สรุปพอดแคสต์ How to Enhance Focus and Improve Productivity : สร้างโฟกัสให้คมกริบ กู้คืนสมาธิ และเพิ่มผลงานในยุคดิจิทัล จากคำแนะนำของ Cal Newport
เป็นบทสนทนาในรายการของ Andrew Huberman ครับ
.
เปิดรายการมา Andrew Huberman ก็แนะนำแขกรับเชิญของเราวันนี้ Dr. Cal Newport ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จาก Georgetown University ผู้ซึ่งจบจาก MIT และเป็นคนเขียนหนังสือดังๆ อย่าง Deep Work และ Slow Productivity
.
ฟังดูโปรไฟล์ก็ดูจะเป็นมนุษย์ที่ต้องล้ำสมัย ไฮเทคสุดๆ ใช่ไหมครับ? แต่เปล่าเลย เพราะสิ่งแรกที่ Huberman ถามแกไม่ใช่เรื่อง AI ครองโลก แต่ถามว่า "อาจารย์ครับ อาจารย์มีสมาร์ตโฟนใช้กับเขาหรือเปล่า?"
.
คำตอบของ Newport ทำเอาเราต้องเกาหัวแกรกๆ เขาบอกว่า "มีครับ แต่ผมไม่เล่นโซเชียลมีเดียเลยสักแอปเดียว"
.
พอตัดพวกตัวดูดวิญญาณอย่างโซเชียลมีเดียออกไป สมาร์ตโฟนในมือเขาก็กลายสภาพเป็นแค่ "ก้อนวัสดุราคาแพง" ที่เอาไว้เปิดเพลงกับดูแผนที่เท่านั้น ให้อารมณ์เหมือนย้อนกลับไปยุคปี 2007 ที่ Steve Jobs เพิ่งเปิดตัว iPhone ใหม่ๆ ที่โทรศัพท์ยังเป็นแค่โทรศัพท์ ไม่ใช่บ่อนคาสิโนเรียกร้องความสนใจเหมือนทุกวันนี้
.
ความพีคคือเรื่องการส่งข้อความ Newport ยอมรับว่าเขาเป็น "มนุษย์ที่แย่มาก" ในเรื่องการตอบแชท
.
เพื่อนๆ จะรู้กิตติศัพท์ดีว่าถ้าส่งข้อความหา Newport อย่าหวังว่าจะได้คำตอบทันที เพราะพี่แกทิ้งโทรศัพท์ไว้ที่ไหนก็ไม่รู้ 3-4 ชั่วโมงโดยไม่แตะต้องมันเลย พอกลับมาดูอีกที ข้อความก็กองเป็นภูเขาจนตอบไม่ไหว
.
เขาเลยใช้วิธีแก้ปัญหาแบบกำปั้นทุบดินที่เรียกว่า "การล้มละลายทางข้อความ" (Text Bankruptcy) หรือพูดภาษาชาวบ้านคือ "ช่างแม่ง ไม่ตอบใครแล้ว"
.
ตรรกะของเขาคือ ถ้าเรื่องมันคอขาดบาดตายจริง ป่านนี้คนคงโทรมาด่าแล้วแหละ
.
ความอินดี้ยังไม่จบแค่นั้น ที่บ้านของเขาแบ่งโซนชัดเจน มีห้องทำงานที่มีคอมพิวเตอร์เอาไว้จ่ายภาษีหรือพิมพ์งานทั่วไป แต่เขามีอีกห้องหนึ่งที่เรียกว่า "ห้องสมุด"
.
ห้องนี้คือเขตปลอดเทคโนโลยี 100% ไม่มีคอมฯ ไม่มีจอ ไม่มีเครื่องพรินต์ มีแค่โต๊ะสั่งทำพิเศษ (เอาแบบเดียวกับในห้องสมุดมหาลัยเป๊ะๆ) ล้อมรอบด้วยหนังสือ และเตาผิงไฟ
.
กฎเหล็กคือ "ห้ามเอาโทรศัพท์เข้าห้องนี้" เขาเข้าไปในห้องนี้เพื่อทำสิ่งที่มนุษย์ทำกันมาเป็นร้อยๆ ปี นั่นคือ "นั่งคิด" ครับ
.
.
========================
.
1. เปลวไฟ การเดิน และไวท์บอร์ดศักดิ์สิทธิ์
.
พอพูดถึงเรื่องเตาผิง Huberman ในฐานะนักประสาทวิทยาก็อดไม่ได้ที่จะวิเคราะห์ตามประสาคนบ้างานวิจัย ว่าทำไมการมองไฟมันถึงดี เขาเสนอทฤษฎีว่าเวลาตามนุษย์มองสิ่งที่เคลื่อนไหวแบบกึ่งสุ่ม (Pseudo-random) เช่น เปลวไฟ หรือคลื่นทะเล สมองเราจะปลดล็อกเข้าสู่โหมดความคิดสร้างสรรค์แบบไม่เป็นเส้นตรง (Non-linear thinking)
.
Newport ฟังแล้วก็ "อ๋อ เหรอครับ วิทยาศาสตร์มันว่างั้นเหรอ ผมแค่ชอบนั่งอ่านหนังสือหน้าเตาผิงเฉยๆ เพราะมันช่วยให้ผมเชื่อมโยงไอเดียต่างๆ ได้ดีขึ้น"
.
แต่ถ้าเป็นงานที่ต้องใช้สมองขบคิดหนักๆ แบบแก้โจทย์คณิตศาสตร์ Newport จะไม่นั่งมองไฟ แต่เขาจะใช้วิธีเดิน
.
นี่ไม่ใช่การเดินเล่นชมนกชมไม้นะครับ แต่เป็นเทคนิคที่เขาเรียกว่า "Productive Meditation" หรือการทำสมาธิเพื่อให้เกิดเนื้องาน
.
วิธีการคือเดินไปพร้อมกับบังคับสมองให้โฟกัสที่ปัญหาเดียว วนไปวนมาเหมือนหนูถีบจักรในหัว ถ้าสมาธิหลุดไปคิดเรื่องอาหารเย็น ก็ต้องกระชากจิตกลับมาที่โจทย์เลข เขาฝึกหนักจนถึงขั้นสามารถ "เขียน" ย่อหน้าบทความ หรือแก้สมการในหัวได้เป็นฉากๆ โดยไม่ต้องจด
.
ทีนี้ถ้าโจทย์มันยากระดับปราบเซียนล่ะ? Newport เล่าถึงเคล็ดวิชาลับจากสมัยเรียนปริญญาเอกที่ MIT ในกลุ่มทฤษฎี
.
