สรุปข้อคิดจากหนังสือ The Top Five Regrets of the Dying : 5 สิ่งก่อนตายที่คนเสียดายที่สุด
"ทำไมฉันถึงไม่กล้าใช้ชีวิตเพื่อตัวเองเลยสักครั้ง"
.
คนส่วนใหญ่ไม่ได้กลัวความตาย เราแค่กลัวว่าจะตายทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มมีชีวิต
.
บรอนนี่ แวร์ ใช้เวลาหลายปีนั่งอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยระยะสุดท้าย ไม่ใช่ในฐานะพยาบาล แต่ในฐานะคนแปลกหน้าคนสุดท้ายที่พวกเขาเลือกจะเล่าความจริงให้ฟัง
.
เธอพบว่าเมื่อมนุษย์รู้ตัวว่าเหลือเวลาไม่มาก คำโกหกทั้งหมดที่เคยบอกตัวเองมาทั้งชีวิตจะหลุดร่วงลงเหมือนเปลือกสีทาบ้านเก่าๆ เหลือทิ้งไว้แค่ผนังเปลือยเปล่าของความเสียใจห้าข้อที่ซ้ำกันอย่างน่าตกใจ
.
ไม่ว่าจะเป็นคุณตาวัยเก้าสิบที่เคยนั่งหัวโต๊ะบริษัท หญิงชราที่ทนสามีจอมเผด็จการมาห้าสิบปี หรือนักธุรกิจหญิงที่ไม่เคยร้องไห้ให้ใครเห็น ทุกคนพูดซ้ำกันอยู่แค่ห้าข้อ
.
ห้าข้อนั้นไม่มีข้อไหนพูดถึงเงิน ตำแหน่ง หรือบ้านหลังใหญ่เลยแม้แต่ข้อเดียว
.
.
========================
.
1. การผจญภัยของบรอนนี่และการจับพลัดจับผลูเข้าสู่วงการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย
.
หญิงสาวชาวออสเตรเลียชื่อบรอนนี่ แวร์ ผู้ซึ่งใช้ชีวิตวัยทำงานช่วงแรกหมดไปกับงานธนาคารที่แสนจะน่าเบื่อหน่าย งานของเธอวนเวียนอยู่กับกิจวัตรเก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็นที่สูบพลังวิญญาณของเธอไปวันๆ จนกระทั่งวันหนึ่งระหว่างการไปพักผ่อนเรียนดำน้ำที่เกาะในรัฐควีนส์แลนด์
.
ขณะที่พี่สาวของเธอกำลังโปรยเสน่ห์ใส่ครูสอนดำน้ำ บรอนนี่กลับไปนั่งอยู่บนโขดหินก้อนใหญ่แล้วเกิดตระหนักชัดแจ้งขึ้นมาอย่างกะทันหันว่า เธอต้องการใช้ชีวิตอยู่บนเกาะ
.
ภายในเวลาเพียงสี่สัปดาห์ เธอตัดสินใจทิ้งงานธนาคาร ขายข้าวของทิ้ง แล้วส่งจดหมายสมัครงานไปตามเกาะต่างๆ โดยที่ไม่รู้อะไรเลยนอกจากตำแหน่งบนแผนที่ บรอนนี่ได้งานเป็นสาวล้างจานที่ต้องจมอยู่กับกองหม้อและกระทะในครัวที่ไม่มีแม้แต่เครื่องปรับอากาศ ก่อนจะไต่เต้ามาเป็นบาร์เทนเดอร์ผสมค็อกเทลริมหาดทรายขาว
.
หลังจากสนุกสนานกับชีวิตบนเกาะจนลืมวันลืมคืน เธอก็ระหกระเหินไปผจญภัยต่อที่ประเทศอังกฤษด้วยเงินติดกระเป๋าเพียง 1.66 ปอนด์ เธอต้องไปขออาศัยหลับนอนบนโซฟาของคนรู้จักชื่อเนฟที่แผนกไวน์ในห้างแฮร์รอดส์ พร้อมกับยืมเงินเขาอีกสิบปอนด์เพื่อประทังชีวิต
.
ที่ประเทศอังกฤษนี่เอง บรอนนี่ได้จับพลัดจับผลูไปรับงานดูแลหญิงชราอารมณ์ดีชื่อแอกเนสในฟาร์มที่เซอร์รีย์ แอกเนสเป็นหญิงชราพุงพลุ้ยที่มักจะสวมเสื้อคาร์ดิแกนสีเทาแดงตัวเดิมเสมอ และมีงานอดิเรกหลักคือการทำฟันปลอมหายแทบจะทุกวัน
.
บรอนนี่ต้องคอยค้นหาฟันปลอมของแอกเนสตามสถานที่ประหลาดๆ ไม่ว่าจะเป็นในถุงไหมพรม หลังโทรทัศน์ ในถ้วยชา หรือแม้แต่ใต้ก้นของพริ้นเซส สุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ดตัวอ้วนที่เป็นโรคข้ออักเสบจนบรอนนี่ต้องคอยยกก้นมันขึ้นลงจากท้ายรถกระบะอยู่เสมอ
.
ชีวิตกับแอกเนสเต็มไปด้วยตารางเวลาที่เป๊ะยิ่งกว่านาฬิกา วันจันทร์ไปหาหมอ วันอังคารไปทะเลาะกันแย่งจ่ายเงินค่ามะม่วงและยาสีฟันรสชาติแย่ๆ ในซูเปอร์มาร์เก็ต ส่วนวันพุธไปเล่นบิงโกที่แอกเนสจะเอาบรอนนี่ไปโอ้อวดให้เพื่อนวัยชราฟังราวกับเธอเป็นของเล่นชิ้นใหม่
.
ความฮาบังเกิดเมื่อบรอนนี่อธิบายให้แอกเนสฟังว่าทำไมเธอถึงเป็นมังสวิรัติ โดยเล่าถึงเสียงร้องของวัวที่รู้ตัวว่ากำลังจะถูกฆ่า แอกเนสฟังแล้วอินจัดจนประกาศตัวเป็นมังสวิรัติทันที ทำเอาครอบครัวเจ้าของฟาร์มวัวถึงกับกุมขมับ ประสบการณ์ครั้งนั้นแม้จะดูตลกขบขัน แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้บรอนนี่ค้นพบว่าเธอมีความสุขกับการดูแลผู้สูงอายุมากกว่าสิ่งอื่นใด
.
เมื่อเดินทางกลับมายังออสเตรเลีย บรอนนี่พยายามค้นหาเส้นทางสายศิลปินของตัวเอง แต่โชคร้ายที่มันไม่ได้ทำเงินให้เธอมากพอ เธอจึงต้องไปรับจ๊อบรับสายในคอลเซ็นเตอร์ของช่องภาพยนตร์ผู้ใหญ่เพื่อหาเลี้ยงชีพ ซึ่งก็เต็มไปด้วยบทสนทนาพิลึกพิลั่นจากลูกค้า
.
ท้ายที่สุด ด้วยความกระเบียดกระเสียรและต้องการที่พักฟรี เธอจึงตัดสินใจรับงานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่บ้าน
.
