วิถีทางของอันดับหนึ่ง โดย Alex Hormozi สรุปสั้นๆจากพอดแคสต์ตอน If You're in Your 20s or 30s, Here's How to Win (at Anything)

1. สนามประลองเลือดและการเป็นชนชั้น 0.01% (ชีวิตปกติคือยาพิษ)
.
Alex พาเราดำดิ่งสู่โลกแห่งความเป็นจริงอันโหดร้ายของการตั้งเป้าหมาย เขาบอกว่าการที่ใครสักคนเดินมาบอกว่า "ฉันอยากเป็นท็อป 1%" นั้น มันเป็นคำพูดที่เลื่อนลอยสิ้นดี
.
เพราะถ้าคุณอยากเป็น 1% จริงๆ หลักฐานเชิงประจักษ์ที่สุดคือ คุณต้องเดินเข้าห้องที่มีคน 100 คนแล้วชนะทุกคนออกมา
.
แต่ถ้าความฝันคุณใหญ่กว่านั้นล่ะ? ถ้าคุณอยากเป็น 0.01%? Alex เปรียบเปรยให้เห็นภาพว่า คุณต้องจินตนาการถึงสนามกีฬาที่มีคน 10,000 คน แล้วทุกคนในนั้นต้องต่อสู้กันจนตัวตาย และคุณต้องเป็นคนเดียวที่รอดชีวิตเดินออกมาจากสนามนั้น
.
คำถามกระแทกใจที่ Alex โยนใส่คนฟังคือ ถ้าเป้าหมายคุณคือการเป็นผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวในหมื่นคน คุณคิดจริงๆ เหรอว่าคุณจะยังใช้ชีวิตแบบคนปกติได้?
.
คุณคิดว่าจะยังนอนตื่นสาย ดูซีรีส์ หรือสังสรรค์กับเพื่อนกลุ่มเดิมที่ไม่ได้มีความทะเยอทะยานเหมือนคุณได้งั้นเหรอ?
.
คำตอบคือ "ไม่มีทาง" และเพื่อนฝูงคนรอบข้างก็จะเริ่มมองว่าชีวิตคุณมันไม่สมดุล บ้าบอ หรือไม่ดีต่อสุขภาพ (ซึ่ง Alex บอกว่า "พวกเขาก็พูดถูก")
.
แต่ประเด็นสำคัญคือ ถ้าคุณอยากเป็น "ข้อยกเว้น" (Exceptional) คุณก็ต้องยอมแลกด้วยการมีชีวิตที่ผิดแปลกไปจากชาวบ้าน คุณไม่สามารถคาดหวังผลลัพธ์ที่เหนือมนุษย์ด้วยการกระทำแบบมนุษย์ทั่วไปได้
.
Alex เตือนสติว่าเมื่อคุณเริ่มแตกต่าง คนส่วนใหญ่จะปฏิเสธวิถีชีวิตของคุณ และคุณเองก็ต้องกล้าพอที่จะปฏิเสธพวกเขาเช่นกัน เพราะน้ำกับน้ำมันไม่มีวันเข้ากันได้ ความลับสู่ความสำเร็จในมุมมองของเขาจึงเรียบง่ายแต่ทำยากฉิบหาย นั่นคือ 1. เก่งขึ้น และ 2. อย่าหยุด เพราะของจริงมันวัดกันตรงที่ "คุณจะทำยังไงเมื่อแรงบันดาลใจหมดลงแล้ว" ต่างหาก
.
.
2. บทเรียนจากนาย Kemp และความพ่ายแพ้ของคนอวดฉลาด (Optimizer vs Maximizer)
.
Alex ยอมเปลือยอดีตอันน่าหมั่นไส้ของตัวเอง เขาเล่าว่าสมัยเรียนเขาเป็นพวกเสพติดการ "เพิ่มประสิทธิภาพ" (Optimizer) หรือพูดง่ายๆ คือพยายามทำน้อยให้ได้มาก
.
