาไม่เคยเห็นหลักฐาน แต่ถ้าพระเจ้าส่งผลต่อวิธีที่คุณใช้ชีวิต พระเจ้าก็จริงสำหรับคุณ ไม่ว่านักวิทยาศาสตร์จะพูดว่าอะไร ความคิดง่ายๆ นี้ประหยัดพลังงานได้มหาศาล เพราะมันแปลว่าไม่มีใครถูกหรือผิด เลิกเถียงเรื่องความจริงกับคนที่คิดต่าง เก็บแรงไว้ทำอย่างอื่นดีกว่า
.
.
11. คิดให้ช้าลง แล้วตัดสินใจให้ช้าลง
.
Darius เคยเชื่อว่าคนฉลาดคือคนคิดเร็ว เห็นใครตอบฉับไวก็ชมว่าหัวไว เขาลองทำแบบนั้นอยู่หลายปี ทุกครั้งที่เจอปัญหาหรือคำถาม เขาจะเร่งตัวเองว่าเร็วเข้า เร็วเข้า ผลคือคำตอบแรกๆ ห่วยแตกทั้งนั้น
.
Derek Sivers หนึ่งในนักคิดที่เขาชอบที่สุดบอกว่าตัวเองเป็นคนคิดช้า และมีความเชื่อทั่วไปว่าปฏิกิริยาแรกซื่อสัตย์ที่สุด แต่เขาไม่เห็นด้วย เพราะปฏิกิริยาแรกมักล้าสมัย มันเป็นคำตอบที่เราคิดไว้นานแล้วและหยิบมาใช้แทนการคิดจริง หรือไม่ก็เป็นปฏิกิริยาทางอารมณ์ต่อบางอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว
.
Sivers ฝึกตัวเองไม่ให้เชื่อความคิดแรก และทำแบบเดียวกันตอนที่อีเมลกินเวลาเขาไปหมด ในฐานะคนดัง เขาได้เมลจากผู้อ่านเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นคำถามห้านาที แต่ถ้าได้แบบนั้นวันละร้อยฉบับ มันรวมเป็นแปดชั่วโมง
.
หลังจากตอบเมลไป 192,000 ฉบับระหว่างปี 2008 ถึง 2016 เขาก็รู้ว่าต้องทำอะไรสักอย่าง ความคิดแรกของเขาคือหายตัวไปเลยแบบ Henry David Thoreau ปิดอีเมลปิดโซเชียลทั้งหมด ติดต่อไม่ได้เว้นแต่เพื่อนสนิทไม่กี่คน
.
แต่แล้วเขาก็ตระหนักว่าเขายังติดต่อได้อยู่ ตราบใดที่เขาไม่ตอบคำถาม ความคิดที่สองดีกว่าความคิดแรกเยอะ
.
สิ่งที่ Darius อยากบอกคือเวลามีคนถาม การตอบว่าผมไม่รู้เป็นเรื่องที่ทำได้ และคุณพูดแบบนั้นกับตัวเองก็ได้
.
เขาเคยกดดันตัวเองหนักเพราะตอบปัญหาส่วนตัวทันทีไม่ได้ ทั้งที่มันไม่ได้ทำให้โง่ มันทำให้เป็นมนุษย์ต่างหาก แล้วทำไมเราถึงกลัวคนอื่นมองว่าโง่ ลองถอยมาถามตัวเองว่าทำไมถึงอยากดูฉลาดนักหนา ถ้าคิดดีๆ คนอื่นคิดยังไงกับเราไม่สำคัญเลย
.
เขาเลยเอาหลักเดียวกันมาใช้กับการตัดสินใจ เรื่องที่อยู่ในอนาคตไกลๆ เรามักตอบตกลงง่ายๆ ทริปเดือนกันยา ตอนนี้มีนาคม อีกตั้งนาน แล้วพอกันยามาถึง คำว่าตกลงเมื่อชาติที่แล้วก็กลายเป็นภาระที่กวนใจไปหมด เขาจึงเปลี่ยนมาพูดว่าขอเวลาคิดสักวันสองวัน แค่นั้นก็พอ
.
.
12. รู้จักปล่อยสมอง
.
