48 ข้อคิดเน้นๆ จากหนังสือ "How to Grow Your Small Business" เทคออฟธุรกิจเล็ก สู่กำไรร้อยล้าน เขียนโดย Donald Miller
Donald Miller เปรียบเทียบการสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จเหมือนกับการ "สร้างเครื่องบิน" ที่ทุกส่วนต้องทำงานประสานกันอย่างสมดุล ตั้งแต่ห้องนักบิน (ภาวะผู้นำ), เครื่องยนต์ (การตลาดและการขาย), ปีก (สินค้าและบริการ), ลำตัวเครื่องบิน (ระบบการจัดการและค่าใช้จ่าย) ไปจนถึงถังน้ำมัน (กระแสเงินสด) หากชิ้นส่วนใดชิ้นส่วนหนึ่งพังทลาย เครื่องบินก็พร้อมจะดิ่งพสุธา
.
เพื่อช่วยให้คุณนำพายานพาหนะลำนี้ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าได้อย่างปลอดภัยและมีกำไร นี่คือสรุป 48 ข้อคิดที่กลั่นกรองมาจากประสบการณ์จริงของ Miller ซึ่งจะพลิกวิธีคิดในการทำธุรกิจของคุณไปตลอดกาลครับ
.
.
======================
.
1. สูตรพันธกิจที่ได้ผลจริงมีแค่สามส่วนประกอบ
.
Donald Miller บอกว่าพันธกิจที่ดีต้องเขียนตามสูตร "เราจะทำให้สำเร็จ [อะไร] ภายใน [เมื่อไหร่] เพราะ [ทำไมมันสำคัญ]" ส่วนแรกคือเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่วัดได้เป็นตัวเลข ส่วนที่สองคือกำหนดเวลาที่ชัดเจน และส่วนที่สามคือเหตุผลที่ทำให้คนอยากลุกขึ้นมาทำงาน พันธกิจที่ขาดส่วนใดส่วนหนึ่งจะกลายเป็นคำสวยหรูที่ไม่มีใครจำได้ และที่สำคัญ ไม่มีใครเอาไปลงมือทำจริง
.
.
2. เป้าหมายทางเศรษฐกิจในพันธกิจห้ามเกินสามข้อ
.
เหตุผลไม่ใช่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นข้อจำกัดทางสมอง สมองมนุษย์ไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญได้เกินสามอย่างพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ Miller ย้ำว่า "ถ้าจัดลำดับความสำคัญทุกอย่าง เท่ากับไม่ได้จัดลำดับความสำคัญอะไรเลย" ธุรกิจอาจมีเป้าหมายสิบยี่สิบข้อ แต่ในพันธกิจที่ทีมทั้งหมดต้องจำได้ ให้เลือกแค่สามข้อที่สำคัญที่สุดต่อการอยู่รอดและเติบโตของกิจการ
.
.
3. พันธกิจที่ไม่มีกำหนดเวลาเหมือนทีมฟุตบอลที่ตั้งเป้าชิงแชมป์ "สักวันหนึ่ง"
.
Miller เปรียบว่าถ้าทีมกีฬาตั้งเป้าว่าจะชนะแชมป์ภายในหนึ่งพันปี ก็ไม่มีใครรู้สึกเร่งด่วน กำหนดเวลาที่ดีไม่ควรเกินหนึ่งถึงสองปี เพราะมนุษย์มีแนวโน้มจะมองอนาคตไกลๆ ว่าเป็น "เรื่องของคนอื่น" เราใส่ใจแค่วันนี้และพรุ่งนี้จริงๆ กำหนดเวลาที่สั้นพอจะทำให้เกิดความรู้สึกเร่งด่วน แต่ไม่สั้นจนเป็นไปไม่ได้ และเมื่อครบกำหนด ก็เขียนพันธกิจใหม่ได้เลย
.
.
4. "แรงดึงของเรื่องเล่า" คือกลไกลับที่ทำให้ทีมขยับตัว
.
Miller อธิบายหลักการที่เรียกว่า Narrative Traction เมื่อพันธกิจเปิด "ลูปเรื่องราว" ในหัวคน สมองจะรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยคล้ายกับตอนดูหนังแล้วยังไม่รู้ตอนจบ ความอึดอัดนี้คือ cognitive dissonance ในรูปแบบที่เบาพอจะสนุก แต่หนักพอจะกระตุ้นให้คนลงมือทำเพื่อ "ปิดลูป" นั้น ถ้าพันธกิจเปิดคำถามได้ชัด เช่น "เราจะเพิ่มยอดลูกค้าเป็นสองเท่าได้ไหม?" ทีมจะเริ่มคิดหาทางทำให้สำเร็จโดยอัตโนมัติ
.
.
5. พันธกิจไม่ใช่สัญญาตลอดกาล = เปลี่ยนได้
.
หลายคนคิดว่าพันธกิจต้องอยู่คงทนชั่วนิรันดร์ แต่ Miller บอกว่านั่นคือหนึ่งในความคิดที่แย่ที่สุดเกี่ยวกับพันธกิจ บริษัทของเขาเองเปลี่ยนเป้าหมายหลักหลายครั้งก่อนจะเจอชุดเป้าหมายที่ "จุดไฟ" ให้ทีมได้จริง เขาเปรียบว่านักเขียนบทยังต้องแก้โครงเรื่องหลายรอบกว่าจะสนุก พันธกิจของธุรกิจก็เช่นกัน ให้เปลี่ยนเมื่อทำสำเร็จแล้ว หรือเมื่อรู้สึกว่ามันไม่จุดประกายการลงมือทำ
.
.
6. คุณลักษณะหลักต้องเจาะจงพอที่จะแยก "คนที่ใช่" ออกจาก "คนที่ไม่ใช่" ได้
.
