CRAZY Stats About Why Only 2% of the People Becomes Successful : จาก Adam Grant ในรายการ The Diary of a CEO
เรื่องราวการเดินทางทางความคิดของ Adam Grant เริ่มต้นขึ้นด้วยความย้อนแย้งที่ชวนหัวเราะ ก่อนที่เขาจะกลายมาเป็นนักจิตวิทยาองค์กรผู้ทรงอิทธิพลระดับโลกที่คอยบอกผู้คนว่า "ทำอย่างไรให้งานไม่ห่วยแตก" และช่วยให้มนุษย์เราค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่
.
ชีวิตในวัยเด็กของ Adam นั้นห่างไกลจากคำว่า "ผู้เชี่ยวชาญด้านความสำเร็จ" อยู่หลายปีแสง
.
ย้อนกลับไปตอนที่ Adam อายุ 7 ขวบ เขาคือเด็กน้อยฟันหลอ ผมยุ่งเหยิง ที่หมกมุ่นอยู่กับหน้าจอ Nintendo อย่างบ้าคลั่ง มีอยู่วันเสาร์หนึ่ง เขาตะบี้ตะบันเล่นเกมติดต่อกันนานถึง 7-8 ชั่วโมงโดยไม่ยอมลุกไปไหน และเมื่อเขาไม่สามารถ "เคลียร์เกม" ได้ตามที่ตั้งใจไว้ ความหงุดหงิดก็ระเบิดออกมาจนแม่ของเขาทนไม่ไหว
.
ในสายตาของคนเป็นแม่ วิดีโอเกมกำลังเปลี่ยนลูกชายที่น่ารักให้กลายเป็น "Gremlin" หรือปีศาจตัวป่วนที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ ด้วยความกังวลว่าสมองของลูกจะถูกทำลาย แม่ของเขาจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่แม่ยุค 80s เท่านั้นจะทำได้ คือการโทรไปฟ้องหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น!
.
ผลลัพธ์คือ Adam ได้ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ พร้อมพาดหัวข่าวที่โจมตีว่าวิดีโอเกมทำร้ายเด็กอย่างไร โดยมีรูปของเขาเองเป็นพรีเซนเตอร์
.
.
======================
.
1. ความลับใต้ปุ่มคลิก... Chrome, Firefox และคนที่ไม่ยอมจำนน
.
หากคุณคิดว่าเรื่องเด็กติดเกมดูแปลกแล้ว Adam Grant ยังมีอีกหลายเรื่องมาเล่าให้ฟังครับ เรื่องแรกคือเรื่อง "เว็บเบราว์เซอร์" ที่คุณใช้อยู่ทุกวันนี้ คุณอาจจะคิดว่ามันเป็นแค่โปรแกรมเข้าอินเทอร์เน็ต แต่ในมุมมองของนักจิตวิทยาและนักวิเคราะห์ข้อมูล มันคือเครื่องมือทำนายอนาคตการทำงานที่แม่นยำจนน่าขนลุก
.
Adam เล่าถึงงานวิจัยที่เก็บข้อมูลจากพนักงานกว่า 50,000 คน ซึ่งพบความสัมพันธ์ที่น่าประหลาดใจว่า พนักงานที่ใช้เบราว์เซอร์ Chrome หรือ Firefox นั้น โดยเฉลี่ยแล้วมีผลการปฏิบัติงานที่ดีกว่า และมีแนวโน้มที่จะทำงานอยู่กับองค์กรนานกว่าพนักงานที่ใช้ Safari หรือ Internet Explorer
.
ฟังดูแล้วเหมือนเรื่องบังเอิญหรือทฤษฎีสมคบคิดใช่ไหมครับ? แต่ Adam ได้ไขรหัสลับนี้ออกมาได้อย่างเฉียบคม
.
ความลับไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีของเบราว์เซอร์ ไม่ใช่ว่า Chrome จะทำให้คุณฉลาดขึ้น หรือ Safari จะทำให้คุณโง่ลง แต่มันอยู่ที่ "ที่มา" ของการได้มาซึ่งเบราว์เซอร์เหล่านั้นครับ
.
Safari และ Internet Explorer คือเบราว์เซอร์ที่ถูกติดตั้งมาให้แล้วเป็นค่ามาตรฐาน (Default) ในคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ การที่คุณทนใช้มันไปวันๆ แปลว่าคุณยอมรับสิ่งที่โลกหยิบยื่นให้โดยไม่ตั้งคำถาม
.
ในทางตรงกันข้าม คนที่จะใช้ Chrome หรือ Firefox ได้นั้น ต้องมีความเอะใจและสงสัยว่า "เฮ้ย มันมีอะไรที่ดีกว่านี้ไหม?" พวกเขาต้องไม่ยอมรับสถานะเดิมๆ (Status Quo) และต้องใช้ความพยายาม (Initiative) ในการไปดาวน์โหลดและติดตั้งโปรแกรมใหม่ด้วยตัวเอง
.
พฤติกรรมเล็กๆ นี้สะท้อนให้เห็นถึงนิสัยของคนที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คนที่พร้อมจะตั้งคำถามกับระบบเดิมๆ และหาทางปรับปรุงงานของตัวเองให้ดีขึ้นอยู่เสมอ ดังนั้น ถ้าคุณอยากรู้ว่าใครมีแววเป็นพนักงานเกรด A หรือเป็นพวกชอบท้าทายสิ่งเดิมๆ ลองแอบชำเลืองมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ของพวกเขาดูสิครับ (แต่อย่าไปตัดสินใครแค่เพราะไอคอนบนหน้าจอนะครับ)
.
.
2. โรนัลโด้ vs เมสซี่ ในโลกการทำงาน
.
การสนทนาทวีความเข้มข้นขึ้นเมื่อ Steven Bartlett โยนคำถามโลกแตกที่อาจทำให้แฟนบอลเสียงแตก นั่นคือประเด็นเรื่อง "คริสเตียโน โรนัลโด้" (Cristiano Ronaldo)
.
Steven เปิดเผยว่าเขามักจะมีข้อถกเถียงกับเพื่อนๆเสมอว่า การมีโรนัลโด้อยู่ในทีมนั้นเป็นผลดีหรือผลเสียกันแน่? ในมุมมองของ Steven เขาเชื่อว่าโรนัลโด้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อทีม เพราะสถิติบ่งชี้ว่าเขา "รับ" มากกว่าที่เขา "ให้"
.
Adam Grant หัวเราะชอบใจและกระโดดรับลูกทันที แม้เขาจะออกตัวว่าไม่ใช่กูรูฟุตบอล แต่ในฐานะนักจิตวิทยาองค์กร เขามองเห็นแพทเทิร์นที่ชัดเจน Adam ระบุว่าสไตล์การเล่นและการวางตัวของโรนัลโด้นั้น ไม่ได้ตะโกนคำว่า "ผู้ให้" (Giver) ออกมาเลย
.
เขาเปรียบเทียบกับงานวิจัยในทีมบาสเกตบอล NBA ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับฟุตบอลในแง่ของการที่ผู้เล่นต้องพึ่งพาอาศัยกัน ข้อมูลจาก NBA ชี้ชัดว่า ทีมที่มีผู้เล่นประเภท "ผู้รับ" (Taker) หรือคนหลงตัวเอง (Narcissist) อยู่ในทีมมากเกินไป มักจะล้มเหลวในการพัฒนาฟอร์มการเล่นตลอดฤดูกาล
.
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความเก่งกาจส่วนตัว โรนัลโด้อาจจะเป็นซูเปอร์สตาร์ที่มีทักษะระดับเทพเจ้า แต่ถ้าเขาเล่นแบบ "หวงบอล" (Ball Hog) และไม่ได้ช่วยยกระดับเพื่อนร่วมทีม ความเก่งของเขาก็อาจกลายเป็นพิษร้ายต่อระบบทีมได้
.
Adam เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นด้วยการยกตัวอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ ที่เขามองว่าเป็นตัวแทนของผู้นำที่แท้จริง เพราะเมสซี่มักจะตั้งคำถามว่า "ฉันจะทำให้ทุกคนรอบข้างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร"
.