เขาภูมิใจนักหนาที่สามารถสอบได้คะแนนสูงๆ โดยแทบไม่ต้องอ่านหนังสือ และมักจะมองเหยียดเพื่อนร่วมรุ่นที่ชื่อ Kemp ซึ่ง Kemp เป็นเด็กหัวช้าที่ต้องขยันกว่าคนอื่นเป็นเท่าตัว ชอบยกมือทวงการบ้านครู และมักจะนั่งติวหนังสือจนดึกดื่น Alex ในตอนนั้นมองว่า Kemp ช่างไร้ประสิทธิภาพสิ้นดี
.
จุดเปลี่ยนของชีวิตเกิดขึ้นตอนยื่นใบสมัครเข้ามหาวิทยาลัย Alex มั่นใจในความฉลาดของตัวเองและหมายตาไว้ที่ Duke University มหาวิทยาลัยระดับท็อป 5 ของประเทศ
.
แต่ผลปรากฏว่า "Alex ไม่ติด" ในขณะที่ "Kemp ติด"
.
วินาทีนั้นเหมือนโลกถล่มลงมาตรงหน้า Alex ได้เรียนรู้บทเรียนที่เจ็บแสบที่สุดว่า มหาวิทยาลัย (และโลกแห่งความจริง) ไม่ได้ให้คะแนนความเท่ที่คุณ "ออกแรงน้อยกว่า" แต่พวกเขาให้คะแนนที่ "ผลลัพธ์สุดท้าย" ว่าใครเกรดดีกว่าและโปรไฟล์แน่นกว่า
.
เหตุการณ์นี้เปลี่ยน Alex จาก "นักเพิ่มประสิทธิภาพ" ให้กลายเป็น "นักล่าผลลัพธ์สูงสุด" (Maximizer)
.
ทันทีที่เขาเข้าเรียนที่ Vanderbilt เขาเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือด้วยการสิงอยู่ในห้องสมุดวันละ 12 ชั่วโมง เขาเลิกสนใจว่าจะเรียนอย่างฉลาดได้อย่างไร แต่หันมาสนใจแค่ว่า "ถ้าฉันเรียนให้มากกว่าทุกคน ฉันก็ต้องชนะสิวะ" และเขาก็ทำได้จริงๆ
.
เรื่องเล่าของ Kemp คือเครื่องเตือนใจชั้นดีว่า ในโลกของการแข่งขัน ชัยชนะระหว่างที่ 1 กับที่ 2 อาจตัดสินกันที่เสี้ยววินาที แต่ความแตกต่างของผลลัพธ์ที่ได้นั้นมหาศาล
.
คนที่เป็น Maximizer จะไม่ถามว่า "ทำยังไงให้เหนื่อยน้อยที่สุด" แต่จะถามว่า "ทำยังไงให้ได้ผลลัพธ์เยอะที่สุด" และนี่คือเหตุผลที่ Alex ย้ำนักย้ำหนาว่า การ "ทำเพิ่ม" (More) คือกลยุทธ์ที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดแต่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้
.
.
3. ค่าโง่ของการ "เปลี่ยนไปเรื่อย" (กราฟที่คุณไม่อยากเห็น)
.
Alex เปิดประเด็นเรื่อง "การเปลี่ยนแปลง" (Change) ที่คนทำธุรกิจมักจะเสพติดมันราวกับขนมหวาน เรามักจะเชื่อว่า "ถ้าฉันเปลี่ยนสคริปต์การขาย เปลี่ยนหน้าเว็บไซต์ หรือเปลี่ยนระบบหลังบ้าน ผลลัพธ์มันต้องดีขึ้นสิวะ"
.
แต่ Alex เบรกหัวทิ่มด้วยความจริงที่ว่า การเปลี่ยนแปลงมี "ต้นทุนคงที่" แต่ให้ "รางวัลที่ไม่แน่นอน"
.
