How to Create a Successful Mindset วิทยาศาสตร์แห่งความเพียรที่จะเปลี่ยนคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์ สรุปเนื้อหาจากพอดแคสต์ระหว่าง Mel Robbins และ Angela Duckworth ครับ

คุณอาจจะเคยเป็นคนที่กดสั่งซื้อรองเท้าวิ่งรุ่นท็อปมาอย่างมั่นใจ กะว่าปีนี้ฉันจะปั้นหุ่นนายแบบนางแบบให้โลกจำ หรือกวาดซื้อหนังสือพัฒนาตัวเองมาจนเต็มชั้นด้วยความฮึกเหิมว่า 'ฉันคนใหม่กำลังจะเกิด'
.
แต่พอเวลาผ่านไปได้ไม่ถึงสองสัปดาห์... อ้าว ไหงไฟที่เคยแรงดันมอดลงเร็วกว่าไม้ขีดไฟหน้าพัดลมซะงั้น? หันไปดูอีกที น้องรองเท้าวิ่งคู่แพงก็กลายสภาพเป็นที่ดักฝุ่น หนังสือที่ตั้งใจอ่านก็ดองเค็มไว้จนเกลือแทบขึ้น หรือคอร์สออนไลน์ที่รูดบัตรซื้อมาอย่างไว ป่านนี้จำรหัสผ่านเข้าเรียนไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ

Mel Robbins สารภาพกับคนดูและคนฟังกว่าล้านคนอย่างตรงไปตรงมาว่า เธอเองก็เข้าใจความรู้สึกนั้นดี ความรู้สึกของการเริ่มต้นด้วยไฟอันร้อนแรง แต่ลงท้ายด้วยการมอดดับเร็วยิ่งกว่าไม้ขีดไฟที่จุดหน้าพัดลมเบอร์สาม

Mel Robbins พาแขกรับเชิญระดับพระกาฬมานั่งจับเข่าคุยเพื่อตบหน้าเรียกสติพวกเราเบาๆ แขกคนนี้คือ Dr. Angela Duckworth ตัวแม่แห่งวงการจิตวิทยาจาก University of Pennsylvania
.
Dr. Duckworth คนนี้มีความตลกร้ายอยู่ในประวัติชีวิตตัวเองครับ เพราะเธอคือคนที่อุทิศชีวิตศึกษาเรื่อง "ความพยายาม" (Effort) และพิสูจน์ว่าพรสวรรค์ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น (แต่เธอดันได้รับรางวัล MacArthur Fellowship หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "Genius Grant" รางวัลอัจฉริยะซะงั้น)
.
Dr. Duckworth บอกกลางรายการเลยว่า ภารกิจของเธอไม่ใช่การมานั่งอวยคนเก่งให้พวกเราอิจฉาเล่น แต่เธอมาเพื่อยืนยันด้วยงานวิจัยว่า ความสำเร็จไม่ใช่คลับเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับคนมีพรสวรรค์ ไม่ใช่ที่ยืนของคนดวงดี แต่เป็นพื้นที่ของคนที่ "กัดไม่ปล่อย" ต่างหาก ถ้าคุณเคยคิดว่าตัวเองแก่เกินแกง สมองช้า หรือเกิดมาผิดที่ผิดทาง ขอให้ฟังทางนี้ เพราะสิ่งที่คุณขาดไม่ใช่ "บุญเก่า" แต่คือทักษะที่เรียกว่า "Grit" ซึ่งสร้างใหม่ได้เดี๋ยวนี้เลยครับ
.
.
============================
.
1. Grit คืออะไร? (สปอยล์: ไม่ใช่แค่ถึกแบบกระบือ)
.
แล้วไอ้คำว่า "Grit" ที่เขาฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมืองเนี่ย มันแปลว่าอะไรกันแน่? Dr. Duckworth นิยามไว้ง่ายๆว่า Grit คือสมการระหว่าง "Passion" (ความคลั่งไคล้) บวกกับ "Perseverance" (ความอุตสาหะ) เพื่อเป้าหมายระยะยาว ย้ำนะครับว่า "ระยะยาว" ไม่ใช่การที่คุณฮึดสู้ไฟลุกโชนอ่านหนังสือโต้รุ่งหนึ่งคืนแล้วนอนตายไปสามวัน แบบนั้นไม่ใช่ Grit
.
Grit ของจริงคือการวิ่งมาราธอนครับ มันคือการที่คุณตกหลุมรักเป้าหมายอะไรสักอย่าง แล้วคุณก็ยังรักมันอยู่อย่างนั้นแม้เวลาจะผ่านไปเป็นปีๆ คุณล้มได้ คุณท้อได้ คุณร้องไห้ขี้มูกโป่งได้ แต่คุณ "ไม่เลิก" ต่างหาก
.
Dr. Duckworth บอกว่าคนที่มี Grit เหมือนคนที่มี "ดาวเหนือ" นำทางชีวิต ไม่ใช่วอกแวกเปลี่ยนใจไปเรื่อยเหมือนไม้หลักปักเลน วันนี้อยากเป็นยูทูเบอร์ พรุ่งนี้อยากขายของออนไลน์ มะรืนอยากไปปลูกผัก แบบนั้นไม่เรียก Grit เช่นกันครับ
.
ทีนี้ Mel Robbins ก็ยิงคำถามแทนใจคนขี้เกียจอย่างเราๆ ว่า "แต่ Dr. Duckworth คะ คนบางคนเขาเกิดมาเก่งจริงๆ นี่นา แบบว่าฟังเพลงรอบเดียวเล่นเปียโนได้เลย แล้วเราจะไปสู้เขาได้ไง?"
.
Dr. Duckworth ยิ้มมุมปากแล้วงัดไม้ตายออกมาครับ เธอยอมรับว่า "พรสวรรค์มีอยู่จริง" (อ้าว?) เธอนิยามพรสวรรค์ว่าคือ "ความไวในการเรียนรู้" บางคนหัวไว สอนแป๊บเดียวทำได้ นั่นคือพรสวรรค์ แต่เดี๋ยวก่อน... อย่าเพิ่งน้อยใจปิดบทความหนี เพราะเธอกำลังจะบอกความลับสวรรค์ว่า ในสมการความสำเร็จนั้น "ความพยายามมีค่าเป็นสองเท่า" เสมอ!
.
.
2. สมการฉบับคนสำเร็จ (ทำไมคนขยันถึงชนะคนเก่ง)
.
มาดูสมการคณิตศาสตร์ที่ Dr. Duckworth นำเสนอในโลกการพัฒนาตัวเองครับ
.
สมการที่ 1: Talent x Effort = Skill (พรสวรรค์ x ความพยายาม = ทักษะ)
.
แปลไทยเป็นไทยคือ ต่อให้คุณมีพรสวรรค์ล้นฟ้า แต่ถ้าคุณนอนเกาพุงอยู่บ้าน ไม่ยอมขยับตัวทำอะไร (Effort = 0) พรสวรรค์ของคุณก็มีค่าเท่ากับศูนย์ มันจะเป็นแค่ "ศักยภาพที่ถูกดองเค็ม" ไม่กลายเป็นทักษะที่ใช้งานได้จริง
.
แต่ความพีคมันอยู่ที่สมการที่ 2 ครับ: Skill x Effort = Achievement (ทักษะ x ความพยายาม = ความสำเร็จ)
.
เห็นอะไรไหมครับ? "ความพยายาม (Effort)" มันโผล่หน้ามาอีกรอบ ครั้งแรกมันเปลี่ยนพรสวรรค์ให้เป็นทักษะ และครั้งที่สองมันเปลี่ยนทักษะให้กลายเป็นความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม นั่นหมายความว่า ถ้าคุณมีพรสวรรค์น้อยกว่าคู่แข่งครึ่งหนึ่ง แต่คุณใส่ความพยายามลงไปมากกว่าเขา 2 เท่า คุณก็มีสิทธิ์ชนะได้
.
มันคือการทลายข้ออ้างยอดฮิตที่ว่า "ฉันไม่เก่งเท่าเขา" ทิ้งไปเลย Dr. Duckworth ยกตัวอย่างการทดลองสุดโหดที่ Harvard ชื่อว่า "Treadmill Test" ที่จับคนมาวิ่งบนลู่วิ่งที่ชันและเร็วเวอร์ๆ เพื่อดูว่าใครจะถอดใจก่อน
.
ผลปรากฏว่าคนที่ประสบความสำเร็จในระยะยาว ไม่ใช่คนที่วิ่งเร็วที่สุดหรือฟิตที่สุด แต่เป็นคนที่ "ไม่ยอมลงจากเครื่อง" ต่างหาก พวกเขาแค่ปฏิเสธที่จะยอมแพ้แม้ขามันจะสั่นพั่บๆ แล้วก็ตาม
.