บรอนนี่ไม่มีประสบการณ์พยาบาลเลยแม้แต่น้อย เธอรับงานดูแลหญิงชราชื่อรูธโดยใช้วิธีปฏิบัติต่อเธอเหมือนเป็นคุณยายของตัวเอง บรอนนี่ทำสปาเท้า ทาเล็บ และชงชาให้รูธดื่ม แต่ความไร้เดียงสาของบรอนนี่ก็ต้องพบกับบททดสอบเมื่อรูธเข้าสู่ช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต แม่ของบรอนนี่บังคับให้เธอสวมชุดนอนผ้าซาตินสุดหรูไปนอนเฝ้าไข้ เพราะกลัวลูกสาวจะดูไม่ดี ทำให้ภาพที่ออกมากลายเป็นพยาบาลจำเป็นในชุดนอนหรูหราที่เดินละเมองัวเงียตื่นมาช่วยคนไข้ปัสสาวะกลางดึก
.
บรอนนี่ต้องเผชิญหน้ากับความตายอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรกเมื่อร่างของรูธกระตุกเฮือกสุดท้ายและสูดหายใจเฮือกใหญ่เข้าปอด ทำเอาบรอนนี่สะดุ้งสุดตัวและเผลอสบถออกมาด้วยความตกใจสุดขีด
.
เหตุการณ์นั้นเปิดโลกใบใหม่ให้เธอตระหนักได้ว่าสังคมตะวันตกพยายามซุกซ่อนความตายไว้ราวกับว่ามันไม่มีอยู่จริง การดูแลรูธทำให้บรอนนี่ค้นพบว่าการรับฟังผู้ที่กำลังจะจากโลกนี้ไปคืองานที่เต็มไปด้วยความหมายที่สุดในชีวิตของเธอ
.
.
2. บทเรียนแห่งการปล่อยวางจากครูสอนโยคะ
.
หลังจากผ่านประสบการณ์กับรูธ บรอนนี่ก็ได้รับมอบหมายให้ไปดูแลผู้ป่วยรายใหม่ชื่อสเตลล่า หญิงชราผู้สง่างามที่มีผมสีขาวตรงยาว การฝึกอบรมก่อนรับงานของบรอนนี่มีแค่การสอนล้างมือและท่าทียกของสั้นๆ เท่านั้น แต่ด้วยความที่ต้องการงานนี้มาก บรอนนี่จึงเผลอโกหกครอบครัวของสเตลล่าไปว่าเธอมีประสบการณ์พยาบาลมาแล้วหลายราย
.
การโกหกครั้งนั้นทำให้เธอรู้สึกตะขิดตะขวงใจ แต่เธอก็ชดเชยด้วยการดูแลสเตลล่าอย่างดีที่สุด สเตลล่าไม่ใช่ผู้ป่วยธรรมดา เธอเจ้าระเบียบเรื่องความสะอาดขั้นสุดและต้องเปลี่ยนผ้าปูที่นอนทุกวัน พร้อมกับใส่ชุดนอนสีแมตช์กับผ้าปูที่นอนเสมอ จนจอร์จ สามีผู้น่ารักของเธอต้องโดนดุเป็นประจำเมื่อเลือกสีผิด
.
วันหนึ่งสเตลล่าถามบรอนนี่ว่าเธอนั่งสมาธิและฝึกโยคะหรือไม่ เมื่อบรอนนี่ตอบว่าใช่ สเตลล่าก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกและบอกว่าเธอรอคอยคนแบบนี้มานานแล้ว และตอนนี้เธอก็พร้อมที่จะตายเสียที
.
ปรากฏว่าสเตลล่าเป็นอดีตครูสอนโยคะรุ่นบุกเบิกที่ฝึกฝนจิตใจมานานกว่าสี่สิบปี แต่ในยุคแรกๆ เธอต้องปิดบังมันไว้และบอกคนอื่นว่าตัวเองเป็นแค่ครูสอนออกกำลังกาย เพราะสังคมยังไม่ยอมรับศาสตร์จากตะวันออก
.
ปัญหาเดียวของสเตลล่าก็คือ เธอพร้อมที่จะตาย แต่มันกลับไม่ยอมเกิดขึ้นเสียที สเตลล่ารู้สึกหงุดหงิดที่ร่างกายของเธอไม่ยอมปิดสวิตช์ตัวเอง เธอไม่สามารถแม้แต่จะนั่งสมาธิได้อย่างสงบอีกต่อไปเนื่องจากความอ่อนล้า
.
ในขณะที่บรอนนี่กลับได้พัฒนาการฝึกโยคะของตัวเองในห้องนอนของสเตลล่า โดยมีสเตลล่านอนดูและคอยวิจารณ์ท่าทางของเธอจากบนเตียง พร้อมกับมีโยกี้ แมวสีขาวขนปุยนอนมองอยู่ปลายเท้า บรอนนี่จึงต้องกลายเป็นฝ่ายสอนสเตลล่าเรื่องการปล่อยวางแทน โดยหยิบยกเรื่องราวชีวิตสุดเหวี่ยงของเธอมาเล่าให้ฟัง
.
บรอนนี่เล่าถึงตอนที่เธอขับรถจี๊ปเก่าๆ ไปตายเอาดาบหน้าทางตอนใต้พร้อมกับเงินเพียงห้าสิบดอลลาร์ ถอดเบาะหลังออกเพื่อปูที่นอน และเอาผ้าม่านไปแขวนไว้ เธอเล่าถึงการไปนอนอยู่ในป่าริมแม่น้ำ อ่านหนังสือฟังเสียงนก และได้พบกับครอบครัวหนึ่งที่มาปิกนิก ซึ่งผู้เป็นแม่เดินมากระซิบข้างรถจี๊ปของเธอว่า "ฉันอิจฉาความอิสระของคุณจังเลย" บรอนนี่ต้องเผชิญกับความกลัวเมื่อเงินและอาหารกำลังจะหมด แต่เธอก็เลือกที่จะปล่อยวางและเชื่อมั่นในจักรวาล จนในที่สุดแม่ของเธอก็ถูกลอตเตอรี่สองดอลลาร์และส่งเงินมาให้ เจ้าของลานจอดรถบ้านก็ให้เธอพักฟรี และเธอก็ได้งานใหม่ที่เมลเบิร์นในเวลาต่อมา
.
เรื่องราวการยอมจำนนต่อโชคชะตาเหล่านี้ช่วยให้สเตลล่าตระหนักได้ว่า เธอไม่สามารถควบคุมเวลาตายของตัวเองได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือการปล่อยวางอย่างแท้จริง
.
ในช่วงเวลาสุดท้าย ร่างกายของสเตลล่าอ่อนแอลงเรื่อยๆ บรอนนี่ต้องใช้น้ำและสบู่ค่อยๆ ถอดแหวนแต่งงานที่รัดนิ้วบวมเป่งของสเตลล่าออก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บีบคั้นหัวใจจนทั้งบรอนนี่ สเตลล่า และจอร์จต่างก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกัน จอร์จนอนกอดภรรยาของเขาบนเตียงเป็นครั้งสุดท้าย
.