ลองจินตนาการตามกราฟของเขา เมื่อคุณตัดสินใจเปลี่ยนอะไรสักอย่างที่มีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นทีมงานหรือระบบ สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่ความสำเร็จ แต่เป็น "หายนะ"
.
ประสิทธิภาพการทำงานมักจะดิ่งลงทันทีประมาณ 20% เพราะทีมต้องมานั่งเรียนรู้งานใหม่ ระบบสะดุด และความวุ่นวายก็ตามมา Alex เรียกสิ่งนี้ว่าเป็นการเดิมพันที่เสียเปรียบที่สุด เพราะคุณกำลังยอม "ขาดทุนแน่ๆ 20%" เพื่อไปลุ้นเอาดาบหน้าว่ามันจะดีขึ้นไหม ซึ่งส่วนใหญ่มันอาจจะแย่ลง หรือถ้าโชคดีสุดๆ ก็อาจจะดีขึ้นแค่ 5%
.
ถามจริง... ถ้ามีใครมาชวนพนันว่า "เฮ้ย นายจ่ายมา 20 บาทก่อนนะ แล้วเดี๋ยวมาลุ้นกันว่านายจะได้คืน 5 บาทหรือเปล่า"
.
คุณจะเล่นไหม? แน่นอนว่าไม่ แต่ผู้ประกอบการ (รวมถึงตัว Alex เองในอดีต) กลับเล่นพนันโง่ๆ นี้ทุกวัน เพราะความรู้สึกว่า "ธุรกิจของฉันมันยังไม่เพอร์เฟกต์ ฉันต้องแก้มันสิ"
.
แต่ Alex ย้ำเสียงแข็งว่า ธุรกิจไม่มีวันเพอร์เฟกต์หรอก และเวทมนตร์จริงๆ ไม่ได้อยู่ที่การหาท่าใหม่ๆ แต่คือการทำท่าเดิมซ้ำๆ จนบรรลุปรุโปร่งต่างหาก
.
ถ้าความจำเป็นคือมารดาของการประดิษฐ์ "การทำซ้ำ" (Repetition) ก็คือ "บิดาของทักษะ" (Father of Skill) การทนทำเรื่องเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาจนเชี่ยวชาญนั่นแหละ คือเครื่องจักรผลิตเงินที่แท้จริง ไม่ใช่การเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนทีมงานหัวหมุน
.
.
4. เลิกทำธุรกิจเหมือนคน "หาของกินในตู้เย็น" ได้แล้ว
.
Alex เล่าต่อถึงบทเรียนเรื่องกลยุทธ์ที่เขาได้มาจาก Shiron เพื่อนรัก ซึ่งเปรียบเทียบวิธีคิดของคนทั่วไปกับคนสำเร็จได้อย่างเห็นภาพจนน่าเจ็บใจ
.
คนส่วนใหญ่ทำธุรกิจเหมือนเวลาจะทำอาหารเย็น พวกเขาเดินไปเปิดตู้เย็น ชะโงกหน้าดูว่ามีของเหลืออะไรบ้าง แล้วถามตัวเองว่า "เย็นนี้ฉันจะเอาไอ้พวกนี้มาทำเมนูอะไรดีนะ?" นี่คือวิธีคิดแบบ "ตั้งรับ" ที่เอากรวบจำกัดที่มีอยู่มาเป็นตัวตั้ง
.
แต่คำถามที่ถูกต้องที่ CEO ระดับเทพเขาถามกันคือ "เย็นนี้กูอยากกินอะไรวะ?" (ขออภัย แต่ Alex สื่ออารมณ์แบบนั้นจริงๆ) แล้วจากนั้นค่อยออกไปหาวัตถุดิบมาทำให้มันเกิดขึ้น
.
ความแตกต่างมันมหาศาลครับ
.
วิธีแรกคุณได้กินแค่ของเหลือ
.
แต่วิธีที่สองคุณได้กินสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ
.
