15 ข้อคิดจากหนังสือ Steal Like an Artist เขียนโดย Austin Kleon

Steal Like an Artist ของ Austin Kleon เดิมมีจุดเริ่มต้นคือสุนทรพจน์ที่เขาเตรียมไปกล่าวต่อหน้านักศึกษาวิทยาลัยเล็กๆ แห่งหนึ่งในนิวยอร์ก เมื่อสุนทรพจน์ถูกแปลงเป็นโพสต์บล็อกและแพร่กระจายไปทั่วอินเทอร์เน็ต Kleon ก็พบว่าตัวเองยืนอยู่บนเส้นทางใหม่โดยไม่ได้ตั้งใจ
.
Kleon เปิดหนังสือด้วยประโยคที่ว่า "เวลาคนให้คำแนะนำใคร แท้จริงแล้วเขากำลังพูดกับตัวเองในอดีตของเขาเอง"
.
หนังสือเล่มนี้จึงเป็น Kleon ในวัยสามสิบกำลังพูดกับ Kleon ในวัยยี่สิบ และพูดกับเราทุกคนที่กำลังต่อสู้กับคำถามเดียวกันว่า "ฉันจะสร้างอะไรของตัวเองขึ้นมาได้อย่างไร ในเมื่อทุกอย่างดูเหมือนจะถูกสร้างไปแล้ว"
.
คำตอบของเขาเรียบง่าย เขาบอกให้เรา ขโมย ขโมยให้เป็น ขโมยอย่างศิลปิน ไม่ใช่อย่างหัวขโมย และนี่คือ 15 ข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้ครับ
.
.
===================
.
1. คำว่า "ของเดิม" คือคำที่คนพูดเมื่อเขาไม่รู้ที่มา
.
Jonathan Lethem นักเขียนที่ Kleon อ้างถึง เคยพูดประโยคหนึ่งที่จุดแสงสว่างให้คนทำงานสร้างสรรค์ทั้งโลก เก้าในสิบครั้งที่คนเรียกอะไรสักอย่างว่า "ออริจินัล" จริงๆ แล้วเขาแค่ไม่รู้ว่าของชิ้นนั้นไปขโมยมาจากไหน ศิลปินที่ดีจะเข้าใจว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นจากความว่างเปล่า งานสร้างสรรค์ทุกชิ้นต่อยอดจากสิ่งที่มีมาก่อน ไม่มีอะไรใหม่อย่างสมบูรณ์ในโลกนี้
.
ถ้าเรายังเชื่อว่าผลงานสร้างสรรค์ต้องเกิดจากสุญญากาศ เกิดจากแรงบันดาลใจที่หล่นมาจากฟ้า เราจะติดอยู่กับการพยายามเป็นอัจฉริยะที่สร้างของจากความว่างเปล่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีจริงในโลก Kleon ยังยกประโยคจากคัมภีร์ไบเบิลในหนังสือเอกเคิลซิแอสตีสบทที่ 1 ข้อ 9 ว่า "ไม่มีสิ่งใดใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์" บางคนได้ยินประโยคนี้แล้วท้อใจ แต่ Kleon บอกว่ามันทำให้เขามีความหวัง
.
André Gide นักเขียนชาวฝรั่งเศสพูดประโยคที่กระทบใจมากกว่านั้น "ทุกสิ่งที่ควรจะถูกพูดได้ถูกพูดไปแล้ว แต่เพราะไม่มีใครฟัง ทุกสิ่งจึงต้องถูกพูดอีกครั้ง"
.
William Ralph Inge ก็เคยพูดอย่างเฉียบคมว่า "ความเป็นต้นฉบับคืออะไร ก็คือการลอกเลียนที่ไม่ถูกตรวจพบ"
.
ทั้งสามประโยคนี้รวมกันคือเหตุผลของการมีอยู่ของพวกเรา เราไม่ได้มีหน้าที่พูดในสิ่งที่ไม่เคยมีใครพูด แต่มีหน้าที่พูดในสิ่งที่ควรพูด ด้วยเสียงของเราเอง ในยุคของเรา ถ้าเราหลุดพ้นจากภาระของการพยายามเป็นต้นฉบับโดยสมบูรณ์ เราก็จะหยุดพยายามสร้างของจากความว่างเปล่า และโอบรับอิทธิพลของคนอื่นแทนการวิ่งหนีจากมัน
.
.
2. คุณคือ "ส่วนผสม" ของสิ่งที่คุณเลือกให้เข้ามาในชีวิต
.
Kleon ใช้คำเปรียบที่งดงามอย่างหนึ่ง ในโรงเรียนศิลปะมีเทคนิคสอนกันว่าให้ลองวาดเส้นขนานสองเส้นบนกระดาษ คำถามคือมีเส้นทั้งหมดกี่เส้น คำตอบคือมีสามเส้น เส้นแรก เส้นที่สอง และเส้นของพื้นที่ว่างที่อยู่ระหว่างกลาง หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสาม
.
นี่คือหลักการของการรีมิกซ์ เราทุกคนมีพันธุกรรมจากพ่อแม่ มียีนจากทั้งสองคน แต่ผลรวมของเรากลับใหญ่กว่าผลรวมของแต่ละส่วน เราคือการรีมิกซ์ของพ่อแม่และบรรพบุรุษทั้งหมด และเช่นเดียวกัน เราทุกคนก็มีพันธุกรรมทางความคิดที่เราเลือกได้เอง คุณเลือกครู เลือกเพื่อน เลือกเพลงที่ฟัง เลือกหนังสือที่อ่าน เลือกหนังที่ดูได้
.
Goethe เคยเขียนไว้ว่าเราถูกหล่อหลอมขึ้นจากสิ่งที่เรารัก Jay-Z พูดเรื่องนี้ในแบบของเขาเองว่าพวกเขาเป็นเด็กที่ไม่มีพ่อ จึงไปหาพ่อในแผ่นเสียง บนถนน และในประวัติศาสตร์ พวกเขาเลือกต้นกำเนิดที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้โลกที่พวกเขากำลังจะสร้างขึ้นเอง
.
Kleon ขยายภาพต่อด้วยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ว่าถ้าคุณเอารายได้ของเพื่อนสนิทห้าคนของคุณมาเฉลี่ย คุณจะได้รายได้ของตัวเอง เขาบอกว่ารายได้ทางความคิดก็เป็นแบบเดียวกัน คุณจะดีได้แค่เท่าของที่อยู่รอบตัวคุณเท่านั้น
.
แม่ของเขาเคยพูดประโยคที่ทำให้เขารำคาญตอนเด็กว่า "ขยะเข้า ขยะออก" แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่ามันหมายความว่าอะไร ศิลปินคือนักสะสม แต่ไม่ใช่นักสะสมแบบโรคจิต ศิลปินสะสมแบบเลือกสรร พวกเขาสะสมแค่สิ่งที่รักจริงๆ เท่านั้น
.
ผู้กำกับ Jim Jarmusch เคยให้คำแนะนำที่ Kleon ยกมาว่าให้ขโมยจากที่ไหนก็ได้ที่จุดประกายแรงบันดาลใจหรือเติมเชื้อเพลิงให้จินตนาการ ดูหนังเก่า หนังใหม่ ฟังเพลง อ่านหนังสือ ดูภาพวาด ภาพถ่าย บทกวี ความฝัน บทสนทนาที่ได้ยินผ่านหู สถาปัตยกรรม สะพาน ป้ายถนน ต้นไม้ เมฆ แหล่งน้ำ แสงและเงา ขโมยจากสิ่งที่พูดกับวิญญาณของคุณโดยตรงเท่านั้น
.
.
3. ปีนต้นไม้บรรพบุรุษทางความคิดให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้
.
Marcel Duchamp พูดประโยคหนึ่งว่าเขาไม่เชื่อในศิลปะ เขาเชื่อในศิลปิน ซึ่ง Kleon เห็นว่าเป็นวิธีศึกษาที่ดีมาก เพราะถ้าคุณพยายามจะกลืนประวัติศาสตร์ของวงการที่คุณอยู่ทั้งหมดในคราวเดียว คุณจะสำลักตาย
.