Miller แยกแนวคิดนี้ออกจาก Core Values ทั่วไปอย่างชัดเจน ถ้าถามใครว่า "คุณมีความซื่อสัตย์ไหม?" ทุกคนจะตอบว่ามี แต่ถ้าร้านอาหารกำหนดว่า "เราหลงใหลในอาหารที่อร่อยสุดยอด" แล้วถามผู้สมัครว่า "เล่าให้ฟังหน่อยว่าคุณเคยทำอะไรที่แสดงให้เห็นว่าคุณหลงใหลในอาหาร" คุณจะแยกคนที่ใช่กับไม่ใช่ได้ทันที คุณลักษณะที่ดีต้องเฉพาะเจาะจงกับอุตสาหกรรมและภารกิจของคุณ ไม่ใช่คำสวยๆ ที่ใครๆ ก็อ้างได้
.
.
7. การกระทำหลักคือนิสัยประจำวันที่ทุกคนในทีมทำได้และส่งผลตรงต่อเป้าหมาย
.
Miller ให้ตัวอย่างร้านอาหารที่กำหนดว่าพนักงานทุกคนต้องถามลูกค้าทุกโต๊ะว่า "ลองของหวานสุดพิเศษของเราหรือยังคะ?" ฟังดูเรียบง่าย แต่ถ้าทุกคนทำทุกวัน ยอดขายของหวานจะพุ่งขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ การกระทำหลักอีกข้อคือ "ผลัดกันทำความสะอาดห้องน้ำทุกชั่วโมง" ซึ่งส่งผลให้ร้านทั้งร้านรู้สึกสะอาดขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องใช้ความสามารถพิเศษ แต่ส่งผลตรงต่อรายได้และประสบการณ์ลูกค้า
.
.
8. การกระทำหลักสร้างความผูกพันแบบเผ่าพันธุ์ในทีม
.
Miller ยกตัวอย่างร้าน Chick-fil-A ที่พนักงานทุกคนตอบว่า "ด้วยความยินดีครับ/ค่ะ" แทนที่จะพูดว่า "ไม่เป็นไร" การกระทำเล็กๆ ที่ทำซ้ำร่วมกันนี้สร้างวัฒนธรรมที่รู้สึกได้ เขาเปรียบกับแฟนบอลในสนามที่ตะโกนเชียร์พร้อมกัน เต้นพร้อมกัน โห่พร้อมกัน การกระทำร่วมเหล่านี้เปลี่ยนกลุ่มคนแปลกหน้าให้กลายเป็นชนเผ่าเดียวกัน ธุรกิจก็เช่นกัน ถ้าทุกคนทำสิ่งเดียวกันทุกวัน มันจะกลายเป็นตัวตนของทีม
.
.
9. สมองมนุษย์ฝันกลางวัน 30% ของเวลาทั้งวัน และเรื่องเล่าคือสิ่งเดียวที่หยุดมันได้
.
Miller อธิบายว่าการฝันกลางวันเป็นกลไกประหยัดพลังงานของสมอง เมื่อไม่มีข้อมูลที่เกี่ยวกับการอยู่รอด สมองจะปิดตัวเพื่อเก็บแรงไว้ใช้ตอนจำเป็น แต่เมื่อเราเปิดซีรีส์ดู สมองจะล็อกเข้ากับเรื่องราวและจดจ่ออยู่ได้เป็นชั่วโมง นี่คือเหตุผลที่เราต้องใช้โครงสร้างเรื่องเล่าในการตลาด ไม่ใช่เพราะมันเป็นเทคนิคลูกเล่น แต่เพราะมันเป็นวิธีเดียวที่จะฝ่าตัวกรองของสมองมนุษย์เข้าไปได้
.
.
10. ลูกค้าไม่สนว่าคุณปู่ของคุณก่อตั้งบริษัท เขาสนแค่ว่าคุณช่วยให้เขาอยู่รอดและเติบโตได้ไหม
.
สมองมนุษย์ถูกออกแบบมาเพื่อมองหาสิ่งที่ช่วยให้ตัวเองอยู่รอดเป็นอันดับแรก ประหยัดเงิน ทำเงิน พักผ่อน รู้สึกดีขึ้น เชื่อมต่อกับคนอื่น ดูแลตัวเอง Miller บอกว่าถ้าคุณพูดถึงเรื่องราวบริษัท รางวัลที่ได้รับ หรืออาคารใหม่ที่กำลังสร้าง ลูกค้าจะกรองข้อมูลเหล่านี้ทิ้งหมดเพราะมันไม่เกี่ยวกับการอยู่รอดของพวกเขา แต่ถ้าคุณบอกว่าสินค้าของคุณจะช่วยแก้ปัญหาที่ทำให้เขานอนไม่หลับ เขาจะฟังทันที
.
.
11. กรอบ StoryBrand มีเจ็ดจุดเรื่องเล่าที่เรียงกันเป็นลำดับชัดเจน
.
โครงสร้างเริ่มจาก 1. ตัวละคร คือลูกค้าที่ต้องการบางอย่าง → 2. เผชิญปัญหาที่ขวางทาง → 3. พบผู้นำทาง คือตัวคุณ → 4. ได้รับแผนที่ชัดเจน → 5. ถูกเรียกร้องให้ลงมือ → 6. หลีกเลี่ยงผลลัพธ์แย่ๆ → 7. ประสบความสำเร็จ ทั้งเจ็ดจุดนี้ทำงานเหมือนสูตรหนังที่ใช้มาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ และ Miller นำมาย่อให้ใช้กับการตลาดได้ โดยแต่ละจุดจะกลายเป็น "ประโยคหลัก" ที่คุณใช้ซ้ำในทุกช่องทางสื่อสาร
.
.
12. กฎเหล็กที่สำคัญที่สุด: อย่าเล่นเป็นพระเอก จงเล่นเป็นผู้นำทางเสมอ
.
