ว่าด้วยพลังแห่งมิตรภาพ (เมื่อการมีเพื่อนแท้คือ Biohack ที่ดีที่สุด) โดย Simon Sinek จากรายการ The Diary of a CEO

ยุคนี้เราสามารถสั่งอาหารมาส่งถึงหน้าบ้านได้เพียงแค่กระดิกนิ้ว หรือดูหนังหลักหมื่นเรื่องได้โดยไม่ต้องก้าวออกจากห้องนอน Simon Sinek จึงเปิดประเด็นชวนคิดว่า เรากำลังอยู่ในยุคที่ "สถาปัตยกรรมแห่งการใช้ชีวิต" ถูกออกแบบมาเพื่อผลักเราให้อยู่ตัวคนเดียวอย่างสมบูรณ์แบบครับ
.
ไซมอนมองว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ถูกหล่อหลอมมาให้นับล้านปีเพื่ออยู่รวมกันเป็นกลุ่ม แต่ในเวลาไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา เรากลับพยายามอย่างยิ่งที่จะตัด "แรงเสียดทาน" ในการเจอผู้คนออกไปจนหมดสิ้น
.
ความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้นกลับสวนทางกับความสุขทางจิตใจ เพราะเราได้ทำลายโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์แบบไม่ได้นัดหมาย (Spontaneous Interaction) ซึ่งเป็นรากฐานของความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไปเสียแล้ว
.
ยิ่งไปกว่านั้น ไซมอนและสตีเฟนยังร่วมกันวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ "สุญญากาศทางการนำ" ที่กำลังแผ่ขยายไปทั่วโลก พวกเขาสังเกตเห็นว่าต้นแบบความสำเร็จที่เยาวชนยุคนี้มองเห็นผ่านหน้าจอ...
.
...ไม่ใช่ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์หรือมีความเมตตา แต่กลับเป็นกลุ่มคนที่ชูโรงด้วยภาพลักษณ์ของความร่ำรวยแบบฉาบฉวยและการมีอำนาจเหนือผู้อื่น
.
สตีเฟนเล่าว่าเขามักได้ยินความกังวลจากพ่อแม่ยุคใหม่ว่า ลูกชายของพวกเขากำลังถูกครอบงำด้วยแนวคิดที่ว่า "ความแกร่ง" คือการเอาชนะและเหยียบหัวคนอื่น ซึ่งไซมอนวิเคราะห์ว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะเราขาดผู้นำที่สอนเรื่อง "ความอ่อนน้อมถ่อมตน" และ "ความรับผิดชอบต่อผู้อื่น"
.
เมื่อไม่มีเข็มทิศที่ถูกต้อง คนจึงหันไปหาอะไรก็ตามที่ส่งเสียงดังที่สุดในโลกโซเชียลแทน
.
.
=======================
.
1. วิทยาศาสตร์ของมิตรภาพ และเหตุผลที่น้ำผลไม้สกัดเย็นช่วยคุณไม่ได้
.
ไซมอนตั้งข้อสังเกตอย่างติดตลกว่า ในขณะที่คนยุคนี้ยอมทุ่มเงินมหาศาลไปกับการ "Biohacking" ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารเสริมแปลกๆ การตรวจเลือดเพื่อหาค่าสารอาหารที่ละเอียดอ่อน หรือการลงไปแช่ในถังน้ำแข็งอุณหภูมิติดลบเพื่อหวังจะอายุยืนยาว
.
แต่กลับมีน้อยคนนักที่จะตระหนักว่า "มิตรภาพ" คือเครื่องมือ Biohack ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ธรรมชาติเคยสร้างมา
.
เขายกตัวอย่างการทดลองที่โด่งดังเรื่อง "Rat Park" ของ Bruce Alexander เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า หนูที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่โดดเดี่ยวจะเลือกกินแต่น้ำที่ผสมมอร์ฟีนจนตาย แต่หนูที่อยู่ใน "สวน" ที่มีเพื่อนหนูและมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกลับเลือกที่จะใช้ชีวิตตามปกติและไม่แตะต้องยาเสพติดเลย
.