ดังนั้นคุณควบคุมพรสวรรค์ไม่ได้ก็จริง แต่คุณควบคุมตัวแปร "Effort" ได้ 100% ถ้าคุณยอมเหนื่อยสองรอบ (รอบแรกเพื่อสร้างทักษะ รอบสองเพื่อสร้างผลงาน) คุณก็แซงหน้าอัจฉริยะขี้เกียจได้แน่นอน
.
.
3. สมองของคุณไม่ใช่ปูนซีเมนต์ (เลิกอ้างว่าแก่เกินเรียนได้แล้ว!)
.
หลังจากที่เราโดนสมการ "ความพยายามมีค่าเป็นสองเท่า" ตบหน้าเรียกสติแล้ว เชื่อว่าหลายคนยังคงมีเสียงเล็กๆ ค้านอยู่ในหัวที่คอยกระซิบว่า "แหม... ทฤษฎีมันก็สวยหรูแหละแก แต่ฉันมันอายุขนาดนี้แล้ว สมองมันแข็งโป๊กเป็นปูนซีเมนต์ไปแล้ว จะให้ไปเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เหมือนเด็กๆ มันเป็นไปไม่ได้หรอก"
.
หรือบางคนอาจจะคิดว่า "ฉันมันเกิดมาเป็นคนหัวช้า สันดานเสีย แก้ไม่หายหรอก" ถ้าคุณกำลังคิดแบบนี้ Mel Robbins อยากให้คุณฟัง Dr. Angela Duckworth อธิบายเรื่อง "ชีววิทยาประสาท" (Neurobiology) ให้ชัดๆ จะได้เลิกหลอกตัวเองกันสักทีครับ
.
Dr. Duckworth ย้อนอดีตไปสมัยที่เธอยังเป็นนักศึกษาปริญญาตรีที่ Harvard ช่วงปี 1988-1992 ในยุคนั้นตำราเรียนแพทย์และวิทยาศาสตร์แทบทุกเล่มเขียนไว้เหมือนกันหมดว่า สมองของมนุษย์เรานั้นเปรียบเสมือน "ปูนซีเมนต์" ที่ยังเปียกและปั้นรูปทรงได้แค่ในช่วงวัยเด็กเท่านั้น พอพ้นวัยรุ่นปุ๊บ ปูนก็จะแห้งแข็งโป๊ก เปลี่ยนแปลงไม่ได้อีกแล้ว
.
นั่นหมายความว่า ถ้าคุณโง่คณิตตอน 10 ขวบ คุณก็จะโง่คณิตไปจนวันตาย ถ้าคุณเป็นคนขี้โมโหตอนวัยรุ่น คุณก็จะเป็นลุงแก่ขี้บ่นที่ยืนด่าลูกหลานหน้าบ้านตอนเกษียณ ซึ่งฟังดูแล้วสิ้นหวังชะมัดเลยใช่ไหมครับ? ถ้าทฤษฎีนี้จริง พวกเราคงต้องนอนรอวันตายอย่างเดียวโดยไม่ต้องพยายามอะไรแล้ว
.
แต่ข่าวดีที่ Dr. Duckworth นำมาฝากก็คือ "ตำราพวกนั้นมันเก่าจนต้องเอาไปเผาทิ้งแล้วครับ" วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้ค้นพบความจริงที่น่าตื่นตะลึงที่เรียกว่า "Neuroplasticity" หรือความยืดหยุ่นของสมอง
.
งานวิจัยยุคใหม่ยืนยันชัดเจนจนเถียงไม่ออกว่า สมองคนเราไม่ใช่ปูนซีเมนต์ที่ตายตัว แต่เป็นเหมือน "กล้ามเนื้อ" ที่มีชีวิตมากกว่า ไม่ว่าคุณจะอายุ 30, 50 หรือ 90 ปี ทุกครั้งที่คุณเรียนรู้สิ่งใหม่ หรือพยายามทำในสิ่งที่ทำไม่ได้ เซลล์สมองของคุณยังคงมีการสร้างใหม่ (Neurogenesis) และที่สำคัญกว่านั้นคือ การเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาท (Synapses) จะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่เสมอ
.
มันแปลว่าข้ออ้างยอดฮิตอย่าง "ฉันแก่เกินจะเรียนรู้" หรือ "ฉันไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้" เป็นเพียงคำโกหกคำโตที่เราใช้ปลอกใจตัวเองเพื่อความสบายใจเท่านั้น สมองของเราพร้อมที่จะอัปเกรดตัวเองตลอดเวลาเหมือนแอปพลิเคชันในมือถือ เพียงแต่คุณต้องกดปุ่ม "Update" ด้วยการลงมือทำและเรียนรู้ ไม่ใช่นั่งรอให้มันอัปเกรดเองโดยอัตโนมัติ ดังนั้น ถ้าใครมาบอกว่า "ไม้แก่ดัดยาก" ให้คุณสวนกลับไปเลยว่า "นั่นมันไม้ครับ ไม่ใช่สมองคน!"
.
.
4. กับดัก "Fixed Mindset" และคำทำนายที่คุณสร้างเอง
.
พอเรารู้แล้วว่าฮาร์ดแวร์ (สมอง) ของเรามันอัปเกรดได้ ปัญหามันเลยมาตกอยู่ที่ซอฟต์แวร์ (ความคิด) ของเราแทนครับ Dr. Duckworth อธิบายคอนเซปต์เรื่อง "Mindset" ของ Carol Dweck
.
เขาแบ่งคนออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือคนที่มี "Fixed Mindset" (กรอบคิดแบบตายตัว) กับ "Growth Mindset" (กรอบคิดแบบเติบโต) ซึ่งฟังดูเหมือนคำเท่ๆ ที่แปะตามฝาผนังออฟฟิศ แต่ความจริงมันคือตัวกำหนดชะตาชีวิตของคุณเลยทีเดียว
.
คนที่มี Fixed Mindset จะเชื่อฝังหัวว่า ความสามารถ สติปัญญา และนิสัยใจคอ เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาแล้วตั้งแต่เกิด เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เหมือนไพ่ที่แจกมาในมือ ถ้าได้ไพ่ไม่ดีก็ซวยไป พอคนพวกนี้เจอปัญหาหรือความล้มเหลว พวกเขาจะสรุปทันทีว่า "เห็นไหม ฉันมันไม่เก่งเรื่องนี้" แล้วก็เลิกทำเพื่อปกป้องอีโก้ของตัวเอง
.
แต่ในทางตรงกันข้าม คนที่มี Growth Mindset จะเชื่อว่าความสามารถเป็นเหมือน "กล้ามเนื้อ" ที่ยิ่งฝึกยิ่งแข็งแกร่ง พอเจอปัญหา พวกเขาจะไม่คิดว่าตัวเองโง่ แต่จะถามตัวเองว่า "เฮ้ย พลาดตรงไหนนะ? เดี๋ยวเอาใหม่ ต้องรู้วิธีสิ"
.
ความน่ากลัวของเรื่องนี้คือ Mindset ของคุณมันทำงานเหมือน "คำทำนายที่เป็นจริงได้ด้วยตัวเอง" (Self-fulfilling prophecy) ครับ Dr. Duckworth บอกว่า ถ้าคุณมองหาหลักฐานว่าคุณเปลี่ยนไม่ได้ คุณก็จะเจอหลักฐานนั้นเต็มไปหมด
.
เช่น "นั่นไง วันนี้ฉันโมโหอีกแล้ว ฉันมันคนใจร้อนแก้ไม่หาย" แต่ถ้าคุณมองหาหลักฐานว่าคุณเปลี่ยนได้ คุณก็จะเจอมันเช่นกัน มันอยู่ที่ว่าคุณเลือกจะใส่แว่นตาสีอะไรมองโลก Mel Robbins ชอบประเด็นนี้มาก เพราะมันแปลว่าจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงไม่ได้อยู่ที่การกระทำที่ยิ่งใหญ่ แต่อยู่ที่การ "เปลี่ยนบทสนทนาในหัว" ของคุณเอง
.
Dr. Duckworth ยกตัวอย่างที่คมคายมากของ Satya Nadella ซีอีโอคนปัจจุบันของ Microsoft ที่พลิกฟื้นบริษัทจากการเป็นยักษ์ใหญ่ที่เชื่องช้าให้กลับมาผงาดอีกครั้ง เขาประกาศก้องว่า เขาไม่ได้ต้องการเป็น "Know-it-all" (คนที่รู้ไปหมดทุกอย่าง) แต่อยากเป็น "Learn-it-all" (คนที่เรียนรู้ทุกอย่าง)
.
นี่แหละคือหัวใจสำคัญ ถ้าคุณทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้วที่รู้ไปหมด คุณก็จะหยุดเติบโตทันที แต่ถ้าคุณยอมรับว่าตัวเองยังไม่รู้อีกเยอะ และพร้อมจะเรียนรู้แม้กระทั่งเรื่องพื้นฐาน สมองของคุณก็จะเปิดรับการเติบโตแบบก้าวกระโดด
.