วิธีที่เขาแนะนำคือเลือกนักคิดคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน ศิลปิน นักเคลื่อนไหว หรือต้นแบบของคุณ ที่คุณรักจริงๆ แล้วศึกษาทุกอย่างที่มีเกี่ยวกับคนคนนั้น จากนั้นหาคนสามคนที่นักคิดคนนั้นรัก แล้วศึกษาทุกอย่างเกี่ยวกับสามคนนั้น ทำซ้ำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ปีนต้นไม้ขึ้นไปให้สูงที่สุด เมื่อคุณสร้างต้นไม้ของตัวเองเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มกิ่งของคุณเอง
.
ประโยชน์ที่ลึกกว่าการได้ความรู้คือการได้ความรู้สึก Kleon บอกว่าการเห็นตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสายเลือดทางความคิดสร้างสรรค์จะช่วยให้คุณรู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลงตอนเริ่มสร้างของของตัวเอง เขาแขวนรูปศิลปินที่เขาชื่นชอบไว้ในสตูดิโอ พวกเขาเป็นเหมือนผีที่เป็นมิตร เขาเกือบจะรู้สึกได้เลยว่าพวกเขากำลังผลักดันเขาไปข้างหน้าตอนเขาก้มหน้าทำงานบนโต๊ะ
.
ข้อดีของปรมาจารย์ที่ตายแล้วหรืออยู่ห่างไกลคือพวกเขาปฏิเสธคุณเป็นลูกศิษย์ไม่ได้ คุณเรียนอะไรจากพวกเขาก็ได้ตามใจชอบ พวกเขาทิ้งแผนการสอนไว้ในผลงานเรียบร้อยแล้ว และโรงเรียนคือสิ่งหนึ่ง การศึกษาคืออีกสิ่งหนึ่ง ทั้งสองไม่ได้ทับกันเสมอไป ไม่ว่าคุณจะอยู่ในโรงเรียนหรือไม่ มันก็เป็นหน้าที่ของคุณเองที่จะให้การศึกษากับตัวเอง
.
อย่ากลัวการ "วิจัย" แค่ค้นหา Kleon บอกให้กูเกิลทุกอย่าง กูเกิลความฝัน กูเกิลปัญหา อย่าถามคำถามก่อนกูเกิลคำถามนั้น คุณจะได้คำตอบ หรือไม่คุณก็จะได้คำถามที่ดีกว่าเดิม
.
.
4. Morgue File คือคลังของศิลปินที่จริงจัง
.
Kleon บอกให้พกสมุดและปากกาติดตัวไปทุกที่ ฝึกตัวเองให้หยิบมันออกมาจดความคิดและสิ่งที่สังเกตเห็น ลอกประโยคที่ชอบจากหนังสือ จดบทสนทนาที่ได้ยินผ่านหู ขีดเขียนเล่นตอนคุยโทรศัพท์ ทำทุกวิถีทางเพื่อให้แน่ใจว่ามีกระดาษติดตัวเสมอ
.
ศิลปิน David Hockney ถึงขนาดให้ช่างตัดสูทออกแบบกระเป๋าด้านในเสื้อสูทของเขาทุกตัวให้ใส่สมุดสเก็ตช์ได้พอดี นักดนตรี Arthur Russell ชอบใส่เสื้อที่มีกระเป๋าหน้าสองช่องเพื่อจะได้ใส่กระดาษโน้ตเพลงที่ขาดเป็นเศษๆ
.
ในวงการนักข่าว มีของชิ้นหนึ่งที่เรียกว่า morgue file คือแฟ้มเก็บสิ่งที่ถูกตัดทิ้ง บทความที่ไม่ผ่าน รูปที่ไม่ได้ใช้ บันทึกที่ค้างคา Kleon บอกว่าศิลปินทุกคนควรมีของแบบนี้ เขาเรียกมันว่า swipe file หรือแฟ้มของขโมย จะเป็นดิจิทัลหรืออะนาล็อกก็ได้ ไม่สำคัญว่าอยู่ในรูปแบบไหน ขอให้ใช้งานได้ก็พอ คุณจะเก็บเป็นสมุดภาพ ตัดและแปะของลงไป หรือถ่ายรูปด้วยมือถือก็ทำได้
.
ที่น่าสนใจคือคำว่า morgue หรือแฟ้มศพนั่นเอง Kleon ชอบคำนี้มากกว่า swipe file เพราะมันสะท้อนความจริงข้อหนึ่ง สิ่งที่อยู่ในแฟ้มนั้นเป็นของตายที่รอวันถูกชุบชีวิตขึ้นมาในงานของคุณ เห็นอะไรที่ควรขโมย ก็ใส่เข้าแฟ้ม ต้องการแรงบันดาลใจเล็กน้อย ก็เปิดแฟ้มดู ประโยคหนึ่งที่คุณเก็บไว้เมื่อสามปีที่แล้ว อาจจะเป็นกุญแจไขปัญหาที่คุณกำลังเผชิญอยู่วันนี้ Mark Twain เคยพูดไว้ตลกๆว่า การเอาของที่ไม่ได้เป็นของคุณไป ดีกว่าปล่อยให้มันนอนถูกทอดทิ้ง
.
.
5. คุณยังไม่ต้องรู้ว่าตัวเองเป็นใครก็เริ่มลงมือทำได้
.
Kleon เล่าจากประสบการณ์ตรงว่า ถ้าเขามัวรอให้รู้ว่าตัวเองเป็นใครก่อนเริ่มทำงานสร้างสรรค์ เขาก็คงนั่งพยายามหาตัวเองอยู่จนถึงตอนนี้แทนที่จะได้สร้างของอะไรขึ้นมา ในประสบการณ์ของเขา การลงมือทำนี่แหละที่ทำให้เราค้นพบว่าเราเป็นใคร
.
Kleon เชื่อมโยงเรื่องนี้กับสิ่งที่เรียกว่า Imposter Syndrome หรืออาการรู้สึกว่าตัวเองเป็นของปลอม คำนิยามทางคลินิกคือ "ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่คนไม่สามารถยอมรับความสำเร็จของตัวเองได้" คุณรู้สึกว่าตัวเองเป็นจอมปลอม รู้สึกว่ากำลังโม้ไปเรื่อยๆ รู้สึกว่าจริงๆ แล้วไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังทำอะไรอยู่
.
Kleon เผยความลับว่าทุกคนรู้สึกแบบนี้ ลองถามใครก็ได้ที่ทำงานสร้างสรรค์จริงๆ พวกเขาจะบอกความจริงให้คุณฟังว่าพวกเขาก็ไม่รู้ว่าของดีๆ มาจากไหน พวกเขาแค่มาทำสิ่งของพวกเขาทุกวัน
.
Kleon โยงเข้ากับคำของ Shakespeare ในเรื่อง As You Like It ที่ว่าโลกทั้งใบคือเวที ทุกคนเป็นแค่นักแสดง พวกเขามีฉากเข้าฉากออก และคนหนึ่งคนในเวลาหนึ่งเล่นหลายบทบาท อีกคำพูดที่หมายความเดียวกันคือ "ปลอมไปก่อนจนกว่าจะทำได้จริง"
.
Kleon ชอบประโยคนี้เพราะอ่านได้สองแบบ แบบแรก แสร้งเป็นอะไรที่คุณยังไม่ได้เป็นจนกว่าคุณจะเป็นจริงๆ และแบบที่สอง แสร้งว่ากำลังสร้างอะไรอยู่จนกว่าคุณจะสร้างมันขึ้นมาจริงๆ Glenn O'Brien เคยพูดว่าคุณเริ่มจากการเป็นจอมปลอม แล้วกลายเป็นของจริงในที่สุด
.
ตัวอย่างที่ Kleon รักที่สุดคือเรื่องของ Patti Smith และ Robert Mapplethorpe ในหนังสือ Just Kids ที่เป็นเรื่องของเพื่อนสองคนที่อยากเป็นศิลปิน ย้ายไปนิวยอร์ก แล้วเรียนรู้ที่จะเป็นศิลปินด้วยการ แสร้ง ว่าเป็นศิลปิน
.