ท้ายที่สุด สเตลล่าก็จากไปอย่างสงบ เธอเปิดตาขึ้นมาและส่งยิ้มที่งดงามราวกับได้เห็นบางสิ่งบางอย่างบนเพดาน ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ แล้วจากไป รอยยิ้มนั้นทำให้บรอนนี่เชื่อมั่นอย่างหมดหัวใจว่าโลกหลังความตายที่สวยงามมีอยู่จริง
.
หลังจากสเตลล่าจากไปได้ไม่นาน กระจกรถจี๊ปของบรอนนี่ก็แตกละเอียดร่วงหล่นลงมาเองราวกับเป็นสัญญาณบอกให้เธอกลับไปพักผ่อน บทเรียนจากสเตลล่าสอนให้บรอนนี่รู้ว่า การโกหกเป็นเรื่องน่าอึดอัด และการปล่อยวางคือสิ่งที่กล้าหาญที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้
.
.
3. ความเสียใจข้อที่หนึ่ง ขอแค่มีความกล้าที่จะใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง
.
เมื่อวาระสุดท้ายของชีวิตมาเยือน มนุษย์มักจะมองย้อนกลับไปในอดีต บรอนนี่ได้รับฟังความเสียใจจากผู้ป่วยมากมาย แต่ความเสียใจอันดับหนึ่งที่เธอได้ยินบ่อยที่สุดและเจ็บปวดที่สุดคือ
.
"ฉันหวังว่าฉันจะมีความกล้าที่จะใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ ไม่ใช่ชีวิตที่คนอื่นคาดหวังให้เป็น"
.
เรื่องราวนี้ถูกถ่ายทอดอย่างสะเทือนอารมณ์ผ่านเกรซ หญิงร่างเล็กผู้มีจิตใจดีงาม เกรซเป็นผู้หญิงที่น่ารักและห่วงใยลูกหลานเสมอ แต่เธอใช้ชีวิตแต่งงานกว่าห้าสิบปีอยู่ภายใต้การควบคุมของสามีจอมเผด็จการที่ทำให้ชีวิตของเธอเต็มไปด้วยความอึดอัด
.
เกรซเฝ้ารอคอยวันที่เธอจะได้รับอิสระมาตลอดชีวิต และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึงเมื่อสามีของเธอต้องย้ายไปอยู่บ้านพักคนชราเป็นการถาวร เกรซคิดว่าในที่สุดเธอก็จะได้เดินทางและใช้ชีวิตอย่างที่ฝันเสียที
.
แต่โชคชะตากลับเล่นตลกร้าย เมื่อเธอพบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคร้ายแรงระยะสุดท้าย
.
ซึ่งมีสาเหตุมาจากการสูดดมควันบุหรี่มือสองจากสามีของเธอเองตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาในบ้าน เกรซรู้สึกโกรธ สมเพช และคับแค้นใจอย่างหนัก เธอร้องไห้ฟูมฟายและถามตัวเองซ้ำๆ ว่าทำไมเธอถึงยอมให้เขาบงการชีวิต ทำไมเธอถึงไม่มีความกล้าที่จะลุกขึ้นมาทำเพื่อตัวเองบ้างในตอนที่ยังมีเวลา
.
บรอนนี่เข้าใจความรู้สึกของการตกเป็นเหยื่อความคาดหวังของครอบครัวเป็นอย่างดี เธอเล่าให้เกรซฟังว่าตัวเธอเองก็เคยเป็นแกะดำของบ้าน เป็นมังสวิรัติในครอบครัวฟาร์มแกะ เป็นคนชอบว่ายน้ำในครอบครัวคนขี่ม้า และต้องทนฟังคำวิจารณ์ถากถางจากญาติพี่น้องมาตลอดชีวิตจนเธอแทบจะสูญเสียความเคารพในตัวเอง กว่าบรอนนี่จะเรียนรู้ที่จะมอบความเมตตาให้กับตัวเองและหยุดตกเป็นเหยื่อของคำพูดคนอื่นได้ เธอก็ต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมหาศาล
.
ความคับแค้นใจของเกรซกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่เธอต้องการส่งต่อให้บรอนนี่ เธอมองบรอนนี่ด้วยสายตาเด็ดเดี่ยวและบังคับให้บรอนนี่สัญญาว่าจะต้องกล้าหาญที่จะใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง อย่าปล่อยให้ใครมาขวางทางความสุขเด็ดขาด
.
แม้เกรซจะป่วยหนักจนเดินแทบไม่ได้ แต่เธอก็ยังคงเป็นเพื่อนคุยที่ยอดเยี่ยม บรอนนี่มักจะนำกีตาร์มาดีดและร้องเพลงให้เกรซฟังในห้องนอน เกรซชื่นชอบเพลงแต่งเองของบรอนนี่ที่ชื่อ "Beneath Australian Skies" มากเป็นพิเศษ เพราะมันเติมเต็มความฝันเรื่องการเดินทางที่เธอไม่เคยได้ทำ
.
มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันของทั้งคู่ คือตอนที่เกรซยืนกรานจะเดินไปเข้าห้องน้ำเองแทนที่จะใช้กระโถนข้างเตียง ด้วยความทุลักทุเลและเร่งรีบ บรอนนี่เผลอยัดชายชุดนอนของเกรซเข้าไปในกางเกงในตอนที่ดึงมันขึ้นมา แต่แทนที่เกรซจะหงุดหงิดหรืออับอาย หญิงชรากลับเดินเตาะแตะกลับเตียงพร้อมกับร้องเพลงฮัมทำนองเพลง "Beneath Australian Skies" ไปด้วยอย่างมีความสุข
.
สำหรับบรอนนี่แล้ว นั่นคือจุดสูงสุดในอาชีพนักดนตรีของเธออย่างแท้จริง การได้เห็นเพลงของตัวเองสร้างความสุขให้กับผู้หญิงที่กำลังจะจากโลกนี้ไปมันงดงามยิ่งกว่าสิ่งใด
.
เมื่อวาระสุดท้ายมาถึง เกรซปฏิเสธที่จะให้ครอบครัวมาดูใจเพราะไม่อยากให้ลูกๆ ต้องเจ็บปวด แต่บรอนนี่เกลี้ยกล่อมจนครอบครัวได้มาบอกลาเธอในที่สุด ก่อนที่เกรซจะสิ้นลมหายใจ เธอได้ทวงถามสัญญาจากบรอนนี่อีกครั้งด้วยเสียงกระซิบที่แผ่วเบาที่สุด บรอนนี่รับปากทั้งน้ำตา
.
และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ประโยคที่ว่าจงกล้าที่จะใช้ชีวิตเพื่อตัวเองก็ถูกสลักลึกลงไปในหัวใจของบรอนนี่ตลอดกาล โดยบรอนนี่ได้นำบทเพลงนั้นไปร้องบนเวทีเพื่ออุทิศให้กับเกรซในเวลาต่อมา
.
.
4. ความเสียใจข้อที่สอง - ฉันหวังว่าฉันจะไม่ได้ทำงานหนักขนาดนั้น
.
ชีวิตการเป็นผู้ดูแลของบรอนนี่ไม่ได้มีแต่เรื่องหดหู่ วันหนึ่งจอห์น คุณตาวัยเกือบเก้าสิบปี อดีตผู้บริหารระดับสูง ขอร้องให้บรอนนี่สวมชุดเดรสสีชมพูเพื่อพาเขาไปกินมื้อเที่ยงที่ร้านอาหารสุดหรูริมอ่าวซิดนีย์
.