ดังนั้น เลิกบอกว่า "ฉันเป็นคนแบบนี้" แล้วเปลี่ยนเป็น "ฉันยังทำเรื่องนี้ไม่ได้... แต่เดี๋ยวฉันจะฝึก" แค่เติมคำว่า "ยัง" เข้าไปท้ายประโยค ชีวิตคุณก็เปลี่ยนแล้วครับ
.
.
5. ความลับของคนสำเร็จ (8 เต็ม 10 ทุกวัน ดีกว่า 100 เต็ม 10 วันละครั้ง)
.
เมื่อเราจูนสมองและ Mindset เรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงภาคปฏิบัติที่หลายคนมักเข้าใจผิดแบบมหันต์จนตกม้าตายกันเป็นแถว นั่นคือเรื่องของ "ความเข้มข้น" (Intensity)
.
เรามักจะติดภาพจำจากหนังฮอลลีวูดหรือการ์ตูนโชเน็น ที่พระเอกต้องฝึกหนักเจียนตาย เลือดตากระเด็น ตะโกนแหกปากลั่นยิม แล้วตัดภาพมาอีกทีก็กลายเป็นเทพเจ้าไปแล้ว เราเลยคิดว่า "เอาล่ะ ฉันจะต้องฟิตจัด วิ่งให้ได้วันละ 10 กิโลฯ อ่านหนังสือวันละ 500 หน้า!" แต่ Dr. Duckworth บอกว่า "หยุดก่อนครับวัยรุ่น ในชีวิตจริง มันไม่ได้ดราม่าขนาดนั้น"
.
Dr. Duckworth เล่าถึงตอนที่เธอเริ่มศึกษาเหล่าคนที่มี Grit สูงๆ เธอคาดหวังว่าจะได้เจอคนที่พลังงานล้นเหลือ ไฟลุกโชนตลอด 24 ชั่วโมง แบบที่เดินผ่านแล้วต้องรู้สึกร้อนวูบวาบ
.
แต่สิ่งที่เธอเจอจริงๆ กลับตรงกันข้าม คนที่ประสบความสำเร็จระดับโลกส่วนใหญ่มักจะดู "น่าเบื่อ" กว่าที่คุณคิด และเคล็ดลับของพวกเขาก็เรียบง่ายจนน่าตกใจ นั่นคือ "Consistency" หรือความสม่ำเสมอครับ ไม่ใช่ความรุนแรง
.
ลองดูตัวอย่างของ Michael Phelps ฉลามหนุ่มเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกสูงสุดตลอดกาล ใครๆ ก็คิดว่าเขาต้องซ้อมแบบปีศาจ ทะลุขีดจำกัดทุกวันแน่ๆ แต่ Bob Bowman โค้ชคู่ใจของเขาบอก Dr. Duckworth ว่า "เปล่าเลย แองเจล่า ในวันซ้อมปกติ ไมเคิลไม่ได้ให้คะแนนความพยายาม 10 เต็ม 10 หรือ 11 เต็ม 10 หรอก ส่วนใหญ่ก็ประมาณ 8 เต็ม 10 นี่แหละ"
.
ฟังดูธรรมดาใช่ไหมครับ? แต่จุดพีคมันอยู่ตรงประโยคต่อมา "แต่เขาทำ 8 เต็ม 10 นั้น ทุกวัน เป็นเวลาหลายปี โดยไม่หยุด แม้แต่วันคริสต์มาสหรือวันเกิด"
.
Mel Robbins ถึงกับต้องขยายความตรงนี้ สมการความสำเร็จในโลกความเป็นจริงไม่ใช่การวิ่งสปรินต์ 100 เมตรด้วยความเร็วแสงแล้วนอนหอบไปทั้งเดือน แต่มันคือการวิ่งมาราธอนเหยาะๆ ที่คุณไม่ยอมหยุดเดินต่างหาก
.
Dr. Duckworth ย้ำว่า คนที่มี Grit ไม่ใช่คนที่ไม่เคยล้ม หรือไม่เคยมีวันที่แย่ พวกเขามีวันที่ "พัง" เหมือนเราเป๊ะ มีวันที่ไม่อยากลุกจากเตียง มีวันที่ทำได้แค่ 3 เต็ม 10 แต่ความต่างคือ พวกเขาไม่ยอมให้คะแนนเป็น "0"
.
เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้นคือ ถ้าคุณทำได้แค่ 30% ของพลังที่มีในวันนี้ ก็จงภูมิใจเถอะ เพราะ 30% นั้นคือ "100% ของสิ่งที่คุณมีให้ได้ในวันนี้" แล้ว การรักษาโมเมนตัมสำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบ อย่ารอให้พร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ค่อยลงมือทำ เพราะวันนั้นอาจไม่มีจริง แต่จงสะสมแต้มบุญวันละนิดวันละหน่อย
.
เหมือนหยอดกระปุกออมสิน วันละ 8 บาทหยอดทุกวัน ย่อมรวยกว่าคนที่หยอด 100 บาทปีละครั้งแน่นอน นี่คือกฎแห่งความสม่ำเสมอที่ชนะความรุนแรงเสมอครับ
.
แล้วเราจะเริ่ม "ความสม่ำเสมอ" นี้กับเรื่องอะไรดี? ต้องฝืนใจทำเรื่องยากๆ เลยไหม? คำตอบอาจจะทำให้คุณประหลาดใจกับทฤษฎี "Choose Easy" ครับ
.
.
6. วิชา "เลือกสิ่งที่ง่าย" และทฤษฎี Choose Easy
.
Dr. Angela Duckworth กำลังจะบอกความลับที่ฟังดูขัดแย้งกับคำว่า Grit แบบสุดขั้ว นั่นคือเคล็ดลับที่เรียกว่า "Choose Easy" หรือ "จงเลือกสิ่งที่ง่าย" ครับ
.
คุณอ่านไม่ผิดหรอกครับ ในวิชา Grit Lab ที่ Dr. Duckworth สอนนักศึกษาระดับหัวกะทิที่มหาวิทยาลัย Pennsylvania เธอเริ่มต้นคลาสด้วยการบอกว่า
.
"ถ้าคุณอยากเก่งระดับโลก จงอย่าเลือกทำในสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับคุณ แต่จงเลือกทำในสิ่งที่ง่ายที่สุดสำหรับคุณ"
.
ฟังดูเหมือนคำแนะนำของคนขี้เกียจใช่ไหมครับ? แต่ความจริงมันลึกซึ้งกว่านั้นมาก
.
คำว่า "ง่าย" ในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่านอนดูซีรีส์เฉยๆ นะครับ แต่มันหมายถึง "ความง่ายในการสนใจ" (Ease of Interest) ครับ
.
ลองจินตนาการดูว่าถ้าคุณต้องฝืนใจเรียนเปียโนทั้งที่คุณเกลียดเสียงดนตรี ต่อให้คุณมีความอึดแค่ไหน วันหนึ่งคุณก็จะหมดไฟและเลิกไปเองเพราะมันเป็นการ "ฝืนธรรมชาติ" แต่ถ้าคุณเลือกทำในสิ่งที่คุณชอบ สิ่งที่คุณหมกมุ่นคิดถึงมันได้ทั้งวันโดยไม่เบื่อ (เหมือนที่ลูกสาวของ Dr. Duckworth ชอบดูคลิปอบคุ้กกี้) การทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับสิ่งนั้นมันจะรู้สึก "ง่าย" ไปเองโดยอัตโนมัติ
.
Dr. Duckworth เปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจว่า ชีวิตคนเรามันสั้นเกินกว่าจะมานั่งทนกินผักขมที่เราเกลียดเพียงเพราะคิดว่ามันดีต่อสุขภาพ ถ้าคุณอยากมี Grit คุณต้องเริ่มจาก "จานโปรด" ของคุณก่อน
.
เธอเล่าถึงที่ปรึกษาจาก McKinsey คนหนึ่งที่โทรมาปรึกษาเธอด้วยความทุกข์ใจว่า เขาประสบความสำเร็จมาก แต่ชีวิตว่างเปล่า เพราะเขามีกฎเหล็กประจำตัวว่า "ยิ่งทรมาน ยิ่งดี" (More suffering, better) เขาเลือกทางที่ยากที่สุดเสมอเพราะคิดว่านั่นคือวิถีของคนเก่ง ผลลัพธ์คือเขากลายเป็นคนเก่งที่ไม่มีความสุขเลย
.
ดังนั้นการมี Grit ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นมาโซคิสต์ที่ชอบความเจ็บปวด แต่มันคือการค้นหาจุดที่คุณทำแล้วรู้สึกเป็นธรรมชาติที่สุด
.
Dr. Duckworth ย้ำว่า "อย่าเลือกงานที่คุณต้องใช้ความพยายามมหาศาลเพียงเพื่อจะ 'เริ่ม' ทำมัน แต่จงเลือกงานที่คุณเต็มใจจะเหนื่อยเพื่อจะทำให้มัน 'ดีขึ้น'" นี่คือความแตกต่างที่สำคัญมากครับ ถ้าคุณเลือกสิ่งที่ง่ายต่อใจ ความยากทางกายก็จะเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยไปเลย
.