Miller ย้ำว่าเจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ทำผิดตรงนี้ พวกเขาพูดถึงตัวเองว่าสร้างสินค้าอย่างไร ขายดีแค่ไหน อยู่ในธุรกิจมานานเท่าไหร่ แต่ลูกค้าไม่ได้มองหาพระเอกคนอื่น ลูกค้ามองหา "ผู้นำทาง" ที่จะช่วยเขาแก้ปัญหา ผู้นำทางที่ดีแสดงออกผ่านสองสิ่ง หนึ่งคือความเข้าอกเข้าใจ ("เรารู้ว่าคุณรู้สึกอย่างไร") และสองคือความสามารถ ("เราช่วยคนแบบคุณมาแล้วหลายพันคน") เมื่อคุณวางตัวเป็นผู้นำทาง ลูกค้าจะเห็นคุณเป็นคนที่ช่วยเขาได้ แต่เมื่อคุณวางตัวเป็นพระเอก ลูกค้าจะมองไม่เห็นคุณเลย
.
.
13. แผนที่มอบให้ลูกค้าต้องมีสามขั้นตอน ห้ามเกินสี่
.
Miller ทดสอบแล้วว่าแผนสามขั้นตอนได้ผลดีมาก สี่ขั้นพอใช้ได้ แต่ห้าขั้นตอนขึ้นไปแทบไม่ได้ผลเลย เหตุผลคือแผนมีหน้าที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า "ง่าย" ถ้ามีขั้นตอนมากเกินไป ลูกค้าจะรู้สึกว่าการเดินทางจากปัญหาไปสู่ทางออกนั้นยากลำบาก ตัวอย่าง 1. นัดพบเพื่อประเมินความต้องการ 2. เราจัดทำแผนให้ 3. ถ้าตกลงก็เริ่มทำงานร่วมกัน แค่สามขั้นตอนนี้ทำให้ลูกค้าเห็นอนาคตได้ชัดเจน
.
.
14. แผนทำหน้าที่เหมือน "ยกหมอกออกจากป่ามืด"
.
Miller ใช้ภาพเปรียบเทียบว่าลูกค้าที่กำลังจะตัดสินใจซื้อรู้สึกเหมือนยืนอยู่ริมแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว เห็นน้ำตกอยู่ด้านล่าง ถ้าก้าวพลาดก็อาจลื่นล้มตกน้ำ แม้คุณจะรู้ว่าสินค้าของคุณปลอดภัย แต่ลูกค้าไม่รู้ เขากลัวจะเสียเงินเปล่า กลัวจะดูโง่ กลัวว่าสินค้าจะไม่ดีอย่างที่คิด สิ่งที่คุณต้องทำคือวางก้อนหินลงไปในแม่น้ำให้เขาเหยียบข้าม ก้อนหินแต่ละก้อนคือขั้นตอนในแผนของคุณ เมื่อเขาเห็นทางข้ามที่ชัดเจน เขาจะกล้าก้าว
.
.
15. ปุ่ม "ซื้อเลย" บนเว็บไซต์คือเคาน์เตอร์แคชเชียร์ ห้ามซ่อน
.
Miller เปรียบว่าในร้านค้าจริงไม่มีใครซ่อนเคาน์เตอร์คิดเงินไว้หลังร้าน แต่บนเว็บไซต์ เจ้าของธุรกิจจำนวนมากกลับทำแบบนั้น ปุ่มเรียกร้องให้ลงมือซื้อต้องมีหลายจุดบนหน้าเว็บ ต้องสีสดชัดเจน และต้องใช้ภาษาตรงไปตรงมา เช่น "ซื้อเลย" หรือ "นัดหมายวันนี้" การใช้ภาษาอ่อนๆ อย่าง "เรียนรู้เพิ่มเติม" หรือ "เริ่มต้นใช้งาน" ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าตัวคุณเองยังไม่มั่นใจในสินค้าของตัวเอง
.
.
16. ต้องวาดภาพทั้ง "ผลเสียถ้าไม่ซื้อ" และ "ผลดีถ้าซื้อ" ให้ครบทั้งคู่
.
Miller อธิบายว่ามนุษย์ถูกกระตุ้นจากการหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดไม่น้อยกว่า (หรืออาจมากกว่า) การแสวงหาความสุข ที่นอนของคุณช่วยแก้ปวดหลังไหม? บอกลูกค้าเลย ไม่ใช่แค่บอกว่า "นอนสบาย" แต่ต้องบอกว่า "ถ้ายังใช้ที่นอนเก่า คุณจะปวดหลังต่อไปทุกเช้า" เมื่อลูกค้าเห็นทั้งสิ่งที่จะได้และสิ่งที่จะเสีย เขาจะรู้สึกเร่งด่วนมากขึ้นที่จะตัดสินใจ
.
.
17. มูลค่าที่ลูกค้ารับรู้ สามารถเปลี่ยนได้ด้วย "คำพูด" เพียงอย่างเดียว
.
Miller ยกตัวอย่างจักรยานไฟฟ้าราคาสามพันดอลลาร์ที่ระบุบนเว็บว่า ประหยัดค่าน้ำมัน ไม่ต้องติดรถ ได้ออกกำลังกลางแจ้ง ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นผู้นำเทรนด์ ลูกค้าจะคำนวณในหัวว่า "ค่าน้ำมันที่ประหยัดก็คุ้มแล้วพันหนึ่ง ไม่ต้องติดรถอีกพัน ออกกำลังอีกพัน..." สุดท้ายรู้สึกว่าจักรยานคันนี้มีมูลค่าหกเจ็ดพันดอลลาร์ แต่จ่ายแค่สามพัน ทั้งหมดนี้เกิดจากคำพูดที่ใช้บรรยายสินค้า ไม่ใช่จากตัวสินค้าเอง
.
.
18. Miller ใช้ระบบ "รหัสสี" ในการจัดโครงสร้างบทสนทนาการขาย
.