ฉากที่ Kleon ชอบที่สุดคือตอนที่ทั้งคู่แต่งตัวด้วยชุดยิปซีโบฮีเมียนแบบเต็มยศไปสวน Washington Square ที่ทุกคนมาแฮงเอาท์กัน คู่รักนักท่องเที่ยวสูงอายุคู่หนึ่งจ้องมองพวกเขา ภรรยาบอกสามีว่า "ถ่ายรูปพวกเขาสิ ฉันคิดว่าพวกเขาเป็นศิลปิน" สามีโต้ว่า "ไม่หรอก พวกเขาแค่เด็กๆ"
.
ประเด็นคืองานสร้างสรรค์เป็นเหมือนละครเวทีรูปแบบหนึ่ง เวทีคือสตูดิโอของคุณ โต๊ะของคุณ ที่ทำงานของคุณ เครื่องแต่งกายคือชุดของคุณ จะเป็นกางเกงเปื้อนสีก็ได้ ชุดสูทธุรกิจก็ได้ หรือหมวกตลกๆ ที่ช่วยให้คุณคิดออกก็ได้ อุปกรณ์คือวัตถุดิบ เครื่องมือ และสื่อของคุณ ส่วนบทละครก็คือเวลานั่นเอง หนึ่งชั่วโมงตรงนี้ หนึ่งชั่วโมงตรงนั้น แค่เวลาที่ถูกแบ่งให้สิ่งต่างๆ ได้เกิดขึ้น
.
.
6. เลียนแบบสไตล์ไม่พอ ต้องเลียนแบบความคิดเบื้องหลังสไตล์
.
Yohji Yamamoto ดีไซเนอร์แฟชั่นญี่ปุ่นเคยพูดประโยคหนึ่งที่ Kleon ยกมาว่าให้เริ่มจากการลอกสิ่งที่คุณรัก ลอก ลอก ลอก ลอก ลอก ในที่สุดของการลอก คุณจะค้นพบตัวคุณเอง ไม่มีใครเกิดมาพร้อมสไตล์หรือเสียงของตัวเอง เราไม่ได้ออกมาจากท้องแม่พร้อมกับรู้ว่าเราเป็นใคร ในตอนเริ่มต้น เราเรียนรู้ด้วยการแสร้งเป็นวีรบุรุษของเรา เราเรียนรู้ด้วยการลอก
.
Kleon เน้นว่านี่คือเรื่องของการฝึกฝน ไม่ใช่การลอกเลียนแบบที่ผิดกฎหมาย การลอกเลียนแบบคือการพยายามเอางานของคนอื่นมาอ้างว่าเป็นของตัวเอง แต่การลอกแบบที่เขาพูดถึงคือวิศวกรรมย้อนกลับ เหมือนช่างซ่อมรถที่ถอดเครื่องยนต์ออกมาดูว่ามันทำงานยังไง
.
เราเรียนเขียนหนังสือด้วยการลอกตัวอักษร นักดนตรีเรียนเล่นด้วยการฝึกสเกล จิตรกรเรียนวาดด้วยการลอกผลงานชิ้นเอก แม้แต่ The Beatles ก็เริ่มต้นจากการเป็นวงคัฟเวอร์ Paul McCartney เคยบอกว่าพวกเขาเลียนแบบ Buddy Holly, Little Richard, Jerry Lee Lewis และ Elvis ทั้งนั้น พวกเขาเริ่มเขียนเพลงของตัวเอง "เพื่อไม่ให้วงอื่นเล่นเซตของพวกเรา" เท่านั้นเอง Salvador Dalí ก็พูดว่าคนที่ไม่อยากเลียนแบบอะไรเลย จะไม่ผลิตอะไรออกมา
.
Kleon ชี้ทางไว้ว่ามีสองเรื่องที่ต้องคิด หนึ่ง ลอกใคร และสอง ลอกอะไร
.
เรื่องแรกง่าย ลอกฮีโร่ของคุณ คนที่คุณรัก คนที่คุณได้แรงบันดาลใจมา คนที่คุณอยากเป็น และอย่าลอกแค่คนเดียว ลอกจากทุกคน Wilson Mizner เคยพูดว่าถ้าคุณลอกจากนักเขียนคนเดียวมันคือการลอกผิดกฎหมาย แต่ถ้าคุณลอกจากคนหลายคนมันคือการวิจัย
.
Gary Panter นักวาดการ์ตูนพูดประโยคที่เด็ดยิ่งกว่าว่าถ้าคุณมีคนที่ได้รับอิทธิพลคนเดียว ทุกคนจะบอกว่าคุณเป็นคนถัดไปของคนคนนั้น แต่ถ้าคุณขโมยจากคนร้อยคน ทุกคนจะบอกว่าคุณเป็นออริจินัล
.
เรื่องที่สองคือลอกอะไร ซึ่งซับซ้อนกว่า อย่าลอกแค่สไตล์ ลอกความคิดที่อยู่เบื้องหลังสไตล์ คุณไม่ได้อยากดูเหมือนฮีโร่ของคุณ คุณอยากมองเห็นแบบที่ฮีโร่ของคุณมองเห็น
.
เหตุผลที่ต้องลอกฮีโร่และสไตล์ของพวกเขาก็เพื่อให้ได้แอบมองเข้าไปในหัวของพวกเขาสักนิด สิ่งที่คุณต้องการจริงๆ คือการเอาวิธีมองโลกของพวกเขามาเป็นของตัวเอง ถ้าคุณแค่เลียนผิวงานของใครโดยไม่เข้าใจว่าเขามาจากไหน งานของคุณจะเป็นได้แค่ของก๊อปไม่มีวันเป็นอะไรมากกว่านั้น
.
ในที่สุด คุณจะต้องเดินจากการเลียนแบบไปสู่การ emulate การเลียนแบบคือการลอก แต่ emulate คือเมื่อการลอกก้าวไปอีกขั้น ทะลุเข้าสู่สิ่งของคุณเอง
.
Kobe Bryant เคยยอมรับว่าทุกท่าของเขาบนสนามถูกขโมยมาจากการดูเทปของฮีโร่ของเขา แต่ตอนแรกที่ขโมยท่าพวกนั้นมา เขาทำได้ไม่สมบูรณ์เพราะร่างกายของเขาไม่เหมือนคนที่เขาขโมยมา เขาต้องดัดแปลงท่าให้เป็นของตัวเอง
.
Conan O'Brien พูดเรื่องนี้ในแบบของตัวเองว่า Johnny Carson พยายามเป็น Jack Benny แต่กลับกลายเป็น Johnny Carson, David Letterman พยายามเป็น Johnny Carson แต่กลับกลายเป็น David Letterman และเขาเองพยายามเป็น David Letterman แต่กลับกลายเป็น Conan O'Brien
.
O'Brien สรุปไว้สวยมากว่า "ความล้มเหลวของเราในการกลายเป็นภาพอุดมคติของเราเอง คือสิ่งที่นิยามและทำให้เราเป็นเอกลักษณ์ในที่สุด" นี่คือข้อบกพร่องที่งดงามของมนุษย์ เราไม่สามารถลอกแบบได้สมบูรณ์แบบ และความล้มเหลวในการลอกฮีโร่ของเราคือจุดที่เราค้นพบว่าตัวตนของเราอยู่ที่ไหน
.
.
7. เขียนหนังสือที่คุณอยากอ่าน วาดภาพที่คุณอยากเห็น
.
ตอนอายุสิบขวบ Kleon ดู Jurassic Park แล้วหลงรักจนต้องนั่งเขียนภาคต่อด้วยตัวเองในวันรุ่งขึ้นที่หน้าคอมพิวเตอร์เก่าของบ้าน ในเรื่องของเขา ลูกชายของยามที่ถูก Velociraptors กิน เขากลับไปเกาะเดิมพร้อมกับหลานสาวของคนที่สร้างสวนสนุก คนหนึ่งอยากทำลายสวนที่เหลือ อีกคนอยากรักษามันไว้ และแน่นอน พวกเขาก็ตกหลุมรักกัน ผจญภัยตามมา
.