.
7. กฎเหล็กประจำบ้าน Duckworth (The Hard Thing Rule)
.
พอเราเลือก "สิ่งที่ง่ายต่อใจ" ได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการฝึกวินัยครับ เพราะถ้ามัวแต่ทำตามใจชอบ วันไหนขี้เกียจก็เลิก มันก็จะกลายเป็นแค่ "งานอดิเรก" ไม่ใช่ "ความสำเร็จ" ตรงนี้เองที่ Dr. Duckworth งัดไม้ตายออกมา
.
นั่นคือ "The Hard Thing Rule" หรือ "กฎแห่งการทำเรื่องยาก" ที่เธอใช้ปกครองลูกสาวทั้งสองคน (และสามีด้วย) ซึ่งกฎนี้เจ๋งมากจนแอดอยากให้คุณลองเอาไปใช้กับตัวเองดูครับ
.
กฎข้อนี้มีองค์ประกอบศักดิ์สิทธิ์ 3 ประการที่คุณต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด:
.
ข้อที่ 1: ทุกคนต้องมี "เรื่องยาก" หนึ่งอย่าง
.
คำว่า "เรื่องยาก" ในนิยามของบ้าน Duckworth ไม่ใช่การนั่งกินขนมหรือเดินเล่นในสวน แต่มันต้องเป็นกิจกรรมที่มีการฝึกฝนอย่างจริงจัง (Deliberate Practice) ต้องมีเป้าหมาย มีการวัดผล และมีการพัฒนา ดังนั้น การไปเรียนเปียโนนับเป็นเรื่องยาก แต่การไปนั่งกินขนมขาไก่ที่โรงเรียนสอนเปียโนไม่นับครับ! กฎข้อนี้บังคับให้ทุกคนในบ้าน (รวมถึงพ่อแม่) ต้องมีโปรเจกต์พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ไม่ใช่ปล่อยตัวไหลไปตามกระแส
.
ข้อที่ 2: ห้ามลาออกกลางคัน (You can't quit in the middle)
.
นี่คือหัวใจสำคัญของ Grit เลยครับ Dr. Duckworth บอกว่า ตอนที่ลูกสาวของเธอไปลงแข่งวิ่ง แล้ววิ่งเข้าเส้นชัยคนสุดท้าย เธอเดินร้องไห้มาบอกแม่ว่า "หนูขอลาออกเดี๋ยวนี้เลยได้ไหม?" ถ้าเป็นพ่อแม่ทั่วไปอาจจะใจอ่อนแล้วบอกว่า "โอ๋ๆ ไม่เป็นไรลูก เลิกเถอะ" แต่แม่แองเจล่าผู้โหดสัส (ในทางที่ดี) บอกว่า "ไม่ได้ลูก ลูกต้องรอให้จบฤดูกาลก่อน หรือรอให้หมดค่าเทอมที่แม่จ่ายไปแล้วก่อน ถึงจะเลิกได้"
.
ทำไมต้องโหดขนาดนั้น? เพราะเธอกำลังสอนลูกว่า "เราจะไม่ตัดสินใจลาออกในวันที่เราท้อแท้ที่สุด" ครับ
.
การบังคับให้ทำจนจบเทอม เป็นการสอนให้เด็กรู้จักรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง และเรียนรู้ที่จะอยู่กับความลำบากชั่วคราว หลายครั้งพอผ่านจุดพีคของความเหนื่อยไปแล้ว เด็กอาจจะกลับมาชอบมันก็ได้ หรือถ้าจบเทอมแล้วยังเกลียดอยู่ ก็ค่อยเลิกแบบเท่ๆ ว่า "ฉันทำสำเร็จแล้ว แต่ฉันไม่ชอบ" ไม่ใช่เลิกเพราะ "ฉันแพ้"
.
ข้อที่ 3: คุณเป็นคนเลือกเอง (You get to pick)
.
กฎข้อสุดท้ายนี้สำคัญที่สุดเพื่อไม่ให้บ้านกลายเป็นค่ายทหาร คือ "พ่อแม่ไม่มีสิทธิ์เลือกให้" ลูกสาวของเธออยากเรียนบัลเลต์ ก็เรียน อยากเปลี่ยนไปเรียนขี่ม้า ก็เชิญ (ถ้าตังค์พ่อแม่ไหว)
.
การให้อิสระในการเลือกคือการปลูกฝังความเป็นเจ้าของชีวิต (Agency) ให้กับเด็ก ถ้าคุณบังคับให้เขาเรียนเปียโน เขาจะซ้อมแบบขอไปที แต่ถ้าเขาเลือกเอง เขาจะซ้อมเพราะเขาอยากเก่ง นี่คือกุศโลบายที่แยบยลมากครับ คือ "บังคับให้มีความรับผิดชอบ แต่ให้อิสระในการเลือกวิธีรับผิดชอบ"
.
.
8. กับดัก 10,000 ชั่วโมง (วิ่งมาทั้งชีวิต ทำไมไม่ไปโอลิมปิก?)
.
หลังจากผ่านด่านการเลือกและการสร้างวินัยเบื้องต้นแล้ว เราก็มาถึงด่านปราบเซียนที่คนทั้งโลกเข้าใจผิดกัน นั่นคือ "การฝึกฝน" (Practice) ครับ
.
คุณคงเคยได้ยินกฎ 10,000 ชั่วโมงของ Malcolm Gladwell ที่บอกว่า "แค่ทำอะไรซ้ำๆ ครบ 10,000 ชั่วโมง คุณก็จะกลายเป็นเทพเจ้า" ใช่ไหมครับ? Dr. Duckworth บอกว่า "นั่นเป็นความจริงแค่ครึ่งเดียวครับ และเป็นครึ่งที่อันตรายด้วย"
.
Dr. Duckworth ยกตัวอย่างความฮาของตัวเองว่า เธอเป็นคนที่วิ่งออกกำลังกายมาตั้งแต่สาวๆ ถ้านับชั่วโมงบินในการวิ่ง เธอคงสะสมได้หลายพันชั่วโมงแล้ว เผลอๆ อาจจะครบ 10,000 ชั่วโมงแล้วด้วยซ้ำ
.
แต่ถามว่าทำไมเธอถึงยังวิ่งด้วยความเร็วเท่าเดิม ไม่ได้ไปแข่งโอลิมปิกกับเขาเสียที? คำตอบคือ เพราะเธอวิ่งแบบ "Autopilot" ครับ เธอวิ่งไปฟังพอดแคสต์ไป วิ่งไปคิดเมนูอาหารเย็นไป ไม่ได้โฟกัสที่การพัฒนาท่าวิ่งหรือทำเวลาให้ดีขึ้นเลย
.
นี่คือหลุมพรางที่น่ากลัวที่สุดของการพัฒนาตัวเอง คือการ "ทำซ้ำแต่ไม่พัฒนา" (Mindless Repetition) การที่คุณขับรถมา 20 ปี ไม่ได้แปลว่าคุณจะเป็นนักแข่ง Formula 1 ได้ เพราะคุณแค่ขับให้ถึงที่หมาย ไม่ได้ขับเพื่อเข้าโค้งให้เนียนขึ้น
.
นี่คือความแตกต่างระหว่าง "การฝึกซ้อมธรรมดา" กับ "Deliberate Practice" (การฝึกฝนอย่างจดจ่อ) ที่ Dr. Duckworth เน้นย้ำ
.
Mel Robbins ถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินเรื่องนี้ เพราะมันเหมือนโดนด่าทางอ้อมว่า "ที่แกเหนื่อยทุกวันนี้ แกเหนื่อยฟรีหรือเปล่า?" Dr. Duckworth บอกว่า ถ้าอยากเก่งขึ้นจริงๆ คุณต้องเลิกนับชั่วโมง แต่ต้องเริ่มนับ "คุณภาพ" ของชั่วโมงนั้นๆ แทน
.
ซึ่งในข้อต่อไป เราจะมาแงะสมองของนักกีฬาระดับโลกกันว่า ไอ้คำว่า "Deliberate Practice" ที่แท้ทรูเนี่ย หน้าตามันเป็นยังไง และทำไมมันถึงต้องแลกมาด้วยความรู้สึกที่เรียกว่า "ความน่าอับอาย" (Embarrassment)
.
.
9. ผ่าตัดสูตรลับ "Deliberate Practice" (ทำไมแค่ขยันถึงยังไม่รอด)
.
Mel Robbins พาเราเข้าสู่ห้องผ่าตัดเพื่อชำแหละหัวใจสำคัญของการเก่งขึ้น นั่นคือสิ่งที่ Dr. Angela Duckworth และ Anders Ericsson เรียกว่า "Deliberate Practice" หรือ "การฝึกฝนอย่างจดจ่อตั้งใจ" ครับ
.
