การบรรยายของ Charlie Munger ที่ Harvard 1986 เรื่อง เจ็ดวิธีที่จะรับประกันชีวิตที่ทุกข์แสนสาหัส (โดยการคิดแบบกลับด้าน)
ในวันรับปริญญาที่โรงเรียน Harvard School (ปัจจุบันคือ Harvard-Westlake School) ในลอสแอนเจลิส วันที่ 13 มิถุนายน 1986 ชายวัยหกสิบสองปีคนหนึ่งเดินขึ้นมาที่โพเดียม เขาเป็นรองประธานบริษัท Berkshire Hathaway และเป็นคู่หูทางธุรกิจของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ชื่อของเขาคือ ชาร์ลี มังเกอร์
.
ในห้องประชุมเต็มไปด้วยพ่อแม่ที่คาดหวังจะได้ฟังคำอวยพรแบบมาตรฐาน ขอให้เด็กๆ มีอนาคตที่สดใส ขอให้พวกเขาประสบความสำเร็จ ขอให้พวกเขาทำตามความฝัน เป็นปาฐกถารับปริญญาที่คนพูดมาเป็นร้อยปี และคนฟังมาเป็นพันครั้ง
.
แต่มังเกอร์ไม่ได้บรรยายแบบนั้น
.
เขาเริ่มต้นด้วยการบอกผู้ฟังว่าก่อนจะเตรียมคำบรรยาย เขาคิดถึงประโยคของซามูเอล จอห์นสันที่กล่าวถึงบทกวี Paradise Lost ของจอห์น มิลตันว่า "ไม่มีใครเคยอยากให้มันยาวกว่านี้" ประโยคนี้ทำให้มังเกอร์นึกถึงปาฐกถารับปริญญาทั้งยี่สิบครั้งที่เขาเคยฟังที่โรงเรียนนี้ และคิดว่ามีปาฐกถาแค่ครั้งเดียวที่เขาอยากให้ยาวกว่านี้
.
ปาฐกถาครั้งนั้นคือของจอห์นนี คาร์สัน พิธีกรรายการโทรทัศน์ที่บอกผู้ฟังว่าเขาบอกไม่ได้ว่าทำอย่างไรชีวิตจะมีความสุข แต่เขาบอกได้ว่าทำอย่างไรจะรับประกันว่าชีวิตจะเป็นทุกข์
.
มังเกอร์จึงตัดสินใจว่าจะทำตามแบบของคาร์สัน แต่จะขยายให้ยาวกว่า เขาบอกผู้ฟังว่า "ผมแก่กว่าคาร์สันตอนที่เขาขึ้นพูด และล้มเหลวมาบ่อยกว่า มีความทุกข์ในรูปแบบที่หลากหลายกว่า ผมจึงน่าจะเหมาะที่จะขยายแนวคิดของคาร์สัน"
.
แล้วเขาก็เริ่มบรรยาย "เจ็ดวิธีที่จะรับประกันชีวิตที่ทุกข์แสนสาหัส"
.
วิธีแรก คือกินสารเคมีเพื่อเปลี่ยนอารมณ์หรือการรับรู้ มังเกอร์เห็นด้วย เขาเล่าว่าในวัยหนุ่มเขามีเพื่อนสนิทสี่คน ทุกคนฉลาด มีศีลธรรม อารมณ์ดี รูปร่างหน้าตาดี ภูมิหลังดี สองคนตายไปนานแล้วโดยมีแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยสำคัญ คนที่สามยังมีชีวิตอยู่แต่เป็นคนติดเหล้าเรื้อรัง ถ้าจะเรียกสภาพแบบนั้นว่า "มีชีวิต" ความเสพติดสามารถเกิดขึ้นกับคนใดก็ได้ผ่านกระบวนการที่นุ่มนวล โซ่ตรวนของความเสื่อมเริ่มต้นเบาเกินกว่าที่จะรู้สึก จนกว่ามันจะหนักเกินกว่าที่จะหลุด
.
วิธีที่สอง คืออิจฉาริษยาคนอื่น มังเกอร์บอกว่าความอิจฉาเป็นสาเหตุของความทุกข์มาตั้งแต่ก่อนถูกห้ามไว้ในบัญญัติของโมเสส ถ้าใครอยากเก็บความอิจฉาไว้ให้ทำชีวิตทุกข์ มังเกอร์แนะนำว่าอย่าอ่านชีวประวัติของซามูเอล จอห์นสัน เพราะชีวิตของจอห์นสันแสดงให้เห็นว่ามนุษย์สามารถข้ามพ้นความอิจฉาได้
.