เคล็ดลับนั้นคือไวท์บอร์ดครับ
.
ไม่ใช่การยืนเขียนคนเดียวนะ แต่ต้องมีเพื่อนยืนจ้องด้วย 2-3 คน เขาบอกว่าการทำแบบนี้มันช่วยบูสต์พลังสมาธิได้ 20-30% เลยทีเดียว ทำไมน่ะเหรอ? ก็เพราะความกดดันทางสังคมล้วนๆ
.
ลองจินตนาการดูสิครับ ถ้าคุณยืนอยู่หน้ากระดานกับอัจฉริยะอีกสองคน แล้วคุณเผลอใจลอยไปคิดเรื่องอื่น คุณจะดูโง่ทันที และตามบทสนทนาไม่ทัน ความกลัวที่จะดูแย่ในสายตาเพื่อนนี่แหละ คือยากระตุ้นสมองชั้นดีที่ทำให้ทุกคนโฟกัสขั้นสุด สำหรับนักทฤษฎีคอมพิวเตอร์
.
.
2. สมุดโน้ตราคาแพงและความเจ็บปวดที่แสนหวาน
.
แม้ปัจจุบันเราจะมีไอแพดหรือแท็บเล็ตสารพัด แต่ Newport บอกว่าถ้าอยากคิดงานลึกซึ้งจริงๆ เขาแนะนำให้กลับไปซบ "กระดาษ" ครับ โดยเฉพาะ "สมุดโน้ตสำหรับห้องแล็บ" (Lab Notebook)
.
ไอ้สมุดพวกนี้ราคาแพง กระดาษหนาเตอะ เย็บเล่มแน่นหนา และที่สำคัญคือ "ห้ามฉีก"
.
ความแพงและความเป็นทางการของมันนี่แหละคือกุญแจสำคัญ Newport บอกว่าพอมันแพงและฉีกทิ้งไม่ได้ คุณจะไม่กล้าจดอะไรมั่วซั่วลงไป
.
ก่อนที่ปากกาจะแตะกระดาษ สมองคุณต้องกลั่นกรองความคิดมาอย่างดีที่สุด ราวกับกำลังแกะสลักศิลาจารึก เขาเคยขุดสมุดเล่มเก่าสมัยเป็น Post-doc มาดู แล้วพบว่าสมุดเล่มนั้นเล่มเดียวกลายเป็นที่มาของงานวิจัยตีพิมพ์และทุนวิจัยถึง 7 ชิ้น!
.
ปิดท้ายด้วยเทคนิคการเรียนที่ Newport ค้นพบตอนอายุ 22 สมัยเขียนหนังสือ How to Become a Straight A Student
.
เทคนิคนั้นเรียกว่า Active Recall ลืมการนั่งอ่านหนังสือซ้ำๆ หรือเอาปากกาไฮไลท์มาปาดจนหนังสือเรืองแสงไปได้เลย นั่นมันวิธีของคนขี้เกียจที่หลอกตัวเองว่ากำลังเรียนอยู่
.
วิธีที่ได้ผลจริงๆ คือ "ปิดหนังสือ แล้วพูดสิ่งที่เพิ่งอ่านออกมา" ทำเหมือนคุณกำลังสอนคลาสเรียนเปล่าๆ โดยห้ามแอบดูโพย Newport ยอมรับตรงๆ ว่าวิธีนี้มัน "โคตรเหนื่อย" และทรมานจิตใจสุดๆ
.
แต่นั่นแหละคือสัญญาณว่ากล้ามเนื้อสมองกำลังทำงาน ความรู้สึกอึดอัดตอนพยายามนึกให้ออกนั่นแหละคือตอนที่สมองกำลังบันทึกข้อมูลแบบถาวร
.
จุดเริ่มต้นความเนิร์ดของเขามาจากเรื่องเศร้าปนฮา คือสมัยเรียนปี 1 เขาเป็นนักกีฬาทีมพายเรือ แต่ดันตรวจเจอโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Atrial Flutter) ทำให้ต้องเลิกเล่นกีฬา
.
พอว่างจัดและกินยา Beta blockers จนเฉื่อยชา เขาเลยตัดสินใจว่า "เอาวะ เป็นนักกีฬาไม่ได้ งั้นขอเป็นเทพเจ้าแห่งการเรียนแทนแล้วกัน"
.
เขาเปลี่ยนตัวเองมาทดลองหาวิธีเรียนที่เจ๋งที่สุด จนเกรดพุ่งจากนักเรียนธรรมดาเป็น 4.0 รวดทุกเทอมจนจบการศึกษา ทั้งหมดนี้คือพลังของการยอมทนทรมานกับ Active Recall นี่แหละครับ
.
.
3. เลิกเพ้อเจ้อเรื่อง "Flow" แล้วหันมาโอบกอดความทรมานซะ
.
เรามักถูกกรอกหูมาตลอดว่า สภาวะการทำงานขั้นสูงสุดคือสิ่งที่เรียกว่า "Flow" (สภาวะลื่นไหล) ภาพฝันคือการนั่งทำงานแล้วทุกอย่างลงล็อก ไอเดียพรั่งพรู นิ้วพรมลงบนคีย์บอร์ดดั่งนักเปียโน เวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว และจบงานด้วยรอยยิ้ม...
.
ฟังดูดีใช่ไหมครับ? แต่ Cal Newport ฝากบอกมาสั้นๆว่า ถ้าคุณอยากจะเก่งขึ้นจริงๆ ความรู้สึกสบายๆ แบบนั้นคือกับดัก
.
Newport เล่าให้ฟังว่า เขาเคยไปตามติดชีวิตของนักกีตาร์ระดับโลกเพื่อดูว่า "คนเก่งเขาซ้อมกันยังไง" สิ่งที่เขาคาดหวังอาจจะเป็นภาพศิลปินที่กำลังหลับตาพริ้ม โยกหัวไปตามจังหวะดนตรีอย่างเมามัน (Flow) แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
.
สิ่งที่เขาเห็นคือ นักกีตาร์คนนั้นกำลังนั่งหน้าเครียด จ้องมองโน้ตเพลงเขม็ง และพยายามเล่นท่อนเดิมซ้ำๆ ด้วยความเร็วที่เร็วกว่าปกติ 20% มันดูไม่สนุกเลยสักนิด นักดนตรีคนนั้นจดจ่อกับการควบคุมนิ้วที่กำลังจะพันกัน จนถึงขั้น "ลืมหายใจ" และต้องสูดลมหายใจเฮือกใหญ่เมื่อเล่นจบท่อน
.