Alex เตือนสติว่า ถ้าคุณเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่มีลูกน้องไม่ถึง 20 คน ทรัพยากรของคุณมีจำกัดมาก ปีหนึ่งคุณควรเลือก "เดิมพันใหญ่" แค่ 1 หรือ 2 อย่างก็พอแล้ว อย่าสะเปะสะปะ
.
ความลับที่ Alex ค้นพบหลังจากเจ็บตัวมาเยอะคือ ช่วงเวลาที่เขาทำเงินได้มหาศาลที่สุด ไม่ใช่ตอนที่เขากำลังปฏิวัติองค์กรหรือทำโปรเจกต์ใหม่สุดหวือหวา แต่มันคือตอนที่ธุรกิจ "น่าเบื่อสุดๆ"
.
ตอนที่เขาและทีมงานแค่ก้มหน้าก้มตาทำเรื่องพื้นฐานเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนหุ่นยนต์ คนส่วนใหญ่มักจะทนความเบื่อนี้ไม่ได้ เพราะเราเสพติดโดปามีนจากความแปลกใหม่ (Novelty) เราเลยชอบหาเรื่องใส่ตัวด้วยการเปลี่ยนนั่นเปลี่ยนนี่ ทั้งที่จริงๆ แล้ว "ความน่าเบื่อ" นี่แหละคือเพื่อนสนิทของ "กำไร"
.
ถ้าคุณปล่อยให้ทีมงานทำเรื่องเดิมไปเรื่อยๆ โดยไม่ไปกวนเขา เชื่อไหมว่าประสิทธิภาพมันจะเพิ่มขึ้นเองเดือนละ 1-3% โดยอัตโนมัติ เพราะพวกเขาเก่งขึ้นไงล่ะ
.
.
5. กับดักของพวก Optimizer และมายาคติของ ROI (คุณกินเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ คุณต้องกินเงิน!)
.
Alex พาเราไปชำแหละความเชื่อผิดๆ เรื่อง "ตัวเลขผลตอบแทน" ที่ทำเอาผู้ประกอบการหลายคนหลงทาง เขาแบ่งคนออกเป็นสองประเภทอีกครั้ง คือ "Optimizer" (พวกบ้าประสิทธิภาพ) กับ "Maximizer" (พวกบ้าผลลัพธ์)
.
คนส่วนใหญ่มักจะติดกับดัก "ผลตอบแทนเชิงเปรียบเทียบ" (Relative Returns) หรือพวกเปอร์เซ็นต์ ROI สวยหรู
.
Alex ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ: สมมติคุณลงเงินค่าโฆษณา 100 ดอลลาร์ แล้วได้กลับมา 1,000 ดอลลาร์ โอ้โห! ROI 10 เท่า (10x) ฟังดูเท่ระเบิดเถิดเทิง
.
แต่พอคุณเพิ่มงบเป็น 200 ดอลลาร์ ประสิทธิภาพมันตกลง คุณได้กลับมาแค่ 1,200 ดอลลาร์ (ROI เหลือ 6x)
.
พวก Optimizer จะเริ่มกรีดร้องแล้วบอกว่า "หยุด! ประสิทธิภาพตกลงแล้ว เราต้องกลับไปจุดเดิม!"
.
แต่ Alex ตะโกนใส่หน้าคุณว่า "หยุดคิดเลขแบบคนจนได้แล้ว!" เพราะในความเป็นจริง กรณีแรกคุณได้กำไร 900 ดอลลาร์ แต่กรณีที่สองคุณได้กำไร 1,000 ดอลลาร์ ถามว่าคุณจะเลือกอะไร?
.
พวก Maximizer เลือกกรณีที่สองเสมอ แม้ตัวเลข ROI จะดูทุเรศกว่า เพราะ "คุณเอาเปอร์เซ็นต์ไปซื้อข้าวกินไม่ได้ คุณต้องใช้เงินซื้อ!"
.