Kleon ในวัยสิบขวบเซฟเรื่องลงในฮาร์ดไดรฟ์ ไม่กี่ปีต่อมา Jurassic Park 2 ก็ออกฉายจริง และห่วยมาก เพราะภาคต่อในชีวิตจริงห่วยกว่าภาคต่อในหัวเราเสมอ Kleon บอกว่าตอนนั้นเขาไม่รู้ว่ากำลังเขียนสิ่งที่เราเรียกว่า fan fiction หรือเรื่องแต่งที่ใช้ตัวละครที่มีอยู่แล้ว
.
จากเรื่องนี้เขาดึงข้อคิดออกมาว่า นิยายทุกเรื่องคือนิยายแฟนคลับ เราทำงานศิลปะเพราะเรารักงานศิลปะ เราถูกดึงดูดเข้าหางานบางประเภทเพราะคนที่ทำงานนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้เรา คำแนะนำคลาสสิกที่ว่า "เขียนในสิ่งที่คุณรู้" นั้นนำไปสู่เรื่องน่าเบื่อที่ไม่มีอะไรน่าสนใจเกิดขึ้น
.
คำแนะนำที่ดีกว่าคือ เขียนในสิ่งที่คุณรัก เขียนเรื่องที่คุณอยากอ่าน Brian Eno พูดเรื่องเดียวกันในแบบนักดนตรีว่าความสนใจในการทำเพลงของเขาคือการสร้างสิ่งที่ยังไม่มีอยู่ ที่เขาอยากฟัง
.
Bradford Cox สมาชิกวง Deerhunter เล่าว่าตอนเด็กเขาไม่มีอินเทอร์เน็ต เลยต้องรอวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการเพื่อจะได้ฟังอัลบั้มใหม่ของวงโปรด เขามีเกมที่เล่นเอง คือเขาจะนั่งลงและบันทึกอัลบั้ม "ปลอม" ว่าเขาคิดว่าอัลบั้มใหม่จะเป็นยังไง พอเพลงจริงออกมาก็เอามาเปรียบเทียบกัน และที่น่าทึ่งคือเพลงที่เขาเขียนขึ้นมาเองหลายเพลงก็กลายมาเป็นเพลงของ Deerhunter ในที่สุด
.
หลักการนี้ใช้ได้กับชีวิตและอาชีพของคุณด้วย เมื่อใดก็ตามที่คุณไม่รู้จะตัดสินใจยังไง ให้ถามตัวเองว่า "อะไรจะเป็นเรื่องที่ดีกว่ากัน"
.
คิดถึงงานโปรดและฮีโร่สร้างสรรค์ของคุณ พวกเขาพลาดอะไรไป อะไรที่พวกเขาไม่ได้ทำ อะไรที่ทำได้ดีกว่านี้ ถ้าพวกเขายังมีชีวิตอยู่ พวกเขาจะทำอะไรในวันนี้ ถ้านักสร้างคนโปรดของคุณทุกคนมารวมตัวกันร่วมงานกัน โดยมีคุณเป็นผู้นำทีม พวกคุณจะสร้างอะไรขึ้นมาก็ไปสร้างของพวกนั้นเลย
.
.
8. โต๊ะทำงานสองตัวในห้องของ Austin Kleon
.
Lynda Barry นักวาดการ์ตูนคนโปรดของ Kleon มีคำพูดประจำว่าในยุคดิจิทัล อย่าลืมใช้ digit ของคุณ ซึ่งเป็นการเล่นคำเพราะ digit หมายถึงนิ้วก็ได้ มือคุณคือดิจิทัลดีไวซ์ดั้งเดิมที่สุด ใช้มันสิ John Cleese สมาชิกตลกกลุ่ม Monty Python เคยพูดว่าเราไม่รู้ว่าได้ไอเดียมาจากไหน แต่สิ่งที่เรารู้คือเราไม่ได้ไอเดียมาจากแล็ปท็อป
.
Kleon บอกว่าระหว่างที่คุณนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ คุณรู้สึกได้ไหมว่าคุณกำลังสร้างอะไรอยู่จริงๆ หรือคุณแค่กำลังกดคีย์บอร์ดและคลิกเมาส์ Stanley Donwood ศิลปินที่ทำปกอัลบั้มของวง Radiohead ทุกอัลบั้ม บอกว่าคอมพิวเตอร์ทำให้เรารู้สึกแปลกแยก เพราะมันวางกระจกใบหนึ่งคั่นกลางระหว่างเรากับสิ่งที่เรากำลังทำ คุณไม่เคยได้สัมผัสสิ่งที่คุณกำลังทำเลย จนกว่าคุณจะปรินต์มันออกมา
.
ลองดูคนนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ พวกเขานิ่งมาก ไม่เคลื่อนไหว ไม่ต้องมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาบอกก็ได้ว่าการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันกำลังฆ่าคุณ และฆ่างานของคุณไปด้วย เราต้องเคลื่อนไหว ต้องรู้สึกว่ากำลังสร้างอะไรด้วยร่างกาย ไม่ใช่แค่สมอง
.
Kleon เน้นเรื่องที่ลึกซึ้งว่าเส้นประสาทของเราไม่ใช่ถนนทางเดียว ร่างกายของเราบอกสมองได้พอๆ กับที่สมองบอกร่างกาย ประโยคที่ว่า "ทำไปก่อนแม้ใจจะยังไม่อยาก" นั้นกลับเป็นข้อดีของงานสร้างสรรค์ ถ้าเราแค่เริ่มลงมือ ดีดกีตาร์ ขยับโพสต์อิตไปมาบนโต๊ะประชุม นวดดินเหนียว การเคลื่อนไหวจะเป็นตัวจุดประกายให้สมองคิด
.
ปัญหาที่ลึกกว่านั้นคือคอมพิวเตอร์เก่งเรื่องการแก้ไขงาน แต่แย่มากในเรื่องการสร้างงาน เพราะมันมีปุ่ม Delete อยู่ตลอดเวลา เราเริ่มแก้ความคิดของตัวเองตั้งแต่ก่อนที่ความคิดจะเกิดขึ้นเสียอีก
.
Tom Gauld นักวาดการ์ตูนถึงขนาดบอกว่าเขาจะไม่แตะคอมพิวเตอร์เลยจนกว่าจะคิดเรื่องเสร็จในสมุด เพราะเมื่อคอมพิวเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้องเมื่อไหร่ ทุกอย่างก็จะถูกผลักเข้าสู่เส้นทางที่ต้องเสร็จสมบูรณ์ทันที ในขณะที่ในสมุดวาดเขียนนั้น ความเป็นไปได้ยังเปิดกว้างไม่จบสิ้น
.
ทางออกของ Kleon คือเขามีโต๊ะทำงานสองตัวในห้องของเขา
.
ตัวหนึ่งเป็นโต๊ะอนาล็อก มีแค่ปากกา ดินสอ กระดาษ การ์ดแข็ง หนังสือพิมพ์ ห้ามมีอะไรที่ใช้ไฟฟ้าวางอยู่บนโต๊ะนั้นเด็ดขาด นี่คือที่ที่งานส่วนใหญ่ของเขาถือกำเนิด และทั่วโต๊ะเต็มไปด้วยร่องรอยทางกายภาพ เศษกระดาษ และของเหลือจากกระบวนการของเขา
.
อีกตัวเป็นโต๊ะดิจิทัลที่มีแล็ปท็อป จอ สแกนเนอร์ และแท็บเล็ตวาดเขียน เป็นที่ที่เขาแก้และเผยแพร่งาน Kleon บอกว่ากระบวนการทำงานของเขาคือมือก่อน ตามด้วยคอมพิวเตอร์ ตามด้วยมือ ตามด้วยคอมพิวเตอร์ เป็นลูปอนาล็อกสู่ดิจิทัลและกลับมา
.
.