จอห์นสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีน้ำเงินกรมท่าสุดเนี้ยบพร้อมกับฉีดน้ำหอมฟุ้ง เขาประคองหลังบรอนนี่เดินเข้าไปในร้านและแอบขยิบตาให้แก๊งเพื่อนชายวัยชราโต๊ะข้างๆ เพื่ออวดว่าเขามีสาวสวยควงมาด้วย ทำเอาบรอนนี่อดขำไม่ได้กับความเจ้าเล่ห์เหมือนเด็กหนุ่มของเขา
.
หลังจากกินอาหารมังสวิรัติที่ร้านอบมาให้เป็นพิเศษเสร็จ จอห์นก็พาร่างอันอ่อนแรงของเขาพร้อมกับบรอนนี่ไปทักทายเพื่อนๆ ซึ่งบรอนนี่ก็สวมบทบาทแฟนสาวกำมะลอโปรยเสน่ห์เสียจนจอห์นยืดอกด้วยความภาคภูมิใจ ทว่าภายใต้ความร่าเริงนั้น จอห์นกำลังจะตาย การออกไปกินข้าวครั้งนั้นสูบพลังงานของเขาไปจนหมดเกลี้ยงเหมือนคนแบกอิฐมาแปดสิบชั่วโมง
.
เย็นวันหนึ่ง ขณะที่ทั้งคู่นั่งห่มผ้าห่มอยู่บนระเบียงมองดูพระอาทิตย์ตกดินเหนือโรงโอเปร่าเฮาส์ จอห์นก็เอ่ยขึ้นมาลอยๆ ว่า "ฉันหวังว่าฉันจะไม่ได้ทำงานหนักขนาดนั้น ฉันนี่มันโง่จริงๆ"
.
จอห์นเล่าอดีตอันเจ็บปวดให้บรอนนี่ฟังว่า หลังจากลูกๆ ทั้งห้าคนโตและย้ายออกไปหมด มาร์กาเร็ต ภรรยาผู้แสนดีของเขาพยายามขอร้องให้เขาเกษียณอายุเพื่อที่ทั้งคู่จะได้ออกเดินทางท่องเที่ยวด้วยกัน
.
แต่มาร์กาเร็ตต้องทนรอแล้วรอเล่าถึงสิบห้าปี เพราะจอห์นเสพติดสถานะทางสังคมและอำนาจในหน้าที่การงาน เขาผลัดวันประกันพรุ่งมาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งจอห์นมองหน้าภรรยาที่เริ่มแก่ชราลงและตัดสินใจยอมเกษียณ มาร์กาเร็ตกอดเขาด้วยความดีใจและรีบโทรหาตัวแทนท่องเที่ยวเพื่อจองตั๋วทันที
.
แต่ความฝันก็พังทลายเมื่อจอห์นขอต่อเวลาทำงานอีก "แค่ปีเดียว" เพื่อปิดดีลธุรกิจชิ้นสุดท้าย โชคร้ายที่เวลาไม่เคยรอใคร สี่เดือนหลังจากนั้น มาร์กาเร็ตเริ่มมีอาการคลื่นไส้และถูกตรวจพบว่าเป็นโรคร้ายแรงระยะสุดท้าย และจากโลกนี้ไปก่อนที่จอห์นจะได้เกษียณเสียอีก
.
ความเสียใจข้อนี้กัดกินหัวใจของจอห์นมาตลอดชีวิตวัยเกษียณอันโดดเดี่ยว เขาเตือนบรอนนี่ด้วยความหวังดีว่าอย่าเอาแต่ทำงานจนลืมรักษาสมดุลของชีวิต อย่าปล่อยให้งานกลายเป็นทั้งหมดของชีวิตเพียงเพราะต้องการการยอมรับจากสังคม
.
คำเตือนของจอห์นทำให้บรอนนี่หันมาทบทวนชีวิตตัวเอง เธอทำงานดูแลผู้ป่วยวาระสุดท้ายสัปดาห์ละกว่าแปดสิบสี่ชั่วโมงจนแทบไม่มีเวลาให้ตัวเอง เพื่อสร้างสมดุล เธอจึงไปรับจ๊อบพิเศษสัปดาห์ละหนึ่งวันเป็นผู้จัดการสำนักงานในศูนย์เตรียมความพร้อมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์
.
การได้เห็นทารกตัวน้อยวัยเตาะแตะคลานมาจุ๊บแก้ม และได้อ่านเรื่องราวการเกิดที่เต็มไปด้วยความยินดี ช่วยเยียวยาจิตใจของบรอนนี่จากการต้องเผชิญหน้ากับความตายทุกวัน มันทำให้เธอตระหนักได้ว่า ผู้ป่วยที่กำลังจะตายทุกคนก็เคยเป็นทารกบริสุทธิ์มาก่อน
.
ความเข้าใจนี้ช่วยให้บรอนนี่รู้จักให้อภัยครอบครัวและคนรอบข้างที่เคยทำร้ายเธอ เพราะเธอรู้แล้วว่าคำพูดร้ายๆ เหล่านั้นมาจากบาดแผลในใจ ไม่ใช่จากตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา
.
.
5. เป้าหมายของชีวิต และความเรียบง่าย
.
บรอนนี่ได้มีโอกาสไปรับจ้างเฝ้าบ้านให้คนรวย ซึ่งทำให้เธอได้รู้จักกับเพิร์ล หญิงชราอารมณ์ดีผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่อาศัยอยู่กับสุนัขแสนรักสามตัว
.
เพิร์ลเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมาก แม้เธอจะสูญเสียสามีจากอุบัติเหตุ และสูญเสียลูกสาววัยแปดขวบด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวไปเมื่อสามสิบปีก่อน แต่เธอก็ไม่เคยจมปรักอยู่กับความทุกข์หรือทำตัวเป็นเหยื่อของโชคชะตา
.
เพิร์ลค้นพบเป้าหมายของชีวิตด้วยการเข้าไปช่วยงานโปรเจกต์พัฒนาชุมชน เธอบอกบรอนนี่ว่า เมื่อเราทำงานที่มีเป้าหมายและทำเพื่อผู้อื่น เงินตราและโอกาสดีๆ จะหลั่งไหลเข้ามาหาเราเองอย่างไม่น่าเชื่อ
.
บรอนนี่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะครั้งหนึ่งเธอเคยตั้งใจจะทำอัลบั้มเพลงของตัวเอง แต่ขาดเงินทุนจนท้อแท้และถึงขั้นไปนั่งร้องไห้ตอนทำสมาธิ แต่เมื่อเธอยอมปล่อยวาง จู่ๆ เธอก็ไปบังเอิญเจอคนรู้จักชื่อลีแอนน์ในร้านกาแฟ ซึ่งกำลังอยากหาที่ทำบุญและตกลงให้เงินทุนทำอัลบั้มแก่บรอนนี่ในเช้าวันจันทร์ถัดมาแบบดื้อๆ
.
เพิร์ลสอนบรอนนี่ว่า ความตั้งใจที่ดีคือแม่เหล็กดึงดูดความอุดมสมบูรณ์ และเราไม่ควรเสียเวลาชีวิตไปกับการทำงานที่ไม่มีความหมายเลยแม้แต่น้อย
.