คำถามคือ แล้วไอ้การฝึกแบบนี้มันหน้าตาเป็นยังไง? มันต้องใช้อุปกรณ์ไฮเทคหรือต้องไปเข้าค่ายฝึกทหารหรือเปล่า? คำตอบคือ "เปล่าเลยครับ" อุปกรณ์ที่คุณต้องใช้มีแค่ "ใจ" ล้วนๆ
.
แต่ Dr. Duckworth เตือนไว้ก่อนเลยว่า มันเป็นกระบวนการที่ "เจ็บปวด" และ "ไม่สนุก" เอาซะเลย (อ้าว ไหงงั้น?)
.
องค์ประกอบของ Deliberate Practice มีอยู่ 3 ข้อที่คุณต้องท่องให้ขึ้นใจเหมือนสูตรคูณแม่สอง
.
ข้อแรกคือ "เป้าหมายที่ชัดเจนและเฉพาะเจาะจง" (A clearly defined stretch goal)
.
คุณจะเดินดุ่มๆ เข้ายิมแล้วบอกว่า "วันนี้ฉันจะออกกำลังกาย" ไม่ได้ นั่นมันกว้างเกินไปเหมือนทะเลมหาสมุทร คุณต้องระบุไปเลยว่า "วันนี้ฉันจะวิ่งให้เร็วกว่าเมื่อวาน 5 วินาที" หรือ "วันนี้ฉันจะฝึกเล่นท่อนฮุคของเพลงนี้ให้ไม่ผิดเลย 3 รอบติด" เป้าหมายต้องเล็กแต่คมกริบ และต้องยากพอที่จะท้าทายความสามารถปัจจุบันของคุณนิดหน่อย (ไม่ใช่ยากจนท้อ หรือ ง่ายจนน่าเบื่อ)
.
ข้อสองคือ "ความพยายามและสมาธิเต็มร้อย" (Full concentration and effort)
.
อันนี้แหละที่ทำลายคนมาเยอะ เพราะการฝึกแบบนี้คุณจะเปิดเพลงฟังชิลๆ หรือดูซีรีส์ไปฝึกไปไม่ได้ สมองของคุณต้องโฟกัสอยู่ที่การกระทำนั้นแบบ 100% เหมือนเลเซอร์ที่จี้ลงบนจุดเดียว Dr. Duckworth บอกว่าแม้แต่ Michael Phelps ก็ไม่ได้ซ้อมแบบนี้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ในช่วงเวลาที่เขาทำ เขา "ใส่สุด" ไม่มีวอกแวก
.
และข้อสามที่โหดหินที่สุดคือ "Feedback ทันทีและให้ข้อมูลจริง" (Immediate and informative feedback)
.
คุณต้องรู้เดี๋ยวนั้นเลยว่าคุณทำพลาดตรงไหน ไม่ใช่รอให้จบปีแล้วค่อยมาประเมินผล ซึ่งตรงนี้แหละที่อีโก้ของเราจะกรีดร้อง เพราะไม่มีใครชอบโดนตำหนิ หรือเห็นความห่วยของตัวเองแบบชัดๆ เต็มสองตา Mel Robbins บอกว่า ฟังดูแล้วมัน "เจ็บปวด" (Painful) ชะมัด ซึ่ง Dr. Duckworth ก็หัวเราะร่าแล้วบอกว่า "ถูกต้องค่ะ มันเจ็บปวด แต่มันฟรี!" และความเจ็บปวดนี่แหละคือสัญญาณว่าคุณกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองจริงๆ
.
.
10. ความกล้าที่จะ "ห่วย" (วิชาหน้าด้านที่โรงเรียนไม่เคยสอน)
.
เมื่อ Mel Robbins ได้ยินเรื่องความเจ็บปวดจากการฝึกฝน เธอก็ยกประเด็นที่น่าสนใจมากขึ้นมา นั่นคือความรู้สึก "Cringe" หรือความอับอายขายขี้หน้าเวลาที่เราเริ่มทำอะไรใหม่ๆ แล้วมันออกมาเละเทะไม่เป็นท่า
.
คุณเคยไหมครับที่อยากลองเต้น TikTok แต่พอดูคลิปตัวเองแล้วอยากจะปามือถือทิ้ง? หรืออยากลองพูดภาษาอังกฤษแต่กลัวฝรั่งทำหน้างงใส่? ความรู้สึกกลัวที่จะดูโง่เนี่ยแหละครับ คือกำแพงยักษ์ที่ขวางกั้นเราจากความเก่ง
.
Dr. Duckworth พาเราย้อนกลับไปดูงานวิจัยของ Lev Vygotsky นักจิตวิทยาชื่อดังที่สังเกตพฤติกรรมของเด็กทารกและเด็กเล็ก
.
คุณเคยเห็นเด็กทารกหัดเดินแล้วล้มไหมครับ? พวกเขาล้มหัวทิ่มหัวตำ ล้มแล้วล้มอีก แต่มีเด็กคนไหนไหมที่ล้มปุ๊บแล้วนั่งกอดเข่าร้องไห้บอกแม่ว่า "แม่จ๋า หนูคงไม่เหมาะกับวงการการเดินแล้วล่ะ หนูขอนอนเฉยๆ ตลอดชีวิตดีกว่า"
.
ไม่มีครับ! เด็กทารกไม่รู้จักความอาย พวกเขามองความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติเหมือนหายใจเข้าออก
.
แต่จุดเปลี่ยนมันอยู่ที่ช่วงเวลาประมาณเข้าโรงเรียนอนุบาลครับ พอเราเริ่มโตขึ้น เราเริ่มสังเกตสายตาคนรอบข้าง เราเริ่มเห็นครูขมวดคิ้วเวลาเราตอบผิด เราเริ่มเห็นเพื่อนหัวเราะเยาะเวลาเราสะดุดล้ม
.
เราจึงเริ่มเรียนรู้บทเรียนที่ผิดเพี้ยนที่สุดในชีวิตมนุษย์ นั่นคือ "ความผิดพลาด = ความน่าอับอาย" และตั้งแต่นั้นมา เราก็เริ่มใส่หน้ากากแห่งความสมบูรณ์แบบ เราไม่กล้ายกมือถามเพราะกลัวดูโง่ เราไม่กล้าลองทำสิ่งใหม่เพราะกลัวทำพลาด
.
Dr. Duckworth บอกว่า ถ้าคุณอยากมี Grit คุณต้อง "Unlearn" หรือล้างสมองเรื่องนี้ทิ้งไปให้หมด คุณต้องกู้คืนจิตวิญญาณของเด็กทารกในตัวคุณกลับมา ต้องหน้าด้านพอที่จะยอมรับบทบาทของ "ผู้เริ่มต้น" (Beginner) อีกครั้ง
.
คุณต้องยอมเป็นคนที่ห่วยที่สุดในห้อง ยอมให้คนอื่นมองว่าคุณทำท่าทางตลกๆ เพราะนั่นคือราคาที่คุณต้องจ่ายเพื่อแลกกับความเชี่ยวชาญในอนาคต จำไว้ครับว่าไม่มีใครเดินปร๋อได้ตั้งแต่เกิด ทุกก้าวย่างที่มั่นคง ล้วนแลกมาด้วยการล้มหน้าฟาดพื้นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
.
.
11. ตำนานคลาสฮิปฮอปกับความอายระดับสิบ (The Hip-Hop Class Disaster)
.
เพื่อยืนยันว่า Dr. Duckworth ไม่ได้เก่งแต่ทฤษฎี เธอเลยแชร์ประสบการณ์ความล้มเหลวส่วนตัวที่ทั้งฮาและน่าเห็นใจสุดๆ ให้ฟัง เรื่องมีอยู่ว่าสมัยที่เธอยังสาวๆ อายุประมาณ 20 กว่าๆ และทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการจัดการอยู่ที่นิวยอร์ก เพื่อนร่วมงานชื่อลินดาชวนเธอไปเข้าคลาสเต้นฮิปฮอปหลังเลิกงาน ด้วยความที่อยากลองของใหม่ (Sampling) เธอก็ตอบตกลงไปอย่างมั่นใจ
.
แต่พอไปถึงสตูดิโอเต้น ภาพที่เห็นทำเอาเธออยากจะมุดแผ่นดินหนี เพราะทุกคนในห้องนั้นเต้นเก่งระดับเทพเจ้า เหมือนหลุดมาจากคณะ Joffrey Ballet หรือเป็นแดนเซอร์อาชีพกันทั้งนั้น พอครูเริ่มเปิดเพลงแล้วสอนท่าเต้นชุดใหญ่ 16 จังหวะรวด แล้วสั่งให้ทุกคนเต้นโชว์ทีละคนจากมุมห้องหนึ่งไปอีกมุมหนึ่ง
.
Dr. Duckworth เล่าว่าวินาทีนั้นเธอรู้สึกเหมือนเป็นตัวตลกที่หลงเข้ามาในงานปาร์ตี้ผิดงาน
.