แดง = ปัญหาของลูกค้า, ม่วง = สินค้าเป็นทางออก, น้ำตาล = แผนสามขั้นตอน, เหลือง = ผลเสียถ้าไม่ซื้อ, น้ำเงิน = ผลดีถ้าซื้อ, เขียว = เรียกร้องให้ตัดสินใจ แนวคิดคือเปรียบแต่ละสีเป็น "คอร์ดกีตาร์" เมื่อคุณรู้คอร์ดแล้ว คุณจะแต่งเพลงอะไรก็ได้ ขอแค่ในอีเมล ข้อเสนอ หรือบทสนทนา มีอย่างน้อยสองสามสีปรากฏอยู่ ลูกค้าจะ "ได้ยินเสียงเพลง" ของเรื่องราวที่คุณเชิญเขาเข้าไป
.
.
19. ถ้าจะใส่แค่สีเดียวในบทสนทนาการขาย ให้ใส่สีแดงคือ "ปัญหา"
.
Miller ยืนยันว่าปัญหาเป็น "ตะขอ" ที่ทรงพลังที่สุดในเรื่องเล่า เมื่อคุณพูดถึงปัญหาของลูกค้า ห่วงเรื่องราวจะเปิดขึ้นในหัวเขาทันที และสิ่งเดียวที่จะปิดห่วงนั้นได้คือสินค้าของคุณ มนุษย์เป็นเครื่องจักรแก้ปัญหาโดยธรรมชาติ เราหลงใหลในการเผชิญหน้ากับปัญหาและเอาชนะมันมากจนถ้าไม่มีปัญหา เราจะสร้างมันขึ้นมาเอง (นี่คือเหตุผลที่บางคนชอบสร้างดราม่า) เมื่อสินค้าของคุณถูกเชื่อมกับปัญหาของลูกค้า เขาจะเริ่มคิดถึงการซื้อทันที
.
.
20. เรื่องบริษัทบรอดแบนด์ ข้อเสนอสองหน้าที่มีแต่สีม่วง
.
Miller เล่าว่าบริษัทบรอดแบนด์แห่งหนึ่งส่งข้อเสนอมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ให้เขาดู เขาใช้ปากกาไฮไลต์ระบายสีตามระบบ ปรากฏว่าทั้งเอกสารเป็นสีม่วงหมด คือพูดแต่เรื่องตัวเองและสินค้าของตัวเอง ไม่มีสีแดง (ปัญหาลูกค้า) เลย ไม่มีสีน้ำเงิน (ชีวิตที่ดีขึ้น) เลย การแก้ไขง่ายมาก แค่เพิ่มย่อหน้าแรกที่ระบุปัญหาของลูกค้า (สีแดง) และย่อหน้าสุดท้ายที่วาดภาพชีวิตที่ดีขึ้น (สีน้ำเงิน) ทีมขายก็ปิดดีลได้สำเร็จ
.
.
21. ความแตกต่างระหว่าง "บอกว่าทำอะไร" กับ "เชิญเข้าสู่เรื่องราว"
.
Miller เปรียบเทียบสองคนที่ทำงานเดียวกัน คนแรกบอกว่า "ผมเป็นเชฟไปทำอาหารที่บ้านลูกค้า" น่าสนใจ แต่คุณจะไม่คิดจ้าง คนที่สองบอกว่า "คุณรู้ไหมว่าครอบครัวสมัยนี้แทบไม่ได้กินข้าวด้วยกัน แล้วพอได้กินก็ไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ ผมเป็นเชฟที่ไปทำอาหารที่บ้านให้ครอบครัวได้กลับมานั่งคุยกันจริงๆ แล้วคุณไม่ต้องกังวลเรื่องล้างจาน" คนนี้เพิ่งเชิญคุณเข้าสู่เรื่องราวที่คุณเป็นพระเอก เป็นพ่อแม่ที่ดีที่จ้างเชฟมาทำให้ครอบครัวกลับมาใกล้ชิดกัน
.
.
22. การเปิดด้วยปัญหาคือการคัดกรองลูกค้าแบบธรรมชาติ
.
เมื่อเชฟพูดว่า "คุณรู้ไหมว่าครอบครัวสมัยนี้แทบไม่ได้กินข้าวด้วยกัน..." เขากำลังหยั่งเสียงว่าคนตรงหน้ามีปัญหานี้จริงหรือเปล่า ถ้ามี คนนั้นจะพยักหน้าและอยากฟังต่อ ถ้าไม่มี ก็แค่คุยเรื่องอื่นไป ไม่ต้องกดดัน ไม่ต้องหว่านล้อม ไม่ต้องใช้เทคนิคปิดการขายแบบหนักหน่วง ทั้งหมดคือการหาว่าคนตรงหน้ามีปัญหาที่สินค้าของเราแก้ได้หรือไม่ ถ้ามี ก็เล่าต่อ ถ้าไม่มี ก็จบ
.
.
23. การเรียกร้องให้ตัดสินใจต้องเป็น "คำถามที่ตอบว่ารับหรือปฏิเสธ" ไม่ใช่คำชวนให้คิดต่อ
.
Miller แยกชัดเจนว่า "ถ้าสนใจก็ติดต่อมานะครับ" ไม่ใช่การเรียกร้องที่ชัดเจน มันให้ทางเลือกในการ "คิดต่อ" ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะคิดไปเรื่อยๆ แล้วลืม แต่ "ผมว่างวันพฤหัสหน้า นัดคุยเรื่องทำอาหารให้ครอบครัวคุณไหมครับ?" คือคำถามที่ลูกค้าต้องตอบว่า "ได้" หรือ "ไม่" การให้ทางเลือกที่ชัดเจนแบบนี้เพิ่มโอกาสปิดการขายอย่างมาก
.
.
24. บางทีลูกค้าแค่ต้องการ "การอนุญาต" ให้ทำสิ่งที่อยากทำ
.