จากเพิร์ล บรอนนี่ได้ไปดูแลชาร์ลี ชายชราผู้รักความสงบ แต่ครอบครัวของเขากลับเต็มไปด้วยความขัดแย้ง วันหนึ่งบรอนนี่ต้องรีบวิ่งเข้าไปในห้องนอนเพราะเกร็กและแมรี่แอนน์ ลูกชายและลูกสาวของชาร์ลีกำลังยืนตะโกนด่าทอข้ามเตียงผู้ป่วยที่พ่อของพวกเขานอนอยู่ เพื่อแย่งชิงมรดกในพินัยกรรม
.
บรอนนี่เชิญทั้งคู่ออกไปสงบสติอารมณ์ในครัวและช่วยไกล่เกลี่ยจนพวกเขาเริ่มคุยกันดีๆ ได้ เมื่อกลับมาที่เตียง ชาร์ลีส่ายหัวพร้อมกับบ่นว่า เกร็กเป็นคนบ้างานที่ทำแต่งานจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว เพียงเพราะอยากพิสูจน์ตัวเองและเรียกร้องความสนใจจากเขา
.
บรอนนี่จึงแนะนำให้ชาร์ลีบอกรักลูกชายตรงๆ เพื่อปลดล็อกความกดดันนั้น ชาร์ลียังบอกบรอนนี่อีกว่า สังคมทุกวันนี้วุ่นวายเพราะคนเราละทิ้ง "ความเรียบง่าย" ไป มนุษย์ไม่จำเป็นต้องมีบ้านหลังใหญ่หรือรถหรูหราเพื่อจะมีความสุขเลย บรอนนี่เองก็เคยบริจาคข้าวของจนเหลือสมบัติเพียงแค่ยัดใส่รถคันจิ๋วที่เธอตั้งชื่อเล่นให้ว่า "ไรซ์บับเบิล" และพบว่าชีวิตที่ไม่มีสมบัติพัสถานนั้นช่างเบาสบาย
.
ในวันถัดมา ชาร์ลีเรียกเกร็กเข้าไปหาและบอกรักลูกชายทั้งน้ำตา พร้อมทั้งบอกว่าเกร็กดีพอแล้วและไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีก
.
คำพูดนั้นปลดปล่อยเกร็กจากกรงขังในใจ หลังจากชาร์ลีจากไปอย่างสงบโดยมีลูกทั้งสองจับมืออยู่ข้างเตียง
.
หนึ่งปีให้หลัง เกร็กได้ส่งอีเมลมาหาบรอนนี่เพื่อบอกว่า เขาได้ขายบ้านหลังใหญ่ทิ้งและย้ายไปอยู่ในเมืองเล็กๆ ตามชนบทแล้ว แม้จะได้เงินเดือนน้อยลง แต่เขาก็มีเวลาให้ลูกๆ เพิ่มขึ้นวันละชั่วโมงครึ่ง และมีความสุขกับชีวิตที่เรียบง่ายอย่างที่พ่อเคยสอนไว้
.
เกร็กปิดท้ายอีเมลฉบับนั้นด้วยประโยคสั้นๆ แต่ทรงพลังว่า "จงใช้ชีวิตให้เรียบง่ายเข้าไว้" (Keep it Simple) ซึ่งเป็นบทสรุปของความสุขที่แท้จริงอย่างไม่ต้องสงสัย
.
.
6. ความเสียใจข้อที่สาม - การไม่กล้าแสดงความรู้สึก
.
ถ่ายทอดผ่านเรื่องราวของจู๊ด หญิงสาวผู้สง่างามที่กำลังสูญเสียการควบคุมร่างกายและที่ร้ายแรงที่สุดคือการสูญเสียความสามารถในการพูด
.
จู๊ดต้องใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิเศษที่เชื่อมต่อกับเลเซอร์บนแว่นตา เพื่อสะกดตัวอักษรทีละตัวด้วยการขยับศีรษะอันน้อยนิด แม้จะยากลำบาก แต่จู๊ดก็พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อสื่อสารกับบรอนนี่ โดยเน้นย้ำเสมอว่าคนเราต้องกล้าหาญพอที่จะแสดงความรู้สึกออกมาให้คนอื่นรับรู้ก่อนที่จะสายเกินไป
.
จู๊ดเล่าว่าเธอเคยตัดสินใจเลือกใช้ชีวิตคู่กับเอ็ดเวิร์ด ชายที่เธอรัก ซึ่งทำให้แม่ของเธอโกรธจัดและตัดขาดความสัมพันธ์กันไปเลย
.
แม้จะเจ็บปวดที่แม่ไม่ยอมมาเยี่ยมแม้ในวาระสุดท้าย แต่จู๊ดก็ไม่เสียใจที่เลือกทำตามหัวใจตัวเอง และเพื่อไม่ให้มีความรู้สึกติดค้าง เธอจึงใช้ความพยายามอย่างมากในการเขียนจดหมายสารภาพความรู้สึกทั้งหมดส่งไปให้แม่เก็บไว้ในลิ้นชักของเอ็ดเวิร์ด เพื่อรอวันส่งมอบ
.
สิ่งที่ทำให้จู๊ดตระหนักถึงความสำคัญของการบอกรัก คือเหตุการณ์ที่เธอสูญเสียเทรซี่ เพื่อนสนิทผู้ร่าเริงและเป็นศูนย์กลางของเสียงหัวเราะในกลุ่มเพื่อน
.
เทรซี่จากไปอย่างกะทันหันจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทิ้งให้เพื่อนๆ หลายคนจมอยู่กับความรู้สึกผิดที่ไม่มีโอกาสได้บอกลาหรือบอกว่ารักเธอมากแค่ไหน แต่สำหรับจู๊ด เธอไม่มีความรู้สึกผิดนั้นเลย เพราะเพียงไม่กี่วันก่อนเกิดอุบัติเหตุ ทั้งคู่เพิ่งไปกินมื้อเที่ยงด้วยกัน และตอนที่กอดลากัน จู๊ดก็ได้บอกเทรซี่ไปแล้วว่าเธอรักและเห็นคุณค่าของมิตรภาพนี้มากแค่ไหน
.
จู๊ดสอนบรอนนี่ว่า ความรู้สึกผิดคือพิษร้ายที่กัดกินจิตใจ และเราสามารถหลีกเลี่ยงมันได้ง่ายๆ เพียงแค่หัดพูดคำว่ารักและขอบคุณคนรอบข้างให้เป็นนิสัย อย่าคิดเอาเองว่าทุกคนจะอยู่กับเราตลอดไป เพราะชีวิตนั้นสั้นเกินกว่าจะเก็บซ่อนความรู้สึกไว้คนเดียว
.
บทเรียนจากจู๊ดทำให้บรอนนี่เริ่มหันกลับมามองกำแพงในใจของตัวเอง และตั้งใจที่จะรื้อถอนมันลงเพื่อเปิดรับความรู้สึกของคนอื่นมากขึ้น
.
.
7. กำแพงในใจของบรอนนี่ และเสียงฮัมเพลงของหญิงชราความจำเสื่อม
.