วิธีที่สาม คือเก็บความแค้นไว้ในใจ มังเกอร์ยืมประโยคของจอห์นสันมาว่า "ชีวิตยากพอที่จะกลืนอยู่แล้ว โดยไม่ต้องบีบใส่เปลือกขมของความแค้นเข้าไป"
.
อีกสี่วิธีถัดมาเป็นของมังเกอร์เอง
.
วิธีที่สี่ คือเป็นคนไม่น่าเชื่อถือ ไม่ทำตามที่รับปาก ถ้าฝึกนิสัยข้อนี้ข้อเดียวให้ชำนาญ จะหักล้างผลของคุณงามความดีทุกอย่างที่คุณมี ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่แค่ไหน คุณจะถูกคนรอบข้างไม่ไว้ใจและถูกคัดออกจากการทำงานที่ดีที่สุดของมนุษยชาติ
.
วิธีที่ห้า คือเรียนรู้แต่จากประสบการณ์ตัวเอง โดยลดการเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่นทั้งที่ยังมีชีวิตและตายไปแล้ว วิธีนี้จะรับประกันความทุกข์และความสำเร็จระดับชั้นสอง คุณจะเห็นผลของการไม่เรียนรู้จากความผิดพลาดของผู้อื่นได้รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นการตายจากเมาแล้วขับ ความพิการจากการขับรถประมาท การติดโรคติดต่อทางเพศที่รักษาไม่หาย การที่นักเรียนมหาวิทยาลัยฉลาดกลายเป็นซอมบี้ของลัทธิทำลาย ความล้มเหลวทางธุรกิจที่ซ้ำรอยความผิดพลาดของคนรุ่นก่อน
.
วิธีที่หก คือเมื่อล้มเหลวในการต่อสู้ของชีวิตครั้งแรก ครั้งที่สอง หรือครั้งที่สาม ให้นอนอยู่ตรงนั้น อย่าลุกขึ้น เพราะชีวิตมีอุปสรรคมากมาย แม้แต่คนที่โชคดีและฉลาดที่สุดก็ยังต้องเจอ ถ้าคุณยอมแพ้ตั้งแต่ครั้งแรก คุณจะติดหล่มอยู่ในความทุกข์ตลอดไป มังเกอร์อ้างคำจารึกบนหลุมศพของเอพิคทีตัส ทาสกรีกที่กลายเป็นนักปรัชญาสโตอิก ที่เขียนว่า "ที่นี่คือที่อยู่ของเอพิคทีตัส ทาส ร่างกายพิการ ยากจนถึงที่สุด แต่ได้รับความโปรดปรานจากเทพเจ้า"
.
วิธีที่เจ็ด คือคิดแบบสับสน ไม่ชัดเจน ไม่ตรวจสอบความเชื่อของตัวเอง ยึดติดกับความคิดที่มีตั้งแต่ตอนเด็กและปฏิเสธจะเปลี่ยน
.
…………….
.
ตรงจุดนี้เองที่มังเกอร์เปิดเผยกลไกของคำบรรยายทั้งหมด เขาเล่านิทานสั้นๆ ที่เขาได้ยินมาตอนเด็ก เรื่องชาวบ้านที่บอกว่า "ผมอยากรู้ว่าผมจะตายที่ไหน เพื่อที่ผมจะได้ไม่ไปที่นั่น" คนส่วนใหญ่ฟังแล้วยิ้ม คิดว่าชาวบ้านคนนี้โง่ แต่ในความโง่นั้นมีปัญญาขั้นพื้นฐานที่คนส่วนใหญ่มองข้าม
.
มังเกอร์อธิบายว่า สิ่งที่คาร์สันทำในปาฐกถาของเขา และสิ่งที่ชาวบ้านคนนั้นทำในนิทาน คือสิ่งเดียวกัน เขาเรียกมันว่าการศึกษาวิธีสร้าง X โดยพลิกคำถามให้กลับด้าน ศึกษาวิธีสร้าง non-X แทน
.
แล้วมังเกอร์ก็ยกชื่อนักคณิตศาสตร์ที่เขาเรียกว่า "นักพีชคณิตผู้ยิ่งใหญ่" ขึ้นมา
.