Steven ตอกย้ำประเด็นนี้ด้วยข้อมูลที่น่าเจ็บปวดสำหรับแฟนคลับโรนัลโด้ โดยอ้างอิงบทความจาก The Athletic ที่ชื่อว่า "The Ronaldo Effect"
.
บทความนั้นบอกว่าทุกทีมที่โรนัลโด้ย้ายไปร่วมทัพหลังจากออกจากเรอัล มาดริด ผลงานของทีมเหล่านั้นตกลงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นยูเวนตุสหรือทีมอื่นๆ แม้แต่ทีมในลีกตะวันออกกลางที่เคยเป็นจ่าฝูงและมีคะแนนนำห่าง ก็ยังร่วงลงมาเป็นที่สองหลังจากโรนัลโด้ย้ายเข้าไป
.
นี่คือบทเรียนราคาแพงที่สอนเราว่า ในโลกของการทำงาน การเป็น "คนเก่ง" เพียงอย่างเดียวไม่พอ คุณต้องเป็นคนเก่งที่ "ให้" และช่วยให้คนอื่นเก่งขึ้นด้วย ถึงจะเรียกว่าเป็นความสำเร็จที่ยั่งยืน
.
.
3. กับดักของนักล่าฝัน
.
เมื่อพูดถึงคำว่า "Originals" หรือ "ต้นแบบ" คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าหมายถึงคนที่มีไอเดียแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร แต่ Adam Grant นิยามคำนี้ใหม่ได้อย่างเฉียบคมว่า Originals คือคนที่ไม่ใช่แค่ตั้งคำถามกับวิถีเดิมๆ แต่ต้องเป็นคนที่ "ลงมือทำ" (Take the initiative) เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง
.
ประโยคเด็ดที่เขาย้ำเตือนเราคือ "การมีไอเดียแต่ไม่ลงมือทำ มันก็เป็นแค่ภาพหลอน" (Ideation without execution is just hallucination)
.
Adam เล่าเรื่องราวความผิดพลาดส่วนตัวที่ทั้งเจ็บและขำ เพื่อยืนยันความจริงข้อนี้ ย้อนกลับไปในปี 2000 เพื่อนร่วมห้องของเขาเคยปิ๊งไอเดียสร้าง "หนังสือรุ่นออนไลน์" ที่จะให้ทุกคนในมหาวิทยาลัยมาสร้างโปรไฟล์และพูดคุยกัน
.
เพื่อนคนนั้นอดหลับอดนอนเขียนโค้ดจนเสร็จ... แต่แล้วเขาก็หยุดแค่นั้น ไม่ได้สานต่อ ไม่ได้โปรโมท ไม่กี่ปีต่อมา Mark Zuckerberg ซึ่งอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกัน ก็สร้าง Facebook ขึ้นมาด้วยคอนเซปต์เดียวกันเป๊ะ และกลายเป็นมหาเศรษฐีเปลี่ยนโลก
.
Adam อาจจะมองว่าเพื่อนของเขาพลาด แต่ตัว Adam เองก็มีแผลใจไม่ต่างกัน ในปี 1999 เขาเคยร่วมก่อตั้งกลุ่มโซเชียลเน็ตเวิร์กออนไลน์สำหรับน้องใหม่ในมหาวิทยาลัย ซึ่งรวบรวมคนได้ถึง 1 ใน 8 ของรุ่น
.
แต่พอเปิดเทอมและทุกคนย้ายมาอยู่หอพัก Adam กลับตัดสินใจปิดเว็บไซต์ทิ้ง เพราะคิดตื้นๆ ว่า "เราก็อยู่ในเมืองเดียวกันแล้ว จะต้องการชุมชนออนไลน์ไปทำไม"
.
ความล้มเหลวในการมองการณ์ไกลและการขาดการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง คือสิ่งที่แยกผู้เพ้อฝันออกจากผู้เปลี่ยนโลก
.
.
4. ศิลปะแห่งการอู้งาน... ทำไมคนขยันถึงแพ้ภัยตัวเอง
.
แต่เดี๋ยวก่อน! การ "ลงมือทำ" ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นคนใจร้อนที่รีบทำทุกอย่างให้เสร็จทันทีเสมอไป
.
Adam Grant เปิดเผยความจริงที่น่าตกใจอีกข้อที่ขัดแย้งกับสัญชาตญาณของเรา นั่นคือ "การผัดวันประกันพรุ่ง (Procrastination) อาจทำให้คุณมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น"
.
Adam สารภาพว่าโดยเนื้อแท้แล้วเขาเป็นพวก "Pre-crastinator" หรือโรคจิตชนิดหนึ่งที่ทนเห็นงานค้างไม่ได้ ต้องรีบทำให้เสร็จล่วงหน้าเป็นเวลานานๆ เพราะความกังวล เขาภูมิใจกับนิสัยนี้มาก จนกระทั่งลูกศิษย์คนหนึ่งชื่อ Jihae Shin เดินเข้ามาท้าทายความเชื่อของเขา โดยบอกว่า "หนูมีความคิดสร้างสรรค์ที่สุดตอนที่หนูอู้งานค่ะอาจารย์"
.
ด้วยความที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ Adam ไม่เชื่อคำกล่าวอ้างลอยๆ เขาจึงท้าให้ลูกศิษย์ไปทำวิจัยมาพิสูจน์ ผลการทดลองปรากฏว่ากลุ่มคนที่ "ผัดวันประกันพรุ่งในระดับปานกลาง" (Moderate Procrastinators) คือคนที่ทิ้งช่วงเวลาก่อนจะลงมือทำงาน กลับมีความคิดสร้างสรรค์ที่ได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญสูงกว่าคนที่รีบทำทันที และสูงกว่าคนที่อู้จนดินพอกหางหมู
.
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? Adam อธิบายกลไกทางสมองที่น่าสนใจว่า เมื่อเราผัดวันประกันพรุ่ง (ด้วยเจตนาที่จะแก้ปัญหา ไม่ใช่เพราะขี้เกียจนะ) สมองของเราไม่ได้หยุดทำงาน แต่มันเข้าสู่โหมด "บ่มเพาะ" (Incubation) ปัญหาจะยังวนเวียนอยู่ในจิตใต้สำนึก ซึ่งเปิดโอกาสให้เรามองเห็นความเชื่อมโยงใหม่ๆ หรือปะติดปะต่อเรื่องราวในมุมมองที่กว้างขึ้น (Reframing)
.
การรีบทำนายงานให้เสร็จทันทีอาจทำให้เรายึดติดกับไอเดียแรกที่แวบเข้ามา ซึ่งมักจะเป็นไอเดียที่ธรรมดาและซ้ำซากที่สุด การทิ้งช่วงเวลาช่วยให้เราก้าวข้าม "ไอเดียโหลๆ" ไปสู่ "ไอเดียที่ว้าว" ได้
.
Steven Bartlett เองก็ยอมรับสารภาพว่าเขาเป็นพวกชอบอู้งานเหมือนกัน โดยเฉพาะเวลาที่เจอจุดที่ยากหรือท้าทาย เขาจะเผลอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถ Instagram โดยไม่รู้ตัว ซึ่ง Adam ชี้ให้เห็นว่า นี่คือปฏิกิริยาปกติของมนุษย์
.
งานวิจัยระบุว่าเราไม่ได้ผัดวันประกันพรุ่งเพราะเราเกลียดงานหนัก แต่เรากำลังหลีกเลี่ยง "อารมณ์เชิงลบ" (Negative Emotions) ต่างหาก ความเบื่อ ความกลัว ความกังวล หรือความรู้สึกว่า "ฉันทำไม่ได้แน่ๆ" คือตัวการที่แท้จริงที่ผลักให้เราหนีไปหาความสุขชั่วคราว
.
Adam แชร์เทคนิคส่วนตัวในการจัดการกับความน่าเบื่อนี้ เขาเกลียดขั้นตอนการแก้ไขงานเขียน (Editing) มาก เพราะมันจุกจิกและน่ารำคาญ วิธีแก้ของเขาคือการเปลี่ยนเกมใหม่ เขาจะลองเขียนย่อหน้านั้นใหม่โดยสมมติว่าตัวเองเป็นนักเขียนคนโปรด เช่น Stephen King หรือกวีชื่อดัง การเปลี่ยนงานที่น่าเบื่อให้กลายเป็นความท้าทายที่สนุกสนาน ช่วยให้เขากลับมามีไฟและเลิกผัดวันประกันพรุ่งในที่สุด
.