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาทางสุขภาพจิตหลายอย่างที่เราเผชิญอยู่ ทั้งความวิตกกังวล ความซึมเศร้า หรือแม้แต่การเสพติดหน้าจอ ไม่ได้เกิดจากสารเคมีในสมองเพียงอย่างเดียว แต่มันเกิดจากการที่เราขาด "โครงสร้างทางอารมณ์" ที่แข็งแรงจากการมีเพื่อนแท้
.
ไซมอนมองว่าเราอยู่ในโลกที่มีอุตสาหกรรมการเรียนรู้เพื่อเป็นผู้นำ มีคอร์สสอนการเป็นพ่อแม่ที่ดี แต่เรากลับไม่มี "อุตสาหกรรมมิตรภาพ" เลย เราละเลยการสอนทักษะพื้นฐานอย่างการฟังอย่างตั้งใจ การยอมรับความเปราะบางของตัวเอง หรือการยืนเคียงข้างเพื่อนในวันที่มืดมิดที่สุด เพราะเรามัวแต่ไปให้ความสำคัญกับทักษะที่ใช้ทำมาหากินจนลืมทักษะที่ใช้ "ทำมาหาใจ" ไปหมดสิ้นครับ
.
.
2. ปรัชญาของกล้ามเนื้อต้นขา และการกลับมาของทักษะการมีปฏิสัมพันธ์
.
หนึ่งในประเด็นที่ชวนอึ้งที่สุดในบทสนทนานี้คือเมื่อไซมอนยกข้อมูลทางการแพทย์มาพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง "ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา" (Quadriceps) กับอายุขัย
.
ฟังดูเหมือนเขาจะชวนเราไปเข้ายิมเล่นเวทนะครับ แต่ความหมายลึกๆ ที่ซ่อนอยู่คือ ในอดีตนั้น กล้ามขาคือสิ่งที่พาเราเคลื่อนที่ไปหา "เผ่า" หรือสังคมของเรา คนที่เดินไม่ไหวคือคนที่ต้องอยู่โดดเดี่ยวและเสียชีวิตในที่สุด
.
ในทางกลับกัน มนุษย์ที่ยังมีแรงเดินไปพูดคุย ไปแลกเปลี่ยนความร้อนเย็นกับเพื่อนบ้าน คือคนที่จะมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพจิตที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด กล้ามเนื้อต้นขาจึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของความงาม แต่เป็นดัชนีชี้วัดโอกาสในการเข้าสังคมนั่นเอง
.
ไซมอนเล่าว่าเขามักจะเจอคนหนุ่มสาวที่ดูมีความมั่นใจในหน้าที่การงานสูงมาก เดินเข้ามาถามเขาเป็นการส่วนตัวว่า "ผมจะหาเพื่อนได้ยังไง?" หรือ "ผมต้องทำตัวแบบไหนคนถึงจะอยากเป็นเพื่อนด้วย?"
.
คำถามเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าทักษะทางสังคมที่เคยเป็นเรื่องธรรมชาติเหมือนการหายใจ ได้กลายเป็น "ของหายาก" ในยุคดิจิทัลไปแล้ว เราเก่งเรื่องการส่งข้อความหากัน แต่เรากลับประหม่าเมื่อต้องนั่งสบตาและพูดคุยเรื่องที่ลึกซึ้ง
.
ไซมอนเน้นย้ำว่าหากเราไม่เริ่มฝึกฝนกล้ามเนื้อแห่งมิตรภาพนี้ตั้งแต่วันนี้ ต่อให้เรามีเงินทองมากมายแค่ไหน เราก็จะกลายเป็นแค่คนรวยที่เดินอยู่อย่างโดดเดี่ยวในสถาปัตยกรรมที่เราสร้างขึ้นเองครับ
.
.
3. เมื่อการเป็น "ผู้ให้" คือยารักษาใจที่มีประสิทธิภาพที่สุด
.