Miller เล่าว่าเขาอยากซื้อนาฬิกาดีๆ เป็นรางวัลให้ตัวเองมาสองปีแล้วแต่ไม่กล้า จนวันหนึ่งในสนามบินต่างประเทศ เขาลองสวมนาฬิกาเรือนหนึ่งแล้วถอดคืน พนักงานขายถามว่า "ผมห่อให้คุณเอากลับบ้านเป็นของที่ระลึกแห่งความสำเร็จเลยไหมครับ?" Miller ตอบว่า "ใช่ นั่นแหละที่ผมอยากให้คุณทำ" เขาบอกว่าพนักงานคนนั้นไม่ได้หลอกลวงหรือกดดัน แต่แค่ให้ความมั่นใจว่าการซื้อนี้เป็นการตัดสินใจที่ดี Miller รักนาฬิกาเรือนนั้นจนถึงวันนี้
.
.
25. ให้ท่องจำประโยคเรียกร้องจนเป็นธรรมชาติ เป็นบทพูดสำเร็จรูปที่พร้อมใช้ทุกครั้ง
.
Miller บอกว่าการขอให้คนซื้อนั้นน่ากลัวสำหรับทุกคน แต่ถ้าคุณมี "บทพูด" ที่เตรียมไว้แล้วใช้ซ้ำจนชิน ความกลัวจะหายไป ตัวอย่างสำหรับช่างตัดหญ้า "ทีมผมไปตัดให้วันเสาร์นี้เลยนะครับ แล้วจะดูแลสนามหญ้าให้ทุกสัปดาห์ตั้งแต่นี้ ผมทิ้งใบแจ้งหนี้ในตู้จดหมายให้" ช่างตัดหญ้าคนไหนที่พูดประโยคนี้ทุกครั้งที่เจอลูกค้าใหม่ จะเปิดเครื่องยนต์ซ้ายของธุรกิจได้อย่างเต็มกำลัง
.
.
26. เมื่อถูกปฏิเสธ ให้เปลี่ยนเรื่องทันทีแบบสบายใจ
.
Miller แนะนำว่าถ้าลูกค้าปฏิเสธ ให้พูดว่า "ถ้ารู้จักใครที่น่าจะต้องการบริการแบบนี้ แนะนำให้ผมด้วยนะครับ เอ้อ แล้วคุณทำงานอะไรครับ?" กุญแจสำคัญคือ "คุณ" ต้องไม่อึดอัดก่อน เมื่อคุณแสดงให้เห็นว่าการถูกปฏิเสธไม่ได้ทำให้คุณเจ็บปวดหรือลำบากใจ ลูกค้าก็จะไม่รู้สึกอึดอัดเช่นกัน ที่จริงแล้วเขาจะนับถือคุณมากขึ้นเพราะคุณกล้าขอ และถ้าวันหนึ่งเขาหรือเพื่อนเขามีปัญหานี้จริงๆ เขาจะนึกถึงคุณเป็นคนแรก
.
.
27. ถ้าต้องเพิ่มรายได้ 25% แต่ห้ามแตะการตลาดหรือการขาย ทางเดียวคือปรับแต่งสินค้า
.
Miller ตั้งคำถามนี้เพื่อบังคับให้เจ้าของธุรกิจมองเห็นทางเลือกที่มักถูกลืม การปรับแต่งสินค้าที่มีอยู่ให้ทำกำไรมากขึ้น หรือสร้างสินค้าใหม่ที่ทำเงินได้มากกว่าเดิม เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่คิดว่าการเติบโตต้องมาจากการตลาดหรือการขายเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วมีเงินหลายล้านซ่อนอยู่ในการจัดเรียงสินค้าใหม่ ตัดตัวที่ไม่ทำกำไรออก เพิ่มตัวที่ทำกำไรสูง รวมชุดขายเป็นแพ็กเกจ
.
.
28. คำถามทองคำ "ทำยังไงให้ทำงานหนักเท่าเดิม แต่สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นสองเท่า ห้าเท่า หรือสิบเท่า?"
.
Miller เล่าเรื่องสตูดิโอสอนเต้นในเมืองซอลต์เลกซิตี ที่คิดจะขยายสาขาเพิ่ม (ซึ่งหมายถึงค่าใช้จ่ายบานเบอะ) เขาถามว่า "ถ้าสอนเด็กเต้นได้ 250 ดอลลาร์ต่อหกสัปดาห์ แต่สอนทีมพนักงานบริษัทเต้นแล้วถ่ายวิดีโอให้บริษัทใช้โพสต์โซเชียลมีเดียและรับสมัครพนักงาน ชาร์จได้หมื่นดอลลาร์ งานที่ทำเหมือนเดิมทุกประการ คือสอนคนเต้น แต่มูลค่าต่างกันสิบเท่า เพราะบริษัทได้ทั้งกิจกรรมสร้างทีม การโฆษณา และเครื่องมือรับสมัครพนักงานในคราวเดียว"
.
.
29. นักจัดงานแต่งงานที่เปลี่ยนจาก "ทำเองทุกอย่าง" เป็น "สอนให้คนอื่นทำ"
.
Miller เล่าเรื่องนักจัดงานแต่งงานในชิคาโกที่ชาร์จราคาสูงต่องาน แต่เพราะเป็นคนคนเดียว จึงจัดได้ทีละงาน ทางออกคือสร้างสินค้าใหม่ชื่อ "วางแผนงานแต่งด้วยตัวเอง" ราคา 5,000 ดอลลาร์ ที่ให้ลูกค้าเข้าถึงวิดีโอสอนแบบทีละขั้นตอน พร้อมพบปะเป็นกลุ่มสัปดาห์ละ 90 นาที จากเดิมจัดได้ทีละงาน กลายเป็นดูแลได้ 10-15 งานพร้อมกัน และถ้าใครอยากอัปเกรดเป็นบริการส่วนตัวแบบเต็มรูปแบบก็จ่ายเพิ่มได้
.
.
30. หกประเภทสินค้าที่คนยอมจ่ายเงินเสมอ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร
.