.
5. มายาคติของเด็กอัจฉริยะ... ทำไม "โมสาร์ทน้อย" ถึงหายไปตอนโต?
.
หลังจากที่ถกเถียงกันเรื่องฟุตบอลและเบราว์เซอร์กันไปแล้ว บทสนทนาได้ขยับเข้าสู่ประเด็นที่หนักแน่นและท้าทายความเชื่อเดิมๆ ยิ่งขึ้น นั่นคือเรื่องของ "Originals" หรือ "ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง"
.
Steven Bartlett โยนคำถามที่น่าสนใจว่า ใครคือตัวอย่างของ Originals ในยุคสมัยของเรา? และชื่อแรกที่ Adam Grant นึกถึง (แม้ว่าจะมีความรู้สึกทั้งรักทั้งเกลียดปนกันไป) ก็คือ Elon Musk
.
ไม่ว่าคุณจะมองว่าเขาเป็นฮีโร่หรือวายร้ายในโลกโซเชียลมีเดีย แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ Elon Musk คือนิยามของคนที่ "ท้าทายสถานะเดิม" (Status Quo) อย่างบ้าคลั่ง ใครจะไปคิดว่าบริษัทเอกชนจะสร้างจรวดที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ หรือฝันที่จะพาเผ่าพันธุ์มนุษย์ย้ายไปอยู่ดาวอังคาร
.
Adam ชี้ให้เห็นว่า ความเป็น Original ของ Elon ไม่ได้อยู่ที่ความฉลาดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความ "กัดไม่ปล่อย" (Relentless) ในการทำวิสัยทัศน์ที่คนอื่นมองว่าเพ้อเจ้อให้กลายเป็นความจริง
.
แต่คำถามที่น่าสนใจกว่านั้นคือ "คนแบบ Elon Musk เกิดมาก็เป็นแบบนี้เลยหรือเปล่า?" หรือพูดง่ายๆ ว่า พวกเขาคือ "เด็กอัจฉริยะ" (Child Prodigies) ที่ฟ้าประทานพรสวรรค์มาให้ใช่ไหม?
.
คำตอบของ Adam Grant อาจทำให้คุณประหลาดใจ เพราะงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ระบุชัดเจนว่า "เด็กอัจฉริยะส่วนใหญ่ ไม่ได้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นอัจฉริยะผู้สร้างสรรค์"
.
ฟังดูย้อนแย้งใช่ไหมครับ? เรามักเห็นข่าวเด็ก 4 ขวบเล่นเปียโนเพลงโซนาตาของโมสาร์ทได้เป๊ะทุกตัวโน้ต แล้วเราก็ทึกทักเอาเองว่าโตขึ้นเด็กคนนี้ต้องเปลี่ยนโลกแน่ๆ
.
แต่ Adam อธิบายว่า เด็กเหล่านี้ได้รับรางวัลและการชื่นชมจากการ "ทำตามกฎ" ได้อย่างสมบูรณ์แบบ พวกเขาฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเชี่ยวชาญในสิ่งที่คนอื่นทำไว้แล้ว (Practice makes perfect) แต่การฝึกฝนนั้นไม่ได้สอนให้พวกเขาสร้างสิ่งใหม่ (Practice doesn't make new)
.
เด็กอัจฉริยะมักจะติดกับดักความสำเร็จของตัวเอง พวกเขาไม่คุ้นเคยกับความล้มเหลว ไม่เคยต้องลองผิดลองถูก และเมื่อโลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้มีโน้ตเพลงวางไว้ให้เล่นตาม พวกเขาก็ไปต่อไม่ถูก
.
ต่างจากผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในฐานะ Originals ซึ่งมักจะเป็น "Late Bloomers" หรือดอกไม้ที่บานช้า พวกเขาอาจไม่ได้เก่งที่สุดในห้องเรียน แต่พวกเขามีทักษะทางคาแรคเตอร์ (Character Skills) ที่สำคัญกว่า นั่นคือความกล้าที่จะพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่อึดอัด และความพยายามที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แม้ว่ามันจะยากลำบากก็ตาม
.
.
6. เลิกโกหกตัวเองเถอะ... ความสมบูรณ์แบบ (Perfectionism) ไม่ใช่เรื่องเท่
.
หนึ่งในฉากคลาสสิกเวลาสัมภาษณ์งาน คือเมื่อผู้สัมภาษณ์ถามว่า "ข้อเสียที่สุดของคุณคืออะไร?" แล้วผู้สมัครงานก็จะตอบด้วยสีหน้าจริงจังปนภูมิใจว่า "ผมเป็น Perfectionist ครับ ผมใส่ใจรายละเอียดเกินไปจนบางทีทำงานหนักเกินไป"
.
มันคือคำตอบแบบ Humblebrag (ถ่อมตัวเพื่ออวด) ที่เรามักใช้เพื่อบอกว่า "จ้างผมเถอะ ผมจะทำงานถวายหัว"
.
แต่ Adam Grant ขอเป็นคนดับฝันและบอกความจริงที่เจ็บปวดว่า ความสมบูรณ์แบบไม่ใช่กุญแจสู่ความสำเร็จ แต่มันคือ "ปัจจัยเสี่ยงของภาวะหมดไฟ" (Burnout)
.
งานวิจัยที่นำโดย Tom Curran ชี้ให้เห็นว่า แม้พวก Perfectionist จะทำเกรดได้ดีในโรงเรียน (เพราะโรงเรียนมีโจทย์ที่ชัดเจนและคำตอบที่ตายตัว) แต่ในโลกการทำงานจริงที่เต็มไปด้วยความคลุมเครือและคาดเดาไม่ได้ พวกเขากลับไม่ได้มีผลงานโดดเด่นไปกว่าคนอื่นเลย
.
สาเหตุหลักๆ คือ Perfectionist มักจะ "กลัวความล้มเหลว" จนขึ้นสมอง พวกเขาจะเลือกทำแต่สิ่งที่มั่นใจว่าตัวเองจะทำได้ดีและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดข้อผิดพลาด ซึ่งนั่นเท่ากับว่าพวกเขาตัดโอกาสในการเติบโตและการเรียนรู้ของตัวเองทิ้งไป พวกเขาจะมัวแต่ขัดเกลาสิ่งที่ตัวเองถนัดจนเงาวับ แต่ไม่กล้าก้าวออกไปทำสิ่งที่ท้าทายกว่า
.
Steven Bartlett เสริมประเด็นเรื่อง "ความเร่งด่วน" (Urgency) ขึ้นมาได้อย่างน่าสนใจ
.
เขาเปรียบเทียบว่าถ้า Mark Zuckerberg มัวแต่แก้โค้ด Facebook ให้สมบูรณ์แบบอยู่ในห้องนอน ป่านนี้เราคงไม่ได้ใช้มัน เหมือนกับเพื่อนของ Adam ในข้อก่อนๆที่ทิ้งไอเดียไปเพราะมัวแต่แก้ ในโลกธุรกิจและนวัตกรรม
.
บางครั้ง "ดีพอแล้ว" (Good Enough) และปล่อยออกมาเพื่อเรียนรู้จากฟีดแบ็ก (Feedback) ยังดีกว่าการกอดงานที่สมบูรณ์แบบไว้แต่ไม่มีใครเคยเห็น
.
.
7. บทเรียนจากกระดานกระโดดน้ำ... แฟรงเกนสไตน์ผู้กลัวความสูง
.
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าเราจะก้าวข้ามกับดักความสมบูรณ์แบบได้อย่างไร Adam ได้เล่าประสบการณ์ส่วนตัวที่ฟังดูตลกและน่าเห็นใจในเวลาเดียวกัน สมัยวัยรุ่น เขาพยายามจะเป็นนักกีฬากระโดดน้ำ (Springboard Diver)
.
แต่ปัญหาก็คือ... เขาเป็นคนกลัวความสูง! และที่แย่ไปกว่านั้นคือร่างกายของเขาแข็งทื่อจนเพื่อนร่วมทีมตั้งฉายาให้ว่า "แฟรงเกนสไตน์"
.