Newport สรุปความจริงข้อนี้ว่า "Flow คือสภาวะของการแสดง (Performance) แต่ความเจ็บปวดคือสภาวะของการฝึกฝน (Practice)"
.
ตอนที่คุณเห็นนักดนตรีเล่นบนเวทีอย่างพลิ้วไหว นั่นคือ Flow ครับ เพราะเขากำลังโชว์สิ่งที่เขาทำได้ดีอยู่แล้ว แต่ตอนที่เขาอยู่หลังบ้านเพื่ออัปเกรดฝีมือ เขาไม่ได้อยู่ใน Flow เขาอยู่ในนรกของการฝึกฝน (Deliberate Practice) ต่างหาก
.
Andrew Huberman เสริมข้อมูลฝั่งประสาทวิทยาเข้ามาทันทีแบบเข้าขากันสุดๆ เขาบอกว่าสมองมนุษย์เรามีกฎเหล็กอยู่ข้อหนึ่งคือ "Neuroplasticity" (ความยืดหยุ่นของสมอง) หรือการสร้างวงจรประสาทใหม่ๆ เพื่อให้เราฉลาดขึ้นหรือเก่งขึ้น จะ ‘ไม่เกิดขึ้น’ ถ้าไม่มีสารเคมีแห่งความเครียดเข้ามากระตุ้น
.
พูดง่ายๆ คือ ถ้าคุณนั่งอ่านหนังสือหรือทำงานแล้วรู้สึก "ชิลล์" แปลว่าสมองของคุณกำลังทำงานด้วยวงจรเดิมๆ ที่มีอยู่แล้ว (ไม่ได้ฉลาดขึ้น)
.
แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกอึดอัด หงุดหงิด อยากจะปาหนังสือทิ้ง หรือรู้สึกว่า "ทำไมมันยากจังวะ!" จงดีใจเถอะครับ เพราะนั่นคือสัญญาณว่าสารเคมีอย่าง Epinephrine (Adrenaline) กำลังหลั่งออกมาเพื่อบอกสมองว่า "เฮ้ย ตรงนี้สำคัญนะเว้ย วงจรเดิมเอาไม่อยู่แล้ว ต้องสร้างวงจรใหม่เดี๋ยวนี้!"
.
ถ้ามันง่าย แปลว่าคุณกำลังทำสิ่งที่คนอื่นก็ทำได้ แต่ถ้ามันยากและทรมาน แปลว่าคุณกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมของตัวเอง
.
Huberman ยังตบมุกด้วยว่า อีกสิ่งที่เขารู้เกี่ยวกับ Flow ก็คือ ถ้าสะกดถอยหลังมันจะอ่านว่า "Wolf" (หมาป่า)
.
.
4. ศัพท์ใหม่ "Neuro-Semantic Coherence" และอาการลงแดงทางดิจิทัล
.
ในเมื่อ Flow ไม่ใช่คำตอบสำหรับการทำงานหนัก Newport เลยบัญญัติศัพท์ใหม่ขึ้นมาสดๆ ในรายการว่า "Neuro-Semantic Coherence"
.
ฟังดูลิเกหน่อยๆ แต่มันหมายถึงภาวะที่สมองของคุณระดมพลเครือข่ายประสาททั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับงานตรงหน้ามามัดรวมกัน แล้วถีบเรื่องไร้สาระอื่นๆ ออกไปให้หมด มันไม่ใช่การลืมวันลืมคืนแบบ Flow แต่มันคือการโฟกัสแบบกัดไม่ปล่อย เหมือนตอนคุณพยายามแก้โจทย์เลขยากๆ ที่ต้องทดเลขในใจหลายตลบนั่นแหละครับ
.
แต่ศัตรูตัวฉกาจของสภาวะนี้คือสิ่งที่ Newport เรียกว่า "Context Switching" หรือการสลับบริบทไปมา
.
ข้อมูลระบุว่าคนทำงานยุคนี้เช็คอีเมลหรือ Slack ทุกๆ 5 นาที (บางคนทุก 1 นาทีด้วยซ้ำ) การทำแบบนี้เหมือนคุณกำลังขับรถแล้วกระชากเกียร์ขึ้นลงตลอดเวลา เครื่องยนต์สมองของคุณจะพังเอาง่ายๆ และเผาผลาญพลังงานโดยใช่เหตุ
.
Huberman แชร์เรื่องเล่าที่ฟังแล้วขนลุกเกี่ยวกับนักศึกษาคนหนึ่งที่เดินมาบอกเขาว่า "อาจารย์ไม่เข้าใจหรอก อาจารย์โตมาในยุคที่ไม่มีมือถือ แต่สำหรับพวกผม พอมือถือแบตหมด ผมรู้สึกเหมือนร่างกายมันวูบไปเลย เหมือนพลังชีวิตหายไป"
.
Newport วิเคราะห์ว่านี่ไม่ใช่แค่ความผูกพัน แต่มันคืออาการของ "การเสพติดพฤติกรรมระดับกลาง" (Moderate Behavioral Addiction) คล้ายๆ กับผีพนันที่รู้สึกไม่เป็นตัวเองถ้าไม่ได้จับไพ่ การที่เรากระวนกระวายเมื่อห่างจอก็เพราะวงจร Dopamine ในสมองมันถูกไฮแจ็คไปเรียบร้อยแล้ว
.
.
5. กฎเหล็กวัย 16 ปี และทำไม Zelda ถึงดีกว่า Fortnite
.
มาถึงประเด็นที่ทำให้ Newport กลายเป็นคุณลุงใจร้ายในสายตาเด็กๆ เมื่อเขาพูดถึงเรื่องเด็กกับสมาร์ตโฟน จากการรวบรวมข้อมูลวิจัย Newport ฟันธงว่า "การใช้อินเทอร์เน็ตแบบไร้ขีดจำกัดก่อนวัยเจริญพันธุ์คือความเสี่ยง"
.
และมาตรฐานใหม่ที่เขาเชียร์สุดใจคือ "ห้ามมีสมาร์ตโฟนส่วนตัวจนกว่าจะอายุ 16 ปี" ใช่ครับ 16 ปี! เขาบอกเลยว่าไปพูดที่โรงเรียนลูกทีไร ผู้ปกครองแทบจะปารองเท้าใส่ แต่เขาเชื่อว่าอีกไม่กี่ปี กฎนี้จะเป็นเรื่องปกติสามัญ
.
ส่วนเรื่องวิดีโอเกม Newport แยกแยะได้น่าสนใจ เขาบอกว่าปัญหาของเด็กผู้ชายส่วนใหญ่คือ "เวลา" ที่หายไปกับการเล่นเกมจนโงหัวไม่ขึ้น
.