Miller จัดหมวดหมู่ไว้ชัด 1. สินค้าที่ช่วยทำเงิน เช่น แฟรนไชส์ คำปรึกษาด้านการขาย 2. สินค้าที่ช่วยประหยัดเงิน เช่น แผงโซลาร์เซลล์ 3. สินค้าที่ลดความหงุดหงิดและความเครียด เช่น บริการรับเลี้ยงสัตว์ 4. สินค้าที่ให้สถานะทางสังคม เช่น นาฬิกาหรู รถหรู 5. สินค้าที่สร้างชุมชนและการเชื่อมต่อกับคนที่คิดเหมือนกัน 6. สินค้าที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น เช่น บริการสมาชิกรายเดือนที่จัดการทุกอย่างให้
.
.
31. สามรูปแบบที่พิสูจน์แล้วว่าสร้างรายได้ใหม่ได้เร็ว
.
หนึ่ง สมาชิกรายเดือนหรือระบบสมัครสมาชิก ขายอาหารสุนัข 20 กิโลทุกเดือน ลูกค้าสะดวก คุณได้เงินสม่ำเสมอ สอง ใบรับรอง ถ้าคุณเชี่ยวชาญเรื่องจัดสวน สร้างหลักสูตร "ใบรับรองที่ปรึกษาการจัดสวนประจำบ้าน" แล้วให้คนจ่ายเงินเรียน สาม รวมชุดสินค้า ร้านขายอุปกรณ์งานเลี้ยงรวม "ชุดจัดวันเกิดเด็ก" ที่มีป้าย จานกระดาษ หมวก ลูกโป่ง ครบชุด ลูกค้าที่มาซื้อแค่ลูกโป่งจะค้นพบว่าปัญหาทั้งหมดแก้ได้ในการซื้อครั้งเดียว
.
.
32. ตัดสินค้าที่ไม่ทำกำไรทิ้งให้เร็วที่สุด
.
Miller ยืมวลีจากวงการวรรณกรรมที่ว่า "Kill your darlings" ซึ่งหมายถึงนักเขียนต้องกล้าตัดฉากที่ตัวเองรักแต่ไม่ช่วยให้เรื่องดีขึ้น ธุรกิจก็เช่นกัน มีสินค้าที่คุณรัก ที่คุณภูมิใจ แต่มันไม่ทำเงิน มันกินเวลาและแรงของทีมการตลาดและการขาย ยกเว้นสินค้าที่ขายขาดทุนแต่พาลูกค้ามาซื้อของอย่างอื่น (เช่น หมากฝรั่งราคาถูกที่พาคนมาซื้อน้ำอัดลมราคาแพง) นอกนั้น ตัดเลย แล้วเอาทรัพยากรไปทุ่มกับสินค้าที่ทำเงินจริง
.
.
33. เอกสารวิเคราะห์สินค้าใหม่มีหน้าที่ "สร้างความสงสัย" และความสงสัยคือมิตรแท้ของคุณ
.
Miller อธิบายว่าเอกสารวิเคราะห์สินค้าใหม่ (product brief) คือแบบฟอร์มที่ต้องกรอกทุกครั้งก่อนเปิดตัวสินค้าหรือแคมเปญใหม่ จุดประสงค์หลักคือ "ทำให้คุณสงสัยในไอเดียของตัวเอง" ก่อนลงทุน ถ้าไอเดียผ่านคำถามทุกข้อได้ มันก็มีโอกาสสำเร็จสูง ถ้าผ่านไม่ได้ คุณก็ประหยัดเงินและเวลาไปมหาศาล แบบฟอร์มนี้ถามว่าสินค้าใหม่จะขัดกับรายได้เดิมไหม จะสร้างความสับสนให้ลูกค้าไหม จะทำกำไรได้จริงไหม และจะทำให้ค่าใช้จ่ายบวมขึ้นไหม
.
.
34. เรื่องเจ้าของธุรกิจที่ไล่ทีมทั้งหมดออกเพราะถูกวิจารณ์ และธุรกิจร้อยล้านที่ติดอยู่ที่สามล้าน
.
Miller เล่าเรื่องเจ้าของธุรกิจคนหนึ่งที่ทีมงานรวมตัวกันเขียนจดหมายบอกว่าเขาเปลี่ยนใจบ่อยเกินไป สร้างความสับสนจนทำงานไม่ไหว พร้อมเสนอกระบวนการที่จะช่วยให้ทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น เจ้าของตอบสนองด้วยการไล่ทีมทั้งหมดออก รวมถึงคนที่ทำงานมากว่าสิบปี แล้วจ้างคนใหม่ที่ไม่กล้าท้วง ผลคือธุรกิจที่มีศักยภาพร้อยล้านดอลลาร์ ไม่เคยเติบโตเกินสามถึงสี่ล้านดอลลาร์ เพราะไม่มีใครกล้าให้ข้อมูลย้อนกลับที่จำเป็น
.
.
35. ค่าใช้จ่ายตัวร้ายตัวจริงไม่ใช่ค่าสมัครสมาชิกรายเดือน มันคือค่าแรงคนเสมอ
.
Miller บอกว่าเวลาเจ้าของธุรกิจคิดจะลดค่าใช้จ่าย มักจะเริ่มจากยกเลิกบริการรายเดือนที่ไม่ได้ใช้หรือตรวจสอบบัตรเครดิต ซึ่งก็ดี แต่ไม่ใช่จุดที่เงินรั่วจริงๆ สำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ ค่าแรงคนคือรายจ่ายที่ใหญ่ที่สุด แม้คุณจะทำงานคนเดียว คุณก็มีฟรีแลนซ์และผู้รับเหมาที่กินงบประมาณ และนี่คือสิ่งที่ทำให้ลำตัวเครื่องบินพองขึ้นเร็วที่สุด
.
.
36. ทางเลือกที่ดีกว่าการเลย์ออฟ: เปลี่ยนคนที่นั่งอยู่ในลำตัวให้กลายเป็นส่วนของปีกหรือเครื่องยนต์
.