ด้วยความเป็น Perfectionist ในตอนนั้น Adam พยายามชดเชยปมด้อยของตัวเองด้วยการฝึกท่าพื้นฐานซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาหมกมุ่นอยู่กับการปรับแก้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อหวังจะเปลี่ยนคะแนนจาก 6.5 ให้เป็น 7 หรือ 8 โดยไม่ยอมขยับไปฝึกท่ายากๆ เพราะกลัวทำพลาด เขาคิดว่าถ้าเขาทำท่าพื้นฐานได้ "สมบูรณ์แบบ" เขาจะเก่งขึ้น
.
จนกระทั่งวันหนึ่ง โค้ชของเขา Eric Best ต้องดึงเขาออกมาปรับทัศนคติครั้งใหญ่ โดยบอกความจริงที่เปลี่ยนชีวิตเขาว่า "Adam รู้ไหมว่ามันไม่มีหรอกนะ ไอ้คำว่า Perfect 10 น่ะ"
.
Adam ถึงกับงง เพราะเขาเคยได้ยินนักพากย์พูดคำนี้ในโอลิมปิก แต่โค้ชอธิบายต่อว่า ในหนังสือกฎกติกา คะแนน 10 หมายถึง "ยอดเยี่ยม" (Excellence) ไม่ใช่ "สมบูรณ์แบบ" (Perfection) แม้แต่ท่าที่ได้ 10 คะแนน ก็ยังมีข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ เสมอ
.
การตระหนักรู้ข้อนี้เปรียบเสมือนการปลดล็อกพันธนาการทางจิตใจ Adam และโค้ชเริ่มเปลี่ยนกลยุทธ์ แทนที่จะมุ่งหวังคะแนนเต็ม 10 ในทุกท่า พวกเขาเริ่ม "สอบเทียบความคาดหวัง" (Calibrate) ใหม่
.
สำหรับท่าพื้นฐาน เป้าหมายคือ 7 ถ้าทำได้แล้วก็ "มูฟออน" ไปท่าอื่น สำหรับท่ายากๆ ที่ต้องตีลังกาและบิดตัว เป้าหมายแรกอาจจะแค่ 4 หรือ 5 ขอแค่ทำท่าให้จบและเอาตัวลงน้ำได้ก็พอ
.
.
8. กฎแห่งคะแนน 6.5... อย่าเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง
.
บทเรียนจากกระดานกระโดดน้ำไม่ได้จบแค่ในสระว่ายน้ำครับ Adam นำหลักการนี้มาใช้กับชีวิตการทำงานของเขาในปัจจุบันจนกลายเป็นเคล็ดลับความสำเร็จที่น่าทึ่ง เขาไม่ได้คาดหวังคะแนนเต็ม 10 (หรือ 9) ในทุกสิ่งที่ทำ
.
Adam อธิบายหลักการจัดสรรพลังงานของเขาไว้ว่า
.
สำหรับหนังสือ = เขาตั้งเป้าที่ 9 คะแนน เพราะนี่คือผลงานที่เขาต้องทุ่มเทเวลา 2 ปีในการค้นคว้าและเขียน มันคือมรดกทางปัญญาที่จะอยู่คงทน และคนจะหยิบมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้นมันต้องดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
.
สำหรับโพสต์ใน Instagram = เขาตั้งเป้าแค่ 6.5 คะแนน ก็พอใจแล้ว! เกณฑ์ของเขาคือ "ขอแค่ดีกว่าการโดนทัวร์ลงนิดหน่อย" (Just above getting canceled) ก็ถือว่าสอบผ่านแล้ว
.
Steven เห็นด้วยกับแนวคิดนี้อย่างยิ่ง โดยมองในมุมของ "ผลตอบแทนจากการลงทุน" (ROI) เขาเปรียบเทียบว่า โพสต์ Instagram ที่คุณบรรจงปั้นแต่งจนได้ 10 คะแนนเต็ม อาจจะเรียกยอดไลก์ได้ถล่มทลายในวันนั้น แต่ไม่นานมันก็จะเลือนหายไปจากหน้าฟีดและไม่มีใครจดจำ
.
ในขณะที่หนังสือดีๆ สักเล่ม หรือ Ted Talk ที่ยอดเยี่ยม (อย่างที่ Adam เคยทำ) สามารถเปลี่ยนชีวิตผู้คนและสร้างผลกระทบได้ยาวนานหลายสิบปี
.
ดังนั้น ถ้าคุณกำลังนั่งเครียดกับการเลือกฟิลเตอร์รูป หรือแก้แคปชั่นบรรทัดเดิมซ้ำๆ เป็นชั่วโมง... ให้ถามตัวเองว่า "นี่คืองานระดับ 9 คะแนน หรือแค่งานระดับ 6.5 คะแนน?" การอนุญาตให้ตัวเองเป็น "Imperfectionist" (ผู้ไม่สมบูรณ์แบบ) ในเรื่องที่ไม่ได้สลักสำคัญ จะช่วยให้คุณมีพลังเหลือพอที่จะไปทุ่มเทให้กับเรื่องที่ "ยอดเยี่ยม" จริงๆ ในชีวิตครับ
.
.
9. คำโกหกคำโตของ "Marshmallow Test" (เลิกโทษตัวเองเรื่องความอดทนได้แล้ว)
.
ถ้าคุณเคยได้ยินเรื่องการทดลองในตำนานอย่าง Marshmallow Test คุณคงจำภาพเด็กน้อยที่นั่งจ้องขนมมาร์ชเมลโลว์ตาเป็นมัน โดยมีเงื่อนไขว่า "ถ้าหนูรอได้ 15 นาทีโดยไม่กิน หนูจะได้กิน 2 ชิ้น"
.
เรื่องเล่าที่เราถูกกรอกหูมาตลอดคือ เด็กที่รอได้ (Delay Gratification) โตขึ้นมาจะประสบความสำเร็จกว่า ได้คะแนนสอบดีกว่า และมีชีวิตที่ดีกว่า เพราะพวกเขามี "Willpower" หรือพลังใจที่แข็งแกร่งดั่งหินผา
.
แต่ Adam Grant บอกว่างานวิจัยยุคใหม่พบว่าเราเข้าใจผิดไปไกลโข
.
ความจริงข้อแรก: สถานะทางสังคมมีผลอย่างมาก เด็กที่โตมาในสภาพแวดล้อมที่ขาดแคลน (Scarcity) มักจะสอบตกในการทดลองนี้ ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่มีความอดทน แต่เพราะในชีวิตจริงของพวกเขา "คำสัญญาของผู้ใหญ่เชื่อถือไม่ได้" และ "ถ้าไม่กินตอนนี้ เดี๋ยวก็อด" การรีบกินจึงเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดที่สุดในบริบทชีวิตของพวกเขา
.
ความจริงข้อที่สอง (ซึ่งพีคมาก) เด็กที่สอบผ่านและรอได้ ไม่ได้ใช้ Willpower (พลังใจ) แต่พวกเขาใช้ Skillpower (ทักษะ) ต่างหาก!
.
Adam ชี้ให้เห็นว่า ถ้าคุณไปดูวิดีโอการทดลองจริงๆ คุณจะเห็นกลยุทธ์สุดฮาของเด็กที่รอได้ บางคนเอามือปิดตาเพื่อจะได้มองไม่เห็นขนม บางคนนั่งทับมือตัวเองเพื่อไม่ให้เผลอคว้า และมีเด็กคนหนึ่งที่ฉลาดเป็นกรด น้องคนนี้เอาขนมมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ แล้วเดาะเล่นเหมือนลูกบอล ทันทีที่ขนมกลายเป็น "ของเล่น" ความน่ากินก็หายไป ความทรมานก็ลดลง
.
บทเรียนนี้สำคัญมากสำหรับผู้ใหญ่: การทำเรื่องยากๆ หรือเรื่องที่น่าอึดอัดใจ ไม่ใช่การกัดฟันสู้ด้วยพลังใจล้วนๆ แต่คือการ "รู้วิธีทำให้ความเจ็บปวดนั้นเจ็บปวดน้อยลง"
.