แต่เขาไม่ได้แอนตี้เกมทั้งหมด เขาโอเคมากกับเกมคอนโซลอย่าง Nintendo Switch หรือเกมอย่าง Zelda ที่ซื้อทีเดียวจบ เพราะเกมพวกนี้เล่นไปสักพักเราจะเหนื่อยและหยุดเอง แต่สิ่งที่เขาแบนเด็ดขาดคือ "เกมฟรีบน iPad" หรือพวกเกมมือถือ เพราะโมเดลธุรกิจของเกมพวกนี้คือการออกแบบมาให้เสพติดแบบไม่รู้จบ เพื่อหลอกล่อให้เราเติมเงินหรือเล่นตลอดเวลา
.
ปิดท้ายข้อนี้ด้วยเรื่อง Audiobook (หนังสือเสียง) Newport สารภาพว่าเขาฟังได้แค่ "นิยาย" เท่านั้น
.
เพราะถ้าเป็นหนังสือวิชาการหรือ Non-fiction สมองของเขาจะทำงานหนักมากในการเชื่อมโยงข้อมูลจนฟังไม่ทัน เขาต้องหยุดคิด ต้องกอไปกอมา ซึ่งมันขัดธรรมชาติการฟัง ดังนั้น ถ้าจะเอาความรู้จริงๆ เขายังคงศรัทธาในการอ่านด้วยตามากกว่า ส่วนหูเอาไว้ฟังเรื่องตื่นเต้นฆ่าเวลาก็พอ
.
.
6. ความขยันปลอมๆ และการขาดแคลนความสันโดษ
.
ทำไมเราถึงรู้สึกผิดถ้าไม่ตอบอีเมลทันที หรือทำไมเราต้องพยายามทำตัวให้ไฟเขียวบน Slack สว่างตลอดเวลา?
.
Newport เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "Pseudo-Productivity" หรือ "ความขยันเทียม"
.
Newport พาเราย้อนเวลากลับไปดูต้นตอของปัญหานี้ เขาบอกว่าในสมัยก่อนตอนที่มนุษย์ยังทำเกษตรกรรมหรือทำงานในโรงงานประกอบรถยนต์ การวัดความขยันมันง่ายนิดเดียวครับ ก็นับจำนวนฝักข้าวโพดหรือนับจำนวนรถ Model T ที่ผลิตได้ ใครทำได้เยอะกว่าก็ชนะ
.
แต่พอโลกหมุนเข้าสู่ยุค "งานใช้สมอง" (Knowledge Work) ปัญหาก็เกิด เพราะเราดันไม่มีมาตรวัดที่ชัดเจนว่า "ความคิดที่ดี" หน้าตามันเป็นยังไง หรือต้องใช้เวลากี่ชั่วโมง
.
ด้วยความที่ผู้บริหารยุคก่อนไม่รู้จะวัดผลงานยังไง พวกเขาเลยใช้วิธีที่มักง่ายที่สุดที่เรียกว่า "Visible Activity" หรือการดูที่ความเคลื่อนไหวครับ
.
ตรรกะคือ "ถ้าฉันเห็นคุณขยับตัว แปลว่าคุณกำลังทำงาน" นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของหายนะ เพราะเมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล เราได้ย้ายโรงงานนรกนั้นมาไว้ในแล็ปท็อปและสมาร์ตโฟน
.
เราเลยต้องเล่นละครตบตาโลกว่าเรายุ่งตลอดเวลาด้วยการส่งอีเมลพร่ำเพรื่อ ตอบ Slack ทันทีที่เด้ง หรือกระโจนเข้าประชุมทุกนัด เพื่อส่งสัญญาณบอกเจ้านายว่า "เห็นไหมครับ ผมกำลังขยับตัวอยู่นะ ผมขยันนะ"
.
ผลลัพธ์ที่ได้คือ เรากลายเป็นหนูถีบจักรที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกแต่ไม่ได้ไปไหนเลย เราเหนื่อยแทบขาดใจจากการสลับบริบทไปมา (Context Switching) แต่เนื้องานจริงๆ ที่มีคุณค่ากลับแทบไม่ขยับ และนั่นคือสาเหตุหลักของอาการ Burnout ที่ระบาดไปทั่ว เพราะสมองเรารู้ดีครับว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันกลวงเปล่าแค่ไหน
.
แต่เดี๋ยวก่อนครับ ถ้าเราคิดว่าเราเช็กมือถือเพราะเรื่องงานอย่างเดียว เรากำลังหลอกตัวเอง Andrew Huberman เปรียบเทียบไว้ว่า สมาร์ตโฟนสมัยนี้ทำหน้าที่เหมือน "จุกนมหลอก" (Pacifier) สำหรับผู้ใหญ่ เวลาทารกร้องไห้พ่อแม่จะยัดจุกนมเข้าปากเพื่อให้เงียบ ผู้ใหญ่ก็เหมือนกันครับ พอเราเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ เหงา หรือเบื่อ เราก็ยัดมือถือใส่หน้าตัวเองทันที
.
Newport ขยายความเรื่องนี้ว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้เสพติดคอนเทนต์หรอกครับ แต่เราเสพติด "การหนีจากความว่างเปล่า" (The Void) ต่างหาก
.
ธรรมชาติของชีวิตมนุษย์นั้นมีความจริงที่เจ็บปวดซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเรื่องอนาคต ปัญหาความสัมพันธ์ หรือคำถามเชิงปรัชญาว่า "เราเกิดมาทำไม" สิ่งเหล่านี้จะผุดขึ้นมาทันทีที่สมองเราว่าง ดังนั้น โซเชียลมีเดียจึงเป็นเหมือนแผ่นพลาสเตอร์ยาที่เราแปะทับแผลเหวอะหวะนี้ไว้ เพื่อไม่ให้เราต้องมองเห็นหรือรับรู้ความจริงอันโหดร้ายนั้น
.
Newport เคยทำการทดลองสุดโหดกับคน 1,600 คน ให้เลิกใช้โซเชียลมีเดีย 30 วัน ผลลัพธ์ที่ได้แบ่งคนออกเป็นสองกลุ่มชัดเจน
.
กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ "ล้มเหลวไม่เป็นท่า" คนกลุ่มนี้ใช้วิธี "White-knuckling" หรือการกำหมัดกัดฟันอดทน พวกเขาคิดว่าแค่ใช้พลังใจต้านทานก็พอ แต่พอผ่านไปไม่กี่วัน เมื่อดึงแผ่นพลาสเตอร์ออก พวกเขาก็ต้องจ้องมองลงไปในความว่างเปล่า และความวิตกกังวลที่ถาโถมเข้ามาก็ทำให้พวกเขารีบคว้ามือถือกลับมาเล่นหนักกว่าเดิม
.