9. งานที่คุณทำตอนหลบงาน คืองานที่คุณควรทำไปทั้งชีวิต
.
Jessica Hische เคยพูดประโยคหนึ่งที่ Kleon ยกมาในหนังสือว่างานที่คุณทำตอนผัดวันประกันพรุ่ง น่าจะเป็นงานที่คุณควรทำไปตลอดชีวิต ประโยคนี้ฟังดูเหมือนปรัชญาเล่นคำ แต่จริงๆ แล้วมันคือเครื่องมือชี้ทางที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งของคนที่หาตัวเองยังไม่เจอ
.
Kleon บอกว่าหนึ่งบทเรียนที่เขาได้จากอาชีพสั้นๆ ของตัวเองคือ side project หรืองานข้างเคียงนี่แหละที่มักจะติดลมบนได้จริง
.
งานที่คุณคิดว่าเป็นแค่การทำเล่นๆ คือของดี เป็นจุดที่เวทมนตร์เกิดขึ้น เพราะตอนที่คุณทำงาน "หลัก" คุณพกความกดดันเรื่องผลลัพธ์ติดตัวมาด้วย แต่ตอนที่คุณทำงานข้างเคียง คุณทำเพราะคุณรักจริงๆ ความรักจริงต่างหากคือเข็มทิศที่ดีที่สุดที่จะบอกว่าคุณควรไปทางไหน
.
เขาแนะนำให้มีหลายโปรเจกต์ทำพร้อมกัน เพื่อจะได้กระโดดข้ามไปข้ามมาได้ พอคุณเริ่มเบื่อโปรเจกต์หนึ่ง ก็ย้ายไปอีกอัน พอเบื่ออันนั้น ก็กลับไปทำอันเก่า ฝึกการผัดวันประกันพรุ่งแบบสร้างสรรค์ และที่สำคัญไม่แพ้กันคือใช้เวลาเบื่อบ้าง
.
เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งของ Kleon เคยพูดว่า "พอผมยุ่ง ผมจะโง่" ซึ่งเป็นเรื่องจริงมาก คนสร้างสรรค์ต้องการเวลานั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไร
.
Kleon ได้ไอเดียดีๆ ตอนเบื่อเป็นส่วนใหญ่ เขาถึงไม่เคยส่งเสื้อไปซักร้านเลย เพราะเขารักการรีดเสื้อ มันน่าเบื่อมากจนเขาแทบจะได้ไอเดียดีๆ ทุกครั้ง ถ้าหมดไอเดีย ล้างจานสิ ไปเดินไกลๆ จ้องจุดบนผนังให้นานเท่าที่จะทำได้ ดังที่ศิลปิน Maira Kalman พูดว่าการหลีกเลี่ยงงานคือวิธีที่เธอใช้รวมสมาธิ
.
อีกข้อที่เขาเน้นมากคือถ้าคุณมีหลายความหลงใหล อย่ารู้สึกว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่าทิ้ง เก็บความหลงใหลไว้ทั้งหมด
.
Steven Tomlinson นักเขียนบทละครเคยให้คำแนะนำว่าให้ใช้เวลากับมันทั้งหมด ปล่อยให้มันคุยกันเอง แล้วบางอย่างก็จะเริ่มเกิดขึ้น คุณอาจจะตัดความหลงใหลบางอย่างออกและโฟกัสแค่อย่างเดียวได้ แต่หลังจากนั้นไม่นาน คุณจะเริ่มรู้สึกถึงสิ่งที่เรียกว่า phantom limb pain หรืออาการเจ็บแขนขาที่ไม่มีอยู่แล้ว
.
Kleon ใช้เวลาช่วงวัยรุ่นหลงใหลกับการเขียนเพลงและเล่นในวงดนตรี แต่เขาตัดสินใจว่าต้องโฟกัสแค่การเขียน เขาใช้เวลาห้าปีแทบไม่เล่นดนตรีเลย และ phantom limb pain ก็ยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ
.
ประมาณหนึ่งปีก่อนเขียนหนังสือเล่มนี้ เขากลับไปเล่นดนตรีในวงอีก แล้วเขาก็เริ่มรู้สึกสมบูรณ์ และที่บ้าคือ แทนที่ดนตรีจะแย่งเวลาจากการเขียน เขากลับพบว่ามันมาเสริมการเขียนของเขา ทำให้งานเขียนดีขึ้น เซลล์ประสาทใหม่ๆ ในสมองกำลังทำงาน การเชื่อมต่อใหม่ๆ กำลังเกิดขึ้น
.
อย่าทิ้งส่วนใดของตัวเอง อย่ากังวลเรื่องแผนการใหญ่หรือวิสัยทัศน์รวมของงานคุณ อย่ากังวลเรื่องเอกภาพ สิ่งที่ทำให้งานคุณเป็นเอกภาพคือข้อเท็จจริงที่ว่าคุณเป็นคนทำมัน วันหนึ่งคุณจะมองย้อนกลับไปและทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทางเอง
.
.
10. ขณะที่ยังไม่มีใครรู้จัก คือช่วงเวลาทองของชีวิต
.
Kleon ได้รับอีเมลจากคนหนุ่มสาวจำนวนมากถามคำถามเดียวกันว่า "ผมจะถูกค้นพบได้ยังไง" เขาเข้าใจความรู้สึกพวกเขามาก เพราะมีอาการเฉพาะอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราออกจากมหาวิทยาลัย ห้องเรียนคือสถานที่ที่ดีงาม แม้จะเป็นสถานที่จำลอง
.
อาจารย์ของคุณได้เงินเดือนเพื่อมาสนใจความคิดของคุณ เพื่อนร่วมชั้นจ่ายเงินเพื่อมาสนใจความคิดของคุณ ในชีวิตคุณจะไม่มีวันได้ผู้ฟังที่ติดอยู่กับคุณแบบนี้อีกเลย
.
หลังจากนั้นไม่นาน คุณจะเรียนรู้ว่าโลกส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจสิ่งที่คุณคิด ฟังดูโหดร้าย แต่จริง Steven Pressfield พูดไว้ว่ามันไม่ใช่ว่าคนใจร้ายหรือโหด พวกเขาแค่ยุ่งเท่านั้น
.
Kleon บอกว่าจริงๆ แล้วนี่เป็นเรื่องดี เพราะคุณควรจะอยากได้ความสนใจ หลังจาก คุณทำงานดีๆ แล้วเท่านั้น ตอนที่ยังไม่มีใครรู้จัก ไม่มีความกดดันใดๆ ลองคิดดูว่าตอนที่คุณยังไม่มีคนติดตาม ไม่มีลูกค้าประจำ ไม่มีนายจ้างที่จับตามองทุกการเคลื่อนไหว คุณทำอะไรก็ได้ ทดลองอะไรก็ได้ ผิดพลาดเท่าไหร่ก็ได้ ทำเรื่องสนุกๆ เพื่อความสนุกได้
.
ตอนที่คุณยังไม่มีใครรู้จัก ไม่มีอะไรมาเบี่ยงเบนคุณจากการพัฒนาตัวเอง ไม่มีภาพลักษณ์สาธารณะที่ต้องดูแล ไม่มีเงินเดือนก้อนใหญ่ที่อยู่บนเส้นด้าย ไม่มีผู้ถือหุ้น ไม่มีอีเมลจากเอเจนต์ ไม่มีคนเกาะแขนเสื้อ
.
Kleon เตือนอย่างหนักแน่นว่าคุณจะไม่มีวันได้อิสระแบบนี้กลับคืนมาอีกเลย เมื่อคนเริ่มสนใจคุณ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนเริ่มจ่ายเงินให้คุณ ดังนั้นข้อความของเขาคือสนุกกับการไร้ชื่อเสียงในขณะที่มันยังอยู่ ใช้มันให้เป็นประโยชน์ ทำสิ่งที่กล้าทำที่สุดในตอนนี้ เพราะตอนนี้คือตอนที่คุณเสียอะไรไม่ได้มากนัก
.
.
11. ทำงานดีๆ แล้วแบ่งปันมัน คือสูตรเดียวที่ใช้ได้
.