เธอเต้นผิดๆ ถูกๆ แขนขาพันกันมั่วไปหมด ความรู้สึกอับอาย (Self-conscious) พุ่งปรี๊ดจนทะลุปรอท เธอบอกว่ามันเป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายมากจนเธอสาบานกับตัวเองว่า "ชาตินี้ฉันจะไม่มาเหยียบฮิปฮอปคลาสอีกแล้ว!"
.
ซึ่งพอย้อนกลับมามองตอนนี้ เธอยอมรับว่านั่นคือตัวอย่างของความล้มเหลวในการสร้าง Grit ครับ เพราะเธอยอมแพ้ให้กับความอาย แทนที่จะคิดแบบเด็กทารกที่ว่า "ช่างมันสิ ฉันเพิ่งเคยเต้นครั้งแรก จะให้เต้นเก่งเลยได้ไง"
.
เรื่องเล่านี้สอนให้เรารู้ว่า แม้แต่เจ้าแม่แห่งความเพียรก็เคยพ่ายแพ้ให้กับความ "Cringe" มาแล้ว ดังนั้นถ้าคุณไปเข้ายิมวันแรกแล้วยกเวทผิดท่า หรือไปเรียนภาษาแล้วพูดผิดๆ ถูกๆ ก็ขอให้รู้ไว้ว่าคุณไม่ได้เป็นคนเดียวในโลกที่เจอเรื่องนี้
.
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณดูตลกแค่ไหนในสายตาคนอื่น แต่อยู่ที่ว่าคุณกล้าพอที่จะกลับไปที่ห้องเรียนนั้นอีกครั้งในวันพรุ่งนี้หรือเปล่า? ถ้าคุณก้าวข้ามความอายนี้ไปได้ ประตูสู่ความสำเร็จก็จะเปิดต้อนรับคุณ
.
.
12. นิทานช่างก่ออิฐ (คุณกำลังแค่ก่ออิฐ หรือกำลังสร้างตำนาน?)
.
หลังจากที่เราผ่านด่านการค้นหาความชอบ (Interest) และการฝึกฝนแบบรากเลือด (Practice) มาแล้ว หลายคนอาจจะเริ่มตั้งคำถามว่า "แล้วฉันจะทำทั้งหมดนี้ไปเพื่ออะไร? เพื่อให้ตัวเองเก่งขึ้น รวยขึ้น แค่นั้นเหรอ?"
.
Dr. Angela Duckworth บอกว่า ลำพังแค่ความต้องการส่วนตัว (Self-interest) อาจจะเป็นเชื้อเพลิงที่ดีในช่วงแรก แต่มันมักจะไม่พอที่จะพาเราวิ่งไปให้ถึงเส้นชัยในระยะยาวครับ เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่จะทำให้ไฟแห่งความเพียรลุกโชนไม่มีวันดับ…
.
คือสิ่งที่เรียกว่า "Purpose" หรือ "เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง"
.
พอพูดคำว่า "Purpose" เชื่อว่าร้อยละเก้าสิบของผู้ฟังคงเบือนหน้าหนีพร้อมกับคิดในใจว่า "โอ๊ย... ต้องมาแนวธรรมะธัมโม กู้โลก รักษาสิ่งแวดล้อม หรือบวชเรียนแน่ๆ ฉันมันคนบาปหนา คงเข้าไม่ถึงหรอก"
.
แต่เดี๋ยวก่อนครับ Dr. Duckworth รีบเบรกความคิดนั้นทันทีด้วยนิทานคลาสสิกเรื่อง "ช่างก่ออิฐสามคน" ที่จะทำให้คุณร้องอ๋อ
.
เรื่องมีอยู่ว่า มีคนเดินไปถามช่างก่ออิฐสามคนที่กำลังยืนเรียงอิฐก้อนเดียวกันเป๊ะๆ ท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยงว่า "พี่ๆ ทำอะไรอยู่ครับ?"
.
ช่างคนแรกตอบแบบหน้าบอกบุญไม่รับว่า "ก็ก่ออิฐไง ตาบอดเหรอไม่เห็นหรือไง" สำหรับเขา นี่คือ "งาน (Job)" ที่ทำเพื่อแลกเงิน จบวันก็จบกัน รอเวลาตอกบัตรเลิกงานอย่างเดียว
.
ช่างคนที่สองตอบด้วยน้ำเสียงดูดีมีชาติตระกูลกว่าหน่อยว่า "ผมกำลังสร้างกำแพงโบสถ์ครับ" สำหรับคนนี้ งานคือ "อาชีพ (Career)" เขามองเห็นความก้าวหน้า มองเห็นว่ากำแพงนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้น
.
แต่ช่างคนที่สามนี่สิครับที่พีคสุด เขาหันมาตอบด้วยแววตาที่เป็นประกายเหมือนเห็นสวรรค์รำไรว่า "ผมกำลังสร้างบ้านของพระเจ้าครับ" สำหรับเขา นี่ไม่ใช่แค่งาน แต่มันคือ "การทรงเรียก (Calling)" หรือภารกิจทางจิตวิญญาณ
.
Dr. Duckworth ชี้ให้เห็นว่า ความแตกต่างของสามคนนี้ไม่ได้อยู่ที่ "เนื้องาน" เลย ทั้งสามคนถือเกรียงฉาบปูนและเรียงอิฐก้อนเดียวกัน เผชิญความร้อนและความเหนื่อยเหมือนกัน แต่ความแตกต่างอยู่ที่ "มุมมอง" ที่พวกเขามีต่องานนั้น
.
ข่าวดีที่สุดสำหรับพวกเราก็คือ คุณไม่จำเป็นต้องลาออกจากงานประจำเพื่อไปตามหา Calling บนยอดเขาหิมาลัย คุณอาจจะเป็นพนักงานกวาดถนน พนักงานบัญชี หรือคนชงกาแฟที่มี Calling ได้ ถ้ารู้จักปรับมุมมองว่างานของคุณกำลังช่วยเหลือใครอยู่
.
งานวิจัยยืนยันว่าคนที่มี Calling จะมีความสุขกว่าและทำงานได้ดีกว่า ไม่ใช่เพราะตำแหน่งใหญ่โต แต่เพราะเขาเชื่อมโยงสิ่งที่ทำเข้ากับคุณค่าที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง
.
.
13. ความโกรธคือลายแทงขุมทรัพย์ (หงุดหงิดเรื่องไหน เรื่องนั้นแหละงานของคุณ!)
.
ถ้าคุณฟังนิทานจบแล้วยังเกาหัวแกรกๆ ว่า "ก็ซึ้งดีนะ แต่ชีวิตฉันมันราบเรียบเหลือเกิน ไม่ได้อินกับศาสนาหรือการกุศลขนาดนั้น แล้วฉันจะไปหา Purpose จากไหนล่ะ?"
.
Dr. Duckworth มีเทคนิคทางจิตวิทยาที่ฟังดูแปลกประหลาด นั่นคือแทนที่จะถามว่าคุณรักอะไร ให้ลองถามตัวเองว่า "อะไรที่ทำให้คุณหงุดหงิด?" หรือ "โลกนี้มีปัญหาอะไรที่ทำให้คุณของขึ้นจนทนไม่ไหว?"
.
Dr. Duckworth อ้างอิงงานวิจัยของ David Yeager ที่ให้วัยรุ่นเขียนระบายความในใจเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาเกลียดหรืออยากเปลี่ยนแปลงในโลก ผลปรากฏว่าความหงุดหงิดเหล่านั้นแหละคือจุดเริ่มต้นของ Purpose ที่ทรงพลังที่สุด
.
บางคนอาจจะหงุดหงิดที่เห็นขยะเกลื่อนกลาด บางคนทนไม่ได้ที่เห็นเพื่อนถูกบูลลี่ หรือบางคนอาจจะรำคาญระบบระบายน้ำในซอยบ้าน ความโกรธเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแย่ครับ แต่มันคือสัญญาณชีพที่บอกว่า "คุณแคร์เรื่องนี้จริงๆ" และคุณอยากจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างให้มันดีขึ้น
.
มีเรื่องตลกของ Jason Duckworth สามีของ Dr. Duckworth เองที่วันดีคืนดีก็ลุกขึ้นมาเดินเก็บขยะในละแวกบ้าน ไม่ใช่เพราะเขาอยากเป็นคนดีศรีสังคมอะไรขนาดนั้น แต่เพราะเขารำคาญลูกตาที่เห็นขยะมันรก!
.
กลายเป็นว่าการกระทำเล็กๆ ที่เริ่มจากความรำคาญ กลับกลายเป็นการสร้างประโยชน์ให้ชุมชน และที่สำคัญคือทำให้ตัว Jason เองรู้สึกดีที่มีอำนาจจัดการปัญหาได้
.