แทนที่จะเปิดประตูฉุกเฉินแล้วโยนเก้าอี้ทิ้งลงไปในเมฆ Miller เสนอว่าถ้ามีเวลาเพียงพอ ให้เปลี่ยนทิศทางการทำงานของทีมให้โฟกัสกับเป้าหมายทางเศรษฐกิจสามข้อ เมื่อพลังงานของทีมถูกส่งออกไปที่ปีก (สร้างสินค้า) และเครื่องยนต์ (สร้างยอดขาย) แทนที่จะวนเวียนอยู่ในลำตัว (งานธุรการที่ไม่สร้างรายได้) เงินจะไหลเข้ามามากขึ้น และส่วนอื่นของเครื่องบินจะเติบโตจนได้สัดส่วนกับลำตัวเอง
.
.
37. ระบบบริหารจัดการทั้งหมดใช้แค่ห้าการประชุม
.
Miller ออกแบบระบบที่เรียกว่า Management and Productivity Made Simple ซึ่งประกอบด้วย 1. ประชุมทีมทั้งหมด สัปดาห์ละครั้ง 45-60 นาที เพื่อทบทวนเป้าหมายและยกย่องคนที่ทำได้ดี 2. ประชุมทีมผู้นำ ต่อจากการประชุมทีมทั้งหมด 30-60 นาที เพื่อคุยเรื่องโครงการและอุปสรรค 3. ประชุมยืนประจำแผนก ทุกเช้า ไม่เกิน 15 นาที 4. ตรวจสอบลำดับความสำคัญส่วนบุคคล รายสัปดาห์ 15 นาทีต่อคน 5. ประเมินผลงานรายไตรมาส
.
.
38. ประชุมยืนเรียกว่า "ยืน" เพราะตั้งใจให้สั้นจนไม่ต้องนั่ง
.
Miller ตั้งชื่อการประชุมประจำวันของแต่ละแผนกว่า "ประชุมยืน" อย่างตั้งใจ ถ้าคนเริ่มอยากนั่ง แปลว่าประชุมยาวเกินไปแล้ว ประชุมนี้กินเวลาไม่เกิน 15 นาที มีแบบฟอร์มกำกับ และหัวหน้าแผนกเป็นคนนำ ไม่ใช่เจ้าของกิจการ จุดประสงค์เดียวคือตั้งเป้าหมายสำหรับวันนี้และแก้ปัญหาที่ติดค้างจากเมื่อวาน ถ้าไม่ใช้แบบฟอร์ม บทสนทนาจะหลุดไปทิศทางที่ไม่เกิดประโยชน์
.
.
39. ผู้นำธุรกิจมีสามประเภท และคนที่ควรรันระบบนี้ไม่ใช่คนสร้างสรรค์หรือคนหาเงิน
.
Miller แบ่งผู้นำออกเป็นสามแบบ: ศิลปิน (หมกมุ่นกับผลิตภัณฑ์และมองเห็นอนาคต), ผู้ประกอบการ (ดมกลิ่นโอกาสทำเงินและชอบขยายธุรกิจ), ผู้จัดการระบบ (ชอบจัดระเบียบความวุ่นวายให้กลายเป็นกระบวนการที่ทำซ้ำได้) คนที่ควรรันระบบห้าการประชุมคือ "ผู้จัดการระบบ" คนที่รักกระบวนการ ดีกับคน แต่ก็กล้าพูดตรง ถ้าให้ศิลปินรัน เขาจะลืมมาประชุม ถ้าให้ผู้ประกอบการรัน เขาจะเปลี่ยนแผนทุกสัปดาห์
.
.
40. ถ้าให้ศิลปินรันระบบ เขาจะลืมมาประชุม 75% ของเวลา
.
Miller พูดติดตลกว่าถ้าให้ศิลปินมาจัดระบบ เขาจะไม่มาประชุมเกือบทุกครั้ง แล้วพอมาก็จะนั่งพูดฟุ้งซ่านเรื่องอนาคตอันสวยงาม ขณะฟังเพลง Beatles แบบกลับด้าน แล้วถามลูกน้องว่า "ได้ยินไหม?" นี่ไม่ใช่คำดูถูกศิลปิน เพราะ Miller ยอมรับว่าตัวเองก็เป็นศิลปิน/ผู้ประกอบการ ประเด็นคือคนแต่ละแบบมีจุดแข็งต่างกัน และการจัดระบบต้องอยู่ในมือคนที่เหมาะสม
.
.
41. ตรวจสอบลำดับความสำคัญส่วนบุคคลตอบคำถามข้อเดียวที่พนักงานทุกคนอยากรู้ที่สุด
.
Miller บอกว่าคำถามที่พนักงานทุกคนถามในใจตลอดเวลาคือ "ฉันทำงานได้ดีไหม?" ถ้าไม่มีใครตอบคำถามนี้ให้เขา เขาจะรู้สึกไม่มั่นคง ขวัญกำลังใจจะตก และผลงานจะแย่ลง การพบปะส่วนตัว 15 นาทีต่อสัปดาห์ระหว่างหัวหน้าแผนกกับพนักงานแต่ละคนแก้ปัญหานี้ได้ทั้งหมด พนักงานเป็นคนกรอกแบบฟอร์มเอง แล้วหัวหน้าจะทบทวนร่วมกัน เป็นบรรยากาศแบบโค้ชมากกว่าผู้ตรวจสอบ
.
.
42. ระบบโบนัสที่ทำให้พนักงานรู้สึกว่า "ควบคุมอนาคตทางการเงินของตัวเองได้"
.
Miller เสนอโครงสร้างง่ายๆ ถ้าบริษัทถึงเป้ารายได้ ให้โบนัสได้สูงสุด 3% ของเงินเดือนแต่ละคน โดยแบ่งตามผลงาน ถ้าบริษัทถึงเป้ายืด (stretch goal) ให้ได้สูงสุด 5% ส่วนการขึ้นเงินเดือนประจำปีอยู่ที่ 1-3% ตามผลประเมิน ฟังดูเยอะ แต่ถ้าธุรกิจถึงเป้ายืดได้ แปลว่าทีมทำงานได้ยอดเยี่ยมจริงๆ และสมควรได้รับการตอบแทน ที่สำคัญคือพนักงานจะรู้ตั้งแต่ต้นปีว่าต้องทำอย่างไรถึงจะได้โบนัสเต็ม
.