Kleon บอกตรงๆ ว่าถ้ามีสูตรลับสำหรับการเป็นที่รู้จัก เขาจะให้คุณ แต่มันมีแค่สูตรเดียวที่ไม่ลับเท่าไหร่ที่เขารู้ว่าใช้ได้ คือ ทำงานดีๆ แล้วแบ่งปันมันกับคนอื่น
.
ขั้นแรกที่ว่าทำงานดีๆ นั้นยากมาก ไม่มีทางลัด สร้างของทุกวัน รู้ว่าตัวเองจะแย่อยู่ระยะหนึ่ง ล้มเหลว ดีขึ้น ส่วนขั้นที่สองคือแบ่งปันมันให้คนเห็น ซึ่งเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วยากมาก แต่ในยุคนี้ง่ายมากเพราะแค่เอามันไปไว้บนอินเทอร์เน็ต
.
Kleon บอกว่าคนถามเขาว่า "ความลับของอินเทอร์เน็ตคืออะไร" คำตอบคือ ขั้นที่หนึ่ง ตื่นเต้นกับอะไรสักอย่าง ขั้นที่สอง ชวนคนอื่นมาตื่นเต้นไปกับคุณ
.
คุณควรตื่นเต้นกับสิ่งที่ไม่มีคนอื่นกำลังตื่นเต้น ถ้าทุกคนกำลังตื่นเต้นกับแอปเปิล คุณก็ไปตื่นเต้นกับส้ม ยิ่งคุณเปิดเผยกับการแบ่งปันความหลงใหลของคุณมากเท่าไหร่ คนก็ยิ่งรู้สึกใกล้ชิดกับงานของคุณมากเท่านั้น
.
ที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือแนวคิดเรื่องการแบ่งปันความลับของตัวเอง Kleon ยกตัวอย่าง Bob Ross จิตรกรในรายการ PBS ที่มีทรงผมแอฟโฟรและต้นไม้น้อยๆ มีความสุขในภาพ ที่สอนคนวาดภาพให้ฟรี และ Martha Stewart ที่สอนคนทำให้บ้านและชีวิตสวยงามให้ฟรีเช่นกัน
.
คนรักการให้แบบนี้ และบางครั้ง ถ้าคุณฉลาดพอ คนเหล่านั้นจะตอบแทนคุณด้วยการซื้อของที่คุณขาย ศิลปินไม่ใช่นักมายากล ไม่มีค่าปรับสำหรับการเปิดเผยความลับของตัวเอง ตรงข้าม การเปิดเผยจะทำให้คนรู้สึกใกล้ชิดกับงานคุณมากขึ้น
.
Kleon บอกว่าเมื่อคุณเปิดกระบวนการของคุณและเชิญคนเข้ามา คุณจะได้เรียนรู้ เขาเรียนรู้มากมายจากคนที่ส่งบทกวีมาให้เว็บไซต์ Newspaper Blackout ของเขา และยังเจอของให้ขโมยอีกมากมายด้วย มันเป็นประโยชน์กับเขาพอๆ กับเป็นประโยชน์กับพวกเขา และคุณไม่ได้ขึ้นออนไลน์เพราะมีอะไรจะพูดเท่านั้น คุณขึ้นออนไลน์เพื่อค้นหาสิ่งที่จะพูดได้ด้วย
.
อินเทอร์เน็ตเป็นได้มากกว่าที่พักของไอเดียที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว มันเป็นที่ฟักไข่สำหรับไอเดียที่ยังไม่ก่อรูป เป็นห้องคลอดสำหรับงานที่กำลังจะพัฒนาที่คุณยังไม่ได้เริ่มทำ คุณไม่ต้องแบ่งปันทุกอย่าง บางครั้งดีกว่ามากด้วยซ้ำถ้าคุณไม่แบ่งปันทั้งหมด แค่แบ่งให้เห็นเล็กน้อย แบ่งสเก็ตช์หรือลายเส้นหรือชิ้นเล็กชิ้นน้อย แบ่งความเหลือบมองหนึ่งของกระบวนการคุณก็พอ
.
Howard Aiken วิศวกรคอมพิวเตอร์ผู้บุกเบิกพูดประโยคที่กระแทกใจมากว่าอย่ากังวลว่าคนจะขโมยไอเดียคุณ ถ้าไอเดียคุณดีจริง คุณจะต้องยัดเยียดมันลงคอคนต่างหาก
.
.
12. โกรธก็ได้ แต่หุบปากแล้วไปทำงาน
.
ในยุคที่โซเชียลมีเดียทำให้ใครก็ตอบโต้ใครได้ตลอดเวลา Kleon ให้คำแนะนำที่กระแทกใจมากข้อหนึ่ง เขาบอกว่าคุณจะเห็นเรื่องโง่ๆ มากมาย และคุณจะรู้สึกว่าต้องไปแก้ไข ครั้งหนึ่งภรรยาของเขาตะโกนใส่เขาตอนนั่งบนแล็ปท็อปดึกๆ ว่า "เลิกหาเรื่องคนใน Twitter แล้วไปสร้างอะไรสักอย่างซะ" เธอพูดถูก
.
แต่ Kleon ก็ไม่ได้บอกให้ปฏิเสธความโกรธทั้งหมด ตรงข้าม เขาบอกว่าความโกรธคือทรัพยากรสร้างสรรค์ที่เขาชอบที่สุดอย่างหนึ่ง Henry Rollins เคยพูดว่าเขาทั้งโกรธและสงสัยใคร่รู้ และนั่นคือสิ่งที่ขับเคลื่อนเขา
.
Kleon เองก็ใช้ความโกรธเป็นเชื้อเพลิง บางเช้าเขาตื่นไม่ขึ้น ก็จะนอนบนเตียงอ่านอีเมลและ Twitter จนเลือดเดือดพอที่จะกระโดดลุกจากเตียง แต่แทนที่จะเสียความโกรธไปกับการบ่นหรือฟาดฟันคนอื่น เขาเอามันไปใส่ในงานเขียนและงานวาด ดังที่ Andre Torrez พูดไว้ว่าให้บ่นเรื่องวิธีที่คนอื่นเขียนซอฟต์แวร์ ด้วยการเขียนซอฟต์แวร์ของตัวเอง
.
Kleon ยังบอกว่ากฎทองมีความหมายมากขึ้นในโลกที่เชื่อมต่อกันสุดขั้วแบบนี้ บทเรียนสำคัญที่ต้องเรียนรู้คือถ้าคุณพูดถึงใครบนอินเทอร์เน็ต พวกเขาจะรู้ ทุกคนตั้ง Google Alert ในชื่อตัวเอง วิธีที่ดีที่สุดในการเอาชนะศัตรูบนอินเทอร์เน็ตคือเพิกเฉยต่อพวกเขา วิธีที่ดีที่สุดในการสร้างเพื่อนบนอินเทอร์เน็ตคือพูดสิ่งดีๆ เกี่ยวกับพวกเขา Kurt Vonnegut นักเขียนชาวอเมริกันพูดสั้นๆ ว่ามีกฎข้อเดียวที่เขารู้คือคุณต้องใจดี
.
Questlove มือกลองและโปรดิวเซอร์ของวง The Roots พูดในมุมที่ลึกกว่านั้นว่าในวงกลมของเขามีแต่คนที่เขาเรียนรู้จากได้เท่านั้น ในพื้นที่ดิจิทัล นั่นหมายถึงการตามคนที่เก่งที่สุดออนไลน์ คนที่ฉลาดและเก่งกว่าคุณมาก คนที่กำลังทำงานที่น่าสนใจจริงๆ ใส่ใจสิ่งที่พวกเขากำลังพูด สิ่งที่พวกเขาทำ สิ่งที่พวกเขาแชร์
.