บรอนนี่เองก็เคยตกเป็นเหยื่อของการไม่กล้าแสดงความรู้สึกเช่นกัน ในช่วงที่งานดูแลผู้ป่วยขาดช่วง เธอตกอยู่ในสภาวะถังแตกจนแทบไม่มีเงินซื้อข้าวกิน ด้วยความหวาดกลัวที่จะถูกปฏิเสธ บรอนนี่จึงไม่กล้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ และเลือกที่จะไปนอนขดตัวอยู่ในรถคันจิ๋วที่เธอตั้งชื่อว่าไรซ์บับเบิลแทน
.
ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บในคืนฤดูหนาว บรอนนี่ต้องทนทรมานกับความเหงาและความรู้สึกไร้ค่าจนถึงขั้นคิดอยากจบชีวิตตัวเอง เธอรู้สึกเหมือนโลกนี้ไม่มีใครเข้าใจ
.
จนกระทั่งวันหนึ่งขณะที่นั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ริมอ่าวซิดนีย์ เธอเห็นฝูงโลมาว่ายน้ำเล่นและกระโดดขึ้นเหนือน้ำด้วยความเบิกบาน ภาพนั้นทำให้เธอได้สติและตัดสินใจรวบรวมความกล้าโทรหาเพื่อนเพื่อขอความช่วยเหลือ ซึ่งเพื่อนก็ต้อนรับเธออย่างอบอุ่นทันที
.
ทันใดนั้นเอ็ดเวิร์ดก็โทรมาเสนองานดูแลจู๊ดให้เธอพอดี บรอนนี่จึงตระหนักได้ว่า กำแพงที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองนั้น แท้จริงแล้วกลับเป็นสิ่งที่กักขังเธอไว้จากความรักและความช่วยเหลือของคนรอบข้าง
.
การกล้าแสดงออกยังรวมถึงการสื่อสารกับคนที่ไม่น่าจะรับรู้เรื่องราวได้อีกด้วย บรอนนี่เคยรับงานดูแลแนนซี่ หญิงชราที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ระยะสุดท้าย
.
แนนซี่มักจะมีอาการกระสับกระส่าย พูดจาไม่รู้เรื่อง และไม่อยู่นิ่งเลยแม้แต่นาทีเดียว ในช่วงพักเบรก บรอนนี่มักจะเดินลงไปที่โขดหินริมหาดเพื่อสูดอากาศ และบ่อยครั้งที่เธอจะได้ยินเสียงชายคนหนึ่งเป่าแซกโซโฟนเคล้าไปกับเสียงคลื่น
.
เมื่อกลับมาที่บ้าน บรอนนี่มักจะเล่าเรื่องชายเป่าแซกโซโฟนให้แนนซี่ฟังเสมอ แม้จะรู้ดีว่าหญิงชราคงไม่เข้าใจและไม่เคยมีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ก็ตาม แต่บรอนนี่ก็ยังคงเล่าต่อไปด้วยความหวังดี
.
จนกระทั่งวันหนึ่ง หลังจากที่บรอนนี่เล่าถึงท่วงทำนองอันไพเราะให้ฟัง แนนซี่กลับสบตาบรอนนี่แล้วยิ้มออกมา จากนั้นหญิงชราก็เริ่มฮัมเพลงเบาๆ อยู่เป็นเวลานาน แทนที่จะมีอาการกระสับกระส่ายเหมือนทุกที แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่แนนซี่จะกลับไปอยู่ในโลกที่สับสนของเธอตามเดิม
.
แต่มันก็เป็นของขวัญล้ำค่าที่พิสูจน์ให้บรอนนี่เห็นว่า การแสดงความรู้สึกและความปรารถนาดีออกไปนั้นไม่เคยสูญเปล่า แม้ผลลัพธ์อาจจะไม่ได้มาในรูปแบบที่เราคาดหวัง แต่มันก็มักจะส่งผลดีต่อหัวใจของใครบางคนเสมอ
.
.
8. ความเสียใจข้อที่สี่ - มิตรภาพที่หล่นหายระหว่างทาง
.
การทำงานในบ้านพักคนชราไม่ใช่สิ่งที่บรอนนี่โปรดปรานนัก เพราะมันมักจะเต็มไปด้วยบรรยากาศหดหู่และผู้คนที่ถูกทอดทิ้ง แต่ที่นั่นเองที่เธอได้พบกับโดริส หญิงชราในชุดนอนสีชมพูที่นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนเตียง
.
โดริสสารภาพว่าเธออยู่ที่นี่มาสี่เดือนแล้วและแทบไม่เห็นรอยยิ้มจากใครเลย ลูกสาวคนเดียวของเธอก็ย้ายไปอยู่นิวซีแลนด์ ทำให้เธอต้องเผชิญกับความเหงาจับใจ
.
สิ่งที่โดริสเสียใจที่สุดในวาระสุดท้ายคือการปล่อยให้มิตรภาพดีๆ หล่นหายไปตามกาลเวลา เธอโหยหาเพื่อนเก่าที่เคยเข้าใจและหัวเราะด้วยกัน บรอนนี่ซึ่งเคยผ่านช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดในชีวิตและรอดมาได้เพราะเพื่อนสนิทที่โทรมาเล่นกีตาร์เพลง Vincent ของ Don McLean ให้ฟังทางโทรศัพท์ เข้าใจความรู้สึกนี้ดีกว่าใคร เธอจึงรับอาสาเป็นนักสืบจำเป็นเพื่อตามหาเพื่อนเก่าสี่คนให้โดริสตามรายชื่อที่จดไว้ให้
.
ภารกิจตามหาเพื่อนเก่าเริ่มต้นขึ้นอย่างทุลักทุเล เพื่อนคนแรกชื่อเอลซี่โชคร้ายป่วยเป็นเส้นเลือดในสมองแตกจนพูดไม่ได้ โดริสจึงฝากให้บรอนนี่จดจดหมายสั้นๆ ไปให้ลูกชายของเอลซี่อ่านให้ฟังข้างเตียง ซึ่งก็ทำให้เอลซี่ยิ้มได้ในที่สุด
.
ส่วนเพื่อนอีกสองคนนั้นสายเกินไป พวกเธอจากโลกนี้ไปแล้ว ความหวังสุดท้ายตกอยู่ที่ลอร์เรน บรอนนี่ใช้ความพยายามอย่างหนักในการโทรศัพท์สอบถามจนกระทั่งได้เบอร์โทรศัพท์ของลอร์เรนมาในที่สุด
.
ทันทีที่บรอนนี่ยื่นกระดาษจดเบอร์โทรศัพท์ให้ โดริสก็กระโดดกอดเธอด้วยความตื่นเต้นดีใจสุดขีด บรอนนี่ช่วยต่อสายให้และปล่อยให้หญิงชราสองคนได้คุยกัน แม้เสียงของพวกเธอจะแหบพร่าตามวัย แต่บรรยากาศและเสียงหัวเราะที่ดังลอดออกมานั้นราวกับเด็กสาววัยรุ่นสองคนที่ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง
.