Adam ยกตัวอย่างตัวเองที่เคยกลัวการพูดในที่สาธารณะจนตัวสั่น (สั่นจนคนดูแถวหน้าเห็น) วิธีแก้ไม่ใช่การบอกตัวเองว่า "อย่ากลัว" แต่คือการหาเทคนิค (Scaffolding) มาช่วยประคอง และพาตัวเองไปอยู่ในจุดนั้นซ้ำๆ จนชินชา
.
.
10. ทฤษฎีความขยันหมั่นเพียร (Learned Industriousness) หรือทำไมบางคนถึงเสพติดความลำบาก
.
Steven Bartlett สงสัยว่า แล้วคนอย่าง David Goggins (อดีตหน่วยซีลที่วิ่งมาราธอนได้วันละ 2 รอบ) ล่ะ? คนพวกนี้มียีนพิเศษหรือเปล่า? ทำไมพวกเขาถึงวิ่งเข้าใส่ความเจ็บปวดได้หน้าตาเฉย?
.
Adam แนะนำให้รู้จักทฤษฎีที่มีชื่อยาวเหยียดว่า "Learned Industriousness" (ความอุตสาหะที่เรียนรู้ได้)
.
แนวคิดคือ ถ้าคุณให้รางวัลตัวเองหลังจากที่ผ่านความยากลำบากมาได้ สมองของคุณจะเริ่มเชื่อมโยง "ความเหนื่อยยาก" เข้ากับ "ความรู้สึกดี" (คล้ายๆ กับหมาของ Pavlov ที่น้ำลายไหลเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่ง)
.
เมื่อทำบ่อยเข้า ความรู้สึกเหนื่อย ล้า หรืออึดอัด จะกลายเป็น Secondary Reward (รางวัลรอง) ในตัวมันเอง คุณจะเริ่มรู้สึกฟินเวลาที่ได้เหงื่อออก รู้สึกภูมิใจเวลาที่ได้ทำเรื่องยากๆ ไม่ใช่เพราะคุณเป็นมาโซคิสต์ แต่เพราะสมองคุณเรียนรู้ว่า "ความลำบาก = ความสำเร็จ" นี่คือข่าวดีสำหรับพวกเราทุกคน เพราะมันแปลว่าความอึดไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็นทักษะที่คุณฝึกให้สมองเสพติดมันได้
.
.
11. ผู้ประกอบการไม่ใช่ "นักพนัน" (หยุดบูชาความเสี่ยงแบบผิดๆ)
.
เรามักมีภาพจำว่า ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จคือพวกบ้าบิ่นที่กล้า "เทหมดหน้าตัก" (All-in) เพื่อความฝัน
.
แต่ Adam Grant บอกว่านั่นคือภาพจำจากหนังฮอลลีวูด ความจริงจากข้อมูลในหนังสือ Originals ของเขาบอกว่า "ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จที่สุด คือคนที่เกลียดความเสี่ยง (Risk Averse)"
.
ฟังดูงงใช่ไหม? ความจริงคือ พวกเขาไม่ได้ชอบเสี่ยง แต่พวกเขาเก่งเรื่องการ "บริหารความเสี่ยง" (Risk Mitigation) ต่างหาก
.
พวกเขาเหมือนนักลงทุนที่จัดพอร์ตหุ้น ถ้าจะเสี่ยงหนักๆ ในเรื่องงาน (เช่น ลาออกมาทำธุรกิจ) พวกเขาจะระมัดระวังตัวแจในเรื่องชีวิตส่วนตัว (เช่น ไม่เล่นกีฬาผาดโผน หรือยังไม่รีบแต่งงาน) เพื่อรักษาความสมดุล
.
Adam ยกตัวอย่าง Elon Musk อีกครั้ง ตอนที่คุยกันเรื่องการไปดาวอังคาร Adam ถาม Elon ว่า "คุณกล้าเดิมพันกับเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ขนาดนี้ได้ยังไง?"
.
Elon ตอบกลับมาแบบหล่อๆ ว่า "ตอนเริ่ม SpaceX ผมไม่ได้เดิมพันกับการไปดาวอังคาร (เพราะโอกาสสำเร็จตอนนั้นมีแค่ไม่ถึง 10%) แต่ผมเดิมพันกับการสร้างจรวดที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Reusable Rockets) ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจที่ทำเงินได้จริง"
.
การสร้างจรวดที่ใช้ซ้ำได้คือ "Plan B" ที่มั่นคง ซึ่งจะคอยหาเงินมาหล่อเลี้ยงความฝันบ้าๆ อย่างการไปดาวอังคาร นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "Calculated Risk" (ความเสี่ยงที่คำนวณมาแล้ว) ไม่ใช่การหลับตาแล้วกระโดดหน้าผาอย่างที่เราเข้าใจกัน
.
.
12. ผู้นำจอมปลอม... ทำไมคนปากมากถึงได้เป็นหัวหน้า (The Babble Effect)
.
ทำไมในที่ประชุม คนที่พูดมากที่สุด เสียงดังที่สุด มักจะดูเหมือนเป็นผู้นำที่สุด ทั้งที่เนื้อหาสาระอาจจะกลวงโบ๋?
.
Adam Grant เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "The Babble Effect" (เอฟเฟกต์คนช่างจ้อ) งานวิจัยระบุชัดเจนว่า ยิ่งใครพูดเยอะในที่ประชุม คนคนนั้นยิ่งมีโอกาสได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้นำกลุ่ม
.
ปัญหาก็คือ เรามักจะสับสนระหว่าง "ความมั่นใจ" (Confidence) กับ "ความสามารถ" (Competence)
.
เราเผลอคิดไปเองว่าคนที่กล้าพูดแทรกคนอื่นหรือผูกขาดบทสนทนาคือคนเก่ง ทั้งที่ความจริงแล้ว คนพวกนี้อาจจะเป็นผู้นำที่แย่ที่สุดก็ได้ เพราะพวกเขามัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการทำตัวเองให้ดูฉลาดที่สุดในห้อง (Smartest person in the room) จนลืมหน้าที่ที่แท้จริงของผู้นำ นั่นคือการทำให้ "ทั้งห้องฉลาดขึ้น"
.
Adam แนะนำว่าผู้นำตัวจริงที่เราควรมองหา ไม่ใช่คนเสียงดัง แต่คือคนที่มี "ความใจกว้าง" (Generosity) ที่เห็นภารกิจสำคัญกว่าอีโก้ตัวเอง และ "ความถ่อมตน" (Humility) ที่รู้ตัวว่าตัวเองรู้อะไรและไม่รู้อะไร ผู้นำแบบนี้จะมองว่าลูกน้องทุกคนคือครู และพร้อมจะเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น แทนที่จะเอาแต่สั่งสอน
.
.
13. วัฒนธรรมองค์กร... ระหว่าง "รวมดาว" กับ "ครอบครัว" ใครรอด?
.
Steven Bartlett ถามคำถามที่ผู้ก่อตั้งบริษัททุกคนอยากรู้: สร้างทีมแบบไหนถึงจะปังที่สุด? ระหว่างการจ้างพวก "อัจฉริยะหัวกะทิ" (Star Culture) หรือการจ้างคนที่ "อินกับภารกิจบริษัท" (Commitment Culture)
.
คำตอบจากงานวิจัยสตาร์ทอัพใน Silicon Valley ยาวนาน 15 ปี ฟันธงว่า... Commitment Culture ชนะขาดลอยครับ!
.
บริษัทที่เน้นจ้างคนที่มีเคมีตรงกันและยึดมั่นในค่านิยมเดียวกัน มีอัตราการล้มเหลวน้อยกว่าและเข้าตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ได้มากกว่า เพราะทุกคนทุ่มเทถวายหัวเหมือนครอบครัว (หรือบางทีก็เหมือนลัทธิกลายๆ)
.
แต่เดี๋ยวก่อน... อย่าเพิ่งรีบไปเปลี่ยนบริษัทให้เป็นครอบครัว เพราะ Adam ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ว่า พอหลังจากเข้าตลาดหลักทรัพย์ไปแล้ว บริษัทแบบ "ครอบครัว" พวกนี้แหละที่จะโตช้ากว่าเพื่อน
.
สาเหตุก็เพราะพอทุกคนเหมือนกันไปหมด คิดเหมือนกัน เชื่อเหมือนกัน ความหลากหลายทางความคิด (Diversity of thought) ก็หายเกลี้ยง กลายเป็นภาวะ Groupthink ที่ไม่มีใครกล้าเห็นต่าง นวัตกรรมใหม่ๆ ก็เลยไม่เกิด
.