Harold Ramis นักแสดงและผู้กำกับที่คนรุ่น Kleon รู้จักจากบท Egon ในหนัง Ghostbusters เคยวางกฎความสำเร็จของเขาว่าให้หาคนที่มีความสามารถที่สุดในห้อง และถ้าคนนั้นไม่ใช่คุณ ก็เดินไปยืนข้างเขา แฮงเอาท์กับเขา พยายามช่วยเหลือเขา Ramis โชคดีที่คนที่มีความสามารถที่สุดในห้องคือเพื่อนของเขา Bill Murray Kleon เสริมว่าถ้าคุณเจอตัวเองเป็นคนที่มีความสามารถที่สุดในห้อง คุณต้องหาห้องใหม่
.
.
13. แฟ้มคำชม คือเครื่องช่วยชีวิตในวันที่ทุกอย่างมืดมน
.
Craig Damrauer นักเขียนคนหนึ่งเคยให้สมการนิยามศิลปะสมัยใหม่ไว้สั้นๆ ว่า "ฉันก็ทำได้" บวกกับ "ใช่ แต่นายไม่ได้ทำ" Kleon เอามาเปิดบทนี้เพราะมันบอกความจริงเรื่องหนึ่งของงานสร้างสรรค์ คือบางครั้ง พอคนเริ่มเข้าใจคุณค่าของสิ่งที่คุณทำ คุณก็อาจจะเบื่อตายไปแล้ว หรือไม่ก็ตายไปแล้วจริงๆ
.
คุณไม่สามารถไปหาการยืนยันคุณค่าจากแหล่งภายนอกได้ เมื่อคุณส่งงานออกไปสู่โลก คุณไม่มีอำนาจควบคุมว่าคนจะตอบสนองยังไง
.
ที่ขัดกับสัญชาตญาณคือ งานที่ดีจริงมักดูเหมือนทำได้ง่ายๆ คนจะพูดว่า "ทำไมฉันคิดไม่ออก" พวกเขาจะไม่เห็นปีที่ผ่านมาของความเหน็ดเหนื่อยและเหงื่อ ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจ คนจะตีความคุณและสิ่งที่คุณทำผิด พวกเขาอาจจะถึงขนาดเรียกชื่อหยาบคายให้ ทางออกคือทำใจให้ชินกับการถูกเข้าใจผิด ดูถูก หรือเพิกเฉย เคล็ดลับคือยุ่งเกินไปจนไม่มีเวลามาสนใจ
.
ในชีวิตของคนทำงานสร้างสรรค์ จะมีวันที่อะไรๆ ดูเหมือนจะดีไปหมด ผลงานของคุณถูกแชร์ มีคนชม คุณได้อีเมลขอบคุณ Kleon บอกว่าบางครั้งเขาโชคดีพอที่จะมีอะไรติดลมบนออนไลน์ และในหนึ่งหรือสองสัปดาห์ เขาจะว่ายอยู่ในทวีตและอีเมลดีๆ จากคนที่เพิ่งค้นพบงานของเขา มันเยี่ยมมาก และก็งงๆ ด้วย และเป็นกระแสอย่างมหาศาล แต่เขารู้เสมอว่ากระแสนั้นจะหายไป และในไม่กี่สัปดาห์ต่อมาเขาจะมีวันมืดที่อยากเลิกทำ ที่ตั้งคำถามว่าทำไมต้องลำบากกับงานพวกนี้
.
นี่คือเหตุผลที่ Kleon เก็บอีเมลดีๆ ทุกฉบับที่ได้รับไว้ในโฟลเดอร์พิเศษ ส่วนอีเมลเลวร้ายเขาลบทิ้งทันที เมื่อวันมืดๆ มาถึงและเขาต้องการแรงกระตุ้น เขาจะเปิดโฟลเดอร์นั้นอ่านสองสามอีเมล แล้วกลับไปทำงานต่อ เขาแนะนำให้คุณลองทำดู แทนที่จะเก็บแฟ้มของการถูกปฏิเสธ ให้เก็บแฟ้มคำชมแทน
.
ใช้มันอย่างประหยัด อย่าหลงอยู่กับชัยชนะในอดีต แต่เก็บมันไว้สำหรับเวลาที่ต้องการแรงกระตุ้น สิ่งที่ลึกซึ้งกว่าวิธีการเล็กๆ นี้คือ Kleon ยอมรับสองความจริงพร้อมกัน หนึ่ง คุณไม่ควรไปหาการยืนยันคุณค่าจากภายนอก และสอง คำชมจากคนอื่นก็ยังเป็นแรงผลักดันที่ทรงพลังจริงๆ
.
Kleon ไม่ได้ปฏิเสธความจริงข้อใดข้อหนึ่ง เขาแค่จัดการกับมันอย่างฉลาด ใช้คำชมเป็นเชื้อเพลิงสำรอง แต่ไม่ติดอยู่กับมัน
.
.
14. น่าเบื่อในชีวิต เพื่อที่จะอิมแพคและเป็นต้นฉบับในงาน
.
Gustave Flaubert นักเขียนชาวฝรั่งเศสเคยพูดประโยคที่กลายเป็นหัวใจของบทนี้ว่าจงเป็นคนที่มีระเบียบและเป็นปกติในชีวิต เพื่อที่จะได้เป็นคนที่รุนแรงและเป็นต้นฉบับในงานของคุณ Kleon บอกว่าเขาเป็นผู้ชายที่น่าเบื่อ มีงานเก้าโมงถึงห้าโมง อาศัยในละแวกบ้านที่เงียบสงบกับภรรยาและสุนัข
.
ภาพโรแมนติกของอัจฉริยะสร้างสรรค์ที่ใช้ยาเสพติด วิ่งไปวิ่งมา และนอนกับทุกคน นั้นเลิกใช้แล้ว มันเหมาะกับคนเหนือมนุษย์และคนที่อยากตายตอนยังหนุ่มสาว ความจริงคือการเป็นคนสร้างสรรค์ใช้พลังงานเยอะมาก คุณจะไม่มีพลังงานนั้นถ้าคุณเสียมันไปกับเรื่องอื่น
.
Kleon ถึงขนาดยกคำของ Patti Smith ที่บอกศิลปินรุ่นเยาว์ให้ไปหาหมอฟัน เพราะควรสันนิษฐานว่าคุณจะมีชีวิตอีกนาน กินอาหารเช้า วิดพื้นบ้าง ไปเดินไกลๆ นอนให้พอ Neil Young ร้องว่าเผาตัวเองดับดีกว่าจางหายไป Kleon บอกว่าเผาช้าๆ และได้เห็นหลานดีกว่า
.
อีกเรื่องที่ Kleon เน้นมากในบทนี้คือเรื่องเงิน คนส่วนใหญ่ที่เขารู้จักเกลียดการคิดเรื่องเงิน เขาแนะนำให้ทำตัวให้เป็นประโยชน์ คือเรียนรู้เรื่องเงินให้เร็วที่สุด
.
ปู่ของเขาเคยบอกพ่อของเขาว่ามันไม่ใช่เงินที่คุณหามา แต่เป็นเงินที่คุณรักษาไว้ ทำงบประมาณให้ตัวเอง อยู่ในกำลังของตัวเอง ห่อข้าวกลางวัน เก็บเศษเหรียญ ออมให้ได้มากที่สุด รับการศึกษาที่จำเป็นในราคาถูกที่สุดเท่าที่จะหาได้ ศิลปะของการเก็บเงินคือการพูดว่าไม่กับวัฒนธรรมการบริโภค ปฏิเสธอาหารสั่งกลับบ้าน ปฏิเสธลาเต้แก้วละสี่เหรียญ และปฏิเสธคอมพิวเตอร์ใหม่เอี่ยมตอนที่เครื่องเก่ายังใช้งานได้
.
.
15. งานประจำคือพรพิเศษ ไม่ใช่ภาระ
.
ข้อนี้กระทบใจคนในยุคปัจจุบันมาก เพราะวัฒนธรรมรอบตัวเรากำลังบอกให้ทุกคนลาออกไปตามฝันให้เร็วที่สุด แต่ Kleon มีมุมมองที่ลึกกว่านั้น ความจริงคือแม้คุณจะโชคดีพอที่จะหาเลี้ยงชีพด้วยสิ่งที่คุณรักจริงๆ มันก็จะใช้เวลาสักพักกว่าจะถึงจุดนั้น ระหว่างนั้น คุณต้องมีงานประจำ
.