พอเปลี่ยนมุมมองต่อชีวิต Darius ก็เค้นสมองทุกวัน อ่านหนังสือวันละสองชั่วโมง จดโน้ตยาว เขียนบทความแบ่งปันสิ่งที่เรียนรู้ ช่วงแรกเหมือนโลกใบใหม่เปิดออก เขาซื้อหนังสือใหม่ทุกสัปดาห์ กลืนความรู้ใหม่ทุกชิ้นที่หาได้
.
แต่ผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ เขาก็เจอภาวะสมองล็อก คิดไม่ออก อ่านไม่ได้ เขียนไม่ได้ ปวดหัวทั้งวันอยู่เกือบสัปดาห์ พอหายก็ทำต่อ คราวนี้ไปได้ราวสองเดือนก่อนชนกำแพงอีกครั้ง
.
หลังจากเจอวงจรนี้ซ้ำหลายรอบ เขาก็เข้าใจว่าการฝึกสมองเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ และก่อนจะขึ้นช่วงถัดไปได้ ต้องทะลุกำแพงก่อน ตอนต้นของแต่ละช่วงมันง่ายเพราะทุกอย่างใหม่ พอใกล้จบช่วงมันเริ่มยาก และจุดที่ยากสุดคือกำแพงใหญ่ที่มาในรูปของภาวะสมองล็อก มันคือจุดที่อยากยอมแพ้พอดี
.
ไม่ว่าจะเป็นการเขียนหนังสือ เปิดธุรกิจ เปลี่ยนอาชีพ หรือนำทีม ทุกอย่างดูเหมือนล้มเหลว หนังสือดูไร้ค่า อาชีพที่อยากได้ดูไกลเกินเอื้อม ทุกอย่างพังหมด
.
แต่ Darius ฝึกตัวเองให้มองมันเป็นสัญญาณบวก เพราะการชนกำแพงแปลว่าใกล้ถึงช่วงถัดไปแล้ว สิ่งที่เขาทำคือหยุดพัก เล่นปิงปองกับน้องชายที่ออฟฟิศ ฟังเพลง Jay-Z, Bob Dylan, Kendrick Lamar หรือ Bon Iver ดูหนังเยอะๆ ปล่อยให้สมองแข็งแรงขึ้นระหว่างที่ไม่ได้คิดอะไร แล้วค่อยกลับไปทะลุกำแพง มันได้ผลทุกครั้ง
.
ในทางกลับกัน การคิดหนักเกินไปก็ให้ไอเดียแย่ๆ เราทุกคนเคยได้ไอเดียดีๆ ตอนอาบน้ำ เพราะตอนนั้นเราไม่ได้ตั้งใจคิด การปล่อยความสนใจให้ล่องลอยและหยุดคิดเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมจิตใจเหมือนกัน
.
คุณมีอำนาจตัดสินใจว่าจะปล่อยความคิดเมื่อไหร่ เหมือนที่ผ่อนคลายกล้ามเนื้อตอนนอนบนโซฟา และสิ่งสำคัญที่ Darius ย้ำคือคุณไม่ต้องใช้อะไรเลยในการผ่อนคลายนอกจากตัวเอง ไม่ต้องมีโยคะ ดนตรี กลิ่นหอม หรือคอร์สราคาแพง
.
แค่รับรู้ความคิด สังเกตมัน แล้วปล่อยมันไป ทำที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ ช่วงเวลาที่คุณไม่ได้คิดสำคัญพอๆ กับตอนที่คุณคิด
.
.
13. รู้จักตัวเอง แล้วสะท้อนมันออกมา
.
Darius ตั้งคำถามชุดหนึ่งไว้ในเล่ม คุณเก่งอะไร คุณห่วยอะไร คุณเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างไร คุณหลงใหลอะไร คุณเกลียดอะไร รวมความแล้วก็คือคุณเป็นใคร
.
เขาเปิดบทนี้ด้วยประโยคของ René Descartes ที่ว่า จงเอาชนะตัวเองแทนที่จะเอาชนะโลก ตลอดหลายปีในโรงเรียนไม่เคยมีใครสอนเรื่องการรู้จักตัวเองและว่าทำไมมันถึงสำคัญ
.
แต่กลายเป็นว่าการที่เขาไม่รู้จักตัวเองนี่แหละคือสาเหตุที่เขาตัดสินใจผิดพลาดมาทั้งชีวิต งานที่ทำ ผู้หญิงที่คบ สิ่งที่ไล่ตาม คนที่ใช้เวลาด้วย ล้วนไม่เข้ากับจุดแข็ง ค่านิยม ทักษะ และความต้องการของเขา
.