ไซมอนขยี้ประเด็นเรื่องความเหงาต่อว่า จริงๆ แล้วทางออกของความอ้างว้างไม่ได้อยู่ที่การพยายามทำให้คนอื่นมารักเรา แต่อยู่ที่การ "รับใช้ผู้อื่น" (Service)
.
เขาเล่าเรื่องราวที่เปลี่ยนชีวิตของเขาผ่านความสัมพันธ์กับเพื่อนสาวคนหนึ่งที่กำลังตกที่นั่งลำบากอย่างหนัก ทั้งเรื่องงานที่พังทลายและชีวิตคู่ที่ล่มสลาย
.
ในช่วงแรก ไซมอนพยายามทำตัวเป็น "ที่ปรึกษาผู้รอบรู้" โดยการโทรหาเธอสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละกว่าชั่วโมงเพื่อประโคมคำแนะนำและพลังบวกใส่เธอ แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่า พอวางสายเธอก็กลับไปดิ่งเหมือนเดิม ส่วนเขาก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยหน่ายที่คำแนะนำเหล่านั้นดูจะไร้ผล
.
จนกระทั่งไซมอนฉุกคิดถึงหลักการของกลุ่มบำบัดผู้ติดสุรา (Alcoholics Anonymous) ที่ระบุว่า ขั้นตอนสุดท้ายของการเยียวยาคือการไปช่วยคนอื่นที่กำลังแย่เหมือนเรา
.
เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนกติกาใหม่ โดยการโทรไปสารภาพกับเพื่อนคนนั้นตรงๆ ว่า "จริงๆ แล้วช่วงนี้ฉันก็รู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองเหมือนกัน ฉันต้องการคำแนะนำจากแกว่ะ" แล้วเขาก็เสนอให้แบ่งเวลาคุยกันคนละ 45 นาที โดยให้เธอเป็นคนช่วยแก้ปัญหาให้เขาบ้าง
.
ผลลัพธ์มันน่าทึ่งมากครับ เพราะเมื่อเธอเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้รับที่น่าสงสาร" มาเป็น "ผู้ให้ที่มีคุณค่า" พลังใจของเธอก็กลับมาทันที ไซมอนสรุปว่านี่คือทักษะที่โลกปัจจุบันขาดแคลน คือทักษะการอนุญาตให้คนอื่นได้ดูแลเรา และการรู้วิธีที่จะดูแลคนอื่นอย่างมีชั้นเชิงครับ
.
.
4. บทเรียนจากหน่วยรบพิเศษ และความหมายที่แท้จริงของคำว่า "พี่น้อง"
.
เมื่อการรับใช้มาผสมผสานกับความไว้เนื้อเชื่อใจ ไซมอนได้พาเราไปดูตัวอย่างจากหน่วย Navy SEALs ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ทำงานภายใต้ความกดดันสูงสุดในโลก
.
เขาตั้งคำถามว่าอะไรที่ทำให้คนเหล่านี้ยอมสละชีวิตเพื่อกันและกันได้? คำตอบไม่ใช่เพราะเงินเดือนหรืออุดมการณ์ทางการเมืองที่สวยหรู แต่มันคือ "ความรัก" ในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด
.
พวกเขาไม่ได้กลัวความตายเท่ากับกลัวที่จะทำให้เพื่อนร่วมทีมผิดหวัง ไซมอนเล่าด้วยแววตาเป็นประกายถึงตอนที่เขาได้รับเกียรติให้ถูกเรียกขานว่า "Brother" จากเพื่อนทหาร และเขารู้สึกได้ทันทีว่าคำนี้ไม่ได้มีไว้เรียกกันเล่นๆ แต่มันคือพันธสัญญาว่า "ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฉันจะอยู่ข้างนาย"
.
สตีเฟนและไซมอนยังได้ถกกันถึงประเด็นที่น่าสนใจเรื่อง "ความเปราะบางในผู้ชาย" (Male Vulnerability)
.