.
43. Doug Keim ทำงานเหมือนโค้ชบาสเกตบอล ไม่ใช่ผู้บริหารบริษัทใหญ่
.
Miller เชิญเพื่อนชื่อ Doug Keim ซึ่งเคยพลิกฟื้นบริษัทมูลค่าหลายพันล้าน มาช่วยออกแบบระบบสำหรับธุรกิจเล็ก สิ่งที่น่าสนใจคือ Doug ไม่ได้ทำตัวเป็นผู้บริหาร เขาทำตัวเป็นโค้ชที่เรียกทีมมาล้อมวง วาดแผนการเล่น แล้วปล่อยให้ออกไปเล่นตามสัญชาตญาณภายในกรอบของเป้าหมาย พอทีมเริ่มหลุดกรอบก็เรียกกลับมา ปรับแผน ฟังความคิดเห็น แล้วส่งออกไปใหม่ วิธีนี้ให้ทั้งอิสระในการทำงานและทิศทางที่ชัดเจน
.
.
44. บริษัท Miller เติบโต 20% ในปีที่โควิดระบาด ทั้งที่ 75% ของรายได้มาจากการจัดงานแบบพบหน้า
.
เมื่อโควิดปิดทุกอย่าง บริษัทของ Miller ซึ่งพึ่งพาการจัดสัมมนาแบบพบหน้าเป็นหลัก ควรจะร่วงหนัก แต่เพราะติดตั้งระบบห้าการประชุมไว้แล้ว ทีมสามารถแตก 12 เดือนข้างหน้าออกเป็นรอบทำงานรอบละสามสัปดาห์ แต่ละสัปดาห์โฟกัสเป้าหมายเศรษฐกิจข้อเดียว เปลี่ยนจากงานสัมมนาเป็นสัมมนาออนไลน์ ปรับข้อความการตลาดให้ตรงกับสถานการณ์ ผลคือรายได้เพิ่ม 20% กำไรเพิ่มเกือบ 30% ไม่ต้องเลย์ออฟใครเลย และยังเพิ่มทุนสำรองฉุกเฉินเป็นสามเท่า
.
.
45. ใช้ห้าบัญชีเงินฝากจัดการเงินทั้งหมดของธุรกิจ
.
Miller ออกแบบระบบที่เขาเรียกว่า Small Business Cash Flow Made Simple ซึ่งประกอบด้วย 1. บัญชีดำเนินงาน เงินทุกบาทไหลเข้าออกที่นี่ รวมถึงจ่ายเงินเดือนตัวเอง 2. บัญชีส่วนตัว รับเงินเดือนคงที่จากบัญชีดำเนินงานทุกเดือน ห้ามเบิกเพิ่ม 3. บัญชีกำไรธุรกิจ เก็บกำไรที่เกินมาและเป็นทุนสำรองฉุกเฉิน 4. บัญชีภาษี แยกเงินภาษีไว้ล่วงหน้าเพื่อไม่ให้ใช้ไปก่อน 5. บัญชีพักเงินลงทุน เงินที่พร้อมนำไปลงทุนนอกธุรกิจ
.
.
46. ต้องจ่ายเงินเดือนให้ตัวเองเป็นจำนวนคงที่ เหมือนพนักงานทุกคน
.
Miller เน้นว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องบัญชี แต่เป็นเรื่อง "ความชัดเจนทางจิตใจ" เมื่อคุณแยกเงินเดือนตัวเองออกจากเงินธุรกิจ คุณจะรู้ชัดว่าเงินก้อนไหนเป็นของคุณ และเงินก้อนไหนเป็นของเครื่องจักรที่ทำเงินให้คุณ ห้ามดึงเงินจากบัญชีดำเนินงานมาซื้อรถ ซื้อนาฬิกา หรือซื้อของฟุ่มเฟือย ถ้าอยากได้ของเหล่านี้ ให้รอจนเงินไหลไปถึงบัญชีพักเงินลงทุน แล้วจึงตัดสินใจ
.
.
47. เมื่อบัญชีกำไรเกินระดับ ให้ย้ายส่วนเกินไปบัญชีพักเงินลงทุน
.
Miller บอกว่าชื่อ "บัญชีพักเงินลงทุน" เองจะ "กดดัน" ให้คุณเอาเงินไปลงทุนแทนที่จะซื้อของฟุ่มเฟือย เขาและภรรยาใช้เงินจากบัญชีนี้สร้างบ้านด้วยเงินสด ลงทุนในตลาดหุ้น ซื้ออสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ซื้อประกันชีวิต และบริจาคให้องค์กรต่อต้านการค้ามนุษย์ ทั้งหมดจากฐานที่มั่นคง ไม่ใช่จากความหวังลมๆ แล้งๆ
.
.
48. ธุรกิจคือ "เครื่องจักรเครื่องที่หนึ่ง" และเงินจากมันควรนำไปซื้อ "เครื่องจักรเครื่องที่สอง"
.
Miller สรุปปรัชญาทั้งเล่มด้วยแนวคิดนี้ ธุรกิจของคุณคือเครื่องจักรที่คุณต้องทำงานอยู่ข้างในเพื่อให้มันผลิตเงินออกมา แต่เงินที่ไหลไปถึงบัญชีพักเงินลงทุนควรถูกนำไปซื้อ "เครื่องจักรเครื่องที่สอง" ซึ่งอาจเป็นอสังหาริมทรัพย์ หุ้น กองทุน หรืออะไรก็ตาม โดยความแตกต่างคือ เครื่องที่ 1 คุณต้องทำงาน เครื่องที่ 2 เงินทำงานแทนคุณ
.
.
.
.
#SuccessStrategies