แฟนเก่าของเขาอยากเที่ยวรอบโลกและใช้ชีวิตในหลายประเทศ ส่วนเขาเกลียดไอเดียนั้น เขาอยากอยู่ใกล้ครอบครัวและเพื่อนสนิท การมีบ้านคือสิ่งที่ทำให้เขามีความสุข พอสองคนมีค่านิยมต่างกัน มันคือเกมที่ต้องมีคนเสียเสมอ สุดท้ายก็เลิกกัน
.
อีกเรื่องคือเขาเคยทำงานในห้องบอยเลอร์รูมขายของงี่เง่าให้คนที่ไม่ต้องการมัน ทำไมถึงรับงานที่ทำให้รู้สึกแย่กับตัวเอง เขาเดาว่าเพราะอยากได้เงินและคิดว่านั่นคือสิ่งที่คนเราต้องทำ ทั้งที่จริงคือเขาไม่รู้จักตัวเอง วันนี้เขารู้จักตัวเองดีกว่าเมื่อสิบปีก่อน และอีกสิบปีข้างหน้าก็จะรู้จักตัวเองดีกว่าวันนี้
.
การรู้จักตัวเองเป็นก้าวแรก ก้าวที่สองคือลงมือทำตามสิ่งที่รู้ ทุกครั้งที่โอกาสเข้ามาแล้วเขาอยากรับทันที เขาจะถอยมาถามว่านี่มันคือตัวเราจริงไหม บ่อยครั้งคำตอบคือไม่ เขาพบว่าของส่วนใหญ่ในโลกนี้ไม่เหมาะกับเขา และลิสต์ของสิ่งที่ใช่นั้นสั้นมาก
.
เครื่องมือที่เขาใช้รู้จักตัวเองคือการทบทวน ระหว่างปี 2012 ถึง 2015 เขาไม่เคยทบทวนอะไรเลย ผลคือจู่ๆ ก็รู้สึกท่วมท้นและไม่รู้จะทำอะไรกับชีวิต เขาสังเกตว่าคนฉลาดและมีความสุขหลายคนเขียนไดอารีและทบทวนสิ่งที่เรียนรู้ ความผิดพลาด และเป้าหมายที่ทำสำเร็จ
.
ตอนเริ่มเขียนทุกวัน เขาเริ่มด้วยการเขียนอัตชีวประวัติตัวเองที่ไม่ได้ตั้งใจตีพิมพ์ แต่เขียนไว้เพื่อเรียนรู้ ถ้าไม่รู้จะเขียนอะไร ให้เขียนเรื่องราวชีวิตตัวเอง แล้วจะรู้จักตัวเองมากขึ้นทุกย่อหน้า
.
เขาให้เหตุผลสามข้อ หนึ่งช่วยขุดความผิดพลาดขึ้นมาเพื่อเลี่ยงในอนาคต, สองช่วยให้เห็นคุณค่าของความก้าวหน้าเวลากลับไปอ่านสิ่งที่เคยทำสำเร็จ, สามช่วยจัดความคิดให้เป็นระเบียบเพื่อจะย้อนแย้งตัวเองและตัดสินใจได้ดีขึ้น
.
อีกวิธีที่ช่วยเขาคือการวาดรูป ก่อนมนุษย์มีภาษาเราคิดกันเป็นภาพ Leonardo da Vinci ก็คิดเป็นภาพ ดูจากสมุดโน้ตของเขาที่ค้นเจอได้ใน Google การวาดปลดปล่อยสมองจากการพูดในหัวตลอดเวลา ฝีมือวาดของ Darius ไม่ได้ดีขึ้นเลย แต่บทความของเขาดีขึ้น เพราะเขาใช้เวลาคิดว่าจะสื่อไอเดียออกมาเป็นภาพอย่างไร
.
.
14. คิดแบบไม่ธรรมดา แล้วสร้างระบบให้ชีวิต
.
Darius บอกว่าเขาโตมาจนเกลียดการคิดแบบธรรมดา ไม่ใช่เพราะอยากแตกต่าง แต่เพราะการคิดแบบธรรมดาให้ผลลัพธ์แบบธรรมดา
.
ลองดูวิธีตัดสินใจที่ธรรมดาที่สุดอย่างการเขียนลิสต์ข้อดีข้อเสีย
.