Alex ย้ำด้วยประโยคเด็ดว่า ถ้าให้เลือกระหว่างการจ่าย 10,000 แล้วได้คืน 100,000 (10 เท่า) กับการจ่าย 1 ล้าน แล้วได้คืน 2 ล้าน (แค่ 2 เท่า) เขาจะเลือกจ่าย 1 ล้านทุกวันและแถมวันอาทิตย์ให้ด้วย เพราะ 2 ล้านมัน "มากกว่า" 1 แสนเห็นๆ
.
คนที่ติดกับดัก Optimization มักจะมัวแต่นั่งแก้หน้าเว็บให้ Conversion Rate เพิ่มจาก 30% เป็น 35% ซึ่งมันไม่มีวันทำให้ธุรกิจโต 10 เท่าได้ แต่การ "อัดฉีดปริมาณ" (Volume) เข้าไปต่างหากที่จะพาคุณไปถึงจุดนั้นได้ เลิกหมกมุ่นกับตัวเลขสวยๆ ในตาราง Excel แล้วหันมาสนใจยอดเงินจริงๆ ในธนาคารได้แล้ว!
.
.
6. แกะสูตรลับ "Core Four" และลำดับขั้นของการละลายทรัพย์ (อย่างฉลาด)
.
หลังจากเทศนาเรื่อง Mindset จนหูชา Alex ก็วกเข้าเรื่องเทคนิคแบบเนื้อๆ เน้นๆ เขาแนะนำให้รู้จักกับ "Core Four" หรือ 4 เสาหลักในการหาลูกค้าที่มีอยู่จริงในโลกนี้เท่านั้น เลิกฝันเฟื่องถึงวิธีที่ 5 ได้เลย
.
มันมีแค่: 1. การติดต่อคนรู้จัก (Warm Outreach) 2. การติดต่อคนแปลกหน้า (Cold Outreach) 3. การทำคอนเทนต์ (Content) และ 4. การยิงแอด (Paid Ads) คำถามเดียวที่คุณต้องตอบคือ "จะทำ 4 อย่างนี้ให้ 'มากกว่าเดิม' ได้ยังไง?"
.
Alex ยกตัวอย่างการยิงแอด (Paid Ads) ที่คนส่วนใหญ่ทำผิดวิธี เขาเสนอสูตรการขยายผลแบบ "เรียงลำดับความเสี่ยง" เพื่อไม่ให้คุณเจ๊งก่อนรวย
.
ขั้นแรกคือ "ทำสื่อโฆษณา (Creative) ให้เยอะขึ้น" เพราะยิ่งมีสื่อเยอะ โอกาสเจอตัวที่ปังก็ยิ่งเยอะ
.
พอเจอตัวปังแล้วค่อยไปขั้นที่สองคือ "จ่ายเงินให้เยอะขึ้น" (Spend More) จากวันละร้อยเป็นวันละพัน
.
และสุดท้ายเมื่อคุณมีสื่อมหาศาลและเงินหนาพอ ค่อยไปขั้นที่สามคือ "ขยายไปแพลตฟอร์มอื่น" (More Platforms)
.
จำไว้ว่าอย่าซ่าไปแพลตฟอร์มใหม่ถ้าบ้านเก่ายังสร้างไม่เสร็จ
.
.
7. เบื้องหลังการเปิดตัว 105 ล้านดอลลาร์ (ทำไมคุณถึงต้องมีทีมตัดต่อ 15 คน)
.
มาถึงไฮไลต์สำคัญที่ทุกคนรอคอย Alex เปิดเผยความลับเบื้องหลังการเปิดตัวหนังสือที่กวาดรายได้ 105 ล้านดอลลาร์ใน 72 ชั่วโมง
.
เขาบอกว่าเคล็ดลับมัน "น่าเบื่อ" จนคุณอาจจะผิดหวัง เพราะทีมงานของเขาไม่ได้ใช้วิชาไสยเวทอะไรเลย พวกเขาแค่ผลิตโฆษณาเตรียมไว้ล่วงหน้าถึง 2,000 ชิ้น!
.