ดังนั้นถ้าคุณอยากรอดในช่วงแรก ให้สร้างครอบครัว แต่ถ้าอยากรอดในระยะยาว คุณต้องกล้ารับ "คนนอกคอก" เข้ามาบ้าง
.
.
14. คุณไม่ได้เก่งอย่างที่คุณคิด... ทีมต่างหากที่ทำให้คุณเก่ง
.
Adam Grant พาเราไปเปิดโลกความจริงที่เจ็บปวดสำหรับพวก "Soloist" หรือคนที่ชอบฉายเดี่ยว ด้วยงานวิจัยของ Boris Groysberg ที่ศึกษา นักวิเคราะห์การเงินใน Wall Street
.
เรามักคิดว่านักวิเคราะห์ระดับเทพที่ทำเงินได้มหาศาล ย่อมเก่งด้วยตัวของเขาเอง ไม่ว่าจะย้ายไปอยู่บริษัทไหนก็ต้องเทพเหมือนเดิม
.
แต่ความจริงคือ... เมื่อดาวรุ่งเหล่านี้ย้ายบริษัท ผลงานของพวกเขาร่วงกรูดทันที และต้องใช้เวลาเฉลี่ยถึง 5 ปี กว่าจะกู้ฟอร์มเก่งกลับมาได้ ยกเว้นกรณีเดียวคือ "ถ้าพวกเขายกทีมเก่าตามไปด้วย" ถึงจะเก่งเหมือนเดิมตั้งแต่วันแรก
.
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดแค่ในวงการเงิน แม้แต่ ศัลยแพทย์หัวใจ (Cardiac Surgeons) ก็หนีไม่พ้นกฎข้อนี้ หมอผ่าตัดคนเดิม ฝีมือคนเดิม แต่ถ้าเปลี่ยนโรงพยาบาล อัตราการรอดชีวิตของคนไข้จะลดลงทันที! เพราะหมอไม่ได้ผ่าตัดคนเดียว หมอต้องทำงานกับพยาบาล วิสัญญีแพทย์ ทีมงานที่รู้ใจ รู้จังหวะรับส่งเครื่องมือ รู้ว่าหมอชอบอะไรไม่ชอบอะไร
.
ความพีคที่สุดคืองานวิจัยของ NASA ที่จำลองสถานการณ์การบิน พบว่า "ทีมที่เหนื่อยล้าแต่รู้จักกันดี ทำงานได้ดีกว่าทีมที่พักผ่อนมาเต็มอิ่มแต่เป็นคนแปลกหน้า" ทีมที่บินด้วยกันมานาน แม้จะอดนอน แต่พวกเขาสื่อสารกันได้โดยไม่ต้องพูด ซึ่งช่วยป้องกันความผิดพลาดหายนะได้ดีกว่าทีมรวมดาราที่ไม่เคยทำงานด้วยกัน
.
.
15. กับดักความสนิท... เมื่อรู้ใจกันเกินไป จนลืมใช้สมอง
.
ถึงตรงนี้ Steven Bartlett เริ่มกังวลว่า "อ้าว ถ้าสนิทกันมากไป มันจะไม่ตันเหรอ?" ซึ่ง Adam ก็เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ ความสนิทสนม (Familiarity) ดีต่อการทำงานรูทีน แต่เป็นศัตรูตัวฉกาจของ นวัตกรรม (Innovation)
.
ในวงการกีฬา ทีมบาสเกตบอล NBA จะพีคที่สุดเมื่อเล่นด้วยกันมา 3-4 ปี หลังจากนั้นกราฟจะเริ่มนิ่งหรือตก เพราะคู่แข่งจับทางได้หมดแล้วว่า "อ๋อ เดี๋ยวไอ้นี่จะส่งให้ไอ้นั่น" ในโลกธุรกิจก็เหมือนกัน ทีมที่ทำงานด้วยกันนานเกินไปจะเริ่มเกิดอาการ "Cognitive Entrenchment" (สมองยึดติด) คือมองโลกในแง่มุมเดิมๆ และคิดว่า "เราก็ทำแบบนี้มาตลอดนี่นา"
.
ทางแก้ไม่ใช่การไล่คนเก่าออกแล้วจ้างใหม่ยกชุด แต่คือการ "หมุนเวียน" (Rotate) บทบาท หรือดึงคนนอกที่มีมุมมองสดใหม่เข้ามาเขย่าทีมบ้าง เพื่อไม่ให้ทุกคนหลับใหลไปกับความสำเร็จเดิมๆ
.
ความจริงที่ว่า "Teamwork makes the dream work" นั้นเป็นเรื่องจริงยิ่งกว่าจริง แต่ถ้า Teamwork นั้นเหนียวแน่นเกินไปจนกลายเป็นลัทธิ มันอาจจะกลายเป็นฝันร้ายที่ฉุดรั้งองค์กรไม่ให้ไปไหน... ในข้อต่อไป เราจะไปดูกันว่า Pixar บริหารจัดการเรื่องนี้ยังไง และทำไมการมี "คนขวางโลก" อยู่ในทีมถึงเป็นเรื่องประเสริฐ
.
.
16. Pixar กับแก๊งโจรสลัด... ทำไมคนขวางโลกถึงช่วยกู้บริษัท
.
เมื่อองค์กรประสบความสำเร็จถึงขีดสุด สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่คู่แข่ง แต่คือ "ความพึงพอใจในตัวเอง" (Complacency) Steven Bartlett ถาม Adam Grant ว่าเราจะรักษาไฟในการสร้างสรรค์ได้อย่างไรเมื่อเรากลายเป็นเบอร์หนึ่งแล้ว?
.
Adam ยกกรณีศึกษาที่คลาสสิกที่สุดจาก Pixar ในปี 2000 ตอนนั้น Pixar คือราชาแห่งแอนิเมชันด้วยผลงานอย่าง Toy Story และ Monsters, Inc. บริษัทส่วนใหญ่คงจะเลือกเพลย์เซฟและทำอะไรเดิมๆ ต่อไปเพื่อโกยเงิน
.
แต่ผู้บริหารอย่าง Steve Jobs และ Ed Catmull รู้ดีว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของจุดจบ
.
พวกเขาตัดสินใจทำสิ่งที่บ้าบิ่นด้วยการดึงตัว Brad Bird ผู้กำกับที่เพิ่งล้มเหลวจากหนังเรื่องก่อนหน้า ให้เข้ามารับงานใหญ่ โจทย์ของ Brad คือการสร้าง The Incredibles ซึ่งในตอนนั้นถือเป็นโปรเจกต์ที่เป็นไปไม่ได้ เพราะเทซับซ้อนเกินไปและต้องใช้งบมหาศาล Brad จึงยื่นคำขาดว่า "ถ้าจะให้ทำ ผมขอพวกแกะดำ (Black Sheep)"
.
Brad ไม่ได้ต้องการพนักงานดีเด่น แต่เขาต้องการ "พวกขบถ" "พวกโจรสลัด" หรือคนที่หงุดหงิดกับระบบเดิมๆ คนที่รู้สึกว่าความสามารถของตัวเองถูกกดทับด้วยขั้นตอนงี่เง่าของบริษัท
.
เขาเปรียบคนพวกนี้ว่าเป็นเหมือน "รถแข่งที่ถูกจอดทิ้งไว้ในโรงรถ" พอเขาเปิดประตูโรงรถให้ คนพวกนี้ก็ระเบิดพลังออกมาจนสร้างหนังที่ซับซ้อนที่สุดได้สำเร็จภายในเวลา 3 ปี (เร็วกว่ากำหนด 1 ปี) และใช้งบต่ำกว่าที่คาดไว้ แถมยังคว้ารางวัลออสการ์มาครองได้อีกต่างหาก
.
Adam นิยามคนกลุ่มนี้ว่า "Disagreeable Givers" (ผู้ให้ที่น่ารำคาญ) พวกเขาคือคนปากร้าย หน้าตึง ขี้บ่น แต่ลึกๆ แล้วพวกเขา "แคร์" องค์กรและอยากให้งานออกมาดีที่สุด
.