Benjamin Franklin เป็นคนแรกที่บันทึกวิธีนี้ไว้ในจดหมายถึงเพื่อนชื่อ Joseph Priestley เมื่อปี 1772 เขายอมรับแบบขายหน้าว่าตัวเองเคยเขียนลิสต์ข้อดีข้อเสียของการเลิกกับแฟน และมันไม่เมกเซนส์เลย เพราะในความสัมพันธ์มักมีปัจจัยบางอย่างที่หนักกว่าปัจจัยอื่นทั้งหมดรวมกัน แถมลิสต์ข้อดีข้อเสียของความสัมพันธ์แทบทุกคู่ก็เหมือนกันหมด
.
สิ่งที่เขาเสนอคือให้เลิกคิดแบบสองทางเลือก แล้วเปลี่ยนมาคิดแบบมีเยอะ
.
ชีวิตไม่ได้มีแค่อันนี้หรืออันนั้น คุณมีทั้งสองอย่างพร้อมกันได้
.
เขาเคยคิดว่าต้องเลือกระหว่างเลิกทำธุรกิจกับไปทำงานประจำ ตอนธุรกิจไม่โต เขาก็ไปทำงานที่บริษัทวิจัยไอทีใหญ่แห่งหนึ่ง ทำสองอย่างพร้อมกัน รันธุรกิจตอนเย็นและวันหยุด ทำงานบริษัทในเวลาที่เหลือ
.
เขาวาดภาพเขาวงกตในเล่มไว้ ปกติในเขาวงกตคุณจะเดินเข้าหาตรงกลาง แต่เขาวงกตนี้ต่างออกไป รางวัลอยู่นอกเขาวงกต และคุณจะเห็นเป้าหมายได้ก็ต่อเมื่อลอยขึ้นไปมองจากมุมสูงเท่านั้น พอคุณเลิกทำสิ่งต่างๆ ตามที่เขาทำกัน คุณจะเริ่มทำมันด้วยวิธีที่คุณทำให้มันสำเร็จ
.
เขายังฝากกฎเรื่องเงินไว้ห้าข้อ
.
อย่าซื้อของที่ไม่จำเป็น เก็บเงินอย่างน้อยสิบเปอร์เซ็นต์ของรายได้ทุกเดือน อยู่ให้ห่างจากหนี้ ลงทุนในสิ่งที่ให้ผลตอบแทน และอย่าขี้เหนียว เพราะมันก็แค่เงิน หัวใจของกฎพวกนี้คือถ้าคุณมีเงินพอใช้หกเดือน คุณจะหาทางออกได้เอง
.
โดยมีเงื่อนไขข้อเดียวคือลงทุนในทักษะ เขาไม่มีปัญหาจ่ายค่าแล็ปท็อปเป็นแสนเพราะมันคือเครื่องมือทำมาหากิน และจำไว้ว่าเงินเป็นทรัพยากรที่หาคืนได้ ต่างจากเวลาที่หมดแล้วหมดเลย
.
บทเรียนเรื่องรายละเอียดของเขาแพงกว่านั้นมาก ความผิดพลาดจากการส่งอีเมลผิดคนครั้งหนึ่งทำให้เขาเสียดีลมูลค่า 150,000 ดอลลาร์ ลูกค้าสองคนชื่อ Wim เหมือนกัน เขาให้เรตถูกกับ Wim A ที่เป็นลูกค้าเก่า แต่ส่งสัญญาไปให้ Wim B ที่เป็นลูกค้าใหม่ พอ Wim B เห็นว่าอีกคนได้เรตถูกกว่าก็ไม่พอใจแล้วเลิกทำธุรกิจด้วย
.
เขาเรียนรู้สามข้อ เช็กซ้ำเสมอ เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ และอย่าลำเอียง
.
แต่ที่สำคัญกว่าคือไม่มีประโยชน์ที่จะมานั่งถามว่าทำไมถึงพลาด ให้คิดว่าจะทำอะไรเพื่อป้องกันมันแทน ปีศาจซ่อนอยู่ในรายละเอียด เป็นคำพูดซ้ำซากที่เขาชอบที่สุด แต่กลับไม่เคยทำตามในอดีตเพราะความใจร้อน
.
ทางออกสุดท้ายที่เขาชอบคือการเอาการคิดออกจากสมการด้วยระบบ เขาย้ำว่าต้องให้การกระทำมากกว่าการคิดเสมอ และวิธีที่ดีที่สุดในการทำให้ลงมือมากขึ้นคือพึ่งนิสัย
.