ส่วนกลุ่มที่ "รอดชีวิต" มาได้ คือกลุ่มที่เข้าใจกฎของการแทนที่ครับ พวกเขาไม่ได้แค่วางมือถือลงเฉยๆ แต่พวกเขาเอา "กิจกรรมคุณภาพสูง" (High-Quality Leisure) ใส่เข้าไปแทนที่ทันที พวกเขาไปขุดดินปลูกต้นไม้ ไปเข้าชมรมถักนิตติ้ง ไปเดินป่า หรือกลับไปอ่านหนังสือที่กองดองไว้ การทำกิจกรรมเหล่านี้ช่วยเติมเต็มความว่างเปล่านั้นด้วยความหมายและความพึงพอใจที่จับต้องได้ ทำให้เสียงเรียกจากนรกดิจิทัลเบาบางลง
.
มันเป็นเรื่องของ "ความสันโดษ" (Solitude) ครับ Newport นิยามคำนี้ใหม่ได้น่าสนใจมาก เขาบอกว่า Solitude ไม่ใช่การปลีกวิเวกไปอยู่ป่าคนเดียว แต่มันคือ "ช่วงเวลาที่สมองของคุณปลอดจากความคิดของคนอื่น"
.
ปัญหาของมนุษย์ยุคปัจจุบันคือเราเป็นโรค "ขาดแคลนความสันโดษ" (Solitude Deprivation) ตื่นมาก็ฟังพอดแคสต์ (อุ่ย) เข้าห้องน้ำก็ไถทวิตเตอร์ ก่อนนอนก็ดู YouTube (โอ้ว) สมองเราต้องประมวลผลข้อมูลจากคนอื่นตลอด 24 ชั่วโมง
.
การที่สมองส่วนสังคม (Social Brain) ต้องทำงานหนักตลอดเวลานี้แหละคือสาเหตุของความวิตกกังวลที่พุ่งสูงขึ้น Huberman เสริมด้วยแนวคิดเรื่อง "Gap Effects" ว่าสมองคนเราต้องการช่วงเวลาว่างๆ เงียบๆ เพื่อรีเพลย์สิ่งที่เรียนรู้และจัดระเบียบข้อมูล
.
Newport เองก็ใช้วิธีเดินกลับบ้านแบบ "Thoreau Walks" คือเดินเฉยๆ มองดูต้นไม้ ดูแม่น้ำ โดยไม่ฟังเพลงหรือไม่พยายามทำงานในหัว เพื่อปล่อยให้สมองได้พักและตกผลึกความคิด ดังนั้น ครั้งต่อไปที่คุณยืนต่อคิวซื้อกาแฟ ลองไม่หยิบมือถือขึ้นมาดู แล้วปล่อยให้ความเบื่อมันทำงานดูบ้าง สมองของคุณอาจจะกำลังขอบคุณคุณอยู่เงียบๆ ก็ได้ครับ
.
.
7. ชายผู้เลิกงานตอน 5 โมงครึ่ง และความกลัวที่เป็นจุดกำเนิดพลัง
.
ถ้าคุณถาม Newport ว่าเขาตื่นมาแล้วจด "To-do List" หรือรายการสิ่งที่ต้องทำบ้างไหม คำตอบคือ "ไม่ครับ"
.
เพราะสำหรับเขา รายการสิ่งที่ต้องทำคือกับดัก มันเป็นแค่ลิสต์ความปรารถนาที่ไม่สนใจความเป็นจริงของเวลา เขาเรียกตัวเองว่าเป็น "Time Blocker" หรือมนุษย์บล็อกเวลา เขาไม่สนใจว่ามีกี่อย่างที่ต้องทำ แต่เขาสนใจว่าเขามีเวลาว่างจริงๆ กี่ชั่วโมง แล้ว "มอบหน้าที่" ให้กับทุกนาทีเหล่านั้น
.
สิ่งที่น่าทึ่งคือ Newport เรียกตัวเองว่าเป็น "The 5:30 Man" หรือชายผู้เลิกงานตอน 5 โมงครึ่ง
.
พอถึงเวลานี้ปุ๊บ เขาจะตัดจบงานทันทีเพื่อไปออกกำลังกายและอยู่กับครอบครัว หลายคนอาจมองว่านี่คือวินัยเหล็ก แต่จริงๆ แล้วมันเกิดจาก "ความกลัว" ครับ
.
Newport สารภาพว่าเขามีประวัติเป็นโรคนอนไม่หลับ (Insomnia) ความกลัวว่าคืนนี้จะนอนไม่หลับทำให้เขาไม่กล้าใช้ชีวิตแบบ "เผาถ่าน" หรือโหมงานหนักแบบ Elon Musk เพราะถ้าคืนไหนเขานอนไม่หลับ วันรุ่งขึ้นเขาจะพังพินาศทันที
.
ข้อจำกัดทางร่างกายนี้เองที่บีบให้เขาต้องคิดค้นแนวคิด "Slow Productivity" ขึ้นมา แทนที่จะวัดความสำเร็จกันเป็นรายวัน เขาเปลี่ยนไปมองเกมยาวระดับ "ทศวรรษ" แทน
.
วันพรุ่งนี้จะเป็นยังไงช่างมัน แต่ถ้ามองย้อนกลับมาในอีก 10 ปี เขาต้องมีผลงานชิ้นโบแดง การลดความคาดหวังรายวันลงและเน้นความสม่ำเสมอในระยะยาว ทำให้เขาทำงานได้โดยไม่ต้องเครียดจนประสาทกิน และยังผลิตผลงานระดับโลกออกมาได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องอดนอน
.
.
8. เวทมนตร์ข้อที่ 1 "ระบบดึงงาน" (Pull-based System)
.
Huberman ขอให้ Newport เสกคาถาวิเศษ 3 ข้อที่อยากให้ทุกคนทำตามเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น
.
เวทมนตร์ข้อแรกที่เขาเสนอคือการเปลี่ยนจากระบบ "ผลัก" (Push) เป็นระบบ "ดึง" (Pull)
.
ในออฟฟิศทั่วไป เราทำงานแบบระบบผลัก คือใครอยากให้ทำอะไรก็โยนโครมมาใส่เรา อีเมลเด้งเข้ามา งานงอกเข้ามา จนเราสำลักงานตาย แต่ Newport บอกว่าให้ทำแบบนี้ครับ = สร้างลิสต์รายการ "งานที่กำลังทำอยู่" (Active List) โดยจำกัดให้มีแค่ 2-3 อย่างเท่านั้น
.