ชายคนนั้นชื่อคาร์ล กุสตาฟ จาคอบ จาโคบี เกิดในเมืองพอทสดัม ราชอาณาจักรปรัสเซีย ในวันที่ 10 ธันวาคม 1804 เป็นเด็กยิวที่เรียนรู้คณิตศาสตร์จากลุงฝั่งแม่ของเขาก่อนเข้าโรงเรียนตอนอายุสิบสองปี ความสามารถทางคณิตศาสตร์ของเขาก้าวเกินหลักสูตรของโรงเรียนทันทีที่เข้าเรียน แต่มหาวิทยาลัยเบอร์ลินไม่รับนักศึกษาอายุต่ำกว่าสิบหกปี เขาจึงต้องรอจนถึงปี 1821
.
จาโคบีกลายเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคณิตศาสตร์สมัยใหม่ ผลงานของเขาในเรื่องฟังก์ชันรูปวงรี ทฤษฎีจำนวน สมการเชิงอนุพันธ์ และไดนามิกส์ ยังเป็นรากฐานที่นักคณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์ใช้กันอยู่จนถึงทุกวันนี้ ทฤษฎี Hamilton-Jacobi ที่ใช้ในกลศาสตร์คลาสสิกและกลศาสตร์ควอนตัม มีชื่อของเขาอยู่ในนั้น เช่นเดียวกับ Jacobian determinant ที่นักศึกษาแคลคูลัสทั่วโลกต้องเรียน
.
แต่สิ่งที่จาโคบีทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังที่ไม่ใช่นักคณิตศาสตร์ คือประโยคห้าคำที่เขาพูดกับนักศึกษาบ่อยๆ จนกลายเป็นปรัชญาประจำตัว
.
"Man muss immer umkehren"
.
แปลตามตัวอักษรว่า "เราต้องกลับด้านเสมอ" หรือสั้นกว่านั้นว่า "พลิกกลับ พลิกกลับเสมอ"
.
จาโคบีค้นพบว่าปัญหาคณิตศาสตร์ที่ยากที่สุดหลายข้อ ไม่ได้ถูกแก้ด้วยการเดินไปข้างหน้า มันถูกแก้ด้วยการเดินถอยหลัง คุณไม่ได้ถามว่าจะหาคำตอบของสมการนี้ได้อย่างไร คุณเขียนสมการกลับด้านและถามว่าถ้าคำตอบเป็นแบบนี้ สมการต้นฉบับต้องเป็นอย่างไร
.
ในปี 1832 จาโคบีพิสูจน์ว่าฟังก์ชันรูปวงรีสามารถได้มาจากการพลิกอินทิเกรลรูปวงรีกลับด้าน และหลักการเดียวกันก็ใช้ได้กับฟังก์ชันไฮเปอร์เอลลิปติก แนวคิดเรื่องการกลับด้านไม่ได้เป็นแค่ลีลาส่วนตัว มันคือเครื่องมือหลักในการค้นพบของเขา
.
…………….
.
มังเกอร์ในห้องบรรยายที่ลอสแอนเจลิสยกตัวอย่างต่อจากจาโคบีไปยังประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์
.
ตอนที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์พยายามจะอธิบายว่าทำไมกฎคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกซ์เวลล์กับกฎการเคลื่อนที่ของนิวตันถึงไม่เข้ากัน นักฟิสิกส์เกือบทั้งหมดในยุคนั้นพยายามดัดแปลงกฎของแมกซ์เวลล์ให้เข้ากับกฎของนิวตัน เพราะนิวตันคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง
.
ไอน์สไตน์ทำตรงกันข้าม เขาพลิกกลับร้อยแปดสิบองศา ดัดแปลงกฎของนิวตันให้เข้ากับกฎของแมกซ์เวลล์แทน ผลที่ได้คือทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ และโลกฟิสิกส์ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
.
มังเกอร์ยังยกตัวอย่างของชาร์ลส์ ดาร์วิน เขาบอกผู้ฟังว่า "ในความเห็นของผมในฐานะคนบ้าชีวประวัติ ดาร์วินถ้าอยู่ในรุ่นที่จบจากโรงเรียนฮาร์วาร์ดในปี 1986 น่าจะอยู่กลางๆ ตารางอันดับ" ไม่ใช่นักเรียนที่ฉลาดเป็นพิเศษ แต่ดาร์วินมีนิสัยที่ทำให้เขาเหนือกว่าคนฉลาดทั่วไป เขาให้ความสำคัญกับหลักฐานที่ขัดแย้งกับทฤษฎีของตัวเองเป็นพิเศษเสมอ
.