เรื่องออกกำลังกายที่เขาเคยเล่นเกมกับตัวเองมาทั้งชีวิตว่าจะวิ่งหรือเข้ายิม จะกินหรือไม่กิน วันไหนดี ซึ่งเขาแก้ด้วยกฎง่ายๆ ไม่กี่ข้อ ออกกำลังอย่างน้อยสามสิบนาทีทุกวัน อย่าหักโหม กินให้ดี อย่ากินเกินที่เผาผลาญ และจดบันทึกไว้
.
พอรวมกฎหลายข้อเข้าด้วยกันก็กลายเป็นระบบ และระบบช่วยดึงการคิดออกจากสมการ คุณจะต้องคิดก็ต่อเมื่อระบบไม่ให้ผลลัพธ์ที่ต้องการเท่านั้น
.
.
15. อย่าเหลือความเสียใจไว้ ใช้ชีวิตตอนนี้ และทำเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง
.
ตอนเด็ก คุณยายของ Darius อยู่ด้วยตลอด เธอเป็นคนใจดีมาก อาจจะมากเกินไปด้วยซ้ำ เพราะเธอเสียสละให้พ่อแม่ พี่น้อง สามี และลูกๆ ตลอดชีวิต แต่การเสียสละครั้งใหญ่ที่สุดคือการยอมมาใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายในเนเธอร์แลนด์แทนที่จะเป็นบ้านเกิดที่ Iran
.
เท่าที่เขาจำได้ เธอพูดถึงอดีตตลอดเวลา และในช่วงปีท้ายๆ เธอแทบร้องไห้ทุกวันเพราะความเสียใจ แม้เขาและครอบครัวจะไปเยี่ยมและปลอบใจบ่อยแค่ไหน เขาก็ยังเห็นความเสียดายที่ซ่อนอยู่หลังรอยยิ้ม
.
บทเรียนสำคัญที่สุดที่เขาได้จากคุณยายคือ คุณไม่ได้เสียใจกับสิ่งที่คุณทำ คุณเสียใจกับสิ่งที่คุณไม่ได้ทำ เมื่อคุณยายจากไปในเดือนมกราคม 2015 เขาตัดสินใจใช้ชีวิตตามบทเรียนนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
.
เขายอมรับว่าตัวเองเคยหลงคิดว่าอยากเที่ยวรอบโลกและใช้ชีวิตในหลายเมือง เพราะได้แรงบันดาลใจจากคนอย่าง Jack Kerouac และ Ernest Hemingway หรือคนดังในโซเชียลที่โพสต์รูปเที่ยว
.
แต่พอได้เที่ยวจริง เขาถึงรู้ว่าวิถีแบบนั้นไม่ใช่สำหรับทุกคน บางเรื่องในชีวิตต้องลงมือทำเองถึงจะรู้ว่ามันเป็นยังไง คุณอ่านหนังสือธุรกิจกี่เล่มก็ไม่ทำให้เป็นผู้ประกอบการ คุณต้องลงมือทำ ไม่งั้นคุณจะจบลงด้วยการใช้ชีวิตของคนอื่น
.
ในทางกลับกัน เขาก็แทบไม่เคยมองย้อนอดีตเลย ไม่เพ้อถึงวันเก่าๆ ไม่นั่งดูรูปเก่าทั้งวัน เพราะยุ่งอยู่กับการอยู่กับปัจจุบัน เขาสังเกตว่าหลายคนติดอยู่ในอดีต ใช้ชีวิตในกาลอดีต แทนที่จะเสพช่วงเวลาตรงหน้ากลับหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูป
.
จุดประสงค์เดียวที่เขาเห็นว่าการมองย้อนหลังมีประโยชน์คือการเรียนรู้
.
ตัวอย่างการมองย้อนหลังเพื่อเรียนรู้คือเรื่องเว็บสมาชิกแบบจ่ายเงินในปี 2017 ตอนนั้นเขามีสมาชิกจดหมายข่าวกว่า 22,000 คน และคิดตามบทความ 1000 True Fans ของ Kevin Kelly ว่าถ้าได้แฟนพันคนจ่ายเดือนละห้าดอลลาร์ เขาก็อยู่ได้ด้วยการเขียน
.