ส่วนงานอื่นๆ ที่เหลือ? ให้จับยัดใส่ "คิว" (Queue) ไว้ก่อน กฎเหล็กคือ ห้ามประชุม ห้ามส่งอีเมล หรือห้ามคุยเกี่ยวกับงานที่อยู่ในคิวเด็ดขาด จนกว่าเราจะเคลียร์งานในมือเสร็จ แล้วค่อย "ดึง" งานใหม่จากคิวขึ้นมาทำ
.
วิธีนี้จะช่วยลด "ภาษีสังคมในการทำงาน" (Administrative Overhead) ได้อย่างมหาศาล เพราะเราไม่ต้องเสียเวลาประชุมเรื่องงานที่ยังไม่ได้เริ่มทำด้วยซ้ำ
.
Huberman ชอบไอเดียนี้มากจนตั้งชื่อให้สดๆ ว่า "Cal Newport’s Pull-based System" แถม Newport ยังแนะนำให้ใช้เครื่องมืออย่าง Trello หรือกระดานไวท์บอร์ดที่ทุกคนเห็นได้ เพื่อให้เพื่อนร่วมงานรู้ว่า "ตอนนี้ฉันยุ่งกับ 3 อย่างนี้อยู่นะจ๊ะ งานเธออยู่ในคิว รอไปก่อน"
.
.
9. เวทมนตร์ข้อที่ 2 "การวางแผนหลายระดับ" (Multi-scale Planning)
.
เวทมนตร์ข้อต่อมาคือการเลิกใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน แล้วหันมาวางแผนแบบ "Multi-scale Planning" หรือการวางแผนหลายระดับชั้น
.
เริ่มจากภาพใหญ่ที่สุดคือ "ระดับฤดูกาล/ไตรมาส" ว่าในอีก 3-4 เดือนข้างหน้า เป้าหมายใหญ่ของเราคืออะไร จากนั้นค่อยย่อยลงมาเป็น "ระดับสัปดาห์" ทุกวันจันทร์ (หรืออาทิตย์) ให้กางตารางดูเลยว่าสัปดาห์นี้ชีวิตจะเจอกับวิบากกรรมอะไรบ้าง และสุดท้ายค่อยย่อยลงมาเป็น "ระดับวัน"
.
ในระดับวันนี่แหละครับที่ "Time Blocking" จะเข้ามามีบทบาท ทุกเช้า Newport จะวาดตารางสี่เหลี่ยมกำหนดเวลาให้ทุกนาทีของวันทำงาน ไม่ใช่แค่เรื่องงานนะครับ แต่รวมถึง "เวลาตอบอีเมล" ด้วย
.
นี่คือเคล็ดลับสำคัญ แทนที่จะเช็กอีเมลพร่ำเพรื่อทั้งวัน ให้กำหนด "บล็อกเวลาสำหรับสื่อสาร" ไปเลย เช่น 10:00-10:30 น. และ 16:00-16:30 น.
.
วิธีนี้จะทำให้คุณไม่ต้องสู้รบตบมือกับกิเลสตัวเองตลอดเวลา เพราะคุณรู้ว่าเดี๋ยวก็ถึงเวลาเช็กแล้ว การทำตารางแบบนี้ยังช่วยให้เราเห็นภาพจริงด้วยว่า "อ๋อ วันนี้ฉันทำงานลึกซึ้ง (Deep Work) ได้แค่ชั่วโมงเดียวเองนี่หว่า" เพราะตารางมันฟ้องด้วยภาพบล็อกสีเข้มๆ ที่เราวาดลงไป
.
.
10. เวทมนตร์ข้อที่ 3 "พิธีกรรมปิดระบบ" (Shutdown Ritual)
.
หลังจากร่ายมนตร์เรื่องการจัดการงานไปแล้วสองข้อ Newport ก็งัดไม้ตายสุดท้ายออกมา นั่นคือ "Shutdown Ritual" หรือพิธีกรรมปิดระบบการทำงาน
.
หลายคนคงเคยเจอปัญหาว่า ตัวกลับถึงบ้านแล้วแต่ใจยังอยู่ที่ออฟฟิศ สมองยังกังวลเรื่องงานที่ค้างคาจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ Newport บอกว่าปัญหานี้แก้ได้ด้วยการสร้างจุดตัดที่ชัดเจนระหว่าง "เวลางาน" และ "เวลาพัก" ครับ
.
วิธีการของเขาคือ ก่อนจะลุกจากโต๊ะทำงาน คุณต้องเคลียร์ทุกอย่างให้จบกระบวนความ เช็กกล่องจดหมาย เช็กปฏิทิน และวางแผนคร่าวๆ สำหรับวันพรุ่งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีระเบิดเวลาลูกไหนถูกลืมทิ้งไว้
.
แต่ไฮไลท์ความฮามันอยู่ที่ขั้นตอนสุดท้ายครับ สมัยก่อน Newport จะพูดประโยคศักดิ์สิทธิ์ออกมาดังๆ ว่า "Schedule shutdown complete" (ตารางงานปิดระบบเสร็จสมบูรณ์)
.
ฟังดูเหมือนหุ่นยนต์ในหนังไซไฟเกรดบีไหมครับ? แต่ปัจจุบันเขาเปลี่ยนมาใช้การติ๊กช่องในสมุดแพลนเนอร์แทน
.
ความสำคัญของประโยคตลกๆ หรือการติ๊กช่องนี้ ไม่ได้ทำเอาเท่ครับ แต่มันคือเทคนิคจิตวิทยาบำบัด (CBT) ชั้นเยี่ยม
.
เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณกำลังนั่งกินข้าวเย็นแล้วสมองเริ่มดราม่าว่า "เฮ้ย ลืมทำงานนั้นหรือเปล่า?" คุณก็แค่สวนกลับเสียงในหัวไปว่า "หยุดเลยนะเจ้าสมอง ฉันพูดประโยคนั้นไปแล้ว/ฉันติ๊กช่องนั้นไปแล้ว ถ้างานไม่เรียบร้อยฉันคงไม่ทำแบบนั้นหรอก เพราะฉะนั้นเงียบซะ!" การทำแบบนี้สักพักจะช่วยกำจัดความกังวลเรื้อรัง และทำให้คุณใช้ชีวิตหลังเลิกงานได้อย่างเต็มที่จริงๆ
.
.