Alex ท้าให้คุณลองนับเลข 1 ถึง 2,000 ดูสิ แค่นับเฉยๆ ยังน่าเบื่อจะตายชัก แต่นี่คือการ "ผลิต" งาน 2,000 ชิ้น ซึ่งใช้เวลานานกว่าการนับล้านเท่า
.
ตอนนั้น Alex คำนวณดูแล้วว่าทีมตัดต่อที่มีอยู่ 5 คน ทำไม่ทันแน่ๆ แทนที่จะลดเป้าหมายลง เขากลับถามว่า "ต้องใช้คนกี่คน?" คำตอบคือ 15 คน เขาเลยจ้างเพิ่มอีก 10 คนทันที เพราะค่าจ้างทีมงานเพิ่มมันเป็นแค่เศษเงินเมื่อเทียบกับเป้าหมาย 105 ล้านดอลลาร์
.
นี่คือวิธีคิดของคนที่จะเอาจริง ไม่ใช่เอะอะก็บอกว่า "ทำไม่ทัน" ความเจ็บปวดจากการต้องทำปริมาณมหาศาล (Volume) นี่แหละที่จะบีบให้คุณฉลาดขึ้น คุณจะเริ่มโทรหาลูกค้าในช่วงเวลาที่เขาว่างจริงๆ หรือเริ่มวิเคราะห์ข้อมูลอย่างจริงจัง เพราะถ้าต้องโทร 100 สาย คุณก็คงไม่อยากเสียเวลาเปล่าหรอกจริงไหม
.
และอย่าเข้าใจผิดว่าเขาทำ 2,000 ชิ้นในวันเดียว ทีมงานของเขาต้องก้มหน้าก้มตาทำวันละ 25-50 ชิ้น ต่อเนื่องกันเป็นร้อยๆ วัน จนสุดท้ายจบแคมเปญพวกเขามีโฆษณาทั้งหมด 2,800 ชิ้น
.
และในช่วงท้ายๆ พวกเขาอัดงบโฆษณาวันละ 500,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 17 ล้านบาทต่อวัน!) ซึ่งคุณไม่มีทางใช้เงินขนาดนี้ได้เลยถ้าคุณไม่มี "เสบียง" หรือชิ้นงานโฆษณาที่มากพอ นี่แหละคือความหมายของการ "ทำเพิ่ม" ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่แค่พูดเท่ๆ บนโซเชียล
.
.
8. บทเรียนจากรุ่นพี่ LinkedIn และคำถามสุดท้าย "จะชนะให้ขาด หรือชนะแค่เฉียดฉิว?"
.
Alex ปิดท้ายด้วยเรื่องเล่าที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล สมัยที่เขาเพิ่งเริ่มทำคอนเทนต์ เขาไปขอคำแนะนำจากรุ่นพี่ที่เก่งกว่า
.
รุ่นพี่คนนั้นไม่พูดพร่ำทำเพลง แต่สั่งให้ Alex เปิดมือถือดู LinkedIn ของตัวเอง Alex โชว์ให้ดูอย่างภูมิใจว่า "วันนี้ผมโพสต์ไป 1 อันครับ" รุ่นพี่เปิดของตัวเองให้ดูแล้วบอกว่า "วันนี้ฉันโพสต์ไป 10 อัน"
.
หน้าชาไปหนึ่งดอก จากนั้นไปดู Instagram Alex ยังไม่ได้โพสต์เลยสักอัน แต่รุ่นพี่ล่อไปแล้ว 3 อัน
.
ทำแบบนี้วนไปทุกแพลตฟอร์ม จน Alex ตาสว่างว่า "อ๋อ... ที่กูแพ้ไม่ใช่เพราะกูไม่เก่ง แต่เพราะกูทำน้อยกว่าเขาเป็นสิบเท่า"
.
มนุษย์เรามักจะคิดเข้าข้างตัวเองว่า "ถ้าฉันทำมากกว่าคู่แข่ง 2-3 เท่า ฉันก็น่าจะชนะแล้ว"
.