ทุกอย่างดูดีบนกระดาษ แต่หลังจากเปิดไปหนึ่งเดือน มีคนสมัครแค่ 78 คน หกสัปดาห์ต่อมาเขาก็ปิดมันทิ้ง หลายคนบอกว่าเขาเลิกเร็วไป แต่เขาไม่ใช่คนขี้แพ้ เขาเคยคิดเลิกเรียนหลายครั้งตลอดหกปีครึ่งที่เรียนสองปริญญา และเคยคิดเลิกทำธุรกิจครอบครัวหลายครั้ง แต่เขาปิดเว็บสมาชิกเพราะคิดตรง
.
แทนที่จะคำนวณง่ายๆ ว่า 1000 หารด้วย 78 เขาคิดไกลกว่านั้นว่าภาระในการผลิตเนื้อหาพิเศษกินเวลาที่ควรเอาไปทำธุรกิจครอบครัวและงานโค้ช สรุปว่าเว็บสมาชิกไม่ใช่กลยุทธ์ที่เหมาะกับเขา
.
บทเรียนคือถ้าจะทำงานสักอย่าง ทำให้ดีหรือไม่ก็อย่าทำเลย และเขารับได้แค่โปรเจกต์ใหญ่หนึ่งอันต่อชีวิตหนึ่งด้าน ดังนั้นมองย้อนหลังได้ แต่อย่าจ้องนานเกินไป ชีวิตเกิดขึ้นตอนนี้
.
เป้าหมายปลายทางของทั้งหมดนี้มีอยู่อย่างเดียวคือความสงบภายใน ไม่ว่าจะเจออะไรในชีวิต จิตใจควรนิ่งได้ในทุกสถานการณ์ นั่นคือรางวัลสูงสุด และไปถึงได้ด้วยการฝึกทุกวันเท่านั้น
.
บางคนเรียกมันว่าสมาธิ บางคนเรียกว่าการเจริญสติ ไม่ว่าจะเรียกอะไร Darius ขอร้องว่าอย่าทำให้มันซับซ้อน คุณไม่ต้องมีคอร์สหมื่นดอลลาร์เพื่อหาความสงบในหัว แค่นั่งลง อยู่กับความคิด สังเกตมัน แล้วเมินมัน เท่านั้นเอง
.
เขาปิดท้ายหนังสือด้วยเรื่องที่ทรงพลังที่สุด เรื่องของ William James กับ Charles Sanders Peirce Peirce เคยเป็นอัจฉริยะด้านคณิตศาสตร์และตรรกะ เป็นศาสตราจารย์ที่ Johns Hopkins แต่ตกอับหลังเสียตำแหน่งในปี 1884 จากเรื่องอื้อฉาว สุดท้ายยากจนถึงขั้นนอนข้างถนนใน New York อยู่หลายปี
.
ไม่มีใครช่วยเขาเลย ยกเว้นเพื่อนเก่าอย่าง James ที่ตอนนั้นกลายเป็นคนดังในวงวิชาการจากหนังสือ Principles of Psychology ที่ใช้เวลาเขียนสิบสองปี
.
และในปี 1898 James ก็ยกเครดิตการก่อตั้งปรัชญา Pragmatism ให้ Peirce ทั้งที่ตัวเองมีส่วนสร้างมันขึ้นมามหาศาล เขาไม่พยายามเอาเครดิตของสิ่งที่ตัวเองสร้าง เขาแค่ช่วยเพื่อนคนหนึ่ง
.
และจากภูมิปัญญาทั้งหมดของ James นี่คือบทเรียนที่ Darius บอกว่าสำคัญที่สุด James เคยพูดไว้ว่า การใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุดคือการใช้มันไปกับสิ่งที่จะอยู่ยืนยาวกว่าตัวเรา
.
ในทางปฏิบัติมันฟังดูไม่เข้าท่า เพราะคุณจะไม่อยู่เห็นมันอยู่แล้ว แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ถ้าเราใช้ชีวิตทุกวันด้วยแนวคิดที่ว่าเราควรทุ่มเทให้กับการสร้างสิ่งที่มีประโยชน์ต่อคนอื่น เราก็จะใช้เวลาไปกับสิ่งที่สร้างความแตกต่างจริงๆ และเมื่อนั้นชีวิตก็มีความหมายขึ้นมาเอง โดยอัตโนมัติ และมีความหมายต่อทุกคน
.
.
.
.
#SuccessStrategies