ดังนั้นอย่ามองข้ามความขี้บ่นหรือความหัวร้อนของคุณ เพราะมันอาจจะเป็นเสียงเรียกจาก Purpose ที่คุณกำลังตามหา ถ้าคุณบ่นเรื่องไหนบ่อยๆ บางทีนั่นอาจจะเป็นหน้าที่ของคุณที่จะต้องลุกขึ้นมาแก้มันก็ได้ครับ แทนที่จะนั่งด่าหน้าจอ ลองลุกขึ้นมาเป็น "ผู้แก้ปัญหา" ดูไหมครับ?
.
.
14. อย่าแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียว (สูตรลับ: ความชอบ + ประโยชน์ = ความสุข)
.
มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะเริ่มรู้สึกกดดันว่า "ตายล่ะ ถ้าฉันจะทำเพื่อสังคม ฉันต้องเป็นแม่พระ ต้องเสียสละความสุขส่วนตัว ต้องไปค่ายอาสาบนดอยทั้งที่ฉันเกลียดยุงงั้นเหรอ?"
.
Dr. Duckworth รีบเบรกความคิดนี้ทันที เธอสารภาพว่าสมัยสาวๆ เธอเองก็เคยเข้าใจผิดแบบนั้น เธอคิดว่าการทำเพื่อสังคมที่ดีคือต้องทนทุกข์ทรมาน ต้องเหนื่อยจนสายตัวแทบขาด ยิ่งไม่มีความสุขยิ่งแปลว่าเป็นคนดี แต่ตอนนี้ในวัย 50 กว่า เธอรู้ซึ้งแล้วว่านั่นเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ คุณไม่จำเป็นต้องแก้ปัญหาทุกอย่างบนโลกใบนี้ และคุณไม่จำเป็นต้องทำในสิ่งที่คุณไม่ได้อิน
.
กุญแจสำคัญคือการผสมผสานสิ่งที่คุณ "สนใจ" (Interest) เข้ากับสิ่งที่ "เป็นประโยชน์" (Purpose)
.
ถ้าคุณชอบดอกไม้เหมือน Mel Robbins คุณก็สามารถสร้าง Purpose ได้จากการจัดดอกไม้ไปเยี่ยมคนป่วย ไม่จำเป็นต้องฝืนไปทำโรงทานถ้าใจคุณไม่ได้รักการทำอาหาร
.
Dr. Duckworth เองก็ยอมรับว่าเธอคงเป็นนักการเมืองที่แย่มากเพราะเธอจำชื่อรัฐต่างๆ ยังไม่ค่อยจะครบ แต่เธอรักจิตวิทยา เธอจึงใช้สิ่งที่เธอถนัดช่วยคนให้ฉลาดขึ้นและมีความสุขขึ้น นั่นคือวิธีที่ยั่งยืนกว่า
.
สุดท้ายนี้ หากคุณยังมองไม่เห็นว่างานของคุณมีค่าตรงไหน ลองถามคำถามง่ายๆ แต่ทรงพลังกับตัวเองดูว่า "ใครได้รับประโยชน์ถ้าฉันทำงานของฉันให้ดีที่สุด?" (Who benefits?)
.
Dr. Duckworth เล่าเรื่องน่าประทับใจของคุณลุงจราจรหน้าโรงเรียนประถมใกล้บ้าน แกอาจจะเป็นแค่คนโบกรถในสายตาคนอื่น แต่แกทำงานด้วยรอยยิ้ม ทักทายเด็กๆ ทุกคนด้วยความรัก แกไม่ได้แค่โบกรถครับ แกกำลังทำให้เด็กๆ เริ่มต้นวันใหม่อย่างปลอดภัยและมีความสุข ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กคนนั้นไปทั้งวันเลยก็ได้ การรู้ว่างานเล็กๆ ของเราส่งผลดีต่อใครสักคน แม้จะเป็นแค่คนเดียว นั่นแหละคือ Purpose ที่ยิ่งใหญ่ในแบบของตัวเองที่ไม่ต้องรอให้ใครมามอบโล่รางวัลครับ
.
.
15. ความหวังไม่ใช่ทุ่งลาเวนเดอร์ (วิชาเสกความมั่นใจด้วย "ชัยชนะเล็กจิ๋ว")
.
เดินทางมาถึงองค์ประกอบสุดท้ายของ Grit กันแล้วครับ นั่นคือ "ความหวัง (Hope)" ครับ...
.
พอพูดคำว่าความหวัง หลายคนอาจจะนึกภาพเจ้าหญิงดิสนีย์ยืนร้องเพลงริมหน้าต่าง รอให้พรุ่งนี้ดีกว่าวันนี้ แต่ Dr. Angela Duckworth บอกว่าความหวังในบริบทของคนที่มี Grit ไม่ใช่การนั่งมองฟ้าแล้วขอพร
.
แต่มันคือศาสตร์แห่งความดุดันที่เรียกว่า "Agency" หรือความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า "ฉันมีอำนาจที่จะเปลี่ยนอนาคตของตัวเองได้"
.
ลองจินตนาการดูนะครับ ถ้าคุณตื่นมาแล้วคิดว่า "เฮ้อ ชีวิตฉันมันเฮงซวย ทำอะไรไปก็เท่านั้น" นั่นคือคุณขาด Agency อย่างรุนแรง และนั่นแหละคือนักฆ่าความเพียรตัวจริง
.
แต่ถ้าคุณคิดว่า "โอเค เมื่อวานพังยับเยิน แต่วันนี้ฉันรู้วิธีแก้แล้ว" นี่แหละครับคือความหวังแบบ Grit Dr. Duckworth ยกงานวิจัยของ Albert Bandura มาอธิบายว่า วิธีสร้างความรู้สึกว่า "ฉันทำได้" ที่ทรงพลังที่สุด ไม่ใช่การให้คนอื่นมาพูดปลุกใจ (Pep Talk)
.
แต่คือการสะสมสิ่งที่เรียกว่า "Small Wins" หรือ "ชัยชนะเล็กๆ"
.
Dr. Duckworth เล่าความลับที่น่าเอ็นดูของเธอให้ฟังว่า ช่วงที่เธอเขียนหนังสือเล่มล่าสุด เธอเครียดจนนอนไม่หลับ ร้องไห้ และอยากจะเทงานทิ้งวันละหลายรอบ
.
ในวันที่ท้อแท้ที่สุด เธอใช้วิธีเป็น "โค้ชโอลิมปิก" ให้ตัวเอง ด้วยการเขียน To-Do List ที่ง่ายแสนง่ายจนน่าขำ เช่น "เปิดไฟล์ Google Doc ขึ้นมา" แล้วพอทำได้ เธอก็ติ๊กถูก ความรู้สึกฟินเล็กๆ จากการติ๊กถูกนี่แหละครับคือยาวิเศษ มันบอกสมองเราว่า "เห็นไหม แกก็ทำอะไรสำเร็จได้เหมือนกันนี่นา"
.
ถ้าคุณรู้สึกว่าเป้าหมายของคุณมันใหญ่เกินไป ยากเกินไป จนอยากจะมุดแผ่นดินหนี Dr. Duckworth แนะนำให้ใช้คาถามหานิยมว่า "Too Big" (มันใหญ่เกินไป)
.
วิธีแก้ไม่ใช่การพยายามให้หนักขึ้น แต่คือการซอยเป้าหมายให้เล็กจนเหลือขนาดพอดีคำ ถ้าอ่านหนังสือสอบไม่ไหว ก็แค่อ่านบรรทัดแรกให้จบ ถ้าออกกำลังกาย 1 ชั่วโมงไม่ไหว ก็แค่ใส่รองเท้าผ้าใบให้เสร็จ จำไว้ครับว่าความมั่นใจไม่ได้เกิดจากการมองเห็นเส้นชัยที่ไกลลิบ แต่เกิดจากการก้าวเท้าไปข้างหน้าได้อีกหนึ่งก้าว แล้วบอกตัวเองว่า "ฉันทำได้"
.
.
16. อย่าเป็นฮีโร่ฉายเดี่ยว และสงครามจิตวิทยากับมือถือ
.
หลังจากซ่อมใจเสร็จแล้ว ก็ต้องมาซ่อม "สภาพแวดล้อม" กันบ้างครับ
.
คุณเคยดูหนังฮอลลีวูดที่พระเอกเก่งเวอร์วัง ขี่ม้าขาวมากู้โลกคนเดียว แล้วก็ชนะทุกอย่างในตอนจบไหมครับ? ภาพจำเหล่านั้นมันเท่ก็จริง แต่ Dr. Duckworth บอกว่าในโลกความเป็นจริง มันคือ "กับดัก" ที่อันตรายที่สุดสำหรับคนที่อยากประสบความสำเร็จ
.
เธอย้ำชัดเจนว่า "ถ้าคุณอยากเป็นนักว่ายน้ำที่ยิ่งใหญ่ คุณต้องเข้าร่วมทีมที่ยิ่งใหญ่" ไม่มีใครเดินทางสู่ความสำเร็จได้โดยลำพัง แม้แต่คนที่ดูเหมือนฉายเดี่ยวสุดๆ อย่างนักวิ่งมาราธอน เบื้องหลังเขาก็มีโค้ช มีนักกายภาพ มีครอบครัว และมีกองเชียร์คอยผลักดันอยู่เสมอ
.