เหตุการณ์นี้สอนให้บรอนนี่ตระหนักว่า ไม่ว่าชีวิตจะยุ่งเหยิงแค่ไหน เราก็ไม่ควรละเลยเพื่อนแท้ เพราะในวาระสุดท้ายของชีวิต สิ่งที่เราโหยหาที่สุดไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากการได้ร่วมรำลึกความหลังกับคนที่รักและเข้าใจเราอย่างแท้จริง
.
.
9. อลิซาเบธกับการให้อภัยตัวเองและมิตรภาพที่หวนคืน
.
อลิซาเบธเป็นหญิงวัยกลางคนอายุเพียงห้าสิบกว่าปีที่กำลังจะตายด้วยโรคที่เกิดจากการติดเหล้ามานานกว่าสิบห้าปี ครอบครัวของเธอเลือกที่จะปิดบังความจริงเรื่องความตายและสั่งห้ามไม่ให้เพื่อนๆ หรือใครก็ตามที่อาจจะแอบเอาเหล้ามาให้เข้ามาเยี่ยมเด็ดขาด
.
แต่คนป่วยย่อมรู้ร่างกายตัวเองดี เช้าวันหนึ่งขณะนั่งจิบชาในห้องกระจกรับแสงแดดอุ่นๆ อลิซาเบธก็รวบรวมความกล้าถามบรอนนี่ตรงๆ ว่าเธอกำลังจะตายใช่ไหม บรอนนี่เลือกที่จะพยักหน้ารับอย่างซื่อสัตย์
.
การเปิดอกคุยกันครั้งนั้นทลายกำแพงระหว่างทั้งสองลง อลิซาเบธไม่ได้โกรธครอบครัวที่ปิดบัง เธอกลับเข้าใจและให้อภัยพวกเขาที่ต้องทำแบบนั้นเพราะความกลัว แต่สิ่งที่ค้างคาใจเธอคือความเสียใจที่ทำตัวเละเทะจนต้องสูญเสียเพื่อนดีๆ ไปมากมายในอดีต
.
เมื่อครอบครัวเห็นว่าอลิซาเบธยอมรับความจริงและก้าวข้ามความต้องการแอลกอฮอล์ไปแล้ว พวกเขาจึงอนุญาตให้บรอนนี่ติดต่อเพื่อนเก่าของเธอให้มาเยี่ยมได้
.
ไม่กี่วันต่อมา หญิงสาวหน้าตาสดใสสองคนก็ปรากฏตัวขึ้นที่ข้างเตียง คนหนึ่งขับรถลงมาจากภูเขา ส่วนอีกคนบินตรงมาจากรัฐควีนส์แลนด์ทันทีที่รู้ข่าว บรอนนี่เดินเลี่ยงออกจากห้องเพื่อให้พวกเธอได้ใช้เวลาส่วนตัว และทันใดนั้นเธอก็ได้ยินเสียงอลิซาเบธเอ่ยคำขอโทษจากใจจริง ตามมาด้วยคำให้อภัยในทันทีจากเพื่อนทั้งสองที่บอกว่าเรื่องอดีตมันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว
.
การได้พบเพื่อนเก่าช่วยปลดปล่อยอลิซาเบธจากความรู้สึกผิดที่กัดกินใจมานาน เธอสอนบรอนนี่ว่าอย่ากลัวที่จะแสดงความอ่อนแอให้เพื่อนเห็น เพราะเพื่อนแท้คือคนที่พร้อมจะยอมรับเราในแบบที่เราเป็นเสมอ
.
ในเช้าวันสุดท้ายของชีวิต อลิซาเบธไม่สามารถพูดหรือกลืนน้ำลายได้อีกแล้ว เธอทำได้เพียงมองหน้าบรอนนี่ ขยับปากพูดคำว่าขอบคุณแบบไม่มีเสียง ก่อนจะจากไปอย่างสงบท่ามกลางความรักของครอบครัวและเพื่อนๆ ที่โอบล้อมเธอไว้
.
.
10. ความเสียใจข้อที่ห้า - ลืมอนุญาตให้ตัวเองมีความสุข
.
โรสแมรี่เป็นอดีตผู้บริหารหญิงระดับสูงที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในยุคที่ผู้ชายเป็นใหญ่ในแวดวงธุรกิจ เธอไต่เต้าขึ้นสู่จุดสูงสุดด้วยความฉลาดและเด็ดขาด
.
หลังจากต้องหนีตายจากการถูกสามีทำร้ายร่างกายอย่างหนักในวัยเยาว์ ประสบการณ์อันเลวร้ายหล่อหลอมให้เธอกลายเป็นคนแข็งกร้าว เจ้าระเบียบ และชอบใช้อำนาจข่มขู่คนอื่น ซึ่งพฤติกรรมนี้ก็ตามมาหลอกหลอนผู้ดูแลทุกคนจนพากันโบกมือลาไปทีละคน
.
โรสแมรี่ยอมรับบรอนนี่เพียงเพราะเห็นว่าเคยทำงานธนาคารมาก่อน น่าจะไม่ใช่พวกโง่เขลา แต่กระนั้นเธอก็ยังคงแผลงฤทธิ์ความเกรี้ยวกราดใส่บรอนนี่แทบทุกเช้า
.
จนกระทั่งวันหนึ่งที่ความอดทนสิ้นสุดลง บรอนนี่ยื่นคำขาดว่าถ้าโรสแมรี่ยังทำตัวร้ายกาจแบบนี้ เธอจะลาออก โรสแมรี่ของขึ้นและตะโกนไล่บรอนนี่ออกจากบ้านทันที
.
แต่แทนที่จะเก็บของ บรอนนี่กลับเดินไปนั่งลงข้างๆ โรสแมรี่บนเตียง ปล่อยให้หญิงชราตะโกนด่าทอจนหมดแรง เมื่อความเงียบเข้าปกคลุม บรอนนี่ก็โอบกอดหญิงชราจอมเผด็จการ หอมแก้มเธอหนึ่งฟอด แล้วเดินไปชงชามาให้ ทำเอาโรสแมรี่ถึงกับสิ้นฤทธิ์และกลับกลายเป็นเหมือนเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่หลงทาง
.
หลังจากเหตุการณ์ปราบพยศครั้งนั้น ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา พวกเธอมักจะนอนเล่นบนเตียงคู่กันในตอนบ่าย พูดคุยเรื่องความฝันและชีวิตหลังความตาย
.
เย็นวันหนึ่ง โรสแมรี่ก็โพล่งขึ้นมาว่าเธอเสียใจที่ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เธอไม่เคยอนุญาตให้ตัวเองมีความสุขเลย เธอใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกผิดและคิดว่าตัวเองไม่คู่ควรกับความสุข เพียงเพราะเธอไม่ได้เป็นในสิ่งที่ครอบครัวหรือสังคมคาดหวัง
.
โรสแมรี่เพิ่งมาตระหนักได้ในวาระสุดท้ายว่า ความสุขคือสิ่งที่มนุษย์เราเลือกเองได้ เราสามารถเลือกที่จะมองข้ามคำตัดสินของคนอื่นและมอบความเมตตาให้กับตัวเองได้เสมอ
.