เขาบอกว่างานประจำให้คุณสามอย่าง คือเงิน ความเชื่อมโยงกับโลก และวินัยประจำวัน ความเป็นอิสระจากความเครียดเรื่องเงินคือความเป็นอิสระในงานศิลปะของคุณด้วย Bill Cunningham ช่างภาพชื่อดังของหนังสือพิมพ์ The New York Times เคยพูดว่าถ้าคุณไม่รับเงิน เขาก็สั่งคุณไม่ได้
.
มากไปกว่านั้น งานประจำพาคุณไปเจอคนอื่นๆ เรียนรู้จากพวกเขา ขโมยจากพวกเขา และคนเหล่านั้นคือวัตถุดิบสำหรับงานของคุณในอนาคต
.
Kleon เองพยายามรับงานที่จะสอนทักษะที่เอามาใช้ในงานสร้างสรรค์ของเขาได้ งานที่ห้องสมุดสอนเขาเรื่องการค้นคว้า งานออกแบบเว็บสอนเขาเรื่องการสร้างเว็บไซต์ งานเขียนคำโฆษณาสอนเขาเรื่องการขายของด้วยคำพูด สิ่งเลวร้ายที่สุดที่งานประจำทำก็คือกินเวลาของคุณไป แต่ทดแทนด้วยการให้วินัยรายวันที่คุณจะแบ่งเวลาทำงานสร้างสรรค์ได้สม่ำเสมอ การสร้างและรักษากิจวัตรอาจจะสำคัญกว่าการมีเวลามากๆ ด้วยซ้ำ
.
ความเฉื่อยคือมัจจุราชของความคิดสร้างสรรค์ คุณต้องอยู่ในจังหวะ พอคุณหลุดจากจังหวะ คุณจะเริ่มกลัวงาน เพราะรู้ว่ามันจะแย่อยู่พักหนึ่ง จะแย่จนกว่าคุณจะกลับเข้าไปในกระแสได้
.
ทางออกของ Kleon เรียบง่าย คือหาเวลาว่างที่คุณแบ่งได้ เวลาที่คุณขโมยได้ และยึดมั่นกับกิจวัตรนั้น ทำงานทุกวัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่มีวันหยุด ไม่มีวันป่วย อย่าหยุด สิ่งที่คุณจะค้นพบคือ corollary ของกฎ Parkinson มักเป็นจริงเสมอ คืองานจะเสร็จภายในเวลาที่มีให้
.
Kleon บอกตรงๆ ว่ามันจะไม่สนุก หลายครั้งคุณจะรู้สึกเหมือนใช้ชีวิตคู่ขนาน Philip Larkin กวีชาวอังกฤษพูดว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือพยายามเป็นคนแยกบุคลิกในเรื่องนี้ ใช้แต่ละบุคลิกเป็นที่หลบของอีกบุคลิกหนึ่ง เคล็ดลับคือหางานประจำที่จ่ายดี ไม่ทำให้คุณอยากอาเจียน และเหลือพลังงานให้คุณสร้างของในเวลาว่าง
.
Kleon ปิดบทด้วยเทคนิคที่ Jerry Seinfeld นักแสดงตลกชื่อดังใช้ในการเขียนมุกประจำวัน Seinfeld แนะนำให้ซื้อปฏิทินติดผนังที่เห็นทั้งปี แล้วแบ่งงานเป็นชิ้นๆ ในแต่ละวัน ทุกวันที่คุณทำงานเสร็จ ก็ขีดกากบาทใหญ่ๆ บนช่องของวันนั้น ในไม่กี่วันคุณจะมีโซ่ ก็แค่ทำต่อไป โซ่จะยาวขึ้นทุกวัน คุณจะชอบการเห็นโซ่นั้น
.
.
16. (โบนัส) ความคิดสร้างสรรค์คือการลบ
.
Kleon บอกว่าไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าความคิดที่ว่าทุกอย่างเป็นไปได้ ความคิดที่ว่าคุณทำอะไรก็ได้นั้นน่ากลัวอย่างยิ่ง
.
วิธีเอาชนะอุปสรรคทางความคิดสร้างสรรค์คือการกำหนดข้อจำกัดให้ตัวเอง ฟังดูขัดแย้ง แต่ในงานสร้างสรรค์ ข้อจำกัดคืออิสรภาพ เขียนเพลงในเวลาพักเที่ยง วาดภาพด้วยสีเดียว เริ่มธุรกิจโดยไม่มีทุนตั้งต้น ถ่ายหนังด้วย iPhone และเพื่อนไม่กี่คน สร้างเครื่องจักรจากชิ้นส่วนที่เหลือใช้ อย่าหาข้ออ้างที่จะไม่ทำงาน สร้างของด้วยเวลา พื้นที่ และวัสดุที่คุณมีตอนนี้
.
ตัวอย่างที่เขายกไว้คือ Dr. Seuss ที่เขียน The Cat in the Hat โดยใช้คำต่างกันเพียง 236 คำ บรรณาธิการของเขาเลยพนันว่าเขาเขียนหนังสือด้วยคำต่างกันแค่ 50 คำไม่ได้ Dr. Seuss กลับมาด้วย Green Eggs and Ham ซึ่งกลายเป็นหนังสือเด็กที่ขายดีที่สุดเล่มหนึ่งในประวัติศาสตร์
.
Jack White นักดนตรีจาก The White Stripes พูดเรื่องเดียวกันว่าการบอกตัวเองว่ามีเวลาทั้งโลก มีเงินทั้งโลก มีทุกสีในจานสี และมีทุกอย่างที่อยากได้ มันแค่ฆ่าความคิดสร้างสรรค์ Saul Steinberg ศิลปินคนหนึ่งเคยพูดประโยคที่ลึกซึ้งว่าสิ่งที่เราตอบสนองต่อในงานศิลปะใดๆ คือการต่อสู้ของศิลปินกับข้อจำกัดของเขาหรือเธอเอง สิ่งที่ศิลปินเลือกจะตัดทิ้ง บ่อยครั้งทำให้งานน่าสนใจมากกว่าสิ่งที่เขาใส่เข้าไป
.
หลักการเดียวกันใช้ได้กับคน สิ่งที่ทำให้เราน่าสนใจไม่ใช่แค่ประสบการณ์ที่เรามี แต่ยังรวมถึงประสบการณ์ที่เราไม่มีด้วย เช่นเดียวกัน เมื่อคุณทำงานของคุณ คุณต้องโอบรับข้อจำกัดของตัวเองและก้าวต่อไป ความสร้างสรรค์ไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่คุณเลือกใส่เข้าไปอย่างเดียว แต่อยู่ที่สิ่งที่คุณเลือกจะตัดออกด้วย เลือกให้ฉลาด และสนุกกับมัน
.
…………………..
.
คุณไม่ได้โดดเดี่ยวในการสร้างของ คุณยืนอยู่บนไหล่ของคนนับพันที่มาก่อนคุณ มันคือความได้เปรียบที่ใหญ่ที่สุดของคุณ
.
หน้าที่ของคุณไม่ใช่การประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใหม่ แต่คือการเขียนประโยคที่ไม่มีใครเคยเขียนมาก่อน ด้วยตัวอักษรที่มีอยู่แล้ว
.
.
.
.
#SuccessStrategies

Pond Apiwat Atichat

บัณฑิตศิลปศาสตร์เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 8 หลักกลางๆ และเจ้าของเพจ Success Strategies กลยุทธ์แห่งความสำเร็จ

https://www.facebook.com/pond.atichat
Previous
Previous

20 ข้อคิดและกลยุทธ์ Fastlane จากหนังสือ The Millionaire Fastlane และ Unscripted เขียนโดย MJ DeMarco

Next
Next

การบรรยายของ Charlie Munger ที่ Harvard 1986 เรื่อง เจ็ดวิธีที่จะรับประกันชีวิตที่ทุกข์แสนสาหัส (โดยการคิดแบบกลับด้าน)