Dr. Duckworth ยกตัวอย่างโฆษณาของ Toyota ที่เธอชอบมาก ชื่อว่า "No Journey Is Taken Alone" (ไม่มีการเดินทางใดที่โดดเดี่ยว)
.
ในโฆษณานั้นเริ่มต้นด้วยภาพนักกีฬาสาวกำลังยืนทำสมาธิคนเดียวดูเงียบขรึม แต่พอกรรมการสั่ง "เข้าที่... ระวัง... ไป!" ทันใดนั้นฉากก็ตัดไปเห็นฝูงชนวิ่งกรูตามเธอออกมาเต็มไปหมด ทั้งพ่อแม่ เพื่อน โค้ช และคนในชุมชน วิ่งไปพร้อมกับเธอ ส่งเสียงเชียร์เธอกระหึ่ม นั่นแหละครับคือภาพที่แท้จริงของความสำเร็จ
.
แม้แต่ในวงการธุรกิจสตาร์ทอัพ เหล่านักลงทุนระดับโลก (Venture Capitalists) มักจะไม่ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินให้กับผู้ก่อตั้งที่ "ลุยเดี่ยว" (Solo Founder) แต่จะชอบทีมที่มีผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-founder) มากกว่า เพราะพวกเขารู้ดีว่างานสร้างธุรกิจมันยากและหนักหนาสาหัสเกินกว่าที่มนุษย์คนเดียวจะแบกไหว
.
ดังนั้น ถ้าคุณกำลังพยายามปั้นโปรเจกต์ เขียนหนังสือ หรือลดน้ำหนักคนเดียว แล้วรู้สึกว่ามันยากจัง ลองเปลี่ยนวิธีคิดดูครับ เลิกคิดว่าตัวเองเป็นพระเอกหนังแอ็คชั่นที่ต้องกัดฟันสู้คนเดียว แล้วไปหา "ทีม" ของคุณซะ จะเป็นเพื่อนสนิทที่คอยไลน์ตามงาน คู่หูที่ไปฟิตเนสด้วยกัน หรือชมรมวิ่งแถวบ้านก็ได้
.
นอกจากนี้ Dr. Duckworth กำลังทำวิจัยระดับชาติชิ้นใหญ่เกี่ยวกับนโยบายมือถือในโรงเรียน
.
เธอรวบรวมข้อมูลจากครูกว่า 2-3 หมื่นคน และผลลัพธ์ที่ได้มันช่างบาดใจแต่จริงเหลือเกิน ข้อมูลชี้ชัดว่า โรงเรียนที่ "ใจดี" อนุญาตให้เด็กพกมือถือไว้กับตัว (แม้จะห้ามใช้ในคาบ)
.
หรือให้ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง ผลการเรียนและสมาธิของเด็กจะแย่กว่าโรงเรียนที่ "ใจร้าย" บังคับให้เก็บมือถือไว้ไกลตัวแบบสุดกู่ เช่น ต้องใส่ซองล็อคหรือเก็บไว้ในล็อคเกอร์หน้าห้อง
.
กฎเหล็กทางจิตวิทยาที่เธอค้นพบและอยากให้คุณจำไว้ให้แม่นคือ "ระยะทางทางกายภาพ เท่ากับ ระยะห่างทางใจ" (Physical distance creates psychological distance)
.
ถ้าของยั่วยวนใจมันอยู่ใกล้ตัว สมองเราจะต้องใช้พลังงานมหาศาลในการ "ห้ามใจ" ไม่ให้หยิบมัน แต่ถ้ามันอยู่ไกลตา เราก็จะเลิกสนใจมันไปเองโดยอัตโนมัติ ประหยัดพลังสมองไปได้เยอะ เธอแนะนำเทคนิค "ระยะปีก" (Wingspan) ที่เอาไปใช้ได้ทันทีที่บ้านครับ ให้คุณกางแขนออกไปรอบตัว รัศมีประมาณ 3 ฟุตนี้คือ "พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์"
.
กฎคือ ถ้าคุณอยากทำอะไรให้สำเร็จ (เช่น อ่านหนังสือ ดื่มน้ำ) ให้วางมันไว้ในระยะเอื้อมถึง
.
แต่ถ้าอยากเลิกอะไร (เช่น ไถมือถือ กินขนมจุกจิก) ให้เนรเทศมันไปให้ไกลที่สุด เอาไปไว้คนละห้อง หรือไว้ชั้นบนของบ้านเลยยิ่งดี
.
เพราะความจริงคือ มนุษย์เรามีความขี้เกียจเป็นทุนเดิมครับ Dr. Duckworth สารภาพแบบขำๆ แต่จริงจังว่า ด้วยวัยและสังขารขนาดนี้ แค่คิดว่าจะต้องเดินขึ้นบันไดไปหยิบมือถือหรือหนังสือ เธอก็ "ขี้เกียจ" จนเลิกอยากได้ไปเอง ดังนั้น แทนที่จะสู้กับกิเลสด้วยใจเพียวๆ ให้ใช้ความขี้เกียจเป็นอาวุธครับ สร้างอุปสรรคให้สิ่งที่คุณอยากเลิก แล้วชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะ
.
.
17. บทสรุปของหัวใจ... เราทุกคนล้วนกำลังพยายาม (We Are All Trying)
.
การเดินทางอันยาวนานของเราเดินทางมาถึงข้อสุดท้ายแล้วครับ ก่อนจากกัน Dr. Duckworth ฝากการบ้านทิ้งท้ายที่ฟังดูสวนทางกับโลกยุคเร่งรีบว่า "อย่าโลภ" ครับ
.
วันนี้เราเรียนรู้เทคนิคเยอะมาก ทั้งสมการความเพียร, Growth Mindset, กฎ Choose Easy, Deliberate Practice และการหา Purpose
.
แต่ถ้าคุณบ้าพลังพยายามจะทำทุกอย่างพร้อมกันในวันพรุ่งนี้ รับรองว่าพังแน่นอน เธอแนะนำให้เลือกทำ "แค่เรื่องเดียว" ก่อน จะเป็นการลองคุยกับคนแปลกหน้า หรือลองเอามือถือไปซ่อนก่อนนอนก็ได้ ขอแค่ทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะ 1 คะแนนก็ยังดีกว่า 0 คะแนนเสมอ
.
และเรื่องเล่าปิดท้ายที่ทำเอา Mel Robbins เกือบร้องไห้ คือตอนที่ Dr. Duckworth เล่าถึงคืนหนึ่งที่เธอเหนื่อยมากจากการทำงาน และลูกสาวตัวน้อย "Amanda" ก็ดื้อสุดๆ จนเธออยากจะสติแตก
.
แต่เธอก็พยายามข่มใจไม่ดุลูก พอส่งเข้านอนและห่มผ้าให้ เธอพูดกับลูกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า "ลูกรัก วันนี้หนูพยายามทำตัวดีแล้วนะ แม่เห็น" ลูกสาวตาโตมองกลับมาแล้วพูดประโยคที่เปลี่ยนมุมมองแม่ไปตลอดกาลว่า "แม่จ๋า... เราทุกคนก็กำลังพยายามกันทั้งนั้นแหละ" (Mommy, we're all trying)
.
ประโยคนี้เตือนสติเราได้ดีที่สุดว่า ลึกๆ แล้วเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนเก่งระดับโลกที่คุณอิจฉา หรือคนธรรมดาที่เดินสวนกันบนถนน เราต่างก็กำลังต่อสู้กับสงครามภายในใจและพยายามใช้ชีวิตให้ดีขึ้นในแบบของตัวเอง เราทุกคนต่างก็กำลัง "พยายาม" กันอยู่ทั้งนั้น
.
ดังนั้นในวันที่คุณล้มเหลว ในวันที่คุณทำไม่ได้ตามเป้า อย่าเพิ่งด่าตัวเองว่าไม่ได้เรื่อง ให้บอกตัวเองเหมือนที่ Amanda บอกแม่ว่า "เฮ้ย แกกำลังพยายามอยู่นะ" ใจดีกับตัวเองหน่อยครับ คุณกำลังทำดีที่สุดแล้วในแบบของคุณ หวังว่าบทความนี้จะเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีให้คุณลุกขึ้นมาสร้าง Grit ในแบบของคุณเองครับ
.
.
.
.
#SuccessStrategies

Pond Apiwat Atichat

Real Estate Rental Business , Creator , Writer , Law Student

Currently Studying Bachelor of Laws at Chulalongkorn University

First Class Honors in Bachelor of Arts at Ramkhamhaeng University

Next
Next

วิถีทางของอันดับหนึ่ง โดย Alex Hormozi สรุปสั้นๆจากพอดแคสต์ตอน If You're in Your 20s or 30s, Here's How to Win (at Anything)