ไซมอนเล่าว่าเขาเริ่มทำ "การทดลองทางอารมณ์" ด้วยการบอกรักเพื่อนผู้ชายรอบตัว ซึ่งในสังคมตะวันตก (รวมถึงหลายที่ในโลก) มักจะมองว่าการที่ผู้ชายบอกรักกันเป็นเรื่องแปลกหรือน่าอึดอัด แต่ไซมอนยืนยันว่าการก้าวข้ามความเขินอายนั้นไปได้ จะนำไปสู่มิตรภาพที่แน่นแฟ้นจนหาอะไรมาเปรียบไม่ได้
.
.
5. ระเบียบวินัยในมิตรภาพ ทำไมเราถึงกล้ายกเลิกนัดเพื่อน แต่ไม่กล้ายกเลิกนัดลูกค้า?
.
ต่อด้วยเรื่อง "ความสำคัญที่ถูกจัดวางไว้ผิดที่" เขาตั้งข้อสังเกตว่าคนส่วนใหญ่มักจะรักษาตารางนัดหมายเรื่องงานอย่างเคร่งครัด แต่พอนัดกับเพื่อนสนิทไว้ แล้วจู่ๆ มีงานด่วนแทรกเข้ามา หรือแค่รู้สึกขี้เกียจ เรากลับส่งข้อความไปขอยกเลิกนัดเพื่อนได้อย่างง่ายดายเพียงเพราะคิดว่า "เพื่อนคงเข้าใจ"
.
ไซมอนบอกว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการพังทลายของความสัมพันธ์ เพราะความเชื่อใจไม่ได้สร้างขึ้นจากเหตุการณ์ใหญ่ๆ แต่มันสร้างขึ้นจาก "วินัยเล็กๆ" ในการรักษาคำพูดและการสม่ำเสมอ
.
ไซมอนเสนอแนวคิดเรื่องการแยกประเภทของความสัมพันธ์ให้ชัดเจน เพื่อที่เราจะได้ไม่ใช้คำว่า "เพื่อน" พร่ำเพรื่อจนเสียความหมาย
.
เขาเรียกคนบางกลุ่มว่าเป็น "เพื่อนทางธุรกิจ" (Deal friends) คือคบกันตราบเท่าที่มีผลประโยชน์ หรือ "คนรู้จัก" (Acquaintances) ที่คุยกันผิวเผิน
.
แต่สำหรับ "เพื่อนแท้" (True friends) นั้น ไซมอนมองว่าเราต้องปฏิบัติกับพวกเขาเหมือนเป็นนัดหมายสำคัญที่สุดในชีวิต เขาเล่าถึงเพื่อนคนหนึ่งที่สูญเสียคุณพ่อ และเพื่อนอีกคนก็โทรหาเขาทุกวันในเวลาเดิมเป็นเวลาหลายเดือน เพื่อแค่จะบอกว่า "ฉันรักแกนะ ไม่ต้องรับสายก็ได้ แค่อยากให้รู้ว่าฉันอยู่ตรงนี้"
.
นี่แหละครับคือระดับของมิตรภาพที่ต้องใช้ความพยายามและความมีวินัยอย่างสูง ซึ่งไซมอนย้ำว่าหากเราอยากได้เพื่อนแบบนี้ เราต้องเริ่มจากการ "เป็น" เพื่อนแบบนี้ให้ใครสักคนก่อนครับ
.
.
6. เมื่อ "ออฟฟิศ" กลายเป็นสนามรบทางจิตวิญญาณ
.
ไซมอนและสตีเฟนร่วมกันวิเคราะห์ถึงความเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมการทำงานที่ดูเหมือนจะเดินมาถึงทางตัน ไซมอนมองว่าเรากำลังอยู่ในยุคที่ไร้วิสัยทัศน์และขาดแคลนผู้นำที่แท้จริง ส่งผลให้พนักงานจำนวนมากรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งจากระบบ
.
เขาเปรียบเทียบว่าอุตสาหกรรมในปัจจุบันเก่งแต่เรื่องการวัดผลที่เป็นตัวเลข (KPI) แต่กลับสอบตกอย่างรุนแรงในเรื่อง "ทักษะความเป็นมนุษย์"
.