บรอนนี่เห็นด้วยและชื่นชมที่อย่างน้อยในวาระสุดท้าย โรสแมรี่ก็ได้เรียนรู้ที่จะรักตัวเองและปล่อยให้เสียงหัวเราะเข้ามาในชีวิตอีกครั้ง รอยยิ้มของหญิงชราที่เคยแข็งกร้าวกลับกลายเป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนและงดงามที่สุด ก่อนที่เธอจะจากโลกนี้ไปอย่างรวดเร็วด้วยอาการปอดบวม โดยมีบรอนนี่คอยดูแลจัดการแต่งตัวให้เป็นครั้งสุดท้าย
.
.
11. การตระหนักรู้ว่าความสุขคือการเดินทาง ไม่ใช่เส้นชัย
.
แม้บรอนนี่จะได้เรียนรู้เรื่องการอนุญาตให้ตัวเองมีความสุขจากโรสแมรี่ไปแล้ว แต่บทเรียนข้อนี้ก็ยังถูกตอกย้ำอีกครั้งในมุมมองที่ต่างออกไปผ่านแคธ หญิงสาววัยกลางคนผู้เป็นที่รักของเพื่อนฝูงและอุทิศชีวิตให้กับการทำงานเพื่อสังคม
.
แคธป่วยหนักจนร่างกายผ่ายผอมและสูญเสียการควบคุมร่างกายไปทีละส่วน วันหนึ่งขณะที่กำลังนั่งแช่น้ำในอ่างเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ร่างกายจะอ่อนแอจนไม่สามารถลงอ่างได้อีกต่อไป เธอก็ปล่อยโฮออกมาอย่างหนักหน่วง ร้องไห้ฟูมฟายให้กับทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังจะสูญเสียไป
.
เมื่อสงบลง แคธสารภาพกับบรอนนี่ว่าเธอไม่ได้รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำมาตลอดชีวิต แต่ถ้าสามารถย้อนเวลากลับไปเลือกได้ เธออยากจะอนุญาตให้ตัวเองมีความสุขให้มากกว่านี้
.
แคธเล่าว่าเธอเอาแต่ทุ่มเทให้กับโครงการช่วยเหลือเยาวชนจนเอาความสุขของตัวเองไปผูกติดกับ "ผลลัพธ์" ของงานมากเกินไป เธอเฝ้ารอให้โครงการสำเร็จลุล่วงก่อนถึงจะยอมให้ตัวเองมีความสุข จนลืมไปว่าแท้จริงแล้วความสุขสามารถหาได้จากความซาบซึ้งใจในทุกๆ วันระหว่างการเดินทาง
.
บทเรียนจากแคธสอนให้บรอนนี่เห็นอย่างกระจ่างชัดว่า ความสุขไม่ใช่สิ่งที่ต้องรอให้สถานการณ์ทุกอย่างในชีวิตเข้าที่เข้าทางก่อน แต่สถานการณ์ต่างๆ จะเข้าที่เข้าทางเองเมื่อเราพบความสุขจากภายในแล้วต่างหาก
.
ในวาระสุดท้าย ความจำและพลังงานของแคธกลับมากระจ่างใสขึ้นอีกครั้งในช่วงสั้นๆ เพื่อเล่นมุกตลกขบขันและบอกลาเพื่อนๆ ก่อนที่ร่างกายจะทรุดหนักและจากไปอย่างสงบ เหตุการณ์นี้ทิ้งท้ายให้บรอนนี่ตระหนักว่าถึงเวลาแล้วที่เธอจะต้องเลิกขลุกอยู่กับความตาย แล้วออกไปใช้ชีวิตเพื่อหาความสุขให้ตัวเองเสียที
.
.
12. คาถา "ยิ้มและรู้ไว้" กับการกะเทาะโคลนตมเพื่อเปล่งประกายแสง
.
บรอนนี่คิดค้นคาถาสั้นๆ ประจำใจขึ้นมาว่า "Smile and Know" (ยิ้มและรู้ไว้) เพื่อคอยเตือนตัวเองในวันที่ท้อแท้ว่า ให้ยิ้มรับและรู้ไว้เสมอว่าช่วงเวลาเลวร้ายจะผ่านไปและสิ่งดีๆ กำลังจะเดินทางมาถึง
.
บรอนนี่เปรียบเทียบมนุษย์ทุกคนว่าเหมือนหลอดไฟที่ส่องสว่าง แต่เมื่อโตขึ้นก็มักจะถูกพอกพูนไปด้วย "โคลนตม" ซึ่งก็คือบาดแผล ความกลัว และความคาดหวังของสังคม จนทำให้แสงสว่างนั้นเลือนรางลงไป
.
หลอดไฟบางดวงเลือกที่จะจมอยู่ในความมืดและคอยปาโคลนใส่หลอดไฟดวงอื่นที่พยายามจะส่องแสง แต่เมื่อเรามีความกล้าหาญพอที่จะค่อยๆ กะเทาะโคลนตมของตัวเองออก แสงสว่างจากตัวเราจะเจิดจ้าเสียจนโคลนตมของคนอื่นไม่สามารถสาดมาติดเราได้อีกต่อไป มันจะแค่ลื่นไหลออกไปโดยไม่ทิ้งรอยเปื้อนใดๆ
.
บรอนนี่นำบทเรียนจากผู้ป่วยวาระสุดท้ายทั้งหมดมาปรับใช้ในชีวิตจริง เธอเลิกสนใจคำตัดสินของคนอื่น อนุญาตให้ตัวเองมีความสุข และทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจด้วยการกลับมาแต่งเพลง ทำอัลบั้ม และจัดรายการดนตรีสำหรับเด็กเล็กๆ ซึ่งทำให้เธอได้เห็นรอยยิ้มบริสุทธิ์ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
.
ในที่สุด บรอนนี่ก็สามารถสร้างชีวิตที่ปราศจากความเสียใจได้อย่างแท้จริง เธอปิดท้ายเรื่องราวด้วยการเตือนใจผู้อ่านทุกคนว่า เวลาของชีวิตนั้นแสนสั้น เราไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวาระสุดท้ายบนเตียงผู้ป่วยเพื่อจะตระหนักรู้ถึงความจริงข้อนี้ จงใช้ชีวิตให้เรียบง่าย กล้าที่จะแสดงความรู้สึก รักษามิตรภาพ และที่สำคัญที่สุดคือ อนุญาตให้ตัวเองมีความสุขตั้งแต่วันนี้
.
.
===============================
.
“ไม่กล้าใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง เพราะกลัวคนอื่นผิดหวัง
ทำงานจนลืมว่าใครบางคนรออยู่ที่บ้าน
เก็บคำว่ารักไว้ในอก เพราะคิดว่ายังมีวันพรุ่งนี้เสมอ
ปล่อยให้เพื่อนเก่าหายไปกับสายลม โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่
แล้วก็ลืมอนุญาตให้ตัวเองมีความสุข เพราะรู้สึกลึกๆ ว่าตัวเองยังไม่คู่ควร”
.
.
ห้าข้อนี้ไม่ได้น่ากลัวเพราะมันเป็นเรื่องของคนบนเตียงผู้ป่วย มันน่ากลัวเพราะมันเป็นเรื่องของคนที่กำลังนั่งอ่านอยู่ตรงนี้
.
อย่ารอให้ห้าข้อนั้นกลายเป็นของคุณ ในวันที่สายเกินไป
.
.
.
.
.
#SuccessStrategies