มังเกอร์เรียกนิสัยนี้ว่า "การพลิกกลับ" และยกประโยคของฟิลิป ไวลีนักเขียนชาวอเมริกันมาประกอบว่า "คุณบีบเหรียญสิบเซ็นต์เข้าไประหว่างสิ่งที่พวกเขารู้แล้วกับสิ่งที่พวกเขาจะไม่มีวันเรียน ก็ยังไม่ได้"
.
ดาร์วินทำตรงข้าม เวลาเจอข้อมูลที่ตรงกับสมมติฐาน ดาร์วินจะระวังเป็นพิเศษ เพราะรู้ว่าสมองมนุษย์มีแนวโน้มจะเก็บข้อมูลที่สนับสนุนสิ่งที่ตัวเองเชื่ออยู่แล้ว เวลาเจอข้อมูลที่ขัดกับสมมติฐาน ดาร์วินจะรีบจดและคิดทันทีก่อนจะลืม
.
ไอน์สไตน์เคยบอกว่าทฤษฎีที่ประสบความสำเร็จของเขามาจากสี่อย่าง คือความอยากรู้ สมาธิ ความเพียร และการวิจารณ์ตัวเอง คำว่า "การวิจารณ์ตัวเอง" ในที่นี้ไอน์สไตน์หมายถึงการทดสอบและทำลายความคิดที่ตัวเองรักที่สุด
.
ทั้งหมดนี้คือสิ่งเดียวกันกับ "พลิกกลับ พลิกกลับเสมอ" ของจาโคบี
.
มังเกอร์จบคำบรรยายในวันนั้นด้วยการอวยพรแบบกลับด้าน เขาบอกผู้ฟังว่าคำกล่าวอวยพรนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องของอีไลฮู รูตที่เล่าถึงการที่หมาเดินไปเมืองโดเวอร์ "ก้าวข้ามก้าว" คำอวยพรของเขาคือ
.
"แด่นักเรียนรุ่น 1986 ขอให้พวกคุณทุกคนได้ขึ้นสูง โดยใช้ทุกๆ วันของชีวิตอันยาวนาน เล็งให้ต่ำที่สุด"
.
ผู้ฟังในวันนั้นน่าจะหัวเราะกันลั่น แต่ถ้าหยุดคิดสักครู่ จะพบว่าสิ่งที่มังเกอร์เพิ่งทำคือการสาธิตเทคนิคของจาโคบีให้ดูจริงๆ คำถาม "ทำอย่างไรให้ชีวิตมีความสุข" เป็นคำถามที่ตอบยาก เพราะคำตอบเป็นนามธรรม เปลี่ยนตามแต่ละคน ไม่มีใครรู้ว่าความสุขแท้คืออะไร
.
แต่คำถาม "ทำอย่างไรให้ชีวิตเป็นทุกข์" กลับมีคำตอบที่ชัดเจนและตรงกันสำหรับคนแทบทุกคน เพราะอุปสรรคและความผิดพลาดของมนุษย์มีรูปแบบซ้ำๆ ที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์เป็นพันปี
.
เมื่อรู้ว่าอะไรคือพิษ ก็แปลว่ารู้แล้วว่าต้องหลีกเลี่ยงอะไร และเมื่อหลีกเลี่ยงพิษเป็นแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ก็มีโอกาสจะเป็นยา
.
มังเกอร์มีอีกประโยคหนึ่งที่เขาพูดบ่อยจนกลายเป็นเครื่องหมายการค้า "สิ่งที่ผมอยากรู้คือผมจะตายที่ไหน เพื่อที่ผมจะได้ไม่ไปที่นั่น" ฟังดูเป็นเรื่องตลก แต่จริงๆ แล้วมันคือสรุปของปรัชญา invert always invert ในหนึ่งประโยค คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตด้วยการถามว่าต้องทำอะไรเพื่อจะรวย มังเกอร์ใช้ชีวิตด้วยการถามว่าอะไรจะทำให้เจ๊ง และพยายามทุกวิถีทางที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งนั้น
.