ประเด็นเรื่องการทำงานทางไกล (Remote Work) ก็เป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่ถูกนำมาขยี้ครับ สตีเฟนตั้งข้อสังเกตว่าคนรุ่นใหม่จำนวนมากโหยหาการเข้าออฟฟิศเพื่อ "สังคม" แต่ในขณะเดียวกันก็เกลียดชัง "ออฟฟิศ" ที่ออกแบบมาเหมือนกรงขัง
.
ไซมอนจึงเสนอไอเดียว่า ออฟฟิศควรได้รับการออกแบบใหม่ให้เป็น "ศูนย์กลางของชุมชน" เหมือนที่ Steve Jobs เคยออกแบบ Pixar ให้ห้องน้ำอยู่ตรงกลางเพื่อบังคับให้คนต้องเดินมาเจอกัน เขาสำทับว่าการที่เรานั่งทำงานอยู่แต่หน้าจอในกำแพงสี่เหลี่ยมคือการทำลายสุขภาพจิตทีละน้อย เพราะมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้อยู่รอดได้ด้วยการส่งอีเมล แต่เราอยู่รอดได้ด้วยการสบตาและส่งต่อพลังงานแก่กันครับ
.
.
7. วินัยของการพูดความจริง และทักษะการ "เผชิญหน้า" อย่างสันติ
.
ไซมอนเปิดเผยความลับที่น่าตกใจว่า แม้แต่ตัวเขาเองที่เป็นกูรูด้านการนำ ก็เคยเป็น "นักฟังที่ยอดแย่" มาก่อนในบริบทของความสัมพันธ์ใกล้ชิด เขาพบว่าความล้มเหลวส่วนใหญ่ในองค์กรไม่ได้เกิดจากกลยุทธ์ที่ผิดพลาด แต่เกิดจาก "ความไม่พอใจที่เงียบงัน" (Quiet Dissatisfaction) เพราะคนในทีมขาดทักษะในการสื่อสารเรื่องที่น่าอึดอัดใจ
.
เขาสอนว่าการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่การทำให้ทุกคนยิ้มแย้มเข้าหากันตลอดเวลา แต่คือการสอนให้ทุกคนมีทักษะในการ "Confrontation" หรือการเผชิญหน้าเพื่อแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์
.
ไซมอนยกตัวอย่างเทคนิคการทะเลาะกับแฟนที่เขานำมาปรับใช้ในที่ทำงาน คือการหยุดการสาดโคลนใส่กัน แล้วเปลี่ยนมาใช้กฎใหม่ที่ว่า "ฉันจะบอกสิ่งที่ฉันทำผิด และบอกสิ่งที่เธอทำถูก" เทคนิคนี้ช่วยเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นความร่วมมือภายในเวลาไม่กี่นาที
.
เขาเน้นย้ำว่า "สันติภาพ" ไม่ได้หมายถึงการไม่มีความขัดแย้ง แต่หมายถึงความสามารถในการคลี่คลายความขัดแย้งนั้นได้อย่างละมุนละม่อมครับ
.
.
8. เมื่อเงินเป็นเพียง "น้ำมัน" แต่ไม่ใช่ "จุดหมายปลายทาง"
.
สตีเฟนยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเขากำลังเผชิญกับวิกฤตลำดับความสำคัญในชีวิต (Priority Crisis) ในวัย 31 ปี เขาตั้งคำถามว่าตัวเองกำลังวิ่งไล่ล่าความสำเร็จเพื่ออะไร? เพื่อที่จะได้มี "อิสรภาพ" ในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือจริงๆ แล้วเขากำลังกลายเป็น "นักสะสมเรือประมง" ที่ลืมหาความสุขจากการพักผ่อนริมชายหาดกันแน่
.
ไซมอนจึงได้ให้มุมมองที่เฉียบคมว่า เงินก็เหมือนกับน้ำมัน (Fuel) ที่มีหน้าที่พาเราไปสู่จุดหมาย แต่เราไม่ได้เป็นเจ้าของรถเพียงเพื่อจะสะสมน้ำมันให้เต็มถัง
.