แต่ Alex ตะโกนใส่หน้าคุณว่า "คิดผิด!" ถ้าคุณกำลังลงแข่งในสนามที่มีเดิมพันสูงถึงชีวิต คุณจะยอมเสี่ยงชนะแค่เฉียดฉิวเหรอ?
.
ถ้าคุณเห็นคู่แข่งทำ 3 เท่า คุณอย่าไปทำ 3 เท่าตามเขา เพราะนั่นคือคุณแค่ "เสมอตัว" คุณต้องทำ 10 เท่า 20 เท่า หรือ 30 เท่า
.
จำไว้ว่าคู่แข่งของคุณอาจจะกำลังซุ่มทำอะไรที่คุณมองไม่เห็นอยู่ก็ได้ ดังนั้นถ้าอยากชนะแบบ "ไร้ข้อกังขา" (Leave No Doubt) คุณต้องอัดปริมาณงานเข้าไปให้มิดไมล์
.
ลองถามตัวเองดูสิว่า "ถ้าฉันรู้แน่ชัดว่าการทำมากกว่าเดิม 100 เท่าจะทำให้ฉันถึงเป้าหมาย ฉันจะทำไหม?" ถ้าคำตอบคือ "ทำ" แล้วตอนนี้คุณรออะไรอยู่? เลิกหาข้ออ้างว่าทรัพยากรไม่พอ แล้วเริ่มลงมือทำเดี๋ยวนี้
.
.
=============================
.
… ว่าแต่ Alex Hormozi เป็นใคร?
.
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะกำลังขมวดคิ้วแล้วนึกในใจว่า "ไอ้หมอนี่มันเป็นใครวะ? ทำไมถึงกล้ามาสั่งสอนให้ฉันทำงานหนักจนเลือดตากระเด็นแบบนี้?"
.
ถ้าคุณเป็นคนใหม่ที่เพิ่งหลงเข้ามาในอาณาจักรของ Alex Hormozi แอดขอแนะนำให้รู้จักเขาอย่างเป็นทางการสักนิด
.
Alex Hormozi ไม่ใช่ไลฟ์โค้ชที่รวยมาจากขายคอร์สอนรวย แต่เขาคือผู้ก่อตั้งและหุ้นส่วนผู้จัดการของ Acquisition ดอทคอม ซึ่งเป็น Family Office (คำหรูๆ ที่แปลว่า "บริษัทที่เอาเงินตัวเองไปลงทุน")
.
ปัจจุบันพอร์ตโฟลิโอของเขามีบริษัทในเครือ 10 แห่งที่ทำรายรวมกันกว่า 250 ล้านดอลลาร์ต่อปี! ใช่ครับ คุณอ่านไม่ผิด 250 ล้านเหรียญ หรือตีเป็นเงินไทยก็แค่หลักหมื่นล้านบาทเบาๆ โดยเขามีสัดส่วนการถือหุ้นตั้งแต่ 20% ไปจนถึง 100% ในบริษัทเหล่านั้น
.
แต่เดี๋ยวก่อน... ชีวิตเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบมาตั้งแต่ต้น
.
ย้อนกลับไปตอนอายุ 21 เขาเป็นเด็กหัวกะทิที่จบจาก Vanderbilt ภายใน 3 ปี แล้วก็ได้งานที่ปรึกษาสุดหรูเงินเดือนงาม
.
แต่ด้วยความคันไม้คันมือ ตอนอายุ 23 เขาลาออกมาเปิดธุรกิจยิม ขยายไปได้ 5 สาขา ดูเหมือนจะรุ่งใช่ไหม? แต่พออายุ 26 เขาปิดสาขาที่ 6 แล้วก็ "หมดตัว" ไม่ใช่แค่ถังแตกธรรมดา แต่คือสูญเสียทุกอย่าง
.
แต่ด้วยความดื้อด้าน เขาฮึดสู้กลับมาเปิดยิมใหม่อีก 33 แห่ง แล้วก็ "หมดตัวรอบที่สอง" ในวัย 26 ปีเท่าเดิม ลองจินตนาการดูสิครับว่าการล้มละลายสองรอบในปีเดียวมันเจ็บปวดขนาดไหน
.