11. เป็นคนเข้าถึงยากแต่ไว้ใจได้ = ศิลปะแห่งการ "เล่นตัว" (อย่างมีคุณภาพ)
.
ในโลกการทำงานยุคปัจจุบัน เรามักถูกปลูกฝังความเชื่อผิดๆ ว่า "พนักงานดีเด่น" คือมนุษย์ที่ตอบไลน์ไวเหมือนเป็นบอท สแตนด์บายบน Slack ตลอด 24 ชั่วโมง และพร้อมจะกระโจนเข้าใส่ทุกการประชุมทันทีที่มีคนเรียก
.
แต่ Newport บอกว่าแท้จริงแล้ว "ความเข้าถึงง่าย" (Accessibility) ที่คนอื่นเรียกร้องจากคุณนั้น มันไม่ได้เกิดจากความรักใคร่เอ็นดูหรอกครับ แต่มันเกิดจาก "ความไม่ไว้ใจ" ต่างหาก
.
ลองจินตนาการดูสิครับ สาเหตุที่หัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานต้องคอยทักหาคุณยิกๆ ว่า "งานถึงไหนแล้ว?", "เห็นอีเมลพี่ยัง?", "ว่างคุยไหม?"
.
ก็เพราะพวกเขากลัวว่าถ้าไม่สะกิด คุณจะลืมทำ หรือทำออกมาไม่ดี พวกเขาไม่มีความชัดเจนว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ ความกังวลเหล่านี้เลยแปรเปลี่ยนเป็นความต้องการที่จะเข้าถึงตัวคุณได้ตลอดเวลาเพื่อให้สบายใจว่างานกำลังเดินหน้าอยู่
.
แต่ทางออกไม่ใช่การยอมจำนนเป็นทาสการแจ้งเตือนครับ Newport เสนอแนวทางที่เหนือชั้นกว่านั้น คือการสร้างชื่อเสียงในฐานะ "คนที่มีระบบระเบียบเป็นเลิศ"
.
ถ้าคุณสามารถพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าคุณมีการจัดการงานที่เป๊ะเว่อร์ เช่น การใช้ระบบคิวงานที่ชัดเจน หรือการมีตารางเวลาที่แน่นอน เพื่อนร่วมงานจะเริ่มเรียนรู้ว่า "อ๋อ หมอนี่มันมีระบบของมัน ถ้าส่งงานไปแล้ว เดี๋ยวถึงเวลามันก็ทำให้เองแหละ ไม่ต้องไปจี้มันหรอก"
.
เมื่อคุณสร้างความไว้วางใจระดับนี้ได้ คุณจะได้รางวัลตอบแทนเป็น "ความยืดหยุ่น" และ "อิสระ" ในการทำงานชนิดที่คนตอบแชทไวต้องอิจฉา คุณสามารถหายหัวไปทำงานเงียบๆ ครึ่งค่อนวันได้โดยไม่มีใครด่า เพราะทุกคนรู้ว่าเมื่อคุณกลับมา คุณจะมาพร้อมกับผลงานชิ้นโบแดงเสมอ
.
Andrew Huberman ยกตัวอย่างเรื่องนี้ผ่านความสัมพันธ์ของเขากับ Lex Fridman พอดแคสเตอร์ชื่อดัง เพื่อนซี้ที่บางครั้งส่งข้อความไปหาแล้วหายเงียบไปดื้อๆ นาน 4-5 วัน ถ้าเป็นคนอื่นคงเกิดดราม่าตัดเพื่อนกันไปแล้ว
.
แต่สำหรับคู่นี้ ความเงียบไม่ได้แปลว่าเมินเฉย แต่มันคือสัญญาณว่า "Lex กำลังยุ่งอยู่กับงานใหญ่" Huberman ไม่ได้รู้สึกโกรธเคือง แต่กลับรู้สึกเคารพในพื้นที่ส่วนตัวนั้นด้วยซ้ำ เพราะเขามั่นใจในตัวเพื่อนคนนี้ว่าไม่ได้หายไปไหน แค่กำลังโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม Lex ก็จะติดต่อกลับมาเอง นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของคำว่า "เข้าถึงยาก แต่ไว้ใจได้"
.
Newport ยังเตือนสติพวกเราอีกว่า อย่าหลงกลไปเล่นเกมแข่งกันตอบอีเมลไวเพื่อสร้างผลงานเด็ดขาด เพราะถ้าคุณสร้างจุดขายว่า "ฉันคือคนที่ตอบอีเมลเร็วที่สุดในแผนก" รางวัลที่คุณจะได้ก็คือ อีเมลและงานจุกจิกที่มากขึ้นกว่าเดิม
.
โลกไม่ได้จดจำคุณเพราะคุณเคลียร์ Inbox เป็นศูนย์ แต่โลกจะจดจำคุณจากผลงานที่คุณสร้างตอนที่คุณไม่ได้เช็ก Inbox ต่างหาก เหมือนกับที่คนอยากคุยกับ Huberman ไม่ใช่เพราะเขาเก่งเรื่องการเข้าประชุมระดมสมอง แต่เพราะเขาทำพอดแคสต์คุณภาพเยี่ยมออกมา ซึ่งนั่นต้องใช้เวลาเก็บตัวทำงานอย่างหนัก
.
ดังนั้น กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือการทำตัวเป็น "กล่องดำ" ในเวลางานครับ คือหายตัวไปเลย ปิดช่องทางการสื่อสาร แล้วโฟกัสกับการผลิตผลงานคุณภาพสูง ถ้างานคุณเจ๋งจริง คนอื่นจะยอมรับเงื่อนไขของคุณเอง พวกเขาจะยอมรอ เพราะเขารู้ว่าผลลัพธ์ที่ได้จากการรอคอยนั้นมันคุ้มค่า สรุปสั้นๆ คือ "จงทำตัวให้เข้าถึงยาก ด้วยการทำผลงานให้น่าทึ่งจนคนต้องง้อ" นั่นเองครับ
.
.
12. การพักร้อนของคนบ้างาน และบทสรุป
.
คำถามสุดท้ายที่หลายคนคงสงสัยคือ มนุษย์ที่บ้างานและเป๊ะอย่าง Cal Newport พักร้อนยังไง? เขาไปนอนโง่ๆ ริมทะเลได้ไหม?
.
คำตอบคือ "ไม่ได้ครับ" Newport ยอมรับว่าถ้าไปเที่ยวโดยไม่ทำอะไรเลย เขาจะกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดขี้หงุดหงิดทันที
.