เขาเล่าว่าเขาเคยปฏิเสธงานมูลค่านับล้านดอลลาร์เพียงเพราะเขาไม่ไว้วางใจผู้จ้างงาน เพราะสำหรับไซมอนแล้ว "พลังงาน" และ "แรงบันดาลใจ" คือสกุลเงินที่มีค่าที่สุด
.
หากงานไหนให้เงินเยอะแต่ดูดพลังชีวิตจนหมด เขาก็พร้อมจะ Say No โดยไม่ลังเล บทเรียนสำคัญที่เขาทิ้งท้ายไว้ในพาร์ทนี้คือ จงเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง (Trust your gut) อย่าทำข้อตกลงที่ดีกับคนที่ไม่ดี เพราะในที่สุดแล้ว สัญญาที่แน่นหนาที่สุดก็สู้ความไว้วางใจระหว่างมนุษย์ไม่ได้ครับ
.
.
9. เปลี่ยนโหมดจาก "ผู้เอา" เป็น "ผู้ให้" (The Giver's Mentality)
.
สตีเฟนยิงคำถามที่หลายคนอยากรู้ว่า อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จในการสื่อสารของไซมอน ไซมอนตอบแบบไม่กั๊กเลยว่า ทุกอย่างเริ่มต้นที่ "แรงจูงใจ" ครับ
.
เขาบอกว่าคนส่วนใหญ่พรีเซนต์งานหรือขึ้นพูดเพื่อที่จะ "เอา" อะไรบางอย่าง เช่น เอาเงินลงทุน เอาลูกค้า หรือเอาเสียงปรบมือ ซึ่งผู้ฟังจะสัมผัสได้ถึงพลังงานของ "ผู้รับ" (Taker) และจะสร้างกำแพงขึ้นมาทันที
.
ไซมอนใช้วิธีที่ต่างออกไป ก่อนขึ้นเวทีหรือเข้าประชุมทุกครั้ง เขาจะท่องกับตัวเองว่า "ฉันมาที่นี่เพื่อให้" (I am here to give) เขามาเพื่อแบ่งปันวิสัยทัศน์โดยไม่หวังผลตอบแทน เทคนิคนี้ทำให้โทนเสียงและท่าทางของเขาเปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติ เขาเปรียบเทียบเหมือนพนักงานขายที่ได้ค่าคอมมิชชั่นกับพนักงานที่ตั้งใจมาบริการจริงๆ เราจะรู้สึกถึงความต่างได้ทันที ดังนั้น กฎข้อแรกของการเป็นนักสื่อสารที่ยิ่งใหญ่คือ คุณต้องมี "หัวใจของผู้ให้" เสียก่อนครับ
.
.
10. เลิกยัดเยียดข้อมูล แล้วหันมาใช้ "พลังแห่งเรื่องเล่า"
.
ไซมอนย้ำว่าไม่มีใครชอบโดนสอนหรือโดนอัดข้อมูลใส่หัว (Data dump) เพราะสมองมนุษย์จะจดจำ "เรื่องราว" (Stories) และ "อุปมาอุปไมย" (Metaphors) ได้แม่นยำกว่าข้อเสนอแนะหรือคำอธิบายทื่อๆ
.
เขาเผยเทคนิคย้อนศรที่เขาใช้เป็นประจำคือ แทนที่จะอธิบายทฤษฎีก่อนแล้วค่อยเล่าเรื่องประกอบ เขาจะ "เล่าเรื่อง" เพื่อดึงอารมณ์ร่วมและสร้างความสงสัยก่อน แล้วค่อยตบด้วยสาระสำคัญทีหลัง
.
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเขาจะพูดเรื่องเกมไร้พรมแดน (Infinite Game) เขาจะไม่เริ่มที่คำนิยาม แต่จะเล่าเรื่องสงครามเวียดนามที่อเมริกาชนะเกือบทุกสมรภูมิแต่ดันแพ้สงคราม
.