ในการลงทุน มังเกอร์เคยพูดประโยคที่ติดปากนักลงทุนมาจนถึงทุกวันนี้ "เป็นเรื่องน่าทึ่งว่าคนอย่างพวกเราได้เปรียบในระยะยาวมากแค่ไหน เพียงแค่พยายามไม่โง่อย่างสม่ำเสมอ แทนที่จะพยายามฉลาดเป็นพิเศษ" หลักการง่ายๆ นี้คือเหตุผลที่ Berkshire Hathaway ถือเงินสดไว้มากกว่าบริษัทคู่แข่ง ไม่ใช่เพราะมังเกอร์กับบัฟเฟตต์ขาดไอเดีย แต่เพราะพวกเขารู้ว่าบริษัทที่ล้มละลายในประวัติศาสตร์มักล้มเพราะเหตุผลคล้ายๆ กัน คือกู้มากเกินไปและไม่มีเงินสดสำรองในยามฝน เมื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้คนอื่นพังเป็น สิ่งที่เหลือก็คือการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนระยะยาว
.
วิธีคิดแบบ inversion ใช้ได้กับเรื่องอื่นๆ ในชีวิตประจำวันด้วย ถ้าอยากเป็นพ่อแม่ที่ดี อย่าถามว่าจะทำอะไรให้ลูกรัก ให้ถามว่าพ่อแม่แบบไหนที่ลูกจะเกลียดและพยายามไม่เป็นแบบนั้น ถ้าอยากให้พนักงานในบริษัทมีกำลังใจ อย่าถามว่าจะให้รางวัลอะไร ให้ถามว่าอะไรทำให้พนักงานหมดไฟและพยายามขจัดสิ่งเหล่านั้น ถ้าอยากเขียนบทความที่ดี อย่าถามว่าจะใส่อะไรเข้าไป ให้ถามว่าจะตัดอะไรออก
.
วิธีคิดแบบนี้มีพลังเพราะสมองมนุษย์มีจุดอ่อนอย่างหนึ่ง เวลาเราคิดถึงเป้าหมายที่อยากได้ สมองของเราจะเลือกเห็นเฉพาะเส้นทางที่นำไปสู่เป้าหมายนั้น และมองข้ามเส้นทางที่จะพาเราไปคนละทิศ การพลิกคำถามให้กลับด้านบังคับให้สมองหันไปดูสิ่งที่มันมักจะมองข้าม นั่นคือความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น อุปสรรคที่ซ่อนอยู่ และข้อสมมุติที่อาจจะผิด
.
จาโคบีเสียชีวิตในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 1851 ที่เบอร์ลิน อายุสี่สิบหกปี เขาติดไข้หวัดใหญ่ในเดือนมกราคมและยังไม่ทันฟื้นตัวก็ติดไข้ทรพิษซ้ำ เสียชีวิตไม่กี่วันหลังจากนั้น เขาถูกฝังในสุสานในย่านครอยซ์แบร์กของเบอร์ลิน หลุมศพของเขาอยู่ใกล้กับโยฮันน์ เอนเคอ นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน
.
จาโคบีไม่ได้อยู่นานพอจะเห็นว่าประโยคห้าคำที่เขาพูดในห้องเรียนคณิตศาสตร์จะเดินทางออกจากเบอร์ลิน ข้ามทะเล ไปอยู่ในปากของนักลงทุนชาวอเมริกันในศตวรรษที่ยี่สิบ และเดินทางต่อมาถึงเราในวันนี้
.
แต่บางทีเขาอาจจะไม่แปลกใจ เพราะคนที่เข้าใจหลักการพลิกกลับ ก็จะเข้าใจด้วยว่าความคิดที่ดีไม่ได้เคลื่อนที่จากต้นทางไปปลายทางเป็นเส้นตรง มันมักจะวกกลับ ผ่านสาขา ข้ามยุคสมัย และโผล่มาในที่ที่คนคาดไม่ถึง
.
เมื่อเจอปัญหาที่หนักที่สุดในชีวิต ก่อนจะถามว่าต้องทำอย่างไรเพื่อแก้มัน ลองหยุดและถามคำถามตรงข้ามดู อะไรคือสิ่งที่จะทำให้ปัญหานี้แย่ลงกว่าเดิม แล้วอย่าทำสิ่งนั้น