ภรรยาของเขาเลยต้องยอมให้เขาพกงานไปทำด้วย แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็นงานโปรเจกต์ลึกซึ้งเพียงชิ้นเดียวที่ไม่เร่งด่วน เช่น การคิดพล็อตหนังสือเล่มใหม่
.
เขาจะใช้เวลาวันละประมาณ 90 นาทีในตอนเช้าเพื่อขบคิดและจดบันทึก การได้เกาอาการ "คันไม้คันมือทางปัญญา" นี้เพียงเล็กน้อย ช่วยให้เขาสงบจิตสงบใจและใช้เวลาที่เหลือของวันกับครอบครัวได้อย่างมีความสุข
.
นี่คือบทพิสูจน์ว่า Work-Life Balance ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สำหรับบางคน การตัดขาดจากงาน 100% อาจจะเครียดยิ่งกว่าการได้ทำงานที่รักนิดๆ หน่อยๆ เสียอีก
.
บทสนทนาจบลงด้วยความชื่นชมจาก Huberman ที่บอกว่า Newport คือ "ผู้ปฏิบัติจริง" เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มีผลงานวิชาการ ควบคู่ไปกับการเขียนหนังสือและการเป็นพ่อคน เขาใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อเอาตัวรอดและเติบโตในโลกที่วุ่นวายจริงๆ
.
.
============================
.
แอดขอแถมด้วย 8 ข้อคิดเด็ดๆ จากหนังสือระดับตำนานของ Cal Newport (เช่น So Good They Can't Ignore You, Digital Minimalism, A World Without Email) ที่จะช่วยให้คุณเป็นยอดมนุษย์ในโลกการทำงานครับ
.
1. สะสม "แต้มบุญทางอาชีพ" (Career Capital)
.
ถ้าอยากได้งานสบาย เงินดี มีอิสระ คุณต้องมี "ของ" ไปแลกครับ Cal เรียกสิ่งนี้ว่า Career Capital คือทักษะที่หายากและมีค่า ยิ่งสะสมได้มาก คุณยิ่งมีอำนาจต่อรองในชีวิตมากเท่านั้น
.
2. เลิกเป็น Diva แล้วมาเป็นช่างฝีมือ (Craftsman Mindset)
.
คนส่วนใหญ่ทำงานแบบ "Passion Mindset" คือถามว่า "งานนี้ให้อะไรฉันบ้าง?" (เอาแต่ใจ) แต่ Cal บอกให้เปลี่ยนเป็น "Craftsman Mindset" คือถามว่า "ฉันจะให้อะไรกับงานนี้ได้บ้าง?" (เน้นสร้างคุณค่า) คนกลุ่มหลังคือกุญแจสำคัญขององค์กรที่ใครก็ขาดไม่ได้
.
3. กับดัก "มันก็มีประโยชน์นะ" (The Any-Benefit Mindset) จากหนังสือ Digital Minimalism
.
เรามักไม่กล้าลบแอปฯ เพราะคิดว่า "เอาน่า เผื่อมีประโยชน์" แต่ Cal บอกว่าผิดครับ! ให้ใช้กฎ The Craftsman Approach to Tool Selection คือถ้าเครื่องมือไหน ‘ไม่ได้’ สร้างประโยชน์ต่อเป้าหมายหลักในชีวิต ให้กำจัดทิ้งทันที อย่าเก็บขยะไว้เพียงเพราะมันมีเศษทองติดอยู่
.
4. เล่นใหญ่เพื่อเรียกสมาธิ (The Grand Gesture)
.
ถ้างานมันตันมาก ให้ลองเปลี่ยนบรรยากาศแบบเล่นใหญ่ดู เช่น J.K. Rowling ไปเปิดห้องโรงแรมหรูเพื่อเขียน Harry Potter เล่มจบ หรือ Bill Gates หนีไปอยู่กระท่อมกลางป่า การลงทุนลงแรง (หรือลงเงิน) จะเป็นการส่งสัญญาณบอกสมองว่า "เฮ้ย เรื่องนี้จริงจังนะเว้ย" แล้วสมาธิจะมาเอง
.
5. อย่าให้ "อีเมล" เป็นเจ้านาย (Process-Centric Workflow) จากหนังสือ A World Without Email
.
อย่าทำงานด้วยการส่งอีเมลโต้ตอบไปมาแบบไร้จุดหมาย แต่ให้สร้าง "กระบวนการ" ขึ้นมาแทน เช่น แทนที่จะอีเมลคุยกันทั้งวันว่าจะว่างกี่โมง ให้ใช้ระบบจองเวลาอัตโนมัติ หรือระบบบอร์ดงานที่ทุกคนเห็นสถานะ โดยไม่ต้องคุยกัน
.
6. กฎของชาวเอมิช (The Amish Principle)
.
ชาวเอมิช (กลุ่มคนที่ปฏิเสธเทคโนโลยี) ไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยีเพราะกลัว แต่พวกเขาเลือกใช้เฉพาะสิ่งที่ "เสริมสร้างชุมชน" เท่านั้น เราควรเอาอย่างบ้างครับ คือเลือกใช้เทคโนโลยีเฉพาะที่มันสนับสนุนค่านิยมของเราจริงๆ ไม่ใช่ใช้เพราะคนอื่นเขาใช้กัน
.
7. ความเข้มข้น x เวลา = ผลงาน (The Deep Work Equation)
.
ถ้าคุณทำงาน 10 ชั่วโมง แต่สมาธิหลุดทุก 5 นาที (ความเข้มข้นต่ำ) ผลงานคุณจะออกมางั้นๆ แต่ถ้าคุณทำแค่ 4 ชั่วโมงด้วยสมาธิระดับปีศาจ (ความเข้มข้นสูงสุด) งานคุณจะออกมาพรีเมียมกว่ามาก สมการนี้บอกว่า "ความยุ่งไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จ"
.
8. การควบคุมต้องแลกมาด้วยราคา (Control Traps)
.
ทุกคนอยากมีอิสระในการทำงาน (Control) แต่ถ้าคุณเรียกร้องอิสระโดยที่ยังไม่มีทักษะที่เก่งพอ (Career Capital) คุณจะเจอกับความล้มเหลว หรือถ้าคุณเก่งพอแล้ว แต่เจ้านายไม่ยอมให้อิสระ คุณต้องกล้าที่จะเดินออกมา (เพราะคุณมีของดีในตัวแล้ว)
.
และทั้งหมดนี้คือบทสรุปของคู่มือการใช้งานสมองฉบับ Cal Newport ที่จะช่วยให้เราทุกคนโฟกัสได้ลึกขึ้น และใช้ชีวิตได้มีความหมายมากขึ้นครับ
.
.
.
.
#SuccessStrategies