ต่างจากพวก "Agreeable Takers" (ผู้รับที่น่ารัก) ที่ปากหวานก้นเปรี้ยว ต่อหน้าก็พยักหน้า "ได้ครับพี่ ดีครับผม" แต่ลับหลังไม่เคยช่วยอะไรเลย ดังนั้นถ้าคุณเป็นหัวหน้า จงมองหาคนขวางโลกที่มีเจตนาดี แล้วรักษาเขาไว้ให้ดี เพราะคนพวกนี้แหละที่จะปกป้องคุณจากหายนะ
.
.
17. Challenge Network... เลิกคบเพื่อนที่อวยเก่ง แล้วหาคนที่กล้าด่าคุณ
.
เราทุกคนรู้ดีว่าเราต้องมี Support Network หรือกลุ่มเพื่อนที่คอยให้กำลังใจเวลาเราท้อ แต่ Adam Grant บอกว่านั่นยังไม่พอ ถ้าคุณอยากเก่งขึ้น คุณต้องมี "Challenge Network" หรือกลุ่มคนที่คุณไว้ใจให้เป็น "กระจกเงา" สะท้อนจุดบอดของคุณ
.
ปัญหาก็คือ ยิ่งคุณประสบความสำเร็จหรือมีตำแหน่งสูงขึ้น คนรอบข้างจะยิ่งไม่กล้าพูดความจริงกับคุณ Adam เล่าภาพจำที่ตลกร้ายของผู้บริหารหลายคน ที่เดินเข้าออฟฟิศมาพูดอะไรโง่ๆ แต่ลูกน้องกลับพยักหน้าแล้วบอกว่า "สุดยอดครับบอส" นี่คือหายนะที่เงียบเชียบที่สุด
.
วิธีสร้าง Challenge Network นั้นง่ายแต่ต้องใจถึง
.
คุณต้องเดินไปบอกคนที่มีศักยภาพ (พวกที่เคยวิจารณ์งานคุณแรงๆ นั่นแหละ) ว่า "เฮ้ย รู้เปล่าว่าฉันยกให้นาย/เธอ เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของ Challenge Network ของฉันนะ" บอกพวกเขาไปเลยว่า "สิ่งเดียวที่จะทำร้ายความรู้สึกฉันได้ คือการที่นายไม่พูดความจริงกับฉัน"
.
Adam แชร์เทคนิคขั้นเทพในการละลายพฤติกรรม "จงวิจารณ์ตัวเองออกสื่อ"
.
ถ้าคุณเป็นหัวหน้า อย่ารอให้ลูกน้องมาบอกว่าคุณห่วยตรงไหน ให้คุณพูดก่อนเลยว่า "ช่วงนี้ผมรู้สึกว่าผมจัดการเวลาไม่ดีเลย ทุกคนคิดว่าไง?" หรือ "ผมรู้ว่าผมชอบพูดแทรก" การแสดงความเปราะบาง (Vulnerability) และยอมรับข้อผิดพลาดของตัวเอง คือการสร้าง "ความปลอดภัยทางจิตวิทยา" (Psychological Safety) ที่ดีที่สุด เพื่อให้ลูกน้องกล้าเปิดปากพูดความจริง
.
.
18. หยุด Brainstorming เดี๋ยวนี้! (เพราะมันทำให้เราโง่ลง)
.
มาถึงประเด็นที่สั่นสะเทือนวงการประชุมสัมมนาทั่วโลก Adam Grant ประกาศกร้าวว่า "Brainstorming (การระดมสมอง) ไม่เวิร์ค!"
.
แม้บริษัททั่วโลกจะชอบทำกัน แต่ผลวิจัยตลอด 40 ปีที่ผ่านมาตะโกนใส่หน้าเราว่า "ถ้าคุณจับคนมานั่งรวมหัวกันคิดไอเดีย คุณจะได้ไอเดียที่น้อยกว่าและแย่กว่าการให้ต่างคนต่างไปคิดคนเดียว"
.
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? Adam ชี้เป้าไปที่ 3 ปัญหาหลัก
.
Production Blocking = เราพูดพร้อมกันไม่ได้ พอคนหนึ่งพูด อีกคนก็ต้องหยุดรอ จนลืมไอเดียตัวเองไปแล้ว
.
Ego Threat = กลัวดูโง่ เลยไม่กล้าเสนอไอเดียที่แปลกประหลาด (ซึ่งมักจะเป็นไอเดียที่ดีที่สุด)
.
Conformity Pressure (HIPPO Effect) = อันนี้ฮาสุด HIPPO ย่อมาจาก Highest Paid Person's Opinion หรือ "ความเห็นของคนที่เงินเดือนเยอะสุด" ทันทีที่เจ้านายหรือคนเสียงดังพูดออกมาว่า "ผมว่าอันนี้น่าสนใจนะ" คนทั้งห้องก็จะกระโดดขึ้นรถแห่ตามทันที
.
ทางออกคืออะไร? Adam แนะนำให้เปลี่ยนมาใช้ "Brain-writing" (การระดมการเขียน) แทน
.
กระบวนการคือ: ให้ทุกคนเขียนไอเดียของตัวเองเงียบๆ คนเดียวก่อน (ห้ามลอกกัน) จากนั้นค่อยรวบรวมไอเดียทั้งหมดมาแปะรวมกัน แล้วค่อยมาโหวตหรือวิจารณ์แบบ "ไร้ชื่อ" (Anonymous)
.
Steven ถามเทคนิคเพิ่มว่า "แล้วถ้าลายมือมันฟ้องว่าเป็นใครล่ะ?" Adam ก็แนะนำวิธีแก้เผ็ดแบบแสบๆ ว่า "งั้นก็สลับกระดาษกันสิ"
.
ให้คนหนึ่งเป็นคนอ่านไอเดียของอีกคน เพื่อตัดอคติเรื่องตัวบุคคลออกไป วิธีนี้จะช่วยกรองไอเดียขยะออก และเหลือไว้แต่เพชรเม็ดงามที่มาจาก "สมองของคนทั้งทีม" จริงๆ ไม่ใช่แค่สมองของคนเสียงดังคนเดียว
.
.
19. พลังของการเขียน... ถ้าเขียนไม่ได้ แปลว่ายังคิดไม่เสร็จ
.
Steven Bartlett แชร์ประสบการณ์ส่วนตัวที่สอดคล้องกับทฤษฎีนี้เป๊ะๆ เขาบอกว่าเดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนนิสัยจากการเป็นพวกชอบพิมพ์แชทสั้นๆ รัวๆ ในกลุ่ม (Pepper idea) มาเป็นการเขียน Memo ยาวๆ 2 หน้าเพื่อตกผลึกความคิดตัวเองก่อนจะส่งให้ทีม
.
Adam ปรบมือรัวๆ ให้กับวิธีการนี้ เพราะ "การเขียนคือเครื่องมือของการคิด" (Writing is a tool for thinking)
.
เวลาเราพูด เราอาจจะใช้คารมหรือเสน่ห์ (Charisma) กลบเกลื่อนรอยรั่วของตรรกะได้ แต่เวลาเขียน ทุกอย่างมันฟ้องอยู่บนหน้ากระดาษ คุณจะหลอกตัวเองไม่ได้เลยว่าไอเดียนี้มันเข้าท่าหรือไม่ การบังคับให้ตัวเอง (และทีมงาน) เขียนไอเดียออกมาเป็นเรื่องเป็นราวก่อนประชุม จึงเป็นวิธีคัดกรองคุณภาพความคิดที่ดีที่สุด
.
.
20. ความมั่นใจ... มาก่อนหรือหลัง? (ไก่กับไข่ฉบับจิตวิทยา)
.
เรามักจะติดกับดักทางความคิดที่ว่า "ฉันต้องมีความมั่นใจก่อน ฉันถึงจะกล้าลงมือทำ" แต่ Adam Grant ตบหน้าเรียกสติเราด้วยความจริงที่ว่า "ความมั่นใจไม่ได้นำมาซึ่งความกล้า แต่ความกล้านั่นแหละที่สร้างความมั่นใจ"
.
Adam ย้อนเล่าถึงช่วงเวลาที่เขาเป็นนักกระโดดน้ำที่ขี้ขลาดที่สุดในทีม เขาเคยยืนตัวสั่นอยู่บนแท่นกระโดดนานถึง 45 นาที (ใช่ครับ 45 นาที!) จนโค้ชต้องเดินมาถามว่า "Adam นายจะโดดชาตินี้หรือชาติหน้า?"