เรื่องราวเหล่านี้จะสร้าง "ช่องว่างแห่งความอยากรู้อยากเห็น" (Curiosity Gap) ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องของไซมอน แต่มันคือการเดินทางร่วมกัน จำไว้ว่า ข้อมูล (Data) เอาไว้ใช้สู้ในสมรภูมิเหตุผล แต่อารมณ์ (Emotion) ต้องใช้เรื่องเล่าในการเอาชนะใจครับ
.
.
11. เทคนิคสบตาพิฆาตใจ สำหรับคนโลกส่วนตัวสูง
.
ใครจะเชื่อว่ากูรูระดับโลกอย่างไซมอนคือ Introvert ตัวจริง เขาบอกว่าความประหม่าในที่สาธารณะนี่แหละที่เป็นจุดแข็ง เพราะเขารู้สึกไม่สบายใจเวลาต้องพูดกับ "ฝูงชน" เขาจึงเปลี่ยนมาใช้วิธีพูดกับ "บุคคล" แทน เวลาอยู่บนเวที ไซมอนจะไม่กวาดสายตาไปทั่วแบบผ่านๆ (Scan and Pan) แต่เขาจะมองตาคนคนหนึ่ง มอบประโยคหนึ่งประโยคหรือความคิดหนึ่งอย่างให้คนนั้นโดยตรง จนจบประโยคแล้วค่อยย้ายไปสบตาคนถัดไป
.
เทคนิคนี้เรียกว่า "Painting the Edges" คือการสบตาคนให้ทั่วทุกมุมห้อง ทั้งซ้ายขวาหน้าหลัง
.
ซึ่งน่าทึ่งมากเพราะเมื่อเขาสบตาคนหนึ่งคน คนที่นั่งอยู่รอบๆ จะรู้สึกถึง "การเชื่อมต่อ" นั้นไปด้วย นอกจากนี้เขายังใช้คำว่า "เรา" (We) แทนคำว่า "คุณ" (You) เสมอ เพื่อแสดงว่าเขาไม่ได้อยู่เหนือกว่าผู้ฟัง แต่เขาก็เป็นนักเรียนที่กำลังเรียนรู้และล้มลุกคลุกคลานไปพร้อมๆ กับทุกคน ความเปราะบางและความเป็นกันเองนี่แหละครับที่ทำให้สารของเขาเดินทางไปถึงใจผู้ฟังได้ลึกที่สุด
.
.
12. ยอมรับว่า "โง่" บ้างก็ได้ (The Courage to Say "I Don't Know")
.
ไซมอนเริ่มต้นช่วงสุดท้ายด้วยการสารภาพความจริงที่น่าประทับใจว่า แม้เขาจะถูกมองว่าเป็นกูรู แต่จริงๆ แล้วเขามีสิ่งที่ "ไม่รู้" เยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องตัวเลข การเงิน หรือศัพท์เทคนิคทางธุรกิจที่ซับซ้อน
.
เขาเล่าว่าบ่อยครั้งที่นั่งอยู่ในห้องประชุมแล้วรู้สึกว่าตัวเองดูเป็นคนโง่ที่สุดในห้อง แต่เขากลับมองว่านี่คือทักษะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เขาเคยเรียนรู้มา นั่นคือ "ความกล้าที่จะบอกว่าไม่รู้"
.
เขาเรียกสิ่งนี้ว่า "จิตใจแบบนักเรียน" (Student Mindset)
.
ไซมอนมองว่าคนที่น่าสนใจที่สุดคือคนที่กล้าถามคำถามที่คนอื่นอายเกินกว่าจะถามเพราะกลัวจะดูไม่ฉลาด สตีเฟนเสริมด้วยเรื่องราวของ Richard Branson ที่สร้างอาณาจักร Virgin ขึ้นมาได้โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่า "กำไรสุทธิ" (Net Profit) คืออะไรจนอายุ 55 ปี
.