ในจุดที่สิ้นหวังที่สุด เขาตัดสินใจโยนไพ่ใบสุดท้ายด้วยการทำโมเดล Licensing (ขายลิขสิทธิ์ระบบบริหารยิม) และนั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้กราฟชีวิตพุ่งทะยานยิ่งกว่าบั้งไฟพญานาค
.
ภายใน 6 เดือน Gym Launch ทำกำไรได้ 3 ล้านดอลลาร์ และปีต่อมาฟาดไป 17 ล้านดอลลาร์! จากนั้นเขาก็สร้าง Prestige Labs ที่ทำเงิน 20 ล้านดอลลาร์ในปีแรก และสร้างซอฟต์แวร์ ALAN จนสเกลได้หลักล้านดอลลาร์ต่อเดือน ก่อนจะทยอยขายกิจการพวกนี้ทิ้งไป โดยเฉพาะดีลขาย Gym Launch และ Prestige Labs ที่มูลค่า 46.2 ล้านดอลลาร์
.
ปัจจุบันในวัย 30 กว่าๆ นอกจากจะเป็นเจ้าของร่วมของ Skool ดอทคอม แพลตฟอร์มสร้างชุมชนออนไลน์สุดฮิตแล้ว เขายังเพิ่งสร้างตำนานด้วยการเปิดตัวหนังสือที่กวาดยอดขาย 106 ล้านดอลลาร์จากการขายหนังสือ 3.6 ล้านเล่มภายใน 72 ชั่วโมง ทำลายสถิติ Guinness World Record สำหรับหนังสือ Non-fiction ที่ขายเร็วที่สุดตลอดกาล
.
นี่แหละครับคือผลลัพธ์ของการทำ "More" หรือการอัดปริมาณงานแบบบ้าคลั่งที่เขาพร่ำบอกเรามาตลอดทั้งบทความ
.
สุดท้ายนี้ครับ ถึง "Gladiators" หรือนักรบทุกคนที่กำลังต่อสู้อยู่ในสมรภูมิชีวิตว่า เราทุกคนต่างกำลังเขียนเรื่องราวของตัวเองอยู่ ยิ่งปีศาจที่คุณต้องเผชิญหน้ามันโหดร้ายและน่ากลัวมากเท่าไหร่ เรื่องราวของคุณก็จะยิ่งเป็นตำนานมากขึ้นเท่านั้น
.
จำไว้ว่า ในตอนจบของสงครามนี้ คุณจะได้รางวัลอยู่สองอย่าง ไม่ได้ "ผลลัพธ์ระดับตำนาน" (Epic Outcome) คุณก็จะได้ "เรื่องเล่าระดับตำนาน" (Epic Story) ซึ่งไม่ว่าจะออกหน้าไหน มันก็แปลว่า "คุณชนะ" ทั้งคู่
.
ขอให้ความปรารถนาของคุณยิ่งใหญ่กว่าอุปสรรคที่ขวางหน้า ลุยให้แหลก แล้วอย่าหยุด...
.
.
.
.
#SuccessStrategies

Pond Apiwat Atichat

Real Estate Rental Business , Creator , Writer , Law Student

Currently Studying Bachelor of Laws at Chulalongkorn University

First Class Honors in Bachelor of Arts at Ramkhamhaeng University

Previous
Previous

How to Create a Successful Mindset วิทยาศาสตร์แห่งความเพียรที่จะเปลี่ยนคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์ สรุปเนื้อหาจากพอดแคสต์ระหว่าง Mel Robbins และ Angela Duckworth ครับ

Next
Next

สรุปพอดแคสต์ How to Enhance Focus and Improve Productivity : สร้างโฟกัสให้คมกริบ กู้คืนสมาธิ และเพิ่มผลงานในยุคดิจิทัล จากคำแนะนำของ Cal Newport