.
Adam ตอบว่า "โดดครับ แต่รอให้พร้อมก่อน" โค้ชเลยสวนกลับไปนิ่มๆ ว่า "งั้นนายจะรออะไรอยู่?" เพราะความพร้อมทางใจมันไม่เคยเกิดขึ้นเอง
.
บทเรียนราคาแพงที่เขาได้เรียนรู้คือ คุณสร้างความมั่นใจโดยการพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่คุณคิดว่าทำไม่ได้ แล้วก็ทำมันซะ
.
เหมือนกับการเขียนหนังสือเล่มแรกหรือการขึ้นพูด Ted Talk ครั้งแรก Adam ไม่เคยรู้สึกพร้อม แต่เขาทำทั้งๆ ที่กลัว และเมื่อรอดมาได้ ความมั่นใจถึงจะตามมาทีหลัง ดังนั้นเลิกรอ "ฤกษ์งามยามดี" ทางอารมณ์ แล้วกระโดดลงไปเลยครับ
.
.
21. Imposter Syndrome... เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด
.
คำว่า Imposter Syndrome (อาการคิดว่าตัวเองเป็นตัวปลอม) มักถูกมองว่าเป็นโรคร้ายที่ต้องรักษา แต่ Adam บอกว่า "ใจเย็นก่อนโยม" จริงๆ แล้วสิ่งที่คนส่วนใหญ่เป็นไม่ใช่ "โรค" (Syndrome) แต่เป็นแค่ Imposter Thoughts (ความคิดชั่ววูบ) ซึ่งมันมีประโยชน์อย่างเหลือเชื่อ!
.
งานวิจัยของ Basima Tewfik พบว่า คนที่มีความคิดแบบนี้บ่อยๆ มักจะทำงานได้ดีกว่า เพราะพวกเขารู้สึกว่า "ฉันยังไม่เก่งพอ" พวกเขาจึงพยายามหนักขึ้น (Work Harder) และตั้งใจฟังคนอื่นมากขึ้นเพื่อปิดช่องว่างความรู้นั้น ความรู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวปลอมคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่กระตุ้นให้คุณไม่หยุดพัฒนา
.
Adam แนะนำวิธีคิดที่คมคายมาก: ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งเท่าที่คนอื่นคิด อย่าเพิ่งรีบตัดสินตัวเอง เพราะคุณรู้จักตัวเองดีเกินไป (รู้ทุกจุดอ่อน) จนประเมินตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริง ในขณะที่คนอื่นมองเห็นศักยภาพที่คุณมองข้ามไป ดังนั้นถ้ามีหลายคนบอกว่าคุณทำได้ ก็เชื่อพวกเขาเถอะครับ
.
.
22. อย่าขอ Feedback... แต่จงขอ "คำแนะนำ" (Advice)
.
นี่คือเทคนิคที่ Adam Grant บอกว่าจะเปลี่ยนชีวิตการทำงานของคุณไปตลอดกาล ปกติเวลาเราทำงานเสร็จ เรามักจะถามคนอื่นว่า "ขอ Feedback หน่อยสิ" ผลลัพธ์ที่ได้มักจะมีแค่ 2 อย่าง
.
Cheerleaders: "ดีมากเลยครับพี่ สุดยอด!" (ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย เพราะอวยไส้แตก)
.
Critics: "ตรงนี้แย่ ตรงนั้นห่วย" (ทำลายกำลังใจ และแก้แค้นกันทางอ้อม)
.
วิธีแก้คือ เปลี่ยนคำถาม ครับ อย่าขอ Feedback แต่ให้ขอ "Advice" (คำแนะนำ) แทน
.
เพราะ Feedback คือการมองย้อนกลับไปในอดีต (วิจารณ์สิ่งที่ทำไปแล้ว) แต่ Advice คือการมองไปข้างหน้า (Future-oriented) ว่าครั้งหน้าจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร
.
Adam เล่าเรื่องตลกตอนที่เขาไปบรรยายให้ทหารระดับสูงฟังตอนอายุ 25 ปี ทหารคนหนึ่งเขียนวิจารณ์ว่า "ผมไม่ได้อะไรจากคลาสนี้เลย แต่หวังว่าอาจารย์จะได้เรียนรู้อะไรบ้างนะ" (เจ็บจี๊ด!)
.
แทนที่ Adam จะนอยด์ เขาเดินไปถามทหารคนนั้นว่า "ขอคำแนะนำหน่อยครับว่าคราวหน้าผมควรทำยังไง?" ทหารตอบว่า "คุณพยายามโชว์พาวเกินไป เปิดใจคุยเรื่องช้างในห้อง (Elephant in the room) ดีกว่า"
.
ครั้งต่อมา Adam เลยเปิดฉากพูดว่า "ผมรู้ว่าพวกคุณคิดอะไรอยู่... ไอ้เด็กนี่มาสอนอะไรวะเนี่ย" เท่านั้นแหละครับ ทหารฮากันทั้งห้อง บรรยากาศเปลี่ยนทันที นี่คือพลังของการขอคำแนะนำ มันเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นโค้ชได้อย่างน่าอัศจรรย์
.
.
23. เลิกสร้าง "Personal Brand" ได้แล้ว... มันน่ารำคาญ
.
ในยุคที่กูรูทุกคนบอกให้เราสร้าง Personal Brand Adam Grant กลับบอกว่า "หยุดเถอะครับ" เพราะคำว่า Branding มันเน้นที่การ Self-Promotion (โปรโมทตัวเอง) ซึ่งคนดูออกว่าคุณกำลังตะโกนว่า "ดูฉันสิ ฉันเก่งนะ!" มันดูหลงตัวเองและน่าหมั่นไส้
.
สิ่งที่ควรทำคือ Idea Promotion (โปรโมทไอเดีย) เปลี่ยนจากการโชว์ถ้วยรางวัล เป็นการแบ่งปันความรู้
.
เมื่อคุณแชร์ไอเดียด้วยความตั้งใจที่จะให้ (Generosity) คนจะมองว่ามันเป็นของขวัญ ไม่ใช่การอวดอ้าง
.
Adam ย้ำว่าเขาไม่อยากมี "แบรนด์" เพราะแบรนด์คือสิ่งที่ถูกแพ็คเกจมาแล้วและเปลี่ยนแปลงยาก เขาอยากมีชื่อเสียง (Reputation) ในฐานะคนที่มีค่านิยม (Values) มากกว่า
.
จงเป็นเหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่พร้อมจะเปลี่ยนความคิดเมื่อเจอข้อมูลใหม่ อย่าเอาอีโก้ไปผูกติดกับความคิด ถ้าความคิดคุณผิด ก็แค่ทิ้งมันไป ไม่ใช่ทิ้งตัวตนของคุณไปด้วย
.
.
24. คำถามที่เหลือไว้
.
ในช่วงท้าย Steven Bartlett (ซึ่งปกติเป็นคนถาม) ถูก Adam ย้อนถามกลับบ้างว่า "ศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของคุณคืออะไร?"
.
Steven ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า น่าจะเป็นเรื่องดนตรีและการละคร แต่เขาไม่กล้าทำเพราะติดกับดักภาพลักษณ์ความเป็น "นักธุรกิจผู้เคร่งขรึม"
.
และคำถามสุดท้ายตามธรรมเนียมรายการ ที่แขกรับเชิญคนก่อนหน้าทิ้งไว้ให้ Adam (โดยไม่รู้ว่าเป็นใคร) คือ "ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ครั้งแรกของคุณคืออะไร?"
.
Adam ตอบได้แบบเนิร์ดสมเป็นศาสตราจารย์มาก เขาตอบว่าเพลง "We Didn't Start the Fire" ของ Billy Joel ตอนอายุ 8 ขวบ เพราะเพลงนั้นเต็มไปด้วยชื่อเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เขาไม่รู้จัก จนเขาต้องไปค้นคว้าหาข้อมูลทีละคำ... และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของอาชีพนักวิจัยของเขาโดยไม่รู้ตัว
.
.
.
.
#SuccessStrategies