บทเรียนนี้ตอกย้ำว่า ความสำเร็จไม่ได้มาจากการรู้ทุกเรื่อง แต่มาจากการรู้ว่าเรา "ไม่รู้อะไร" และกล้าพอที่จะขอความช่วยเหลือจากคนที่รู้จริงครับ
.
.
13. บทเรียนจากความไว้ใจที่ผิดพลาด และการฟังเสียงสัญชาตญาณ
.
ไซมอนแชร์ประสบการณ์ความล้มเหลวที่เกิดจากการเอาความไม่มั่นใจในเรื่องที่ตัวเองไม่รู้ ไปฝากไว้กับคนอื่น เขาเคยทำผิดพลาดซ้ำๆ ด้วยการจ้างงานหรือทำดีลกับคนที่เขารู้สึก "ไม่ไว้ใจ" เพียงเพราะคนคนนั้นมีทักษะที่เขาขาด
.
และผลลัพธ์คือเขาโดนเอาเปรียบทุกครั้งไป เขาจึงสรุปบทเรียนสำคัญว่า "คุณไม่สามารถทำข้อตกลงที่ดีกับคนที่ไม่ดีได้"
.
บทเรียนนี้สอนให้เขากลับมาเชื่อมั่นใน "สัญชาตญาณ" (Gut Feeling) ของตัวเองมากขึ้น ไซมอนแนะว่าถ้าคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญฟังดูแปลกๆ หรือทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจในระดับร่างกาย (Visceral Response) ต่อให้ข้อมูลจะดูดีแค่ไหนก็จงปฏิเสธ "ตัวบุคคล" นั้นเสีย
.
.
14. มรดกที่ทิ้งไว้บนหลุมศพ ไม่ใช่ยอดเงินในธนาคาร
.
ในช่วงส่งท้าย ไซมอนได้ทิ้งท้ายไว้ถึงความหมายของความสำเร็จ เขาบอกว่าเขาไม่ได้ต้องการเป็นคนที่รวยที่สุดหรือทรงพลังที่สุด เพราะบนป้ายหลุมศพของเขาจะไม่มีทางสลัก "ยอดเงินในบัญชี" ไว้แน่นอน แต่สิ่งที่เขาสนใจคือ "เพื่อนของเขาจะรักเขาไหม และเขาได้รักเพื่อนของเขามากพอหรือเปล่า"
.
เขามองว่าเงินเป็นเพียง "น้ำมัน" ที่พาเราไปยังจุดหมาย แต่ความสุขที่แท้จริงคือการมีเพื่อนร่วมทางไปกับรถคันนั้น การมีหุ่นที่ดีจะไม่มีความหมายเลยถ้าไม่มีใครไปยิมด้วย หรือการมีเงินมหาศาลก็ไร้ค่าถ้าไม่มีคนที่อยากจะแบ่งปันด้วย
.
บทสนทนาจบลงที่การยอมรับว่ามนุษย์เราทุกคนล้วนเป็นส่วนผสมของความไม่มั่นใจและเป้าหมาย แต่ถ้าเราเรียนรู้วิธีที่จะเป็นเพื่อนที่ดีและรับใช้ผู้อื่น เราก็จะพบกับความสุขที่ยั่งยืนในโลกที่วุ่นวายนี้ครับ
.
.
.
.
#SuccessStrategies

Pond Apiwat Atichat

Real Estate Rental Business , Creator , Writer , Law Student

Currently Studying Bachelor of Laws at Chulalongkorn University

First Class Honors in Bachelor of Arts at Ramkhamhaeng University

Previous
Previous

เมื่อคำว่า 'เหนื่อย' คือเชื้อเพลิง และคำว่า 'รวย' คือผลข้างเคียง : สรุปเนื้อหาโคตรดีจากคลิป 7 ชั่วโมงครึ่ง ฉบับ Alex Hormozi เจ้าของปรัชญาแห่งการทำงานหนักจนยมบาลต้องร้องขอชีวิต

Next
Next

CRAZY Stats About Why Only 2% of the People Becomes Successful : จาก Adam Grant ในรายการ The Diary of a CEO